รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร เสนอการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 100 ท่านแรกจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 100 ท่านจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้มีความแตกต่างระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะอภิปรายในมาตรา ๓ เกี่ยวกับเรื่องที่มาของ ส.ว. นะครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยตามที่ได้มีการแก้ไขที่จะให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๒๐๐ คน โดยการเลือกตั้ง สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือผมขอให้มีการเลือกตั้งเป็น ๒ แบบ คือ ใน ส.ว. ๑๐๐ ท่านแรกนั้นให้มาจากการเลือกตั้ง แล้วอีก ๑๐๐ คนให้มาจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๑๐ องค์กร ซึ่งผมจะไม่ลงในรายละเอียดนะครับ สาเหตุที่ผม ขอแปรญัตติเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งทั้งจากประชาชนโดยตรงและจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ นั้น ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านเห็นนะครับว่าถ้ามีการเลือกตั้งจากประชาชน โดยตรง จํานวน ๒๐๐ ท่าน แล้วมันจะแตกต่างอะไรจากการเลือกตั้ง ส.ส. ครับ และเท่าที่ ทราบมาจากที่ท่านเขียนไว้ก็คือว่าวุฒิสมาชิกนั้นลงแล้วสามารถลงใหม่ได้ก็ยิ่งไม่แตกต่างกัน เลยครับ เพราะว่าการเลือกตั้งทุกครั้งอย่างที่หลายท่านทราบดีครับว่าคนที่จะได้รับ การเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือดีอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องเป็นคนที่มี พรรคพวกด้วย ฉะนั้นการที่เราให้มีการเลือกตั้งจากจํานวน ๒๐๐ ท่านทั้งหมดก็จะไม่ได้ แตกต่างอะไรเลย แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนที่เห็นก็คือว่าอํานาจของ ส.ว. นั้นต่างจาก ส.ส. ค่อนข้างเยอะนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจที่ท่านกําหนดไว้ว่ามีสิทธิที่จะตรวจสอบ องค์กรอิสระแล้วก็แต่งตั้งตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรอิสระได้นั้นเป็นอํานาจหน้าที่ ส.ส. ไม่มี ในส่วนนี้นะครับ ฉะนั้นการที่จะเลือกโดยจากการเลือกตั้งทั้งหมดผมคิดว่าไม่เหมาะนะครับ ผมคิดว่า ส.ส. แล้วก็ ส.ว. ต้องมีความแตกต่างกันครับ สิ่งที่ผมเสนอก็คือว่าใน ๑๐๐ คน ที่มานั้นควรจะให้โอกาสกับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่ออย่างน้อยให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการ เข้าไปพิจารณาทบทวนตรวจสอบกฎหมายต่าง ๆ คนเหล่านี้นะครับ บางครั้งบางกลุ่ม เป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสามารถ แล้วต้องการที่จะไปดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มของตัวเอง ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้โดยการเลือกตั้งตามปกตินะครับ เพราะอย่างที่ผมเรียนว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่าง นี่คือข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ เรื่องโอกาสครับ อย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ว่าถ้าท่านใช้การเลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านก็จะได้ ส.ว. แบบที่ท่านเห็น เมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อนครับ ก็จะมีมาจาก หลายส่วน หลายภาคนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเห็นและผมคิดว่าในเมื่อท่านทํากับ ส.ส. ทําไมท่านไม่ทําแบบเดียวกันกับ ส.ว. เพราะ ส.ส. ก็เหมือนกันครับ ส.ส. นั้นมีทั้งจาก บัญชีรายชื่อและจากการเลือกตั้ง สาเหตุหนึ่งที่เราบอกว่าเราให้มี ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ เพราะเราบอกว่ามีคนบางกลุ่มที่มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อมที่จะทํางาน แต่อาจจะ ไม่ชํานาญหรือไม่เชี่ยวชาญในด้านการที่จะไปพบปะผู้คนจํานวนมาก ๆ เราก็จัดพวกเขา ให้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และเราก็เลือกทั้ง ส.ส. จากการเลือกตั้งและจากบัญชีรายชื่อเข้ามา พร้อมกัน ถ้ายึดหลักการนี้นะครับ ส.ว. ก็เหมือนกันครับ ทําไมเราไม่เปิดโอกาสให้ ๑๐๐ คน ได้มาจากกลุ่มต่าง ๆ แล้วถ้าเกิดแตกต่างจากครั้งที่แล้วก็คือว่าถ้าจะมีข้อครหาว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดที่แล้วจากการแต่งตั้งนั้นมีคณะกรรมการสรรหาเพียงไม่กี่คนที่มีสิทธิ เลือกถึง ๗๐ กว่าคน เที่ยวนี้เราสามารถแก้ไขได้ครับ เราให้แต่ละกลุ่มได้มีโอกาสคัดเลือก แต่ละกลุ่มของตัวเองมาเองนะครับ และนําเสนอขึ้นมาโดยการเลือกจากทั้งประเทศ นั่ นก็เหมือนกับเป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกันครับ แต่เป็นตัวแทนเฉพาะวิชาชีพของ แต่ละวิชาชีพ นั่นคือข้อที่ ๒ นะครับ

ข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ท่านรู้ครับว่าการเป็น ส.ส. กับ ส.ว. แตกต่างกัน ส.ส. นั้นมีสังกัดพรรค มีการรวมกลุ่มกัน มีการปรึกษาหารือกัน แล้วก็มีการพูดคุยกันตลอดว่า จะทําอย่างไรบ้าง แต่ ส.ว. นั้นไม่มีพรรคครับ ถ้าท่านให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันหลีกหนีไม่ได้ว่า ส.ว. หลายท่านอาจจะต้องวิ่งหาพรรคการเมือง เพื่อจะหาฐานเสียง ของตัวเอง เมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้วเขาก็หนีไม่ออกหรอกครับ ต้องฟังคนที่สามารถช่วย ให้เขาได้เป็น ส.ว. มา ฉะนั้นเราจะได้ ส.ว. บางส่วนที่ต้องอิงอยู่กับอํานาจหรือผู้มีอิทธิพล ในท้องที่ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันไม่ดีกับระบบของเรา ไม่ดีกับประเทศของเรา ส.ว. ที่เราจะได้ มานั้นควรจะเป็น ส.ว. ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับผู้ใดนะครับ และที่สําคัญที่สุด ท่านเปิดช่องให้เขาสามารถเป็นต่อได้ ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะว่าการเปิดช่อง ให้เป็นต่อได้ นั่นเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้ ส.ว. เหล่านั้นว่าถ้าอยากได้รับเลือกตั้ง เที่ยวต่อไปต้องทําให้ประชาชนรัก ต้องทําให้ฐานมวลชนรัก ซึ่งอันนั้นจะไปขัดแย้งกับสิ่งที่เรา ตั้งใจให้ ส.ว. ได้ทํางาน เพราะ ส.ว. ต้องเป็นกลาง ต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก ต้องทําโดยคิดถึงประชาชนของประเทศทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเกิดเราได้ ส.ว. ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดแล้วผมคิดว่าความเป็นกลางตรงนี้หาไม่ได้หรอกครับ ทั้งหมดเป็น ๓ เรื่อง ที่ผมใช้เหตุผลที่ผมอยากจะขอให้วิธีการเลือกตั้งโดยการใช้ ๑๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และอีก ๑๐๐ คนมาจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ ขอบคุณครับ