เบญจวรรณ ชี้ปัญหาภารกิจล้น-บุคลากรน้อย หนุนถ่ายโอนงานพิทักษ์ทรัพย์สู่เอกชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการถ่ายโอนภารกิจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จากกรมบังคับคดีไปยังภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างภาครัฐให้มีขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเน้นย้ำความเชื่อมโยงกับนโยบายชาติในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีคุณภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างภาระงานที่เพิ่มขึ้นกับอัตรากำลัง รวมถึงปัญหาสมองไหลและการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ จึงเสนอแนวทางปฏิรูประบบการบังคับคดีผ่านการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ทั้งการกำหนดคุณสมบัติ จริยธรรม การฝึกอบรม การออกใบอนุญาต และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินลูกหนี้ สนับสนุนการฟื้นฟูกิจการ และส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิก ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท.ลําดับ ๘๕ วันนี้จะนําเสนอ เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ : ภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้แนวคิดหรือที่มาก็เนื่องจากว่าตามแนวคิด เรื่องการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยนั้น ต้องการเพิ่มบทบาทภาคส่วนอื่นในการจัดทําบริการสาธารณะอันเป็นภารกิจของรัฐ เพื่อนําไปสู่การที่ภาครัฐมีขนาดเล็กลง โดยมีเป้าหมายให้รัฐดําเนินการเฉพาะบทบาท ภารกิจหลักที่สําคัญ จําเป็น และมีความคุ้มค่าในการดําเนินการ ให้ภาคส่วนอื่นมารองรับ การถ่ายโอนภารกิจภาครัฐที่ไม่จําเป็นที่ทางภาครัฐจะดําเนินการต่อไป ในเรื่องนี้แม้กระทั่ง พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ หมวด ๖ เรื่องการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ มาตรา ๓๓ ก็ให้ส่วนราชการจัดให้มี การทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจําเป็นหรือสมควรที่จะได้ดําเนินการต่อไป หรือไม่ โดยคํานึงถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย ครม. ความคุ้มค่าของภารกิจ และสถานการณ์อื่นประกอบ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในเรื่องหลักการและเหตุผลนี้ นอกจากหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่แล้ว นโยบายและกฎหมายอื่น ๆ อย่างเช่น คําแถลงนโยบายของ ครม. บอกว่าจะต้องปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการในด้านองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค ท้องถิ่น โดยให้ยึดหลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ว่าจะเป็นหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่รัฐจะต้อง ไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจําเป็น ในหมวดปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน (๓) ก็ให้มีการปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารงานของรัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย ใหม่ ๆ โดยต้องดําเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงาน

นโยบายอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่ว่าจะเป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติ ก็จะมีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อย่างยั่งยืนและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ในส่วนนี้กรมบังคับคดีเอง มีการจัดลําดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก มีตัวชี้วัดที่ ๙ และที่ ๑๐ ที่บังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง คือต้องมีการร่วมกันระหว่างสํานักงานศาลยุติธรรม และกรมบังคับคดีกับการแก้ไขปัญหาการล้มละลายซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรง

ส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์ของกระทรวง ยุทธศาสตร์ของการพัฒนา กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จากหลักการและเหตุผลที่นําเรียนเบื้องต้น มาเข้าสู่ เรื่องสถานการณ์การบังคับคดีของไทยในปัจจุบัน ด้วยอํานาจหน้าที่หรือภารกิจหลักของกรมบังคับคดี กําหนดว่าการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคําสั่งศาล การชําระบัญชีตามคําสั่งศาล การวางทรัพย์ และการประเมินราคาทรัพย์สิน จะต้องมีการยึด อายัด จําหน่าย รวบรวม ตลอดจนกํากับฟื้นฟู มาดูภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ บอกว่า มีบทบาทเสมือนการรวบรวมเอาหน้าที่ของบุคคลหลากหลายอาชีพ มาไว้รวมกัน โดยเฉพาะอํานาจหน้าที่ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ต้องอาศัย ความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารธุรกิจและด้านบัญชี เพราะฉะนั้นไม่ว่าอํานาจหน้าที่ ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ อํานาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ อํานาจในฐานะเป็นคู่ความในคดีแล้วก็เป็นทนายความ อํานาจในการสอบสวนพยานหลักฐาน ในสํานวนคําขอรับชําระหนี้ อํานาจในการสอบสวนในคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกับคดีล้มละลาย

