สมชาย แสวงการ ระบุว่า การทดสอบประชาธิปไตยไทยมาตั้งแต่มีวุฒิสภาครั้งแรกที่เรียกว่า พฤฒสภา จากการแต่งตั้งมาถึงการเลือกตั้ง ๒๕๔๐ แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในฐานะที่มีบทบาทหน้าที่ในการทำหน้าที่สภากลั่นกรอง ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารและองค์กรอิสระ ทำหน้าที่แต่งตั้งและถอดถอนบุคคลผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจึงได้ออกแบบให้มีการผสมผสานกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งมาจากการสรรหาท่านมาจากการเลือกตั้ง
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ก็เรียนว่าการเรียนรู้ประชาธิปไตยร่วมกันกับพี่น้องประชาชนนั้นจําเป็นที่ต้อง อธิบายความ ผมต้องอธิบายความให้ท่านคณะกรรมาธิการเข้าใจว่าสิ่งที่ผมคัดค้านและผม ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการนั้นเป็นอย่างไรครับท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธาน กรรมาธิการก็เป็น ส.ส.ร. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ อันนี้ อ้างอิงจากเอกสารงานวิชาการของหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชนของสถาบันพระปกเกล้า ต้องกราบเรียนว่าเอกสารรายงานฉบับนี้ได้รับ การเสนอในที่ประชุมเคพีไอ คองเกรส (KPI Congress) ได้พบอย่างนี้ครับว่าเมื่อมีการใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้มีการเลือกวุฒิสภาชุดแรกของประเทศไทยที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน แล้วก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประสบความล้มเหลว ต้องขออภัยนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อมูลในวิชาการนะครับ เมื่อคํานึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งเพื่อทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองกฎหมายและสภาตรวจสอบนั้น เพราะแทนที่วุฒิสภาจะเป็นองค์กรตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ตามรัฐธรรมนูญและความคาดหวังของสังคม แต่ในทางปฏิบัติกลับกันเป็นในทางตรงข้าม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครับท่านประธาน และมันตามมาด้วยองค์กรอิสระครับท่านประธาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นก็ออกแบบไว้ดี ให้เกิดการตรวจสอบ ถ่วงดุลด้วยไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ กกต. ซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ในขณะนั้น และองค์กรอื่น ๆ อีกมากมายถูกแทรกแซงครับ ถ้าท่านประธานจําได้ นอกเหนือจากที่สื่อมวลชนขนานนามว่า สภาทาส หรือถูกเรียกว่า สภาหมอนข้าง หรือ ถูกเรียกว่า สภาผัวเมีย สิ่งที่ปรากฏเป็นความบอบช้ําของรัฐสภาไทยเช่นกันครับ สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ ถ้าท่านจําได้ คณะกรรมการ กกต. ถูกกล่าวหาและเป็นคดีอยู่ในศาลตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และในที่สุดเพิ่งหลุดในศาลฎีกา ในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คณะกรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตถูกวุฒิสภาในขณะนั้นเลือกบุคคล ที่สงสัยว่าอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลเข้าไปเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รวมถึง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ไม่รวมถึงกรรมการ สิทธิมนุษยชน กรรมการอัยการ กรรมการตุลาการทั้งหลายแหล่ ซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะเป็น องค์กรอิสระในการตรวจสอบ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดความเคลือบแคลง แล้วท้ายที่สุด เมื่อมีการรัฐประหารและเกิดวิกฤติในทางการเมือง เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และนําไปให้ประชาชนลงมติ ผมจําได้เหมือนกันครับว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กรรมาธิการยกร่างและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็มีการถกเถียงกันมากว่า เราควรกลับไปเป็นสภาเดี่ยว สภาเดียว หรือเราควรจะเป็นสภาคู่ รวมถึงในสภาคู่ซึ่งมี วุฒิสภานั้นควรจะมาจากการสรรหาโดยตรงทั้งหมด หรือการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ในที่สุดก็พบกันครึ่งทางครับ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็เปิดเผยข้อมูลในทางวิชาการ หลายประการครับว่า สรุปก็คือว่าเราล้วนแต่มีการทดสอบประชาธิปไตยไทยมาตั้งแต่ มีวุฒิสภาครั้งแรกที่เรียกว่า พฤฒสภา จากการแต่งตั้งมาถึงการเลือกตั้ง ๒๕๔๐ แล้วก็ ไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควรในฐานะที่มีบทบาทหน้าที่ในการทําหน้าที่สภากลั่นกรอง ทําหน้าที่ตรวจสอบการบริหารและองค์กรอิสระ ทําหน้าที่แต่งตั้งและถอดถอนบุคคลผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจึงได้ออกแบบให้มีการ ผสมผสานกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งผมก็กราบเรียนว่าในแต่ละจังหวัดนั้นผมมาจากการสรรหาท่านมาจากการเลือกตั้ง ท่านเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี ส่วนวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาซึ่งก็ประกอบด้วยหลากหลายวิชาชีพ ก็มาทําหน้าที่ช่วยกันในสภา กราบเรียนครับว่าในสมัยที่เกิดขึ้น แม้ผมจะอยู่ในวุฒิสภานี้มา ๕ ปีแล้วก็ตาม มีความขัดแย้ง อยู่บ้าง แต่ก็เป็นความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เป็นความขัดแย้งในบางเรื่องบางราวเกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นทางกฎหมาย แต่ก็เรียนว่ามันก็สามารถทํางานไปได้ด้วยดี สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือผลงานไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรอาจจะไม่สบายใจนัก ที่วุฒิสภาแก้ไขกฎหมายท่านบางเรื่อง บางครั้งต้องถึงกับตั้งคณะกรรมาธิการร่วม แต่ก็กราบเรียนครับว่าเพราะคุณสมบัติที่มี ๒ อย่างประกอบกันของผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากต่างจังหวัดร่วมกันทั่วประเทศ กับคุณสมบัติของ ส.ว. ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในแต่ละสาขาวิชาชีพนั้น เราสามารถช่วยกันกลั่นกรองกฎหมายได้เป็นอย่างดีครับ เราสามารถช่วยกันในฐานะการทําหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ได้เป็นอย่างดีครับ รวมถึงเราทําหน้าที่ในการเลือกหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีครับ มีอย่างเดียวครับที่ยังทําไม่สําเร็จคือการ ถอดถอนบุคคล การถอดถอนบุคล ซึ่งก็เป็นสมัยแรกขอวุฒิสภาชุดนี้ก็คือการถอดถอนบุคคล ๓-๔ ท่าน ซึ่งผมจะไม่เอ่ยถึงนะครับ เนื่องจากจํานวนเสียงไม่เพียงพอ หรือประเด็นที่ส่งมา ถอดถอนนั้นยังไม่เพียงพอ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กําหนดชัดเจนครับว่า ผมขออนุญาตอ่านนะครับที่เขียนไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เจตนารมณ์กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่มีที่มาหลากหลายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอํานาจรัฐ เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ และทําให้การปฏิบัติหน้าที่ขอสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง ขีดเส้นใต้ครับ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง กําหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็น ๒ ทาง คือ ๑. วิธีการเลือกตั้ง ๒. วิธีการสรรหา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังคงให้ความสําคัญกับวิธีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามากกว่าสรรหา โดยกําหนดให้มีสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ก็กราบเรียนครับว่า อันนี้คือเจตนารมณ์ซึ่งผมไม่อ่านทั้งหมด แต่กราบเรียนท่านประธานว่ามีเจตนารมณ์ชัดเจน ให้วุฒิสภามีความเป็นกลางและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างครับที่มีข่าวว่าล็อบบี้ (Lobby) อะไรนี่ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ทางการเมืองที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอยากให้สมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วย กับกฎหมายของตัวเองหรือกับผู้ที่โดนตัวเองแนะนํารู้จักให้เลือก เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การเข้าไปครอบงําถึงขนาดบัญชาการสั่งการผมคิดว่ายังไม่มี แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากําลังจะแก้กลับไปนั้นจริงอยู่ครับ ท่านอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ผมก็เรียนว่าเป็นความจริงครับ มาจากการร่างของ คณะกรรมการ สสร. ที่ช่วยกันร่าง ผมเห็นด้วยครับ แต่กฎหมายครับท่านประธาน ใช้แล้ว มีช่องว่างช่องโหว่ ในสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเองท่านก็ทราบดีและท่านก็มอบให้ มหาวิทยาลัยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยช่วยกันศึกษาวิจัยว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้มานานขนาดนั้น มีช่องว่างช่องโหว่อะไร มหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยก็ได้ศึกษาครับ พบว่าช่องว่าง ช่องโหว่ ๘-๙ ประการนั้นมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไข แต่บังเอิญ เกิดวิกฤติการเมืองขึ้นก่อน รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจึงไม่ได้ถูกแก้ไขและกลายเป็นการถูกฉีก รัฐธรรมนูญโดยการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เป็นที่น่าเสียดายครับ มาถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เกิดขึ้นแล้วโดยประชามติของพี่น้องประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีที่รับรองมาจากประชามติชัดเจนครับว่าได้ถูกเขียนให้มีโครงสร้าง