เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ อภิปรายเรื่องอำนาจหน้าที่และที่มาของวุฒิสภา โดยชี้ว่าหัวใจประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ส.ส. และเสนอให้แก้ไขมาตรา ๑๑๑ ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งแทนการแต่งตั้ง
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมมาจาก จังหวัดตากครับ ต้องเรียนว่าจริง ๆ สภาก็อย่างนี้นะครับ บางครั้งบางคราวเวลาพูดจาก็ต้อง ระมัดระวังกันไว้บ้างนะครับ ผมก็แนะนําท่านประธานกรรมาธิการเหมือนกัน บางทีก็อาจจะ พูดเกินเลยกันไปก็ทําให้เกิดปัญหากันขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติเอาไว้ จริง ๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะดําเนินการอะไรกันมากมาย ผมแปรญัตติในเรื่องนี้ไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งขอแก้ไขในมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน แทน ๒๐๐ คน ผมขอเหลือ ๑๕๔ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ การเลือกตั้งนั้นถือว่าเป็นหัวใจของระบอบ ประชาธิปไตยนะครับ ประชาธิปไตยก็ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งนั้นเพื่อจะคัดเอา ตัวแทนของประชาชนเข้ามาเพื่อทําหน้าที่ในการบริหารประเทศ ในการบริหารราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่ว่าเป็นหัวใจนั้นถูกต้องครับ แต่ว่าการเลือกตั้งที่เป็นหัวใจจริง ๆ นั้น ก็คือการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือปัญหา นี่คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ผมเห็นท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านลุกขึ้นมา แล้วก็มาอธิบายถึงว่า มันจําเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งมา วุฒิสภาจะต้องมีการเลือกตั้งให้ได้ นี่คือระบอบ ประชาธิปไตยจริง ๆ ระบอบประชาธิปไตยหลักใหญ่นั้น ผู้แทนราษฎรก่อนละครับ ส่วนอื่น ๆ นั่นคือองค์ประกอบนะครับ จะเลือกไม่เลือก ความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ตรงนั้นทั้งหมด ที่ผมพูดในเรื่องอย่างนี้ ผมอยากจะอธิบายโดยเริ่มต้นสักนิดว่าจริง ๆ แล้วบ้านเราได้มี วุฒิสภา ได้มีวุฒิสมาชิกกันมาตั้งนานแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่มี เริ่มมาจากตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นั้น เรามีสภา ซึ่งในชั้นแรกนั้นเป็นสภาเดี่ยว เรามีสภาเดี่ยวนั้น สภา ๒ สภา จากการเลือกตั้ง แล้วก็การแต่งตั้งเอามารวมกัน แล้วก็เรียกว่าสภา มี ส.ส. ประเภท ๑ ส.ส. ประเภท ๒ ก็คง เคยได้ยินกันอยู่ เมื่อก่อนนั้นเราจะมี ส.ส. ประเภท ๑ เลือกตั้ง ส.ส. ประเภท ๒ แต่งตั้ง แล้วก็เอามารวมอยู่ในสภาเดียวกัน อันนั้นเรียกว่าสภาเดี่ยว พอถึงปี ๒๔๘๙ อันนั้นได้มี สภาคู่เป็นครั้งแรก แล้วก็จะมี ส.