รื่นวดี สุวรรณมงคล หารือประเด็นการถ่ายโอนภารกิจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยเน้นความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติของผู้รับโอน ระบบกำกับดูแล และความเป็นธรรม พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูประบบการคัดคดีล้มละลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และความคุ้มค่า รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน โดยอ้างอิงตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทของไทยภายใต้เป้าหมายการยกระดับความเชื่อมั่นและให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นก่อนว่าในประเด็นข้อสังเกตของท่านสมาชิกที่กรุณา ให้ไว้อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณากราบเรียนไปถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขออนุญาตใช้คําว่า แนวทางพัฒนาเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจที่เรียกว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีความสมบูรณ์รอบคอบยิ่งขึ้น จะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนต่อข้อสังเกต ต้องกราบ ขออภัยถ้ารวบรวมได้ไม่ครบทุกประเด็น แต่ฟังดูว่าน่าจะอยู่ในสัก ๖-๗ เรื่องดังต่อไปนี้ ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่าทําอย่างไรให้มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้นกับการที่ ถ่ายโอนครั้งนี้
ประเด็นที่ ๒ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนไปยัง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นนิติบุคคล
ประเด็นที่ ๓ ก็คงจะเป็นเรื่องของระบบการกํากับดูแลว่าทําอย่างไร ที่จะทําให้การกํากับดูแลโดยภาครัฐไปยังบุคคลที่ทําหน้าที่เป็นเอกชนเกิดประสิทธิภาพ และสําคัญที่สุดคือหนีไม่พ้นเรื่องความเป็นธรรม
ประเด็นที่ ๔ คงจะเป็นเรื่องของการที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทําอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่ เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนไหม และสําคัญที่สุด มีความเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมและศาลล้มละลายกลางหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นที่ ๕ คงหนีไม่พ้นในเรื่องของระบบการตรวจสอบ ถ้าพบว่ามีการทํา หน้าที่ไม่ถูกต้อง ทําอย่างไรจะมีการตรวจสอบผู้ที่รับมอบหมายในการถ่ายโอนครั้งนี้ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นก่อนสุดท้าย คือประเด็นของเรื่องกับความคุ้มค่า จะทําเรื่องนี้แล้วมี ความคุ้มค่าเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างไร
สุดท้ายค่ะ ตัวอย่างของต่างประเทศที่คณะกรรมาธิการได้ยกขึ้นมา มีตัวช่วย วัดผลสําเร็จหรือไม่ อย่างไร
จะกราบขออนุญาตท่านประธานขออนุญาตชี้แจงโดยรวมไปโดยสังเขป กราบเรียนว่าตามที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกรุณากล่าวไว้ว่า พระราชบัญญัติล้มละลายมีตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ นับถึงปัจจุบันถือว่ามีการใช้บังคับมา ๗๗ ปี ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ภาครัฐเป็นผู้ทําหน้าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาโดยตลอด ในเรื่องนี้ต้องขออนุญาตเรียนทุกท่านอย่างนี้ว่า การบังคับคดีล้มละลายถือว่าเป็นเรื่องของ เอกชนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ภาครัฐเข้ามาทําหน้าที่เป็นตัวกลางในส่วนของการที่เรียกว่าทําการ รวบรวมทรัพย์สินคืนให้กับเจ้าหนี้ทั้งมวล เรียนอย่างนี้ว่าการทํางานครั้งนี้หรือการตรวจในการถ่ายโอนหนีไม่พ้น เราจะต้องมองโจทย์ เรื่องความเป็นธรรม เราจะต้องมองโจทย์เรื่องประสิทธิภาพ เราจะต้องมองโจทย์ เรื่องของการที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทําให้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นโจทย์ในเรื่องนี้ทางกรมบังคับคดีเอง ในฐานะที่ปัจจุบันผู้ทําหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เราตระหนักถึงความสําคัญ ในส่วนนี้ เรามีโจทย์ที่เป็นความท้าทายอย่างมากว่าทําอย่างไรที่จะสามารถรวบรวม ทรัพย์สินคืนให้บรรดาเหล่าเจ้าหนี้ได้มากที่สุด ได้ในระยะเวลาที่เร็วที่สุด และทําอย่างไร ที่จะทําให้ลูกหนี้ ขออนุญาตเรียนว่าลูกหนี้ทั้งรายย่อย และลูกหนี้ที่เป็นสถาบันหรือนิติบุคคล สามารถหลุดพ้นจากการล้มละลายได้เร็วที่สุดด้วย ท่านอย่าลืมว่าในระหว่างที่บุคคล