รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

สามารถ แก้วมีชัย พูดถึงการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ (๔) ตามรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาวาระที่สอง และหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ว.) โดยอ้างถึงมาตรา ๒๙๑ ที่ให้อํานาจแก่รัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอ้างถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอดีต โดยสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาล ท่านได้แก้มา ๒ ฉบับ ท่านแก้มาตรา ๙๓-๙๘ และท่านแก้มาตรา ๑๙๐ และอ้างถึงกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ที่จริงแล้วการพิจารณา ในวาระนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) ก็เป็นการพิจารณาวาระที่สอง เรียงตามลําดับ มาตรา ผมก็นั่งฟังมา ๔ ชั่วโมงนะครับ เพื่อจะเก็บประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ ที่กําลัง พิจาณาก็ปรากฏว่าหลายท่านก็ไปอภิปรายที่มันไม่ตรงกับหลักการที่รัฐสภาได้รับนะครับ ฉะนั้นผมจะตอบเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่รัฐสภาได้รับมา นั่นก็คือ ให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งนะครับ คือกราบเรียนเพื่อนสมาชิกครับว่า กรรมาธิการเรานี้นะครับ เราได้ พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบครอบนะครับ เราก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งได้ยกเลิก มาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ และบัญญัติขึ้นใหม่ ในมาตรา ๑๑๑ ก็กําหนดให้มี ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของราษฎรนะครับ แล้วก็พูดถึงวิธีการเลือกตั้ง พูดถึง ส.ว. ว่าเมื่อขาดจากตําแหน่งจะเอาตรงไหนมาทดแทนอย่างไรนะครับ ก็ปรากฏว่า ผมฟังแล้ว หลายท่านก็จะติดใจเฉพาะว่า ๒๐๐ คนมาจากไหน จริง ๆ เมื่อคืนนี้ก็ชี้แจงไปรอบหนึ่งแล้ว นะครับ ๒๐๐ คนนี่ เราก็เอาสัดส่วนของ ส.ส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ จํานวน ๕๐๐ คน เทียบกับจํานวน ส.ว. ที่ควรจะมี แล้วไปเทียบเคียงย้อนไปไปตั้งแต่สมัยเราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้ มันก็เป็นสัดส่วนที่กําลังเหมาะสม ก็เลยบัญญัติไว้ว่าเป็น ๒๐๐ คน ทีนี้วิธีการเลือกตั้ง เราก็ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วให้ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนน ๑ ท่าน เลือกได้เบอร์เดียว กรณีที่จังหวัดที่มี ส.ว. เกินกว่า ๑ ท่านนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ กรรมาธิการเห็นว่ามีความเหมาะสม แล้วท่านไม่ต้องกลัวนะครับว่า การเลือกด้วยวิธีนี้ พรรคการเมืองที่มีความนิยม มีเสียงนิยมมาก จะครองเสียง ส.ว. ในจังหวัดนั้นได้ทั้งหมด นะครับ เพราะคะแนนมันก็เฉลี่ยกันไป ใครที่ได้รับความนิยมมาก คะแนนก็อาจจะโด่งกว่า คนอื่น แต่คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ ก็มีโอกาสที่จะเข้ามา รวมไปถึงผู้ที่เป็นกลางไม่ได้ฝักใฝ่ พรรคการเมืองไหนแต่สนใจจะสมัคร เขาก็มีโอกาสนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ มีหลาย ความคิดเห็นที่อาจจะทําให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน และท่านสมาชิกรัฐสภาอาจจะ เกิดความเข้าใจผิดนะครับ

เรื่องแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ท่านบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะทําผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ก็กราบเรียนว่าถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ให้อํานาจรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ เขาห้ามไว้ ๒ เรื่องเท่านั้นเองนะครับ ผมย้ําอีกทีนะครับ ห้าม ๒ เรื่อง ถ้าเราไปแก้ ๒ เรื่องนี้มันทําไม่ได้ ก็คือ ๑. ไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ ๒. ไปเปลี่ยนรูปของรัฐ นะครับ ถ้าไม่เกี่ยวกับ ๒ เรื่องนี้ ทําได้ แต่ทีนี้เราเคยทําที่จะแก้ทั้งฉบับ มาตรา ๒๙๑ ก็ปรากฏว่ามีการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคําวินิจฉัยบวกความเห็น บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สถาปนามาจากประชาชน ถ้าจะทําทั้งฉบับให้ไปถามประชามติก่อน แต่ถ้าจะทําเป็นรายมาตราก็ทําได้ วันนี้เราก็แก้เป็นรายมาตรามานะครับ แยกเป็น ๓ ฉบับ ทีนี้ท่านก็ถามว่าทําไมต้องแยกเป็น ๓ ฉบับ ทําไมไม่ทําฉบับเดียว ผมก็ถามย้อนกลับไปเหมือนกันครับว่าสมัยท่านเป็นรัฐบาล ท่านได้แก้มา ๒ ฉบับ ท่านแก้ฉบับแรกนี้ว่าถึงการแก้ไขเรื่องเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง ท่านแก้มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ซึ่งแต่เดิม รัฐธรรมนูญเดิมที่ก่อนท่านแก้นี้ ก็บอกให้มี ส.ส. จํานวน ๔๘๐ คน ๔๐๐ คนมาจากเขต โดยใช้วิธีแบ่งเป็นเขตละ ๓ คน เวลาเลือกต้องเลือกเป็น ๓ คน เรียงเบอร์ แล้วก็ให้มี การแบ่งโซน (Zone) ประเภทออกเป็น ๘ โซน ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อโซนละ ๑๐ คน รวมกันแล้ว ๔๘๐ คน แต่เดิมนะครับ ท่านก็มาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ให้มี ส.ส. ๕๐๐ คน ใช้วิธี ๑ เขต ๑ คน แต่ท่านไปลดจํานวน ส.ส. เขต เดิมมี ๔๐๐ คน ท่านให้เหลือก ๓๗๕ คน แล้วท่านก็ไปทําบัญชีรายชื่อใหม่เป็น ๑๒๕ คน และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้ท่าน ก็ทํามาแล้ว ท่านก็ไม่ได้ไปถามประชามติที่ไหน แล้วถ้าถามว่าอันนี้มันกระทบกับสถาบัน นิติบัญญัติไหม ทําให้รูปแบบจํานวนของ ส.ส. เปลี่ยนไปนี่ มันก็เปลี่ยนนะครับ ท่านก็ทํา ขณะเดียวกันอีกฉบับหนึ่งฉบับที่ ๒ ท่านก็แก้มาตรา ๑๙๐ แต่ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ท่านประธานไปดู เถอะครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทรงลงพระปรมาภิไธยวันเดียวกัน คือวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ แต่แยกเป็น ๒ ฉบับ ก็เหมือนกันละครับ ของผมก็จะทํากัน ๓ ฉบับ แล้วก็ ดําเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถูกต้องสอดคล้องตามคําแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงว่ามันจะไปผิดรัฐธรรมนูญที่ตรงไหน ทีนี้กราบเรียนต่อไปครับ ท่านก็ เป็นห่วงเป็นใยว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาจากประชาชนโดยตรงแล้ว เกรงว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภาทั้งหลายนี้จะถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผล ให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญจะถูกครอบงําไปด้วย ก็กราบเรียนท่านนะครับว่าถ้าท่านเข้าใจและท่านพูดให้มันลึกหน่อย ท่านจะเห็นว่าระบบ การที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ องค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายนี้เขามี กระบวนการสรรหามาแล้ว แล้วท่านมาดูจากที่เขาสรรหามาว่าจะเอาหรือไม่เอา เหมือนเขา เอาใส่ถาดมาให้ท่านเลือกนี่ละครับ ท่านไม่ใช่ไปหยิบมาตั้งแต่ต้น ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านพูดถึง กกต. นี่ กกต. ๕ คนนี้มาจากไหนครับ เขาบอกให้ตั้งคณะกรรมาการสรรหา ๗ คน ไปสรรหา กกต. มาให้วุฒิสภาว่าจะให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กรรมการสรรหาทั้ง ๗ คน ก็ประกอบด้วยท่านประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็บุคคลที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาเลือกมา ๑ คน บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมาอีก ๑ คน เหล่านี้ เป็นกรรมการสรรหา ก็ไปสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เอาชื่อเหล่านั้นใส่ถาดมาให้ท่าน นะครับ ท่านไม่มีทางไปเลือกหยิบจากที่อื่น ก็หยิบจากที่เขาสรรหามาให้ เหมาะสมหรือไม่ เหมาะสมนี้ ไม่ใช่วุฒิสภาเป็นคนไปเลือก เขาเลือกกันมาแล้ว ให้ท่านมาหยิบอีกทีหนึ่ง ถ้าท่านโหวต (Vote) ไม่เอาด้วยเขาก็ไปผ่านกระบวนสรรหากลับมาใหม่ เอามาเสนอ ท่านใหม่ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี ที่เราใช้เป็นองค์กรที่จะมาช่วยตรวจสอบก็มีลักษณะเหมือนกัน ก็มีการสรรหาจากองค์กร ต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้กับ ป.