ประการต่อมา ในเรื่องอัตรากําลังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดี ข้อมูลที่ผ่านมา อัตรากําลังกับปริมาณงานที่ต้องรับผิดชอบ กรมบังคับคดีก็จะมีการให้ข้อมูล อยู่ตลอดเวลาว่าไม่สามารถเพิ่มอัตรากําลังได้ ปริมาณงานโดยเฉพาะคดีล้มละลาย ถ้าดูตัวเลขท่านจะเห็นในเอกสารหน้า ๑๒ ของตัวบันทึกคดีล้มละลาย เอาปี ๒๕๖๐ นับเพียงแค่ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เท่านั้น ตัวเลขถึง ๔๕,๔๕๔ คดี แต่ความสามารถ ในเรื่องการผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบการบังคับคดี ตัวเลขที่กรมบังคับคดีสามารถ ผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการขายทอดตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉลี่ย ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ท่านจะเห็นข้อมูลในหน้า ๑๒ ต่อด้วยหน้า ๑๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๕๙ มีถึง ๑๗๐,๗๒๗ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ พอปี ๒๕๖๐ นับถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ๖๒,๓๘๒ ล้านบาท นี่ก็คือ ในการที่จะสามารถส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ มาดูเรื่องบทความท้าทาย ในการทํางานของกรมบังคับคดี ด้วยภารกิจในการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชําระหนี้ การวางทรัพย์ แน่นอนเป็นภารกิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องปรับตัวและพัฒนา ขีดความสามารถในการสอบสวนและติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีต่าง ๆ เพื่อให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยเฉพาะในโลกธุรกิจซึ่งซับซ้อนอย่างมาก ท่านจะเห็นว่าปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นกับสัดส่วนอัตรากําลังที่นําเรียนเมื่อสักครู่ เอาในเรื่องของตัวเลขก่อนนะคะ ตัวเลขการบังคับคดีแพ่งที่ค้างอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคดี แต่มูลค่าทรัพย์ ๔๙๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอมาดูคดีล้มละลาย ตัวเลขเมื่อเทียบกับคดีแพ่งอาจจะน้อยกว่า คือมี ๒๕,๗๖๐ คดี แต่มูลค่าสูงกว่าประมาณ ๓ เท่า ก็คือ ๑,๖๖๖,๔๒๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่มีมูลค่าสูง แล้วก็ส่งผลสําคัญต่อการหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจ ก็ตัวเลขที่ท่านเห็นนะคะ ทีนี้ก็จะนําเรียนข้อมูลในเรื่องกําลังคนกับนิติกร ที่รับผิดชอบ จากข้อมูลที่ผ่านมานั้นตัวเลขไม่ว่าในส่วนคดีแพ่งก็เพิ่มสูงขึ้นมาก ดิฉันมาจับเอาเฉพาะ ตรงคดีล้มละลาย เมื่อสักครู่คดีแพ่งบอกว่าเพิ่มขึ้นมาก ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ตรงคดีล้มละลาย ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ๑ คน ควรรับผิดชอบ ๑๗ สํานวน แต่ความเป็นจริง ณ ขณะนี้รับผิดชอบถึง ๙๓ สํานวน ซึ่งเป็นภาระที่สูงมากนะคะ