ของวุฒิสภามาจาก ๒ ส่วน แล้วผมก็ในความเห็นของทั้งส่วนตัวและความเห็นทางวิชาการ หลายประการก็ยืนยันว่าเป็นแบบอย่างที่ดีครับ หลายสิ่งหลายอย่างเราอาจจะอ้างไปถึง ต่างประเทศ ผมขอเรียนว่าถ้าจะอ้างนั้นจําเป็นต้องอ้างทั้งหมดครับ มีข้อเขียนในบทวิชาการ อันนี้ที่ต้องขอเรียนให้ท่านประธานและท่านผู้ฟังได้ทราบด้วยนะครับ ในหลายประเทศ มีวิธีการเลือกวุฒิสภาแตกต่างกัน เพียงแต่ประเทศไทยนั้นกําหนดให้มีการเลือกตั้งเมื่อ ปี ๒๕๔๐ แล้วกําหนดให้มีการเลือกตั้งและสรรหาผสมกันในปี ๒๕๕๐ ผมกราบเรียน เพื่อเป็นข้อมูลครับ ในหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งทางตรงแล้วก็มีการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปไตยก็ใช้วิธีการแต่งตั้ง โดยเรียกว่าสภาขุนนางนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่หลายท่านได้พูดไปแล้วก็มาจากการเลือกตั้งรัฐละ ๒ คน ขณะเดียวกันประเทศอย่างออสเตรเลียก็มีการเลือกตั้ง แต่ว่าในส่วนสําคัญก็คือว่า เป็นตัวแทนของการปกป้องของสิทธิแห่งรัฐ ไม่ใช่สภาที่ใช้วุฒิภาวะหรือความรู้มากกว่า เป็นตัวแทนกลุ่มเชื้อชาติมากกว่านะครับ ในส่วนของฝรั่งเศสอันนี้ของเขาน่าสนใจครับ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยทางอ้อม โดยผู้มีสิทธิเสียงเลือกตั้งจํานวนประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน ประกอบด้วยนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเมืองต่าง ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นการเลือกโดยระบบตัวแทนเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ระบบดังกล่าวมีแนวโน้มว่า องค์ประกอบสมาชิกสภาสูงก็จะมาจากในชนบทเสียมากกว่า แล้วก็สภาสูงของสภาล่างของ ฝรั่งเศสก็มีอํานาจใกล้เคียงกันนะครับ สามารถเสนอกฎหมายได้เช่นเดียวกัน ในกรณีของ เยอรมนีสภาสูงของเยอรมนีนั้นแตกต่างกันครับ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ มาจาก การแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีแต่ละรัฐ ในหลายประเทศก็มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นของ อิตาลีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งใช้อายุฐานที่อายุ ๒๕ ปีก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้นะครับ มีถึง ๓๑๕ คน ขณะที่สมาชิกของสวิตเซอร์แลนด์ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงรัฐละ ๒ คน เหมือนกันนะครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผมกราบเรียนครับว่าในแต่ละประเทศในโลกนี้มีทั้งสองสภา และมีทั้งสภาเดียว แล้วในสมาชิกวุฒิสภาก็มีวิธีการที่แตกต่างกัน วันนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี มีเจตจํานงที่อยากจะเห็นการปฏิรูปการเมืองไทยกําลังจะตั้งสภาปฏิรูปที่จะประชุม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ นี้ ผมคิดว่าเป็นการดีครับถ้าเราจะได้พูดถึงอนาคตของประเทศไทยว่า จะเดินไปอย่างไร วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ต้องพูดถึงเช่นกันในการ ที่ต้องปฏิรูปผมก็ไม่เข้าใจครับว่าคณะผู้ประสานงานซึ่งได้ประสานงานเชิญผมเองเข้าอยู่ ๑ ใน ๖๙ คนที่จะเข้าที่ประชุมสภาปฏิรูปของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านบอกว่าวันหนึ่ง เราคงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ร่วมกัน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับท่านประธาน ว่าในอนาคตอาจจะอีก ๑ ปี ๒ ปีหรืออีก ๓ ปีก็แล้วแต่หรืออันใกล้ก็แล้วแต่ประเทศไทย ซึ่งมีความแตกแยกกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสีจําเป็นต้องมี กติกาใหม่ร่วมกัน กติกานั้นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่ต้อง มาจากความจริงใจและความตั้งใจและต้องเป็นที่สังคมยอมรับได้ ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสียหรือฝ่ายหนึ่งเสียตลอด เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งผมไม่ทราบเมื่อไร แต่ท่านผู้ประสานงานกับผมบอกอย่างไรครับ ผมบอกว่าเงื่อนไขผมมีแค่ ๒ ข้อท่านประธานครับ ข้อแรกกฎหมายนิรโทษกรรมมันเป็น ฟืนร้อนที่กําลังเกิดปัญหาขึ้นในสังคมให้ท่านหยุดไว้ก่อน ประการที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ เรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ แล้วที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องร้อนประการหนึ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจ ท่านผู้ประสานงาน บอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับแก้ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้กันใหม่ทีหลัง ซึ่งผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า