จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ หารือประเด็นการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน พร้อมเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ผ่านการสร้างกลไกกำกับดูแล การมีส่วนร่วมของประชาชน และความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ และผู้แทนสื่อ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูปการใช้สื่อในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน สืบเนื่องจากที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ก็จะพบว่าเป้าหมายหลักจริง ๆ ของเรื่องที่เราเสนอเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์ชาติก็คือต้องทําให้กลไกภาครัฐ มีประสิทธิภาพในการทํางานด้านการเฝ้าระวังเพื่อสังคมให้มากขึ้น
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
โดยเป็นการกําหนดยุทธศาสตร์ ให้เกิดการจัดการ ให้เกิดบูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทําให้ กลไกภาครัฐเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น อันดับต่อมา ก็คือการทําให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกํากับดูแลกันเอง โดยทั้งสื่อหลักในการที่ เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสื่อเมื่อวานนี้ ส่วนสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งเป็นสื่อใหม่ มีกระบวนการทําให้เกิดการดูแลกันเองเริ่มตั้งแต่การตั้งกันเป็นกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันก็มีการตั้งกัน เป็นกลุ่มอยู่แล้วอย่างหลวม ๆ การได้รับการส่งเสริม สนับสนุนหรือได้รับการรับรู้ที่ถูกต้อง โดยภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน ส่งเสริม หรือการเรียนรู้วิธีการเฝ้าระวังจากภาครัฐ อันดับต่อมาก็คือการเกิดกระบวนการวัดผล การเข้าไปช่วยกันส่งเสริมการดูแลกันเอง โดยเฉพาะการทํางานของกลุ่มสื่อออนไลน์ (Online) ที่จะต้องมีการรายงานผลการดําเนินงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อมาก็คือมีการกําหนดตัวอย่างรูปแบบหรือวิธีการ ที่สร้างแนวคิดในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สุดท้ายก็คือกระบวนการตรวจสอบ และประเมินผล
อย่างที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่นี้นะคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตนําเรียน ในที่ประชุมว่าในเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) นั้นเราก็จะไม่สามารถหนีพ้นในเรื่องของ ปรากฏการณ์การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้มีรายงานผลว่าคนไทย ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ถึงวันละ ๘.๘ ชั่วโมง ล่าสุด และมีสัดส่วนของ การใช้สื่อออนไลน์ (Online) จํานวนมาก ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ถ้าหากว่าเราไม่ดําเนินการที่จะสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์แล้วก็ทําให้เกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ได้ จะพบว่าขณะนี้บ้านเมืองเรามีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งทางด้านบวกแล้วก็ด้านลบ จากงานวิจัยจะเห็นว่ามีการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ไปในทางที่ผิด มีการสื่อสารข้อมูลกันผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกิดการล่อลวง การใช้เนื้อหา ที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งรังแกกันในทางสื่อออนไลน์ (Online) การสร้างหรือกระตุ้น ให้เกิดความไม่พอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการใช้สื่ออย่างไม่สร้างสรรค์ ตลอดจนกระทั่ง การกระทําความผิดกฎหมายต่าง ๆ สุดท้ายแล้วก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพะอย่างยิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเด็กและเยาวชนคนไทย ในประเทศชาติ ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของทางด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอื่น ๆ จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเท่านี้ ยังมีในเรื่องของ การศึกษาด้วย ในแวดวงการศึกษาขณะนี้ปัญหาและผลกระทบจากเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ที่เกิดความไม่เข้าใจ ความสับสน การใช้ไม่ถูกวิธี ขณะนี้ดิฉันคิดว่าท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านคงจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้ด้วยตัวเองในเชิงประจักษ์ว่าเวลาของเด็ก และเยาวชนหรือแม้กระทั่งในเวลาทํางานของคนทุกอาชีพทุกระดับชั้นสูญเสียไปในการใช้ สื่อออนไลน์ (Online) หรือสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) มากมายมหาศาล แต่เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีแต่โทษอย่างเดียว ตัวดิฉันเองเห็นว่าหากใช้สื่อออนไลน์ (Online) หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไปในทางที่ถูกต้องถือว่าเป็นประโยชน์มหาศาล ทุกวันนี้ การทํางานอย่างมีประสิทธิภาพเกิดได้ด้วยเครื่องมือหรือการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ให้เกิดประโยชน์
