สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์

ด้วยในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาในวันนี้ ดังนั้นผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการและเลขานุการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ๔ ท่าน คือ ๑. พลตํารวจเอก สุรพล ธนโกเศศ อนุกรรมาธิการ ๒. พลตํารวจตรี สาทร สายสมบูรณ์ อนุกรรมาธิการ ๓. ท่านโกเมน พิบูลย์โรจน์ อนุกรรมาธิการ ๔. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ เลขานุการและอนุกรรมาธิการ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงด้วย สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอชี้แจงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เป็นผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทาง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ในวันนี้ ได้แก่ ๑. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ๒. พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน คนที่หนึ่ง ท่านเป็น ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปราม การกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ๓. ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตเลขาธิการ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๔. ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อาจารย์ประจําสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ กรรมการการเลือกตั้ง ประจําจังหวัดเชียงใหม่ ๕. พลตํารวจเอก สุรพล ธนโกเศศ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อออนไลน์ อดีตผู้บัญชาการประจําสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ทําหน้าที่ประสานงานสํานักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย ๖. พลตํารวจตรี สาทร สายสมบูรณ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อออนไลน์ อดีตรองผู้บังคับการจเร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ๗. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อออนไลน์ อดีตนักข่าวกรองเชี่ยวชาญ สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ ๘. ท่านโกเมน พิบูลย์โรจน์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อออนไลน์ ท่านเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที-เน็ต จํากัด ขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ขออนุญาตเสนอรายงาน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ ด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งงานชิ้นนี้เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ร่างเมื่อวานนี้นะครับ จากการศึกษาของ คณะกรรมาธิการพบว่าข้อมูลข่าวสารที่นําเสนอผ่านสื่อหลัก คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียง และสื่อโทรทัศน์ รวมทั้งผ่านสื่อออนไลน์ (Online) เป็นสิ่งที่สามารถสร้างผลกระทบต่อด้านจิตใจ ความรู้สึก ภาพลักษณ์ และคุณภาพการดํารงชีวิตของผู้เสพได้อย่างมากมาย หากปล่อยให้มี การนําเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ โดยปราศจากการกํากับดูแล หรือดําเนินการ ภายใต้กรอบและครรลองของกฎหมาย อาจทําให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น จนอาจเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นนําไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินหรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิต ของสังคมไทยในปัจจุบันได้พึ่งพาข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะจากการใช้สื่อออนไลน์ (Online) และยึดถือเป็นสิ่งจําเป็นต่อการดํารงชีวิตไปแล้ว การปล่อยให้เกิดปัญหาการใช้สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ (Online) ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยไม่มีการบริหารจัดการ ภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ จึงจําเป็นต้องเกิดการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างเป็นธรรมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สําคัญคือ การปลูกฝังจิตสํานึกและความรู้สึกรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในการใช้สื่อต่าง ๆ ของสังคมไทย โดยการแทรกไว้ในหลักสูตรการศึกษาซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เด็กในระดับต่ํากว่าประถมศึกษาลงไป การสร้างกิจกรรมการใช้สื่ออย่างมีคุณภาพ มีจริยธรรม และมีจิตสํานึกความรับผิดชอบ โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นให้กับประชาชน โดยความร่วมมือจากภาครัฐและภาคประชาสังคม อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ภัยที่จะเกิดจากการใช้และการเสพสื่อ คณะกรรมาธิการเห็นว่าในการที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงวิธีการนําเสนอในการเผยแพร่ภาพ เนื้อหา ข้อมูลข่าวสารของสื่อสารมวลชนนั้น ผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) จําเป็นต้องมี วิธีปฏิบัติที่ชัดเจนและครอบคลุมในทุก ๆ มิติทุกประเภทสื่อ โดยการกําหนดเป็นยุทธศาสตร์ และการส่งเสริมแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่ การให้กลไกลภาครัฐเข้าไปกํากับดูแลหรือดําเนินการใช้บังคับตามกฎหมายแต่อย่างเดียว แต่เป็นการสร้างกระบวนการกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ (Online) โดยเน้นการส่งเสริมและรณรงค์ให้เกิดจริยธรรมและมีคุณภาพในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และเน้นการกําหนดบทบาทของกลไกภาครัฐให้มีส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนในการกํากับดูแลกันเอง ของสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ (Online) ให้เกิดประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เพราะการดําเนินการในเรื่องนี้ควรมีการกระทําอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็จะต้องดําเนินการให้กลไกภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใช้วิธีการบูรณาการ ในการทําหน้าที่ที่มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีการชี้แจงต่อสาธารณะให้ทัน ต่อสถานการณ์ โดยไม่มีลักษณะต่างคนต่างทําอย่างเช่นที่เป็นมาในอดีต รายละเอียดในเรื่องนี้ กระผมขออนุญาตท่านประธาน มอบให้คุณจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ และคุณเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ซึ่งท่านเป็นกรรมาธิการ ได้นําเสนอให้ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ วาระของการนําเสนอ ในเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวานนะครับ ซึ่งผมคิดว่าสมาชิก สปท. ทุกท่านได้เห็นความสําคัญ ทางด้านการสื่อสาร หรือว่าสื่อมวลชนกันมากแล้ว จริง ๆ การสื่อสารของคนเราเป็นเรื่องที่ มีความสําคัญทําให้เราได้มีความรู้ มีความเข้าใจกันมากขึ้น ในสมัยก่อนสื่อสารมวลชนของเรา อาจจะจํากัดในภาวะที่ยังไม่ได้เจริญมาก อาจจะเป็นการส่งข่าว เป็นการสื่อสาร เป็นการส่งจดหมาย ส่งหนังสือกันไป แต่เมื่อโลกมีความเจริญขึ้น มีเทคโนโลยีต่าง ๆ ขึ้นมากมายก็ปรากฏในเรื่องวิธีการสื่อสาร ถึงมนุษย์เรามากขึ้น ธุรกิจในเรื่องของหนังสือพิมพ์ก็ดี วิทยุก็ดี โทรทัศน์ก็ดี ก็มี ความเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลําดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะมีทั้งส่วนที่ดีแล้วก็ส่วนที่เป็นจุดอ่อน ที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ต่าง ๆ ขึ้น ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันหลายท่านคงทราบดี เรามีความเจริญ ทางเทคโนโลยี การขนส่ง การคมนาคม การสื่อสารมากขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ การสื่อสาร ออนไลน์ (Online) ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากในขณะนี้ ทางด้านการสื่อสารออนไลน์ (Online) มีทั้งเรื่องที่ดีสามารถทําให้คนเรารับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง สิ่งที่เกิดขึ้น ในมุมโลกต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อน จุดบกพร่องต่าง ๆ การเกิดขึ้นในเรื่องของเฮตสปีช (Hate Speech) ก็ดี เรื่องการเมืองการแบ่งข้างก็ดี ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่ทําให้เรื่องเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น คณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน จึงได้แบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ส่วน ในเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์ส่วนหนึ่ง วิทยุโทรทัศน์ ส่วนหนึ่ง แล้วก็สื่อสารออนไลน์ (Online) ส่วนหนึ่ง สื่อสารออนไลน์ (Online) เป็นเรื่องของ สื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งระยะหลังการหลอมรวมของทุกสื่อมาที่โซเชียลมีเดีย (Social Media) มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เราเลยตั้งคณะอนุกรรมาธิการคณะหนึ่งที่มีการศึกษาในเรื่องการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ เพราะเรามีความคิดเห็นว่าแต่ละสื่อหรือวิธีการสื่อสารการเรียนรู้ หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมาก ถ้าเราสามารถที่จะใช้ให้ดี จะส่งผลถึงการเรียนรู้ของมนุษย์ หรือของต่าง ๆ ได้มากขึ้น จะเป็นการยกระดับ ในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตยหรืออะไรต่าง ๆ ได้มากขึ้น ก็เลยได้ศึกษาวิธีการปฏิรูป การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ขึ้นมา เราได้มีการประมวลว่าสื่อสารตัวหลักเองก็ยังมีบางจุด ที่อาจจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง แต่ว่าสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์ (Online) ในเรื่องนี้ มีการนําเสนอข่าวสารได้มากและทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ทั้งหมด แต่อาจจะมีข้อบกพร่อง บางส่วน อาจจะเป็นที่มาของการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หรือว่าบิดเบือน หรือเลือกข้าง ซึ่งทําให้ความรับรู้ของประชาชนด้อยลงไป เพราะฉะนั้นถ้าเรายังขาดเรื่องของ กระบวนการในการดูแล การเข้าไปตรวจสอบ หรือการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ของประชาชน จะเกิดปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านความมั่นคงก็ดี ปัญหาในเรื่องของ ระบอบประชาธิปไตยก็ดี หรือในเรื่องของการแบ่งข้างเลือกข้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่เรา ได้เห็นมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากตรงนี้เองคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็เห็นว่า ถ้าจะดําเนินการในการปฏิรูปสื่ออย่างสร้างสรรค์จะมีแนวทางต่าง ๆ หรือข้อเสนออยู่ ๕ แนวทางหลัก ๆ ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นส่วนสําคัญที่ทําให้สื่อเราได้รับการทํางาน อย่างสร้างสรรค์เต็มที่

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

แนวทางแรก เรามองว่าในช่วงที่ผ่านมา การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ก็ดี หน่วยงานของภาครัฐ ของเอกชน หรือสมาคมต่าง ๆ ได้มี ความพยายามที่จะกระตุ้นหรือว่าสร้างสิ่งที่ดีต่าง ๆ ลงไปในสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้น แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ของหลายหน่วยไม่ว่าจะเป็นภาครัฐก็ดี ภาคเอกชนก็ดี ภาคหน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี หรือภาคที่เกี่ยวข้องกับสื่อยังมีลักษณะของการต่างคนต่างทํา ยังไม่สามารถจัดทําการได้ อย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งตรงนี้เราก็ได้มีการเสนอว่าควรจะส่งเสริมให้มีการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ควรจัดทําเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ จริง ๆ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นสิ่งที่รัฐบาล กําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ในเรื่องของโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะจริง ๆ เราคาดว่าในระยะ ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีจากนี้การสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) การสื่อสารออนไลน์ (Online) เป็นสื่อสารสําคัญและมีแนวโน้มที่มี ความสําคัญมากขึ้น ถ้าไม่ได้จัดทําเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน มีเป้าหมาย มีแนวทาง มีระบบการจัดการที่ดี ผมคิดว่าเราไม่สามารถจะดําเนินการได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้คิดว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ ที่ควรจะจัดทําขึ้นมา

แนวทางที่ ๒ คือการสร้างกลไกการบริหารจัดการและการกํากับดูแล การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ กลไกในการบริหารจัดการมีทั้งของภาครัฐ มีทั้งการจัดการกันเอง ตรงนี้เราจะต้องมีแนวทางในการจัดการต่าง ๆ ให้มีมากขึ้น

แนวทางที่ ๓ การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ จริง ๆ ไม่ใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่เป็นการกําหนดกรอบ หรือกําหนดเอากฎหมายมาบังคับ แต่สิ่งที่สําคัญมากที่สุด ก็คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนมีส่วนร่วม ต่อการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์แล้วก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องเป็นการพัฒนาที่ดี แล้วการตรวจสอบที่ดีที่สุดก็คืออาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้จะเป็นแนวทาง ที่ ๓ ที่เราดําเนินการ

แนวทางที่ ๔ เป็นการสร้างแนวทางและรูปแบบขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งถือว่าจะเอาการใช้ของภาครัฐก็ดี ภาคเอกชนก็ดี ภาคสื่อก็ดี ภาคประชาชน เข้ามาขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพอย่างไร ตรงนี้จะเป็นแนวทางที่สําคัญ

แนวทางที่ ๕ ก็คือเรื่องการมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล ในการดําเนินการทุกอย่างถ้ามีการตรวจสอบในรูปแบบต่าง ๆ เราก็สามารถดําเนินการได้

ทั้ง ๕ แนวทาง จุดตั้งต้นจะอยู่ที่การสร้างยุทธศาสตร์ชาติหรือการสร้าง แผนแม่บทในเรื่องของการใช้สื่อสร้างสรรค์ขึ้นมา เราก็เลยมองว่าจริง ๆ แล้วเพื่อขจัด ในการที่ต่างหน่วยต่างทํา ซึ่งถ้าต่างหน่วยต่างทําการยกระดับการสร้างความรับรู้ของ ประชาชนอาจจะไม่สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความจําเป็นในการจัดตั้ง หรือการจัดกลไกการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ หรือการจัดทําแผนในการดูแลตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ ทางอนุกรรมาธิการก็เลยได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่เข้ามาดูแล ในเรื่องยุทธศาสตร์ตรงนี้ ซึ่งแน่นอนโดยหลักการของทางราชการก็ได้เสนอท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นหน่วยบังคับบัญชาสูงสุดของ หน่วยราชการต่าง ๆ มีรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสื่อเป็นรองประธาน นอกนั้นก็จะเป็นหน่วยราชการประมาณ ๑๕ หน่วยที่มีบทบาทสําคัญในเรื่องของการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ แต่ละหน่วยจะมีบทบาทสําคัญในตรงนี้ ซึ่งมีภารกิจบางส่วนในเรื่องของ การส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังเป็นต่างหน่วยต่างทํา ก็รวมขึ้นมาให้ชัดเจนแล้วมีการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพมากขึ้นโดยอยู่ภายใต้เลขานุการของ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนั้นเราก็จะมีผู้แทน ของสื่อมวลชนและนักวิชาการเข้ามาร่วมจํานวนหนึ่งตามปรากฏในจอภาพที่ท่านได้เห็นอยู่แล้ว

ภารกิจและหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ข้อแรก ก็คือการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บทในเรื่องของการรณรงค์และการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์แล้วก็นํา แผนนี้ไปสู่การปฏิบัติ แผนนี้จะเน้นในเรื่องของการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน ส่งเสริมการใช้สื่อ ส่งเสริมการสร้างสรรค์เนื้อหาสาระต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นแผนที่บังคับใช้ กฎหมายเป็นหลักแต่เป็นแผนในการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้มากขึ้น เพราะโลกสมัยนี้ อย่างที่เรียนแล้วว่ายุทธศาสตร์ใน ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีข้างหน้าการเรียนรู้จากโซเชียลมีเดีย (Social Media) จะเป็นเรื่องหลัก

ข้อ ๒ คือการติดตามประสานงานและสั่งการ เมื่อเรามีแผนยุทธศาสตร์ เรียบร้อยแล้ว การติดตามประสานงาน การดําเนินการให้แผนหรือการดําเนินการเป็นไป อย่างประสานสอดคล้องกันก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้

ข้อ ๓ ก็คือการกําหนดนโยบายและกิจกรรมการปฏิบัติ รวมทั้งโครงการต่าง ๆ

ข้อ ๔ ก็คือการส่งเสริมให้มีการใช้สื่ออย่างมีคุณภาพ อย่างมีจริยธรรม และมีจิตสํานึก

ซึ่งอันนี้เป็นชุดแรกที่จะดําเนินการ ผมคิดว่าเมื่อมีการจัดตั้งยุทธศาสตร์ตรงนี้ เรียบร้อยแล้วการดําเนินงานทางแผนแม่บทและยุทธศาสตร์เหล่านี้จะมีส่วนสําคัญ ในการผลักดันให้การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนกระบวนการในการขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตให้ท่านจุไรรัตน์ ได้ดําเนินการเพิ่มเติมให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับทราบอีกสักนิดนะครับว่ากระบวนการ ดําเนินการหลังจากแผนยุทธศาสตร์แล้วเราจะมีการขับเคลื่อนอย่างไร ขอเชิญครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน สืบเนื่องจากที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ก็จะพบว่าเป้าหมายหลักจริง ๆ ของเรื่องที่เราเสนอเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์ชาติก็คือต้องทําให้กลไกภาครัฐ มีประสิทธิภาพในการทํางานด้านการเฝ้าระวังเพื่อสังคมให้มากขึ้น

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

โดยเป็นการกําหนดยุทธศาสตร์ ให้เกิดการจัดการ ให้เกิดบูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทําให้ กลไกภาครัฐเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น อันดับต่อมา ก็คือการทําให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกํากับดูแลกันเอง โดยทั้งสื่อหลักในการที่ เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสื่อเมื่อวานนี้ ส่วนสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งเป็นสื่อใหม่ มีกระบวนการทําให้เกิดการดูแลกันเองเริ่มตั้งแต่การตั้งกันเป็นกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันก็มีการตั้งกัน เป็นกลุ่มอยู่แล้วอย่างหลวม ๆ การได้รับการส่งเสริม สนับสนุนหรือได้รับการรับรู้ที่ถูกต้อง โดยภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน ส่งเสริม หรือการเรียนรู้วิธีการเฝ้าระวังจากภาครัฐ อันดับต่อมาก็คือการเกิดกระบวนการวัดผล การเข้าไปช่วยกันส่งเสริมการดูแลกันเอง โดยเฉพาะการทํางานของกลุ่มสื่อออนไลน์ (Online) ที่จะต้องมีการรายงานผลการดําเนินงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อมาก็คือมีการกําหนดตัวอย่างรูปแบบหรือวิธีการ ที่สร้างแนวคิดในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สุดท้ายก็คือกระบวนการตรวจสอบ และประเมินผล

อย่างที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่นี้นะคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตนําเรียน ในที่ประชุมว่าในเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) นั้นเราก็จะไม่สามารถหนีพ้นในเรื่องของ ปรากฏการณ์การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้มีรายงานผลว่าคนไทย ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ถึงวันละ ๘.๘ ชั่วโมง ล่าสุด และมีสัดส่วนของ การใช้สื่อออนไลน์ (Online) จํานวนมาก ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ถ้าหากว่าเราไม่ดําเนินการที่จะสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์แล้วก็ทําให้เกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ได้ จะพบว่าขณะนี้บ้านเมืองเรามีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งทางด้านบวกแล้วก็ด้านลบ จากงานวิจัยจะเห็นว่ามีการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ไปในทางที่ผิด มีการสื่อสารข้อมูลกันผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกิดการล่อลวง การใช้เนื้อหา ที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งรังแกกันในทางสื่อออนไลน์ (Online) การสร้างหรือกระตุ้น ให้เกิดความไม่พอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการใช้สื่ออย่างไม่สร้างสรรค์ ตลอดจนกระทั่ง การกระทําความผิดกฎหมายต่าง ๆ สุดท้ายแล้วก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพะอย่างยิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเด็กและเยาวชนคนไทย ในประเทศชาติ ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของทางด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอื่น ๆ จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเท่านี้ ยังมีในเรื่องของ การศึกษาด้วย ในแวดวงการศึกษาขณะนี้ปัญหาและผลกระทบจากเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ที่เกิดความไม่เข้าใจ ความสับสน การใช้ไม่ถูกวิธี ขณะนี้ดิฉันคิดว่าท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านคงจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้ด้วยตัวเองในเชิงประจักษ์ว่าเวลาของเด็ก และเยาวชนหรือแม้กระทั่งในเวลาทํางานของคนทุกอาชีพทุกระดับชั้นสูญเสียไปในการใช้ สื่อออนไลน์ (Online) หรือสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) มากมายมหาศาล แต่เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีแต่โทษอย่างเดียว ตัวดิฉันเองเห็นว่าหากใช้สื่อออนไลน์ (Online) หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไปในทางที่ถูกต้องถือว่าเป็นประโยชน์มหาศาล ทุกวันนี้ การทํางานอย่างมีประสิทธิภาพเกิดได้ด้วยเครื่องมือหรือการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ให้เกิดประโยชน์

การเสนอแนะแนวทางและนําเสนอต่อคณะรัฐบาลในเรื่องของยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น วิธีการปฏิรูปขออนุญาตนําเรียนนะคะ เราได้ศึกษาจากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนโยบายของรัฐบาลนั้นได้กําหนดให้มีนโยบาย ด้านการปลูกฝังค่านิยมและจิตสํานึกที่ดี รวมทั้งมีการสนับสนุนการผลิตสื่อที่มีคุณภาพ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับเยาวชนและประชาชนได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดิฉันอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วเป็นรายงานชิ้นเดียว และต่อเนื่องจากร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสื่อเมื่อวาน เนื่องจากว่าหลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้แบ่งงานออกเป็นเรื่องของการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของสื่อ ก็จะแบ่งงานออกเป็นร่าง พ.ร.บ. เมื่อวาน แล้วก็มีวันนี้เรื่องของการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ มีข้อเสนอแนะ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการเราทํางานกันอย่างขะมักเขม้น และเข้มข้นก็คือเรื่องของการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งคงจะต้อง ได้นํามาเสนอในสภานี้เป็นพาร์ต (Part) ต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านสมาชิกสภาได้รับฟัง เมื่อวานแล้วก็จะเห็นว่างานทั้ง ๓ พาร์ต (Part) ก็จะสอดประสานกันเป็นงานชิ้นเดียว และตอบโจทย์ทุกอย่างของสังคมในบ้านเราได้

ต่อมาก็มีการศึกษาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้กําหนดไว้ว่า การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและความคิดเห็นตามจริยธรรม แห่งวิชาชีพ อันนี้เป็นส่วนที่เราได้ดูในรายละเอียดไปแล้ว นอกจากนั้นยังได้ศึกษาจาก วาระการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวาระปฏิรูปที่ ๓๒ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ เรื่องการกํากับดูแลสื่อสิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ และการป้องกันการแทรกแซงสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติ นอกจากนั้นยังได้ศึกษาจาก พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในมาตรา ๔ ที่ระบุเกี่ยวกับความหมายของคําว่า วัฒนธรรมและการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษา ศึกษาเรื่องพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ต่อมาได้ศึกษาจากเรื่องของร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ ของคณะกรรมการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งได้วางกรอบแนวทาง ที่สําคัญของยุทธศาสตร์ชาติในระยะ ๒๐ ปี ที่เกี่ยวข้องกับในด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพของคนในหัวข้อที่ ๓ เกี่ยวกับการปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ที่พึงประสงค์ และด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม รวมทั้ง ข้อ ๕ เกี่ยวกับพัฒนาการสื่อสารมวลชนให้เป็นกลไกสนับสนุนพัฒนาการขับเคลื่อน ของประเทศ นอกจากนั้นยังมีการศึกษาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาฐาน ของการที่เกิดปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่เกิดกระแสทะลักของเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ ทําให้เกิดการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่สามารถเข้าไปได้ทุกที่ทุกเวลา ที่ทุกคน จะบอกว่าเอนีไทม์ (Anytime) เอนีแวร์ (Anywhere) นอกจากนั้นแล้วในการศึกษา การเข้าถึงสื่อได้ด้วยตนเองไม่ว่าช่องทางใดก็ตาม จะเห็นว่าการเข้าถึงสื่อในทุกที่ทุกเวลาได้ ก็จะทําให้เกิดกระแสตีกลับ เกิดกระแสในผลกระทบเชิงลบ ไม่ว่าจะการเข้าถึงภาพต่าง ๆ ที่ไม่ควรเข้าถึง หรือเมื่อใช้ไปแล้วก็อาจก่อให้เกิดการขาดภูมิคุ้มกันที่สําคัญ เกิดปัญหา มากมาย

จากข้อสรุปของแผนปฏิรูปทั้งหมดก็ได้มีการกําหนดระยะเวลาในการปฏิรูปไว้ ซึ่งจะต้องทําอย่างเร่งด่วนที่สุดในเรื่องของสื่อใหม่คือสื่อออนไลน์ (Online) และการใช้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คืออย่างที่ได้เรียนไปเบื้องต้นว่าเป้าหมายหลักของเราที่ให้ภาครัฐมีการทํางานอย่างบูรณาการ และมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในการนําเสนอวันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นการนําเสนอการทํางานร่วมกันของภาครัฐ อย่างบูรณาการที่ต่างคนต่างทํา และต่างคนต่างก็มีภารกิจของตัวเอง

ในส่วนของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทาง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น จะพบว่าข้อมูลข่าวสารที่นําเสนอ ผ่านสื่อหลักก็จะมีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์ รวมตลอดถึง การผ่านสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งสื่อเหล่านี้ก็เป็นสื่อที่มีการกระจายวงกว้าง

ขออนุญาตกลับมาที่รายละเอียดของแนวทางการขับเคลื่อนทั้ง ๕ แนวทาง ที่ได้เสนอต่อสภา แนวทางการขับเคลื่อนทั้ง ๕ แนวทางซึ่งท่านเพิ่มพงษ์ได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนที่ ๑ เรื่องของการเสริมสร้างการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เพื่อเป็น ยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตนําเรียนในรายละเอียดคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับ การส่งเสริมการใช้สื่อก็จะดําเนินการโดยต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งในคณะกรรมการนี้จะต้องมี หน้าที่ให้การสนับสนุนโดยกําหนดแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และนโยบายเกี่ยวกับ การรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติ มีการติดตาม มีการประสานงาน สั่งการและประเมินผล สําหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประกอบด้วย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อ เป็นรองประธานกรรมการ มีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ปลัดกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการโดยตําแหน่งจากหน่วยงานภาครัฐ จํานวน ๑๕ ท่าน สําคัญที่สุดประเด็นนี้ทางกรรมาธิการได้ถกเถียงกันมาหลายครั้ง โดยที่มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องให้บทบาทสําคัญกับผู้แทนสื่อ เพราะฉะนั้นจะมีจํานวนของ ผู้แทนสื่อมวลชน ๔ ท่าน ได้แก่ ผู้แทนสื่อมวลชนจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกิจการวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ (Online) นอกจากนั้นแล้วยังได้เห็นถึงช่องว่างที่ควรจะต้องเติมให้สมบูรณ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องมีนักวิชาการอีกจํานวน ๓ ท่าน ๑ ใน ๓ ท่านนี้คือผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนหรือการใช้สื่อ การใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ก็จะถือว่าเป็นผู้ที่ให้ข้อแนะนําให้คําปรึกษาอย่างแม่นตรงที่สุด อีก ๒ ท่านเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารมวลชน ไม่ได้นิยามว่าจะต้องเป็นนักวิชาการที่จบด้านใดมา แต่จะต้องมีผลงานเชิงประจักษ์ เช่น งานวิจัย ประสบการณ์ที่สามารถจะเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเป็นประโยชน์สอดแทรกในการกําหนดนโยบายแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของคณะกรรมการในระดับชาติได้ ทั้งนี้ จะมีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ และเลขานุการ มีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จะเห็นได้ว่า ในส่วนของคณะกรรมการเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราโฟกัสไปที่ความรับผิดชอบ หรือว่าให้ คณะกรรมการระดับชาตินี้มาจากภาครัฐจํานวนมาก ตรงนี้มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากว่าในประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐจํานวนมาก แล้วทุกคนก็มีความสนใจอยากแก้ปัญหา หรืออยากจะทําให้การใช้สื่อ ยกระดับการใช้สื่อ ของคนในประเทศทุกระดับ ทุกชนชั้นเกิดความเข้าใจ มีการใช้สื่ออย่างมีคุณภาพ ลดประเด็น ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้สื่อออนไลน์ (Online) การใช้สื่อที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นหน้าที่นี้จึงเป็นหน้าที่หลักและเป็นยุทธศาสตร์ของชาติที่สําคัญ ขออนุญาตนําเรียน ว่าในส่วนที่เป็นพาร์ต (Part) สุดท้ายก็คือเรื่องของการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งคณะกรรมาธิการเรากําลังทําอยู่นี้ ได้กําหนดเรื่องของการปฏิรูป และขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น ๔ ช่วงสําคัญ ก็คือ ๕ ปีที่ ๑ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีสุดท้าย ก็คือ ๒๐ ปี แต่ในขณะเดียวกันเราเห็นความวิกฤตหรือความเร่งด่วนของปัญหาการใช้สื่อโซเชียล (Social) เหล่านี้ จึงได้กําหนดและมีข้อสรุปร่วมกันว่าจะทําเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทําทันที ภายในปี ๒๕๖๐ ได้รวบรวมข้อมูล รวบรวมปัญหา รวบรวมแนวทางไว้จํานวนมาก และขณะเดียวกันภายใน ๕ ปีก็จะต้องมีเรื่องของแผนระยะเร่งด่วน คือแผนระยะสั้น มาสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าทุกวันนี้เป็นปัญหาสําคัญเกาะกินใจ ของพวกเราทุกคนว่าปัญหาเหล่านี้เคลื่อนตัว ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไร้ข้อจํากัด ไร้พรมแดน จะมีวิธีการอย่างไร คณะเราก็มีความหนักใจเช่นกัน แต่วันนี้เราเห็นแนวทาง เห็นกรอบการทํางานแล้วก็ได้เกิดความสบายใจขึ้น

การสร้างกลไกบริหารจัดการและการกํากับดูแลการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ดิฉันขออนุญาตให้ท่านอาจารย์สมญาได้พูดในรายละเอียดของส่วนที่ ๒ นี้ ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอาจารย์สมญาค่ะ

นายสมญา พัฒนวรพันธุ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

เรียนประธาน สปท. และสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในส่วนของการสร้างกลไกบริหารจัดการและการกํากับดูแล การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น เรามองไปถึง ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ภาครัฐ ในภาครัฐนั้นคณะกรรมการได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ การทํางานของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ซึ่งได้แบ่งออกเป็น ๔ หน่วยด้วยกัน หน่วยที่ ๑ คือ หน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการเฝ้าตรวจ ต้องยอมรับกันว่าในการที่จะทําให้เกิดการใช้สื่อ สร้างสรรค์นั้น หน่วยงานที่ทําหน้าที่การเฝ้าตรวจนั้นมีความสําคัญ ซึ่งปัจจุบันนี้ การทํางานของหน่วยงานเหล่านี้ยังเป็นเอกเทศกัน ในเรื่องของการศึกษานั้นควรจะต้องมี การบูรณาการในหน่วยงานเหล่านี้ หน่วยที่ ๒ ของหน่วยงานภาครัฐ ก็คือหน่วยที่มีหน้าที่ จัดกิจกรรม ทําหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการการใช้สื่อสร้างสรรค์ ทุกวันนี้หน่วยงานเหล่านี้ ก็ยังทํางานกันเป็นเอกเทศ ฉะนั้นในการศึกษาของคณะกรรมาธิการเรามองว่าควรจะต้องมี การบูรณาการ หน่วยที่ ๓ คือหน่วยงานที่มีเงินทุนในการสนับสนุน และหน่วยที่ ๔ คือหน่วยงาน ที่มีหน้าที่สร้างแนวคิดในการใช้สื่อสร้างสรรค์ ทุกวันนี้หน่วยงานเหล่านี้ก็ยังเป็นหน่วยงาน ที่ไม่มีการบูรณาการกันที่ชัดเจน ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการนั้นได้พูดถึงว่า หากจะทําให้หน่วยงานกลไกภาครัฐมีประสิทธิภาพก็ต้องมีการบูรณาการกัน

ส่วนที่ ๒ การกํากับดูแลภาคสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ (Online) ในเรื่องของสื่อมวลชนนั้นก็มีความสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ. เมื่อวานนี้ สําหรับในส่วนออนไลน์ (Online) นั้นมีการพูดถึงว่าจะทําอย่างไรในแต่ละสื่อ สื่อออนไลน์ (Online) นั้นมีการสนับสนุน ให้รวมตัวกันในการทําหน้าที่เฝ้าตรวจและมีกลไกภาครัฐทําหน้าที่สนับสนุนเท่านั้น วิธีการที่จะทําให้เกิดการช่วยเหลือในการรวมตัวกันของสื่อออนไลน์ (Online) ก็คือ มีการลงทะเบียน การลงทะเบียนนี้ไม่ใช่อย่างที่เป็นข่าวกันนะครับ อันนี้เป็นการลงทะเบียน เพื่อให้เกิดการทําหน้าที่ ๒ อย่างด้วยกัน หน้าที่ที่ ๑ ก็คือทําหน้าที่ในการเฝ้าตรวจ และหน้าที่ที่ ๒ ก็คือทําหน้าที่ในการจัดกิจกรรมหรือโครงการในการใช้สื่อสร้างสรรค์ และในการผลักดันทําให้กลไกเหล่านี้มีประสิทธิภาพนั้นก็ต้องมีการประสานงานกัน รวมทั้งมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่ ๓ เป็นกระบวนการทําให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กระบวนการเหล่านี้ก็จะมีการกําหนดรูปแบบของการมีส่วนร่วม ในกระบวนการการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนนั้นก็จะมีทั้งภาครัฐและเรื่องของผู้ใช้สื่อ อันนี้ก็จะมีดีเทล (Detail) อีกนิดหนึ่ง ซึ่งท่านพิสิษฐ์จะเป็นผู้อธิบายชี้แจงครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านพิสิษฐ์ค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ ขอเรียนว่ารายงานฉบับนี้ส่วนที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของประชาชน คําว่า ประชาชน ในที่นี้คงต้องแยกแยะ เป็นทั้งประชาชนผู้บริโภคและใช้สื่อ อีกส่วนหนึ่งคือสื่อมวลชน กระบวนการที่สื่อมวลชน ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจะต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ฉบับนี้ก็คือแนวทางตามที่ คณะกรรมาธิการได้รายงานเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ก็คือการนําเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สังคม สู่พี่น้องประชาชน จะต้องอยู่บนกรอบของจริยธรรมที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว กําหนดไว้ ส่วนภาคประชาชน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าประชาชนมีช่องทางการเข้าสู่ ข้อมูลข่าวสารง่าย เร็ว ทุกสถานที่ ทุกเวลา และสามารถเป็นผู้นําเสนอข้อมูลข่าวสาร สู่สังคมได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเราจะทําวิธีการอย่างไรให้ประชาชนเหล่านี้ตระหนักถึงการรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร พูดง่าย ๆ ก็คือการรู้เท่าทันสื่อ และการนําสื่อสู่สังคมจะมีมาตรฐาน มีจริยธรรมอย่างไร ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ตรงนี้คณะกรรมการจะต้องไปขับเคลื่อนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คงต้องเริ่มตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทํางาน วัยสูงอายุนะครับ สังคมที่ได้รับผลจากการใช้สื่อปัจจุบันไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่เยาวชน ผู้สูงอายุ ในปัจจุบันเราพบว่า ผู้สูงอายุเป็นเหยื่อของการใช้สื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษาถึงยุทธวิธี รายงานฉบับนี้เป็นเชิงยุทธศาสตร์ เป็นแผนยุทธศาสตร์ในการจะทําอย่างไรให้สังคมใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะมีรายงานอีกฉบับหนึ่งต่อเนื่องกัน ก็คือจะเน้นในเรื่องที่ทําให้สังคมออนไลน์ (Online) ใช้สื่อสร้างสรรค์ ผมขออนุญาตท่านประธานว่ารายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคม โดยเน้นว่า ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันโดยมีตัวขับเคลื่อนเป็นภาครัฐและมีสื่อมวลชนตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นตัวเสริม และมีภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านประธานมีอะไรจะสรุปไหมคะ ไม่มีนะคะ ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกขออภิปรายอยู่ ๔ ท่าน ท่านแรก ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมฟังท่านกรรมาธิการพูดเรื่องดี ๆ สร้างสรรค์ เอกสารท่านน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ๑๙ หน้าเองครับ แต่ละหน้าแต่ละบรรทัดเต็มไปด้วยความหมาย จึงทําให้ผมอดไม่ได้ว่าถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่ไม่บังควร ไม่สมควรนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สําคัญ ท่านทั้งหลายที่ฟังอยู่ที่นี่กับที่บ้าน ผมอยากจะใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ผมเตรียมมา

