กษิต ชี้ไร้พรมแดนควบคุมสื่อออนไลน์ ชูสร้างจิตสำนึกแทนบังคับ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการใช้สื่อออนไลน์ในบริบทสังคมไทยและสังคมโลก พร้อมเน้นย้ำถึงภัยคุกคามต่อสถาบันฯ จากกลุ่มสาธารณรัฐนิยมต่างประเทศ และเสนอให้รัฐจัดตั้งกลไกสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงทีเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบอบกษัตริย์ รวมถึงเรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับปัญหาขบวนการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการพนันออนไลน์ พร้อมเสนอแนวทางสร้างผู้นำที่ดีโดยยึดหลักศีลธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมผ่านสื่อทุกช่องทาง ทั้งยังวิพากษ์การตั้งองค์กรควบคุมสื่อออนไลน์โดยนายกรัฐมนตรี ชี้ควรเน้นการสร้างจิตสำนึก ให้ข้อมูลจริง และส่งเสริมคุณธรรมผ่านครอบครัว โรงเรียน และศาสนา แทนการบังคับหรือจำกัดเสรีภาพ

นายกษิต ภิรมย์

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเชิญชวนท่านประธานคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกมาร่วมกันทบทวนบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ที่จะโยงกับการใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ (Online) ว่ามีสภาพหรือประเด็นปัญหาอย่างไร

ประเด็นที่ ๑ ก็คือยังมีกลุ่มชนคนไทยที่ประสงค์จะให้ความเป็นราชอาณาจักร ของประเทศไทยหมดไป เขาอยากจะให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ และบุคคลเหล่านี้ก็ฝังตัว อยู่ในต่างประเทศ ส่งข้อมูลเข้ามาที่ประเทศไทย ๒๔ ชั่วโมง และถ้าเผื่อรัฐบาลไทยของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์จะไปขอความร่วมมือจากประเทศนั้น ๆ ให้ส่งตัวกลับมาทุกประเทศ ก็จะปฏิเสธ เพราะเขาบอกว่าอันนี้ไม่ได้เป็นคดีอาญา เป็นเรื่องสิทธิทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเรื่องการเมือง ไม่มีทางที่ต่างประเทศจะส่งบุคคลเหล่านั้นที่เป็น สาธารณรัฐนิยมกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นั่นเป็นสภาพความเป็นจริง แล้วก็จะต้องมีอยู่ต่อไปตราบใดที่เขายังมีความคิดที่เป็นสาธารณรัฐนิยม ทีนี้ประเด็นก็คือ แล้วเราจะทําอย่างไรถ้าเอาตัวเขามาไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับกลไกของรัฐ โดยเฉพาะตัวรัฐบาล เป็นสําคัญ โฆษกรัฐบาล กรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ทั้งของเก่าพวกเทรดิชันนัล (Traditional) แล้วก็ของใหม่พวกโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งหมดนี้ต้องทําตัวแล้วก็ ต้องทํางานที่จะให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อสาธารณชนคนไทยให้เขามีความเชื่อมั่น ในความเป็นราชอาณาจักรไทยในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข แล้วก็จะต้องโต้ตอบได้ทุกประเด็น ผมขอใช้คําภาษาอังกฤษว่ารีบัตทัล (Rebuttal) ต้องมี องค์กรกลางที่จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้นําสู่สาธารณชนตลอดเวลา แล้วก็ อาจจะกระจายมาได้ ไม่ใช่ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เรื่องสาธารณรัฐ หรือราชอาณาจักร เรื่องสิทธิมนุษยชนก็ต้องชี้แจง ที่ดูแลเด็ก ดูแลสตรีก็ต้องชี้แจง เพราะฉะนั้นหน่วยงานไหน ก็ต้องมีคล้าย ๆ กับเว็บไซต์ (Web Site) หรือจะมีโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของตนเอง ในการที่จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนั้นไปสู่สาธารณชน นอกเหนือจากหน่วยงานกลาง เช่น กสทช. กรมประชาสัมพันธ์ หรือกระทรวงดิจิทัลต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นข้อที่ ๑ เสียก่อนว่า เมื่อมีประเด็นปัญหาเป็นภยันตรายต่อความเป็นราชอาณาจักรแล้วการทํางานต้องรวดเร็ว ทันที ทันควัน แล้วก็จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นนักวิชาการ แล้วก็เป็นนักเทคโนโลยีในการที่จะ เอาข้อมูลเหล่านี้ลงไปที่โทรศัพท์มือถือของคนไทย มีเท่าไรครับ ๘๐-๙๐ ล้านเครื่องตลอดเวลา ต้องสู้กันอย่างนั้นครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็มีภยันตรายในเรื่องของขบวนการหัวรุนแรงสุดโต่งทางด้านศาสนา และอุดมการณ์การเมืองที่ประจักษ์กันอยู่ทุกวันก็คือขบวนการไอซิส (ISIS) แล้วผมก็แน่ใจว่า เยาวชนไทยที่ภาคใต้ ในกรุงเทพฯ แล้วก็รอบปริมณฑลที่นับถือศาสนาอิสลามหรือจะศาสนาอื่น ก็สามารถที่จะติดตามความเคลื่อนไหว แล้วก็อาจจะตกไปอยู่ในขบวนการโฆษณาชวนเชื่อ ที่สามารถจะพลีชีพฆ่าตนเอง แล้วก็ทําความเสียหายกับชีวิตของคนอื่น แล้วก็มีความเชื่อถือ ทางด้านศาสนาที่สวนทางกับคําสั่งสอนของพระศาสดา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ว่า มีขบวนการสุดโต่งเหล่านี้มานะครับ สุดโต่งแห่งความเกลียดชัง โกรธแค้น แล้วก็ฆ่ากันได้

