มณเฑียร บุญตัน หารือเกี่ยวกับมาตรา 3 เกี่ยวกับจำนวนและที่มาของวุฒิสภา และเสนอแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดโยงกับประชาชนในระบบการเลือกตั้งวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตท่านประธานก่อนครับว่า แม้ว่าการอภิปราย ครั้งนี้ของกระผมนั้นเป็นการอภิปรายในส่วนของมาตรา ๓ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของจํานวน และที่มาของวุฒิสภา แต่เนื่องจากว่ามันมีเหตุผล ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการนะครับ เพราะฉะนั้นหากมีการอภิปรายโยงถึงมาตราอื่นบ้าง ไม่ได้เป็นเจตนาที่จะทําให้ที่ประชุมเสียเวลาครับ แต่จะเป็นด้วยว่ากระผมจําเป็นต้องหยิบยก เหตุผลประกอบ และกระผมจะพยายามอย่างเต็มที่สุดที่จะไม่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้ได้รับ ความเสียหายครับ เพื่อป้องกันการประท้วงในระหว่างการอภิปราย
ประการแรกครับ ผมคิดว่าเราใช้คําว่า ประชาธิปไตยกันมากในขณะนี้ ซึ่งผม ก็ยอมรับนะครับ ว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เป็นระบอบการปกครอง ที่ดีที่สุด หรือเลวน้อยที่สุด แต่ว่าถ้าเราจะลองพิจารณาแล้วประชาธิปไตยนั้นก็มีวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยในปัจจุบันหรือหลายท่านอาจจะมองว่าเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น โดยทั่วไปแล้วเราจะพูดถึงประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมควบคู่กับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ในอดีตหลายสิบปีก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับคําว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนครับ ขณะนั้นสังคมยังไม่สลับซับซ้อน ลักษณะภูมิศาสตร์ทําให้การมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้นเป็นไปด้วยความยากลําบาก แต่ว่าเมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีมากขึ้น ระบบสื่อสารดีขึ้น การมีส่วนร่วม ของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา ประชาธิปไตยแบบตัวแทนอย่างเดียว จึงไม่เพียงพอครับ นอกจากนี้ประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ในระดับในองค์การสหประชาชาติ เท่าที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้รู้หลายท่านนี้ ท่านบอกว่า ใช้คําว่า ประชาธิปไตย หรือดีมอคเครซี (Democracy) อย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว ด้วยสังคมที่ สลับซับซ้อนขณะนี้มีการแนะนําให้ใช้คําว่าประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลครับ ดีมอคเครซี แอน กู๊ด โกเวอร์แนนซ์ (Democracy and Good Governance) เป็นคําที่ได้รับการส่งเสริม ชี้ชวนให้ประเทศต่าง ๆ ได้นําไปพิจารณาปฏิบัติมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงคําว่า ประชาธิปไตยในยุคนี้จึงจําเป็นต้องพูดถึงธรรมาภิบาลไปในคราวเดียวกัน นั่นเป็นประการแรก ที่สนับสนุนการแปรญัตติของกระผม
ประการต่อมาก็คือ คําว่า การยึดโยงกับประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลของ คณะกรรมาธิการที่ท่านได้กําหนดหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิก วุฒิสภานั้น มาจากการเลือกตั้งของราษฎร ซึ่งกระผมเห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าแม้ว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นทุกเรื่องของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยนั้น หมายถึงการได้มา ซึ่งอํานาจและการใช้อํานาจ ตลอดจนการตรวจสอบการใช้อํานาจ ดังนั้นเมื่อท่านพูดถึงคําว่า ยึดโยงกับประชาชร โดยกําหนดว่าเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน เช่นเดียวกันสภาผู้แทนราษฎร นี่ละครับที่เป็นปัญหาครับ เพราะกระผมคิดว่า คําว่า ยึดโยงกับประชาชนนั้น ในสังคมประชาธิปไตยแบบไทยเท่าที่ผ่านมาท่านอาจจะ ให้น้ําหนักกับคําว่า การยึดโยงกับประชาชน โดยอาศัยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ท่านจึงให้ ความสนใจไปยังเขตเลือกตั้งที่กําหนดตามพื้นที่อย่างไรครับ และข้อเสนอของท่านที่ได้เสนอ ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็กําหนดโดยเขตพื้นที่เช่นกันครับ การกําหนด