ประการต่อมา เรื่องสภาพปัญหาประการต่อมาก็เรื่องสมองไหล เราต้องยอมรับว่าผู้ที่จบหรือมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ เป้าหมายของผู้เรียนทางด้านนี้ก็คือ ผู้พิพากษาหรือว่าอัยการ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้มีหลายหน่วยงานที่สามารถรองรับ แล้วก็เป็นที่น่าสนใจของผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. ปปท. หรือแม้กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งอาจจะมีค่าตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่า ก็เกิดปัญหา สมองไหล นอกจากนี้ปัญหาเรื่องกระบวนการทํางานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อย่างที่นําเรียนว่า ด้วยปริมาณงานมากการทํางานจึงขาดการทํางานในเชิงรุก ซึ่งโดยหลักแล้ว จะต้องเสาะหาข้อมูลทุกทางเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขาดความเชี่ยวชาญ แน่นอนค่ะ ก็ต้องการคุณสมบัติของผู้ที่ดําเนินการเป็นพิเศษ ทั้งในการ ที่จะปกป้องและรักษามูลค่าของทรัพย์สินนั้นให้ได้ ปัญหาอย่างอื่นก็คืออุปสรรคในการเข้าถึง ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย ปัญหาต่อไปก็คือบริบทของสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลง การประกอบธุรกิจหรือการทําธุรกรรมทั้งหลาย รวมทั้งสัญญามีรูปแบบ ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในเรื่องนี้นอกจากข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบันในการทํางานของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สภาพปัญหาด้านอื่นที่เป็นส่วนประกอบกันแล้ว เราก็ได้ มีการศึกษาจากประเทศอื่นเทียบเคียงว่าการปฏิบัติงานในลักษณะนี้มีการดําเนินการอย่างไร เรามีการศึกษาถึง ๕ ประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ศาลจังหวัดแผนกคดีล้มละลายเป็นผู้แต่งตั้ง อาจจะแต่งตั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ แต่ศาลก็ควบคุม กํากับการทํางาน ค่าตอบแทนก็คํานวณจากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้โดยตรงก่อนจะหักแบ่งชําระหนี้ ประเทศออสเตรเลีย ผู้ตรวจการใหญ่ในคดีล้มละลายก็มีอํานาจแต่งตั้งนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินก็ว่ากัน ประเทศสหรัฐอเมริกาในทํานองเดียวกันก็มีทั้ง ๒ ประเภท ที่เป็นยูเอสทรัสตี (U.S. Trustee) กับไพรเวตทรัสตี (Private Trustee) ซึ่งตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นเอกชนรับผิดชอบ ประเทศอังกฤษนั้นก็ใช้เอกชนเป็นคนรับผิดชอบเหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ก็เป็นเอกชนที่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจากข้อมูลที่มีการศึกษา แน่นอนค่ะ ถ้ามีการหยิบข้อดีกับข้อเสียของบุคคลหรือผู้ที่จะปฏิบัติงานด้านนี้ก็ต้องมีทั้ง ๒ ส่วน ในกรณีข้อดีของผู้ทํางานภาคเอกชน จะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งกฎหมายแล้วก็ การบริหารจัดการธุรกิจ โดยการแต่งตั้งแต่ละคดีนั้นเขาจะดูผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของลูกหนี้เป็นรายคดี สัดส่วนของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนกับปริมาณนั้นไม่สูงมาก เพราะฉะนั้นก็จะสามารถทําได้ อย่างเต็มที่ไม่ล้นมือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะได้ค่าตอบแทนตามสัดส่วน ค่าทรัพย์สินในคดีซึ่งเป็นแรงจูงใจในการทําหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสีย ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายกับลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินไม่เพียงพอ แล้วก็ยุ่งยาก ในการวางระบบกํากับ ตรวจสอบให้รัดกุมและทั่วถึง ฉะนั้นแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการปรับบทบาท ภารกิจอย่างที่นําเรียน เราก็มาดูทิศทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าการปฏิรูประบบราชการนั้น ควรจะต้องดูว่ากรณีไหนที่สามารถมีภาคส่วนอื่นมาร่วมปฏิบัติงานได้ โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายอํานาจหรือภารกิจที่เอกชนสามารถช่วยดําเนินการได้ ในเรื่องทิศทางของกรมบังคับคดีเอง ก็มีทิศทางที่มุ่งที่จะพัฒนางานด้านคดีล้มละลายให้มี การพัฒนามากยิ่งขึ้น

ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นการปฏิรูปที่นําเรียน อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการ ยงยุทธนําเรียนว่าเรื่องนี้ผ่านกระบวนการดําเนินการมาเป็นระยะ ๆ เป็นการทํางานใกล้ชิด ระหว่าง สปท. กับกรมบังคับคดี นําไปหารือกระทรวง โดยท่านปลัดกระทรวงนําไปหารือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทั้ง ๒ ท่าน ตั้งแต่สมัยแรกที่ท่านเป็นองคมนตรี ท่านก็นั่งเป็นประธานเกี่ยวกับเรื่องนี้ และท่านก็มอบหมายว่าควรจะหารือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยท่านจะนั่งเป็นประธานเอง แต่ท่านก็ได้รับแต่งตั้งไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ท่านรัฐมนตรีปัจจุบัน ก็คือท่านสุวพันธุ์ ท่านก็นั่งเป็นประธานให้ในการสัมมนาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แล้วต่อมาก็สัมมนาที่สภานี้ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ ข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็มีทั้งกรณีที่เห็นด้วยแล้วก็ให้ข้อคิดในประเด็นต่าง ๆ แต่สิ่งที่ทุกเวทีมีข้อสรุปแล้วบอกว่าเรื่องนี้สมควรจะดําเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นในข้อเสนอ การปฏิรูป ขอนําเรียนอย่างนี้