ส. แล้วก็จะมีสภาที่เรียกว่า พฤฒสภา ที่หลายคนได้พูดกัน ไว้แล้วนะครับ พฤฒสภาที่ว่านี้มาจากการแต่งตั้ง ในต่อมานั้นก็จะมีการแต่งตั้งกันเรื่อยมา แล้วก็มีสภาคู่มาเรื่อยนะครับ จะมีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนครับอันนี้คือหลักใหญ่ ส่วนวุฒิสภาหรือพฤฒสภา วุฒิสภา ที่เรียกตอนหลังนั้น เป็นสภาที่ถือว่าเป็นสภาที่คอยดูแล กันมา ถามว่าทําไมที่มีการแต่งตั้งกันมาได้โดยตลอด เพราะว่าอํานาจหน้าที่ที่เขาให้กัน ในขณะนั้น วุฒิสภาเป็นเพียงสภาที่คอยกลั่นกรองงานของสภาผู้แทนราษฎร คอยดูแลแทน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอํานาจมีเท่านั้น การแต่งตั้งก็จําเป็นนะครับ การแต่งตั้งน่าจะดูดีกว่า ด้วยซ้ําไป เพราะว่าเป็นคัดสรรหาเอาคนที่มีประสบการณ์เยอะ ๆ เอาเข้ามา ถ้าเราเลือกตั้ง เราอาจจะไม่ได้คนประสบการณ์ดี ๆ มาเพื่อคอยกลั่นกรองสิ่งที่บรรดาสภาผู้แทนราษฎร ทํามาก็ได้ ในยุคนั้นสมัยนั้นเขาพอตั้งมาอย่างนี้ครับ และเขาก็ได้ไปพิจารณากันมาว่าทั้งหมดที่ ผู้แทนราษฎรได้ดําเนินการนั้นก็เข้าไปถึงวุฒิสภา วุฒิสภาเขาก็ดูว่าจากประสบการณ์ที่เขาทํานี้ มันควรจะเป็นอย่างนี้นะครับ เขาก็ส่งมาแก้ไขกันมา อํานาจใหญ่นั้นอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่พอต่อมาในปี ๒๕๔๐ ที่เราเริ่มมีรัฐธรรมนูญใหม่ออกมานี้นะครับ เราก็คิดว่าวุฒิสภานั้น จําเป็นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง นั่นก็โดยเหตุผลเขานะครับ แต่ว่าจริง ๆ ถามว่าแต่งตั้งได้ไหม ก็ยังแต่งตั้งได้ แต่ว่าบังเอิญมันมีเงื่อนไขหลายอันขึ้นมา เรามีองค์กรอิสระเรามีองค์กรต่าง ๆ อีกเยอะแยะเลยครับ หาผู้คนที่จะมาตั้งเรื่องบรรดาผู้คนเหล่านี้ไม่มีก็อาศัยวุฒิสภา เพราะ จะเอาสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นคนดําเนินการก็เกรงว่าจะเป็นข้อครหานะครับ เพราะฉะนั้น ก็เลยให้วุฒิสภามีอํานาจมากขึ้น วุฒิสภาที่มีอํานาจมากขึ้นนั้นถ้าจะแต่งตั้งกันเข้าไป ก็เกรงว่าจะเกิดครหากันขึ้นมา ก็เลยคิดกันไปว่าในปี ๒๕๔๐ ก็เลยมีรัฐธรรมนูญที่ให้มี วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนะครับ เพราะฉะนั้นพอเลือกตั้งเข้ามาแล้วนั้น ก็ต้องเรียนว่าเราก็ดูว่าเหมือนกับจะไม่มีปัญหา แต่พอเอาเข้าจริง ๒ สภาสภาคู่ในขณะนั้น ดําเนินการกันมาในระยะหนึ่งนั้น ก็มีปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหา ระยะหลังเลยมีปัญหาเรื่อยมา เพราะว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ในชั้นต้นนั้นใหม่มากครับ เพราะผมจําเหตุการณ์ พวกนี้เหล่านี้ได้หมด เพราะว่าอยู่ในสถานการณ์พวกนี้มาหมด ตอนนั้นใหม่มาก วุฒิสภา ที่เข้ามาไม่มีใครสนใจ พอเข้ามาเสร็จ เลือกตั้งเข้ามาเสร็จ ปรากฏว่าความสําคัญของวุฒิสภานั้น แต่งตั้งองค์กรอิสระ แต่งตั้งต่าง ๆ อีกเยอะแยะเลยครับ เห็นเป็นความจําเป็นขึ้นมาก็เลย ถูกแทรกแซง นั่นถูกแทรกแซงกันจริง ๆ นะครับจากระบอบการเมือง จากพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่มีอํานาจก็เข้าไปแทรกแซง แทรกแซงเสร็จ ในวุฒิสภานั้นในช่วงนั้นครับ ก็เกิดการบิดเบี้ยวไป การแทรกแซงอย่างไรนี่ค่อนข้างจะหนักหนารุนแรงไปจนกระทั่งมี การจ่ายเงิน มีการซื้ออะไรต่าง ๆ ผมไม่พูดอะไรไปเยอะกว่านี้เพราะว่าคนที่จะอธิบาย ได้ละเอียดจริง ๆ นั้นก็คือรองประธานวุฒิสภา คุณนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านคงมาเล่า ให้ฟังครับว่าจริง ๆ การแทรกแซงเป็นอย่างไร การดําเนินการเป็นอย่างไร ความเสียหาย เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นพอเกิดขึ้นมาตอนนั้น วุฒิสภาช่วงนั้นพอมีปัญหาขึ้นมา พอในปี ๒๕๔๐ มีการพิจารณากันอีกว่าในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในปี ๒๕๔๐ นั้นมีอะไรบ้างก็มาแก้ไขครับ การแก้ไขทั้งหลายนั้น เรื่องวุฒิสภาก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็เป็นการเอามาดูกันแล้วก็บอกว่า ถ้าเลือกตั้งอย่างเดียวก็ถูกแทรกแซงได้อีก เพราะฉะนั้นก็หาหนทางว่าทําอย่างไร แต่งตั้ง เข้ามาได้สักส่วนหนึ่งไหม ในที่สุดแล้วก็ออกแบบรัฐธรรมนูญ ก็คือมีวุฒิสภา ทั้งเลือกตั้ง ทั้งแต่งตั้ง เพื่อที่จะได้มาคอยดูแลด้วยกัน ที่ผมเล่าให้ฟังนี้เพราะว่านี่มันคือประวัติที่มัน เรียงกันมาว่าทําไมวุฒิสภาในปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งด้วยและแต่งตั้งด้วย หลายคนที่ประกาศว่า แต่งตั้งแล้วมันสุดยอด ถ้าเลือกตั้งแล้วมันจะต้องเบ็ดเสร็จ มาจากพี่น้องประชาชน เรียบร้อย ทุกอย่าง ดีเยี่ยม จริง ๆ มันขึ้นอยู่กับคนนะครับ ถ้าคนขาดความสํานึกในการเป็นเรื่องราว อย่างนี้ ทําอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ครับ มันก็จะมีปัญหากันอยู่อย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นวุฒิสภา ของปี ๒๕๔๐ จึงมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันอย่างที่ว่านั้นนะครับ จนปี ๒๕๕๐ พอมาถึง ปี ๒๕๕๖ คือตอนนี้ครับ เราก็มาดูกันเสร็จ แล้วก็ก็เริ่มกลับไปใหม่ กลับไปอย่างปี ๒๕๔๐ อีก จริง ๆ ทั้งหมดทั้งหลายนี้นั้นมันมีประวัติ มันมีเส้นทางการดําเนินการมาทั้งหมด แล้วเส้นทาง ที่การดําเนินการมาทั้งหมดนั้น ประวัติศาสตร์มันซ้ํารอยครับ เราจัดได้ เราทําได้ครับอย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็ลงมติเลือกตั้ง สุดท้ายเราก็มีวุฒิสภาอย่างนี้ละครับ ออกมา ๒๐๐ คน เลือกตั้ง แบ่งเขตกันตามปกติเหมือนอย่างที่เคยทํากันมา กลับเข้ามาเสร็จ อีกไม่ช้าไม่นานเราก็จะเจอ ปัญหาครับ ปัญหาอย่างที่ว่านี้เขาเคยกันมา ไม่ใช่ผมคิดเอาเองนะครับ ไม่ใช่ผมจินตนาการ เอาเอง ไม่ใช่ฝันเอาเอง เห็นมาแล้วครับ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอมาถึงอย่างนั้นเสร็จเราก็ จะหงุดหงิดกันอีก แล้วก็หาทางแก้ไขกันอีกว่าจะออกแบบกันอย่างไรดีที่จะทําให้ตรงนี้มัน ได้สมบูรณ์กันไป ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แล้วหลายคนคิดว่าการเลือกตั้งวุฒิสภานั้น ถ้าเลือกตั้ง ถ้ามีคําว่าเลือกตั้งแล้วนั้นคือประชาธิปไตยเต็มรูปจริง ๆ ประชาธิปไตยนั้นมันเต็มรูปอยู่ตรงที่ เราเลือกผู้แทนราษฎรแล้วครับ หลังจากนั้นองค์ประกอบเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรไม่เป็นไร ถ้ามันออกแบบแล้วมันสอดคล้องกับการดําเนินการมาได้ อันนั้นมันใช้ได้ทั้งนั้นละครับ ไม่จําเป็นว่าถึงแม้ว่าจะแต่งตั้ง ถ้ามันสมบูรณ์แบบ ถ้าเราดูแล้วเรียบร้อยดี มันทําแล้ว สามารถที่จะทําให้งานทั้งหมดดําเนินการได้ด้วยดีก็เป็นประชาธิปไตยได้ครับ เพราะว่า อํานาจใหญ่จะอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่พอเลือกตั้งกันเข้ามาอย่างนี้เราก็มีอํานาจอยู่ ๒ อํานาจ อํานาจอันหนึ่งก็ไปอยู่ที่วุฒิสภา แบ่งอํานาจจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเคยมีเต็มที่ เมื่อสมัยก่อน ก็แบ่งไปให้เขาส่วนหนึ่ง จริง ๆ รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ไขเพิ่มนะครับ ในอนาคต ก็แก้ไขกันไปอีกว่าอํานาจที่จะแบ่งกันไปนั้นไปแค่ไหนอีก เพราะฉะนั้นขั้นตอนนั้นบรรดา ผู้แทนราษฎรทั้งหลายนะครับท่านต้องนั่งเรียงดูกันว่าจริง ๆ อย่าไปคิดว่าการเลือกตั้ง อย่างเดียวแล้วมันจะไปเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ท่านหลายคนได้ลุกขึ้นมาพูดกันไป จริง ๆ แล้วพื้นฐานมันมีอยู่แล้วนะครับ ที่ผมเล่ากันให้ฟังอย่างนี้นั้นก็จะเห็นว่าขั้นตอน ทั้งหลายที่เรียงมานั้นมันน่าจะมีอย่างไร เราลองมาคิดว่ามันควรจะออกแบบอย่างไร บังเอิญวันนี้นั้นเราได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งมาแล้วนะครับ เนื่องจากการผ่าน วาระที่หนึ่งมาแล้ว ก็คือเราผ่านว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง แล้วในกรรมาธิการเอง ก็ยังยืนยันว่าเราจะมีการเลือกตั้งมาจากประชาชนนี่นะครับในลักษณะที่ท่านให้เหตุผลเลย นะครับว่า เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งวุฒิสภามีหลักเช่นเดียวกับวิธีการซึ่งได้มาของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อันนี้มันอยู่ในวาระที่หนึ่งแล้ว ผ่านมาแล้วพอผ่านมาแล้วมันก็แก้ไข อย่างอื่นไม่ได้แล้วนะครับ มันก็จําเป็นว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ทําอย่างไรที่จะให้สถานการณ์ตรงนี้ ให้มันดีที่สุดครับ ให้มันได้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ เท่าที่จะคิดกันได้นะครับ สําหรับผมนั้น ผมคิดกันได้อย่างของผม คิดว่าการแปรญัตติที่จะมาทํากันตอนนี้นั้นก็คือเราทําน้อยนี่ เอาล่ะ คุณจะเลือกตั้งก็เลือก เราก็อยากจะได้คนที่มันดีกว่านั้นอยากได้คนดีกว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่เข้ามาแล้วจํานวนหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ ที่ไปทําความเสียหายตอนนั้น ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ คงมาเล่าให้ฟังต่อไปนั่นละครับ เดี๋ยวท่านคงมาเล่าให้ฟัง นะครับว่าเป็นอย่างไร ว่าวุฒิสภาตอนนั้นทําอย่างไรกันบ้าง ผมเล่าให้ฟังว่าไม่อยากให้เกิด เหมือนอย่างปี ๒๕๔๐ เราจะทําอย่างไร เราก็คิดว่าสิ่งที่เราน่าจะแก้ไขในส่วนตรงนี้ได้ นี่นะครับ เราก็น่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่มันแตกต่างกันนะครับ กับการที่ได้มาซึ่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิก คําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือสมาชิกของตัวแทน คือเราเป็น ตัวแทนของประชาชน ของราษฎร เราคือตัวแทนของราษฎร เราเป็นตัวแทนของคนเท่าไร เขาหารกันมาแล้ว ๑ คนต่อจํานวนเท่าไรที่ว่ากันไป ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ อะไรก็ว่าไป นั่นเราเป็นตัวแทนของคนตรงนั้นครับ ตอนนี้พอมาวุฒิสมาชิก เราก็ยังจะเอา ตัวอย่างนั้นไปหารกันอีก แล้วเราก็บอกว่าตอนนี้จํานวนให้มันลดลงมาหน่อยหนึ่ง ก็หารเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่ได้มาก็คือวุฒิสมาชิกก็คือตัวแทนราษฎรจํานวนที่มัน มากขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง มันต่างกันตรงไหนครับ มันต่างกันตรงไหนกับความเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้นก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันที่ ๒ เอาอย่างนี้ ก็แล้วกันครับ เป็นอันที่ ๒ ก็คืออันเดียวกันนั่นแหละครับ แต่ถ้าสมมุติว่าเราแยกออกไป ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้ว สภาผู้แทนราษฎรนั้นคือองค์กรใหญ่สุด ตัวแทนของประชาชนอันใหญ่ ที่สุดแล้ว วุฒิสมาชิก คือส่วนที่จะเข้ามาช่วยเสริมสนับสนุนแนวทางเหล่านี้ จําเป็นจะต้อง เลือกตั้งแล้ว เอาละเลือกตั้งเราจะเอาอย่างไรครับ ผมอยากคิดอย่างนี้นะครับว่า ถ้าเราจะเอา เลือกตั้งนั้น เราเอาตัวแทนจังหวัดมาดีไหมครับ เอาตัวแทนจังหวัด ให้ประชาชนเลือกตัวแทน จังหวัดไปทําหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ก็คือหน้าที่ของวุฒิสภานั่นแหละครับ เพราะฉะนั้น คนที่ได้มาก็คือเป็นตัวแทนของจังหวัดนั้น ผมอยู่จังตากก็จะมีคนเป็นตัวแทนจังหวัดตาก มาทําหน้าที่ ถามว่าเป็นผู้แทนราษฎรไหม ให้ราษฎรเลือกตัวแทนของจังหวัดมา แต่ถ้า ผู้แทนราษฎรนั้นก็มีอยู่แล้วครับ ๓ เขต ๓ คน นั่นเขาทําหน้าที่ผู้แทนเขาก็เต็มไปแล้ว แต่ตัวแทนจังหวัดที่มานี้ก็จะมาทําหน้าที่ตรงนี้ ตัวแทนจังหวัดนั้นเมื่อก่อนนี้ถ้าเราคิดกันไปว่า ถ้าคนเดียวมันจะน้อยไป เอา ๒ คนครับ จังหวัดละ ๒ คน เท่า ๆ กัน ถามว่ากรุงเทพฯ ทําไมมีเยอะแยะคนเยอะแยะก็ตัวแทนกรุงเทพฯ อย่างไรครับ มี ๒ คน จังหวัดระนองล่ะครับ จังหวัดระนองก็ตัวแทน ๒ คนครับ เพราะให้เป็นตัวแทนจังหวัดไม่ใช่ให้เป็นตัวแทน ผู้แทนราษฎรนะครับ ไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎร ให้เป็นตัวแทนของจังหวัดเข้ามา