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ภาพแรก ก็เป็นชื่อที่เราจะอภิปรายนะครับ แต่ภาพที่ ๒ ท่านกรรมาธิการลองนําไปคิดดูว่าจริงไหม ถ้าจริงท่านก็ไปเพิ่มเติม สังคมมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ สตรี บุรุษ และผู้สูงอายุ จึงจะเรียกว่าสังคมที่สมบูรณ์ ผมคิดว่าเด็กที่ดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่ดี ในวันหน้า ผู้ใหญ่ที่ดีในวันนี้ คือคนดีของชาติในวันหน้า สังคมใดที่ไม่มีคนดี สังคมนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายและย่อยยับไปในสังคมโลกหลายสังคมแล้ว เพราะฉะนั้นผมเน้นเรื่องเด็กดีก่อน เพราะว่าอายุ ๗๐ ปีอย่างผมนี่นะครับ นิสัยใจคออย่างไรก็ตามมันก็เปลี่ยนแปลงยาก แต่สําหรับเด็กเป็นเรื่องที่เราสามารถกล่อมเกลาได้ เพราะฉะนั้นสื่อสร้างสรรค์ผมอยากจะ ให้ไปเริ่มมาก ๆ ที่สุดก็คือตั้งแต่เด็ก ท่านดูภาพต่อไปครับ ภาพนี้สวยไหมครับ ทุกคนพูด ตรงกันว่าเด็กคือผ้าขาว จะแต้มสีอะไรไปก็ได้แล้วก็จะเป็นสีนั้น แต่ผ้าขาวมันมีกระบวนการ ของการฟอกย้อมร้อยแปดจิปาถะ แต่นี่คือธรรมชาติครับ เป็นดอกไม้ที่ธรรมชาติและขาวบริสุทธิ์ ไม่มีใครสามารถจะไปทําให้เป็นสีอื่นได้เลย เกิดกี่ชาติ ๆ ก็เป็นสีเช่นนี้ ผมเปรียบเทียบ เด็กของสังคมโลกรวมทั้งสังคมไทยนี้เหมือนดอกไม้ที่ท่านเห็นอยู่กับตา ต่อไปครับ ภาพนี้ท่านอาจจะบอกนี่เกิดพายุอะไรหรือ ไม่ใช่ นี่คือผมไปเอาในรายการโทรทัศน์ เขามีหลาย ๆ ตอน ตอนนี้เรียกว่าจับเคียวเกี่ยวฝัน ของโรงเรียนบ้านกันตรง ตําบลบึง อ.เขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โรงเรียนนี้มีที่ว่างเขาก็ปลูกข้าวแล้วลมพัดแรงข้าวก็ล้ม เกี่ยวลําบากเขาก็มาร่วมช่วยกันเกี่ยว ท่านดูภาพต่อไป เป็นอย่างไรครับ นี่เด็กนักเรียน ช่วยกันเกี่ยวข้าว ปัจจุบันท่านเห็นภาพอย่างนี้ไหมครับ ใช้รถเลย เรียบร้อย เด็กก็ยืนดูตาแป๋ว ๆ ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้าวอย่างไร เลยไม่เห็นคุณค่าของข้าว กินทิ้งกินขว้าง ถ้าเราเริ่มต้นจาก ให้เขาเกี่ยวทุกเมล็ดมันมีคุณค่าต่อชีวิต ภาพเป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าสําหรับผมประทับใจนะครับ ไปที่จังหวัดชลบุรีบ้าง ภาคกลาง รายการโทรทัศน์ตอนนี้เขาเรียกว่าตอนกลับมาของป่าชายเลนที่คลองตําหรุ อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรงนี้เองท่านไปดูสิครับ เมื่อมีการพัฒนาปลูกป่าชายเลนเรียบร้อยหมด ทั้งตัด ทั้งทําลาย ต่อมาเด็กของคลองตําหรุก็ช่วยกันพัฒนา พัฒนาจนภาพที่ ๒ ท่านไปดูสิครับ มีกุ้งให้จับ เด็กไปดํา อันนี้ของแท้เลยนะครับ โทรทัศน์แห่งหนึ่งเดี๋ยวผมจะบอกทีหลังว่า ไปถ่ายทํามา ภาพต่อไปครับ นี่ลงใต้เลย ท่านไปดูครับ รายการโทรทัศน์ตอนปูเหลา ปันยัง ที่เกาะยาวน้อย อําเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เด็กเขาก็ช่วยพ่อแม่ อยู่กับทะเลหาปลา ชีวิตก็มีความสุข การจะจับปลาได้ไม่ใช่อยู่ ๆ ท่านลงจับนะครับ มันมีกระบวนการ วิธีการที่ พ่อแม่เขาสั่งสอนกันมาว่าต้องเริ่มต้นตอนไหน ออกเรือตอนไหน ไม่ใช่กําลังคลื่นลมมาก ๆ ก็ออกเรือ ภาพต่อไปครับ เด็กว่าอย่างไร เด็กบอกว่าถ้าน้ํา ๑๕ ค่ําป่านนี้ออกได้แล้ว ต้องรีบออก เด็กมันสอน นี่คําพูดของเด็กนะครับ ทั้งหมดนี้ประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาที ที่ออกโทรทัศน์ แต่ผมไม่สามารถที่จะเอามา เปลืองเวลาท่านผมก็ตัดตอนมา แต่ท่านไปดูได้ว่า รายการโทรทัศน์นี้มีที่ไหน อย่างไรเดี๋ยวผมบอกทีหลัง ไปดอยบ้าง ผมเอามาให้ครบเลย รายการโทรทัศน์ตอนกาแฟมูเซอ คนที่นี่ชอบกินกาแฟมาก โอวัลตินไม่กินแล้ว ไมโลไม่กินแล้ว ไข่ไม่กินแล้ว เกิดมาตั้งแต่อยู่ในท้องต้องกินกาแฟ เราก็ต้องปฏิวัติให้เป็นไปตามสังคม เพราะมันขายได้ ที่บ้านห้วยปลาหลน อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก ดูสิเด็กน่ารักไหมครับ ในกรุงเทพฯ ไม่มีหรอกครับ น่ารักมากเลยธรรมชาติเดินกันไปชี้นกชมไม้ ถึงบ้านจะไม่ใช่ตึก เด็กในที่สูงเขาก็อยู่อย่างมีความสุข ท่านดูต่อไป ที่ท่านดื่มกาแฟแก้วละ ๑๐๐-๒๐๐ บาท มาจากตรงนี้ละครับ พันธุ์อาราบิก้าที่ปลูกบนดอยปลอดสารพิษที่บริเวณนั้น แถวนี้ ผมก็เคยผ่านไปแล้ว แล้วเด็กทําอะไร หาเงินครับ เด็กเก็บกาแฟ เด็กจะเก็บกาแฟได้ เขาต้องได้รับการสั่งสอนอบรมจากพ่อแม่ว่าเม็ดขนาดไหน อย่างไร แก่แล้วถึงจะเก็บได้ เม็ดที่ยังไม่แก่ก็เก็บไม่ได้ แล้วจะต้องใช้ ๒ นิ้วปลิดอย่างไรที่ยังไม่สุกจะได้ไม่ช้ํา เป็นภาพที่ สุดจะน่ารัก ผมเอามาจากไหน นี่ผมไม่ได้ทําเอง ผมไปเอามาจากรายการทุ่งแสงตะวัน แต่ก่อนนี้ถ่ายทําออกอากาศที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ปัจจุบันนี้ไปออกช่องใหญ่ ผมไม่กล้าบอกเดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณาสินค้าให้เขา ผลิตโดยบริษัท อันนี้ต้องบอกหน่อย เพราะมีที่มาต้องให้เกียรติเขา บริษัท ป่าใหญ่ครีเอชัน จํากัด คนที่ทําเรื่องนี้พอจบมหาวิทยาลัย มาทําเลย เขาชื่อคุณนิรมล เมธีสุวกุล ผมคิดว่าหลายคนคงลืมไปแล้ว แกเป็นเด็กบ้านนอก จบโรงเรียนแม่จันวิทยา จังหวัดเชียงราย กลับมาเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ท่านก็รู้นะครับ ไม่ได้ไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอะไร แล้วไปจบปริญญาตรีที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี ๒๕๒๕ แล้วก็ออกมาทําเรื่องนี้เลย รายการเด็กกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคุณยุพา เพ็ชรฤทธิ์ และคุณสุริยนต์ จองลีพันธ์ ท่านครับ แต่มันเป็นเรื่องเศร้า ท่านไม่เคยเห็นรายการอย่างนี้หรอก เพราะว่ารายการดี ๆ อย่างนี้ต้องออกตอนที่คนเขาไม่ดูกัน รายการนี้ออกทุกวันเสาร์ เวลา ๐๖.๒๕-๐๖.๕๐ นาฬิกา เป็นอย่างไรครับ ท่านกําลังจะ ปฏิรูปสื่อสร้างสรรค์ พอได้ยินผมพูดว่าออกตอนนี้บางคนยังไม่ตื่นเลย บางคนตื่นแล้ว กําลังอยู่ในรถ แล้วใครจะดูครับ เด็กก็ไม่ค่อยได้ดูนอกจากเด็กที่ออกรายการ ท่านทําเรื่องนี้ เหมาะกับเรื่องที่ผมนํามาเลยว่าต้องปรับเปลี่ยนเวลาที่ไม่ใช่ละครอย่างที่ผมบอกไปแล้ว แทงอกตัวเอง ช่องใหญ่อีกเหมือนกัน ฆ่าตัวตายเพราะสํานึกบาป ต่อไปเยาวชนบอกว่าเมื่อไรที่รู้สึกว่าสํานึกหรือไม่ก็ต้องแทง หัวใจตัวเอง อย่างนี้มันต้องเบา ๆ แต่อย่างนี้มันต้องหนัก ๆ และผมต้องขอขอบคุณ ท่านประธานครับ ขอบคุณคนที่เขาช่วยให้ออกรายการอย่างนี้ได้ บริษัทใหญ่ ๆ แล้วก็บริษัทดี ๆ ผมก็ไม่กล้าที่จะพูดในที่นี้ ข้อเสนอพิจารณานะครับ

ข้อ ๑ สังคมต้องสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ ให้ได้รับการเผยแพร่ในสื่อประเภทต่าง ๆ

ข้อ ๒ สื่อต่าง ๆ ของรัฐต้องร่วมกันผลิตรายการที่ดี ๆ ให้กับสังคม

ข้อ ๓ การสร้างชาติต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างเด็กที่ดี

ข้อ ๔ กรรมการที่ท่านว่าทั้งหมดนี้ขาดกระทรวงแรงงาน เพราะว่าเขาดูแล แรงงานตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ขอเพิ่มกระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านมี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว อันนั้นดูคนด้อยโอกาส คนขาดโอกาส คนเฒ่าคนแก่ และเพิ่มปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นกรรมการ ผมก็ขออนุญาตจบให้พอดีกับเวลาครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจํา หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเชิญชวนท่านประธานคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกมาร่วมกันทบทวนบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ที่จะโยงกับการใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ (Online) ว่ามีสภาพหรือประเด็นปัญหาอย่างไร

ประเด็นที่ ๑ ก็คือยังมีกลุ่มชนคนไทยที่ประสงค์จะให้ความเป็นราชอาณาจักร ของประเทศไทยหมดไป เขาอยากจะให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ และบุคคลเหล่านี้ก็ฝังตัว อยู่ในต่างประเทศ ส่งข้อมูลเข้ามาที่ประเทศไทย ๒๔ ชั่วโมง และถ้าเผื่อรัฐบาลไทยของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์จะไปขอความร่วมมือจากประเทศนั้น ๆ ให้ส่งตัวกลับมาทุกประเทศ ก็จะปฏิเสธ เพราะเขาบอกว่าอันนี้ไม่ได้เป็นคดีอาญา เป็นเรื่องสิทธิทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเรื่องการเมือง ไม่มีทางที่ต่างประเทศจะส่งบุคคลเหล่านั้นที่เป็น สาธารณรัฐนิยมกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นั่นเป็นสภาพความเป็นจริง แล้วก็จะต้องมีอยู่ต่อไปตราบใดที่เขายังมีความคิดที่เป็นสาธารณรัฐนิยม ทีนี้ประเด็นก็คือ แล้วเราจะทําอย่างไรถ้าเอาตัวเขามาไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับกลไกของรัฐ โดยเฉพาะตัวรัฐบาล เป็นสําคัญ โฆษกรัฐบาล กรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ทั้งของเก่าพวกเทรดิชันนัล (Traditional) แล้วก็ของใหม่พวกโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งหมดนี้ต้องทําตัวแล้วก็ ต้องทํางานที่จะให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อสาธารณชนคนไทยให้เขามีความเชื่อมั่น ในความเป็นราชอาณาจักรไทยในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข แล้วก็จะต้องโต้ตอบได้ทุกประเด็น ผมขอใช้คําภาษาอังกฤษว่ารีบัตทัล (Rebuttal) ต้องมี องค์กรกลางที่จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้นําสู่สาธารณชนตลอดเวลา แล้วก็ อาจจะกระจายมาได้ ไม่ใช่ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เรื่องสาธารณรัฐ หรือราชอาณาจักร เรื่องสิทธิมนุษยชนก็ต้องชี้แจง ที่ดูแลเด็ก ดูแลสตรีก็ต้องชี้แจง เพราะฉะนั้นหน่วยงานไหน ก็ต้องมีคล้าย ๆ กับเว็บไซต์ (Web Site) หรือจะมีโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของตนเอง ในการที่จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนั้นไปสู่สาธารณชน นอกเหนือจากหน่วยงานกลาง เช่น กสทช. กรมประชาสัมพันธ์ หรือกระทรวงดิจิทัลต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นข้อที่ ๑ เสียก่อนว่า เมื่อมีประเด็นปัญหาเป็นภยันตรายต่อความเป็นราชอาณาจักรแล้วการทํางานต้องรวดเร็ว ทันที ทันควัน แล้วก็จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นนักวิชาการ แล้วก็เป็นนักเทคโนโลยีในการที่จะ เอาข้อมูลเหล่านี้ลงไปที่โทรศัพท์มือถือของคนไทย มีเท่าไรครับ ๘๐-๙๐ ล้านเครื่องตลอดเวลา ต้องสู้กันอย่างนั้นครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็มีภยันตรายในเรื่องของขบวนการหัวรุนแรงสุดโต่งทางด้านศาสนา และอุดมการณ์การเมืองที่ประจักษ์กันอยู่ทุกวันก็คือขบวนการไอซิส (ISIS) แล้วผมก็แน่ใจว่า เยาวชนไทยที่ภาคใต้ ในกรุงเทพฯ แล้วก็รอบปริมณฑลที่นับถือศาสนาอิสลามหรือจะศาสนาอื่น ก็สามารถที่จะติดตามความเคลื่อนไหว แล้วก็อาจจะตกไปอยู่ในขบวนการโฆษณาชวนเชื่อ ที่สามารถจะพลีชีพฆ่าตนเอง แล้วก็ทําความเสียหายกับชีวิตของคนอื่น แล้วก็มีความเชื่อถือ ทางด้านศาสนาที่สวนทางกับคําสั่งสอนของพระศาสดา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ว่า มีขบวนการสุดโต่งเหล่านี้มานะครับ สุดโต่งแห่งความเกลียดชัง โกรธแค้น แล้วก็ฆ่ากันได้

ประเด็นที่ ๓ คือขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย ค้าเด็ก ค้ามนุษย์ ค้าชิ้นส่วนร่างกาย การพนันข้ามชาติ จะแทงม้าที่โน่น จะเล่นไพ่ป๊อก ไพ่ยี่อิดได้ทั้งนั้น เราก็ต้องมีความพร้อมในการที่จะขจัดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องร่วมมือกันระหว่างประเทศ แล้วก็ พวกบรรดาสื่อต่าง ๆ ที่มีแพลตฟอร์ม (Platform) เข้ามา จะเป็นวิกิพีเดีย (Wikipedia) จะเป็นยาฮู (Yahoo) จะเป็นแอปเปิล (Apple) จะเป็นใคร ก็ต้องร่วมมือกับเขา แล้วก็ ต้องร่วมมือกันในระหว่างประเทศ ก็มีเวที จะเป็นไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวา ต้องทําให้เป็น กิจจะลักษณะ อันนี้จะเป็นเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย

ประเด็นที่ ๔ เราก็ต้องหาบุคคลที่ดีมาเป็นคล้าย ๆ โรลโมเดล (Role Model) เป็นแบบอย่าง ผู้นําประเทศต้องพูดชัด พูดจริง พูดที่ถูกต้อง ไม่คลุมเครือ ไม่มีอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้นําในสังคมทุกคนจะต้องเป็นผู้นําแห่งความดีงาม สไตล์ (Style) ชีวิตที่ดีอยู่ในศีล ในธรรม ทั้งหมดทั้งอณูต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อเยาวชน แล้วก็ ให้สาธารณชนโดยทั่ว ๆ ไปนั้นมีกําลังใจว่ามีผู้นําที่ดี มีชนชั้นนําที่ดี มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ และต้องเอาบุคคลเหล่านี้ นอกเหนือจากองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ที่เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งยอดเยี่ยมของสังคมไทย ของสังคมโลก เราก็ต้องหาบุคคลเหล่านี้เข้ามา ทีนี้ก็มาอีกประเด็นหนึ่ง แล้วเราจะใช้สื่ออย่างไร ทั้งสื่อขาประจํา ทีวี (TV) อะไรต่าง ๆ แต่ว่ารัฐหรือแม้กระทั่งเอกชนที่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมก็จะต้องใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ความรู้ ต้องรณรงค์ แล้วก็ต้องปลูกฝังในสิ่งที่ดีงาม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

ประเด็นที่ ๕ ก็แน่นอน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นสําคัญ จะต้องเป็นหัวหาดในเรื่องนี้ และตอนนี้เรามีความสับสนในสภา สปท. เรื่องวัฒนธรรม ก็อยู่ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา วัฒนธรรมมาอยู่ที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมทําเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ไปที่ฝ่ายศึกษาเช่นกัน ไปที่ฝ่ายสื่อ ผมคิดว่าใน สปท. เองเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดี ทั้งการเมือง ทั้งสังคม เรายังหาจุดประสานกันไม่ได้ ผมก็อยากจะขอเสนอเรื่องนี้ ต่อท่านประธานให้มีการหารือกันในผู้นําของสภาคือคณะกรรมการวิป (Whip) หรือว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นสําคัญด้วย ไม่อย่างนั้น เวลาเราพูดเรื่องศีลธรรมทีหนึ่งก็จะโผล่ที่คณะกรรมาธิการโน้นนี้อันนั้นเป็นสําคัญ ทีนี้เป็นอย่างนี้ ได้ไหมครับ ผมขอเสนอท่านประธานผ่านไปที่ท่านกรรมาธิการเพื่อเป็นข้อสรุป ผมขอให้ เป็นหลักปฏิบัติเลยว่าทุกสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ณ วันนี้ให้เวลาวันละ ๑ ชั่วโมง ในเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม วัฒนธรรม แล้วก็คุณงามความดี อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทํา แล้วก็ จัดตั้งสื่อออนไลน์ (Online) มาสู้กันกับพวกอบายมุขทั้งหลาย พวกสุดโต่ง พวกหัวรุนแรง ทั้งหลาย จะต้องทํากันให้เป็นเรื่องเป็นราว

ประเด็นที่ ๖ ผมพูดหลายสิบครั้งไม่เห็นด้วยกับการที่จะโยนงานทั้งหมด ไปให้ตัวนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ใช่หนุมานและท่านไม่ควรจะเป็นหนุมาน แล้วในเอกสาร ที่ท่านแจกหน้า ๑๑ เมื่อวานท่านยกตัวอย่างรัฐบาลเผด็จการสิงคโปร์ แต่วันนี้ผมดีใจท่านยกตัวอย่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แล้วก็ญี่ปุ่น ๓-๔ ประเทศ แต่ไม่มี การดําเนินการของประเทศเหล่านี้หรือรัฐบาลเหล่านี้ที่มีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการองค์กรในการที่จะสร้างศีลธรรมให้แก่สื่อออนไลน์ (Online) เพราะเป็นเรื่องของการแนะแนวเท่านั้นเอง เป็นไกด์ไลน์ (Guideline) เราน่าจะมีแนะแนว ไกด์ไลน์ (Guideline) ให้กับบรรดาสื่อออนไลน์ (Online) ว่าเขาควรจะทําอย่างไร เพื่อการเสริมสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม ไม่ใช่การตั้งองค์กรขึ้นมามีนายกรัฐมนตรีแล้วก็จะ ลงโทษแล้วก็จะอะไรต่าง ๆ บูรณาการ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะว่าเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ มันเปลี่ยนทุกวินาที มันไร้พรมแดน แล้วต่อไปนี้ผู้บริโภคก็เป็นผู้สื่อข่าวด้วยท่านจะไปห้ามเขา ได้อย่างไร เขาจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็กลับเป็นประเด็นว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคม หรือในโลก จะต้องให้ฝ่ายรัฐหรือองค์กรของรัฐทั้งหลายชี้แจงต่อประชาชนอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างว่าฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ทุกวัน แทนที่ผู้สื่อข่าวจะอ่านข่าว เขากลายเป็นบุคลากร ของทอล์กโชว์ (Talk Show) คือวิพากษ์วิจารณ์ เท็จจริงบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ท่าทีของประเทศไทยต่อกรณีของคาบสมุทรเกาหลีเหนือคืออะไร ก็มีเกจิอาจารย์ทางสื่อ ออกมา ๑๐-๒๐ คน แต่ถามว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและโฆษกรัฐบาลไทยชี้แจง ท่าทีของประเทศไทยในกรณีที่เกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีอย่างไร แล้วผมก็จะยกตัวอย่าง การประชุมสุดยอดที่มะนิลาเมื่อ ๒-๓ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปมีผลอะไร มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยฝ่ายสื่อ ฝ่ายวิชาการ แล้วรัฐบาลชี้แจงอะไร อะไรคือข้อเท็จจริง เรื่องต้นน้ําแม่น้ําโขงว่าอย่างไร การสร้างเขื่อน แล้วท่าทางของเรากับจีน ยกไปอีก ได้หลายสิบประเด็น จะไม่มีการชี้แจงเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทยให้ชัด แล้วก็เลยเกิด การตีความข่าวลือ ข่าวอ้างเพราะตัวรัฐบาลไม่ให้ข้อมูลต่อประชาชน หรือให้ข้อมูลแล้วก็ ไม่โปร่งใสอย่างแน่ชัด ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนตัวเองเสียก่อน แล้วของประเทศต่าง ๆ ที่เขาเป็นเสรีประชาธิปไตยนี้ไม่ต้องเอาฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการมานั่งครอบสื่อ ให้สื่อเขาดูแลตนเอง เมื่อวานผมพูดทั้งวันก็ไม่ได้รับการตอบสนองหรือคะแนนก็แพ้ไป ๙๐ ต่อ ๒๐ กว่า แต่อย่าเลยครับ การที่คิดว่าจะบูรณาการโดยการที่จะเอาอํานาจรัฐ เข้าไปควบคุมเป็นไปไม่ได้ครับ เทคโนโลยีมันไปเร็ว มันไร้พรมแดน มันห้ามไม่ได้ จะมาช่วยกันเชิญชวนให้เข้าอกเข้าใจ ให้ได้ข้อมูลทางเลือก ได้รู้จักข้อเท็จจริง นั่นเป็นเรื่อง เฉพาะหน้า ระหว่างนั้นไปอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปี เราก็เริ่มบ่มเพาะเยาวชนของเรา แต่ก็ต้อง กลับไปที่ครอบครัวว่าจะทําอย่างไร พ่อแม่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อยู่กับลูก แล้วผมก็ได้พูดว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านจะช่วยดูแลได้ไหม อสม. จะช่วยได้ไหม ผู้ว่าราชการจังหวัด กับข้าราชการจะเข้าไปช่วยดูครอบครัวในระดับหมู่บ้านได้ไหม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทํากัน เพื่อจะได้ช่วยกันกล่อมเกลา เราจะนําศาสนากลับมาอยู่ในวิถีชีวิตได้ไหม ในเมื่อเรา ได้เอาโรงเรียนออกไปจากวัดแล้ว ไม่เหมือนคริสเตียน คริสตัง ศาสนาซิกซ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม วัดกับโรงเรียนหรือว่าสุเหร่ากับโรงเรียนเขาอยู่ด้วยกัน ศีลธรรมมันอยู่ตรงนั้น แต่เราเป็นเมืองพุทธ ศาสนาไม่ได้อยู่กับโรงเรียน เราต้องยกเอาสิ่งเหล่านี้กลับมา บทบาทของ เจ้าอาวาสวัดกับโรงเรียนว่าอย่างไร ความเป็นไปในโรงเรียนว่าอย่างไร พ่อแม่พูดกับเด็ก อย่างไร แล้วเราจะมีแบบอย่าง มีบุคคลที่เป็นตัวอย่างหรือไม่ หรือเด็กมองออกไป กํานัน ก็ใช้อํานาจเป็นผู้มีอิทธิพล อบต. ก็โกงกินบ้านเมือง มันไล่กันไปอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะมาบอกว่าสิ่งที่ดีงามทําได้อย่างไร มันทําได้ถ้าเผื่อเราใช้สื่อออนไลน์ (Online) ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็มีการบริหารจัดการที่เป็นเรื่องเป็นราว แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของ การควบคุมประชาชน ควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ก็ขอฝากไว้ กับทางกรรมาธิการผ่านทางประธานไปด้วย ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันที่จริงผมเป็นผู้เสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าวาระนี้ควรจะนําเข้ามา พิจารณาร่วมกับวาระที่พิจารณาเมื่อวานก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะว่ามีเรื่องที่คาบเกี่ยวกันและจําเป็นที่จะต้องพิจารณาร่วมกันไป แต่เนื่องจาก การจัดระเบียบวาระเรื่องเมื่อวานนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องอภิปรายเฉพาะไปเรื่องหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันนี้ผมเองยังอยากเห็นภาพรวม ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้ท่านกรรมาธิการ ชี้แจงภาพรวมตอนสรุปให้กระผมเห็นได้ไหมครับ ชี้แจงภาพรวมให้เห็นป่าทั้งป่าว่า ๓ วาระของท่าน ก็คือวาระเมื่อวานนี้เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อ วาระวันนี้ในเรื่องการสนับสนุน เรื่องสื่อสร้างสรรค์ แต่วาระที่ยังไม่เข้ามาก็คือการกํากับสื่อออนไลน์ (Online) มีหลักการสําคัญ อย่างไร สอดประสานกันอย่างไรบ้าง เพราะว่าโดยหลักการทํางานของผมจะเน้น การมองภาพรวมหรือมองให้เห็นป่าทั้งป่าก่อน แต่ว่าทุกวันนี้เราพิจารณาแบบต้นไม้เป็นต้น ๆ ต้นไม้เป็นกลุ่ม ๆ แล้วเราก็จะพบเห็นว่าต้นไม้แต่ละต้น ต้นไม้แต่ละกลุ่มบางทีก็ขัดกันเอง ซึ่งเดี๋ยวกระผมชี้ให้เห็นว่าทางกรรมาธิการอาจจะต้องนํารายงานไปปรับ คือท่านไม่ต้องถอน ก็คือในชั้นที่สมมุติว่าสภามีมติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็คงต้องนําไปปรับให้สอดคล้องต้องกัน เพราะมีหลายประการที่ผมว่าไม่สอดคล้องกับการอภิปรายเมื่อวานนี้ ก่อนอื่นผมขออนุญาต พูดถึงภาพรวมก่อนว่าก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งหมดอ่านแล้วเพลินมากเลย แต่ว่าสารัตถะจริง ๆ ก็คือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกแล้ว ผมอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้นะครับ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจนถึงบัดนี้ ๑ ปีเศษ ผมว่าข้อเสนอเราเกิน ๑๐ แล้วทุกคณะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานทั้งนั้น ผมเองไม่สู้จะเห็นด้วยกับวิธีการทํางานแบบตั้งคณะกรรมการ ให้เทอะทะ แล้วก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน มีรัฐมนตรี มีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกทัพใหญ่ ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นระบบการทํางานที่ ประสบความสําเร็จ แต่ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์ ยกเว้นแต่บางประเด็น ที่กระผมจะขออนุญาตพูดในลําดับถัดไป แต่ว่าในเรื่องนี้กระผมเห็นว่ามีความเกี่ยวเนื่อง กับกฎหมาย ๒ ฉบับที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกันไป เรื่องหนึ่งก็คือมีความเกี่ยวพันกับ ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่สภามีมติเห็นชอบไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวานนี้ กระผมเห็นว่า ถ้าเผื่อเราสามารถปรับและประยุกต์หลักการข้อเสนอเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อเสนอเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ภาคประชาชนเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ทําให้กระผมนึกถึงว่าในร่างพระราชบัญญัติชื่อเดิมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ที่มีมติ รับหลักการไปทั้ง ๓ วาระนั้น ต้นร่างเดิมเขามีสิ่งที่กระผมชอบใจอยู่ประการหนึ่ง ก็คือ มีคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ ผมว่าคณะกรรมการชุดนั้นละ ถ้าเราสามารถประยุกต์จากรายงานชิ้นนี้เข้าไปเป็นคณะกรรมการ ตามร่างพระราชบัญญัตินั้นซึ่งเป็นข้อเสนอของ สปช. ได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งวันนี้ก็ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการต้องนําไปปรับวาระที่ได้รับอนุมัติไป เมื่อวานนี้ ถ้าจะนําข้อเสนอนี้กลับไปพิจารณาเป็นข้อสังเกตผมว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าคณะกรรมการตามร่างกฎหมายฉบับเมื่อวานมีเพียงกรรมการสภาวิชาชีพ และกรรมการจริยธรรม แต่สาระสําคัญของร่าง สปช. ที่เป็นที่มาของชื่อร่างพระราชบัญญัติ คือร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน จะอยู่ที่คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ จริงอยู่ครับ เขาเขียนไว้ห้วน ๆ เพียง ๒ มาตรา ก็จําเป็นจะต้องไปปรับ แต่ถ้าท่านจะกรุณารับความคิดเห็น ผมสักนิดหนึ่ง นําไปเขียนไว้ในรายงานของวาระที่ได้รับอนุมัติไปเมื่อวานนี้ โดยประยุกต์ผนวก กับวาระที่กําลังจะผ่านในวันนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ คือควรจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการ กํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อขึ้นมา ไม่ต้องเป็นคณะกรรมการเทอะทะ อย่างในรายงานอันนี้