โดยเขตพื้นที่นี้ สมัยก่อนก็คงไม่มีคนหยิบยกเรื่องปัญหาขึ้นมาพูดเท่าไรครับ แต่ต่อมาก็ได้ พิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอที่จะทําให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหรือประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล เพราะว่าประชาชนนั้น ไม่ได้ประกอบกันขึ้น โดยอาศัยพื้นที่เป็นหลัก เท่านั้นนะครับ ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น ได้คํานึงถึงกลุ่มประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เพื่อน สมาชิกหลายท่านได้ใช้คําว่า กลุ่มสาขาอาชีพ แต่กระผมขอหลีกเลี่ยงไม่ใช้ เพราะว่ากลุ่มประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะ โดยพื้นฐานของสาขาอาชีพอย่างเดียวครับ อาจจะหมายถึงกลุ่มสตรี กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนเปราะบางทางสังคมอีกมากมายครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมนั้นมีโครงสร้าง มีที่มาแตกต่างกัน ในการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การยึดโยงกับประชาชนจึงจําเป็นต้องยึดโยงทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ท่านกําลังเสนอที่จะนําการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไปสู่ การเลือกตั้งในลักษณะเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้นําเสนอเฉพาะเชิงพื้นที่ อย่างเดียวครับ แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมาครับ รัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดให้มีที่มาของ ส.ส. ถึง ๒ ประเภทซึ่งกระผมจะไม่กล่าวโดยละเอียด เพราะว่าหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว เพียงแต่ว่าเสียดายครับ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีก่อน กระผมได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะอธิบายรายละเอียดของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น ให้สะท้อนความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชากร แต่ข้อเสนอของกระผมไม่ได้รับการ พิจารณาโดยสภาแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ทีนี้ในกรณีวุฒิสภาครับ กระผมคิดว่าข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการนั้นดูจะมองว่าการเลือกตั้งแบบเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นคําตอบซึ่งกระผมไม่เห็นด้วยครับ กระผมได้แปรญัตติในลักษณะที่ว่าการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภานั้นให้มีจํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งโดยจํานวนแล้วผมคิดว่าจํานวน ๑๕๐ คนนั้นน่าจะ เหมาะสมกับทั้งสภาพปัจจุบัน สัดส่วนที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดินนะครับ แม้ว่าในการสร้างอาคารรัฐสภา แห่งใหม่ท่านอาจจะสร้างเผื่อไว้ก็ตามนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปเพิ่มนั้น สมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว ผมจะไม่ใช้เวลามาก แต่ว่าวิธีการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาครับ ซึ่งเดิมทีกระผมเองก็คัดค้านตั้งแต่ขั้นรับหลักการแล้วว่า กระผมไม่เห็นด้วยกับ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพราะว่ากระผมกลัวเสียประโยชน์ครับ เพราะว่า การแก้ไขในครั้งนี้ไม่มีผลต่อตัวกระผมเองแต่ประการใด แต่จะมีผลกระทบไปถึง กลุ่มประชาชนซึ่งเขามีโอกาสได้เสนอรายชื่อคนเข้ามารับการสรรหาในปัจจุบัน หรือแม้ว่า จะกลายเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ไม่ได้กําหนดวิธีการเลือกตั้งที่ครอบคลุมกลุ่มประชาชน เชิงประเด็นด้วย คนเหล่านี้เขาสูญเสียโอกาสโดยสิ้นเชิงครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ พี่น้องกลุ่มเปราะบางทางสังคม หรือแม้กระทั่งกลุ่มอาชีพ สตรีซึ่งก็ต้องยอมรับว่า มีสัดส่วนน้อยมากในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ โดยระบบการเลือกตั้งแบบเหวี่ยงแห ไม่มีหลักประกันความเท่าเทียมอยู่แล้วนะครับ เพื่อสร้างหลักประกันในการให้เกิดความ เท่าเทียมจําเป็นต้องออกแบบระบบที่มาให้ชัดเจนนะครับ ในการแปรญัตติของกระผมนั้น ผมได้ใช้หลักการในทํานองเดียวกันกับการได้มาซึ่งวุฒิสภาจากการสรรหาครับ โดยกําหนด ให้มีบัญชีรายชื่อ บัญชีรายชื่อของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ก็ใช้ เทียบเคียงจากกรณีสรรหาในปัจจุบัน โดยให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกสมาชิกวุฒิสภา ได้บัญชีละ ๑ คน แล้วก็นับจํานวนคนที่คะแนนมากที่สุดไปจนถึงจํานวนคนตามที่ต้องการ สมมุติว่ากลุ่มที่มาจากภาครัฐ ผมอิงระบบบัญชี คล้ายกับการสรรหาในปัจจุบันนะครับ เพราะผมคิดว่าการแบ่งส่วนเป็นรายละเอียดมากนั้นก็ไม่รู้จบนะครับ แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามีกี่สาขา อาชีพด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ๕ กลุ่มนี้ก็มีความเหมาะสมอยู่แล้วนะครับ เมื่อมีการเลือก โดย ๑ คนก็เลือก ๑ รายชื่อจาก ๑ บัญชี แล้วก็นับคะแนนจากมากไปหาน้อย โดยอาศัยประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ด้วยเหตุที่กระผม แปรญัตติแบบนี้ก็จะได้เข้าด้วยกับความเห็นของท่านกรรมาธิการอย่างไรครับว่า เพื่อให้ วุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยึดโยงกับประชาชน แต่ไม่จําเป็นต้องยึดโยง ในเชิงพื้นที่ครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ทําหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรในเชิงพื้นที่ เรามี พี่น้อง ส.ส. อยู่แล้ว หน้าที่มันต่างกันนะครับ กระผมจะไม่พูดใช้เวลามากครับ แต่อยากจะ ขอเรียนเปรียบเทียบว่าเมื่อหน้าที่ต่างกัน การออกแบบที่มาหรือวิธีการเลือกตั้งก็ควรจะ ต่างกัน สมาชิกวุฒิสภาไม่ควรยึดโยงกับพื้นที่ แต่ควรยึดโยงกับภารกิจในการทําหน้าที่ ๔-๕ อย่าง ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายคงไม่ได้กลั่นกรองเพื่อพื้นที่ใด ๆ หรอกครับ แต่กลั่นกรองเพื่อคน ทั้งแผ่นดินครับ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงไม่ได้ตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินเพื่อจังหวัดใด ๆ ครับ แต่เป็นการตรวจสอบโดยภาพรวม และไม่ได้ มีผลประโยชน์เพราะไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว การแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลต่าง ๆ อันนี้สําคัญมากครับ กระผมคิดว่าการออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภา แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีฐานคะแนนที่มีฐานที่มาที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหารอย่างเห็นได้ชัด เพราะเสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล เปรียบไปก็เหมือนกับฝ่ายผลิตสินค้าครับ ท่านผลิตสินค้าแล้วการควบคุม คุณภาพหรือการประกันคุณภาพนี่ ถ้าเอาฝ่ายผลิตหรือเอาคนที่ฝ่ายผลิตสามารถขอร้องกันได้ บงการได้ มาอยู่ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ควบคุมคุณภาพ มันก็ไม่มีหลักประกันว่าสินค้านั้น จะมีคุณภาพดี อันนี้ง่าย ๆ เลยครับ เราคงไม่เอาฝ่ายโปรดัคชัน (Production) ไปกํากับ ควบคุมดูแลฝ่ายโพลิตี้ อินชัวรันซ์ (Policy insurance) นะครับ ท่านทั้งหลายอยู่ใน วงการธุรกิจคงทราบดี คงยุ่งแน่นอนนะครับ สินค้าก็คงจะมีลักษณะที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเขาก็ออกแบบวุฒิสภาในลักษณะนั้น อดีตเป็นมาอย่างไรผมจะไม่ พยายามพูดถึงนะครับ เพราะเกรงว่าจะพาดพิงถึงผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าการออกแบบให้วุฒิสภานั้นทําหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คําปรารภที่พูดถึง ดุลยภาพของสถาบันทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงองค์กรอิสระนั้น เป็นสาระสําคัญของโครงสร้างการปกครองที่บัญญัติโดยรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ความพยายามใด ๆ ที่จะแก้ไขให้โครงสร้าง ที่มา ตลอดจนความเชื่อมโยงของผู้ที่จะมา ดํารงตําแหน่งในฝ่ายที่ควรจะต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทําลายโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ และผมเรียนด้วยความเป็นห่วง นะครับว่าการแก้ไขครั้งนี้สุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสาระสําคัญซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มีทั้งฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านยังรักษาไว้นะครับ ปี ๒๕๔๐ เป็นครั้งแรกที่เราใช้หลักการสตรอง เอ็กเซคคูทีฟ (Strong Executive) ฝ่ายบริหารเข้มแข็งครับ โดยให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง กําหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แล้วก็ยังไปกําหนดให้ฝ่ายตรวจสอบมีองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่ว่าการออกแบบให้วุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งโดยความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรก ท่านคง ไม่นึกมาก่อนว่าในที่สุดแล้ววุฒิสภาไม่สามารถทําหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง เพราะว่าฐานที่มาของตัววุฒิสภาเองนั้นไปซ้ํากับฐานที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจไม่ได้ตั้งใจครับ แต่ว่าผลมันก็คือเราได้รับความเจ็บปวดด้วยกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้มีวุฒิสภา ๒ แบบ ซึ่งกระผมเองนั้น โดยส่วนลึกก็คิดว่ายังทํางานได้ดีอยู่นะครับ ยังทํางานได้ดีอยู่ แม้ว่าหลายท่านอาจจะรู้สึก ข้องใจสงสัยในองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ผมคิดว่าเราแก้ไขได้ครับ เพราะว่า การแก้ไขในส่วนองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาไม่กระทบสาระสําคัญของการแบ่งแยก อย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายผลิตคือฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบหรือฝ่ายควบคุมคุณภาพ อย่างที่ผมว่าอย่างชัดเจน ต้องป้องกันไม่ให้ ๒ ฝ่ายนั้นเป็นเนื้อเดียวกันครับ เพราะถ้าเป็น เนื้อเดียวกันไม่อาจตรวจสอบซึ่งกันและกันไม่อาจตอบโจทย์คําว่า ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลได้ครับ ท่านอาจจะบอกว่ามันขึ้นอยู่กับบุคคลคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ตรวจสอบกันได้ จริงครับ ผมเชื่อแน่ว่าบางท่านเป็นอย่างนั้นจริงครับ แต่ว่าการออกแบบ โครงสร้างของแผ่นดินการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะไปคาดหวังความดีส่วนบุคคล คาดหวังว่าให้เขามีวิจารณญาณสุ่มเสี่ยงไม่ได้ครับ เราต้องออกแบบโครงสร้างป้องกัน ไม่ให้เกิดการฮั้วกันระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพนะครับ ไม่ได้เกิดจาก การที่เราเชื่อว่าใครเป็นคนไม่ดีครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกชุด ท่าน ส.ส. ทุกท่าน ส.ว. ทุกท่าน ล้วนแล้วแต่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ แต่นี่เป็นหลักการครับ หลักการถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายบริหารก็คือฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ เพื่ออะไรครับ เพื่อประโยชน์ ของประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคอย่างไรครับ อันนี้ละครับผมคิดว่าเป็นเสน่ห์ของการแยก ให้ชัดเจนแยกให้เห็นความแตกต่างครับ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าการใช้คําว่า สรรหา หรือเลือกตั้ง แต่เพียงลําพังโดยไม่มีคําอธิบายที่ชัดเจนถึงกระบวนการเลือกตั้งหรือสรรหา อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอที่จะอธิบายให้กับสาธารณชนให้เข้าใจครับ จําเป็นต้องนําหลักการ คําว่า เลือกตั้ง เลือกตั้งอย่างไรฐานที่มาของการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งโดยอาศัยฐาน เชิงพื้นที่หรือเชิงประเด็นหรือทั้ง ๒ อย่าง การสรรหานั้นเป็นการสรรหาโดยใครเสนอชื่อ โดยใคร อันนี้ต้องทราบกันทั้งหมดครับ เพราะจะได้เกิดความเป็นธรรมครับ เท่าที่ผ่านมา ผมคิดว่าฐานที่มาของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหานั้นไม่ได้เป็นปัญหาครับ เพราะว่า เป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเชิงประเด็นครับ ไม่ได้เชิงพื้นที่ครับ อย่างตัวกระผมนั้นได้รับการเสนอชื่อและเห็นชอบจากองค์กรคนพิการระดับชาติ ซึ่งมีตัวแทนทั่วประเทศมีสมาชิกเป็นเรือนล้านคนครับ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ครับ แต่กระผม จะไม่เสียเวลาพูดถึงเรื่องนี้นะครับ เพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน ในสังคมประชาธิปไตยแผนใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม หรือสังคมประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลนั้นมันมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่าการแบ่งประชาชนตามพื้นที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านได้แก้ให้กลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งที่สะท้อนเฉพาะในเรื่องของพื้นที่ โดยยังคงให้ ส.