จังหวัดละ ๒ คน ๒ คน การค้านกันนี้นะครับ เวลาพูดจากันนี่สภาของวุฒิสภานี้ก็จะเป็นสภาคอยกลั่นกรอง จริง ๆ ครับ คุณไม่ต้องไปดูรายละเอียด คุณไม่ต้องไปนั่งทําหน้าที่แทนผู้แทนราษฎร เขามีแล้วผู้แทนราษฎรนะ เพราะฉะนั้นก็พอมาเป็นแล้วก็เข้ามาตรวจสอบคอยมาดูว่าอะไร มันเกิดขึ้นบ้าง อะไรที่มันไม่ถูกต้องกลั่นกรองเสร็จ หรือว่าจะแต่งตั้ง หรือว่าจะดําเนินการ อย่างไร สมาชิกวุฒิสภาที่ว่านี้ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัดนั้นท่านก็คอยดูกัน ท่านก็จะกลั่นกรอง ท่านไม่ต้อง ไปทําหน้าที่ในรายละเอียดอย่างนั้นอย่างผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะทําให้ความ เท่าเทียมกันของแต่ละจังหวัดนั้นมีกันมากเต็มที่ เป็นคําอธิบายกันได้มากกว่าจะเอาตัวแทน ผู้แทนราษฎร หมายเลข ๒ มาอีกคนหนึ่ง แล้วในที่สุดก็มานั่งเถียงกันว่าผมก็มาเหมือนกับคุณ แล้วทําไมคุณให้อํานาจผมมาเท่านี้ คุณมีอํานาจมากใช่ไหม แบ่งมาให้ผมบ้าง แล้วก็มานั่ง ถกกันไปถกกันมา วุฒิสมาชิกก็จะไม่ยอม จริง ๆ เราแบ่งงานกันทําว่าควรจะทําอย่างไร ตัวแทนราษฎรก็ว่ากันอย่างหนึ่ง ตัวแทนจังหวัดที่จะมาดูแลก็ว่ากันอย่างหนึ่ง จริง ๆ ทั้งหมด ทั้งหลายนี้ที่ผมได้แปรญัตติอย่างนี้เพื่ออย่างน้อยจะทําให้ได้มองเห็นภาพว่าเราได้จัดการ แบ่งงานกันทําและการได้มา ซึ่งทั้ง ๒ สภานั้นได้มีความแตกต่างกันไปตามสมควรทีเดียว นะครับ และการได้มานั้นก็จะไม่เหมือนกันอย่างที่ท่านต้องการนะครับ ที่ท่านเขียนนี่มันไม่ใช่ ถ้าท่านได้มาอย่างนี้ผู้แทนเหมือนกันหมดครับ เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหลายนี้ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ออกมาอย่างนี้บางครั้งบางคราววุฒิสภา วุฒิสมาชิกนั้นที่เราจะได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งท่านเขียนมาอย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่งผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าอันนี้ พอเขียนออกมาอย่างนี้เราก็เอาละ เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เห็นว่า ถ้าเราได้ตัวแทนในระดับจังหวัดขึ้นมานี้นั้นจะทําให้การดําเนินการของสภาทั้ง ๒ สภา น่าจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนะครับ จริง ๆ สิ่งที่เราพูดกัน เมื่อกี้กรรมาธิการท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นมา อ่าน อ่าน อ่าน แล้วท่านก็อธิบายว่าต้องเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนวุฒิ มันต้องเลือกตั้งมาถึงจะเป็นประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ นี่ จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ ประชาธิปไตย ถ้าไม่เลือกผู้แทนนี่นั่นละค่อยว่ากัน ถ้าท่านเลือกผู้แทนมาทั้งหมดแล้วเรามีตัวแทนชาวบ้าน ประชาชนมาแล้วครับ อย่างที่ผมว่านั่นส่วนนั้นคือองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นถ้าท่านพูด อย่างนั้นว่าถ้าไม่เลือกตั้งวุฒิสมาชิกไม่เป็นประชาธิปไตย มันมีหลายประเทศครับ เอาประเทศใหญ่ ๆ อย่างประเทศอังกฤษอย่างนี้ครับ เราก็เอาแบบอย่างของประเทศอังกฤษ เขามานะครับ เราเลือกผู้แทนมาเสร็จ ผู้แทนมาเลือกนายกรัฐมนตรี ถามว่าประเทศอังกฤษ วุฒิสภาอยู่ไหน เขามีสภาขุนนางครับ สภาขุนนางนั้นคัดเอามาเลย ใครเป็นขุนนางเก่า ๆ ก็เอามาใส่ สภาขุนนางก็คอยมากลั่นกรองดูแลกันนิดหน่อย เขาก็ทํางานของเขาได้ ก็ไม่เห็น เลือกตั้งเขาก็เป็นประชาธิปไตยได้นะครับ ที่อ้างว่าต้องเลือกตั้งถึงจะเป็นประชาธิปไตย ผมว่าท่านไปเขียนเอามาจากหนังสืออะไรก็ไม่รู้ครับ มายืนอ่าน อ่าน อ่าน คงไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ จริง ๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับเหตุอยู่กับผลแต่ละรายการกันไปว่าที่ไหน ควรจะใช้อย่างไร ส่วนของเรานั้นเราคิดว่าเรามีหน้าที่มากขึ้น เอาละครับจะเลือกตั้งกันขึ้นมา สมมุติอย่างที่ผมว่าเลือกตั้งขึ้นมาก็มีแบบอย่างครับ ไม่ใช่ไม่มีแบบอย่าง แบบอย่างของที่เป็น วุฒิสมาชิกก็คือสภาซีเนท (Senate) ของประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเอามารัฐละ ๒ คน เป็นตัวแทนอะไรครับ ตัวแทนของรัฐ ผู้แทนเขามีไหม เขามีครับ ผู้แทนก็มี เขามาจากคันทรี (Country) ต่าง ๆ เลือกผู้แทนมาแล้วผู้แทนก็ว่าของคุณไป แต่ว่าสภาซีเนทวุฒิเขา เขาเอามา จากตัวแทนของรัฐ รัฐละ ๒ คน ผมเองจริง ๆ ก็ไม่ได้ไปเทียบเคียงว่ารัฐละ ๒ คน แบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาอะไรหรอกครับ แต่คิดว่าจํานวน ๑๕๔ คนมันเหมาะพอดี และจังหวัดละ ๒ คนก็พอดีด้วย มันก็กําลังพอดีพอเหมาะ ถ้าออกมาอย่างนี้เราก็จะมีตัวแทน ของจังหวัดเข้ามา ถ้าเป็นตัวแทนผู้แทนราษฎรอย่างที่ผมเล่าให้ฟังครับ ถ้าเป็นผู้แทนราษฎร เป็นวุฒิสมาชิกมาแบบผู้แทนราษฎร ในที่สุดก็จะมีท้วงครับ คุณกับผมมันต่างกันตรงไหน ผมก็มาเหมือนคุณนั่นแหละ แล้วทําไมคุณให้อํานาจผมแค่นี้ เพราะฉะนั้นผมเอาอํานาจเพิ่ม อีกหน่อยได้ไหม เสร็จแล้วก็มาทวงเอาอํานาจจากผู้แทนราษฎร งานใหญ่มันอยู่ตรงนี้ครับ สภาผู้แทนราษฎรครับ นี่ผมอยากให้ทําอย่างนั้นนะครับ อันนั้นคือองค์ประกอบส่วนที่เราจะ มาช่วยสนับสนุนการเมือง เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังนี้นั้นถ้าออกมาอย่างนี้เราก็จะมี ผู้แทนราษฎรที่ทําหน้าที่ได้ตามกําหนดอย่างที่ว่านี้นะครับ ผมแปรญัตตินี้ก็โชคไม่พอดี อยู่นิดหนึ่งนะครับ กําลังจะลุกขึ้นพูด บังเอิญท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ไปเปิดแนวทาง ก็เลยยาวไปนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเท่าที่ผมแปรญัตติอย่างนี้ ผมก็เลยคิดว่าจะขอแปรญัตติ เป็นจังหวัดละ ๒ คน ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๒ คน ผมคงมีเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