ประการแรก จะต้องพัฒนาศูนย์ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย ในกรมบังคับคดี แน่นอนค่ะ เพื่อให้การสืบทรัพย์ของลูกหนี้ที่ล้มละลายเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยํา รวดเร็ว ทันการณ์ และลดความเสี่ยงของเจ้าหนี้ที่จะไม่ได้รับชําระหนี้จากการที่ ลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเทอะไรทั้งหลายทั้งปวง ก็จะต้องสร้างระบบตรงนี้ให้ชัดเจน

ประการที่ ๒ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมผู้ทําหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน เพื่อความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าคนที่จะมาทําหน้าที่นี้จะต้องมีความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งในทาง ปฏิบัติขณะนี้ทางกรมเองก็มีสถาบันการบังคับคดีทําหน้าที่ในการพัฒนาเรื่องนี้อยู่แล้ว คิดว่า จะต้องมีการผลักดันและสนับสนุนให้มีการทําเรื่องนี้ที่จะส่งเสริมให้ผู้มีความสามารถ รับภารกิจนี้เพิ่มมากขึ้น

ประการที่ ๓ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนวิธีการจากภาครัฐ เป็นภาคเอกชน ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจและรับรู้แนวทาง การดําเนินงานของภาครัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก การดําเนินการอะไรทั้งหลายถ้าจะให้ บรรลุผลสําเร็จแน่นอนต้องเข้าใจแล้วก็ต้องมีเวลาในการที่จะให้มีการได้รับรู้ข้อมูล ได้มีการถ่ายทอดอย่างทั่วถึงว่าจะมีการปรับเปลี่ยนระบบตรงนี้ เราก็วางระยะเวลาไว้ในส่วนตรงนี้ ซึ่งให้เวลาในการประชาสัมพันธ์ ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ไม่ถึงว่าเร่งด่วนจะต้องทําทันทีทันใด

ประการต่อมา ในเรื่องการบริหารจัดการคดีล้มละลายคงค้าง ก็คงจะเป็น ประเด็นเหมือนกันว่าแล้วงานที่อยู่ในมือ ณ ขณะนี้จะทําแบบไหน อย่างไร ก็คงจะได้มี การเคลียร์ (Clear) ว่างานคงค้างเดิม คนที่ปฏิบัติงานอยู่ ณ ขณะนี้จะต้องดําเนินการต่อไป จนเสร็จ ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือ ๓ ปี แต่ถ้างานที่เข้ามาใหม่จะต้องเป็นไปในรูปที่กําหนดไว้ ก็คือจะต้องให้เอกชนที่มีความพร้อม หรือมีคุณสมบัติที่กําหนดไว้มารับผิดชอบในเรื่องนี้

ประการต่อไป การถ่ายโอนที่จะให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ภาคเอกชน รับไปดําเนินการที่สําคัญต้องมีการแก้กฎหมาย กฎหมายตรงนั้นเพียงเพิ่มตัวคํานิยาม เท่านั้น ก็คือนิยามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้เพิ่มเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน แน่นอนตรงนี้ก็จะไม่รวมว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะไม่ดําเนินการในคดีฟื้นฟู กิจการของลูกหนี้ ในข้อมูลนี้ก็คงจะมีรายละเอียดที่ว่าคุณสมบัติของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เอกชนจะมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นรายละเอียดที่กรมบังคับคดี จะต้องไปดําเนินการในส่วนที่เป็นรูปบทจะต้องออกตามอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็คงจะต้องเป็นอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่ได้รับมอบเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแล้วก็ต้องมีหน้าที่ ดําเนินการตรงส่วนนั้น สิ่งที่หลายคนอาจจะมีข้อกังวลว่าถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน ที่เราจะมีถ่ายโอนงานให้แล้วเกิดหนีหรือเกิดทิ้งงานจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนเป็นเรื่องที่มี ข้อกังวลร่วมกันว่าเราจะต้องไม่ให้เกิดลักษณะแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีความรับผิดของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน คือถ้าทําการในแง่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือมี เจตนาทุจริตที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องรับผิดทั้งทางอาญา และทางแพ่ง หรือถ้าดูพฤติกรรมในบางลักษณะแล้วอาจจะต้องตักเตือน พัก หรือเพิกถอน ใบอนุญาต ก็ว่าไปตามรายละเอียดที่กฎหมายจะกําหนดต่อไป