การเสนอแนะแนวทางและนําเสนอต่อคณะรัฐบาลในเรื่องของยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น วิธีการปฏิรูปขออนุญาตนําเรียนนะคะ เราได้ศึกษาจากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนโยบายของรัฐบาลนั้นได้กําหนดให้มีนโยบาย ด้านการปลูกฝังค่านิยมและจิตสํานึกที่ดี รวมทั้งมีการสนับสนุนการผลิตสื่อที่มีคุณภาพ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับเยาวชนและประชาชนได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดิฉันอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วเป็นรายงานชิ้นเดียว และต่อเนื่องจากร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสื่อเมื่อวาน เนื่องจากว่าหลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้แบ่งงานออกเป็นเรื่องของการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของสื่อ ก็จะแบ่งงานออกเป็นร่าง พ.ร.บ. เมื่อวาน แล้วก็มีวันนี้เรื่องของการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ มีข้อเสนอแนะ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการเราทํางานกันอย่างขะมักเขม้น และเข้มข้นก็คือเรื่องของการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งคงจะต้อง ได้นํามาเสนอในสภานี้เป็นพาร์ต (Part) ต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านสมาชิกสภาได้รับฟัง เมื่อวานแล้วก็จะเห็นว่างานทั้ง ๓ พาร์ต (Part) ก็จะสอดประสานกันเป็นงานชิ้นเดียว และตอบโจทย์ทุกอย่างของสังคมในบ้านเราได้
ต่อมาก็มีการศึกษาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้กําหนดไว้ว่า การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและความคิดเห็นตามจริยธรรม แห่งวิชาชีพ อันนี้เป็นส่วนที่เราได้ดูในรายละเอียดไปแล้ว นอกจากนั้นยังได้ศึกษาจาก วาระการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวาระปฏิรูปที่ ๓๒ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ เรื่องการกํากับดูแลสื่อสิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ และการป้องกันการแทรกแซงสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติ นอกจากนั้นยังได้ศึกษาจาก พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในมาตรา ๔ ที่ระบุเกี่ยวกับความหมายของคําว่า วัฒนธรรมและการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษา ศึกษาเรื่องพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ต่อมาได้ศึกษาจากเรื่องของร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ ของคณะกรรมการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งได้วางกรอบแนวทาง ที่สําคัญของยุทธศาสตร์ชาติในระยะ ๒๐ ปี ที่เกี่ยวข้องกับในด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพของคนในหัวข้อที่ ๓ เกี่ยวกับการปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ที่พึงประสงค์ และด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม รวมทั้ง ข้อ ๕ เกี่ยวกับพัฒนาการสื่อสารมวลชนให้เป็นกลไกสนับสนุนพัฒนาการขับเคลื่อน ของประเทศ นอกจากนั้นยังมีการศึกษาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาฐาน ของการที่เกิดปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่เกิดกระแสทะลักของเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ ทําให้เกิดการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่สามารถเข้าไปได้ทุกที่ทุกเวลา ที่ทุกคน จะบอกว่าเอนีไทม์ (Anytime) เอนีแวร์ (Anywhere) นอกจากนั้นแล้วในการศึกษา การเข้าถึงสื่อได้ด้วยตนเองไม่ว่าช่องทางใดก็ตาม จะเห็นว่าการเข้าถึงสื่อในทุกที่ทุกเวลาได้ ก็จะทําให้เกิดกระแสตีกลับ เกิดกระแสในผลกระทบเชิงลบ ไม่ว่าจะการเข้าถึงภาพต่าง ๆ ที่ไม่ควรเข้าถึง หรือเมื่อใช้ไปแล้วก็อาจก่อให้เกิดการขาดภูมิคุ้มกันที่สําคัญ เกิดปัญหา มากมาย
จากข้อสรุปของแผนปฏิรูปทั้งหมดก็ได้มีการกําหนดระยะเวลาในการปฏิรูปไว้ ซึ่งจะต้องทําอย่างเร่งด่วนที่สุดในเรื่องของสื่อใหม่คือสื่อออนไลน์ (Online) และการใช้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คืออย่างที่ได้เรียนไปเบื้องต้นว่าเป้าหมายหลักของเราที่ให้ภาครัฐมีการทํางานอย่างบูรณาการ และมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในการนําเสนอวันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นการนําเสนอการทํางานร่วมกันของภาครัฐ อย่างบูรณาการที่ต่างคนต่างทํา และต่างคนต่างก็มีภารกิจของตัวเอง
ในส่วนของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทาง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น จะพบว่าข้อมูลข่าวสารที่นําเสนอ ผ่านสื่อหลักก็จะมีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์ รวมตลอดถึง การผ่านสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งสื่อเหล่านี้ก็เป็นสื่อที่มีการกระจายวงกว้าง