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือพระราชบัญญัติที่มีผลใช้บังคับไปแล้ว ท่านประธาน ผมขอกราบเรียนว่าเพื่อนสมาชิกอาจจะไม่ทราบ หรืออาจจะลืมไปแล้วว่าในขณะนี้เรามี พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ใช้บังคับแล้ว เป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเขาก็ต่อสู้กันมายาวนานพอสมควร แล้วบังเอิญผ่านสภามา ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสภาในระบอบเก่ากับสภาในระบอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา แล้วสภานิติบัญญัติแห่งชาติในระบอบปัจจุบันเป็นคนอนุมัติออกมาเมื่อปี ๒๕๕๘ ในนี้เขาก็ จะมีวัตถุประสงค์ ภารกิจของคณะกรรมการ มีองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ทําหน้าที่ คล้าย ๆ กันกับข้อเสนอของรายงานฉบับนี้เพียงแต่ว่าแคบกว่า ในรายงานของท่านเอง ก็กล่าวไว้ในหน้า ๘ (๔) ถ้าท่านจะกรุณารับเป็นข้อสังเกตว่าเนื้อหาสารัตถะของรายงาน ฉบับนี้ถ้าสามารถไปปรับ ไปประยุกต์ หรือก่อให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ขึ้นมาผมว่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว โดยสรุป ในประเด็น โครงสร้างกระผมเสนออย่างนี้ครับ คือ ๑. อยากให้เกิดคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อ โดยภาคประชาชนและรู้เท่าทันสื่อขึ้นมาในร่างพระราชบัญญัติที่เราอนุมัติไปเมื่อวานนี้ ถ้าท่านรับเป็นข้อสังเกตก็จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในช่วง ๗ วันที่จะต้องไปเขียน ๒. ก็คือถ้าท่านเห็นว่าพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้นแคบไป ภารกิจของคณะกรรมการนั้นแคบไป ท่านเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุน พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ครับ ให้ทําหน้าที่ตามรายงานชิ้นนี้ ถ้าทําได้ในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติที่มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ๒ ฉบับ กระผมเห็นว่าจะเป็น ประโยชน์และดีกว่าการตั้งคณะกรรมการเทอะทะขึ้นมา และผมเชื่อว่าไม่เวิร์ก (Work) ครับ ขอพูดภาษาชาวบ้าน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ๒ ประการที่เกี่ยวเนื่องไปถึงวาระเมื่อวานถ้าท่านจะ กรุณาปรับปรุง แล้วในข้อเสนอวันนี้ที่ถ้าท่านจะกรุณาปรับปรุงรายงานในหน้า ๘ (๔) แก้ไขได้ครับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท่านอยากให้กว้างขวางกว่านี้อย่างไร เวิร์ก (Work) กว่านี้อย่างไร แก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนั้นเลยครับ ก็จะเป็นการดํารงอยู่ อย่างยั่งยืน ทีนี้มาดูในรายละเอียด กระผมเห็นว่าอย่างหนึ่งที่อยากจะพูดเป็นภาพรวมไว้ก็คือ รัฐสมัยใหม่ ประเทศไทยเราก็จะเป็นรัฐสมัยใหม่ใช่ไหมครับ จะเป็น ๔.๐ แล้ว รัฐควรเข้าไป กํากับดูแลให้น้อยที่สุด แล้วก็เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ เขากํากับดูแลกันเอง การออกกฎหมายหรือมาตรการทางบริหารใด ๆ ควรจะเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิด การกํากับดูแลกันเอง ขออนุญาตต่อสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ไม่ใช่การเข้าไปกํากับควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน ประเด็นที่เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งกระผมจะไม่พูดซ้ํานะครับ มันมีความหมิ่นเหม่ ถ้าก่อให้เกิดภาพว่ารัฐจะเข้าไปกํากับควบคุม มันหมิ่นเหม่ต่อการขัดหลักการประชาธิปไตยสากล ผมเองอยู่ในสกุลความคิดที่ไม่ได้เห็นด้วย กับหลักประชาธิปไตยสากลที่ในขณะนี้ก็เกิดวิกฤตในโลกสักเท่าไรนัก แต่กระผมกําลังบอกว่า เราประกาศต่อโลกอย่างนั้น รัฐธรรมนูญเราประกาศต่อโลกอย่างนั้น ผู้นําของเราประกาศ ต่อโลกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอะไรที่รักษาไว้ได้ต้องรักษาไว้ครับ ทีนี้ดูรายงานที่กระผมเห็นว่า น่าจะต้องมีการปรับก็คือในหน้า ๑๒ เมื่อวานท่านประธานกรรมาธิการก็ถอยไป ๓ ครั้ง ถ้ามีเรื่องบทเฉพาะกาลเข้าไปอีกก็แปลว่าท่านถอยไปแล้ว ๔ ครั้ง วันนี้จะถอยอีกสักครั้ง ได้ไหมครับ หน้า ๑๒ ข้อ ๒.๑ ลักษณะและประเภทของการใช้สื่อ ไม่อ่านทั้งหมดนะครับ ๒.๑ ลักษณะและประเภทการใช้สื่อ (๑) ถ้านับลงมาบรรทัดที่ ๕ นอกจากนี้ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพเสียก่อน เมื่อผ่านการอบรมแล้วจะมี การออกใบอนุญาตประจําตัวสื่อมวลชน และเจ้าของกิจการสื่อนั้น ๆ จะต้องออกใบรับรอง ให้กับสื่อมวลชนในสังกัดตนเองด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนกําลังพิจารณากันอยู่ ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการถอยไปแล้วเรื่องใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ถ้าท่านไม่แก้รายงานที่กระผมชี้ให้ดู มันถอยไป ๑ ก้าว แล้วเดินหน้า ๕ ก้าว เพราะว่านอกจากผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจะต้องผ่าน การอบรมก่อนแล้ว เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการก็ต้องผ่านการอบรมก่อนด้วย ก็เดือดร้อน ท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ของกระผม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คงจะต้องไปอบรมก่อนครับ เพราะฉะนั้นรายงานข้อนี้กระผมเห็นว่าต้องแก้ไข ปรับปรุงให้สอดคล้องกัน และเรื่องนี้ที่กระผม เป็นห่วงถึงแม้ในวาระเมื่อวานท่านได้ถอย ๑ ก้าวสําคัญ ซึ่งกระผมชื่นชมมากให้เป็นใบรับรอง แต่พอท่านไปเขียนติ่งว่าใบรับรองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกําหนด ผมฝากสักนิดหนึ่งนะครับ ถ้าต้องระบุว่าจะได้ใบรับรองต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพ เสียก่อน อันนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ก็ฝากไว้นะครับ อันนี้ก็เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่ง หน้า ๑๓ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดีหมดเลยครับ ถ้าเป็นไปได้ตามนี้ทั้งหมดก็ดี แต่บางกรณีกระผมเป็นห่วงว่าจะขัดกับหลักเกณฑ์เสรีภาพ ของบุคคลในหลายประการด้วยกัน ก็คือตอนท้ายการมีส่วนร่วมของประชาชนท่านเสนอว่า ควรวางแนวทางที่จะให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับการดําเนินงานของภาครัฐ และกลไกกํากับกันเองอย่างอิสระด้วย ๒ บรรทัดท้าย เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้รับรู้ รับทราบเกี่ยวกับข้อมูลในการดําเนินงานต่าง ๆ ทางสาธารณะอย่างเปิดเผยและเข้าถึงได้ ทุกเวลาและทุกพื้นที่ โดยเฉพาะประวัติความเป็นมา ประวัติและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดําเนินกิจการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้ภาคประชาชนได้เข้าใจถึงบทบาทและความสัมพันธ์เชิงการเมืองและเชิงธุรกิจ ระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับสื่อ กับบุคคลทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้ภาคประชาชนได้เกิดความเข้าใจเชิงจิตวิทยาในการนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ ขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กํากับดูแล หรือมีอํานาจหน้าที่บริหารจัดการ ตามกฎหมายควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน หรืออํานวยประโยชน์ในการเข้ามามีส่วนร่วม ของภาคประชาชนด้วย สรุปก็คือในมุมมองของกรรมาธิการซึ่งผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นนะครับ เราจะต้องรู้ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคน นักข่าวที่สัมภาษณ์เราข้างล่างเป็นใคร มาจากไหน มีความคิดเห็น ความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ต้องเปิดเผยเข้าถึง หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ มีประวัติทางธุรกิจอย่างไร สภาวิชาชีพ องค์การวิชาชีพมีความเป็นมาอย่างไรประชาชนต้องรู้หมด ก็ดีครับ แต่อย่าลืมปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งว่าผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ หรือเจ้าของ กิจการเหล่านี้ท่านรับเงินเดือนจากภาคเอกชน ท่านลงทุนจากเงินของภาคเอกชน ท่านไม่ใช้ งบประมาณของภาครัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นการที่กําหนด หรือมีแนวความคิด ที่จะให้มีการกําหนดเปิดเผยถึงขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าริเริ่มจากภาครัฐ กระผม เกรงว่าจะเป็นประเด็นที่เราไปละเมิดสิทธิเสรีภาพเขามากเกินไปหรือเปล่า จริงอยู่ครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐเกือบ ๆ จะทุกระดับในขณะนี้เราก็ต้องเปิดเผย โปร่งใส เราต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ก็เพียงแสดงบัญชีทรัพย์สินนะครับ ยังไม่ต้องเปิดเผยถึงความคิด ความเชื่อทางการเมือง ความสัมพันธ์ พ่อแม่พี่น้องเราเลือกพรรคไหน มีความสัมพันธ์เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหน ยังไม่มีถึงขนาดนั้น หลักการและเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือว่าบุคลากรของภาครัฐใช้เงินแผ่นดิน เราถึงต้องเปิดเผย แต่ทีนี้ภาคเอกชนเขาใช้เงินของเขา เขามีเสรีภาพในการประกอบ วิชาชีพของเขา เขามีสิทธิในการที่จะไม่แสดงข้อมูลข่าวสารของเขาให้บุคคลภายนอกรู้ อันนี้เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง เราจะให้เปิดเผย ผมก็อยากรู้ แต่ว่าไม่ควรจะเป็น ข้อเสนอที่ผมฟังดูแล้วถ้าถูกนําไปวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ตัดตอนบางส่วนไปมันจะ อันตรายว่าเรากําลังเสนอให้มีการควบคุมกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ โดยเวลาจํากัด แล้วผมก็เพิ่งอ่านเมื่อเช้านี้ ขอเสนอหลัก ๆ แต่เพียงเท่านี้ คือข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ ๒ ประการ ๑. ท่านไปเขียนไว้ในรายงานฉบับเมื่อวานที่ท่านจะปรับได้ไหมถึงเรื่อง คณะกรรมการกํากับ ๒. ในวันนี้เป็นข้อเสนอว่าท่านสามารถจะนํารายงานอันนี้ ไปประยุกต์หรือผนวกในร่างพระราชบัญญัติเมื่อวานนี้ในส่วนของคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อ โดยภาคประชาชนและรู้เท่าทันสื่อฉบับหนึ่ง หรือว่าท่านจะเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ อีกประการหนึ่ง อันนี้ก็จะ เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน แล้วก็มีข้อเสนอว่ารายงานที่เสนอมานี้มีจุดที่กระผมเห็นว่าล่อแหลม อยู่อย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน ถ้าท่านจะกรุณาพิจารณารับไปปรับปรุงก็จะเป็นประโยชน์ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๓ ท่านนะครับ คือ ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตคณบดี บริหารมหาวิทยาลัยเอเชียน อดีตคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และอดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตคณบดีเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เชิญค่ะ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เลขที่สมาชิก ๐๖๙ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเรื่องที่เป็น ประโยชน์ต่อการรับรู้ของสังคมไทยเป็นอย่างมาก ผมเองอยากจะเห็นว่าในสภาพปัจจุบันนี้ การขับเครื่องบินเอฟ ๑๖ (F16) ของท่านประธานไม่พอ เพราะว่าเรื่องทั้งหมดเร็วมาก แล้วเราอยู่ในช่วงของเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะสูง คือทุกอย่างเป็นเวลาเดียวกันหมด เขาจะหลับจะนอนที่ไหนก็แล้วแต่ทั่วโลก ตอนนี้เที่ยงบ้านเรา แต่เที่ยงคืนที่สหรัฐอเมริกา หรืออาจะเป็นตอนเช้าที่อังกฤษ แต่เรื่องต่าง ๆ ถึงกันหมดแล้วครับ คือในสภาวะที่เป็นเวอร์ชวล (Virtual) ที่เราพูดกันสภาพเสมือนจริง แต่ลึกซึ้งกว่านั้นมีคําพูดใหม่ที่ใช้กันมาแล้ว ๒ ปี คือซิงกูลาริทาเรียน (Singularitarian) ไม่ใช่ฮิวแมนิทาเรียน (Humanitarian) คนถูกอิมแพลนต์ (Implant) หรือถูกใส่ข้อมูลทั้งชิป (Chip) ทั้งอะไรอยู่ในบุคคลที่เป็นชีวิตอย่างนี้ละครับ แต่ว่าทุกอย่างโทรศัพท์มือถือมันไม่มี ฉะนั้นการที่ประธานและคณะกรรมาธิการชุดนี้ นําเรื่องนี้ขึ้นมาเสนอผมว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นการเตรียมการที่อาจจะไม่ทันทั้งหมด ที่ผมบอกว่าไม่ทันคือว่าเราเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับนี้ที่รับรองไปแล้ว มีพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปี ๒๕๕๘ ที่เขียนไว้ มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ดีตามที่คณะกรรมาธิการเป็นห่วงหรือไม่ คนทั่วไปไม่สําเหนียกหรอกครับว่าเราควรทําหน้าที่อะไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาตรา ๓๔ ไว้ซึ่งหลายท่านก็อ่าน แต่ถ้าอ่านแล้วบรรทัดที่ ๓ จะบอกว่า ยกเว้นอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เราต้องใช้ข้อมูลนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน การทําทุกอย่าง อ่านเฉพาะ บรรทัดแรก แต่บรรทัดที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ ไม่อ่าน มันขัดแย้งกับความสงบอันดี ศีลธรรมอันดี ของประชาชนหรือเปล่า จากนั้นถ้าหากว่าไปอ่านที่หมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ข้อ ๑ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อ ๒ ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ข้อ ๓ เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ จะเห็นว่าหน้าที่ ข้อ ๑ ข้อ ๒ มาก่อนผลประโยชน์ของภาคเอกชนหรือตนเอง การใช้จ่ายในภาคบริษัท อะไรทั้งหลายเพื่อธุรกิจก็จริง แต่ต้องไม่ขัดกับหน้าที่ของความเป็นประชาชนชาวไทย ในมาตรา ๕๐ ผมเองอยากจะเรียนว่าการนําเสนอประเด็นเหล่านี้ของคณะกรรมาธิการในวันนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เรามีหน้าที่ในการขับเคลื่อน เสนอแนะข้อมูลการขับเคลื่อนเพื่อไป ทําแผนขั้นตอนยุทธศาสตร์ซึ่งจะต้องทําให้เสร็จภายใน ๓ เดือน แล้วก็อาจจะมีการไป ขับเคลื่อนเพิ่มเติมอีกในชุดกรรมการต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่ สปท. หมดอายุไป คณะกรรมการชุดใหม่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรา ๗๕ หรือมาตรา ๒๕๙ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดสื่อออนไลน์ (Online) ที่ดี สื่อออนไลน์ (Online) ที่มีคุณภาพ ผมเองก็ชื่นชมคณะกรรมาธิการที่นําเสนอข้อมูลทั้งหมด ๑๖ ข้อด้วยกัน ในการเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนตามเอกสารที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในหน้า ๑๕ เป็นต้นไป แนวทางการขับเคลื่อนทั้งหมด ๑๖ ข้อพูดอย่างกว้าง ๆ ผมว่า ถ้าเป็นไปได้เราก็ควรจะนําข้อมูลเหล่านี้ไปให้คณะกรรมการชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สร้างกติกาหรือกลไกขึ้นมาให้ชัดเจนว่ามีข้อไหนที่ควรจะทําให้สื่อสร้างสรรค์เหล่านี้ส่งเสริม และไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๐ และคนไทยทุกคนก็ควรจะมีหน้าที่ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ สิ่งที่ผมต้องการอยากนําเสนอก็คือว่าเราควรจะให้ สื่อสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ ทั้งสื่อหลัก สื่อออนไลน์ (Online) จะมาในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี เปลี่ยนหมดครับ พอควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) เริ่มใช้งานได้แล้วก็มีการใช้ประโยชน์กันจริง ๆ จัง ๆ ทุกอย่างจะเปลี่ยนอีก เปลี่ยนโดยที่เรา นึกไม่ถึงว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ผมอยากจะย้ําประเด็นนี้ว่าหลักการทั่ว ๆ ไปในการสื่อสาร ท่านเรียนการสื่อสารมาคงจะรู้ดี แต่ผมอยากจะเรียนว่าผลกระทบต่อสังคมไทย ณ ปัจจุบันท่านเห็นไหมครับ ข่าวไม่กี่วันที่ผ่านมา บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องข่าวทั้งหลาย ไม่ว่าทางเหนือสุด ทางใต้สุด หรือตรงที่ปทุมธานีอะไรก็แล้วแต่ บุคคลเกี่ยวข้องเยอะ แต่มีการสืบสวนสอบสวน ขึ้นบนทีวี (TV) เรียบร้อยแล้วคนเหล่านั้นเสียหายไหมครับ ผมไม่เอ่ยนามใคร แต่ว่าเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นจริงหรือเท็จไม่ทราบ ดังนั้นสื่อควรจะพิจารณาด้วยว่าอะไรคือความจริง อย่าเสนอข้อมูล ความคิดเห็นที่ตัวเองสอบสวนกันหน้าจอทีวี (TV) หรือสอบสวนกันในออนไลน์ (Online) ทั้งหลาย เรื่องจริงหรือไม่จริงมากน้อยแค่ไหนต้องชัดเจนแล้วก็ต้องเป็นธรรม เพราะฉะนั้น คณะกรรมการชุดนี้ที่จะตั้งขึ้นมาผมเองก็เห็นว่ามีความจําเป็น เพราะว่าวิญญูชนอย่างประเทศไทย คนไทยทั้งหมดวิญญูชนแค่ไหน จบปริญญาตรีใช่ไหม ไม่จบการศึกษาใช่ไหม หรือจบการสื่อสาร จบครูแล้วมาทําสื่อสารอย่างนี้มันไม่เหมาะ เพราะฉะนั้นการที่มีคณะกรรมการกลางมาดู ต้องดูว่าการสื่อสารของเขาเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ที่สําคัญคือไม่เป็นอันตราย ต่อผู้รับข่าวสาร ฟังแล้วเศร้าใจ เสียใจ ดูสิครับ เสนอข่าวขึ้นมาทําลายสถาบันศาสนา ทําลาย สถาบันการศึกษา สมควรที่จะเผยแพร่สิ่งเหล่านี้เพื่อทําลายสถาบันเหล่านี้หรือไม่ อย่างนี้ มันเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีและเชิงลบ ผมเองอยากจะเห็นอีกข้อหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมการควรจะหา ขั้นตอนหรือการขับเคลื่อนที่เหมาะสมว่าผลกระทบเหล่านี้เยาวชนไทยคนรุ่นใหม่เขาถูกเลี้ยงดู ด้วยไอแพด (iPad) จะสังเกตได้เลยนะครับ พ่อแม่ทิ้งไอแพด (iPad) ทิ้งโทรศัพท์มือถือให้ลูกเล่น แล้วลูกสามารถเข้าสู่ข้อมูลเหล่านี้ได้ เขารู้ เขาจะฟังความคิดเห็น คําเสนอแนะที่ดีจากพ่อแม่ หรือไม่ ไม่มีคนบอกเขา เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทั้งหลายเยาวชนได้รับการกระทบกระเทือน จากสื่อออนไลน์ (Online) อย่างรวดเร็วและกะทันหันมาก แล้วที่สําคัญทุกคนก็เห็นว่าเกมต่าง ๆ ที่พูดกันที่เห็นกันต้องฆ่าเพื่อให้ได้คะแนน ต้องกําจัดเพื่อให้ได้คะแนน อันนี้ต้องกําจัดให้หมด เพราะเป็นของที่ไม่ดีต่อสังคมเป็นอย่างมากเลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะพิจารณาเพิ่มเติม ก็คือเราจะต้องพิจารณา ถึงกรอบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของไทยเราด้วย ของศาสนาด้วย แล้วกฎ ระเบียบต่าง ๆ คือคนไทยไม่สนใจกฎ ระเบียบ ออก พ.ร.บ. มาปี ๒๕๕๘ ดูสิครับ มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ไม่มี ณ วันนี้เรากําลังจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง ผมจึงเห็นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทํางาน ค่อนข้างสําคัญ ก็ต้องชื่นชมท่านคณิตกับทีมงานว่า ๑๖ ข้อที่ท่านได้เรียบเรียงออกมานั้น ผมว่าต้องทําให้ขึ้นอยู่ในกรอบ ๔-๕ ข้อที่ผมนําเสนอแบบนี้ จะเห็นว่าเราเอาแค่นี้ จะพอไหม ทําให้สังคมเราดีขึ้นหรือเปล่า ก็ขอชื่นชมแล้วขอขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการ บริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้เวลาในการอภิปรายผลการศึกษา และข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ผมก็เห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิก ๓ ท่านแรกที่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญยิ่งต่อสังคมไทยในปัจจุบัน และสําคัญ ยิ่งขึ้นในอนาคตหากไม่มีการดําเนินการที่จะปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์อย่างจริงจัง มีหลายท่านไปพูดว่าการปฏิรูปการใช้สื่อสร้างสรรค์ต่างกันเยอะ การใช้สื่อสร้างสรรค์กับ การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เรากําลังทําอยู่คือการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ทําไมถึงต้องปฏิรูปให้มีการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการใช้สื่อ ที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ยกตัวอย่างไว้ค่อนข้างจะพอสมควร ผมคงจะไม่พูดถึงสื่อกระแสหลักซึ่งมีการพูดกันมากแล้วก็เข้าใจกันค่อนข้างดี แล้วก็มีกฎหมาย หลายรูปแบบที่จะใช้ในการกํากับการใช้สื่อกระแสหลัก แต่อยากจะพูดถึงเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) สักนิดหนึ่งให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านเห็นความสําคัญว่าทําไมเราต้อง ปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สื่อออนไลน์ (Online) ปัจจุบันนี้เป็นสื่อที่เป็นทั้งประโยชน์ และเป็นทั้งสื่อที่ทําให้เกิดปัญหา เกิดอันตราย เกิดการล่อลวง หลอกลวงกันมากมายก็เพราะ สื่อออนไลน์ (Online) ในแง่ของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่ไม่เหมาะสม อาจจะในรูปแบบ ของภาพลามก การอนาจารเด็ก การสอนวิธีฆ่าตัวตายต่าง ๆ ที่ยกเป็นตัวอย่างอยู่ในเอกสาร อันนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจํา เมื่อ ๒ วันผมเห็นความพยายามของสื่อหลัก ๆ ในระดับโลก เช่นรอยเตอร์ (Reuters) เช่นอะไรเขากําลังศึกษาวิธีว่าทําอย่างไรจะหยุดภาพเหล่านั้น ได้ในทันทีทันใดที่ปรากฏขึ้นบนสื่อที่เราเรียกว่าไลฟ์ (Live) หรือว่าภาพที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้ การเผยแพร่สิ่งซึ่งไม่สมควรไปสู่สายตาของผู้ที่อยู่ในเครือข่าย อันนี้ก็เป็นความพยายาม ซึ่งน่าจะสามารถทําได้ในไม่ช้านี้เราจะได้ไม่ต้องไปเห็นการข่มขืนกันบนสื่อออนไลน์ (Online) ในรูปแบบต่าง ๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้คือการหลอกลวง การล่อลวง ในอดีตเรียกว่าการขายตรง การขายตรงในอดีตเราก็ใช้เป็นชั้น ๆ มีผู้ที่ทําหน้าที่ในระดับต่าง ๆ จนถึงระดับที่จะไปสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง เราจะเห็นผู้ที่ขายตรงในหลาย ๆ บริษัท ที่วิ่งไปตามบ้าน ตามโรงเรียน ที่สร้างเครือข่ายขึ้นมากับพรรคกับพวกแต่ต้องไปด้วยตัวเอง ปัจจุบันนี้รูปแบบการขายตรงได้ปรับเปลี่ยน เป็นว่าผู้ที่อยู่ในเครือข่ายการขายตรงเขามี โฮมเพจ (Home Page) ของเขาเองเขาไม่ต้องไปเดินขายที่ไหน พอเขารับรายการสินค้ามา เขาก็โปรโมต (Promote) ไปบนโฮมเพจ (Home Page) ของเขา คนของเขาเองที่เป็น สมาชิกเป็นร้อย บางคนเป็นพันก็สามารถเข้าไปดูสินค้าแล้วก็สามารถสั่งซื้อกันจ่ายเงินกัน ออนไลน์ (Online) ได้เลย ด้วยระบบนี้ละที่ทําให้นําไปสู่การล่อลวงหลอกลวงกันได้ง่ายขึ้น เห็นกันจะจะเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือการหลอกลวงการขายทัวร์ (Tour) ไปญี่ปุ่นเพียง ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ทําให้คนเสียหายเป็นพัน ๆ คน คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่าเป็นใคร หรือบริษัทไหน นั่นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง หรือว่าที่เราเพิ่งอ่านข่าวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การล่อลวงให้ซื้อแชร์เป็นรูปแบบของแชร์ลอตเตอรี่ แชร์อะไรก็แล้วแต่ของอาจารย์ ระดับสถาบันดังของประเทศ ทั้งคนรวย คนจน คนไทยทั้งหลายเป็นคนที่โลภทั้งนั้น มีโลภะ โทสะ โมหะ กันทุกคน เห็นอะไรก็อยากจะได้ ดอกเบี้ยสูง ๆ เดือนละ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ก็กระโดดเข้าใส่จึงกลายเป็นเหยื่อ คนที่คิดจะหลอกลวงคนก็สามารถหลอกได้ง่าย เพราะฉะนั้นคือปัญหาของคนไทย ซึ่งท่านจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมตรงนี้ว่าคนไทยมักได้ แล้วก็เชื่ออะไรง่าย นอกจากเชื่อไสยศาสตร์ซึ่งเราก็เห็นกันเป็นประจําอยู่แล้ว อะไรตีความ เป็นตัวเลขได้หมดทุกอย่าง ลอตเตอรี่บ้านเราก็ขายดีกันอยู่ทุกวันนี้ รัฐบาลก็เพิ่มจํานวน การพิมพ์ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ามีดีมานด์ (Demand) เยอะ เพราะฉะนั้นการหลอกลวง โดยการใช้สื่อออนไลน์ (Online) เกิดขึ้นอย่างมากมายเลย แล้วกว่าจะรู้ตัวก็สายไปทุกครั้ง คนที่เป็นผู้หลอกลวงก็มักจะหนีรอดไปได้เป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนหนึ่งของสื่อออนไลน์ (Online) ที่อันตรายอย่างยิ่งคือในเรื่องของการหมิ่น ทั้งหมิ่นบุคคล หมิ่นสถาบัน หรือการสร้างเฮตสปีช (Hate Speech) ให้เกิดขึ้นโดยเครือข่ายของตัวเอง และเดี๋ยวนี้ก็ใช้เครือข่ายระดับสากล เช่น ยูทูบ (YouTube) กูเกิล (Google) ต่าง ๆ ทางกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนกูเกิล (Google) มาพูดคุยว่าจะช่วยอะไร อย่างไร ที่จริงทางภาครัฐก็ได้เชิญมาหลายครั้งแล้ว แต่เปิดไปดูสิครับ เดี๋ยวนี้พอท่านเห็นคลิป (Clip) อันหนึ่งของยูทูบ (YouTube) ก็จะมีโฆษณา คลิป (Clip) อื่น ๆ ตามอีกสัก ๑๐ อัน เป็นคลิป (Clip) ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งสิ้น ทุกวันนี้ เดี๋ยวนี้ เข้าไปดูได้เลย เวลาเขามีคลิป (Clip) โฆษณาเพลงของนักร้องเก่า ๆ พอเปิดเข้าไป ก็จะเห็นคลิป (Clip) อื่น ๆ ที่ตามมา ผมก็ไม่เข้าใจว่าพูดคุยกันอย่างไร ไม่ว่าภาครัฐหรือ กรรมาธิการเอง ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นเว็บไซต์ (Web Site) ที่หมิ่น เป็นเว็บไซต์ (Web Site) ที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ถ้าจําเป็นจะต้องเอาคําสั่งศาลไปขอปิดเว็บไซต์ (Web Site) แต่ละตัวผมว่า ไม่มีใครทําได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่สําคัญยิ่งเลย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ให้ความสําคัญในการศึกษา อันนี้เป็นการศึกษาในภาพใหญ่ ทางยุทธศาสตร์ ท่านก็ไปเกาะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีของชาติที่กําลังจะมีพระราชบัญญัติ ออกมา แล้วท่านก็มองในหลาย ๆ ภาพ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นการศึกษาขั้นต้น ที่จะทําให้รัฐบาลได้มีแนวทางในการที่จะต่อสู้ป้องกันการใช้สื่อออนไลน์ (Online) หรือการใช้สื่อทั้งหลายให้มีความสร้างสรรค์ไม่ให้เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม ต่อเด็ก และเยาวชน ได้มีการดูกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้สื่อกับเยาวชน ได้มีการดูกฎหมายที่เกี่ยวกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมคิดว่าก็สามารถนํามาประยุกต์ใช้กันได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดถึงเรื่องการเฝ้าระวัง หน่วยงานเฝ้าระวัง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง เพราะว่าเป็นเรื่องความไวของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้แน่นอน ถ้าเราพูดถึงเรื่องการใช้สื่อ การมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ แล้วก็พูดถึงในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะต้องวางแผน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนคือเรื่องของคณะกรรมการ ก็เห็นด้วยว่าจะทําเรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่ตั้งคณะกรรมการก็ไม่รู้จะตั้งใครขึ้นมา พอจะตั้งหน่วยงานขึ้นมา ก็จะโดนอีกว่าสิ้นเปลืองต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องมาในรูปแบบของคณะกรรมการ ก็เห็นใจ และเข้าใจได้ คณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ละรัฐบาล ก็จะมีประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ กรรมการ พอเปลี่ยนรัฐบาลทีหนึ่งก็จะยุบ ยุบเพื่อที่จะตั้ง รองนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ๆ เข้ามารับหน้าที่เป็นประธาน แล้วก็อาจจะมีปรับปรุง คณะกรรมการบ้างเล็กน้อย อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่มีอยู่ แต่ที่สําคัญคือทําอย่างไรจะให้ มีประสิทธิภาพ ให้สามารถดําเนินงานได้ อันนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ในนี้เราไม่ได้ มีการออก พ.ร.บ. ใหม่ แต่เราก็เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซึ่งก็สามารถดําเนินการ ได้โดยมติ ครม. รูปแบบของกรรมการผมเห็นอยู่ ๒ รูปแบบ ก็คิดว่าท่านคงจะใช้ฉบับที่อยู่ในรายงาน คงไม่ได้ใช้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ท่านแจกให้ซึ่งแตกต่างกัน ไม่ทราบว่าท่านแจกมาแล้ว ท่านไปปรับเปลี่ยนกันตอนไหน หรือว่าปรับเปลี่ยนพร้อมกันเมื่อเช้าวานนี้ตอนที่ท่านประชุมเร่งด่วน ในส่วนของกรรมการผมมีข้อสังเกต คือท่านมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับปลัดกระทรวงมา แล้วก็ผู้อํานวยการต่าง ๆ พอสมควร ซึ่งท่านเหล่านี้เราก็รู้อยู่ ท่านก็จะมานั่งรับฟังหรือส่ง ผู้แทนมา แต่คนที่จะมีประสิทธิภาพ คนที่จะทํางาน คนที่จะอินพุต (Input) อินเจกต์ (Inject) ไอเดีย (Idea) เข้าไปจริง ๆ จะเป็นส่วนของภาคอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้มอง ในเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของผู้แทนจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการให้เพิ่มมากขึ้น จะเป็น ๘ คน ๑๐ คนอะไรอย่าไปห่วง คงไม่ใช่ว่ามีภาคเอกชนมากแล้วจะทําให้มติหรือแนวคิด ปรับเปลี่ยนไป แต่ผมคิดว่าคนที่ทํางานภาคประสังคมด้านสื่อมีเยอะมาก ด้านกฎหมาย เกี่ยวกับสื่อมวลชนก็มีเยอะมาก ด้านเด็กและเยาวชนก็สําคัญที่ควรจะเข้ามาอยู่ในนี้ ฉะนั้นท่านควรจะเน้นในเรื่องภาคประชาสังคมที่จะเข้ามาช่วยให้แนวคิด ให้ไอเดีย (Idea) เพราะว่าเรามุ่งไปสู่ด้านการศึกษาด้วย ด้านการป้องกันเด็กจากการที่จะไปถูกล่อลวงจากภาพที่ ไม่สมควรต่าง ๆ แล้วในส่วนของเลขานุการกับผู้ช่วยเลขานุการ ถ้าท่านจะฝากงานนี้ กับกรมประชาสัมพันธ์และกับสํานักนายกรัฐมนตรี ผมก็ฝากท่านไปพิจารณาเพิ่มเติม เพราะเขามีภาระหน้าที่มากไม่ใช่เพราะเขาทํางานไม่ได้ แต่มีภาระหน้าที่มากในการดําเนินงาน อยู่แล้ว ฝากไปคิดถึงองค์กรสักหน่วยงานหนึ่งที่จะมารองรับหน้าที่ตรงนี้ ถ้านึกเร็ว ๆ ก็อาจจะเป็นอย่างเช่นองค์การมหาชนซึ่งอาจจะมีแค่ ๕๐ คน ๖๐ คนก็สามารถทํางานได้ แต่ควรจะมีองค์กรหลักที่มาทําหน้าที่ในด้านนี้ เพราะเรามองแล้วเป็นปัญหาที่สําคัญ ปัญหา ที่มีความเกี่ยวข้องในหลายด้าน ในหลายหน่วยงาน ในหลายภารกิจ แล้วการขับเคลื่อน จะต้องกระทําอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่มีวันที่สิ้นสุด ยิ่งจะทําควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าจะฝากงานนี้ไว้กับกรมประชาสัมพันธ์ผมคิดว่าคงจะไม่เห็นมรรคผลมากมายกว่าที่เกิดขึ้น อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากข้อสังเกตตรงนี้ไว้ ก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ ศึกษาเรื่องนี้ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง อาจจะเป็นการศึกษาในฉบับแรก แต่ก็คงจะพัฒนาไปสู่การมีมาตรการที่จะช่วยให้เยาวชนของเราเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ ไม่มีพิษมีภัยจากสื่อออนไลน์ (Online) ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เรื่องความไม่ตรงกันระหว่างองค์ประกอบของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เดี๋ยวคณะกรรมาธิการคงจะยืนยันได้ว่าใช้ในเปเปอร์ (Paper) ไม่ได้ใช้ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ผมเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ ในการที่จะปฏิรูปสื่ออย่างสร้างสรรค์อย่างแท้จริง แต่ก็มีข้อสังเกตเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้สื่อ ที่มีอยู่หรือสื่อที่ใช้อยู่จะเป็นสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ แต่ถ้าใช้อย่างสร้างสรรค์ก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง เพราะมีสื่อเป็นจํานวนมากที่ไม่สร้างสรรค์ แต่ถ้าแนะให้มีวิธีการใช้ที่ใช้อย่างสร้างสรรค์ สื่อที่ไม่สร้างสรรค์ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ถ้าเป็นสื่อที่ไม่สร้างสรรค์นั้นโอกาสที่จะใช้อย่างสร้างสรรค์ มีไหม มีครับ ก็อยู่ที่ผู้ใช้ แต่ตรงนี้ต้องชมว่าคณะกรรมาธิการนั้นได้เลือกสรรแล้วก็แนะ แต่สิ่งที่แนะของท่านนี้ กระผมเองยังเห็นว่ามีสมาชิกได้กล่าวแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าตรงนั้น ทําร่วมกับเรื่องของการกํากับได้ไหม เพราะว่าถ้าหยิบมันเหมือนแยกเป็นชิ้น ๆ แล้วก็นํามา ประกอบกันซึ่งจะประกอบเมื่อไรก็ไม่รู้ แล้วจะประกอบในลักษณะไหน ประกอบแล้ว จะดําเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อมีการกล่าวแล้วอาจจะไปกระทบบ้างในเรื่องของ การกํากับมาตรการในการที่จะควบคุมตรงนั้น ถ้าแยกเป็นส่วน ๆ ก็จะยังไม่เห็นภาพ ก็จะขอกล่าวรวม ๆ กันไปด้วยในกรณีที่อาจจะมีการพาดพิงไปบ้าง กระผมเองดูแล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็เห็นด้วยในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ในหน้า ๑๕ ตั้งแต่ข้อ ๔ ข้อ ๕ เป็นต้นไป ตรงนั้นเห็นด้วยว่าในการที่จะดําเนินการ ซึ่งถ้าจะดูตั้งแต่ข้อ ๑ ก็เห็นด้วยนะครับ ข้อ ๑ ในหน้า ๑๕ เรื่องการสร้างแนวทางและเรื่องการปลุกจิตสํานึก ฉะนั้นเรื่องการปลุกจิตสํานึกนี้ผมคิดว่าน่าจะเริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่เยาวชนด้วย ผ่านทาง โรงเรียนต่าง ๆ แต่ก่อนในอดีตผมว่าเขาดูแล้วสามารถตัดสินใจได้ และสามารถใช้วิจารณญาณ แม้จะมีเด็กก็ยังมีผู้ปกครองที่คอยควบคุม แล้วก็คอยแนะนําได้ แต่ปัจจุบันนี้เรื่องการศึกษานั้น ขาดไปในเรื่องของหนังสือ เรื่องศีลธรรม ซึ่งแต่ก่อนนี้มีการสอนเน้นย้ําแล้วก็มีการแนะนํา แยกแยะได้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร รวมทั้งเรื่องของหน้าที่พลเมือง แต่ปัจจุบันไปอยู่ใน สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตหรืออย่างไรก็แล้วแต่ตรงนั้นนะครับ แต่ว่าความสมบูรณ์เช่นเดียวกับอดีตนั้นเนื้อหาน้อยลงไป เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเริ่มต้นตรงนี้ เป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้มีจิตสํานึกและรู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดนั้น ไม่ถูกต้อง สิ่งใดนั้นถูกต้องและแยกแยะได้ อย่างน้อยดูแล้วก็สามารถเข้าใจ และสามารถที่จะ แยกว่าสิ่งใดควรนําไปใช้ต่อ สิ่งใดควรที่จะหยุดหรือว่าไม่ขยายเพิ่มออกไป อันนั้นก็เป็น ส่วนหนึ่งในการที่จะไปปลูกฝังผ่านทางสถาบันการศึกษา ถ้าหากว่าตรงนี้มีการเริ่มต้นได้ แล้วปลูกฝังไปเรื่อย ๆ ขณะนี้มีสื่อ ไม่ได้เป็นการโฆษณานะครับ เพราะว่าไม่ได้กล่าวถึง จะมีรายการช่องหนึ่งเขามีวิธีการให้คนมาซักถามกับทางพระ ก็มีพระรูปหนึ่งจะอธิบาย เรื่องคําบาลี คําสันสกฤตเกี่ยวกับทางพระ ค่อนข้างจะใช้เวลาสั้น ๆ ประมาณสัก ๑-๒ นาที ซึ่งฟังแล้วเข้าใจง่าย รวมทั้งพุทธสถานต่าง ๆ ที่สําคัญที่คนไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบ ไม่ทราบที่มา ตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะปลูกฝังให้มีความคิดในเชิงบวก คิดไปในทางที่ดี อันนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็มีเหมือนกันว่าที่ยังไม่เป็นที่เข้าใจแม้กระทั่งบุคคลทางศาสนา ซึ่งอยู่ในข้อ ที่บอกว่าจะใช้บุคคลที่อยู่ในภาคการศาสนา อย่างข้อ ๑๔ บุคคลที่อยู่ในภาคการศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงศีล พระ หรือว่าศาสนาใดก็แล้วแต่ เพราะว่าทุกศาสนานั้นสอนให้ทุกคน กระทําความดีแล้วก็ประพฤติดี ตรงนี้ใช้คําว่า บุคคลที่อยู่ในภาคศาสนาหลายแห่ง แม้กระทั่งผู้อํานวยการพุทธศาสนาจังหวัด ก็มีการกล่าวกันว่าบางครั้งท่านยังทําตัว เป็นแบบอย่างที่ดีหรือเปล่า เพราะว่าท่านไปเติมน้ํามันเอง รถของทางราชการให้ใช้ดีเซล แต่ท่านไปแปลงสภาพเป็นใช้เบนซินหรือใช้แก๊สโซฮอล์แล้วก็ปรับ เท่านั้นยังไม่เพียงพอ มีการปรับออกไปด้วยว่าไปใช้กับรถยนต์ส่วนตัว ฉะนั้นพอคนรู้เข้า นี่คือบุคคลทางภาค ศาสนา อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง ยังมีส่วนทางภาคศาสนาอีก ผมเองจะไปหลายแห่งในส่วนที่ เป็นสถานที่ออกกําลังกาย ไม่ว่าจะเป็นสวนลุมพินี หรือว่าสวนเฉลิมพระเกียรติตรงจตุจักร หรือว่าพุทธมณฑล ตรงพุทธมณฑลเป็นแหล่งศาสนาเหมือนกัน แล้วบุคคลที่ดูแลก็คือบุคคล ที่อยู่ในภาคศาสนา แต่ปล่อยให้คนที่มาจากที่อื่นเข้าไปเดินแล้วเขาสอบถามเหมือนกัน เห็นปล่อยให้รถเข้าไปวิ่งบนถนนที่ใช้เป็นสถานที่เดินออกกําลังกาย แล้วรถก็เข้าไป เต็มหมด เมื่อวานผมได้คุยกับท่านพนมซึ่งอดีตท่านเคยดูแลในส่วนนี้ ท่านก็บอกว่า เดี๋ยวท่านจะช่วยอีกทางหนึ่ง อันนั้นก็เป็นบุคคลทางภาคศาสนา จะเห็นได้ว่าตรงนี้ต้องเป็น แบบอย่างที่ดีอย่างเคร่งครัดแล้วก็อย่างเข้มงวดด้วย แล้วตนเองนั้นอยู่ในจุดที่บุคคลทั่วไป เขาเฝ้าจับตามอง เพราะฉะนั้นจึงต้องทําเป็นตัวอย่าง ที่กล่าวนี้ก็จะย้อนกลับไปตรงที่ว่า ผมคุยกับท่านรองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เพราะว่าท่านเก่งจริง ๆ ยอมรับว่าท่านเก่ง เรื่องเทคโนโลยีแล้วท่านก็รู้ เหมือนกับที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์สงสัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านกล่าวว่าเว็บไซต์ (Web Site) ตรงนี้จะปิดกั้นอย่างไร เพราะท่านเห็น ท่านบอกว่าไวมาก ๆ แต่ในความเป็นจริงเว็บไซต์ (Web Site) ที่แพร่ออกมามันออกทั่วไปหมดแล้ว แล้วไม่สามารถปิดกั้นได้ ท่านบอกว่ามีความไวในการเฝ้าติดตามและเก็บข้อมูล ผมก็ห่วงตรงนี้ เหมือนกันว่าท่านเชิญทางผู้แทนของกูเกิล (Google) เข้ามา ตรงนั้นจะเข้ามาดําเนินการ ได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเขาเองรับปากแล้วในอนาคตเขาจะดําเนินการตามที่ได้รับปาก มากน้อยแค่ไหน มีข้อผูกพันอย่างไรในการที่จะดําเนินการ เพราะตรงนี้ผมว่าดําเนินการ ด้วยมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอหรอก การปลูกฝังนั้นเห็นด้วย แต่การปลูกฝังอย่างไรนั้นควรที่จะมีการปรับแก้ การที่มีมาตรการในหน้า ๑๗ เรื่องกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล มาตรการในการตรวจสอบก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นไปได้ไหมครับว่าที่มอบให้ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้แยกเป็น ๒ ส่วน เป็นของโทรคมนาคมส่วนหนึ่ง เป็นของวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ส่วนหนึ่ง ในอนาคตซึ่งจะรวมกัน และชุดนี้ก็ใกล้ที่จะ หมดวาระแล้ว ฉะนั้นถ้าจะปรับเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ในการรายงานแต่ละปีของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ มีความเป็นอิสระในการที่จะบริหารงานก็จริงอยู่ แต่ควรที่จะให้มา รายงานกับทางสภาซึ่งวุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้ง แล้วนําภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมสะท้อนปัญหา อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้งได้ไหม เพื่อเป็นการปลูกฝังและจะได้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น รายงานกับทาง วุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภาซักถาม แต่ขออย่างเดียวว่าอย่ามอบตัวแทนมา เมื่อมอบตัวแทนมา เขาบอกว่าจะกลับไปรายงาน เหมือนเดิมที่ผมเคยกล่าวไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าตรงนั้นโอกาสที่ เป็นมรรคเป็นผลจะเกิดขึ้นยากเนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบแท้จริงไม่ได้มารับปัญหาด้วยตนเอง เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้รับปัญหานั้นกลับไปอีก ตรงนี้ถ้าจะแก้เป็นกติกาหรือแก้เป็นกฎหมาย บังคับเลยว่าในแต่ละปีหรือแต่ละครึ่งปีนั้นต้องมารายงานผลกระทบ เพราะภาพต่าง ๆ มันมีปัญหาออกมา ไม่ว่าจะเป็นภาพทารุณกรรม ภาพไม่สมควร ภาพลามกอนาจาร ซึ่งถ้าใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ จําเป็นจริง ๆ ว่าสื่อที่ใช้ จะดูแลอย่างไร ปลูกจิตสํานึกได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ควบคุม คือผู้ใช้สื่อเองก็ต้องยอมรับว่า เขามุ่งเรื่องของธุรกิจเป็นหลัก เรื่องการประกอบการก็มุ่งถึงผลกําไรในการที่จะไขว่คว้า ให้ได้มา เพราะฉะนั้นก็จําเป็นว่าทําอย่างไรที่จะจูงใจให้มีคนดู เพราะช่วงเวลาอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นก็ไม่มีการควบคุม ขอนิดหนึ่งครับท่านประธาน ลองดูภาพหลังเที่ยงคืนสิครับ บรรดาภาพที่ไม่สมควรต่าง ๆ เต็มไปหมด แต่ภาพที่ไม่สมควรปัจจุบันนี้มีการเก็บแม้กระทั่ง คดีที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ทางศาลยุติธรรมมีการใช้ระบบต่าง ๆ ทันสมัยแล้วเก็บภาพ ภาพที่ดูแล้วน่าหวาดกลัวทางศาลก็เก็บไม่แพร่ออกมา เช่นภาพที่แย่งโทรศัพท์แล้วปาดคอ แต่ก็นํามาให้กรรมาธิการยุติธรรมดู ตรงนี้มีความเหมาะสมไหม เพื่อใช้ประกอบ ในการพิจารณาว่ากระบวนการยุติธรรมไปถึงตรงนั้นแล้วแต่ว่าก็แยกแยะได้ ระดับผู้ใหญ่สามารถใช้วิจารณญาณได้ แต่เด็กหรือเยาวชนตรงนี้จะทําอย่างไร ก็ฝากทาง ท่านกรรมาธิการนะครับ ก็เห็นด้วยในการที่จะปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้ว ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเชิญประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการชี้แจงตอบข้อซักถาม ของสมาชิก เชิญท่านจุไรรัตน์ค่ะ

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาทุกท่านนะคะ ก่อนอื่นขออนุญาต ทางคณะกรรมาธิการขอแก้ไขเอกสาร เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๔ ในส่วนขององค์ประกอบคณะกรรมการขับเคลื่อน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ แล้วขออนุญาตใช้เอกสารที่เจ้าหน้าที่จะแจกขึ้นใหม่นะคะ ในประเด็นคําถามของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของเยาวชน แล้วก็บุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวดิฉันเองอยากจะใคร่ขอตอบคําถามเกี่ยวกับ การปลูกฝังจิตสํานึกเรื่องของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในเยาวชนหรือเด็ก ๆ ในวัยเรียน ในวัยศึกษา ดิฉันจะขออนุญาตใช้เวลาเพียง ๓-๔ นาทีในการตอบคําถามนี้ เบื้องหลัง ในชุดของอนุกรรมาธิการสื่อออนไลน์ (Online) แล้วก็ในชุดของกรรมาธิการได้ทําเรื่องของ การหลอมรวมการปฏิรูปการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นี้ขึ้นมา สาเหตุหลักที่เรามองเห็นปรากฏการณ์เป็นเชิงประจักษ์แล้วพวกเราก็ห่วง แล้วอีกประการหนึ่ง ก็คือเราพบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง มีอยู่จริง นับวันก็จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นถ้าท่านสังเกตให้ดี ในวันนี้เราพยายามบอกว่ามีการสร้างกลไกขึ้นมาที่จะดําเนินการให้มีการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ถูกต้องภายใต้การมีจิตสํานึกความรับผิดชอบ ไม่ได้แค่รับผิดชอบแต่เฉพาะตัวผู้ใช้เพียงอย่างเดียว ต้องสํานึกรับผิดชอบต่อในระดับตนเอง ในระดับรอบข้าง ในระดับสังคม แล้วในระดับประเทศชาติ ดังนั้นอย่างที่ท่านสุรินทร์ ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ และหลาย ๆ ท่านที่ได้พูดถึงเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเยาวชนและสังคมไทยในทุกวันนี้ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนว่า เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงแล้ว เป็นเรื่องที่มีระดับของความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประการแรก ในคณะกรรมาธิการเราก็ได้มีการจัดเรียงลําดับความสําคัญเรื่องของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ขออนุญาตนิดเดียว ถ้าท่านเคยเห็นคลิป (Clip) หนึ่ง จะเห็นได้ว่ามีเด็กตัวเล็ก ๆ ซึ่งน่าจะเกิดได้สัก ๗-๘ เดือน พอนั่งได้เด็กถือโทรศัพท์มือถืออยู่ หน้าตาสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใส พอคุณแม่ดึงโทรศัพท์มือถือออกจากมือเด็กร้องจ๊ากเลย ร้องแล้วลงไปนอนดิ้น ในคลิป (Clip) นี้เป็นที่สะเทือนใจมาก พอคุณแม่ยื่นโทรศัพท์ คืนกลับไปให้เด็กเปลี่ยนทันที จากร้องไห้แทบจะเป็นจะตายนี่ยิ้มแล้วก็นั่งเล่น คุณแม่ทดลองอยู่ ๓-๔ ครั้ง อันนี้ชัดเจน นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่มีนัยสําคัญกับเด็กและเยาวชนมากมาย เราจะเห็นว่าโดยรอบด้านแล้วอย่างที่ท่านสมาชิกสภาได้กรุณาให้ข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งข้อสังเกตและมุมมองต่าง ๆ ดิฉันขออนุญาตเรียนว่าขณะนี้ กรรมาธิการของเราได้ดําเนินการไปในระดับหนึ่งแล้วในเรื่องของการที่จะต้องกําหนด แผนยุทธศาสตร์ กําหนดแผนแม่บท กําหนดแนวทาง เพื่อนําเสนอต่อภาครัฐเป็นระยะเร่งด่วน ในปัญหานี้ที่จะต้องทําทันที ซึ่งในเบื้องต้นเราก็ได้พูดคุยกันถึงเรื่องของการที่จําเป็นต้องมี วิธีการ กระบวนการที่จะประสานกับทางกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงดีอี (DE) ซึ่งเป็นเสมือนกับไข่แดงในวงทั้งหมดของกระทรวงที่เป็นภาครัฐให้ทําทันที ก็คือเราพบว่า ในการเรียนการสอนทุกวันนี้เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนหรือในสถาบันการศึกษา อาจจะเรียกว่าแทบทุกวิชาต้องสอดแทรกเรื่องการให้ความรู้กับการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ บนความรับผิดชอบและมีจิตสํานึกในทุกมิติ ไม่ว่าจะสังคม การเมือง วัฒนธรรม ศีลธรรมอันดี ของประเทศชาติ เรื่องของอาชญากรรม เรื่องของการล่อลวง เรื่องต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ซึ่งในลําดับต่อไปกรรมาธิการก็คงจะต้องทําเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็ว อันนี้ขออนุญาตอธิบาย ในเบื้องต้น และขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาที่ได้ให้คําแนะนําในเรื่องนี้ ซึ่งตัวดิฉันเอง ในฐานะนักการศึกษาเป็นครูบาอาจารย์ ดิฉันยอมรับว่ามีความทุกข์กับเรื่องนี้มาก และโอกาสนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทํางานให้สังคมตรงนี้ของเราได้หมดห่วงไปในระดับหนึ่งนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ขออนุญาตเชิญท่านรองประธานค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านพิสิษฐ์ค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก ผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณในข้อเสนอแนะ ของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายนะครับ สิ่งที่ท่านได้อภิปรายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่คณะกรรมาธิการ จะได้ไปปรับให้มีความสอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านคํานูณครับ สิ่งที่ท่านได้ห่วงใย ผมนั่งฟังก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็รับข้อเสนอของท่านไปพิจารณาในรายงานทั้ง ๒ เรื่อง ทั้งเรื่องเมื่อวานนี้แล้วก็เรื่องวันนี้นะครับ

ผมขออนุญาตตอบท่านกษิตและท่านเลิศรัตน์ไปในคราวเดียวกัน สิ่งที่ท่านเป็นห่วง กรรมาธิการก็เป็นห่วงเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องความมั่นคง โดยใช้สื่อเป็นตัวทําลายความมั่นคงของชาติ ของสังคม ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้คณะกรรมาธิการ ได้ทําไปแล้วนะครับ เช่นเรื่องเครื่องมือ ก็คือกฎหมาย คณะกรรมาธิการเราได้ทํากฎหมาย ไปแล้ว ๒ ฉบับ ก็คือเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ ๒ ท่านจะเห็นว่ารายละเอียดในกฎหมายคอมพิวเตอร์ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือเนื้อหาที่คณะกรรมาธิการได้มีการยกร่างแล้วก็ส่งให้รัฐบาลไปรวมกับ ร่างเดิมที่ร่างไว้ รวมทั้งตัวกระผมเองก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ใน สนช. เพื่อกํากับดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกฉบับหนึ่งก็คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ซึ่งหลังจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ไปแล้ว และได้มีการประสานงาน กับกระทรวงดีอี (DE) ในฐานะเจ้าของร่างเดิม กระทรวงดีอี (DE) ได้เชิญตัวแทนของ คณะกรรมาธิการและรับร่างกฎหมายฉบับนี้ไปปรับ โดยยึดถือร่างของกรรมาธิการเป็นหลัก ในการพิจารณา เป็นที่น่ายินดีว่าร่างที่ปรับแล้วขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเชื่อว่าคงจะมีการส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติดําเนินการโดยเร็ว นี่คือเครื่องมือ ส่วนวิธีการปฏิบัติ ไม่ว่าเป็นศูนย์เฝ้าระวังที่กระทรวงดีอี (DE) จะต้องรับผิดชอบ คณะกรรมาธิการได้ดีไซน์ (Design) ว่าศูนย์เฝ้าระวังควรจะต้องมีระบบที่ดีอะไรบ้าง เสนอแนะไปแล้วครับ หรือเรื่องเว็บไซต์ (Web Site) การใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่เข้ารหัส อันนี้คือปัญหายอกอกของทุกประเทศในโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ได้ เรามีข้อเสนอแนะ เรามีข้อศึกษาส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตท่านประธาน นํารายละเอียดเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญที่สมาชิกอยากรู้ว่าสิ่งที่เราทําจะมีผลอะไร ต่อประเทศชาติของเราในเรื่องความมั่นคง เว็บไซต์ (Web Site) ที่เข้ารหัสผมเรียนว่า เป็นปัญหายอกอกของทุกประเทศในโลก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ประเทศไทยจะเป็น ประเทศแรกในโลกที่จัดการปัญหาเหล่านี้ได้ ถึงแม้จะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่า เมื่อเราทําแล้วประเทศอื่น ๆ จะเอาเป็นแบบอย่างที่จะจัดการกับบริษัทที่เป็นเจ้าของ แอปพลิเคชัน (Application) เหล่านี้ที่เอาเปรียบทุกประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี ทุกประเทศในโลกแม้กระทั่งประเทศแม่เขาเองถูกเอาเปรียบภาษี บริษัทเหล่านี้ ไปจดทะเบียนในประเทศที่มีอัตราภาษีเป็นศูนย์ และมีการซื้อขายออนไลน์ (Online) กับตัวแทนที่อยู่ในประเทศที่มีฐานภาษีเป็นศูนย์ ฉะนั้นการซื้อขายออนไลน์ (Online) เหล่านี้ เมื่อถูกเก็บภาษีเป็นศูนย์แล้วประเทศต้นทางไม่สามารถเก็บภาษีได้ในฐานะที่มีการตกลงทํา ดับเบิล แทกซ์ อะกรีเมนต์ (Double Tax Agreement) ระหว่างกัน ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ ก็เริ่มดําเนินการเก็บภาษีกับบริษัทเหล่านี้ และขณะเดียวกัน กรมสรรพากรของเราก็เริ่มขยับที่จะวางมาตรการในการเก็บภาษีจากบริษัทเหล่านี้ ขอเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานเชิงยุทธศาสตร์มีการบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ แต่อย่างไรก็ตามในการจัดเข้าสู่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มีระบุว่าให้รายงานฉบับนี้ทําให้เสร็จสิ้น ภายปี ๒๕๖๒ แต่คณะกรรมาธิการเราเห็นว่าปัญหาเรื่องการใช้สื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อออนไลน์ (Online) เป็นปัญหาที่มีความสําคัญอย่างยิ่งและเป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทย ซึ่งต้องจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เราจึงเสนอเป็นวาระปฏิรูปเร่งด่วนให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๖๐ เพิ่มเติม ฉะนั้นหลังจากรายงานฉบับนี้ เรามีรายงานที่ศึกษาลงในรายละเอียดที่เป็นการศึกษา ถึงวิธีการในการจัดการกับสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร ก็คงเป็นไปตามแนวทางคล้าย ๆ กัน ก็คือเรากําหนดยุทธศาสตร์ กําหนดวิธีการในการปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการตามแนวทางและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ ขอเรียนว่าสิ่งที่ท่านประธาน สมาชิกทุกท่านมีความเป็นห่วงประเทศชาติ กรรมาธิการ ตระหนักดี เราพยายามเข้าไปศึกษา ส่งรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เราพบปัญหา ก็คือการขับเคลื่อนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องติดขัดในเรื่องระบบราชการ ซึ่งตรงนี้ คณะกรรมาธิการเราก็ได้เร่งรัดลงไปประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากเราศึกษาส่งให้ แต่พอจะทําคิดเยอะก็ทําไม่ได้เสียที อันนี้คือปัญหา ขอเรียนว่าข้อเสนอแนะทั้งหลายกรรมาธิการก็ขอบพระคุณ แล้วก็จะนําไปดําเนินการปรับปรุง ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อสังคมต่อไป กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์และกรรมาธิการของกระผมได้รับข้อมูล และตอบข้อซักถามหมด ผมเพิ่มประเด็นนิดเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเรื่อยแล้วก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ แต่เดิมเราใช้ โทรศัพท์มือถือ เราไปต่างประเทศเปิดโรมมิง (Roaming) อัตราการโรมมิง (Roaming) ก็แล้วแต่คู่ประเทศจะเจรจากัน เราไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมาเรา เราไปรัสเซีย รัสเซียมาเรา เป็นเรื่องของบริษัทเทเลคอม (Telecom) เขาจะเจรจากัน ปัจจุบันนี้มีไวไฟ (Wifi) เราก็ไปใช้ ไวไฟ (Wifi) กัน จึงเป็นที่มาของโอทีที (OTT) คือโอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over-the-Top) วันที่ ๑๒-๑๓ กันยายนปีนี้ บริษัทค่ายมือถือคือเทเลคอมคอมพานี (Telecom Company) ในอาเซียน (ASEAN) ๕๐ บริษัทจะมาประชุมกันในประเทศไทย แล้วก็จะดูถึงปัญหาในเรื่องนี้ว่า จะมีการบริหารจัดการในเรื่องของโอทีที (OTT) คือโอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over-the-Top) ได้อย่างไร ในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of Things) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยี เราไม่ใช่ผู้ผลิต เพราะฉะนั้นที่พูดกันว่า กฎหมายไม่ทันคงต้องเป็นในลักษณะนั้น เพราะว่าพอโพรดักต์ (Product) ออกมาแล้ว จึงรู้ว่ามีขีดความสามารถที่จะทําอะไรได้อย่างไร แล้วเราก็ต้องไปถามบริษัท ต้องไปประชุมที่ ไอทียู (ITU) บ้าง ที่เวิลด์ เรดิโอ คอมมูนิเคชัน (World Radio Communication) บ้าง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็รีบมาประสานกับประเทศอื่น ๆ ด้วย จึงร่างเป็นกฎหมายออกมา เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีมันไปก่อนแล้ว แอปพลิเคชัน (Application) มันตามมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ประชาคมโลกคงตระหนักในเรื่องนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนประชาสัมพันธ์ก็คือเรื่องเว็บไซต์ (Web Site) ได้มีการพูดคุยกัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี (DE) เชิญประธาน กสทช. เชิญเลขาธิการ กสทช. เชิญสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เชิญด้านความมั่นคงด้วย แล้วก็ตกลงทํางานร่วมมือกัน ประกาศออกมาเรียบร้อยถ้าท่านเห็น และกําหนดให้เวลา ๗ วัน ให้ ๙ อินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Internet Service Provider) ไปดําเนินการนําข้อความต่าง ๆ ออกจากเว็บไซต์ (Web Site) ของทั้ง ๙ เซอร์วิสโพรไวเดอร์ (Service Provider) ที่มีคําสั่งศาลแล้วนะครับ ไปนําออกให้หมดภายใน ๗ วัน ครบกําหนดภายใน ๗ วันแล้วยังไม่ปฏิบัติตามก็จะพิจารณา ในเรื่องใบอนุญาตของผู้ประกอบการนะครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน วันที่ ๔ สิงหาคมปีที่แล้ว กสทช. ได้จัดดินเนอร์ทอล์ก (Dinner Talk) โดยเชิญมิสเตอร์ดอน แท็ปสก๊อตต์ มาพูดคุยในเรื่องของบล็อกเชน (Blockchain) และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีประจิน เป็นประธานแทน ในปีนี้ก็ได้มีการจัดนะครับ ผมขออนุญาตประชาสัมพันธ์ คือจะมี การจัดในวันศุกร์ที่ ๔ สิงหาคม ตอนบ่าย สํานักงาน กสทช. ได้กราบเรียนเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จัดที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ แต่ปีนี้ไม่มีอาหารเย็น เป็นตอนบ่าย แล้วก็เป็นการบรรยายพิเศษโดยมิสเตอร์ริชาร์ด เอคลาร์ก จะบรรยายในเรื่องของ ไซเบอร์ซีเคียวริตี ชาล์เลนจ์ แอนด์ ออปพอร์ทูนิตี อิน เดอะ ดิจิทัล อีโคโนมี (Cybersecurity Challenge and Opportunity in the Digital Economy) มิสเตอร์คลาร์กเป็นใครครับ มิสเตอร์คลาร์กอดีตเป็นเนชันนัล โคออร์ดิเนเตอร์ ฟอร์ ซีเคียวริตี อินฟราสตรักเจอร์ โพรเทกชัน แอนด์ เคาน์เตอร์ เทอร์โรริซึม (National Coordinator for Security, Infrastructure Protection, and Counter-Terrorism) ของประเทศยูไนเต็ดสเตต (United State) นะครับ ผมก็เลยขออนุญาตประชาสัมพันธ์ จํานวนที่นั่งไม่เยอะ ถ้าท่านใด สนใจก็แจ้ง แล้วทางสํานักงาน กสทช. ก็จะเรียนเชิญท่าน โดยท่านนายกรัฐมนตรีไปเป็น องค์ปาฐกในการกล่าวเปิด กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านสุรินทร์มีอะไรคะ เชิญท่านสุรินทร์ และต่อด้วยท่านกษิตค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานขอนิดเดียวครับ ผมได้เสนอไว้ ท่านก็ รับรวม ๆ แต่ผมมีความรู้สึกว่าท่านตอบผมให้มีความสุขนิดได้ไหมว่าหน่วยงานที่จะ รับผิดชอบผมขอเพิ่มกระทรวงแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ใช้แรงงานตั้ง ๑๐ กว่าล้านคน ท่านตอบแค่ว่ารับไหม และอีกข้อหนึ่งเดี๋ยวท่านตอบพร้อมเลย ผมบอกว่าขอให้สื่อต่าง ๆ ของรัฐไม่ว่าวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์อะไรต่าง ๆ ร่วมผลิตรายการดี ๆ กับสังคม โดยเฉพาะ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ผมฟังรายการของคุณสัญญลักษณ์ เจริญเปี่ยม ช่อง ๙๒ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการจากฟ้าสู่ดิน ของคุณจิระวรรณ ตันกุรานันท์ รายการบันทึกสถานการณ์ ไม่ต้องไปฟังข่าวอะไร มาฟังอันนี้จบเลย ท่านเห็นด้วยไหม ถ้าเห็นด้วยท่านก็ต้องไปขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ ตอบสั้น ๆ เท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เราเห็นพ้องต้องกันในที่ประชุมนี้ว่ามีความท้าทายเกี่ยวกับ สื่อออนไลน์ (Online) ที่เป็นข้อสงสัย แต่ที่ผมได้แสดงความห่วงใยตอนที่ผมอภิปราย ในระยะแรกนั้นก็คือคณะกรรมาธิการพยายามที่จะต่อสู้กับความท้าทายในเชิงลบ ที่ผมเรียกว่าเนกาทิฟแอปโพรช (Negative Approach) คือตั้งคณะกรรมการออกกฎหมาย มาลงโทษอะไรแล้วก็คิดว่าจะควบคุมได้ แต่ผมได้เสนออีกแนวทางหนึ่งไปในเชิงบวก ที่ผมอาจจะใช้คําภาษาอังกฤษว่าเป็นโพซิทิฟแอปโพรช (Positive Approach) เพราะผม คิดว่าเนกาทิฟแอปโพรช (Negative Approach) สู้ไม่ได้หรอกครับ เทคโนโลยี มันเปลี่ยนแปลงไป แล้วผู้บริโภคก็เป็นทั้งผู้ทําข่าวด้วยมันไม่ได้ ผมก็เสนออย่างนี้ครับ และผมคิดว่าน่าจะพูดกับรัฐบาลได้ เป็นคําสั่งขอให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ๕-๖ สถานี แล้วก็วิทยุอีกประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ สถานี โดยเฉพาะอยู่ในสังกัดของกระทรวงกลาโหม แล้วก็สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้เขาจัดเวลาทุกวันเพื่อให้มีรายการสื่อสร้างสรรค์

อันที่ ๒ ก็ขอให้หน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีงบ ประชาสัมพันธ์ลงทุนนั้นไปสนับสนุนสื่อเอกชนทุกประเภทรวมทั้งสื่อออนไลน์ (Online) ในการมีรายการที่สร้างสรรค์

อันที่ ๓ ก็มีกองทุน กสทช. สสส. หรือแม้กระทั่งกําไรของสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ทําไมไม่เป็นกองทุนเพื่อจะไปสนับสนุนคนหนุ่มคนสาวทําแอนิเมชัน (Animation) ทําการ์ตูนอะไรต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมจริยธรรมแล้วก็ศีลธรรมอย่างกว้างขวาง ในทุกระดับ ส่งเสริมคนดีมีความสามารถให้ทําประโยชน์ต่อสังคม แล้วจะทําให้เยาวชน สาธารณชนโดยทั่ว ๆ ไปนั้นเข้าถึงด้วย แล้วเราก็ต้องประสานกับฝ่ายที่ควบคุมละครทั้งหลาย ผมเปิดทีวี (TV) มาทีไรผมก็พูดเล่น ๆ กับภรรยาว่าหนังไทยทั้งหมดค่อนข้างจะเป็น ซอฟต์เซ็กซ์ (Soft Sex) ไม่โจ๋งครึ่มแต่ว่านัยมันเป็นอย่างนั้น ดูแล้วคลื่นไส้อยากจะอาเจียน ท่านยอมรับไหมครับ มอมเมาแล้วปล่อยกันมาได้อย่างไร ข่าวตอนเช้าทุกสถานี ก็เรื่องฆ่ากันทั้งนั้น ตอนค่ําก่อนนอนก็ฆ่ากันทั้งนั้น แล้วเราจะมาจรรโลงสังคมให้มีวัฒนธรรม ได้อย่างไร แล้วใครเป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) ล่ะครับ รัฐวิสาหกิจหรือเปล่า บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มาร่วมกับรัฐบาลทําโครงการประชารัฐหรือเปล่า ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันคิด แล้วก็เอางบประมาณที่มีอยู่ ขีดความสามารถของบุคลากรมาทําทุกสิ่งทุกอย่างในเชิงบวก ขอความกรุณา อย่ามาตั้งคณะกรรมการมีนายกรัฐมนตรี มีสํานักงาน ออกกฎเกณฑ์มาแล้ว ก็จะไปลงโทษ ไม่มีทางครับ ทําไม่ได้มันไร้พรมแดน เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไป แล้วคนเป็นผู้สื่อข่าวโดยตนเองด้วยมันส่งข่าวกันไปเราจะไปตามล้างตามเช็ดเขาได้หรือครับ รัฐบาลก็จะทะเลาะกับประชาชนทุกวัน รัฐบาลก็จะกลายเป็นศัตรูของประชาชน ไม่มีประโยชน์ครับ มาช่วยกันคิดใช้สติปัญญาทําอะไรที่สร้างสรรค์กันทั้งประเทศ แล้วก็มากัน ทุกอณูทุกหมู่เหล่าทั้งหมดจะดีกว่าครับ แล้วเราจะต้องเอาชนะอธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผมขอเสนอและขอย้ํา ถ้าเผื่อท่านไม่ทําตามนี้หรือท่านไม่ยอมรับในสิ่งนั้น ผมเห็นด้วย กับข้อเสนอนี้ไม่ได้ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เชิญกรรมาธิการค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านกษิต เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ นี่คือวิธีการที่ใช้น้ําดีไล่น้ําเสีย เป็นเชิงบวกอย่างที่ท่านกษิต ได้อภิปรายไว้ คณะกรรมาธิการเราเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีเราจะไปเพิ่มเติมในรายงาน

สําหรับท่านสุรินทร์ ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะเขียนเพิ่มเติมในรายงาน กรณีถึงปลัดกระทรวงแรงงาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์แล้วนะคะ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะคะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ มีสมาชิกกําลังทยอยเข้ามาอีก ท่านสมาชิกที่ยังยืนอยู่นั่นเรียบร้อยไหมคะ ท่านอนุสิษฐเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่มีท่านใด เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๖ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์หรือไม่

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างไหมคะ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลคะแนนค่ะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ ด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ เสนอรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ขอขอบคุณ กรรมาธิการและคณะผู้ชี้แจงทุกท่านค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจ ภาครัฐ : การถ่ายโอนภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภา ได้พิจารณาแล้วอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ๒. ท่านรัตนาวดี สมบูรณ์ รองอธิบดีกรมบังคับคดี ๓. ท่านเพ็ญรวี มาแสง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบังคับคดีล้มละลาย ขอเชิญผู้มี รายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยค่ะ รายชื่อผู้ชี้แจงและนําเสนอรายงานชุดนี้ ๑. พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓. ท่านรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ๔. ท่านรัตนาวดี สมบูรณ์ รองอธิบดีกรมบังคับคดี ๕. ท่านเพ็ญรวี มาแสง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบังคับ คดีล้มละลาย ท่านประธานกรรมาธิการพร้อมแล้วเชิญแถลงรายงานค่ะ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ เรียนท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาส กรรมาธิการมารับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในรายงาน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ โดยมี ตัวอย่างเรื่องที่เราศึกษา ก็คือการถ่ายโอนภารกิจของ จ.พ.ท. หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในชั้นกรรมาธิการเราได้ประชุมเรื่องนี้กันหลายครั้ง และในชั้นอนุกรรมาธิการได้ประชุมไม่ต่ํากว่า ๑๐ ครั้ง และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนมาร่วมให้ข้อมูล นอกจากนั้นแล้ว กรรมาธิการได้ไปพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ๒ ครั้ง กระผมได้มีโอกาสไป ๑ ครั้ง และท่านเบญจวรรณไปพบอีก ๑ ครั้ง เพื่อไปปรึกษาหารือ แต่อย่างไรก็ตาม ในรายงานนี้เชื่อว่าอาจจะยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จึงขออนุญาตท่านประธานที่จะขอรับ คําแนะนํา คําชี้แนะเพิ่มเติมเพื่อให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กระผมขออนุญาตให้ ท่านเบญจวรรณเป็นผู้นําเสนอต่อครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ค่ะ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิก ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท.ลําดับ ๘๕ วันนี้จะนําเสนอ เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ : ภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้แนวคิดหรือที่มาก็เนื่องจากว่าตามแนวคิด เรื่องการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยนั้น ต้องการเพิ่มบทบาทภาคส่วนอื่นในการจัดทําบริการสาธารณะอันเป็นภารกิจของรัฐ เพื่อนําไปสู่การที่ภาครัฐมีขนาดเล็กลง โดยมีเป้าหมายให้รัฐดําเนินการเฉพาะบทบาท ภารกิจหลักที่สําคัญ จําเป็น และมีความคุ้มค่าในการดําเนินการ ให้ภาคส่วนอื่นมารองรับ การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐที่ไม่จําเป็นที่ทางภาครัฐจะดําเนินการต่อไป ในเรื่องนี้แม้กระทั่ง พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ หมวด ๖ เรื่องการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ มาตรา ๓๓ ก็ให้ส่วนราชการจัดให้มี การทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจําเป็นหรือสมควรที่จะได้ดําเนินการต่อไป หรือไม่ โดยคํานึงถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย ครม. ความคุ้มค่าของภารกิจ และสถานการณ์อื่นประกอบ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในเรื่องหลักการและเหตุผลนี้ นอกจากหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่แล้ว นโยบายและกฎหมายอื่น ๆ อย่างเช่น คําแถลงนโยบายของ ครม. บอกว่าจะต้องปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการในด้านองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค ท้องถิ่น โดยให้ยึดหลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ว่าจะเป็นหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่รัฐจะต้อง ไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจําเป็น ในหมวดปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน (๓) ก็ให้มีการปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารงานของรัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย ใหม่ ๆ โดยต้องดําเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงาน

นโยบายอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่ว่าจะเป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติ ก็จะมีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อย่างยั่งยืนและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ในส่วนนี้กรมบังคับคดีเอง มีการจัดลําดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก มีตัวชี้วัดที่ ๙ และที่ ๑๐ ที่บังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง คือต้องมีการร่วมกันระหว่างสํานักงานศาลยุติธรรม และกรมบังคับคดีกับการแก้ไขปัญหาการล้มละลายซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรง

ส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์ของกระทรวง ยุทธศาสตร์ของการพัฒนา กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จากหลักการและเหตุผลที่นําเรียนเบื้องต้น มาเข้าสู่ เรื่องสถานการณ์การบังคับคดีของไทยในปัจจุบัน ด้วยอํานาจหน้าที่หรือภารกิจหลักของกรมบังคับคดี กําหนดว่าการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคําสั่งศาล การชําระบัญชีตามคําสั่งศาล การวางทรัพย์ และการประเมินราคาทรัพย์สิน จะต้องมีการยึด อายัด จําหน่าย รวบรวม ตลอดจนกํากับฟื้นฟู มาดูภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ บอกว่า มีบทบาทเสมือนการรวบรวมเอาหน้าที่ของบุคคลหลากหลายอาชีพ มาไว้รวมกัน โดยเฉพาะอํานาจหน้าที่ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ต้องอาศัย ความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารธุรกิจและด้านบัญชี เพราะฉะนั้นไม่ว่าอํานาจหน้าที่ ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ อํานาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ อํานาจในฐานะเป็นคู่ความในคดีแล้วก็เป็นทนายความ อํานาจในการสอบสวนพยานหลักฐาน ในสํานวนคําขอรับชําระหนี้ อํานาจในการสอบสวนในคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกับคดีล้มละลาย

ประการต่อมา ในเรื่องอัตรากําลังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดี ข้อมูลที่ผ่านมา อัตรากําลังกับปริมาณงานที่ต้องรับผิดชอบ กรมบังคับคดีก็จะมีการให้ข้อมูล อยู่ตลอดเวลาว่าไม่สามารถเพิ่มอัตรากําลังได้ ปริมาณงานโดยเฉพาะคดีล้มละลาย ถ้าดูตัวเลขท่านจะเห็นในเอกสารหน้า ๑๒ ของตัวบันทึกคดีล้มละลาย เอาปี ๒๕๖๐ นับเพียงแค่ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เท่านั้น ตัวเลขถึง ๔๕,๔๕๔ คดี แต่ความสามารถ ในเรื่องการผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบการบังคับคดี ตัวเลขที่กรมบังคับคดีสามารถ ผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการขายทอดตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉลี่ย ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ท่านจะเห็นข้อมูลในหน้า ๑๒ ต่อด้วยหน้า ๑๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๕๙ มีถึง ๑๗๐,๗๒๗ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ พอปี ๒๕๖๐ นับถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ๖๒,๓๘๒ ล้านบาท นี่ก็คือ ในการที่จะสามารถส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ มาดูเรื่องบทความท้าทาย ในการทํางานของกรมบังคับคดี ด้วยภารกิจในการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชําระหนี้ การวางทรัพย์ แน่นอนเป็นภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องปรับตัวและพัฒนา ขีดความสามารถในการสอบสวนและติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีต่าง ๆ เพื่อให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยเฉพาะในโลกธุรกิจซึ่งซับซ้อนอย่างมาก ท่านจะเห็นว่าปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นกับสัดส่วนอัตรากําลังที่นําเรียนเมื่อสักครู่ เอาในเรื่องของตัวเลขก่อนนะคะ ตัวเลขการบังคับคดีแพ่งที่ค้างอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคดี แต่มูลค่าทรัพย์ ๔๙๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอมาดูคดีล้มละลาย ตัวเลขเมื่อเทียบกับคดีแพ่งอาจจะน้อยกว่า คือมี ๒๕,๗๖๐ คดี แต่มูลค่าสูงกว่าประมาณ ๓ เท่า ก็คือ ๑,๖๖๖,๔๒๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่มีมูลค่าสูง แล้วก็ส่งผลสําคัญต่อการหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจ ก็ตัวเลขที่ท่านเห็นนะคะ ทีนี้ก็จะนําเรียนข้อมูลในเรื่องกําลังคนกับนิติกร ที่รับผิดชอบ จากข้อมูลที่ผ่านมานั้นตัวเลขไม่ว่าในส่วนคดีแพ่งก็เพิ่มสูงขึ้นมาก ดิฉันมาจับเอาเฉพาะ ตรงคดีล้มละลาย เมื่อสักครู่คดีแพ่งบอกว่าเพิ่มขึ้นมาก ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ตรงคดีล้มละลาย ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ๑ คน ควรรับผิดชอบ ๑๗ สํานวน แต่ความเป็นจริง ณ ขณะนี้รับผิดชอบถึง ๙๓ สํานวน ซึ่งเป็นภาระที่สูงมากนะคะ

ประการต่อมา เรื่องสภาพปัญหาประการต่อมาก็เรื่องสมองไหล เราต้องยอมรับว่าผู้ที่จบหรือมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ เป้าหมายของผู้เรียนทางด้านนี้ก็คือ ผู้พิพากษาหรือว่าอัยการ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้มีหลายหน่วยงานที่สามารถรองรับ แล้วก็เป็นที่น่าสนใจของผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. ปปท. หรือแม้กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งอาจจะมีค่าตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่า ก็เกิดปัญหา สมองไหล นอกจากนี้ปัญหาเรื่องกระบวนการทํางานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อย่างที่นําเรียนว่า ด้วยปริมาณงานมากการทํางานจึงขาดการทํางานในเชิงรุก ซึ่งโดยหลักแล้ว จะต้องเสาะหาข้อมูลทุกทางเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขาดความเชี่ยวชาญ แน่นอนค่ะ ก็ต้องการคุณสมบัติของผู้ที่ดําเนินการเป็นพิเศษ ทั้งในการ ที่จะปกป้องและรักษามูลค่าของทรัพย์สินนั้นให้ได้ ปัญหาอย่างอื่นก็คืออุปสรรคในการเข้าถึง ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย ปัญหาต่อไปก็คือบริบทของสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลง การประกอบธุรกิจหรือการทําธุรกรรมทั้งหลาย รวมทั้งสัญญามีรูปแบบ ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในเรื่องนี้นอกจากข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบันในการทํางานของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สภาพปัญหาด้านอื่นที่เป็นส่วนประกอบกันแล้ว เราก็ได้ มีการศึกษาจากประเทศอื่นเทียบเคียงว่าการปฏิบัติงานในลักษณะนี้มีการดําเนินการอย่างไร เรามีการศึกษาถึง ๕ ประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ศาลจังหวัดแผนกคดีล้มละลายเป็นผู้แต่งตั้ง อาจจะแต่งตั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ แต่ศาลก็ควบคุม กํากับการทํางาน ค่าตอบแทนก็คํานวณจากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้โดยตรงก่อนจะหักแบ่งชําระหนี้ ประเทศออสเตรเลีย ผู้ตรวจการใหญ่ในคดีล้มละลายก็มีอํานาจแต่งตั้งนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินก็ว่ากัน ประเทศสหรัฐอเมริกาในทํานองเดียวกันก็มีทั้ง ๒ ประเภท ที่เป็นยูเอสทรัสตี (U.S. Trustee) กับไพรเวตทรัสตี (Private Trustee) ซึ่งตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นเอกชนรับผิดชอบ ประเทศอังกฤษนั้นก็ใช้เอกชนเป็นคนรับผิดชอบเหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ก็เป็นเอกชนที่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจากข้อมูลที่มีการศึกษา แน่นอนค่ะ ถ้ามีการหยิบข้อดีกับข้อเสียของบุคคลหรือผู้ที่จะปฏิบัติงานด้านนี้ก็ต้องมีทั้ง ๒ ส่วน ในกรณีข้อดีของผู้ทํางานภาคเอกชน จะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งกฎหมายแล้วก็ การบริหารจัดการธุรกิจ โดยการแต่งตั้งแต่ละคดีนั้นเขาจะดูผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของลูกหนี้เป็นรายคดี สัดส่วนของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนกับปริมาณนั้นไม่สูงมาก เพราะฉะนั้นก็จะสามารถทําได้ อย่างเต็มที่ไม่ล้นมือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะได้ค่าตอบแทนตามสัดส่วน ค่าทรัพย์สินในคดีซึ่งเป็นแรงจูงใจในการทําหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสีย ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายกับลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินไม่เพียงพอ แล้วก็ยุ่งยาก ในการวางระบบกํากับ ตรวจสอบให้รัดกุมและทั่วถึง ฉะนั้นแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการปรับบทบาท ภารกิจอย่างที่นําเรียน เราก็มาดูทิศทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าการปฏิรูประบบราชการนั้น ควรจะต้องดูว่ากรณีไหนที่สามารถมีภาคส่วนอื่นมาร่วมปฏิบัติงานได้ โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายอํานาจหรือภารกิจที่เอกชนสามารถช่วยดําเนินการได้ ในเรื่องทิศทางของกรมบังคับคดีเอง ก็มีทิศทางที่มุ่งที่จะพัฒนางานด้านคดีล้มละลายให้มี การพัฒนามากยิ่งขึ้น

ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นการปฏิรูปที่นําเรียน อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการ ยงยุทธนําเรียนว่าเรื่องนี้ผ่านกระบวนการดําเนินการมาเป็นระยะ ๆ เป็นการทํางานใกล้ชิด ระหว่าง สปท. กับกรมบังคับคดี นําไปหารือกระทรวง โดยท่านปลัดกระทรวงนําไปหารือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทั้ง ๒ ท่าน ตั้งแต่สมัยแรกที่ท่านเป็นองคมนตรี ท่านก็นั่งเป็นประธานเกี่ยวกับเรื่องนี้ และท่านก็มอบหมายว่าควรจะหารือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยท่านจะนั่งเป็นประธานเอง แต่ท่านก็ได้รับแต่งตั้งไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ท่านรัฐมนตรีปัจจุบัน ก็คือท่านสุวพันธุ์ ท่านก็นั่งเป็นประธานให้ในการสัมมนาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แล้วต่อมาก็สัมมนาที่สภานี้ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ ข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็มีทั้งกรณีที่เห็นด้วยแล้วก็ให้ข้อคิดในประเด็นต่าง ๆ แต่สิ่งที่ทุกเวทีมีข้อสรุปแล้วบอกว่าเรื่องนี้สมควรจะดําเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นในข้อเสนอ การปฏิรูป ขอนําเรียนอย่างนี้

ประการแรก จะต้องพัฒนาศูนย์ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย ในกรมบังคับคดี แน่นอนค่ะ เพื่อให้การสืบทรัพย์ของลูกหนี้ที่ล้มละลายเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยํา รวดเร็ว ทันการณ์ และลดความเสี่ยงของเจ้าหนี้ที่จะไม่ได้รับชําระหนี้จากการที่ ลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเทอะไรทั้งหลายทั้งปวง ก็จะต้องสร้างระบบตรงนี้ให้ชัดเจน

ประการที่ ๒ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมผู้ทําหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน เพื่อความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าคนที่จะมาทําหน้าที่นี้จะต้องมีความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งในทาง ปฏิบัติขณะนี้ทางกรมเองก็มีสถาบันการบังคับคดีทําหน้าที่ในการพัฒนาเรื่องนี้อยู่แล้ว คิดว่า จะต้องมีการผลักดันและสนับสนุนให้มีการทําเรื่องนี้ที่จะส่งเสริมให้ผู้มีความสามารถ รับภารกิจนี้เพิ่มมากขึ้น

ประการที่ ๓ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนวิธีการจากภาครัฐ เป็นภาคเอกชน ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจและรับรู้แนวทาง การดําเนินงานของภาครัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก การดําเนินการอะไรทั้งหลายถ้าจะให้ บรรลุผลสําเร็จแน่นอนต้องเข้าใจแล้วก็ต้องมีเวลาในการที่จะให้มีการได้รับรู้ข้อมูล ได้มีการถ่ายทอดอย่างทั่วถึงว่าจะมีการปรับเปลี่ยนระบบตรงนี้ เราก็วางระยะเวลาไว้ในส่วนตรงนี้ ซึ่งให้เวลาในการประชาสัมพันธ์ ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ไม่ถึงว่าเร่งด่วนจะต้องทําทันทีทันใด

ประการต่อมา ในเรื่องการบริหารจัดการคดีล้มละลายคงค้าง ก็คงจะเป็น ประเด็นเหมือนกันว่าแล้วงานที่อยู่ในมือ ณ ขณะนี้จะทําแบบไหน อย่างไร ก็คงจะได้มี การเคลียร์ (Clear) ว่างานคงค้างเดิม คนที่ปฏิบัติงานอยู่ ณ ขณะนี้จะต้องดําเนินการต่อไป จนเสร็จ ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือ ๓ ปี แต่ถ้างานที่เข้ามาใหม่จะต้องเป็นไปในรูปที่กําหนดไว้ ก็คือจะต้องให้เอกชนที่มีความพร้อม หรือมีคุณสมบัติที่กําหนดไว้มารับผิดชอบในเรื่องนี้

ประการต่อไป การถ่ายโอนที่จะให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ภาคเอกชน รับไปดําเนินการที่สําคัญต้องมีการแก้กฎหมาย กฎหมายตรงนั้นเพียงเพิ่มตัวคํานิยาม เท่านั้น ก็คือนิยามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้เพิ่มเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน แน่นอนตรงนี้ก็จะไม่รวมว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะไม่ดําเนินการในคดีฟื้นฟู กิจการของลูกหนี้ ในข้อมูลนี้ก็คงจะมีรายละเอียดที่ว่าคุณสมบัติของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นรายละเอียดที่กรมบังคับคดี จะต้องไปดําเนินการในส่วนที่เป็นรูปบทจะต้องออกตามอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็คงจะต้องเป็นอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่ได้รับมอบเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแล้วก็ต้องมีหน้าที่ ดําเนินการตรงส่วนนั้น สิ่งที่หลายคนอาจจะมีข้อกังวลว่าถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน ที่เราจะมีถ่ายโอนงานให้แล้วเกิดหนีหรือเกิดทิ้งงานจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนเป็นเรื่องที่มี ข้อกังวลร่วมกันว่าเราจะต้องไม่ให้เกิดลักษณะแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีความรับผิดของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน คือถ้าทําการในแง่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือมี เจตนาทุจริตที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องรับผิดทั้งทางอาญา และทางแพ่ง หรือถ้าดูพฤติกรรมในบางลักษณะแล้วอาจจะต้องตักเตือน พัก หรือเพิกถอน ใบอนุญาต ก็ว่าไปตามรายละเอียดที่กฎหมายจะกําหนดต่อไป

ประการต่อมา เรื่องค่าตอบแทนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็คงจะดูว่า กรณีคดีไม่มีทรัพย์สินที่รวบรวมได้ ตรงนี้ก็เพียงแต่เสนอในชั้นนี้ว่าอาจจะต้องคิด เป็นร้อยละ ๓ ของค่าใช้จ่ายที่ผู้ฟ้องวางไว้ แต่ถ้าสํานวนคดีที่มีทรัพย์สิน อาจจะเป็นร้อยละ ๗ อย่างไรก็ตามในรายละเอียดตรงนี้ที่จะมีการดําเนินการต่อไปคงจะต้องมีการศึกษาด้วย อย่างเช่นกรณีทนายความได้ค่าตอบแทนเป็นลักษณะไหน อย่างไร นั่นก็คือเป็นรายละเอียด ที่จะมีการดําเนินการต่อไป

สิ่งที่หลายท่านอาจจะมีข้อกังวล หรือแม้กระทั่งภาครัฐเองก็มีความกังวลว่า ถ้าถ่ายโอนไปแล้วภาครัฐในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนกลไกทั้งหลาย ของประเทศปล่อยงานตรงนี้ไปแล้วนั้นจะเกิดปัญหาหรือสร้างปัญหาให้กับประชาชน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องวางระบบการกํากับดูแล ติดตาม ประเมินผล และกําหนดความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน ควบคุมก่อนออกไปเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หรือจะทําหน้าที่ได้นั้นต้องขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาต ต้องผ่านการฝึกอบรม ผ่านการทดสอบ และใบอนุญาตนั้นมีอายุ ๓ ปี เพราะฉะนั้นแน่นอนต้องมีการกํากับ เมื่อสักครู่นี้ก่อนนะคะ ถ้าหลังจากการไปเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แน่นอน เรื่องสําคัญหรือเรื่องที่เราถกกันทุกวิชาชีพจะต้องมี ก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน จะต้องมีการกําหนดมาตรการตักเตือน พัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตในกรณีที่ประพฤติ ไม่เหมาะสม มีความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ความรับผิดทางประมวล กฎหมายแพ่ง กําหนดให้มีการรายงานที่สําคัญ ต้องมีการรายงานผลการปฏิบัติงานมายัง กรมบังคับคดีทุก ๆ ๓ เดือน คือต้องติดตามแล้วว่าสถานการณ์ที่เขาไปดําเนินการนั้น จะเกิดผลเสียหายหรือไม่ หรือเดินไปด้วยดี ถ้ามีวี่แววหรือส่อว่ามีปัญหาในลักษณะไหน อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของภาครัฐเองอาจจะต้องเข้าไปกํากับอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีความเสียหาย เพราะฉะนั้นตารางหรือกําหนดเวลาที่วางไว้เราวางเรื่องนี้ไว้ถึง ๓ ปี ปีแรก จะเป็นเรื่องการพัฒนาศูนย์ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย อย่างที่นําเรียนว่า ข้อมูลเป็นเรื่องที่สําคัญ เราต้องสร้างระบบตรงนี้ให้เป็นที่เชื่อถือได้ มีระบบสารสนเทศ ที่สามารถใช้งานได้ แล้วก็ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งศูนย์ฝึกอบรม เจ้าพนักงานผู้พิทักษ์ทรัพย์เอกชน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนอาจจะ ๑. ถ้าสมมุติว่า เรื่องนี้มีการถ่ายโอนแล้ว อาจจะจากผู้ที่ปฏิบัติงานเดิมไปปฏิบัติหน้าที่นี้ หรือผู้ที่สนใจ ในเรื่องนี้ก็จะต้องเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาศึกษาก่อนที่จะให้ไปปฏิบัติหน้าที่นี้ แน่นอนต้องผ่าน กระบวนการฝึกอบรมตามที่กําหนด

การประชาสัมพันธ์ ถือว่าเป็นเรื่องต้องทําตั้งแต่ ณ วันนี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้น ตามตารางที่กําหนด ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พัฒนาข้อมูลอย่างเมื่อสักครู่นี้นําเรียน ก็มีปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ จะต้องทําแบบไหน เรื่องศูนย์ฝึกอบรม จะต้องมีการอบรมอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง เรื่องการประชาสัมพันธ์ อย่างที่นําเรียนก็เป็นเรื่องต้อง ใช้คําว่า ต้อง จะต้องดําเนินการอยู่ตลอดเวลา ถ้าสมมุติว่า มีใครสนใจหรืออะไรเป็นพิเศษก็ต้องมีการชี้แจงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้ทราบ หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ อย่างที่เราเชิญมา ไม่ว่าจะเป็นสมาคม ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ อะไรทั้งหลายก็ตามเขาค่อนข้างให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็ต้องทําความเข้าใจด้วย เขาก็ห่วงแม้กระทั่งว่าถ้าทรัพย์สินน้อยจะให้เขาไปให้ เจ้าพนักงานเอกชนทําเลยหรือ ตรงนี้กรมเองก็มีคําตอบว่าถ้าทรัพย์สินน้อยกรมอาจจะ ให้บริการอยู่ แต่ถ้าทรัพย์สินเยอะ ซึ่งจริง ๆ ทรัพย์สินเยอะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน แล้วก็บริษัทหลักทรัพย์ประมาณ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นของสถาบันการเงินทั้งนั้น มีการกําหนดแนวทางในการบริหารจัดการคดีล้มละลายคงค้างก่อนที่จะมีการถ่ายโอน อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่นําเรียน กรมเองก็ตั้งเป้าหมายอยู่แล้วว่ากรณีถ้าเป็นงานคงค้างอยู่เดิมนั้น กรมจะต้องเคลียร์ (Clear) ตรงนี้ แต่ถ้าเป็นคดีใหม่ แน่นอนค่ะ ก็จะมีการมอบให้เอกชน อย่างที่นําเรียน เพราะฉะนั้นอย่างที่เรียนว่าเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็เกี่ยวข้องส่วนหนึ่ง ก็คือแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็คงจะต้องมีการดําเนินการ ถ้ามีการเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะต้องมีการผลักดันต่อไปเพื่อให้บังเกิดผลในการเพิ่มคํานิยามของเอกชนขึ้นมา