ประการต่อมา เรื่องค่าตอบแทนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็คงจะดูว่า กรณีคดีไม่มีทรัพย์สินที่รวบรวมได้ ตรงนี้ก็เพียงแต่เสนอในชั้นนี้ว่าอาจจะต้องคิด เป็นร้อยละ ๓ ของค่าใช้จ่ายที่ผู้ฟ้องวางไว้ แต่ถ้าสํานวนคดีที่มีทรัพย์สิน อาจจะเป็นร้อยละ ๗ อย่างไรก็ตามในรายละเอียดตรงนี้ที่จะมีการดําเนินการต่อไปคงจะต้องมีการศึกษาด้วย อย่างเช่นกรณีทนายความได้ค่าตอบแทนเป็นลักษณะไหน อย่างไร นั่นก็คือเป็นรายละเอียด ที่จะมีการดําเนินการต่อไป

สิ่งที่หลายท่านอาจจะมีข้อกังวล หรือแม้กระทั่งภาครัฐเองก็มีความกังวลว่า ถ้าถ่ายโอนไปแล้วภาครัฐในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนกลไกทั้งหลาย ของประเทศปล่อยงานตรงนี้ไปแล้วนั้นจะเกิดปัญหาหรือสร้างปัญหาให้กับประชาชน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องวางระบบการกํากับดูแล ติดตาม ประเมินผล และกําหนดความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน ควบคุมก่อนออกไปเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หรือจะทําหน้าที่ได้นั้นต้องขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาต ต้องผ่านการฝึกอบรม ผ่านการทดสอบ และใบอนุญาตนั้นมีอายุ ๓ ปี เพราะฉะนั้นแน่นอนต้องมีการกํากับ เมื่อสักครู่นี้ก่อนนะคะ ถ้าหลังจากการไปเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แน่นอน เรื่องสําคัญหรือเรื่องที่เราถกกันทุกวิชาชีพจะต้องมี ก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน จะต้องมีการกําหนดมาตรการตักเตือน พัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตในกรณีที่ประพฤติ ไม่เหมาะสม มีความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ความรับผิดทางประมวล กฎหมายแพ่ง กําหนดให้มีการรายงานที่สําคัญ ต้องมีการรายงานผลการปฏิบัติงานมายัง กรมบังคับคดีทุก ๆ ๓ เดือน คือต้องติดตามแล้วว่าสถานการณ์ที่เขาไปดําเนินการนั้น จะเกิดผลเสียหายหรือไม่ หรือเดินไปด้วยดี ถ้ามีวี่แววหรือส่อว่ามีปัญหาในลักษณะไหน อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของภาครัฐเองอาจจะต้องเข้าไปกํากับอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีความเสียหาย เพราะฉะนั้นตารางหรือกําหนดเวลาที่วางไว้เราวางเรื่องนี้ไว้ถึง ๓ ปี ปีแรก จะเป็นเรื่องการพัฒนาศูนย์ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย อย่างที่นําเรียนว่า ข้อมูลเป็นเรื่องที่สําคัญ เราต้องสร้างระบบตรงนี้ให้เป็นที่เชื่อถือได้ มีระบบสารสนเทศ ที่สามารถใช้งานได้ แล้วก็ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งศูนย์ฝึกอบรม เจ้าพนักงานผู้พิทักษ์ทรัพย์เอกชน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชนอาจจะ ๑. ถ้าสมมุติว่า เรื่องนี้มีการถ่ายโอนแล้ว อาจจะจากผู้ที่ปฏิบัติงานเดิมไปปฏิบัติหน้าที่นี้ หรือผู้ที่สนใจ ในเรื่องนี้ก็จะต้องเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาศึกษาก่อนที่จะให้ไปปฏิบัติหน้าที่นี้ แน่นอนต้องผ่าน กระบวนการฝึกอบรมตามที่กําหนด