ขออนุญาตกลับมาที่รายละเอียดของแนวทางการขับเคลื่อนทั้ง ๕ แนวทาง ที่ได้เสนอต่อสภา แนวทางการขับเคลื่อนทั้ง ๕ แนวทางซึ่งท่านเพิ่มพงษ์ได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้ว
ส่วนที่ ๑ เรื่องของการเสริมสร้างการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เพื่อเป็น ยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตนําเรียนในรายละเอียดคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับ การส่งเสริมการใช้สื่อก็จะดําเนินการโดยต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งในคณะกรรมการนี้จะต้องมี หน้าที่ให้การสนับสนุนโดยกําหนดแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และนโยบายเกี่ยวกับ การรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติ มีการติดตาม มีการประสานงาน สั่งการและประเมินผล สําหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประกอบด้วย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อ เป็นรองประธานกรรมการ มีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ปลัดกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการโดยตําแหน่งจากหน่วยงานภาครัฐ จํานวน ๑๕ ท่าน สําคัญที่สุดประเด็นนี้ทางกรรมาธิการได้ถกเถียงกันมาหลายครั้ง โดยที่มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องให้บทบาทสําคัญกับผู้แทนสื่อ เพราะฉะนั้นจะมีจํานวนของ ผู้แทนสื่อมวลชน ๔ ท่าน ได้แก่ ผู้แทนสื่อมวลชนจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกิจการวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ (Online) นอกจากนั้นแล้วยังได้เห็นถึงช่องว่างที่ควรจะต้องเติมให้สมบูรณ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องมีนักวิชาการอีกจํานวน ๓ ท่าน ๑ ใน ๓ ท่านนี้คือผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนหรือการใช้สื่อ การใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ก็จะถือว่าเป็นผู้ที่ให้ข้อแนะนําให้คําปรึกษาอย่างแม่นตรงที่สุด อีก ๒ ท่านเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารมวลชน ไม่ได้นิยามว่าจะต้องเป็นนักวิชาการที่จบด้านใดมา แต่จะต้องมีผลงานเชิงประจักษ์ เช่น งานวิจัย ประสบการณ์ที่สามารถจะเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเป็นประโยชน์สอดแทรกในการกําหนดนโยบายแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของคณะกรรมการในระดับชาติได้ ทั้งนี้ จะมีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ และเลขานุการ มีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จะเห็นได้ว่า ในส่วนของคณะกรรมการเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราโฟกัสไปที่ความรับผิดชอบ หรือว่าให้ คณะกรรมการระดับชาตินี้มาจากภาครัฐจํานวนมาก ตรงนี้มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากว่าในประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐจํานวนมาก แล้วทุกคนก็มีความสนใจอยากแก้ปัญหา หรืออยากจะทําให้การใช้สื่อ ยกระดับการใช้สื่อ ของคนในประเทศทุกระดับ ทุกชนชั้นเกิดความเข้าใจ มีการใช้สื่ออย่างมีคุณภาพ ลดประเด็น ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้สื่อออนไลน์ (Online) การใช้สื่อที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นหน้าที่นี้จึงเป็นหน้าที่หลักและเป็นยุทธศาสตร์ของชาติที่สําคัญ ขออนุญาตนําเรียน ว่าในส่วนที่เป็นพาร์ต (Part) สุดท้ายก็คือเรื่องของการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งคณะกรรมาธิการเรากําลังทําอยู่นี้ ได้กําหนดเรื่องของการปฏิรูป และขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น ๔ ช่วงสําคัญ ก็คือ ๕ ปีที่ ๑ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีสุดท้าย ก็คือ ๒๐ ปี แต่ในขณะเดียวกันเราเห็นความวิกฤตหรือความเร่งด่วนของปัญหาการใช้สื่อโซเชียล (Social) เหล่านี้ จึงได้กําหนดและมีข้อสรุปร่วมกันว่าจะทําเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทําทันที ภายในปี ๒๕๖๐ ได้รวบรวมข้อมูล รวบรวมปัญหา รวบรวมแนวทางไว้จํานวนมาก และขณะเดียวกันภายใน ๕ ปีก็จะต้องมีเรื่องของแผนระยะเร่งด่วน คือแผนระยะสั้น มาสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าทุกวันนี้เป็นปัญหาสําคัญเกาะกินใจ ของพวกเราทุกคนว่าปัญหาเหล่านี้เคลื่อนตัว ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไร้ข้อจํากัด ไร้พรมแดน จะมีวิธีการอย่างไร คณะเราก็มีความหนักใจเช่นกัน แต่วันนี้เราเห็นแนวทาง เห็นกรอบการทํางานแล้วก็ได้เกิดความสบายใจขึ้น
การสร้างกลไกบริหารจัดการและการกํากับดูแลการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ดิฉันขออนุญาตให้ท่านอาจารย์สมญาได้พูดในรายละเอียดของส่วนที่ ๒ นี้ ขอบคุณค่ะ