ป.ช. โดยอนุโลมนะครับ เขาบอกว่า ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับการเลือก โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาด้วยวิธีลงคะแนนลับ เสนอชื่อมา ๓ คน ให้ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับ ก็เสนอมาอีก ๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสาขา นิติศาสตร์อย่างแท้จริงได้รับการเลือกตามมาตรา ๒๐๖ ก็คือสถาบันทั้งหลายที่สอนนิติศาสตร์อะไรเขาก็เลือกกันมาอีก ๒ คน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ซึ่งมีความรู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง เลือกมาอีก ๒ คน เลือกใส่ถาดมานะครับ แล้วก็ ส.ว. ทั้งหลายท่านก็มาดู ฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะบุคคลที่เขาเสนอชื่อมานี่ องค์กรต่าง ๆ ที่เป็นที่เชื่อถือของสังคมเขากลั่นกรองมาแล้ว ส.ว. มาเพียงแต่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยก็ไปเป็น ไม่เห็นด้วยก็เอากลับไปสรรหากลับมาให้ผมดูใหม่สิ มันก็มี ระบบถ่วงดุลกันอย่างนี้ ฉะนั้นผมว่าอย่าไปคิดมากครับ ถ้าเราคิดว่าประชาชนที่บ้านฟัง มันเหมือน ส.ว. นี่ใหญ่จริง อยากตั้งใครเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งเป็น ป.ป.ช. ตั้งเป็น กกต. ก็ไปตั้งได้เลย มันไม่ได้นะครับ ระบบมันต้องสรรหา แล้วเอามาเสนอท่าน ส.ว. ทั้งหลาย ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผมว่าที่ผ่านมาเราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี กําลังย่าง ๘๑ ปี เมื่อเช้าผมฟังท่าน ส.ว. สายทหาร ท่านก็บอกว่าการเลือกตั้งมันไม่ใช่คําตอบสุดท้าย ก็น่าเห็นใจครับ ระบอบประชาธิปไตยไทย เราเป็นมา ๘๐ ปี เรามีการปฏิวัติรัฐประหาร ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ผมมาไล่ดูเราต้องมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้พวกกบฏ ทั้งหลายที่มายึดอํานาจ ๒๓ ครั้ง ไม่รวมครั้งที่ ๒๔ ที่นิรโทษกรรมให้นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่ปฏิวัติตอน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เอาเฉพาะทหารทั้งหลาย ผู้มีอํานาจ มีกองทัพ ที่ทําปฏิวัติรัฐประหาร ต้องนิรโทษกรรม ๒๓ ครั้ง เราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๐ กว่าปี เฉลี่ยแล้วปฏิวัติ ๓ ปีครั้ง แล้วท่านจะไปหวังว่าให้ประชาชนได้ซาบซึ้งประชาธิปไตย ให้เข้าใจ ประชาธิปไตยเหมือนอเมริกาเขาที่เป็นประชาธิปไตยมา ๒๐๐ ปีได้อย่างไรครับ เราต้อง ให้โอกาสประชาชนเรียนรู้ เราต้องศรัทธาในพี่น้องประชาชน และวันนี้ผมเชื่อนะครับว่า ประชาชนเขาได้เรียนรู้ทางการเมือง ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น วิกฤตทั้งหลายที่เกิดขึ้นทางการเมือง ความไม่เข้าใจ ซึ่งเรามองว่าเป็นวิกฤต เป็นปัญหา ของบ้านเมือง มันก็สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้การเมือง เขาติดตามใกล้ชิดนะครับ ฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้มั่นใจ ได้ศรัทธาในประชาชนว่าเมื่อเขามีโอกาสเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา แล้วเขาทราบเขาตระหนักว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเข้ามา กลั่นกรองกฎหมาย จะต้องมาแต่งตั้ง มาถอดถอน เขาก็จะใช้ดุลยพินิจเลือกผู้ที่เหมาะสม ที่สุดเข้ามาทําหน้าที่แทนเขา ส่วนประเด็นอื่นที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ ผมก็ยังไม่ตอบ หรอกครับ เดี๋ยวให้ไล่ไปทีละมาตรา ถ้าเกี่ยวข้องกันตรงไหนผมก็จะถือโอกาสเรียนชี้แจงท่าน ต่อไปครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