เรื่องสุดท้าย ก็คือวางระบบการกํากับดูแล ติดตามประเมินผลการทํางานของ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์เอกชนว่าจะต้องวางระบบเพื่อให้เกิดความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ เหมือนกับในส่วนของภาครัฐเอง เพราะอย่างที่ให้ข้อมูลว่าตัวเลขการเสริมสร้างเศรษฐกิจ ที่สําคัญอันหนึ่งก็คือตัวเลขที่ได้มาจากการบังคับคดี เป็นตัวเลขที่ปริมาณยอดเงินค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นในผลที่คาดว่าจะได้รับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือว่าจะทําให้การบังคับคดีล้มละลาย ถ้าท่านเห็นปริมาณตัวเลขของคดีกับจํานวนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ท่านก็คง จะมองเห็นภาพว่าการอํานวยความสะดวกอย่างที่คาดหวังจะไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย แต่ถ้าเรามีระบบในการถ่ายโอนตรงนี้แล้วการให้บริการก็จะรวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น มอบหมายผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในด้านนั้นโดยตรงการทํางานจะรวดเร็ว การทํางาน มีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องการรวบรวมทรัพย์สิน กระตุ้นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ช่วยส่งเสริมการลงทุนหรือประกอบธุรกิจในด้านต่าง ๆ แล้วก็สร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจ ให้กับภาคเอกชน ก็ขอนําเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อรับฟัง ข้อคิดเห็นประกอบการดําเนินการต่อไป ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานมีอะไรจะสรุปไหมคะ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ โดยสรุปนะครับ เรื่องที่วันนี้กรรมาธิการเสนอเป็นตัวอย่างหนึ่งของ การถ่ายโอนภารกิจ

ประเด็นที่ ๒ อยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มดําเนินการโดยทันที จะต้องมีการเตรียมการปฏิรูปดังที่ท่านเบญจวรรณกราบเรียนไว้ ต้องใช้เวลา ๓ ปี เตรียมทั้งข้อมูลและตัวบุคลากร

ประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับคดี ซึ่งจะได้ ประโยชน์ทั้งของลูกหนี้ด้วย แล้วก็เจ้าหนี้รายเล็กด้วย เพราะว่าการเฉลี่ยทรัพย์จะเป็นธรรม มากขึ้น แล้วลูกหนี้จะมีโอกาสพ้นจากการล้มละลายได้เร็วขึ้น

อีกประการหนึ่ง ก็จะมีส่วนที่กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการลงทุนของ ชาวต่างชาติในการที่จะมาลงทุนในเมืองไทยนั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาในการบังคับคดี สามารถทําอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป อย่างไรก็ตามก็เชื่อมั่นว่าในรายงานนี้ อาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านอย่างกัลยาณมิตรจะทําให้ รายงานนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เมื่อสักครู่ตอนที่ท่านเบญจวรรณรายงานเรื่องปริมาณงาน เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ตัวเลขในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ยังไม่ตรงกับตัวเลขที่ท่านรายงาน ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๕ เรื่องจํานวนคดีค้างโดยเฉลี่ยกับมูลค่าทุนทรัพย์ โดยเฉลี่ยตัวเลขจะไม่ตรงกับที่ท่านพูด ท่านอาจจะรายงานจากในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก็ฝากตรวจสอบด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ณ ขณะนี้ยังไม่มีสมาชิก ส่งชื่ออภิปราย มีสมาชิกท่านใดสนใจจะอภิปรายในเรื่องนี้ไหมคะ เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งของการกระจายอํานาจแล้วก็การโอนหน้าที่ ของภาครัฐไปให้เอกชน และผมคิดว่าพวกเราคงจะเห็นกันทั้งหมด ก็ขอเสนอให้ลงคะแนน เลยได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ก็คงจะสอบถามความเป็นมาเป็นไปคร่าว ๆ เพราะถ้าฟังดูแล้วอันนี้ถือว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เพราะดูแนวทางในนี้ ท่านประธานกรรมาธิการเองก็บอกว่าตรงนี้จะมาขอความเห็นด้วย แล้วก็ยังไม่มี รายละเอียดอะไรเท่าไร กฎหมายที่จะร่างเข้ามาดําเนินการอย่างไร และจะมีมากน้อยแค่ไหน แล้วก็จะมีการรับฟังอย่างเป็นระบบ รับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงตรงนี้ ภาพรวมคือ จ.พ.ท. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จริง ๆ แล้วมีบทบาทสูงทีเดียว แล้วก็มีบทบาทในการที่จะติดตามหนี้ แต่การที่จะมอบให้ทาง ภาคเอกชนไปดําเนินการ ซึ่งตรงนั้นถ้าเป็นการที่จะถ่ายโอนกิจการบางเรื่องที่ไม่ตรง และไปให้หน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่โดยตรงหรือทางเอกชน ตรงนั้นมีความเหมาะสมที่จะเป็นไปได้ อย่างเช่นทางฝ่ายตํารวจในการถ่ายโอนเรื่องของทางหลวงก็ดี เรื่องของการดับเพลิง ตรงนั้นก็ถือว่ามีความเหมาะสมในการที่จะโอนไปให้หน่วยงานที่มีภารกิจตรง มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ มีความชํานาญทางด้านนั้น ๆ ในการที่จะไปดําเนินการซึ่งจะเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแน่นอน แต่กรณีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่ ในการที่จะติดตามหนี้ ในการที่จะสอบสวน ในการที่จะสรุปสํานวน สรุปเรื่อง แล้วส่งเรื่องต่อ ในการที่จะดําเนินการ ลักษณะการมอบหมายหรือถ่ายโอนตรงนั้นจะดําเนินการอย่างไร เพราะตรงนี้ไม่เห็น ลักษณะอย่างนี้ผมเกรงว่าอะไร รัฐบาลเองมีนโยบายในการที่จะ จัดการติดตามหนี้สินของเอกชนที่ไม่ถูกต้อง จะเป็นลักษณะอย่างนั้นไหม เป็นการเท่ากับ เปิดช่องให้เอกชนเข้ามาดําเนินการติดตามหนี้สินโดยมีกฎหมาย ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะมี กฎหมายรองรับว่าให้สามารถทําได้ แล้วมีหลักประกันอะไรที่ท่านบอกว่าจะมีจรรยาบรรณ มีจริยธรรมในการที่จะเข้ามาควบคุม แล้วถ้าทั้งหนีล่ะครับ ที่ท่านก็กังวลเอง ท่านกรรมาธิการ ก็พูดเองว่ากรณีถ้าเกิดหนีหรือทิ้งงานจะดําเนินการอย่างไร ประเทศต่าง ๆ ที่ท่านได้กล่าวมา ซึ่งก็ถือว่ามีความเจริญคงต้องดูเหมือนกันว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อังกฤษ ประเทศเหล่านั้นเขาดําเนินการมามากน้อยแค่ไหน นานเท่าไรแล้ว แล้วประสบความสําเร็จ อย่างไร บริบท คนของเขา การปลูกฝังความเข้าใจของเขา ระบบที่หล่อหลอมของเขา ความซื่อสัตย์สุจริตของตัวบุคคลเขามีมากน้อยแค่ไหน แล้วประสบความสําเร็จอย่างไร ตัวเลขตรงนี้ไม่มี ผมห่วงว่าถ้าหากถ่ายโอนไปแล้ว แล้วถ้าเกิดทาง จ.พ.ท. ภาคเอกชน ไปดําเนินการในลักษณะที่มุ่งเรื่องผลประโยชน์ มุ่งเรื่องผลกําไร มุ่งเรื่องของผลประกอบการ อันนั้นไม่ใช่คุ้มค่าแล้ว เพราะเขามองเรื่องการคุ้มทุน ปัญหาจะติดตามมาว่าในลูกหนี้ก็ดี ไปสมยอมกับทาง จ.พ.ท. ได้ไหม หรือว่าเจ้าหนี้ควรจะได้รับการชําระหนี้ที่เพิ่มขึ้น หนี้สินที่ติดตามแล้วรู้ด้วยว่าอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้รับการติดตามที่แท้จริง เพราะอะไร เพราะว่า การหล่อหลอม ท่านก็รายงานว่าทางกรมบังคับคดีซึ่งดูแลเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จ.พ.ท. นี้ ตรงนั้นประสบปัญหาในการหาบุคลากรที่มีความชํานาญ ในเมื่อประสบปัญหาบุคลากร ที่มีความชํานาญแต่กลับจะไปโยนให้ทางภาคเอกชนดําเนินการ แล้วการไปหล่อหลอมสร้างบุคลากรในช่วงนั้นจะทันไหมครับ แล้วใบอนุญาตก็บอกว่า ๓ ปี อาจจะปรับเปลี่ยน ๒ ปี ๓ ปี หรือ ๔ ปี ในอนาคตก็แล้วแต่นะครับ หรือจะต่อได้อีก ก็แล้วแต่ แต่ตรงนั้นจะมีหลักประกันอะไรในการที่จะตรวจสอบ ที่จะควบคุม ที่จะดูแล สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม ผมเองดู ในตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง เขาเขียนว่า รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติได้โดยเคร่งครัดปราศจากการแทรกแซง และครอบงําใด ๆ ฉะนั้นตรงนี้ผมห่วงว่าถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐโอกาสที่จะแทรกแซง โอกาสที่จะถูกครอบงําจะเกิดขึ้นได้ไหม ที่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจ แล้วก็เป็น การดึงต่างชาติให้มีความเข้าใจและสามารถเข้ามาลงทุนโดยที่ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตรงนั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตรงนี้ก็ยังไม่มีตัวแนวทางในการเสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นตัวกฎหมายที่จะร่างเข้ามามีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างกว้างขวางมากน้อยแค่ไหน แล้วผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า ยังไม่ชัดเจนผมห่วงปัญหาที่จะตามมาว่าจะเป็นอย่างไร เดิมศาลอาจจะเป็นผู้กําหนด ในการที่จะตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาภายหลังทางกรมบังคับคดีรับภาระตรงนั้นมา ซึ่งตรงนี้ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบ้างหรือยัง โดยเฉพาะทางศาลยุติธรรม ทางศาลล้มละลาย ท่านเห็นด้วยหรือว่าสนับสนุน หรือเห็นว่าปัญหาจะมีอะไรบ้าง มีข้อมูลเหล่านั้นในการที่จะนําเสนอให้กับมวลสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาเพื่อสะท้อนปัญหา แล้วก็เป็นข้อมูลให้ทางคณะกรรมาธิการรวบรวมเสนอต่อไป ก็ฝากตรงนี้นะครับ ถ้าผมเอง เห็นว่าเป็นประโยชน์จริง ๆ ก็เห็นด้วยที่จะสนับสนุน แต่เกรงว่าในอนาคตจะต้องไป ตามแก้ปัญหาหรือเปล่า แล้วถ้าต่อไปตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรงในการที่จะดูแล แต่รัฐ มอบให้แก่ทางเอกชน ต่อไปในอนาคตเป็นไปได้ไหมว่าจะมีศาลยุติธรรมเอกชน หรือว่าอัยการเอกชนในการที่จะให้ผู้ใช้บริการเลือกเอาระหว่างว่าจะเลือกใช้ของเอกชน หรือภาครัฐ อันนั้นจะเป็นตัวสะท้อนกลับมาให้เห็น ก็ฝากขอบคุณด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านอิศราครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ ครับ โดยหลักการแล้วผมชื่นชมกับข้อเสนอ การปฏิรูปครั้งนี้มาก ๆ ครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปฏิรูปการบริหารราชการของราชการ ให้ไปอยู่ภาคเอกชน โดยเลือกในส่วนซึ่งมีความเป็นเอกชนมาก ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็น ต้นแบบที่ดีในการที่จะปฏิรูประบบราชการในส่วนอื่นต่อไป ผมมีข้อกังวลอยู่ข้อเดียวที่อ่านแล้ว ไม่ค่อยชัดเจน ในเรื่องคุณสมบัติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน คุณสมบัติเฉพาะจะมีอยู่ ๒ กรณี คือบุคคลธรรมดาต้องมีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป แล้วก็นิติบุคคล ซึ่งจะต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้ผมอยากจะเรียนถามนิดหนึ่งว่าในกรณีบุคคลธรรมดา ที่ต้องมีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปนั้น หมายถึงคนที่จะปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ในนิติบุคคล หรือว่าเป็นเอกชนที่เสนอตัวเองเข้ามาทําหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์โดยตรง ในกรณีถ้าเป็น บุคคลธรรมดาที่ทําหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์เอง ตรงนี้จะมีอะไรเป็นหลักประกันทางการเงิน หรือทางด้านสินทรัพย์บ้างว่าบุคคลคนนี้จะมีความรับผิดชอบถึงระดับไหน เพราะการเขียนว่า ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ เรียนถามแค่นี้ครับ แต่โดยหลักการแล้ว เห็นด้วยมาก ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณ ทางกรรมาธิการที่เสนอแนวทางการแก้ปัญหางานล้มละลายในส่วนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จริง ๆ ก็คงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สําคัญอย่างที่ว่า ในส่วนงานราชการเองหลายส่วนหากสามารถถ่ายโอนงานให้กับภาคเอกชนมาช่วย ก็จะทําให้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อาจจะมีส่วนที่เกิดความกังวลใจบางเรื่อง อย่างเช่น เรื่องจริยธรรม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องที่อาจจะมีประสิทธิภาพ มากน้อยแค่ไหน ผมว่าอันนั้นก็เป็นความกังวลใจที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็คงต้องสร้างความเป็น มืออาชีพให้กับเอกชนเพื่อมาช่วยงานราชการ งานบางเรื่องอย่างเช่นในส่วนภาครัฐเอง อาจจะมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ด้วยสภาพปัญหาที่ผ่านมา ยกตัวอย่างชัดเจน ก็คืองานจราจรอย่างนี้ท่านประธานครับ เวลาจะออกใบสั่งเราก็จะให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ เป็นคนออกใบสั่ง แต่หลายประเทศเดี๋ยวนี้เขาให้เอกชนเป็นคนออกแล้ว เขาให้เอกชน หรือบริษัทเอกชนที่เข้ามารับงานจัดเจ้าหน้าที่เดินตรวจตามถนน รถคันไหนฝ่าฝืนจราจร เขาก็ออกใบสั่งได้ เขียนใบสั่งแปะแต่ห้ามไปรับเงิน แต่เพื่อป้องกันการที่จะไปกลั่นแกล้งเขา ก็จะมีมาตรการบังคับไว้ อย่างเช่นต้องเดินไป ๒ คน อย่างนี้เป็นต้น หรืองานทําความสะอาด ราชการเขาก็จ้างเอกชนมาทํา อันนี้คืองานที่สามารถถ่ายไปให้เอกชนมาช่วยงานราชการได้ หรือเราก็เคยคิดมาตลอดว่าในงานของการช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย เราจะมีทนายความ ให้ไปประจําอยู่ตามท้องถิ่นเพื่ออํานวยความเป็นธรรมให้ความรู้ช่วยเหลือประชาชน ทางกฎหมาย แล้วก็ให้ไปประจําอยู่ตาม อบต. ตามหมู่บ้าน ก็พยายามเอาเอกชนเข้ามาช่วย ดังนั้นในส่วนงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผมก็พยายามไล่ดูแล้วก็ฟังกรรมาธิการ ก็มีเหตุมีผลครับท่านประธาน แล้วก็มีข้อมูล มีกระบวนการ การนําเสนอ ความจําเป็น ประโยชน์ที่ได้รับ ตามรายงานฉบับนี้ผมก็พยายามดูด้วยความระมัดระวัง เพราะอย่างน้อยที่สุด ในเรื่องที่ทําถ้ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจะแก้อย่างไร บริษัทนี้จะต้องเป็นบริษัท ที่รับงานเฉพาะงานพิทักษ์ทรัพย์อย่างเดียวหรือไปทํางานอื่นได้ด้วย รับจ้างว่าความได้ไหม อันนี้ต้องชัดเจนครับ มิฉะนั้นแล้วเดี๋ยวกลายเป็นทั้งว่าความด้วยทั้งไปทํางานราชการ มาช่วยงานราชการด้วย ก็อาจจะต้องแยกอะไรให้ชัดเจน อันนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมนะครับ ไม่ใช่ว่าผมเป็นทนายความแล้วจะไม่ระมัดระวังเรื่องพวกนี้หรือเสนออย่างนี้มาแล้ว จะพึงพอใจ แต่เราต้องคํานึงถึงผลที่ออกมาว่าถ้าทําแล้วต้องมีประสิทธิภาพ ทําแล้วจะต้อง ได้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน งานราชการก็จะเร็วขึ้น ได้คนเป็นมืออาชีพมาช่วยทํางาน แล้วก็รับผิดชอบงานเรื่องนี้โดยตรง อย่างนี้จะเป็นประโยชน์ เรื่องสําคัญที่บอกว่า ในนี้มีอบรมแล้วได้บัตรอะไรต่าง ๆ อย่างน้อยต้องมีประสบการณ์ มีประวัติว่าเคยทํางาน เกี่ยวกับบังคับคดีมา หรือว่าความในคดีล้มละลายมาก่อน อย่างนี้ก็ต้องเป็นคุณสมบัติ ที่เข้มข้นขึ้น จะจบปริญญาตรีมาอย่างเดียว ไปอบรมมาตามหลักสูตร แล้วก็เอามาช่วยงาน อาจจะไม่เพียงพอ แต่อันนี้กําหนดอายุไว้ ๓๐ ปี ถ้าเป็นเอกชน ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ก็อาจจะเหมือนกับต้องผ่านการเรียน ที่จบปริญญาตรีมา ก็อายุประมาณ ๒๒-๒๓ ปี แล้วก็มีเวลาอีก ๗ ปีในการที่จะหาความรู้ ก็กําหนดมาตรฐานอายุไว้พอสมควร พยายามชั่งน้ําหนัก มองดูว่าข้อเสนอดังกล่าวอาจจะมีข้อดี ข้อเสีย มีข้อท้วงติง มีข้อห่วงใย ผมว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นการนําเสนอแนวทางที่เรียกว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในระบบงานราชการ ไม่ได้ทําให้แย่ลง เป็นการพัฒนางานราชการให้ดีขึ้น มีคนมาช่วยงานมากขึ้น แต่ก็มีบางข้ออย่างที่เรียนครับ ก็ต้องหาคําตอบให้ได้ว่าจะต้องไม่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ความเป็นมืออาชีพ ความรู้ ความเชี่ยวชาญมีมาตรฐานขนาดไหน อันนี้ที่เสนอมา ก็เป็นตัวอย่างที่หลายประเทศเขาทําแล้ว ของเราทําก็คงไม่ใช่ไปตามอะไรเขา แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ผมคิดว่าถ้าเราให้โอกาสกับการที่จะเสนอแนวทางอย่างนี้ โอกาส ในงานอื่น ๆ ที่ผมยกตัวอย่างไปข้างต้นก็จะเกิดการพัฒนา ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางครั้งเราอาจจะยังไม่เคยชิน หรือไม่เคยประสบก็อาจจะดูแปลก ๆ หน่อย แต่ถ้าเรา ได้มีโอกาสทําอะไรใหม่ ๆ ในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ดูเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่นําเสนอมา กระบวนการขั้นตอน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีกับการที่เราจะนําเรื่องนี้มาก่อให้เกิดงาน หรือแก้ปัญหา หรือการสร้างกระบวนการการทํางานในส่วนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือในกระบวนการของคดีล้มละลายให้มีโอกาส มีแนวทางที่สามารถจะทํางานเหล่านี้ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าเราน่าจะสนับสนุนแล้วก็ เอาข้อท้วงติง ความเห็นของสมาชิกนําไปพิจารณาดูว่าจะเป็นเหตุผลหรือมีเหตุผล ตามที่สมาชิกห่วงใยหรือไม่ แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ ผมเชื่อว่ารายงานฉบับนี้จะเป็น ประโยชน์กับการทํางานในส่วนภาครัฐในกระบวนการแก้ปัญหาคดีความในส่วนล้มละลาย ดังกล่าว แล้วก็อาจจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทําให้งานส่วนอื่นนั้นมีแนวทางที่จะหาวิธีการ สามารถที่จะเอาแนวทางดังกล่าวไปใช้หรือทําประโยชน์ในเรื่องอื่น ๆ ต่อเนื่องไปได้ด้วย ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพียงเล็กน้อยในวาระปฏิรูปการถ่ายโอน ภารกิจภาครัฐ : การถ่ายโอนภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผมก็คงจะขอตั้งข้อสังเกต เป็นเชิงอยากให้ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกเพิ่มเติม เพราะช่วงที่ท่านชี้แจง หลายท่านก็ไม่ได้อยู่ในห้องนะครับ จะได้มีความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น ก็เชื่อว่ากรรมาธิการ คงได้ศึกษามาอย่างดีแล้ว เพียงแต่ว่าตรรกะบางอย่างที่ผมอยากจะเรียนเป็นข้อสังเกต เราคงจะใช้ตรรกะอย่างนี้ไปทํากับเรื่องนั้นไม่ได้ทุก ๆ เรื่อง อย่างเช่นตรรกะที่ว่า มาตรา ๗๕ วรรคสอง รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มี ความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือการจัดทําบริการสาธารณะ เราเอารัฐธรรมนูญมาอ้าง เพื่อจะเดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ คือการให้เอกชนมาทํางานแทนรัฐ ความจริง ในรัฐธรรมนูญควรจะเขียนไว้ด้วยว่าเอกชนไม่ควรประกอบกิจการแข่งกับรัฐในบางเรื่อง เผอิญไม่ได้เขียนไว้ พอไม่ได้เขียนไว้ท่านก็เอาอันนี้ไปใช้กับทุกเรื่อง ซึ่งถ้าใช้กับทุกเรื่อง จะไม่เหมาะสมนะครับ เพราะว่าหลาย ๆ ภารกิจของรัฐเราก็ไม่ควรให้เอกชนทํา ถึงแม้จะมีตัวอย่างในบางประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศ แต่คนไทย วัฒนธรรมไทย นิสัยคนไทยทําไม่ได้หลาย ๆ อย่างที่จะ ทําแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราจะได้ยินสิ่งนี้ตลอดเวลาว่าทําไมถึงล้มเหลว สิ่งที่ทําโดยเอกชน สิ่งที่ทําโดยไม่มีการควบคุม ทําไมเราต้องออกกฎหมายแล้วออกกฎหมายอีก ทําไมเราต้อง ตึงเป๊ะกับคนไทย ทําไมทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ลดลง สิ่งเหล่านี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่านิสัยคนไทย วัฒนธรรมคนไทยยังทําหลาย ๆ เรื่องไม่ได้ ในรายงานนี้ท่านพูดถึงว่าทําไมท่านต้องไปให้ เอกชนเข้ามาทํา เมื่อเช้าผมฟังท่านเบญจวรรณทางวิทยุ ท่านไปออกสถานีวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ท่านก็บอกว่ากรมบังคับคดีมีภาระเพิ่มมากขึ้น ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเพิ่มตําแหน่งเลยแล้วก็มีงานมากขึ้นเยอะแยะ คือเหตุผลอย่างนี้ใช้ได้ จึงมาสู่การที่ว่า จะเพิ่มคนให้เขาไหม จะเพิ่มอัตราไหม แต่อันนี้ไปอีกทางหนึ่งเลยคือให้คนอื่นมาทําแทน ซึ่งก็ไม่เป็นไร ผมเชื่อว่าท่านศึกษามาอย่างดีแล้ว แล้วก็เชื่อว่าท่านมีเหตุมีผล เพียงแต่ผม ตั้งเป็นข้อสังเกตเท่านั้นเอง มิใช่ว่างานทั้งหมดของรัฐจะต้องให้เอกชนเข้ามาทํา เพราะฉะนั้น การที่ว่าแข่งขันส่วนใหญ่แล้วเรามุ่งไปสู่เรื่องงานที่ท้องถิ่นมากกว่าที่ใช้อันนั้น ประโยค เมื่อสักครู่นี้ รัฐธรรมนูญมาตราเมื่อสักครู่นี้มุ่งเน้นกับการใช้ในการบริหารจัดการท้องถิ่น ว่ารัฐไม่ไปทําในเรื่องน้ําประปาแข่งกับเขา ในเรื่องของการขนขยะแข่งกับเขา คงไม่ได้ มามุ่งถึงว่าให้เอกชนมาเป็นตํารวจ ให้เอกชนมาเป็นทหารโดยยังเป็นบริษัทอยู่อะไรอย่างนั้น ก็ฝากเป็นข้อสังเกตตรงนี้ ส่วนคนที่เข้ามาทําเรื่องนี้ผมว่าไม่ง่าย ท่านเขียนไว้เลย พวกนี้ ก็ยักย้ายถ่ายเทต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐท่านก็อาจจะไปใช้กฎหรือว่า ยืมมือดีเอสไอ (DSI) ยืมมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการที่จะ ไปตรวจเส้นทางการเดินของเงินต่าง ๆ ของทรัพย์สินต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ถ้าเอกชนเข้ามาทํา เขาจะทําได้ถึงขนาดนั้นหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่อยากจะฝากไว้ ด้วยความเป็นห่วง

ประเด็นสุดท้าย ผมมักจะพูดเรื่องนี้เพราะว่าความที่เคยเป็นประธานสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพมา ท่านผู้อภิปรายบางท่านพูดถึงว่าเขาจะควอลิไฟ (Qualify) ไหม เขาจะทําได้ไหม ท่านก็จัดตั้งสถาบันฝึกอบรมขึ้นมา เมื่อฝึกอบรมมาท่านก็ต้องตั้งมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ อันนี้ขึ้นมา แล้วก็ให้มีคนทดสอบเขา อันนี้ก็จะช่วยทําให้เราได้คนที่ควอลิไฟ (Qualify) เข้ามาจริง ๆ เพราะทุกท่านต้องจําไว้เลยว่าการเรียน การสอน คนที่จบจากมหาวิทยาลัย จบจากสถาบันฝึกอบรม ทุกคนจบมาแล้วไม่ได้มีความรู้เท่ากัน เพราะฉะนั้นจะต้องทดสอบ แบบที่เราเรียกว่าทดสอบสมรรถนะ คือทดสอบเรื่องขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ได้จริง ก็ไม่ได้คัดค้านนะครับ เพียงแต่ฝากเป็นข้อสังเกต ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีกไหมครับ ก่อนที่ทางกรรมาธิการ จะได้ชี้แจงในประเด็นที่สมาชิกซักถาม ขอถือโอกาสนี้ ท่านอธิบดีกรมบังคับคดีมา ก็เห็นภาพรวมของข้อเสนอนี้ มีกฎหมายใหม่ในยุคปฏิรูปของเราก็คือการฟื้นฟูกิจการ เอสเอ็มอี (SMEs) ตรงนี้จะมีส่วนอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิรูปราชการ แล้วก็การบังคับคดี ให้สมาชิกและสาธารณชนได้ทราบถึงความเชื่อมโยงของข้อเสนอในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในการปฏิรูปราชการและการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเดินคู่กันตลอด ท่านประธานศาลฎีกาเล่าให้ผมฟังว่าศาลยุติธรรมตอนนี้ ได้ปฏิรูปแนวทางอย่างที่กรรมาธิการเราได้เสนอ เพราะว่าคดีอาญา คดีแพ่ง คดีของ ศาลชํานัญพิเศษทั้งหลายที่คงค้างมาในอดีตสะสมหลายปี หรือว่าที่มีคดีในแต่ละปี เป็นจํานวนมาก ขณะนี้การปฏิรูปเรียกว่าเกือบถึงปลายน้ําได้ผลน่าพอใจอย่างยิ่ง การลดคดี ที่คงค้างในศาลยุติธรรมของเราและศาลชํานัญพิเศษทั้งหลาย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นผลงาน การปฏิรูปในช่วง ๒ ปีกว่าที่ผ่านมา สุดท้ายปลายน้ําเรากรมบังคับคดี เพราะว่ากฎหมายล้มละลายใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ นานมากแล้ว แต่ว่าการเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เป็นเรื่องสําคัญ ดังนั้นปริมาณของคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และที่สําคัญ คดีส่วนใหญ่ของคดีล้มละลายเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคดีที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินเป็นโจทย์ นั่นหมายความว่าหลักฐาน เอกสาร กระบวนการทางบัญชี และอื่น ๆ ทรัพย์สิน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ดําเนินการไม่ยากนัก เพราะฉะนั้นขั้นตอนของ การนําเสนอก็ให้ท่านช่วยเชื่อมโยงหน่อย เพราะบ้านก็อยู่ใกล้กัน กรมบังคับคดีอยู่คลองชักพระ ผมก็อยู่ตลิ่งชัน ก็ขอความกรุณาทางท่านอธิบดีช่วยเสริม เติมในส่วนนี้ เชิญท่านประธาน และคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะ กล่าวถึงข้อห่วงใย ข้อกังวล จริง ๆ หลายข้อที่ท่านพูดถึงในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการพิจารณาถึงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ทางอธิบดีกรมบังคับคดีซึ่งเป็นผู้ที่ ทราบรายละเอียดดีแล้วก็ร่วมศึกษาอยู่กับเราด้วยกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านอธิบดีรื่นวดี สุวรรณมงคล ครับ กรมบังคับคดี

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นก่อนว่าในประเด็นข้อสังเกตของท่านสมาชิกที่กรุณา ให้ไว้อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณากราบเรียนไปถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขออนุญาตใช้คําว่า แนวทางพัฒนาเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจที่เรียกว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีความสมบูรณ์รอบคอบยิ่งขึ้น จะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนต่อข้อสังเกต ต้องกราบ ขออภัยถ้ารวบรวมได้ไม่ครบทุกประเด็น แต่ฟังดูว่าน่าจะอยู่ในสัก ๖-๗ เรื่องดังต่อไปนี้ ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่าทําอย่างไรให้มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้นกับการที่ ถ่ายโอนครั้งนี้

ประเด็นที่ ๒ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนไปยัง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นนิติบุคคล

ประเด็นที่ ๓ ก็คงจะเป็นเรื่องของระบบการกํากับดูแลว่าทําอย่างไร ที่จะทําให้การกํากับดูแลโดยภาครัฐไปยังบุคคลที่ทําหน้าที่เป็นเอกชนเกิดประสิทธิภาพ และสําคัญที่สุดคือหนีไม่พ้นเรื่องความเป็นธรรม

ประเด็นที่ ๔ คงจะเป็นเรื่องของการที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทําอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่ เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนไหม และสําคัญที่สุด มีความเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมและศาลล้มละลายกลางหรือไม่ อย่างไร

ประเด็นที่ ๕ คงหนีไม่พ้นในเรื่องของระบบการตรวจสอบ ถ้าพบว่ามีการทํา หน้าที่ไม่ถูกต้อง ทําอย่างไรจะมีการตรวจสอบผู้ที่รับมอบหมายในการถ่ายโอนครั้งนี้ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นก่อนสุดท้าย คือประเด็นของเรื่องกับความคุ้มค่า จะทําเรื่องนี้แล้วมี ความคุ้มค่าเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างไร

สุดท้ายค่ะ ตัวอย่างของต่างประเทศที่คณะกรรมาธิการได้ยกขึ้นมา มีตัวช่วย วัดผลสําเร็จหรือไม่ อย่างไร

จะกราบขออนุญาตท่านประธานขออนุญาตชี้แจงโดยรวมไปโดยสังเขป กราบเรียนว่าตามที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกรุณากล่าวไว้ว่า พระราชบัญญัติล้มละลายมีตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ นับถึงปัจจุบันถือว่ามีการใช้บังคับมา ๗๗ ปี ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ภาครัฐเป็นผู้ทําหน้าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาโดยตลอด ในเรื่องนี้ต้องขออนุญาตเรียนทุกท่านอย่างนี้ว่า การบังคับคดีล้มละลายถือว่าเป็นเรื่องของ เอกชนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ภาครัฐเข้ามาทําหน้าที่เป็นตัวกลางในส่วนของการที่เรียกว่าทําการ รวบรวมทรัพย์สินคืนให้กับเจ้าหนี้ทั้งมวล เรียนอย่างนี้ว่าการทํางานครั้งนี้หรือการตรวจในการถ่ายโอนหนีไม่พ้น เราจะต้องมองโจทย์ เรื่องความเป็นธรรม เราจะต้องมองโจทย์เรื่องประสิทธิภาพ เราจะต้องมองโจทย์ เรื่องของการที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทําให้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นโจทย์ในเรื่องนี้ทางกรมบังคับคดีเอง ในฐานะที่ปัจจุบันผู้ทําหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เราตระหนักถึงความสําคัญ ในส่วนนี้ เรามีโจทย์ที่เป็นความท้าทายอย่างมากว่าทําอย่างไรที่จะสามารถรวบรวม ทรัพย์สินคืนให้บรรดาเหล่าเจ้าหนี้ได้มากที่สุด ได้ในระยะเวลาที่เร็วที่สุด และทําอย่างไร ที่จะทําให้ลูกหนี้ ขออนุญาตเรียนว่าลูกหนี้ทั้งรายย่อย และลูกหนี้ที่เป็นสถาบันหรือนิติบุคคล สามารถหลุดพ้นจากการล้มละลายได้เร็วที่สุดด้วย ท่านอย่าลืมว่าในระหว่างที่บุคคล ถูกประกาศเป็นบุคคลล้มละลายคนเหล่านั้นจะไม่สามารถทําธุรกรรมอะไรได้อีกไปตลอดเวลา กว่าจะปลดพ้น ล้มละลาย ๓ ปี ๓ ปีนั้นถือว่าเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมหาศาล เพราะเนื่องจากคนเหล่านั้นโดยหลักแล้วถ้าไม่ถูกล้มละลายเขาสามารถ เป็นหน่วยเศรษฐกิจของประเทศในการผลิตผลผลิตให้กับประเทศได้ เพราะฉะนั้นเป็น ความท้าทายของเราทั้ง ๒ ฝั่ง กราบเรียนด้วยความเคารพว่าทั้งฝั่งเจ้าหนี้รวบรวมทรัพย์สิน ให้ได้รวดเร็วและได้มากที่สุดอย่างไร ในฝั่งลูกหนี้ทําอย่างไรให้เขาสามารถหลุดพ้นจาก กระบวนการล้มละลายได้อย่างเร็วเพื่อจะเป็นหน่วยผลิตของเศรษฐกิจต่อไป เพราะฉะนั้น ในวันนี้การที่ท่านเบญจวรรณได้กรุณากราบเรียนแล้ว แล้วเอกสารของท่านกรรมาธิการ กรุณากราบเรียนแล้วว่าความท้าทายนี้เรียกว่าเรามีปริมาณคดีล้มละลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด ถัวเฉลี่ยท่านเห็นว่าอัตรามาตรฐานของคดีล้มละลายควรทําเพียงแค่ ๑ คน ต่อ ๑๗ เรื่อง แต่ปัจจุบันถัวเฉลี่ยแล้วบางช่วงเวลาสูงไปถึง ๑ คนต่อ ๑๒๐ เรื่อง หรือ ๑ คน ต่อ ๙๗ เรื่อง เป็นต้น ระยะเวลาดําเนินการคดีล้มละลายนี้ถัวเฉลี่ยคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เลย เพราะท่านอย่าลืมว่าลูกหนี้ที่ถูกฟ้องล้มละลายถือว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว ถัวเฉลี่ยถึง ๓ ปี สําหรับกรณีที่มีทุนทรัพย์บ้างแต่ก็เรียกว่าเป็นถัวเฉลี่ย ๕ ปี เพราะฉะนั้น เป็นความท้าทายว่าเราจะทําอย่างไรในเรื่องของประสิทธิภาพดีขึ้น รวบรวมเร็วขึ้น เราก็ใช้ หลักคิดการถ่ายโอนซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐที่อยากจะให้หน่วยราชการต่าง ๆ มีการทํางาน ในการที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมกันทํางาน อย่างไรก็ตามเรายังไม่ได้คิดว่าการถ่ายโอนไปแล้ว เสร็จภารกิจของเรา เพราะจะต้องกราบเรียนท่านว่าเป็นการที่จะเปลี่ยนฐานะของตัวเราเอง จากผู้ปฏิบัติ เป็นผู้กํากับดูแล ในทีมงานของกรมบังคับคดีเรากลับมองอีกมุมหนึ่งว่า การที่ถ่ายโอนงานไปให้เอกชนทําและเราเป็นผู้กํากับดูแลเป็นการทําให้ทํางานได้ยากขึ้น ทําอย่างไรจะให้เอกชนเขาอยู่ในกติกา ในส่วนนี้เราขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในประเด็นต่าง ๆ เรื่องคุณสมบัติเองก็ตามที่สมาชิกบางท่านเรียนถาม ต้องขออนุญาต เรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสหวิชาชีพ ไม่เพียงเฉพาะนักกฎหมายเท่านั้นจะเป็นผู้ทําหน้าที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แต่งานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องมีศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของบัญชี เรื่องการเงิน เรื่องเศรษฐศาสตร์ เราอยากมองเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ที่มีองค์ความรู้รวมนอกเหนือจากกฎหมายเข้ามาทําหน้าที่ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติ ๓๐ ปี แน่นอนค่ะ เราคงต้องการคนมีประสบการณ์มาก่อนบ้างแล้ว ไม่ว่าทํางานในด้านคดี ทํางานในเรื่องเกี่ยวกับด้านบัญชีหรือการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขออนุญาตจะกราบเรียน ตัวอย่างที่เราคิดก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจะถือเป็นเรื่องใหม่ทีเดียวหรือไม่ อย่างไร ก็จะไม่เชิงนัก ท่านประธานกรุณาพูดถึงเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ท่านสมาชิก สปท. ที่ท่าน ยังพอจําได้ว่าในกฎหมายล้มละลายจะมีอีกฝั่งหนึ่งที่เรียกว่ากฎการฟื้นฟูกิจการ ๑๗ ปี ที่ผ่านมาเป็นกรณีที่เราให้เอกชนเข้ามาทํางานใน ๒ ฐานะแล้ว คือฐานะที่เรียกว่าผู้ทําแผน กับผู้บริหารแผน และเราคือกรมบังคับคดีเป็นผู้กํากับดูแล เพราะฉะนั้น ๑๗ ปีที่ผ่านมา ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เราก็ทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแลในฝั่งของการฟื้นฟูกิจการ โดยมีเอกชนเข้ามาทํางาน เราต้องการหลักคิดทํานองเดียวกันนี้มาในส่วนของกฎทางด้าน ล้มละลายบ้าง เพราะเราเชื่อว่า ๑๗ ปีที่ได้มีโอกาสทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแลในบางส่วนบางเสี้ยวหนึ่ง ของกฎหมายล้มละลาย เราพอมีประสบการณ์ไม่มากก็น้อยนะคะ เพราะฉะนั้น เราเอาประสบการณ์ในการกํากับดูแลต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาในฝั่งของกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องกราบเรียนนะคะ ในฝั่งกฎหมายล้มละลายความซับซ้อนยุ่งยากมีน้อยกว่า เรื่องการฟื้นฟูกิจการค่ะ เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายล้มละลาย ต้นของกฎหมายบอกว่า ต้องเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงสามารถถูกฟ้องล้มละลายได้ บุคคลธรรมดา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นิติบุคคล ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ฟื้นฟูกิจการนี้กิจการก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหนนะคะ ยังมีอยู่ การเข้ามาฟื้นฟูเขาสามารถดําเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลักคิดของเราในการกํากับกิจการฟื้นฟูกิจการ โดยให้เอกชนมาทําหน้าที่เป็นผู้ทําแผน เป็นผู้บริหารแผน เราคิดว่าใช้แนวคิดอย่างนั้นมาในฝั่งของคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่ง่ายกว่าได้ ในส่วนนี้ก็กราบเรียนอย่างนี้ว่า นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เป็นไปตามเอกสารแล้ว สิ่งหนึ่ง ที่เราจะกําหนดไว้ให้คือ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เองก็ตาม หรือนิติบุคคลเป็นเองก็ตาม ต้องมีการวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือเป็นพันธบัตร หรือเป็นแคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เองก็ตาม ในเบื้องต้นต้องกราบเรียน เพราะตัวเลขอาจจะผันแปรไป เราคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ํากว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของทุนทรัพย์ แต่จะเรียนว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการเบื้องต้นก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วเราใช้สูตรมาจากการดูแลให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