การประชาสัมพันธ์ ถือว่าเป็นเรื่องต้องทําตั้งแต่ ณ วันนี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้น ตามตารางที่กําหนด ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พัฒนาข้อมูลอย่างเมื่อสักครู่นี้นําเรียน ก็มีปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ จะต้องทําแบบไหน เรื่องศูนย์ฝึกอบรม จะต้องมีการอบรมอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง เรื่องการประชาสัมพันธ์ อย่างที่นําเรียนก็เป็นเรื่องต้อง ใช้คําว่า ต้อง จะต้องดําเนินการอยู่ตลอดเวลา ถ้าสมมุติว่า มีใครสนใจหรืออะไรเป็นพิเศษก็ต้องมีการชี้แจงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้ทราบ หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ อย่างที่เราเชิญมา ไม่ว่าจะเป็นสมาคม ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ อะไรทั้งหลายก็ตามเขาค่อนข้างให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็ต้องทําความเข้าใจด้วย เขาก็ห่วงแม้กระทั่งว่าถ้าทรัพย์สินน้อยจะให้เขาไปให้ เจ้าพนักงานเอกชนทําเลยหรือ ตรงนี้กรมเองก็มีคําตอบว่าถ้าทรัพย์สินน้อยกรมอาจจะ ให้บริการอยู่ แต่ถ้าทรัพย์สินเยอะ ซึ่งจริง ๆ ทรัพย์สินเยอะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน แล้วก็บริษัทหลักทรัพย์ประมาณ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นของสถาบันการเงินทั้งนั้น มีการกําหนดแนวทางในการบริหารจัดการคดีล้มละลายคงค้างก่อนที่จะมีการถ่ายโอน อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่นําเรียน กรมเองก็ตั้งเป้าหมายอยู่แล้วว่ากรณีถ้าเป็นงานคงค้างอยู่เดิมนั้น กรมจะต้องเคลียร์ (Clear) ตรงนี้ แต่ถ้าเป็นคดีใหม่ แน่นอนค่ะ ก็จะมีการมอบให้เอกชน อย่างที่นําเรียน เพราะฉะนั้นอย่างที่เรียนว่าเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็เกี่ยวข้องส่วนหนึ่ง ก็คือแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็คงจะต้องมีการดําเนินการ ถ้ามีการเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะต้องมีการผลักดันต่อไปเพื่อให้บังเกิดผลในการเพิ่มคํานิยามของเอกชนขึ้นมา

เรื่องสุดท้าย ก็คือวางระบบการกํากับดูแล ติดตามประเมินผลการทํางานของ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์เอกชนว่าจะต้องวางระบบเพื่อให้เกิดความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ เหมือนกับในส่วนของภาครัฐเอง เพราะอย่างที่ให้ข้อมูลว่าตัวเลขการเสริมสร้างเศรษฐกิจ ที่สําคัญอันหนึ่งก็คือตัวเลขที่ได้มาจากการบังคับคดี เป็นตัวเลขที่ปริมาณยอดเงินค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นในผลที่คาดว่าจะได้รับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือว่าจะทําให้การบังคับคดีล้มละลาย ถ้าท่านเห็นปริมาณตัวเลขของคดีกับจํานวนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ท่านก็คง จะมองเห็นภาพว่าการอํานวยความสะดวกอย่างที่คาดหวังจะไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย แต่ถ้าเรามีระบบในการถ่ายโอนตรงนี้แล้วการให้บริการก็จะรวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น มอบหมายผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในด้านนั้นโดยตรงการทํางานจะรวดเร็ว การทํางาน มีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องการรวบรวมทรัพย์สิน กระตุ้นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ช่วยส่งเสริมการลงทุนหรือประกอบธุรกิจในด้านต่าง ๆ แล้วก็สร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจ ให้กับภาคเอกชน ก็ขอนําเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อรับฟัง ข้อคิดเห็นประกอบการดําเนินการต่อไป ขอบคุณค่ะ