ถูกประกาศเป็นบุคคลล้มละลายคนเหล่านั้นจะไม่สามารถทําธุรกรรมอะไรได้อีกไปตลอดเวลา กว่าจะปลดพ้น ล้มละลาย ๓ ปี ๓ ปีนั้นถือว่าเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมหาศาล เพราะเนื่องจากคนเหล่านั้นโดยหลักแล้วถ้าไม่ถูกล้มละลายเขาสามารถ เป็นหน่วยเศรษฐกิจของประเทศในการผลิตผลผลิตให้กับประเทศได้ เพราะฉะนั้นเป็น ความท้าทายของเราทั้ง ๒ ฝั่ง กราบเรียนด้วยความเคารพว่าทั้งฝั่งเจ้าหนี้รวบรวมทรัพย์สิน ให้ได้รวดเร็วและได้มากที่สุดอย่างไร ในฝั่งลูกหนี้ทําอย่างไรให้เขาสามารถหลุดพ้นจาก กระบวนการล้มละลายได้อย่างเร็วเพื่อจะเป็นหน่วยผลิตของเศรษฐกิจต่อไป เพราะฉะนั้น ในวันนี้การที่ท่านเบญจวรรณได้กรุณากราบเรียนแล้ว แล้วเอกสารของท่านกรรมาธิการ กรุณากราบเรียนแล้วว่าความท้าทายนี้เรียกว่าเรามีปริมาณคดีล้มละลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด ถัวเฉลี่ยท่านเห็นว่าอัตรามาตรฐานของคดีล้มละลายควรทําเพียงแค่ ๑ คน ต่อ ๑๗ เรื่อง แต่ปัจจุบันถัวเฉลี่ยแล้วบางช่วงเวลาสูงไปถึง ๑ คนต่อ ๑๒๐ เรื่อง หรือ ๑ คน ต่อ ๙๗ เรื่อง เป็นต้น ระยะเวลาดําเนินการคดีล้มละลายนี้ถัวเฉลี่ยคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เลย เพราะท่านอย่าลืมว่าลูกหนี้ที่ถูกฟ้องล้มละลายถือว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว ถัวเฉลี่ยถึง ๓ ปี สําหรับกรณีที่มีทุนทรัพย์บ้างแต่ก็เรียกว่าเป็นถัวเฉลี่ย ๕ ปี เพราะฉะนั้น เป็นความท้าทายว่าเราจะทําอย่างไรในเรื่องของประสิทธิภาพดีขึ้น รวบรวมเร็วขึ้น เราก็ใช้ หลักคิดการถ่ายโอนซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐที่อยากจะให้หน่วยราชการต่าง ๆ มีการทํางาน ในการที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมกันทํางาน อย่างไรก็ตามเรายังไม่ได้คิดว่าการถ่ายโอนไปแล้ว เสร็จภารกิจของเรา เพราะจะต้องกราบเรียนท่านว่าเป็นการที่จะเปลี่ยนฐานะของตัวเราเอง จากผู้ปฏิบัติ เป็นผู้กํากับดูแล ในทีมงานของกรมบังคับคดีเรากลับมองอีกมุมหนึ่งว่า การที่ถ่ายโอนงานไปให้เอกชนทําและเราเป็นผู้กํากับดูแลเป็นการทําให้ทํางานได้ยากขึ้น ทําอย่างไรจะให้เอกชนเขาอยู่ในกติกา ในส่วนนี้เราขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในประเด็นต่าง ๆ เรื่องคุณสมบัติเองก็ตามที่สมาชิกบางท่านเรียนถาม ต้องขออนุญาต เรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสหวิชาชีพ ไม่เพียงเฉพาะนักกฎหมายเท่านั้นจะเป็นผู้ทําหน้าที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แต่งานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องมีศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของบัญชี เรื่องการเงิน เรื่องเศรษฐศาสตร์ เราอยากมองเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ที่มีองค์ความรู้รวมนอกเหนือจากกฎหมายเข้ามาทําหน้าที่ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติ ๓๐ ปี แน่นอนค่ะ เราคงต้องการคนมีประสบการณ์มาก่อนบ้างแล้ว ไม่ว่าทํางานในด้านคดี ทํางานในเรื่องเกี่ยวกับด้านบัญชีหรือการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขออนุญาตจะกราบเรียน ตัวอย่างที่เราคิดก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจะถือเป็นเรื่องใหม่ทีเดียวหรือไม่ อย่างไร ก็จะไม่เชิงนัก ท่านประธานกรุณาพูดถึงเรื่องการฟื้นฟูกิจการ ท่านสมาชิก สปท. ที่ท่าน ยังพอจําได้ว่าในกฎหมายล้มละลายจะมีอีกฝั่งหนึ่งที่เรียกว่ากฎการฟื้นฟูกิจการ ๑๗ ปี ที่ผ่านมาเป็นกรณีที่เราให้เอกชนเข้ามาทํางานใน ๒ ฐานะแล้ว คือฐานะที่เรียกว่าผู้ทําแผน กับผู้บริหารแผน และเราคือกรมบังคับคดีเป็นผู้กํากับดูแล เพราะฉะนั้น ๑๗ ปีที่ผ่านมา ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เราก็ทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแลในฝั่งของการฟื้นฟูกิจการ โดยมีเอกชนเข้ามาทํางาน เราต้องการหลักคิดทํานองเดียวกันนี้มาในส่วนของกฎทางด้าน ล้มละลายบ้าง เพราะเราเชื่อว่า ๑๗ ปีที่ได้มีโอกาสทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแลในบางส่วนบางเสี้ยวหนึ่ง ของกฎหมายล้มละลาย เราพอมีประสบการณ์ไม่มากก็น้อยนะคะ เพราะฉะนั้น เราเอาประสบการณ์ในการกํากับดูแลต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาในฝั่งของกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องกราบเรียนนะคะ ในฝั่งกฎหมายล้มละลายความซับซ้อนยุ่งยากมีน้อยกว่า เรื่องการฟื้นฟูกิจการค่ะ เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายล้มละลาย ต้นของกฎหมายบอกว่า ต้องเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงสามารถถูกฟ้องล้มละลายได้ บุคคลธรรมดา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นิติบุคคล ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ฟื้นฟูกิจการนี้กิจการก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหนนะคะ ยังมีอยู่ การเข้ามาฟื้นฟูเขาสามารถดําเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลักคิดของเราในการกํากับกิจการฟื้นฟูกิจการ โดยให้เอกชนมาทําหน้าที่เป็นผู้ทําแผน เป็นผู้บริหารแผน เราคิดว่าใช้แนวคิดอย่างนั้นมาในฝั่งของคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่ง่ายกว่าได้ ในส่วนนี้ก็กราบเรียนอย่างนี้ว่า นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เป็นไปตามเอกสารแล้ว สิ่งหนึ่ง ที่เราจะกําหนดไว้ให้คือ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เองก็ตาม หรือนิติบุคคลเป็นเองก็ตาม ต้องมีการวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือเป็นพันธบัตร หรือเป็นแคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เองก็ตาม ในเบื้องต้นต้องกราบเรียน เพราะตัวเลขอาจจะผันแปรไป เราคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ํากว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของทุนทรัพย์ แต่จะเรียนว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการเบื้องต้นก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วเราใช้สูตรมาจากการดูแลให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด
ในส่วนเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ท่านเบญจวรรณกรุณากราบเรียนไปแล้วว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นในหลาย ๆ โอกาส ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมเอง ท่านรัฐมนตรี ก็ได้มีโอกาสเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยงานที่เป็นส่วนภาคธุรกิจหลัก มีสมาคมธนาคารไทย และเราไม่ลืมที่จะเชิญฝั่งลูกหนี้มาด้วย เชิญสภาลูกหนี้แห่งชาติ และในส่วนของการเป็นลูกหนี้รายย่อยด้วย เพราะเราต้องการได้เสียงตอบรับในทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มารับฟังความคิดเห็นท่านเห็นด้วยในหลักการ เพราะท่าน มองเห็นว่าจะเป็นประสิทธิภาพอย่างมาก ก็กราบเรียนว่าในส่วนนี้เองเราพยายามจะทําให้มี ความเชื่อมั่น รายละเอียดต่าง ๆ ก็เป็นในส่วนที่ทางท่านกรรมาธิการได้สรุปในเอกสารแล้ว
สุดท้ายที่จะพูดถึงเรื่องตัวอย่างของต่างประเทศ ทางเราเองก็คิดว่าไม้บรรทัด ที่จะพอวัดได้วันนี้ก็คงจะเป็นของธนาคารโลก ขออนุญาตหยิบยกเป็นตัวอย่างโดยสังเขป วันนี้ธนาคารโลกวัดประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาล้มละลาย ในต่างประเทศที่เขา มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นเอกชน โดยเฉพาะญี่ปุ่น วันนี้ถือว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศ แชมเปียน (Champion) ของโลกในการแก้ไขปัญหาล้มละลายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เขาสามารถดําเนินคดีล้มละลายได้เพียงแค่ ๐.๖ ปี หรือครึ่งปี รวบรวมทรัพย์สินไม่น้อยกว่า ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยวันนี้ที่เป็นของภาครัฐ เราใช้เวลาถัวเฉลี่ยก่อนโน้น เกือบ ๓ ปี การประเมินล่าสุดใช้เวลาเพียง ๑ ปีครึ่ง แต่ประเด็นของการรวบรวมทรัพย์สิน เราเพียงแค่สอบผ่าน ก่อนหน้านี้เราสอบได้เพียงแค่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีล่าสุดเราผ่านมาเป็น ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าแนวคิดโครงการนี้ที่ท่านประธานกรรมาธิการ กรุณาบอกแล้วว่าเป็นความคิดเบื้องต้น การเติมเต็มความสมบูรณ์เกิดขึ้นจากข้อสังเกตของ สมาชิกทุกท่าน ก็เรียนว่ากรมบังคับคดีเองเรามุ่งมั่นทําหน้าที่ในการอํานวยความเป็นธรรม มุ่งมั่นในการทําหน้าที่ที่จะเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสุดท้ายก็มุ่งมั่นในการทํางานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราเชื่อว่าโจทย์ที่ร่วมกันคิด กับคณะกรรมาธิการในครั้งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังคงนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทั้ง ๓ ประการข้างต้น ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงค่ะ