ว. นั้น สะท้อนที่มาในระดับจังหวัดนั้น แม้ว่าผมจะเคารพท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง และผมคิดว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเขาถึงใช้คําว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ได้ใช้คําว่า ผู้แทนนะครับ เพราะไม่ได้ทําหน้าที่เป็นผู้แทนทําหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผมก็คิดว่าไหน ๆ ก็จะต้องเลือกตั้งแล้วไหน ๆ ก็จะทําหน้าที่เป็นผู้ควบคุมคุณภาพแล้วเป็น คิวซี (QC) แล้วก็น่าจะเป็นคิวซีสําหรับคนทั้งชาติใช้ประเทศไทยใช้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพทั้งคนแข็งแรงทั้งคนอ่อนแอเลือกตั้งทีเดียวหนึ่งเขตทั่วประเทศ แล้วกําหนด ฐานที่มาโดยแบ่งไปตามบัญชี ๕ บัญชี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคอื่น ใครจะเป็นคนจัดการในเรื่องจัดทําบัญชีครับ ก็คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง ปัจจุบันนี้ละครับ กกต. ครับจัดทําบัญชี จัดทําบัญชีนั้นโดยให้องค์กรต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติ ตามที่กฎหมายจะกําหนดต่อไปนี่นะครับเสนอรายชื่อคนเข้ามา จะเสนอมาบัญชีละกี่ร้อย กี่พันไม่ได้เป็นประเด็นครับ ก็นําเอาคนที่ได้รับการเสนอชื่อมาตรวจสอบคุณสมบัติ เมื่อคุณสมบัติถูกต้องแล้วก็จัดเรียง อยู่ตามบัญชี พี่น้องประชาชนก็หยิบบัญชีละ ๑ ท่าน แล้วก็นับไปเลยครับ ๑๕๐ คน ท่านอาจจะแบ่งบัญชีละ ๓๐ ซึ่งผมไม่ได้กําหนดไว้ในตัวร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไปกําหนดไว้ ในกฎหมายซึ่งจะแก้ไขต่อไปได้ ท่านเห็นว่าภาคอื่นมีความกว้างขวางก็อาจจะเพิ่มสัดส่วน ภาคอื่นเป็น ๕๐ คน ส่วนที่เหลืออาจจะเหลือแค่ ๒๕ คนก็ได้เพื่อสะท้อนสัดส่วนที่กระจาย ออกไปนะครับ ส่วนเรื่องที่เป็นการไปปลดล็อกในการดํารงตําแหน่งสําหรับสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นกระผมคิดว่าเช่นเดียวกันครับ เราไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภา มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเชิงของความรู้จักคุ้นเคย เราไม่ต้องการให้มีเครือข่ายอุดมการณ์เดียวกันระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบ ต้องเห็น ต่างกันครับ ต้องมีการตรวจสอบครับโดยบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่นานอยู่ติดต่อกันแบบ ไม่มีวันจบสิ้นก็จะเกิดการสถาปนาเครือข่ายความเห็นร่วมระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายตรวจสอบ ครับท่านประธาน คุณภาพไม่เกิดแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นล้วนแล้วแต่ไม่เห็นด้วย ให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงรับสมัครเลือกตั้งชั่วนาตาปีครับ ต้องมีการเว้นวรรคเพื่อไม่ให้ เกิดการต่อสายเชื่อมโยงกับฝ่ายผลิตหรือฝ่ายบริหารนั่นเอง ท่านต้องกลับไปพักหรือไปทํา อย่างอื่นชั่วคราวก่อนแล้วกลับมาใหม่ แล้วการตรวจสอบไม่จําเป็นต้องสถาปนาความคุ้นเคย ไม่จําเป็นต้องสถาปนาโครงข่ายอํานาจ ไม่จําเป็นครับ เพราะตรวจสอบแบบตรงไปตรงมา กันอยู่แล้วไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันอยู่แล้ว อันตรายของผลของการเกรงอกเกรงใจระบบ อุปถัมภ์ ระบบเครือญาติ ระบบให้คุณให้โทษกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงเป็นปัญหาต่อ การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลของสังคมไทยครับ ในชั้นนี้กระผมคิดว่าผมได้ อภิปรายเพื่อสนับสนุนข้อสงวนคําแปรญัตติของกระผมในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ในส่วนของ มาตรา ๕ ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่กระผมได้พูดถึงเรื่องของ การคงไว้ ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้น กระผมจะเรียนชี้แจงต่อที่ประชุมต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