ประเด็นที่ ๓ คือขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย ค้าเด็ก ค้ามนุษย์ ค้าชิ้นส่วนร่างกาย การพนันข้ามชาติ จะแทงม้าที่โน่น จะเล่นไพ่ป๊อก ไพ่ยี่อิดได้ทั้งนั้น เราก็ต้องมีความพร้อมในการที่จะขจัดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องร่วมมือกันระหว่างประเทศ แล้วก็ พวกบรรดาสื่อต่าง ๆ ที่มีแพลตฟอร์ม (Platform) เข้ามา จะเป็นวิกิพีเดีย (Wikipedia) จะเป็นยาฮู (Yahoo) จะเป็นแอปเปิล (Apple) จะเป็นใคร ก็ต้องร่วมมือกับเขา แล้วก็ ต้องร่วมมือกันในระหว่างประเทศ ก็มีเวที จะเป็นไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวา ต้องทําให้เป็น กิจจะลักษณะ อันนี้จะเป็นเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย

ประเด็นที่ ๔ เราก็ต้องหาบุคคลที่ดีมาเป็นคล้าย ๆ โรลโมเดล (Role Model) เป็นแบบอย่าง ผู้นําประเทศต้องพูดชัด พูดจริง พูดที่ถูกต้อง ไม่คลุมเครือ ไม่มีอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้นําในสังคมทุกคนจะต้องเป็นผู้นําแห่งความดีงาม สไตล์ (Style) ชีวิตที่ดีอยู่ในศีล ในธรรม ทั้งหมดทั้งอณูต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อเยาวชน แล้วก็ ให้สาธารณชนโดยทั่ว ๆ ไปนั้นมีกําลังใจว่ามีผู้นําที่ดี มีชนชั้นนําที่ดี มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ และต้องเอาบุคคลเหล่านี้ นอกเหนือจากองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ที่เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งยอดเยี่ยมของสังคมไทย ของสังคมโลก เราก็ต้องหาบุคคลเหล่านี้เข้ามา ทีนี้ก็มาอีกประเด็นหนึ่ง แล้วเราจะใช้สื่ออย่างไร ทั้งสื่อขาประจํา ทีวี (TV) อะไรต่าง ๆ แต่ว่ารัฐหรือแม้กระทั่งเอกชนที่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมก็จะต้องใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ความรู้ ต้องรณรงค์ แล้วก็ต้องปลูกฝังในสิ่งที่ดีงาม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