ในส่วนเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ท่านเบญจวรรณกรุณากราบเรียนไปแล้วว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นในหลาย ๆ โอกาส ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมเอง ท่านรัฐมนตรี ก็ได้มีโอกาสเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยงานที่เป็นส่วนภาคธุรกิจหลัก มีสมาคมธนาคารไทย และเราไม่ลืมที่จะเชิญฝั่งลูกหนี้มาด้วย เชิญสภาลูกหนี้แห่งชาติ และในส่วนของการเป็นลูกหนี้รายย่อยด้วย เพราะเราต้องการได้เสียงตอบรับในทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มารับฟังความคิดเห็นท่านเห็นด้วยในหลักการ เพราะท่าน มองเห็นว่าจะเป็นประสิทธิภาพอย่างมาก ก็กราบเรียนว่าในส่วนนี้เองเราพยายามจะทําให้มี ความเชื่อมั่น รายละเอียดต่าง ๆ ก็เป็นในส่วนที่ทางท่านกรรมาธิการได้สรุปในเอกสารแล้ว

สุดท้ายที่จะพูดถึงเรื่องตัวอย่างของต่างประเทศ ทางเราเองก็คิดว่าไม้บรรทัด ที่จะพอวัดได้วันนี้ก็คงจะเป็นของธนาคารโลก ขออนุญาตหยิบยกเป็นตัวอย่างโดยสังเขป วันนี้ธนาคารโลกวัดประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาล้มละลาย ในต่างประเทศที่เขา มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นเอกชน โดยเฉพาะญี่ปุ่น วันนี้ถือว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศ แชมเปียน (Champion) ของโลกในการแก้ไขปัญหาล้มละลายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เขาสามารถดําเนินคดีล้มละลายได้เพียงแค่ ๐.๖ ปี หรือครึ่งปี รวบรวมทรัพย์สินไม่น้อยกว่า ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยวันนี้ที่เป็นของภาครัฐ เราใช้เวลาถัวเฉลี่ยก่อนโน้น เกือบ ๓ ปี การประเมินล่าสุดใช้เวลาเพียง ๑ ปีครึ่ง แต่ประเด็นของการรวบรวมทรัพย์สิน เราเพียงแค่สอบผ่าน ก่อนหน้านี้เราสอบได้เพียงแค่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีล่าสุดเราผ่านมาเป็น ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าแนวคิดโครงการนี้ที่ท่านประธานกรรมาธิการ กรุณาบอกแล้วว่าเป็นความคิดเบื้องต้น การเติมเต็มความสมบูรณ์เกิดขึ้นจากข้อสังเกตของ สมาชิกทุกท่าน ก็เรียนว่ากรมบังคับคดีเองเรามุ่งมั่นทําหน้าที่ในการอํานวยความเป็นธรรม มุ่งมั่นในการทําหน้าที่ที่จะเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสุดท้ายก็มุ่งมั่นในการทํางานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราเชื่อว่าโจทย์ที่ร่วมกันคิด กับคณะกรรมาธิการในครั้งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังคงนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทั้ง ๓ ประการข้างต้น ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานยงยุทธครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ สําหรับข้อแนะนําและข้อกังวลของท่านสมาชิก กรรมาธิการขอรับไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของจริยธรรม ในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ในเรื่องของคุณภาพ แล้วก็บทบาทของคนที่จะมาทําหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภาคเอกชน ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของ จ.พ.ท. ภาคเอกชน ก็จะเสนอไว้ใน รายงานด้วยว่าควรจะได้มีการหารือกับสถาบันคุณภาพวิชาชีพด้วย อย่างน้อยที่สุดไปดู ประสบการณ์ทางนั้นทั้งเรื่องคุณภาพของวิชาการและคุณภาพของจริยธรรมด้วย ขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านสมาชิกในข้อแนะนําทั้งหลาย กรรมาธิการรับไว้แล้วจะไป ดูอย่างจริงจัง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกที่จะซักถามเพิ่มเติม ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ขอบพระคุณครับท่านประธาน พลเอก เลิศรัตน์ กราบเรียนท่านประธาน จะได้บันทึกประชุมถูก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ขอบพระคุณครับ ไม่ใช่คุณภาพครับ คุณวุฒิรวมคุณภาพและรวมอื่น ๆ อีกด้วย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมเข้าใจว่าคุณภาพรวมคุณวุฒิ ขอบคุณท่านเลิศรัตน์ครับ ไม่คิดค่าโฆษณา เช่นกันครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ : การถ่ายโอนภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามาในห้องประชุมนะครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตน เรียบร้อย เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ เดี๋ยวรอสักครู่ขอเพิ่มอีก ๑ ท่าน เรียบร้อยนะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๗ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การถ่ายโอน ภารกิจภาครัฐ : การถ่ายโอนภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือไม่ หากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วก็ขอปิด การลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้ มีผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี แสดงว่าชนะเอกฉันท์นะครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้นายประกาศิต กายะสิทธิ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระบบการรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานได้อนุญาต แล้วนะครับ โดยจะมีผู้นําเสนอรายงานและชี้แจงรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ดังนี้ ๑. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เชิงประเด็นควิกวิน (Quick Win) อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. ท่านวิเชียร ชวลิต รองประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คนที่สอง ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ชี้แจงที่ประธานได้อนุญาตแล้ว คือท่านประกาศิต กายะสิทธิ์ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้มีการนําเสนอ เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุไป ๒ เรื่องที่ผ่านมานะครับ

เรื่องที่ ๑ เป็นการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ

เรื่องที่ ๒ การขับเคลื่อนต้นแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

ในวันนี้เป็นการพิจารณาเพิ่มเติมมาเป็นเรื่องที่ ๓ ซึ่งอยู่ในกระบวนการ เตรียมการผู้สูงอายุ เนื่องจากการที่เราได้ไปพบกับท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมา ท่านบอกว่าเมื่อผ่าน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วสามารถนําเรื่องนี้ไปควบรวมกับสิ่งที่ได้เสนอไป ๒ เรื่อง เข้าสู่วาระการปฏิรูป ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่องเร่งด่วน ไปเสริมพร้อมกันได้เพราะเป็นกระบวนการ เตรียมการด้วยกัน เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าขณะนี้ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และตัวเลข อัปเดต (Update) ที่สุดในขณะนี้คือเรามีจํานวนประชากรผู้สูงอายุประมาณ ๑๐,๗๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖ ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าในปี ๒๕๖๔ จะมีผู้สูงอายุประมาณ ๑ ใน ๕ คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะประมาณ ๑๓,๔๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในอีก ๔ ปีข้างหน้า ถือว่าค่อนข้างเร็วมาก และในปี ๒๕๗๔ ก็จะมีถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ขณะนั้นถือว่า เป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ก็มีถึง ๑๘,๗๖๐,๐๐๐ คน ถ้าพูดถึงประมาณการโดยสังเขป ก็จะเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขนํามาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต ทางกรรมาธิการ เลยคิดว่าเป็นตัวเลขที่เป็นแรงจูงใจทําให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าสู่ผู้สูงวัย ปัญหาสําคัญที่อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือปัญหาการขาดแคลนแรงงานซึ่งจะทวี ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนไปนั้น เป็นปัจจัยสําคัญ ผมอยากจะยกตัวอย่างสิทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นแรงจูงใจและเกิดแนวคิดว่า เราควรจะขยายโอกาสการทํางานของผู้สูงอายุขึ้นไป จากการสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๙ พบว่ามีแรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี มีสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ ๓๕.๖ ซึ่งก็ถือว่ามากพอสมควร ยังสามารถเป็นกําลังแรงงานได้โดยพิจารณาตามความสามารถ และความเหมาะสม แต่พอถึงปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๕๓ จะพบว่าภาวะการทํางาน ของประชากรที่มีคนสูงวัยทํางานอยู่ในจํานวน ๓.๘๔ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๘ ของประชากรสูงวัยทั้งหมด ๙.๙ เป็นแรงงานในระบบ และประมาณ ๙๐.๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานนอกระบบ ตัวเลขต่าง ๆ มีนัยสําคัญและมีความเกี่ยวข้องที่คิดว่าจําเป็นจะต้องมี การเตรียมความพร้อม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมจึงมี การนําเสนอการส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุเพื่อให้สภา สปท. พิจารณาภายใน เดือนเมษายน ๒๕๖๐ แต่วันนี้เป็นวันที่ ๒ พฤษภาคม ก็เลยมาเพียง ๒ วัน

ระยะที่ ๒ เป็นการขับเคลื่อน เสนอรายงานการขับเคลื่อนไปยังคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณาภายในเดือนพฤษภาคม แต่เนื่องจากว่าหลังจากเราเข้าไปพบท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านอนุญาตให้นําเรื่องนี้เข้าไปในเรื่องวาระเร่งด่วน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ผนวกกันเข้าไปได้เลย ซึ่งก็จะทําให้สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปเสร็จภายในปีนี้

ระยะที่ ๓ จะเป็นการประสานงานร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่เราได้เสนอผ่านทางรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ก็จะเป็นการประชุม กลุ่มย่อย ทําให้ผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป

ข้อเสนอแนะโดยรวม ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอไป ๒ ข้อ

ข้อ ๑ เป็นการปรับปรุงข้อกฎหมายที่คุ้มครองและส่งเสริมการทํางาน ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบและในระบบซึ่งเป็นแรงงานผู้สูงอายุ โดยผลักดันให้มี การเร่งรัดจากกระทรวงแรงงานพิจารณาจัดทําร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อสร้าง ความมั่นใจให้กับสถานประกอบการและแรงงานสูงวัย โดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดที่แรงงาน สูงวัยทั้งกลุ่มที่เป็นแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบจะได้รับ แล้วก็ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่หลายข้อพอสมควร เดี๋ยวผมจะให้ทางผู้เข้าร่วมอภิปรายชี้แจงได้

ข้อ ๒ การพิจารณาวันนี้เพื่อความถูกต้องและชัดเจน สักครู่ใหญ่เราจะขออนุญาต แจกเอกสารแล้วก็นําเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ (Program PowerPoint) แล้วก็ขออนุญาตให้คุณประกาศิต กายะสิทธิ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ รองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ได้ขออนุญาตเข้ามาประชุม กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต่อไปก็จะเชิญท่านปลัดกระทรวง วิเชียร ชวลิต ได้ชี้แจงเรื่องโดยสังเขปต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต นําเสนอครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และเป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับ สังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้นําเสนอต่อที่ประชุม สปท. ไปแล้ว ๒ เรื่องที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ดังที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้นําเรียนแล้ว แต่มีประเด็นที่เป็นคําถามแล้วก็เป็นข้อสงสัย รวมทั้งเป็น ข้อสังเกตของสมาชิกที่เห็นว่าเรื่องที่จะต้องนําเสนอก็คือการพิจารณาเรื่องการส่งเสริม การจ้างงานผู้สูงอายุซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง สําคัญด้วยเหตุที่อยากจะเรียน ประการแรกก็คือ สถานการณ์การทํางานของผู้สูงอายุเกี่ยวกับเรื่องของการพึ่งพิง พึ่งพา หรือการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมื่ออายุ ๖๐ ปีแล้ว ผลการศึกษาเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้สูงอายุหรือคนอายุ ๖๐ ปีของเราอยู่ในสภาวะที่มีการพึ่งพาหรือดูแลตนเองประมาณ ๘๗ เปอร์เซ็นต์กว่า หรือ ๙.๔ ล้านคน อันนี้คือดูแลตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งเคยนําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าตัวเลขคนที่ดูแล ตนเองแล้วก็พึ่งพาลูกหลานมีอยู่ประมาณ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นสัดส่วนที่มาก เพราะฉะนั้น ในสภาวะที่เป็นสังคมสูงวัยซึ่งจะมีสัดส่วนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๔ ก็อีก ๔ ปีที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สร้างความกังวลให้กับคนที่จะต้องดูแลเรื่องของการเตรียมการรองรับสังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นวันนี้ผู้สูงอายุที่พึ่งพาบ้าง ไม่พึ่งพาบ้าง แปลว่าใช้ชีวิตอยู่โดยลําพังเดี่ยว ๆ ไม่ได้ มีอยู่ประมาณ ๑.๒ ล้านคน หรือ ๑๑ เปอร์เซ็นต์กว่า มีคนที่ต้องพึ่งพาแปลว่าอยู่ด้วย ตนเองเดี่ยว ๆ ไม่ได้ ต้องมาดูแลทั้งอาหารการกิน ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ มีอยู่ประมาณ ๑.๔ แสนคน ซึ่งอันนี้จริง ๆ ก็คือเป็นคนไข้ที่ต้องได้รับการดูแลอยู่ที่บ้านบ้าง ชุมชนบ้าง อยู่ในโรงพยาบาลบ้าง กลุ่มคนเหล่านี้คือตัวเลขที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ ความจริงตัวเลขนี้ เป็นตัวเลขที่ดีเพราะว่ายังมีการดูแลตนเองถึง ๘๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการดูแลตนเองได้ แปลว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีศักยภาพ มีความสามารถที่จะเป็นกลไกหรือเป็นกําลังสําคัญ ทางเศรษฐกิจ หรือเป็นกําลังแรงงานให้กับประเทศได้ ถ้าท่านดูในสไลด์ (Slide) จะเห็นว่า ทิศทางแนวโน้มของประชากรเรา ผมอยากจะเรียนกับที่ประชุมว่าในตารางเขาวางไว้ตั้งแต่ ปี ๒๐๑๐ ไปจนถึงปี ๒๐๔๐ ก็จะเห็นสัดส่วนประชากรของเราว่าวันนี้มีประชากรประมาณ ๖๕ ล้านคนเศษที่ขึ้นทะเบียนหรืออยู่ในทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้น ใน ๖๕ ล้านคนท่านจะเห็นสีเขียว สีฟ้า และสีเทาที่อยู่ด้านล่าง สังเกตง่าย ๆ สีเทาที่อยู่ ด้านล่างก็คือจํานวนคนที่มีอายุ ๖๐ ปี จะเห็นว่ามีทิศทางแนวโน้มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้ามองเปรียบเทียบสีเทากับสีฟ้าท่านคงจะเห็นสัดส่วนที่สําคัญ สีฟ้าก็คือเด็ก ตรงกลางสีเขียว คือกําลังแรงงาน ตั้งแต่ ๑๔-๕๙ ปี ปี ๒๕๖๒ จะเป็นอุบัติการณ์ครั้งแรกก็คือสีเทามากกว่า สีฟ้าเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นแปลว่าอนาคตก็คือผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนมากกว่าเด็กที่เกิด นี่คือสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แต่ว่าทิศทางและแนวโน้มดังกล่าวไม่มีใครสามารถจะไป เปลี่ยนแปลงฉับพลันทันใดได้ยกเว้นว่าเราจะต้องเตรียมการรองรับ ก็คือคงจะต้องนําสีเทา ที่อยู่ข้างล่างคือผู้สูงอายุ เหมือนท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ยังมีศักยภาพ มีความสามารถได้มีโอกาสกลับมาทํางานหรือสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้กับสังคมต่อไป นี่คือทิศทาง และสไลด์ (Slide) ต่อไปก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบที่สําคัญถึงสัดส่วนประชากร วัยเด็ก วัยทํางาน วัยผู้สูงอายุ ซึ่งจะเห็นทิศทางและแนวโน้มเป็นดังที่ผมได้อธิบายแล้ว ในวันนี้ประชากรจะมีทิศทางที่แตกต่าง ก็คือว่าคนที่อยู่ในระบบการทํางานในภาคเอกชน ในสถานประกอบการต่าง ๆ ก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะออกมาประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ แล้วก็ จะเปลี่ยนสถานะการทํางานจากลูกจ้างหรือคนทํางานในองค์กรต่าง ๆ มาประกอบอาชีพอิสระ ขณะเดียวกันคนที่ทํางานอยู่ในองค์กรเอกชนก็เริ่มที่จะทยอยออกจากงานในวัยที่มีอายุ ตั้งแต่ ๕๐ ปี หรือ ๕๕ ปี ในกฎหมายขณะนี้ก็จะออกมาประกอบอาชีพอิสระ แล้วความเชื่อ เรื่อง ๖๐ ปีหยุดทํางานก็ยังมีสถานะที่สําคัญตรงนี้อยู่ เพราะฉะนั้นก็มีการศึกษาของ นักวิชาการซึ่งอยากจะเอ่ยชื่อท่านว่าท่านเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าก็คือท่านศุภชัย ศรีสุชาติ กับท่านแก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล ซึ่งท่านได้ศึกษา โดยคณะกรรมาธิการขออนุญาตนํามา เป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่ว่าขณะนี้การทํางานของผู้สูงอายุมีทิศทางและสิ่งที่เราจะต้องดูแล

ประเด็นแรก ขณะนี้เรามีข้อเสนอว่าควรมีการจ้างงานกลับเข้ามาใหม่ ดังที่ผมเรียนแล้วว่าจะมีคนที่อายุ ๕๕ ปี ออกจากงานด้วยเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน แล้วก็พระราชบัญญัติประกันสังคม เพราะฉะนั้นเอกชนผู้ประกอบการ ต่าง ๆ เมื่อบุคคลต่าง ๆ นั้นทํางานในองค์กรตามกฎหมายก็มีสิทธิที่จะขอรับบํานาญชราภาพ หรือออกจากงาน เพราะฉะนั้นพวกนี้ ๕๕ ปีท่านคงนึกภาพออกนะครับ ถึง ๖๐ ปี ก็อีก ๕ ปี ยังอยู่ในศักยภาพที่จะไปทํางานได้ อันนี้คือเรื่องที่จะจ้างงานกลับเข้ามาใหม่

ประเด็นที่ ๒ ขณะนี้ทางภาครัฐคือสํานักงาน ก.พ. ก็ดี และองค์กรภาครัฐ กําลังพิจารณาที่จะขยายคนที่เกษียณอายุจาก ๖๐ ปีแล้วก็ยังอยู่ในวัยที่สามารถจะประกอบ อาชีพและทํางานได้ อันนี้กําลังพิจารณาอยู่ในเงื่อนไขต่าง ๆ ว่าสมควรขนาดไหน อย่างไร

ประเด็นที่ ๓ สิ่งที่เป็นข้อเสนอทางวิชาการก็คือการจ้างงานแบบยืดหยุ่น ฟังดูแล้วอาจจะยังสงสัยหรือมีข้อคิดที่แตกต่างกันไป ต้องเรียนว่าการจ้างงานแบบยืดหยุ่น ก็คือการไม่ทํางานอยู่ในระบบการจ้างงานแบบเช้าไปทํางานอยู่ในสถานประกอบการ แล้วก็ เลิกงานในเวลาปิดทําการ หรือทํางานเป็นกะตามห้วงเวลา แต่ว่าการจ้างงานแบบยืดหยุ่น ก็คือการรับงานมาทําที่บ้าน หรือการรับงานไปทําเป็นชิ้นงาน หรือการทํางานไม่เต็มเวลา ต่าง ๆ เป็นวิธีการที่จะทําให้บุคลากรหรือคนต่าง ๆ ที่อยู่ในวัยแตกต่างสามารถเข้าสู่ระบบ การทํางาน สามารถสร้างผลผลิตได้

ประเด็นที่ ๔ ก็คือการจ้างงานผู้สูงวัยกลับเข้ามาสู่ระบบการทํางานใหม่

ทั้ง ๔ เรื่องนี้เป็นข้อพิจารณาทางวิชาการ เป็นข้อเสนอที่เห็นว่าจะนําไปสู่ การทําให้ผู้สูงวัยซึ่งเป็นโจทย์ที่สําคัญ ทั้งในแง่ของการนําคนที่พ้นวัยทํางานตามหลักคิดเดิม ก็คือ ๖๐ ปี หรือ ๕๕ ปีในองค์กรภาคเอกชนได้มีโอกาสทําประโยชน์ หรือเป็นพลังทาง เศรษฐกิจได้กลับมาทํางาน แต่วิธีการที่จะดําเนินการว่าทําอย่างไรถึงจะให้คนที่ยังไม่พ้น วัยทํางานที่แท้จริงคือยังมีศักยภาพอยู่มีโอกาสได้ทํางาน หรือคนที่เกษียณอายุแล้ว แต่ยังอยู่ในศักยภาพได้มีโอกาสทํางาน ขออนุญาตเสนอเป็นข้อพิจารณาที่เป็นรูปธรรม ในมาตรการและวิธีการ ก็จะขออนุญาตเรียนให้คุณประกาศิตซึ่งเป็นทีมของเราที่ศึกษาเรื่องนี้ อยู่ในคณะกรรมาธิการได้นําเรียนในรายละเอียดว่ามีมาตรการทางกฎหมาย มีข้อเสนอ มีวิธีการ มาตรการต่าง ๆ ในการดําเนินการอย่างไรต่อที่ประชุมในลําดับต่อไป ขออนุญาต เชิญคุณประกาศิตครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้อํานวยการสํานักสนับสนุนสุขภาวะ ประชากรกลุ่มเฉพาะ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นําเสนอรายงานครับ

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานท่านสมาชิกสภาที่เคารพครับ ผมขออนุญาตดําเนินการให้ข้อมูลต่อจากที่ ท่านวิเชียรได้นําเสนอไว้นะครับ จากเอกสารสรุปรายงานการประชุมจะเป็นหน้า ๕ อันนี้ จะเป็นการสรุปรูปแบบของการจ้างงานที่ท่านวิเชียรได้นําเสนอในเบื้องต้นไปแล้ว ทีนี้ในส่วนตัวผมอยากจะขออนุญาตกล่าวถึงที่มาที่ไปว่าทําไมเราจึงถูกประเมินว่าน่าจะ มีการจ้างงานอยู่สัก ๔ รูปแบบ ขออนุญาตกลับไปทางสไลด์พรีเซนเทชัน (Slide Presentation) รูปที่เป็นกราฟที่ค้างไว้เมื่อสักครู่ ถ้าจากรูปที่เป็นกราฟท่านจะเห็นได้ว่าสภาพตลาดแรงงาน ณ ปัจจุบัน อันนี้คือตลาดแรงงาน ณ ปัจจุบันเลยว่าตัวกลุ่มของคนทํางานจริง ๆ แล้ว สามารถแบ่งได้ประมาณ ๕ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรก เส้นสีแดงข้างล่างคือกลุ่มที่เป็นข้าราชการ พอเข้าสู่ระบบข้าราชการ ตั้งแต่อายุสัก ๒๐ ปีกว่า ๆ จํานวนหรืออัตราสัดส่วนของตลาดแรงงานไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไร จนกระทั่งถึงอายุสัก ๕๕ ปีก็จะเกษียณเออร์ลี (Early) ออกไป แล้ว ๖๐ ปีก็เกษียณอายุ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าไม่ค่อยกระทบกับตลาดหรืออัตรากําลังคนในสภาพของกําลังแรงงาน สักเท่าไร

กลุ่มที่ ๒ ที่น่าสนใจก็คือเส้นสีเขียว เส้นสีเขียวก็คือตัวที่เราเรียกว่าเป็น กลุ่มลูกจ้างหรือกลุ่มแรงงานในระบบ กลุ่มแรงงานในระบบมีประมาณ ๑๐ ล้านคน จะเห็นได้ว่าแรงงานในระบบเริ่มทํางานตั้งแต่ ๑๐ ปีกว่า ๆ ไปจนถึง ๒๐ ปีต้น ๆ แล้วที่ น่าสนใจคือช่วงอายุประมาณสัก ๓๐-๓๕ ปี จะเห็นว่ากราฟสีเขียวเริ่มตกลง หมายความว่า แรงงานในระบบจํานวนพอสมควรเลยทีเดียวมีการไหลออกไปสู่แรงงานนอกระบบ คือออกไปประกอบอาชีพอิสระบ้าง มีสาเหตุหลาย ๆ ประการ อย่างเช่นเงื่อนไขหนึ่งของ ประกันสังคมก็คือถ้าหากว่าเราส่งประกันสังคมไปสัก ๑๕ ปี จะเข้าสู่สเตป (Step) ของการได้บํานาญชราภาพ หมายความว่าถ้าออกจากประกันสังคมก่อนอายุ ๑๕ ปี ก็มีโอกาสที่จะได้เงินก้อนไปลงทุนอะไรบางอย่าง ก็จะมีแรงงานในระบบส่วนหนึ่งเหมือนกัน ที่มีความคาดหวังว่าจะได้เงินก้อนออกไปทํางานก็จะออกจากระบบตั้งแต่ ๓๐ ปีกว่า ๆ คือถ้าทํางานตั้งแต่ ๒๐ ปี พอสัก ๓๕ ปีก็จะครบตามเงื่อนไขแล้วก็ได้เงินก้อนออกมา จะเห็นว่ากราฟสีเขียวตกลงไปเรื่อย ๆ แล้วอีกส่วนหนึ่งอาจจะมาในเรื่องของตลาดแรงงานเอง ที่ต้องการแรงงานรุ่นใหม่ เรื่องของโพรดักทิวิตี (Productivity) ด้วย เพราะฉะนั้นจะไหล ออกไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าดิ่งลงมาจนกระทั่งถึงช่วงที่อายุ ๖๐ ปี ๕๐ ปีกว่า ๆ จริง ๆ แค่ประมาณไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อาจจะอยู่แค่ประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกําลังแรงงาน

กลุ่มที่ ๓ ที่อยากให้วิเคราะห์เป็นพิเศษ เส้นสีน้ําเงินที่เชิดขึ้นอันนั้นคือแรงงาน นอกระบบ จะเห็นแรงงานนอกระบบอยู่ที่ ๒๔ ล้านคน เป็นจํานวนขนาดใหญ่

กลุ่มที่ ๔ จะเห็นว่าจากเส้นสีเขียวที่เริ่มดร็อป (Drop) ลง เส้นสีน้ําเงิน ก็จะสูงขึ้น กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีความจําเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะถ้าเป็นในระบบ เรื่องเงินออมถึงจะไหลออกไปสู่ภายนอกก็ยังมีฐานเงินอยู่พอสมควร แต่เส้นสีน้ําเงิน จะไม่มีอะไรเลย

เพราะฉะนั้นจากการวิเคราะห์โพรไฟล์ (Profile) เรื่องของการจ้างงานตรงนี้ ก็นํามาสู่รายงานข้อเสนอการจ้างงานออกเป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน เพราะจะเห็นว่าบางนโยบาย ของรัฐบาลที่ได้กรุณาในเรื่องการขยายอายุเกษียณ ท่านก็จะเห็นว่าพอเราพูดเรื่องของ การขยายอายุเกษียณจะได้แค่เส้นสีแดงปลาย ๆ แล้วก็เส้นสีเขียวปลาย ๆ เท่านั้นเอง คือเป็น สัดส่วนประมาณสัก ๑ ใน ๕ ของกําลังแรงงานทั้งหมด เพราะฉะนั้นข้อเสนอหรือรายงาน ที่นําเสนอสภาในที่นี้จะเป็นการคํานึงถึงภาพใหญ่ของก้อนแรงงานทั้งระบบ

สไลด์ (Slide) ต่อไป ตัวนี้จะเป็นการวิเคราะห์ว่า ณ ปัจจุบันทางรัฐบาล ได้มีนโยบายอะไรบ้าง แล้วสามารถที่จะทํารายงานข้อเสนอแนะเสริมจากตรงนี้ได้อย่างไร

ข้อแรก เรื่องของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานตัวใหม่ที่ทางกระทรวงแรงงาน กําลังดําเนินการอยู่ก็คือต่อไปขอให้กําหนดระบุเกษียณไว้ที่ ๖๐ ปี อันนี้จะมีประเด็นนิดหนึ่ง ก็คือว่าถ้าหากมีการกําหนดอายุเกษียณไว้ในสัญญาจ้างงาน พอทํางานไปถึงอายุเกษียณแล้ว ลูกจ้างจะได้สิทธิประโยชน์เป็นเงินตอบแทนออกมาเหมือนกับการเลิกจ้าง ก็คือทํางานมา ๑ ปี ๓ ปี เกินกว่า ๕ ปี เกินกว่า ๘ ปี จะมีกฎหมายรองรับอยู่ว่าเขาจะได้ค่าชดเชยเท่าไร แต่ถ้าหากว่าไม่มีการกําหนดจะทํางานไปเรื่อย ๆ พอหมดสัญญาหรือลูกจ้างลาออกไปก็คือ ออกไปเลยโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนตรงนี้ ทางกระทรวงแรงงานก็มีแนวคิดว่าถ้าอย่างนั้น ให้ระบุเป็นดีฟอลต์ (Default) ไว้เลยว่าถ้าไม่เขียนให้กําหนดที่ ๖๐ ปี อันนี้ก็จะช่วยได้ พอแรงงานไหลออกมาตามอายุเกษียณก็จะได้เงินก้อนหนึ่งเป็นเงินชดเชย

ข้อ ๒ เรื่องของประกันสังคม เช่นเดียวกันอย่างที่เรียนว่า ณ ปัจจุบัน ประกันสังคมติดแคป (Cap) ติดเพดานอยู่ ๒ ตัว ตัวแรกก็คือเรื่องของระยะเวลา ถ้าหากว่า เป็น ๑๕ ปีขึ้นไปก็จะกระโดดเข้าสู่ระบบบํานาญชราภาพ หรืออีกอันหนึ่งก็คืออายุ ๕๕ ปี ตัวนี้จําเป็นที่จะต้องมีการขยายออกไปทั้ง ๒ ส่วนเลย ส่วนแรกก็คือตัว ๑๕ ปี เอาเป็น เกินกว่าได้ไหม จริง ๆ แล้วอย่างที่เรียนว่าถ้าผมเริ่มทํางานเร็วในระบบอายุสัก ๒๐ กว่าปี อายุ ๓๕ ปี เข้าสู่เกณฑ์แล้ว หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่เงื่อนไขของตัวที่บางท่านอยากได้เงินก้อน ออกมา ทีนี้ถ้าเรายืด ๒ ตัว ยืดระยะเวลาด้วยว่าเกินกว่า ๑๕ ปี อาจจะเป็นโดยสมัครใจ ก็แล้วแต่ อีกก้อนหนึ่งก็คือตัวที่รับสิทธิประโยชน์ให้ขยับจาก ๕๕ ปี เป็น ๖๐ ปี อันนี้ก็จะ ช่วยได้

ถัดมาจะเป็นตัวมติ ครม. ล่าสุดเรื่องที่สามารถจะหักรายจ่าย ถ้าเราจ้างงาน ผู้สูงอายุสามารถที่จะหักเป็นรายจ่ายได้ ๒ เท่า อันนี้ก็จะมีข้อสะท้อนจากกลุ่มวิชาการที่เราไปทําเวทีอยู่ก็คือว่าไม่อยากจะให้จํากัดตัวค่าจ้าง เอาไว้ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท คือจริง ๆ แล้วระดับฝีมือแรงงานมีหลายระดับ แต่ถ้าสมมุติว่า เรากําหนดเฉพาะที่จะไปเคลม (Claim) ภาษีได้ ๒ เท่าคือส่วนที่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น อันนี้จะเกิดข้อจํากัดบางอย่างว่าถ้าอย่างนั้นแรงงานมีฝีมืออาจจะไม่ได้ ถ้ารัฐบาลคิดว่า ไม่ควรที่จะไปหักภาษีเกินเรากําหนดเป็นเพดานการหักน่าจะดีกว่า ก็คือหักภาษีได้ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ว่าในส่วนของค่าจ้างอันนี้ก็น่าจะแล้วแต่ระดับของฝีมือแรงงาน

ถัดมาก็จะเป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน มีเรื่องของการจัดสร้างศูนย์หางาน ผู้สูงอายุ ทางด้านของประชารัฐเพื่อสังคม ตัวอี ๖ (E6) ก็มีการสนับสนุนนโยบายอันนี้ออกมา แล้วท้ายที่สุดสมัชชาผู้สูงอายุปี ๒๕๖๐ ก็มีการทําข้อเสนอส่งเข้า ครม. เช่นกัน

ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ถัดไป จากตัวแผนอันนี้เป็นการทํางานที่ต่อเนื่อง จริง ๆ แล้วการทํางานอันนี้เป็นวาระการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย เป็นวาระปฏิรูป จาก สปช. วาระที่ ๓๐ จะมีการทําในหลายมิติ สําหรับทําในเรื่องของการจ้างงานก็ได้มี การไปทํางานต่อแล้วก็ออกมาเป็นแผนกลยุทธ์ด้านการจ้างการทํางานของผู้สูงอายุ ระยะที่ ๑ ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๓ ตัวนี้เป็นผลงานวิจัยของคณะประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วทางกระทรวงแรงงานก็นําแนวปฏิบัติอันนี้ในการที่จะปรับแก้ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องบางตัว

สไลด์ (Slide) ต่อไป จากกลยุทธ์เบื้องต้นที่เรียนว่าเราทํางานวิจัยได้หนังสือ ออกมาเล่มหนึ่งสามารถแบ่งออกได้ ๕ กลยุทธ์ด้วยกัน กลยุทธ์แรก ก็คือเรื่องของการกระจายงาน สู่ชุมชน ณ ปัจจุบันแรงงานหนุ่มสาวจะเข้ามาทํางานในเมือง ในชุมชนหรือที่บ้านในชนบท จะเหลือแต่ผู้สูงอายุกับเด็ก เราเรียกว่าเป็นสังคมฟันหลอ สังคมแหว่งกลาง เพราะฉะนั้น พาร์ต (Part) หนึ่งของการกระจายงานไปสู่บ้านหรือชุมชน จะทําให้แรงงานรุ่นใหม่อยู่กับพื้นที่ แล้วตัวผู้สูงอายุก็สามารถที่จะช่วยทํางานตรงนั้นได้ด้วย กลยุทธ์ที่ ๒ เรื่องของขยาย อายุเกษียณราชการ อันนี้ทาง ก.พ. ก็ได้ดําเนินการอยู่ กลยุทธ์ที่ ๓ เรื่องของการจ้างงาน ต่อเนื่อง อันนี้นําไปสู่ข้อเสนอของเรา กลยุทธ์ที่ ๔ การจ้างงาน อาชีพที่เหมาะสมกับวัย ประสบการณ์ทํางาน และสมรรถนะทางร่างกาย อันนี้จะอยู่ในข้อเสนอข้อใหญ่ข้อที่ ๒ เดี๋ยวจะนําเรียนต่อไป กลยุทธ์ที่ ๕ เรื่องของการสร้างฐานข้อมูล อันนี้ก็จะเป็นระบบ สนับสนุนที่มีความจําเป็นเช่นกัน เพราะต่อไปเรามีความจําเป็นที่จะต้องทราบว่าผู้สูงอายุ มีความต้องการงานประเภทใด และตัวเองมีความรู้หรือสภาพความพร้อมเหมาะสมกับงาน แบบไหน

ขออนุญาตไปสู่รูปแบบของการจ้างงานที่นําเสนอเลย อันนี้คือ ๔ รูปแบบ ที่ทางด้านกรรมาธิการได้เสนอไป

ข้อ ๑ การจ้างงานกลับเข้ามาใหม่ เรื่องของการขยายอายุเกษียณว่าด้วย เรื่องของแรงงานในระบบ เพียงแต่ว่าอยากให้เขากลับเข้ามา เช่นเคยกําหนดเกษียณอายุไว้ที่ ๕๕ ปี ทําอย่างไรที่เขาออกไปแล้วจะสามารถกลับหรือจ้างงานต่อเนื่องได้ จะเป็นปีต่อปีก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่

ข้อ ๒ ขยายอายุเกษียณไปเลย จากกําหนดไว้ ๕๕ ปี ขยายเป็น ๖๐ ปี ๖๐ ปี ขยายเป็น ๖๕ ปี ขยายอายุขึ้นไปเลย อันนี้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ ตัวด้วยกันคือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน แล้วก็ พ.ร.บ. ประกันสังคม อย่างที่เรียนนะครับ ประกันสังคม จะเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์แล้วก็สัดส่วนของเงินทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องส่งเข้าไป สําหรับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานก็จะเป็นลักษณะที่ว่าผู้สูงอายุอาจจะไม่สามารถทํางานได้ เต็มกะ เต็ม ๘ ชั่วโมง หรือว่าตามระเบียบปกติได้ อันนี้ก็ต้องมี พ.ร.บ. คุ้มครองที่ตัดส่วน แยกออกมา รวมถึงเรื่องของสวัสดิการและค่าจ้างด้วย สําหรับข้อ ๑ กับข้อ ๒ ตัวแรงงาน ที่จะได้รับประโยชน์จากที่ผมเรียนตอนต้นเป็นภาพโพรไฟล์ (Profile) ของแรงงานในระบบ นอกระบบ จํานวนผู้ที่ได้รับผลจากการส่งเสริมตรงนี้จะอยู่ที่ประมาณ ๕๒๐,๐๐๐ กว่าคน ข้อมูลอันนี้มาจากประกันสังคมแรงงานในระบบปี ๒๕๕๘ โดยนับจากอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป

ข้อ ๓ อันนี้จะว่าด้วยเรื่องของตัวที่เป็นแรงงานนอกระบบ ก็คือการจ้างงาน สําหรับรูปแบบที่ยืดหยุ่น ตัวที่เกี่ยวข้องคล้าย ๆ กันก็จะมีในเรื่องของประกันสังคมแล้วก็ พ.ร.บ. ผู้รับงานไปทําที่บ้านปี ๒๕๕๓ เมื่อก่อนนี้มีเรื่องของการดูแลเป็นพิเศษก็คือเรื่องของ สตรีที่มีครรภ์ท้องอยู่ แล้วก็เรื่องของเด็กที่เขาคุ้มครองเป็นพิเศษ อันนี้ถ้าเกิดเราส่งเสริมทางด้านการจ้างงาน ผู้สูงอายุด้วยก็คิดว่าน่าจะมีข้อเสนอเจาะลงไปในเรื่องของการคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้านด้วย

ข้อ ๔ จะว่าด้วยเรื่องของการจ้างแรงงานผู้สูงวัยใหม่กลับเข้ามา อันนี้ว่าด้วย เรื่องของที่อยู่นอกภาคระบบอยู่แล้ว ข้อ ๑ กับข้อ ๒ ขยายในระบบแล้วก็ต่อเนื่องไป ข้อ ๔ เขาอาจจะเป็นแรงงานนอกระบบแล้วอยากกลับเข้ามาสู่ในระบบ จะต้องมีการเตรียมความพร้อม เรื่องของการพัฒนา เรื่องของฝีมือแรงงาน เรื่องของการประเมินความพร้อมด้วย อันนี้ ก็จะเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่เหลือจากสไลด์ (Slide) จะเป็นรายละเอียดของแต่ละด้าน

สไลด์ (Slide) ต่อไป อันนี้ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าจะเป็นตัวที่ขยายออกมา ให้เห็นถึงเรื่องของกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนสําหรับการจ้างงาน เข้ามาใหม่ แล้วก็มีแนวทางดําเนินการที่ควรจะทํา เรื่องของการตกลงค่าจ้างสวัสดิการ เรื่องของภาระงาน เรื่องของสัญญา

ประเภทที่ ๒ ตัวขยายอายุเกษียณ สิ่งที่ต้องทําคือเรื่องของการจัดกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ว่าการขยายกลุ่มที่เข้าไปจะมีสมรรถนะหรือว่าสกิล (Skill) ความสามารถ อย่างไร ยังมีในเรื่องของตัวบําเหน็จจากกองทุนประกันสังคมด้วย ถ้าเกิดว่าครบกําหนดแล้ว เขาก็ควรที่จะได้รับบําเหน็จตัวนั้นแล้วก็เป็นค่าจ้างที่ตกลงกันใหม่ด้วย