ประเด็นที่ ๕ ก็แน่นอน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นสําคัญ จะต้องเป็นหัวหาดในเรื่องนี้ และตอนนี้เรามีความสับสนในสภา สปท. เรื่องวัฒนธรรม ก็อยู่ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา วัฒนธรรมมาอยู่ที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมทําเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ไปที่ฝ่ายศึกษาเช่นกัน ไปที่ฝ่ายสื่อ ผมคิดว่าใน สปท. เองเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดี ทั้งการเมือง ทั้งสังคม เรายังหาจุดประสานกันไม่ได้ ผมก็อยากจะขอเสนอเรื่องนี้ ต่อท่านประธานให้มีการหารือกันในผู้นําของสภาคือคณะกรรมการวิป (Whip) หรือว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นสําคัญด้วย ไม่อย่างนั้น เวลาเราพูดเรื่องศีลธรรมทีหนึ่งก็จะโผล่ที่คณะกรรมาธิการโน้นนี้อันนั้นเป็นสําคัญ ทีนี้เป็นอย่างนี้ ได้ไหมครับ ผมขอเสนอท่านประธานผ่านไปที่ท่านกรรมาธิการเพื่อเป็นข้อสรุป ผมขอให้ เป็นหลักปฏิบัติเลยว่าทุกสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ณ วันนี้ให้เวลาวันละ ๑ ชั่วโมง ในเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม วัฒนธรรม แล้วก็คุณงามความดี อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทํา แล้วก็ จัดตั้งสื่อออนไลน์ (Online) มาสู้กันกับพวกอบายมุขทั้งหลาย พวกสุดโต่ง พวกหัวรุนแรง ทั้งหลาย จะต้องทํากันให้เป็นเรื่องเป็นราว