ถัดมาตัวนี้ว่าด้วยเรื่องของการจ้างงานแบบยืดหยุ่น ก็คือรับงานไปทํา ที่บ้านนั่นเอง อันนี้ก็จะว่าด้วยเรื่องของความปลอดภัยในการทํางาน เรื่องของการจ่ายค่าตอบแทน ที่มุ่งเน้นเรื่องของการส่งมอบตามชิ้นงานหรือคุณภาพมากกว่าระยะเวลาการทํางาน

ถัดไป จะเป็นอันสุดท้ายว่าด้วยเรื่องของการจ้างแรงงานสูงวัยใหม่ อันนี้อย่างที่เรียนนะครับ ก็ต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานให้กับแรงงานที่จ้างเข้ามาใหม่ด้วย รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

จากที่ดําเนินการมาทั้งหมด สไลด์ (Slide) นี้จะแสดงถึงรูปแบบหรือวิธีการทํางาน ต้องขออภัย อันนี้ควรจะอยู่ข้างต้นนิดหนึ่ง ว่าตัวคณะทํางานเริ่มจากการเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ แล้วก็มีการติดตามประเมินผลของการทํางานในการปฏิรูป

จากที่นําเรียนมาทั้งหมดเรามีการเสนอเพื่อการปฏิรูปอยู่ ๒ ข้อใหญ่ ๆ

ข้อ ๑ ว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริม การทํางานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบและแรงงานในระบบ

๑.๑ กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุในระบบก็จะเป็น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ในประเด็นที่ว่าให้นับอายุเกษียณตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป แล้วก็ให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ด้วย เหมือนกับการเลิกจ้าง

๑.๒ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ํา เพราะว่าระยะเวลาการทํางาน ช่วงเวลาการทํางานอาจจะไม่เหมือนกับแรงงานปกติ ทั่วไป

๑.๓ พระราชบัญญัติประกันสังคม ก็จะว่าด้วยเรื่องของการขยายสิทธิประโยชน์ จาก ๕๕ ปี เป็น ๖๐ ปี สําหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน อย่างที่เรียนนะครับ ณ ปัจจุบันจะให้การคุ้มครองพิเศษเฉพาะ เด็กกับสตรีมีครรภ์ อันนี้ก็น่าจะรวมผู้สูงอายุไปด้วย

ข้อ ๒ ว่าด้วยเรื่องของกฎหมาย เป็นข้อเสนอในการปฏิรูปเชิงระบบว่า ควรจะมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติมอะไรบ้าง

๒.๑ จะว่าด้วยเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน อันนี้ก็อย่างเช่น ที่รัฐบาลได้กระทําไป การหักค่าใช้จ่ายได้ ๒ เท่า ไม่ควรจะกําหนดเพดานค่าจ้างไว้ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท เพียงแต่ว่าอาจจะเอาไปหักได้ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

๒.๒ ว่าด้วยเรื่องของฐานข้อมูล

๒.๓ จะเป็นระบบคัดกรอง อันนี้มีความจําเป็นนะครับ เพราะว่าตัวผู้สูงอายุเอง ควรจะมีการประเมินสมรรถนะทางร่างกายแล้วก็ความเหมาะสมกับงานที่ทําอยู่เป็นระยะ

๒.๔ เป็นเรื่องขององค์ความรู้ที่จะว่าด้วยเรื่องของอาชีวอนามัยในการทํางาน

๒.๕ ส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสม

๒.๖ เรื่องของการสร้างความตระหนักแล้วก็การเตรียมความพร้อม

๒.๗ ว่าด้วยเรื่องของการส่งเสริมแรงงานสูงอายุที่ประกอบอาชีพอิสระ ปัญหาหนึ่ง ณ ปัจจุบันสําหรับผู้สูงอายุที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระคือการเข้าถึงแหล่งทุน เพราะว่าพออยากจะประกอบอาชีพของตัวเองแล้วปรากฏว่าเป็นผู้สูงอายุก็จะหาการค้ํา ประกันหรือแหล่งทุนสําหรับการลงทุนค่อนข้างที่จะยาก

๒.๙ ว่าด้วยเรื่องของการสร้างความตระหนักของสังคมแล้วก็คุณค่า และศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ

อันนี้ก็จะเป็นสรุปของรายงานที่นําเสนอกับสภาในวันนี้ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอครบถ้วนแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการนําเสนอประกอบการอภิปราย ขอเชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ดีมากเลยครับ แล้วตัวผมที่อภิปรายก็เข้าข่ายที่ท่านต้องช่วยดูแล เพราะผมอายุ ๗๐ ปีแล้ว ก็เรียกว่าสูงอายุมาก ๆ แล้ว ผมอยากให้ดูสไลด์ (Slide) ก่อนครับ ต้นนี้คือต้นอะไร ผมยังไม่บอก เดี๋ยวผมบอกทีหลัง แต่ต้นนี้เป็นต้นที่ดอกก็หอม ใบก็ไม่มีร่วงเลยตั้งแต่ปลูก จนแก่เท่าไรก็ไม่ร่วง แต่ผมอยากจะให้ท่านประธานดูธรรมชาติของมนุษย์ก่อน พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้นานแล้วนะครับ คําว่า วัฏสงสาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ผมเน้นคําที่ท่านกําลังพูด ผู้สูงอายุคือแก่ ตามภาษาพระ เกิดมาจากท้องแม่แก่เลยก็ถือว่าแก่ ตามหลักพระพุทธศาสนา ท่านลองดูต่อไป ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเป็นอย่างไรครับ บ้านสูงเผลอ ๆ ตกบันได ยิ่งขณะนี้อยู่ในชนบทจะอยู่กัน ๒ คนตายาย นี่ตัวอย่างเลยเห็นชัดเจนไปถ่ายมาจริง ต่อไปครับ อันนี้อยู่กันอย่างเป็นหมู่เหล่าแต่ไม่ใช่บ้านตัวเอง แทนที่จะอยู่ในสังคมชนบท อันนี้ สถานสงเคราะห์บ้านพักคนชรา นี่ครับ ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งแล้วก็เป็นข่าวไป ผมเคยนําเสนอแล้ว นอนหนาวไม่มีจะกินมา ๓-๔ วัน พอเป็นข่าวมาก็มีคนใจบุญคนไทยไม่แล้งน้ําใจช่วยเหลือ ต่อไปครับ ท่านเห็นไหมครับ ไม้ไผ่ ผู้สูงอายุปลูกต้นไผ่ไว้แล้วก็ไปตัดไผ่มา มาทําอะไรครับ เหลา ๆ ไม่ใช่ใช้เครื่องจักร ใช้มือกับมีดเหลาทําเป็นติ้วไม้ไผ่เสียบไก่ปิ้งขายที่เรากินอยู่ใน ห้องอาหาร ต่อไปครับ นี่คือผู้สูงอายุประกอบอาชีพสานงอบ ท่านเห็นงอบไหมครับ เดี๋ยวนี้ คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยเห็นงอบแล้วเห็นแต่หมวกแก๊ปร้อยแปดจิปาถะ ร่มราคาแพง ๆ นี่คืองอบที่คุณแม่ผมใส่เป็นประจําเมื่อตอนทําสวน ต่อไปครับ การฝึกอบรมอาชีพทําไม้กวาด ให้ผู้สูงอายุ ไปเก็บดอกหญ้ามาตามข้างทางหัวไร่ปลายนาแล้วก็มาทํา มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่คนเดียวเดี๋ยวก็เฉา เหี่ยว ในท้ายที่สุดก็ตายเร็ว และอาจจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บนอนติดเตียง พอมีสังคมทําอะไรที่เป็นเรื่องประกวดประขันกันก็ดี อันนี้เป็นการฝึกอบรมอาชีพจักสาน ให้ผู้สูงอายุ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านพูดทั้งหมดไม่ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งกระทรวงแรงงาน ผมอยู่กระทรวงแรงงานมาตั้งแต่เกิด กระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่ อุแว้ก็เห็นอย่างนี้มานาน ก็คิดว่าดีมาก แต่ถ้าเราให้เขาทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ดูแล คุณภาพชีวิตด้านอื่นของเขาโดยเฉพาะการออกกําลังกาย ท่านดูภาพต่อไปครับ เราต้องให้ ผู้สูงอายุออกกําลังกายตามสมควรแก่ร่างกาย เขาแอโรบิกแดนซ์ (Aerobic Dance) ท่านไปดูเลย เช้า ๆ ที่สวนลุมพินี ผมไปดูทีไรมีความสุขมากเลยผู้สูงอายุเต้นระบํารําฟ้อนร้อยแปดจิปาถะ ร้องเพลง เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเต้นระบําอย่างเดียวไม่ได้ทํางานเลยไม่มีเงินใช้ ก็จะลําบาก หลังจากที่เราดูแลให้ท่านมีอาชีพตามสมควรแก่เหตุแล้ว ให้ความอบอุ่นท่าน ไปจ๊ะจ๋ากับท่าน ท่านก็จะแข็งแรง ให้ท่านออกกําลังกาย และผมเคยอภิปรายในสถานที่นี้แล้วว่าจริง ๆ มาดู ตอนบั้นปลายชีวิตแล้วอาจจะสายเกินไป ต้องดูตั้งแต่โน่นเลย หญิงชายจะแต่งงาน ตรวจโรค ให้เรียบร้อยว่าไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ พอมีลูกก็ดูแลลูกให้สมบูรณ์ตั้งแต่คลอด กระดูกแข็งแรง พออายุเยอะแล้วจะได้ไม่เจ็บป่วย เหมือนกับรถของบริษัทที่ใช้เหล็กกล้า ยกตัวอย่าง ของเยอรมนีอย่างนี้นะครับ ก็จะใช้ทนใช้นาน แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องแนะนําให้ผู้สูงอายุ มีกิจกรรมไปวัดเพื่อความสุขทางใจ ก็เป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง ได้ใช้ธรรมะชโลมใจให้เห็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา อันนี้ก็จะครบวงจรของชีวิตมนุษย์ ทําอย่างที่ผมว่าแล้ว เห็นไหมครับ เมื่อสักครู่นี้นั่งจ๋องน่าสงสาร ตอนนี้ท่านก็มีความสุข และจะเห็นรอยยิ้ม ของคุณยายทั้ง ๒ ท่าน ชู ๒ นิ้วมีความสุขอย่างธรรมชาติ ไม่ได้เสแสร้งนะครับ ภาพต่อไป ผมอยากจะให้ท่านดู นี่คือภาพไปถ่ายมา เทศบาลตําบลก้านเหลือง อําเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ผมพูดเรื่องนี้ท่านอาจจะบอกว่ากระโดดไปอย่างไร เดี๋ยวผมจะบอกว่า ทําไมผมคิดภาพอย่างนี้มา นับตั้งแต่ต้นไม้ ดอกไม้ ผมบอกท่านก็ได้ เฉลยก็ได้ ต้นเมื่อสักครู่นี้ ภาพแรกลองกลับไปดูก่อนก็ได้ เขาเรียกว่าต้นลําดวน ต้นลําดวนมีมากที่สุดเป็นสวนเลย เขาเรียกว่าสวนสมเด็จย่า ผมเคยไปเดินมาที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้นไม้ประจําจังหวัดศรีสะเกษ เป็นสัญลักษณ์ว่าดอกลําดวนหอมเหมือนกับคนไทยเราที่สูงอายุ มีคุณูปการ เคยทําสิ่งดี ๆ สร้างชาติร่วมกันมา หอมขจรขจายและหอมเย็น ท่านเคยได้ยินดอกลําดวน แล้วท่าน เคยได้ยินขนมกลีบลําดวนไหมครับ อร่อยและแพง ขณะนี้หารับประทานยาก ถ้าท่านไม่เคยเห็น ผมจะไปหาซื้อมาให้ท่านดู แต่วันนี้ไปหาไม่ทัน ข้อเสนอของผมไปดูสุดท้ายนะครับ ผมอยากเห็นว่า อปท. ทั่วประเทศช่วยดูแลเรื่องนี้ ผู้สูงอายุอยู่ที่ไหนท่านทราบไหมครับ ไม่รู้หรอก ต้อง อปท. คือ อบต. หรือเทศบาล หรือสูงไปหน่อยก็ อบจ. กรุงเทพมหานคร เขตต่าง ๆ ต้องรู้ว่าผู้สูงอายุควรจะอยู่ที่ไหน อย่างไร ทําอะไร ต้องให้ท่านรับผิดชอบ ส่วนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่ท่านเอ่ยทั้งหมดนี้เป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่เป็นผู้กระทําการนะครับ ท่านให้วิชาการ หาเงินหาทองเข้าไปให้เขา ให้กําลังใจเจ้าหน้าที่ของ อปท. ทํางานแล้วงานจะเดิน ผู้สูงอายุก็จะทํางานตามสมควรแก่อัตภาพ ท่านจะไปให้ผู้สูงอายุที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาเต้นระบํารําฟ้อนที่สวนลุมพินีย่อมเป็นไปไม่ได้ ๒. ต้องให้กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ทั้งหมดนี้สนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่รักผู้สูงอายุด้วยปาก ต้องทําด้วยความจริงใจ สายตา มันจะบอกว่ารักจริงหรือไม่จริง ทําจริงหรือไม่จริง ข้อสุดท้ายสําคัญมากครับ การผลิตสินค้า ใด ๆ หรือการทําอะไรก็ตามต้องหาตลาด ผู้สูงอายุจะไปหาตลาดได้ไหม เอาไม้กวาดดอกหญ้า ไปขายที่ไหน ขายราคาเท่าไร ไม่มีหรอกครับ ลําบาก เพราะฉะนั้นส่วนราชการรวมทั้ง ภาคเอกชนทั้งหลายต้องดูแลผู้สูงอายุทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยการหาตลาด แล้วไม่ใช่ ไปซื้อไม้กวาดหรือจักสานของผู้สูงอายุต่อแล้วต่ออีก เราไปกินเหล้าเมายาเท่าไรไม่อั้น พอมาถึงนี่ต่อแล้วต่ออีก ลดได้ ๕ บาทไหม อะไร ขอความเมตตาประชาชนที่ฟังอยู่นอก สปท. นะครับ อย่าไปต่อท่านเลย กว่าท่านจะทําได้งอบแต่ละใบ ไม้กวาดแต่ละอันมันต้องใช้ความพยายามก็อย่าไปต่อท่านเลย ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าจะทําให้เปเปอร์ (Paper) ข้อเสนอของท่านสมบูรณ์ ผมอยากจะเสนอว่าอะไรที่ผมนําเสนอแล้วท่านคิดว่าดี เหมาะสมก็เอาไปใส่เพิ่มเติม แล้วให้เป็นรูปธรรม กราบขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณแทนสมาชิก สําหรับสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ถัดไปจะได้รับประทาน ขนมกลีบลําดวนจากท่านสุรินทร์ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ การจะดําเนินการเรื่องเกี่ยวกับการจ้างแรงงานผู้สูงอายุนั้น มีเรื่องที่จะสามารถกระทําได้ทันทีทันควัน อาจจะเป็นข้อเสนอของ สปท. ไปที่รัฐบาลให้มี การเริ่มดําเนินการทันที ส่วนอันที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กร อะไรต่าง ๆ เพื่อจะรองรับงาน ก็เป็นเรื่องระยะปานกลางกับระยะยาว ผมจะไม่พูด เรื่องระยะปานกลางกับระยะยาว ขอพูดเรื่องเฉพาะหน้าที่ว่าเราสามารถจะทําอะไรได้ ผมก็อยากจะเริ่มด้วยคําว่า อุปสงค์ อุปทาน ซัปพลาย แอนด์ ดีมานด์ (Supply and Demand) ว่า ณ วันนี้ผู้สูงอายุเกษียณอายุไปแล้วที่อยู่ในระบบและนอกระบบก็แล้วกัน มีอยู่ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย และคงจะขึ้นไปเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายในประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้า เมื่อมีผู้สูงอายุแล้วก็ยังแข็งแรงอยู่ ถามว่าสถิติผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ที่ไหน ก็น่าจะอยู่ที่สํานักงาน ก.พ. สํานักงานข้าราชการพลเรือน อยู่ที่กระทรวงกลาโหม แล้วก็ อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักใช่หรือไม่ที่เกี่ยวกับข้าราชการ ทหาร พลเรือน อาจจะมี สํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้ามาด้วย ก็ขอเป็นข้อเสนอจาก สปท. ไปที่รัฐบาลว่าให้หน่วยงาน ราชการหลัก ๆ เหล่านี้ ทหาร พลเรือน ตํารวจ รวบรวมสถิติของข้าราชการที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป แล้วก็จะเกษียณอายุไปอีก ๕ ปีข้างหน้า จะได้ทําสถิติล่วงหน้าไว้ ๕ ปี แล้วก็ให้มีการสํารวจ ความสมัครใจได้ไหมว่าใครที่ยังประสงค์จะทํางาน และมีทักษะอะไร ผมได้เคยอภิปราย ในสภานี้ พวกกระผมมาจากกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ยังมีเพื่อน ๆ อีกหลายคน จากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้เคยไปรับหน้าที่ ในต่างประเทศประจําที่สถานทูต ต่างก็มีประสบการณ์ทางด้านการต่างประเทศ และ ณ วันนี้ เราก็พูดกันแทบจะทุกวันเรื่องประชาคมอาเซียน (ASEAN) แล้วก็เรื่องจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ติด กับประเทศเพื่อนบ้าน และเราก็ได้เปิดเป็นสนามบินนานาชาติหลายแห่ง เราอยากจะเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รักษาพยาบาล ทางด้านประวัติศาสตร์ก็จะมีประมาณสัก ๓๐ กว่าจังหวัดที่อยู่ติดกับประเทศอื่น ๆ ผมก็ได้เคยเสนอว่าผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกระทรวงมหาดไทย หรือนายก อบจ. เชิญพวกกระผมที่เคยอยู่ต่างประเทศจาก ๔-๕ กระทรวงไปเป็นที่ปรึกษาทางด้านต่างประเทศได้ไหม หรือจะเป็นสนามบินที่จะเปิด ที่อู่ตะเภา ที่ภูเก็ต ที่สมุย อื่น ๆ ที่เป็นสนามบินนานาชาติ ก็อยากจะทําแบบที่ญี่ปุ่น เขาทําไหมครับ สนามบินที่โอซาก้าเขามีเอกอัครราชทูตที่ยังรับราชการอยู่เป็นผู้ประสานงาน กับทางรัฐบาลท้องถิ่น บรรดาผู้ที่อยู่ในกิจการของการท่องเที่ยวแล้วก็การเดินทางทางอากาศ เราก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ของอดีตข้าราชการที่ร่างกายยังแข็งแรง มีประสบการณ์ อย่างน้อยก็คงพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างจะดีให้เป็นประโยชน์ต่อบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัด ๓๐ กว่าจังหวัดแล้วก็ อบจ. อันนั้นเป็นอันที่ ๑ เสียก่อน แล้วคราวนี้ก็อาจจะแอปพลาย (Apply) โยงไปถึงได้ อดีตอธิบดี ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการจะเข้าไปช่วยพัฒนา โรงเรียนเพื่อจะยกระดับโรงเรียนของทั้งประเทศไทยให้อยู่ในระดับหรือมาตรฐานเดียวกันได้ หรือไม่ จะช่วยไปเป็นหูเป็นตาไปอยู่ที่คณะกรรมการของผู้ปกครองแล้วก็ครูในทุกจังหวัดได้ไหมครับ เพื่อจะได้เอาประสบการณ์อะไรต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้น แล้วก็ไปยกระดับการศึกษาของประเทศไทย เพื่อจะได้ขจัดความเหลื่อมล้ําในเรื่องระบบการศึกษากันเสียทีหนึ่ง แล้วก็ขยายไปที่ เรื่องสาธารณสุขต่าง ๆ เหล่านี้ได้ สามารถที่จะกระทําได้ทันทีถ้าเผื่อให้มีคําสั่งและรวบรวมสถิติ แล้วก็ขอให้ข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วนั้นสมัครใจว่าจะทําอะไร อย่างไร หรือแม้กระทั่ง ตํารวจโรงพักก็จะมีอดีตข้าราชการจากกระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์ ไปช่วยงานบางครั้งบางคราวก็ได้ เวลามีนักท่องเที่ยวต่างประเทศประสบอุบัติเหตุอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นอันหนึ่งในส่วนที่อยู่ในระบบคือข้าราชการ

อันที่ ๒ ก็แน่นอนในแวดวงเอกชน เราจะประสานงานกับสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย แล้วก็สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้หรือไม่ แล้วก็อาจจะโยงไปที่กรมหรือว่าสํานักงานทะเบียนการค้าของกระทรวงพาณิชย์เพื่อจะดูสถิติ ของพนักงานเอกชนที่เกษียณ เพิ่งจะเกษียณ หรือจะเกษียณในอนาคตว่าเขายังมีทักษะ อย่างไร แล้วประสบการณ์เหล่านี้ของเอกชนมันมีคุณค่ามหาศาล ถ้าเผื่อเราต้องการ จะพัฒนาบุคลากรในเรื่องของการบริหารจัดการที่เรียกว่าแมเนจเมนต์ (Management) เขามีประสบการณ์ทางด้านการบริหารจัดการโรงงานทางภาคเอกชน เขาจะไปเป็นอาจารย์ ช่วยมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่มีการสอนวิชาว่าด้วยบิซิเนส แอนด์ มินิสเทรชัน (Business and Ministration) การบริหารราชการทางธุรกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ได้หรือไม่ อย่างไร หรือจะไปช่วย อบจ. อบต. เทศบาลให้มีการจัดการบริหารที่ดี ให้มีความเป็นเอกชนให้มาก มีความคล่องตัว มีความโปร่งใส มีระบบต่าง ๆ เหล่านี้เราก็สามารถที่จะกระทําได้ ส่วนคน ที่อยู่นอกระบบมักจะเป็นผู้จ้างตนเอง มีกิจการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีความเฉพาะ อาจจะ เป็นครูที่สอนหมอลําที่ดี สมมุติว่าเป็นศิลปินที่ดีอายุมากแล้ว อันนี้ทําอย่างไรที่จะไปถึงเขาได้ ก็จะฝากงานอันนี้ไว้ที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านได้ไหม ไปที่นายกเทศมนตรีได้ไหม เพื่อจะดูว่าเอกชน เหล่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นผู้มีฝีมือทางด้านศิลปินเป็นจิตวิญญาณ เขาจะช่วยมาเป็นครูที่โรงเรียน ได้ไหม หรือจะช่วยคนที่พนักงานทั้งหลายตามโรงแรม ร้านอาหาร ในการที่จะเพิ่มทักษะ การปรุงแต่งอาหารไทยหรืออาหารไทยมุสลิม หรือภาคเหนือ ภาคอีสานต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ผมก็ขอเสนอเลยว่าเป็นข้อเสนอที่สามารถจะมีคําสั่งทันทีทันควันจากรัฐบาล แล้วก็เริ่ม เชิญผู้สูงอายุทั้งหลายเข้าสู่ระบบที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศของเราด้วย แล้วจุดอ่อน ของประเทศไทยก็คือขีดความสามารถในการบริหารจัดการอ่อนมาก โลกทัศน์แคบไม่ค่อยจะ รู้เรื่องเกี่ยวกับบริบทของภูมิภาคหรือว่าการเมืองระหว่างประเทศ เราก็พูดกันเรื่องอาเซียน (ASEAN) เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไปถามคุณครูส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความเข้าอกเข้าใจว่า มีความหมาย มีกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อโรงเรียน แล้วจะทําอย่างไรเพื่อผลิตนักเรียน หรือนักเรียนอาชีวะเพื่อรองรับการแข่งขันอย่างน้อยในระดับอาเซียน (ASEAN) เสียก่อน แล้วก็ในระดับระหว่างประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ และที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือ โรงพยาบาล มันไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ผู้ที่เกษียณอายุ อาจจะไปช่วยโรงพยาบาลได้อีกตั้งหลายแห่งที่จะรองรับชาวต่างประเทศที่จะเข้ามา บางคน ก็อาจจะมีทักษะทางด้านภาษาจีน ญี่ปุ่น ภาษาอาหรับต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะนําพาเขา เข้ามาอยู่ในระบบ แล้วก็มาช่วยพัฒนาการบริหารจัดการองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ แล้วในขณะเดียวกันก็จะได้ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้นําท้องถิ่น ผู้ประกอบการที่อยู่ในหมู่บ้าน ในตําบล ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อเราจะได้มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเต็มที่ อันนี้ ทําให้เป็นระบบเลยครับ แล้วจะมอบใครเป็นแกนกลาง ผมก็อยากจะขอเสนอเป็นสํานักงาน ก.พ. เสียก่อนได้ไหมในแวดวงของราชการ ทางภาคเอกชนจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ หรือกระทรวงแรงงานอันใดอันหนึ่ง เอาเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ เพราะเป็นบุคลากร ระดับบริหาร แล้วก็ขอความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย แล้วก็ทําให้เป็นกิจจะลักษณะให้มีระบบ แล้วผม ก็แน่ใจว่าอดีตข้าราชการหรือที่เกษียณไปแล้วนั้นมีเงินเดือน มีบําเหน็จ บํานาญอยู่แล้ว ก็ต้องการได้รับเงินเพิ่มเป็นค่าขนมได้ไหมครับ ไม่ต้องมากมาย ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท พอไหม เจรจาต่อรองกันได้ เพราะว่าเป็นเรื่องของการที่มาร่วมกันช่วยชาติในยามที่แก่เฒ่า กันเป็นลําดับ ก็ขอเสนอแค่นี้ครับท่านประธาน ขอขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ต่อไปท่านเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นเลขาธิการ ก.พ. ขอเชิญครับ

นางเมธินี เทพมณี 🔗

เรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกที่เคารพค่ะ ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีเรื่องนี้ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมเข้ามาสู่สภาในวันนี้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตนําเรียนข้อมูลสําคัญที่รัฐบาล ได้ขับเคลื่อนผ่านทางสํานักงาน ก.พ. เพื่อประกอบการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ ของเรา จากตัวเลขที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนั้นได้ส่ง ตัวเลขขึ้นมาในการศึกษาครั้งนี้ เราก็ได้มีการทํางานในภาคของสํานักงาน ก.พ. ซึ่งทํางาน ในการสนับสนุนของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยการศึกษาแล้วก็ทําการเช็ก (Check) ตัวเลข ในรอบ ๓ เดือนที่ผ่านมานั้นเราก็พบว่าได้มีการสํารวจอยู่ในหลาย ๆ ประเด็นด้วยกัน เช่น กรณีที่ผู้สูงอายุมีงานทํา ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นสํานักงานสถิติแห่งชาติได้สรุปผลสําคัญ การทํางานของผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งรวมทั้งข้าราชการของเราด้วยหรือพนักงานของรัฐ ดังนั้นการบริหารกําลังคนภาครัฐในอนาคตข้างหน้านั้น สํานักงาน ก.พ. ซึ่งทําบทสํารวจ แล้วก็บทของการวิจัยที่เสนอต่อคณะกรรมการ ก.พ. พร้อมจะเสนอรัฐบาลในโอกาสอันใกล้นั้น ได้พบว่าผู้สูงอายุของเราจากการสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติ จํานวน ๓,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่มีโอกาสมีงานทําในกลุ่มของผู้สูงอายุ ๑๐ ล้านคนในรอบสํารวจที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเป็นตัวเลข ประมาณร้อยละ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมดที่จะเข้าสู่กลไกการทํางาน ในขณะนี้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครบรูปแบบแล้ว ตัวเลขจากคณะกรรมาธิการนั้น ได้บอกว่าในโอกาสที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครบรูปแบบนั้นหมายถึงในกลไกที่ประเทศของเรา จะเป็นผู้ที่มีสัดส่วนของประชากรขึ้นไปในอายุที่อยู่ประมาณ ๖๕ ปีมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมดนั้นเต็มรูปแบบในปี ๒๕๗๔ ดังนั้นในระยะเวลาที่ใกล้จะถึงรอบ ๑๐ ปี ข้างหน้า เราก็จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี และจริงอย่างที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปราย สํานักงาน ก.พ. นั้นเป็นส่วนที่เราขับเคลื่อนโดยกลไกของราชการ โดยขับเคลื่อนหน่วยงาน ของรัฐ ขับเคลื่อนผู้ที่เป็นกลไกของรัฐที่จะนําเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นเมื่อเราทําการศึกษาเราดูตัวเลขในรอบ ๑๐ ปีข้างหน้าที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สุดยอดกลับมาที่คําว่า ก.พ. หรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน พนักงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน พลเรือนนั้นอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ คน ในรอบ ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะมีผู้เกษียณอยู่ที่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ก็ประมาณ ๑ ใน ๔ ของข้าราชการวันนี้ทั้งหมด ก็จะเหลือ ๓ ใน ๔ และถ้าเราคุมกรอบ อัตรากําลังไม่บรรจุข้าราชการเพิ่ม หรือบรรจุเพิ่มให้น้อยที่สุดเพื่อปรับรูปแบบเป็นสัดส่วน ข้าราชการที่มีจํานวนอัตรากําลังจิ๋วแต่แจ๋วอย่างที่พวกเราอยากเห็น คอนซูม (Consume) หรือเก็บค่าใช้จ่ายของรัฐน้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้วงเงินงบประมาณแผ่นดินก็มีตัวเลขสํารวจว่า ในงบประมาณแผ่นดินที่ตั้งประจําปีนั้นงบที่เป็นงบบุคลากรกินตัวเลขไปสูงมากในขณะนี้ สัดส่วนของการใช้ตัวเลขของงบบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ สมมุติว่าเป็นตัวเลขประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ นั่นก็แปลว่ารัฐบาลไทยจะมีโอกาสลงทุน พัฒนาเหลืออีกครึ่งเดียว หรือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ําไปถ้าหากว่ามีตัวเลขอื่น ๆ มาผนวกกัน ก็แปลว่าในสัดส่วนนั้นเราก็จําเป็นที่จะต้องใช้บริการผู้สูงอายุให้มากขึ้นในการทําโพรดักทิวิตี (Productivity) ให้ประเทศนี้ แล้วก็จะต้องใช้โอกาสนั้นในการขับเคลื่อนบุคลากรที่ยังคงแข็งแรง แล้วอายุเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกได้กําหนดไว้ว่าคนไทยนั้นดูจากสุขภาพ ดูจาก สิ่งแวดล้อม ดูจากสังคมความเป็นอยู่ เราจะมีอายุยืนยาวจนถึง ๗๕ ปี นั่นหมายความว่า จาก ๖๐ ปีนั้นเราจะอยู่ได้อย่างแข็งแรงมีคุณภาพอีกถึงประมาณ ๑๕ ปี ดังนั้นในช่วง ๑๕ ปี สํานักงาน ก.พ. จึงได้มีมติเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานี้เห็นชอบกับ อ.ก.พ. วิสามัญ เฉพาะกิจ เรื่องการพัฒนาระบบบริหาร รองรับการบริหารกําลังคนภาครัฐเข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยให้เรา เร่งจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนในการจัดหางานให้ข้าราชการมีงานทําอย่างต่อเนื่อง หรือเรา เรียกว่าเพลซเมนต์เซ็นเตอร์ (Placement Center) แล้วก็จะมีรูปแบบทํางานเชิงรุกที่จะ เข้าถึงผู้อยู่ในข่ายที่ต้องการสนับสนุนในการจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันต่าง ๆ เข้ามาเป็น พาร์ตเนอร์ (Partner) กับเรา ในการทํางานนั้นอาจจะเป็นโอกาสที่เป็นการทํางานระยะสั้น แต่เมื่อเราจะสามารถจ้างข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วกลับเข้ามาทํางานกับเราได้ ในการจ้างงานรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมก็จะสามารถทําให้เราใช้ประโยชน์จากกําลัง คนสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพและในราคาที่ไม่แพง อย่างที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายนะคะ ดังนั้นบทบาทแรกที่สํานักงาน ก.พ. ได้รับมอบหมายให้ทําก็คือเป็นแหล่งข้อมูลกลาง หรือฐานข้อมูลอย่างที่ท่านกรุณาแนะนํา สําหรับบุคลากรภาครัฐที่ใกล้เกษียณอายุ หรือเกษียณไปแล้วที่มีความประสงค์จะทํางานต่อไปนั่นก็คือคําที่ท่านได้กรุณาแนะนําว่า เราจะต้องมีการสํารวจ ถามความสมัครใจ วันนี้จะต้องเป็นระบบสมัครใจก่อน เพราะว่า กติกาของเราคือ ๖๐ ปีเกษียณ ในวันนี้เราก็จะมีธนาคารคลังข้อมูลสําหรับผู้สูงอายุ ที่มีความพร้อมและมีความสมัครใจที่จะเข้าสู่กลไกการทํางานในช่วงอายุงาน ๑๕ ปี ข้างหน้าต่อไป อันที่ ๒ สํานักงาน ก.พ. ได้รับมอบหมายให้เราบริการให้คําแนะนําปรึกษา หรือเรียกว่าเป็นแคเรียร์เคาน์เซลลิง (Career Counseling) โดยมีโอกาสที่จะให้การสนับสนุน กับผู้สูงอายุที่ต้องการจะทํางาน สมัครใจจะทํางานว่าสนใจงานด้านใด เงื่อนไขการทํางาน เป็นอย่างไร มีการทํางานเต็มเวลาหรือเป็นการทํางานบางส่วน และทําการให้ข้อมูล เพื่อการทําจ็อบแมตชิง (Job Matching) หรือว่าจัดคู่คนกับงานที่เหมาะสมให้กับท่านผู้สูงอายุ ที่สนใจ รวมทั้งจัดทําประวัติการทํางาน เสนอแนะกับหน่วยงานที่ต้องการสรรหากําลังคน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดแข็งของสํานักงาน ก.พ. เป็นอย่างยิ่ง ก็คือสํานักงาน ก.พ. จะทราบว่า ส่วนราชการใดต้องการคนประเภทใด คุณสมบัติอย่างไร สเปก (Spec) สูงหรือไม่ ราคา เป็นอย่างไร ราคากลางเป็นอย่างไร ดังนั้นในส่วนนี้สํานักงาน ก.พ. ก็มีความพร้อมที่จะ ดําเนินการตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย และถ้าท่านกรรมาธิการจะกรุณาบรรจุสิ่งเหล่านี้ เข้าไปเพื่อสนับสนุนให้สํานักงาน ก.พ. ทํางานชิ้นนี้สําเร็จก็น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ของเราในอนาคตต่อไปเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งสิ่งหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทําก็คือการประเมิน ความรู้ ทักษะ ความสามารถของบุคคลที่จะก้าวเข้าสู่การทํางานหลังเกษียณ แล้วก็สามารถ พัฒนาเพิ่มเติมในทักษะที่ท่านยังคงต้องการที่จะปรับเพิ่มหรือปรับทักษะให้เข้าสู่การทํางาน ในโอกาสถัด ๆ ไป เช่นในกรณีของการที่เราจะขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) แล้วรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะกระจายงานเหล่านี้สู่ชุมชนหมู่บ้านโดยการตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน ไปที่หมู่บ้านทั้งหลายหลายหมื่นหมู่บ้าน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นจะได้มีโอกาส เข้าไปมีกลไกในการมีส่วนร่วมอันนี้ โดยมีการทํางานในภาคท้องถิ่นร่วมกัน ซึ่งข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐนั้นก็กระจายอยู่ทั่วประเทศ และได้มีโอกาสที่จะเข้าสู่กลไกการทํางาน แบบใหม่ ลดโหลด (Load) การจ้างงานในระบบของข้าราชการหรือพลเรือนภาครัฐ ลดโหลด (Load) ของการที่จะมีภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการให้บําเหน็จ บํานาญ ในโอกาสอันยาวไกลต่อไป ซึ่งเราก็เชื่อว่าในเรื่องนี้จะทําให้รัฐบาลบริหารกําลังคนภาครัฐ ได้ยาวนานขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น แล้วก็ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่ายิ่งขึ้น รวมทั้งเราได้รับมอบ ให้ทําโครงการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์จากพี่ ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่เก่งและมีความรู้ความสามารถ ในระดับต่าง ๆ เข้าสู่กลไกของการที่จะทํางานหลังจากผู้อาวุโสเหล่านั้นหมดเวลาในการทํางาน หรือไม่สมัครใจในการทํางาน หรือสุขภาพอาจจะไม่ได้ในการทํางาน ดังนั้นกลไกนี้จะต้องมี การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดิฉันก็หวังว่าในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้าข้าราชการของเราซึ่งกําลังจะเกษียณ ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ๑๐๒,๐๐๐ รายนั้นจะเป็นโค้ชชิง (Coaching) ที่ดีให้กับรุ่นน้อง ที่จะก้าวเข้าสู่การทํางาน และรวมทั้งตัวข้าราชการเหล่านั้นก็จะเป็นกําลังสําคัญของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนอย่างมีคุณภาพต่อไป ในส่วนนี้อยากจะขอเรียนอีกคําพูดเดียวก็คือว่า ทั้งหมดที่พูดนั้นไม่ได้แปลว่าจะลดทอนการเข้ารับราชการของคนรุ่นใหม่ ของบุคลากร ที่ผลิตออกมาจากระบบการศึกษาเข้าสู่ระบบราชการ ทั้งนี้ก็จะได้มีการมองว่าสายงานใด เหมาะสมที่จะรับคนรุ่นใหม่เข้ามา สายงานใดที่ควรจะต้องใช้บุคลากรที่ทรงคุณค่า ทรงคุณวุฒิ มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี สามารถทํางานเป็นตัวแทนประเทศได้ไม่ว่าอายุของท่านนั้นจะเกิน ๖๐ ปีแล้วหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตามในสิ่งนี้ดิฉันขออนุญาตรับคําอภิปรายของท่านสมาชิก ที่เกี่ยวกับสํานักงาน ก.พ. แล้วก็ขออนุญาตเสนอข้อมูลสําคัญให้กับท่านกรรมาธิการ เพื่อประกอบการศึกษาในเชิงรายละเอียดต่อไป ถ้ามีความประสงค์จะดําเนินการนะคะ และสํานักงาน ก.พ. ในส่วนที่รับมอบหมายนโยบายจากรัฐบาลมาก็พร้อมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่ออนาคตข้างหน้าของประเทศไทยต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก็เป็นมุมมองสําหรับองค์กรที่ทํางานโดยตรงด้านบริหารกําลังคน ภาครัฐ คือ ก.พ. ต่อไปขอเชิญผู้บริหารภาคเอกชน ท่านกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยครับ

นายกลินท์ สารสิน

ท่านประธานครับ ผม กลินท์ สารสิน สปท. ลําดับที่ ๔ ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ เมื่อสักครู่นี้ที่มีเพื่อนสมาชิกได้บอกไว้แล้ว อันนี้เราควรจะทําทันทีว่ามีความต้องการไหม ซึ่งตอนนี้ฐานะผมอยู่ในคณะของประชารัฐ ด้านท่องเที่ยว เราก็มีความต้องการที่จะช่วยผู้สูงอายุ ก็เลยมีโครงการเรียกว่า อะเมซซิง ไทย โฮสต์ (Amazing Thai Host) ลักษณะงานคือเราอยากจะจ้างข้าราชการเกษียณอายุ แล้วก็ไปอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็อาจจะมีเครื่องแบบให้ แล้วก็มีอุปกรณ์คล้าย ๆ กับ เป็นโทรศัพท์มือถือสัก ๑ เครื่อง มีหมวก มีเครื่องแบบที่ให้รู้ว่าอยู่ในโครงการนี้ หน้าที่ ของคนพวกนี้ ก็คือเป็นการชี้ทางแนะนํานักท่องเที่ยวแต่ละแห่ง ว่าเข้าห้องน้ําตรงไหน สถานที่ตรงไหนเป็นอย่างไรบ้าง ความปลอดภัยอย่างไรบ้าง อันนี้ก็เป็นโครงการที่ด้านเอกชน ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราคาดว่าจะมีการทํางานน้อยกว่า ๕ วัน ต่อ ๑ สัปดาห์ แล้วก็น้อยกว่า ๘ ชั่วโมงต่อ ๑ วัน ที่เราแพลน (Plan) เอาไว้ แต่ปัญหา ก็คือว่าเราเปิดรับสมัครแล้วแทบจะไม่มีคนสมัครเลย เพราะหลัก ๆ คือไม่มีกฎหมาย ที่จะบอกว่าทํางานกับภาครัฐแล้วน้อยกว่า ๘ ชั่วโมงต่อ ๑ วัน แล้วห้ามน้อยกว่า ๕ วัน ต่อ ๑ สัปดาห์ อันนี้คือไม่เฟล็กซิเบิล (Flexible) เลยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นที่กฎ กติกา ในช่องนี้บอกว่าจะเป็นเรื่องเฟล็กซิเบิล (Flexible) อันนี้ผมเห็นด้วย เรื่องการจ้างงาน ในแบบยืดหยุ่นนี้เห็นด้วยเลย ก็ฝากท่านดูเรื่องนี้ด้วย เป็นไปได้ไหมว่าทํางานคิดเป็นรายวัน น้อยกว่า ๕ วันต่อ ๑ สัปดาห์ได้ไหม น้อยกว่า ๘ ชั่วโมงต่อ ๑ วันได้ไหม แล้วก็อาจจะคิดต่อ ๑ วัน คล้าย ๆ เป็นค่าแรงงานขั้นต่ํา ก็เป็นเรื่องที่ขอเสนอแนะนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดที่จะขออภิปรายไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ และผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ วันนี้มีท่านที่ร่วมให้ข้อคิดเห็นอยู่น้อยกว่าที่อยากจะได้ยินนะครับ มีอยู่ ๔ ท่าน แต่ทั้ง ๔ ท่านก็ได้ให้ข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมอยากจะเรียนว่าในข้อเสนอ ของกรรมาธิการท่านคงจําได้ มีอยู่ ๒ เรื่องที่ผ่านไป