ประเด็นที่ ๖ ผมพูดหลายสิบครั้งไม่เห็นด้วยกับการที่จะโยนงานทั้งหมด ไปให้ตัวนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ใช่หนุมานและท่านไม่ควรจะเป็นหนุมาน แล้วในเอกสาร ที่ท่านแจกหน้า ๑๑ เมื่อวานท่านยกตัวอย่างรัฐบาลเผด็จการสิงคโปร์ แต่วันนี้ผมดีใจท่านยกตัวอย่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แล้วก็ญี่ปุ่น ๓-๔ ประเทศ แต่ไม่มี การดําเนินการของประเทศเหล่านี้หรือรัฐบาลเหล่านี้ที่มีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการองค์กรในการที่จะสร้างศีลธรรมให้แก่สื่อออนไลน์ (Online) เพราะเป็นเรื่องของการแนะแนวเท่านั้นเอง เป็นไกด์ไลน์ (Guideline) เราน่าจะมีแนะแนว ไกด์ไลน์ (Guideline) ให้กับบรรดาสื่อออนไลน์ (Online) ว่าเขาควรจะทําอย่างไร เพื่อการเสริมสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม ไม่ใช่การตั้งองค์กรขึ้นมามีนายกรัฐมนตรีแล้วก็จะ ลงโทษแล้วก็จะอะไรต่าง ๆ บูรณาการ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะว่าเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ มันเปลี่ยนทุกวินาที มันไร้พรมแดน แล้วต่อไปนี้ผู้บริโภคก็เป็นผู้สื่อข่าวด้วยท่านจะไปห้ามเขา ได้อย่างไร เขาจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็กลับเป็นประเด็นว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคม หรือในโลก จะต้องให้ฝ่ายรัฐหรือองค์กรของรัฐทั้งหลายชี้แจงต่อประชาชนอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างว่าฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ทุกวัน แทนที่ผู้สื่อข่าวจะอ่านข่าว เขากลายเป็นบุคลากร ของทอล์กโชว์ (Talk Show) คือวิพากษ์วิจารณ์ เท็จจริงบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ท่าทีของประเทศไทยต่อกรณีของคาบสมุทรเกาหลีเหนือคืออะไร ก็มีเกจิอาจารย์ทางสื่อ ออกมา ๑๐-๒๐ คน แต่ถามว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและโฆษกรัฐบาลไทยชี้แจง ท่าทีของประเทศไทยในกรณีที่เกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีอย่างไร แล้วผมก็จะยกตัวอย่าง การประชุมสุดยอดที่มะนิลาเมื่อ ๒-๓ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปมีผลอะไร มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยฝ่ายสื่อ ฝ่ายวิชาการ แล้วรัฐบาลชี้แจงอะไร อะไรคือข้อเท็จจริง เรื่องต้นน้ําแม่น้ําโขงว่าอย่างไร การสร้างเขื่อน แล้วท่าทางของเรากับจีน ยกไปอีก ได้หลายสิบประเด็น จะไม่มีการชี้แจงเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทยให้ชัด แล้วก็เลยเกิด การตีความข่าวลือ ข่าวอ้างเพราะตัวรัฐบาลไม่ให้ข้อมูลต่อประชาชน หรือให้ข้อมูลแล้วก็ ไม่โปร่งใสอย่างแน่ชัด ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนตัวเองเสียก่อน แล้วของประเทศต่าง ๆ ที่เขาเป็นเสรีประชาธิปไตยนี้ไม่ต้องเอาฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการมานั่งครอบสื่อ ให้สื่อเขาดูแลตนเอง เมื่อวานผมพูดทั้งวันก็ไม่ได้รับการตอบสนองหรือคะแนนก็แพ้ไป ๙๐ ต่อ ๒๐ กว่า แต่อย่าเลยครับ การที่คิดว่าจะบูรณาการโดยการที่จะเอาอํานาจรัฐ เข้าไปควบคุมเป็นไปไม่ได้ครับ เทคโนโลยีมันไปเร็ว มันไร้พรมแดน มันห้ามไม่ได้ จะมาช่วยกันเชิญชวนให้เข้าอกเข้าใจ ให้ได้ข้อมูลทางเลือก ได้รู้จักข้อเท็จจริง นั่นเป็นเรื่อง เฉพาะหน้า ระหว่างนั้นไปอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปี เราก็เริ่มบ่มเพาะเยาวชนของเรา แต่ก็ต้อง กลับไปที่ครอบครัวว่าจะทําอย่างไร พ่อแม่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อยู่กับลูก แล้วผมก็ได้พูดว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านจะช่วยดูแลได้ไหม อสม. จะช่วยได้ไหม ผู้ว่าราชการจังหวัด กับข้าราชการจะเข้าไปช่วยดูครอบครัวในระดับหมู่บ้านได้ไหม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องทํากัน เพื่อจะได้ช่วยกันกล่อมเกลา เราจะนําศาสนากลับมาอยู่ในวิถีชีวิตได้ไหม ในเมื่อเรา ได้เอาโรงเรียนออกไปจากวัดแล้ว ไม่เหมือนคริสเตียน คริสตัง ศาสนาซิกซ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม วัดกับโรงเรียนหรือว่าสุเหร่ากับโรงเรียนเขาอยู่ด้วยกัน ศีลธรรมมันอยู่ตรงนั้น แต่เราเป็นเมืองพุทธ ศาสนาไม่ได้อยู่กับโรงเรียน เราต้องยกเอาสิ่งเหล่านี้กลับมา บทบาทของ เจ้าอาวาสวัดกับโรงเรียนว่าอย่างไร ความเป็นไปในโรงเรียนว่าอย่างไร พ่อแม่พูดกับเด็ก อย่างไร แล้วเราจะมีแบบอย่าง มีบุคคลที่เป็นตัวอย่างหรือไม่ หรือเด็กมองออกไป กํานัน ก็ใช้อํานาจเป็นผู้มีอิทธิพล อบต. ก็โกงกินบ้านเมือง มันไล่กันไปอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะมาบอกว่าสิ่งที่ดีงามทําได้อย่างไร มันทําได้ถ้าเผื่อเราใช้สื่อออนไลน์ (Online) ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็มีการบริหารจัดการที่เป็นเรื่องเป็นราว แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของ การควบคุมประชาชน ควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ก็ขอฝากไว้ กับทางกรรมาธิการผ่านทางประธานไปด้วย ขอขอบคุณครับ