เรื่องแรก เรื่องการแก้กฎ ระเบียบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านสุรินทร์ ก็กรุณาทวงถาม ก็ขออนุญาตเรียนว่าตอนนี้ทางกรรมาธิการโดย สปท. ก็อยู่ในเรื่องหนึ่ง ที่เป็นวาระใน ๒๘ วาระ ที่ไปดําเนินการในการติดตามเรื่องของการแก้กฎ ระเบียบ ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะทําให้การดูแลผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดําเนินการได้อย่างไม่มีอุปสรรคนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องกลีบลําดวน ซึ่งเห็นว่าจะมีขนมกลีบลําดวนอะไร เดี๋ยวท่านประธานคงจะสอบถามอีกทีหนึ่งนะครับ สําหรับข้อเสนอของท่านสุรินทร์ ต้องเรียนว่า ท่านคงจํา ศพอส. หรือศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอาชีพคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้นะครับ ว่าภารกิจในเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องสุขภาพ เรื่องสังคม เรื่องของอาชีพ เศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องของสุขภาวะก็คือสิ่งที่จะ ทําให้ผู้สูงอายุมีชีวิตดูแลตนเองได้ในบ้าน ในสังคมอย่างสะดวก ศพอส. จะตอบโจทย์ แล้วก็จะดูแลแก้ไขปัญหา ซึ่งข้อเสนอของท่านสุรินทร์ก็มีเรื่องตลาดสําหรับสินค้าผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมเป็นข้อแนะนําที่ดี เราก็จะผนวกอยู่ในรายงานเพื่อที่จะได้ ขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุ

ของท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตเรียนว่าก็ได้รับความกรุณาจากท่านเมธินี ได้มาตอบในฐานะที่ท่านเป็นเลขาธิการ ก.พ. ก็คิดว่าการจ้างที่ปรึกษาโดยภาครัฐที่เกษียณอายุแล้ว ผมคิดว่าในฐานะที่ผมก็เคยดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีความรู้สึกว่าเวลาจะทํางาน ที่เกี่ยวกับการระหว่างประเทศ ถ้าได้ท่านอดีตเอกอัครราชทูตมาเป็นที่ปรึกษาก็คงจะได้ ให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับระบบ ระเบียบ วิธีการต่าง ๆ ในการที่จะปฏิบัติ ในการระหว่างประเทศได้อย่างดี ก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ แล้วก็คิดว่า กระบวนการจ้างที่จะนําไปสู่การดําเนินงาน ท่านเมธินีก็ประกาศแล้ว กรรมาธิการก็จะ ขออนุญาตผนวกสนับสนุนท่านด้วยตามเจตนารมณ์ที่ท่านได้กรุณาเสนอแนะนะครับ

อีกท่านหนึ่ง ท่านกลินท์ ต้องเรียนว่าขอบพระคุณอย่างยิ่ง เรียนว่าในรายงานฉบับนี้ เป็นรายงานที่มองในเชิงของอะไรที่เป็นอุปสรรคในการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ ก็เป็นไปตามที่ท่านกลินท์ได้นําเสนอก็คือระบบการจ้างงานปัจจุบันคือการจ้างงานแบบทํางาน เต็มเวลา ก็คือผู้ใดก็ตามที่จะเข้าไปทํางานก็จะต้องไปจ้างเป็นสัญญาจ้างตามระบบ การจ้างงานปกติ วันหนึ่งกี่ชั่วโมง ต้องทําอะไรบ้าง มีเงื่อนไขการจ้าง มีอะไรก็เป็นไปตามกฎ ตามระเบียบซึ่งอยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งอันนี้เราก็ตระหนักดี แล้วก็อยู่ในข้อเสนอ ของเราที่เป็นข้อพิจารณาก็คือการจ้างงานแบบยืดหยุ่น หลักการที่เสนออันนี้ก็คือการที่จะ เสนอให้มีการปลดล็อกในลักษณะของอุปสรรคในเชิงข้อกฎหมายและกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่จะทําให้การจ้างงานในลักษณะพาร์ตไทม์ (Part Time) ก็ดี ในลักษณะของการจ้าง เป็นที่ปรึกษาไม่เต็มเวลาเหมือนท่านกลินท์ว่าจะจ้างสักสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน ๕ วัน วันหนึ่ง อาจจะทํา ๔ ชั่วโมงหรือ ๕ ชั่วโมงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าสมมุติว่าเป็นกฎเดิมก็จะไม่สามารถ ดําเนินการได้ ทําให้ไม่มีใครไปสมัครกับท่านอะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะติดที่กฎต่าง ๆ แล้วพอไปทํางานก็จะมีเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องของประกันสังคม เรื่องอะไรที่ยังไม่ได้ ปลดล็อก เพราะฉะนั้นถ้าข้อเสนอเราเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อนําไปสู่การแก้ไขกฎ ระเบียบ ที่อยู่ในรายละเอียดของรายงานก็จะเป็นประโยชน์ต่อการจ้างงาน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุที่จะสามารถมีโอกาสได้กลับมาใช้หรือกลับมาทํางาน ก็ขออนุญาตเรียน โดยสรุปถึงข้อเสนอของการรายงานเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานอโณทัยครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผมว่าสาเหตุที่เพื่อนสมาชิก แสดงข้อเสนอแนะน้อยอาจจะมาจากสาเหตุอย่างน้อย ๒ ประการ ประการแรก เมื่อวานนี้อภิปรายไป ๒๐ ท่านก็คงจะเหนื่อยเมื่อยล้า ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นผลงาน ซึ่งอาจจะเป็นรายงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุด เพราะว่าเมื่อวันที่ ๑๘ ที่เราเสนอ เรื่องวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ไป ขณะนั้นสมาชิกเรา ๑๔๙ ท่าน จาก ๑๙๕ ท่าน ก็เป็น ๗๖.๔๑ เปอร์เซ็นต์ มา ณ วันนี้เป็น ๑๔๗ ท่าน จาก ๑๙๓ ท่าน ก็ลดลงมาไม่มากเท่าไร ๗๖.๑๔ เปอร์เซ็นต์ ยังถือว่าถ้ามีท่านสมาชิกเดินมา ๔ ท่าน ก็หมายความว่า ๓ ท่านเป็นผู้สูงอายุเลยนะครับ อันนี้จากตัวเลขซึ่งเรารู้ว่า ปี ๒๕๖๔ ประเทศชาติเราจะมี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าเดินมา ๕ ท่านมีเพียง ๑ ท่าน ขณะนั้นประมาณ ๑๓,๔๐๐,๐๐๐ คน ถ้าตัวเลขประชากรทั้งหมดเราตีว่า ๖๗ ล้านคน ขณะนี้เรามี ๑๐,๗๐๐,๐๐๐ คน ของเรา ตีเป็นสังคมถ้าจะเรียกกันแล้วเรียกชื่อไม่ถูก ระดับสูงวัยสุดยอดอย่างสมบูรณ์หรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ เรียกรวมยอดไปเลยของพวกเราเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามผมคิดว่าข้อเสนอ ถึงแม้จะน้อยท่านแต่ก็มีประโยชน์อย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุรินทร์บอกว่าดอกลําดวนซึ่งเป็นดอกสัญลักษณ์ ของผู้สูงอายุนั้นมีความเอร็ดอร่อย มีอะไรต่อมิอะไร ท่านประธานอลงกรณ์ท่านกระซิบกับทางผม บอกว่าขอมอบหมายหน้าที่ให้อาทิตย์หน้าเป็นคนทวงท่านสุรินทร์แล้วกันว่าขอให้นํามา แจกจ่ายกับเพื่อนสมาชิกนะครับ จริง ๆ แล้วดอกลําดวนเป็นดอกประจําจังหวัดศรีสะเกษ เราได้รับการแต่งตั้งให้วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๒๕ เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ สมัยท่านประธาน องคมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันก็ ๔๕ ปีแล้ว ถือว่าเรามีวันผู้สูงอายุแห่งชาติมาเป็นเวลา ๔๕ ปี ดอกลําดวนเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ

สําหรับข้อเสนอของท่านกษิต ภิรมย์ นั้น ผมเห็นด้วยทุกประการว่าควรใช้ ศักยภาพของข้าราชการที่มีประสบการณ์มาก ๆ แล้วรัฐบาลสามารถทําได้เลย

เมื่อสักครู่นี้ท่านกลินท์ก็ได้ตอบไปว่าทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ได้ร่วมมือทํา แต่เป็นที่แปลกว่าประกาศรับสมัครไปยังไม่มีผู้มาสมัครเลย ก็ต้องไปดําเนินการต่อ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีถ้าผู้สูงอายุเหมือนสังคมของเราซึ่งเป็นผู้ที่มี ประสบการณ์อย่างมีศักยภาพสามารถช่วยประเทศชาติได้น่าจะทําอะไรที่เป็นประโยชน์ มากพอสมควร ก็ขอน้อมรับไว้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีข้อเสนอแนะมาจะใส่ลงไปในภาคผนวก ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้จะเข้าไปผสมผสานกับการเตรียมการผู้สูงอายุเป็นกรณีเร่งด่วน และสําคัญที่ต้องปฏิรูปในปี ๒๕๖๐ ใน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง กราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน สวัสดีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณไปที่คณะกรรมาธิการ ด้วย ๒ ประโยค อันแรก ก็อยากจะเสนอให้ทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทํางานกับ ก.พ. เรื่องจะเอาบุคลากรเข้ามา นั่นเป็นเรื่อง เขาเอาอดีตข้าราชการมาทํางานร่วมกับทางภาคเอกชน แต่ว่าทางกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบผม ก็คือผู้มีประสบการณ์ทางภาคเอกชนจะเข้าไปช่วยทางราชการหรืออื่น ๆ ได้หรือไม่ ผมก็อยากจะยกตัวอย่างของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล แล้วก็มหาวิทยาลัย ที่อยู่ในต่างจังหวัด รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ที่มีสาขาในต่างจังหวัดด้วย ผมก็ได้ไปร่วมบรรยาย ผมคิดว่าท่านประธานก็คงได้รับเชิญไปหลายครั้ง แต่ก็มีข้อสังเกตว่า มักจะเป็นหน้าเดิม ๆ เวียนกันไป ในขณะเดียวกันผมก็คิดเรื่องระบบการศึกษาของเรา ที่เรียกว่าทวิภาคี ดูอัลซิสเต็ม (Dual System) คราวนี้ก็มีบุคลากรที่เก่งกล้าสามารถ จากแวดวงเอกชนเกษียณอายุไปแล้วจะเอาทางภาคเอกชนร่วมเป็นอาจารย์สมทบให้กับ มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัดได้ไหม ไม่อย่างนั้นอาจารย์ที่สอนกันส่วนใหญ่ ก็เอาทฤษฎีมา แต่ประสบการณ์ของทางภาคเอกชนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะเพิ่มทักษะ แล้วก็องค์ความรู้ให้กับนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะปี ๑ ถึงปี ๔ แล้วตอนนี้ก็เรียนปริญญาโท กันมากมาย ทําให้เป็นระบบได้ไหม กระทรวงศึกษาธิการเข้ามา ที่ประชุมอธิการบดีเข้ามา แล้วที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล เราก็จะได้บุคลากร จากทางภาคเอกชนที่มีประสบการณ์เก่งกล้าสามารถมากมายมาช่วยระบบการศึกษา ของเราด้วย ก็อยากจะขอเสนอแล้วอยากจะฟังสักนิดว่าทางท่านกรรมาธิการว่าอย่างไร ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. ๑๗๓ ขอนิดเดียวครับ ผมได้อภิปรายไปแล้วว่าพอสูงอายุแล้วสุขภาพก็ไม่ดี ผมก็บอกว่าไม่มีใครรู้ ว่าผู้สูงอายุอยู่ที่ไหน อย่างไร ควรจะทําอะไร มันต้องให้ อปท. ทีนี้ถ้าท่านรับว่าใช้ อปท. ไป ก็ขอความกรุณาท่านไปแก้อะไรอีกหลายอย่างนะครับ แล้วก็ถอยข้าราชการออกมาให้เป็นกฎกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มาเป็นส่งเสริม เมื่อสักครู่ ท่านบอกว่าจะให้ สปสช. ผมคิดว่าไม่ตรง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลจะดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุได้ดี บวกกับการออกกําลังกายในพื้นที่ซึ่งก็แตกต่างกันไป ก็ขอว่าท่านเห็นด้วยกับผมไหม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการครับ ท่านวิเชียร ชวลิต

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

ขออนุญาตเรียนที่ท่านซักถามเพิ่มเติม ของท่านกษิต ขออนุญาตเรียนว่าก็ยินดีรับข้อแนะนําของท่านในการที่จะนําข้ามกัน ทั้งระหว่างเอกชนกับรัฐเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้นะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่ท่านสุรินทร์เรียนซักถาม ผมใช้คําว่า ศพอส. ซึ่ง ศพอส. ตอนนี้ ทาง สปสช. ที่ท่านเข้าใจนี้ทํางานร่วมกันกับ ศพอส. อยู่แล้วในการกําหนดพื้นที่ แล้วก็ ไปดําเนินการดูแลด้านสุขภาพส่งเสริมการออกกําลังกายอะไรพวกนี้ ดําเนินการร่วมกันอยู่แล้ว โดย ศพอส. นี้ขับเคลื่อนหรือสนับสนุนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พม. เป็นคนดําเนินการ ในลักษณะของการส่งเสริมการจัดตั้ง แล้วก็การขับเคลื่อนการสนับสนุนงบประมาณ การดูแล เรื่องสถานที่และบุคลากรในการช่วยทํางาน ศพอส. ดําเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การส่งเสริมการจ้างงานแรงงาน ผู้สูงอายุแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้ว ยังมีอีกท่านหนึ่งครับ ท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีชิดชัย ยังมีด้านหลังอีกนะครับ สมาชิกเดินเข้ามา วันนี้มีประชุม กรรมาธิการอยู่หลายคณะนะครับ ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดู ด้วยครับ ใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การส่งเสริม การจ้างงานแรงงานผู้สูงอายุหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มี ก็เป็นอันว่าได้ใช้สิทธิ ครบถ้วน ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนน ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ เห็นด้วย ๑๕๒ ไม่เห็นด้วย ๑ งดออกเสียง ๒ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี ไม่ทราบว่ากดผิดหรือเปล่าครับ

แสดงว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ ยังไม่จบการประชุมนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกท่านใด มีความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีขอเชิญ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ รบกวนท่านนิดหนึ่ง เผอิญให้ไมโครโฟนตรงกับการพูดครับ ไมโครโฟนมันห่าง

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ เรื่องเดียวครับ คือท่านประธาน เราพูดกันมากในที่ประชุมนี้เรื่อง ๔.๐ เรื่องสมาร์ตซิตี (Smart City) เรื่องครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) ซึ่งทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัล ตอนนี้ก็มีเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นทั่วโลกแล้วก็กระทบกระเทือนต่อทุกคน ในเรื่องของการสัญจรไปมาคือระบบแท็กซี่อูเบอร์ (Uber) หรือว่าแกร็บ (Grab) ในขณะเดียวกันทุกคนก็เหนื่อยหน่ายกับตอนสี่โมงเย็น จะขึ้นแท็กซี่ธรรมดาก็มักจะ ไม่ประสบความสําเร็จ แล้วผมก็ยังไม่ทราบ ณ วันนี้ว่าทางกระทรวงคมนาคม หรือว่าทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติมีการดําเนินการอย่างใดที่จะเร่งให้มีกฎเกณฑ์ ระเบียบที่จะรองรับกับสิ่งที่เป็นความทันสมัยของการขนส่งมวลชนโดยระบบแท็กซี่ที่เรียกว่า อูเบอร์ (Uber) และแกร็บ (Grab) แล้วก็อยากจะขอฝากท่านประธานว่าจะนําปรึกษากัน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไหมครับว่ากรรมาธิการหนึ่งใด จะประสานกับรัฐบาลเร่งเรื่องนี้ให้เป็นระบบ คืออูเบอร์ (Uber) กับแกร็บ (Grab) ก็ต้อง ขยายตัวไปเรื่อย ๆ แล้วก็ได้รับการตอบสนองจากผู้ใช้บริการที่ดี แต่ก็ยังมีปัญหากับแท็กซี่ ซึ่งแยกออกมาเป็น ๒ ประเภท คือคนขับแท็กซี่ที่เขาเป็นเจ้าของรถของตนเองกลุ่มหนึ่ง กับอันที่ ๒ แท็กซี่ที่ต้องเช่าจากเถ้าแก่ ให้ทั้ง ๒ ส่วนนี้มีระบบที่สามารถจะแข่งขันกับอูเบอร์ (Uber) และแกร็บ (Grab) ได้หรือไม่ จะทําอย่างไรเพื่อให้เขาอยู่รอดได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเรื่องของระบบร้านสะดวกซื้อ ทําให้คนยากคนจนเข็นรถก๋วยเตี๋ยวสู้กันไม่ไหว ก็ต้องมีการวางระเบียบอะไรเพื่อให้อยู่กันได้อย่างสมานฉันท์แล้วทุกคนก็มีความเจริญ ฉันใดฉันนั้น ระบบของอูเบอร์ (Uber) กับแกร็บ (Grab) เป็นเรื่องที่มาจากบรรษัทข้ามชาติ มัลติเนชันนัล (Multi-National) แต่ก็เป็นระบบที่คนทั่ว ๆ ไปยอมรับแล้วก็อยากจะใช้ แต่ก็ไม่อยากจะเห็นว่าแท็กซี่ที่เป็นเจ้าของหรือเป็นของเถ้าแก่นั้นสูญพันธุ์ ยังอยู่ในวิสัย ที่จะมีการพัฒนาปรับปรุง แต่ว่ากระทรวงคมนาคมก็ดี สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ดี หรือจะ กทม. ต้องเร่งดําเนินการแล้วครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องตุ๊บป่อง ๆ ไปแบบนี้ จะได้มีระบบ แล้วเราจะได้เป็นเมืองที่เรียกว่าสมาร์ตซิตี (Smart City) อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วเดินทางก็ปลอดภัย การใช้รถก็ไม่ถูกข่มขืน ไม่ถูกจี้ อันนี้ก็เป็นข่าวที่น่าสลด กระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ภาพพจน์ของคนไทย ของประเทศไทยต่อการท่องเที่ยว ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องการบริการของแท็กซี่ให้เป็นระบบตรวจสอบได้ต่าง ๆ เหล่านี้ ขอถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ขอเสนอท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณข้อหารือที่เป็นประโยชน์และทันสมัยมาก จะนําไปรายงานในวิป (Whip) เพื่อที่จะให้กรรมาธิการเขาได้นําเสนอ แต่มีประเด็นหนึ่งที่อยากเรียนท่านว่า ในกรณีนี้เราได้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ติดตามไป ก็คือส่วนแท็กซี่โดยเฉพาะ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็มีทั้งแท็กซี่ที่เป็นเจ้าของเองกับแท็กซี่เป็นอู่ ผมเอง ได้ประชุมกับประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ซึ่งในส่วนนั้นก็มีสหกรณ์บริการ ก็คือสหกรณ์แท็กซี่เป็นส่วนใหญ่นั่นละครับ อาจจะกล่าวได้ว่ากินพื้นที่ส่วนใหญ่การบริการ ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็จะส่งเสริมในการที่จะพัฒนาโดยใช้แอปพลิเคชัน (Application) แบบเดียวกับอูเบอร์ (Uber) หรือว่าแกร็บ (Grab) อูเบอร์ (Uber) มีปัญหา ไม่ใช่เฉพาะประเด็นเรื่องการที่เราจะเปิดบริการ อะไรเป็นประโยชน์ของประชาชนก็ต้องเปิด ให้บริการ เพียงแต่ว่าปัญหาคือ ๑. เรื่องของกฎหมายขนส่งทางบก การขนส่งสาธารณะ จะต้องมีใบอนุญาตเป็นการเฉพาะ กับ ๒. คือเรื่องระบบภาษี ก็เหมือนอาลีบาบา (Alibaba) เหมือนอื่น ๆ คือมาได้ประโยชน์จากที่นี่ แต่ว่าตั้งบริษัทอยู่ในเนเธอร์แลนด์อย่างนี้เป็นต้น โดยที่ไม่เสียภาษีเลย อันนี้ถือเป็น การเอารัดเอาเปรียบประเทศไทยอย่างยิ่ง ดังนั้นเรื่องของการปฏิรูปดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ของเรามีมิติเรื่องของแท็กเซชัน (Taxation) ระบบภาษีที่ต้องเป็นธรรมด้วย แล้วเป็นการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งเสียหาย ท่านพ้นจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ไม่อย่างนั้นจะมอบหมายให้ไปเจรจา แต่ในอนาคตก็จะกลับมาเป็น ก็หวังว่าท่านจะได้เข้ามาเป็น เผื่อผมจะไปเป็นผู้ช่วยเหมือนสมัยที่ท่านเคยมอบหมายให้ผม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้นนั่นคือความคืบหน้า เราไม่ได้ นิ่งนอนใจ การปฏิรูปของเราขับเคลื่อนลงไปถึงองค์กรเครือข่ายคือสันนิบาตสหกรณ์ แห่งประเทศไทย และตัวประธานชุมนุมสหกรณ์บริการ คุณวิฑูรย์ แนวพานิช กําลังทํางาน และกําลังให้พวกที่เขามีความก้าวหน้าในเรื่องของการทําดิจิทัลก็คือสมาคมการพัฒนา ซอฟต์แวร์ (Software) และแอปพลิเคชัน (Application) จะให้เข้าไปช่วย ส่วนแกร็บ (Grab) มาตั้งในประเทศไทยเป็นบริษัทไทยร่วมลงทุน ก็มีลักษณะเดียวกัน แต่เสียภาษี ในประเทศไทย ท่านเห็นไหมครับ ระหว่าง ๒ บริการที่เหมือนกัน อูเบอร์ (Uber) ไม่เสียภาษี แต่แกร็บ (Grab) เสียภาษี แต่เรามีสหกรณ์บริการก็จะต้องส่งเสริม นี่คือแนวปฏิรูปประเทศ ของเราขณะนี้ ทีนี้เราเชิญตัวจริงครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานชมรมไทยปลอดภัย เชิญท่านนิกร จํานง ครับ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง ในฐานะเป็น อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความเกี่ยวพันกัน เดิมผมเคยเห็นว่าแท็กซี่ในกรุงเทพฯ เยอะ มีครั้งหนึ่ง ที่ผมแก้ปัญหาเรื่องรถตุ๊กตุ๊ก ก็คือว่ามีอยู่ ๑๐,๐๐๐ คัน มีปัญหาว่าเก็บค่าเช่าเขาแพงมาก ผมก็เลยเสนอว่าให้เพิ่มขึ้นมา ตอนนั้นสู้กับสหกรณ์ค่อนข้างรุนแรงเพราะว่ามาให้เช่า คือเราเสนอให้มีขึ้นมาเป็นภาคเอกชน คือเอกชนมาเป็นเจ้าของได้เพื่อจะได้เข้าไป ได้มาอีก ๒,๕๐๐ คันเป็นสีเขียวอ่อน ผมทําก็แก้ปัญหาตรงนั้นไปได้ เพราะแท็กซี่กลับด้านกัน ตรงนั้นผมเห็นว่าไม่พอ แท็กซี่ในยุคนั้นผมมีความเห็นว่าเยอะจนเกินไป เพราะถ้าเราไป จอดรถอยู่ตามไฟแดงตอนเที่ยงคืนท่านประธานลองดูก็ได้ รอบ ๆ เราจะมีแต่แท็กซี่ทั้งนั้น ทีนี้เป็นการเวสต์ (Waste) เป็นการสูญเสียมาก เพราะว่าน้ํามันก็ดี เราก็ซื้อ รถแท็กซี่เราก็ซื้อ เหมือนกัน เคยคิดจะลองดูว่าเพื่อจะได้อยู่กันได้ก็ลองกําหนดจํานวนดู ปรากฏว่า ทางคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่เห็นด้วยเพราะว่าจะมีปัญหา กับผู้ที่ทําแท็กซี่อยู่จนเรามีหลายอย่างและมีอยู่มาก คือไม่มีลิมิต (Limit) พอมาตอนหลังก็มี ปัญหาเรื่องการไม่จอดรับผู้โดยสาร ดังนั้นคนที่อยู่ในวงการแท็กซี่นี่เยอะมาก ประชาชนเอง ชอบที่จะใช้สิ่งที่เรียกมาแล้วก็เป็นรถใหม่ ระบบใหม่ ก็จะช่วยได้ ดังนั้นจุดตรงนี้เอง ต้องคุยกันหลายคํา แล้วก็ยังมีคนที่สวมมาเป็นว่าเรียกมาแล้วก็มา ความปลอดภัยจะอยู่ ที่ไหน ท่านประธานพูดถึงภาษีนั้นเป็นประเด็น แล้วสัมปทานที่เขามีอยู่เราไปทับเขา เขาจะอยู่ไม่ได้ กลุ่มตรงนี้เราจะดูแลคนในวงการที่ขับรถแท็กซี่กันอย่างไร คือต้องคิด เป็นระบบ ผมเสนออย่างนี้ครับ เรื่องนี้คงต้องคุยกัน แล้วทางแท็กซี่เอง ทางกรมการขนส่ง ทางบกเองก็ต้องรีบเคลียร์ (Clear) เพราะว่าเรารั้งสิ่งใหม่ไม่ได้ แต่ว่าสิ่งเก่าเราจะจูน (Tune) กันอย่างไร ก็คิดว่าเรื่องนี้อยากจะฝากว่าถ้าเข้าในวิป (Whip) ก็ให้ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการในชุดโรดเซฟตี (Road Safety) เคยทําเรื่องนี้คือการจราจร เมืองใหญ่ ปัญหาแท็กซี่ตรงนี้เป็นกับเมืองใหญ่เท่านั้น เมืองเล็ก ๆ ไม่เป็น ดังนั้นให้ท่านลอง ไปตามประสาน เพราะว่าภาคีเดิมกรมการขนส่งทางบกก็อยู่ในกรรมาธิการอยู่แล้ว สนข. ก็อยู่อยู่แล้วก็มาคุยกัน แล้วรายละเอียดที่เสนอไปที่รัฐบาลก็พอมีอยู่แล้ว รวบรวม ประเด็นแล้วนํามาชี้แจงในที่ประชุมอีกสักครั้งผ่านท่านประธานก็ได้ ก็คิดว่าตรงเป้า เพราะท่านเคยศึกษาเรื่องนี้อยู่ การจราจรเมืองใหญ่ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ผมจะไปช่วย อีกแรงหนึ่งก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณข้อแนะนําครับ เราจะมีแท็กซี่ไฟฟ้าแล้วครับ เชิญท่านดุสิต เครืองาม

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม เลขที่ ๕๓ สืบเนื่องจากที่ผมได้เรียนนําเสนอเมื่อวานนี้ที่นําเสนอว่าในเว็บไซต์ (Web Site) ของ สปท. ซึ่งอยู่ในพาร์เลียเมนต์ ดอต จีโอ ดอต ทีเอช (Parliament.go.th) น่าจะมีรายงานผลงาน ที่ สปท. เราได้นําเสนอ ปรับปรุงแก้ไขแล้ว นําเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว เมื่อเช้าก็ได้รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐสภา ต้องขอขอบคุณว่าเรื่องที่ผมนําเสนอได้อยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) ของรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องขอกราบเรียนชมเชยมาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราเปิดเข้าไปใน พาร์เลียเมนต์ ดอต จีโอ ดอต ทีเอช (Parliament.go.th) ลงไปข้างล่างลึก ๆ หน่อยจะมีหัวข้อ คําว่า ติดตาม สปท. พอติดตามปั๊บ บางทีผมมีความรู้สึกว่าไม่รู้ติดตามไปทําไม ก็น่าจะเปลี่ยน หัวข้อได้ครับท่านประธาน เป็นผลงานก็ได้ ผลงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คําว่า ผลงาน น่าจะจูงใจมากกว่า คําว่า ติดตาม รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าจะติดตามได้อย่างไร เอาเป็นว่าถ้าคลิก (Click) เข้าไปดูล่าง ๆ ของเว็บไซต์ (Web Site) หน้านั้นแล้วก็จะเจอคําว่า ติดตามสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็จะมีให้เลือกเยอะแยะมากมายครับท่านประธาน มีทั้งรายงานที่นําส่งนายกรัฐมนตรีแล้ว มีทั้งรวบรวมเข้าเล่มผลงาน สปท. ๖ เดือนแรก ครั้งที่ ๑ ก็มีแล้ว ๖ เดือนถัดมา ครั้งที่ ๒ ก็มีแล้ว ก็ต้องขอกราบเรียนชื่นชมด้วย เมื่อเป็นดังนี้ครับท่านประธาน ผมก็เลยได้ความคิดเพิ่มมาอีกนิดหนึ่ง ในเมื่อเราสามารถที่จะ ขึ้นเว็บไซต์ (Web Site) เป็นตัวไฟล์พีดีเอฟ (File PDF) คือเป็นรายงานที่แต่ละกรรมาธิการ ได้นําเสนอแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะใส่วิดีโอ (Video) จะได้หรือไม่ วิดีโอ (Video) ที่กรรมาธิการ แต่ละคณะได้รายงานไปแล้วในแต่ละเรื่อง ถ้ามีวิดีโอ (Video) ด้วยก็จะทําให้เป็นการเผยแพร่ กิจกรรมของ สปท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอีกระดับหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณในข้อหารือครับ เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ผมขอรับเรื่องที่ท่านนิกร จํานง ได้เสนอเมื่อสักครู่นี้ แล้วจะนําไปปรึกษา ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเสรีครับ เพราะในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมีประธานกรรมาธิการทุกคณะ และท่านเสรีก็เป็นหลักอยู่ในนั้นด้วย ขอเชิญท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานครับ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ญัตติ ข้อเสนอ ข้อหารือ ท่านกษิต ภิรมย์ รวมทั้งท่านนิกร ขอเรียนว่าในเรื่องภาษีที่บริษัทอูเบอร์ (Uber) มีการชําระ ผ่านบัตรเครดิตซึ่งมีสถานประกอบการอยู่ในต่างประเทศ ฉะนั้นทางหน่วยงานเก็บภาษีของไทย ก็คือกรมสรรพากรไม่สามารถเรียกเก็บได้ ทางออกเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนนะครับ เราเสนอให้ กรมสรรพากรแก้ประมวลรัษฎากร ขยายคําว่า ผู้ประกอบการ ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการ ที่อยู่ในต่างประเทศ มีการตีความว่าเซิร์ฟเวอร์ (Server) อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งจากการศึกษา ของคณะกรรมาธิการ เราพบว่าบริษัทเหล่านี้มาตั้งซีดีเอ็น (CDN) หรือแคชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching Server) ในประเทศไทย ฉะนั้นธุรกรรมทั้งหลายเกิดในประเทศไทย เพียงแต่ว่า อาศัยเซิร์ฟเวอร์ (Server) ต่างประเทศเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายในเรื่องประมวลรัษฎากร ในเรื่องสถานประกอบการ และเซิร์ฟเวอร์ (Server) อยู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนเข้ามา ห้องประชุม ผมได้เชิญสรรพากรมาหารือและให้ข้อมูลว่าตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในเรื่องการจัดเก็บภาษีกับบริษัท ที่อยู่นอกประเทศ ทางสรรพากรอยู่ระหว่างดําเนินการร่างประมวลรัษฎากร ขยายคําว่า ผู้ประกอบการ ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศ และได้รับข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนในเรื่องแคชชิง เซิร์ฟเวอร์ (Caching Server) ให้อยู่ในข่ายเป็นสถานประกอบการในประเทศไทย ซึ่งตรงนี้ จะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างที่ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านนิกรได้หารือ ก็เชื่อว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เป็นผลงานจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและกรมสรรพากรได้รับไปดําเนินการแล้ว มีการขับเคลื่อนแล้วครับ กราบเรียนท่านประธานครับ

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ อีกครั้งครับ

นายกษิต ภิรมย์

คงจะเสียเวลาอีก ๒-๓ นาทีครับท่านประธาน ผม กษิตครับ เพื่อช่วยกันคิดช่วยกันทํานะครับ ทุกคนที่ขึ้นรถอูเบอร์ (Uber) หรือว่าแกร็บ (Grab) นั้น ไม่ได้จ่ายเงินสด เป็นเครดิตหักจากธนาคาร ก็อยากจะฝากท่านประธานพูดกับกรมสรรพากร ว่าทําไมไม่หักจากรายได้ของผู้ขับเป็นภาษีวีเอที (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง และให้คนที่เขาอยู่ในกระบวนการของอูเบอร์ (Uber) ไปตกลงกับ บริษัทแม่เอง นั่นเป็นช่องทางหนึ่ง ผมอยากจะเสนอเป็นข้อคิดเพื่อจะดําเนินการ ส่วนอันที่ ๒ ก็ต้องเช็ก (Check) ด้วยว่าอูเบอร์ (Uber) นั้นเขาใช้บริษัทแม่ที่สหรัฐอเมริกาหรือว่า เขาอาจจะมีบริษัทที่เป็นแม่ย่อยอยู่ที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์ เราก็ต้องไปเช็ก (Check) ว่าจะเป็น ฮ่องกงก็ดี สิงคโปร์ หรือสหรัฐอเมริกาก็ดี รัฐบาลของเขามีข้อตกลงว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อน อะวอยแดนซ์ ออฟ ดับเบิล แท็กเซชัน (Avoidance of Double Taxation) หรือเปล่า ถ้าเผื่อมีก็ต้องเจรจากันได้ว่าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กระทรวงการคลัง ทั้งสอง แล้วก็ต้องมาดูว่าในกรณีนี้อูเบอร์ (Uber) อย่างไรก็ต้องเสียภาษีที่ต้นประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกาใช่หรือไม่ เขาต้องเสียที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แล้วจะหักลบกลบหนี้อะไร กับเราอย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องทํา และประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้บางทีหน่วยงาน ในกระทรวงการคลังทําอะไรผมคิดว่าไม่เสียหลายที่จะเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง ใน สปท. ด้วย เพราะเรากําลังปฏิรูปทุกเรื่อง และบางครั้งบางคราวหน่วยข้าราชการประจํา หรือฝ่ายบริหารทําไปเราก็คิดว่าเขายังไม่ได้ทํา พอมาอภิปรายกันที่นี่ก็บอกว่าทําแล้ว ไหน ๆ จะทําอยู่แล้วและเกี่ยวกับการปฏิรูประบบภาษี การทําธุรกิจระหว่างประเทศทั้งหมด ก็เป็นระยะ ๆ ขอความกรุณามาแจ้งให้เราทราบ ตอนแรก ๆ ก็บอกว่าจะมีมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) ประจํากระทรวง ทบวง กรม ก็ยังไม่เห็นมาสักคนที่นี่ ก็มาบอกสิว่ากระทรวง ของคุณทําอะไร แล้วก็จะไปด้วยสปิริต (Spirit) ร่วมกันคิดร่วมกันทํา ช่วยกันแก้ปัญหา เร่งกันในการที่จะขจัดปัญหา แล้วก็วางประเทศให้เป็นดิจิทัลคันทรี (Digital Country) ให้เป็นเรื่องเป็นราวกันได้ ไม่อย่างนั้นก็พูดกันลอยอยู่ในอากาศ ผมก็ขอวิงวอนหลายครั้งแล้ว ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและสําคัญ ๆ แล้วก็โยงกับคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ขอให้ทางฝ่ายบริหาร เอาเรื่องมาเล่ากันฟังไม่เป็นการเพียงพอที่ทางฝ่ายรัฐบาลเชิญท่านประธาน รองประธาน หรือประธานกรรมาธิการไปประชุมกันที่ทําเนียบรัฐบาล เพราะก็ว่ากัน ๑๐ คน ๒๐ คน พวกผมนั่งอยู่ที่นี่อีก ๒๐๐ คน ก็อยากจะรู้ด้วยจะได้ช่วยกันคิดแล้วก็ปฏิรูปประเทศไทย ขอบ่นนิดเดียวครับ แต่คิดว่าเป็นข้อบ่นที่ค่อนข้างจะสร้างสรรค์ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

รับดําเนินการครับ ท่านเสรี เดี๋ยวเลิกประชุมแล้วผมมีแฟ้มการศึกษาสิ่งที่ ท่านกษิตได้พูดถึงเรื่องการดําเนินการของอูเบอร์ (Uber) ก็ดี ของแกร็บ (Grab) ก็ดี โดยเฉพาะในประเด็นที่ท่านพูดถึงคือเรื่องของการเป็นสถานประกอบการ เรื่องของการเสียภาษี และอื่น ๆ ค่อนข้างจะละเอียดทีเดียว ส่วนเรื่องข้อหารือของท่านดุสิตที่ติดตามมาถึงสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยผ่านเว็บไซต์ (Web Site) ของรัฐสภา ในส่วนผลการดําเนินการของ สปท. ก็ดําเนินการ ก็ต้องขอบคุณทางเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันเรามีเว็บไซต์ (Web Site) ที่เชื่อมกับตัวเว็บไซต์ (Web Site) แม่ ก็คือเว็บไซต์ (Web Site) ของรัฐสภา ก็คือเว็บไซต์ (Web Site) ของรีฟอร์มวอยซ์ (Reform Voice) เสียงปฏิรูป ล่าสุดสัปดาห์ที่แล้วที่รายงานผมมาเรามีทั้งยูทูบ (YouTube) ที่เป็นวิดีโอ (Video) แล้วก็ส่วนที่เป็นคลิปวิดีโอ (Clip Video) ส่วนที่ ๒ ก็คือตัวเว็บไซต์ (Web Site) อันนี้ยอดวิว (View) รวมแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ได้นะครับ แต่เฟซบุ๊ก (Facebook) สัปดาห์ที่แล้ว ๖,๐๐๐,๐๐๐ เกิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ แล้ว ซึ่งผมคิดว่าการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) เราไปได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการเพิ่มในระยะ ๓ เดือนหลังมันกระโจน เหมือนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ก็แสดงว่าข้อเสนอของท่านดุสิตก่อนหน้านี้เปล่งรัศมี ไปไกลมากทีเดียว ได้เพิ่มขึ้นจํานวนหลายล้านคนและผลงานของพวกเรานะครับ ก่อนที่จะ ปิดประชุม ท่านรองประธาน ท่านที่สอง มีประกาศสําคัญครับ ขอเชิญท่านรองประธาน วลัยรัตน์ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ไม่มีอะไรค่ะ เนื่องจากเมื่อวานเราเลิกเย็นมากวันนี้เตรียมอาหารเย็นไว้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านรับผิดชอบร่วมกัน อาหารขึ้นมาแล้วปิดประชุมแล้วก็ไปรับประทานด้วย ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม ขอบคุณทุกท่าน ขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๑๒ นาฬิกา