คํานูณ สิทธิสมาน หารือการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสื่อมวลชนอย่างเป็นภาพรวมเพื่อให้สอดคล้องกันทั้งสามวาระ โดยเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลสื่อใหม่ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแทนการควบคุมจากภาครัฐ พร้อมทั้งเสนอแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 ให้สอดรับกับแนวทางปฏิรูปสื่อ และแสดงความกังวลต่อข้อเสนอการเปิดเผยข้อมูลสื่อและภาคประชาชนอย่างละเอียดว่าอาจละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่ใช้ทุนเอกชน จึงเรียกร้องให้ทบทวนและปรับปรุงร่างกฎหมายให้เหมาะสมและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันที่จริงผมเป็นผู้เสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าวาระนี้ควรจะนําเข้ามา พิจารณาร่วมกับวาระที่พิจารณาเมื่อวานก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะว่ามีเรื่องที่คาบเกี่ยวกันและจําเป็นที่จะต้องพิจารณาร่วมกันไป แต่เนื่องจาก การจัดระเบียบวาระเรื่องเมื่อวานนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องอภิปรายเฉพาะไปเรื่องหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันนี้ผมเองยังอยากเห็นภาพรวม ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้ท่านกรรมาธิการ ชี้แจงภาพรวมตอนสรุปให้กระผมเห็นได้ไหมครับ ชี้แจงภาพรวมให้เห็นป่าทั้งป่าว่า ๓ วาระของท่าน ก็คือวาระเมื่อวานนี้เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อ วาระวันนี้ในเรื่องการสนับสนุน เรื่องสื่อสร้างสรรค์ แต่วาระที่ยังไม่เข้ามาก็คือการกํากับสื่อออนไลน์ (Online) มีหลักการสําคัญ อย่างไร สอดประสานกันอย่างไรบ้าง เพราะว่าโดยหลักการทํางานของผมจะเน้น การมองภาพรวมหรือมองให้เห็นป่าทั้งป่าก่อน แต่ว่าทุกวันนี้เราพิจารณาแบบต้นไม้เป็นต้น ๆ ต้นไม้เป็นกลุ่ม ๆ แล้วเราก็จะพบเห็นว่าต้นไม้แต่ละต้น ต้นไม้แต่ละกลุ่มบางทีก็ขัดกันเอง ซึ่งเดี๋ยวกระผมชี้ให้เห็นว่าทางกรรมาธิการอาจจะต้องนํารายงานไปปรับ คือท่านไม่ต้องถอน ก็คือในชั้นที่สมมุติว่าสภามีมติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็คงต้องนําไปปรับให้สอดคล้องต้องกัน เพราะมีหลายประการที่ผมว่าไม่สอดคล้องกับการอภิปรายเมื่อวานนี้ ก่อนอื่นผมขออนุญาต พูดถึงภาพรวมก่อนว่าก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งหมดอ่านแล้วเพลินมากเลย แต่ว่าสารัตถะจริง ๆ ก็คือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกแล้ว ผมอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้นะครับ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจนถึงบัดนี้ ๑ ปีเศษ ผมว่าข้อเสนอเราเกิน ๑๐ แล้วทุกคณะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานทั้งนั้น ผมเองไม่สู้จะเห็นด้วยกับวิธีการทํางานแบบตั้งคณะกรรมการ ให้เทอะทะ แล้วก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน มีรัฐมนตรี มีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกทัพใหญ่ ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นระบบการทํางานที่ ประสบความสําเร็จ แต่ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์ ยกเว้นแต่บางประเด็น ที่กระผมจะขออนุญาตพูดในลําดับถัดไป แต่ว่าในเรื่องนี้กระผมเห็นว่ามีความเกี่ยวเนื่อง กับกฎหมาย ๒ ฉบับที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกันไป เรื่องหนึ่งก็คือมีความเกี่ยวพันกับ ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่สภามีมติเห็นชอบไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวานนี้ กระผมเห็นว่า ถ้าเผื่อเราสามารถปรับและประยุกต์หลักการข้อเสนอเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อเสนอเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ภาคประชาชนเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ทําให้กระผมนึกถึงว่าในร่างพระราชบัญญัติชื่อเดิมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ที่มีมติ รับหลักการไปทั้ง ๓ วาระนั้น ต้นร่างเดิมเขามีสิ่งที่กระผมชอบใจอยู่ประการหนึ่ง ก็คือ มีคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ ผมว่าคณะกรรมการชุดนั้นละ ถ้าเราสามารถประยุกต์จากรายงานชิ้นนี้เข้าไปเป็นคณะกรรมการ ตามร่างพระราชบัญญัตินั้นซึ่งเป็นข้อเสนอของ สปช. ได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งวันนี้ก็ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการต้องนําไปปรับวาระที่ได้รับอนุมัติไป เมื่อวานนี้ ถ้าจะนําข้อเสนอนี้กลับไปพิจารณาเป็นข้อสังเกตผมว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าคณะกรรมการตามร่างกฎหมายฉบับเมื่อวานมีเพียงกรรมการสภาวิชาชีพ และกรรมการจริยธรรม แต่สาระสําคัญของร่าง สปช. ที่เป็นที่มาของชื่อร่างพระราชบัญญัติ คือร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน จะอยู่ที่คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ จริงอยู่ครับ เขาเขียนไว้ห้วน ๆ เพียง ๒ มาตรา ก็จําเป็นจะต้องไปปรับ แต่ถ้าท่านจะกรุณารับความคิดเห็น ผมสักนิดหนึ่ง นําไปเขียนไว้ในรายงานของวาระที่ได้รับอนุมัติไปเมื่อวานนี้ โดยประยุกต์ผนวก กับวาระที่กําลังจะผ่านในวันนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ คือควรจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการ กํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อขึ้นมา ไม่ต้องเป็นคณะกรรมการเทอะทะ อย่างในรายงานอันนี้
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือพระราชบัญญัติที่มีผลใช้บังคับไปแล้ว ท่านประธาน ผมขอกราบเรียนว่าเพื่อนสมาชิกอาจจะไม่ทราบ หรืออาจจะลืมไปแล้วว่าในขณะนี้เรามี พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ใช้บังคับแล้ว เป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเขาก็ต่อสู้กันมายาวนานพอสมควร แล้วบังเอิญผ่านสภามา ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสภาในระบอบเก่ากับสภาในระบอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา แล้วสภานิติบัญญัติแห่งชาติในระบอบปัจจุบันเป็นคนอนุมัติออกมาเมื่อปี ๒๕๕๘ ในนี้เขาก็ จะมีวัตถุประสงค์ ภารกิจของคณะกรรมการ มีองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ทําหน้าที่ คล้าย ๆ กันกับข้อเสนอของรายงานฉบับนี้เพียงแต่ว่าแคบกว่า ในรายงานของท่านเอง ก็กล่าวไว้ในหน้า ๘ (๔) ถ้าท่านจะกรุณารับเป็นข้อสังเกตว่าเนื้อหาสารัตถะของรายงาน ฉบับนี้ถ้าสามารถไปปรับ ไปประยุกต์ หรือก่อให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ขึ้นมาผมว่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว โดยสรุป ในประเด็น โครงสร้างกระผมเสนออย่างนี้ครับ คือ ๑. อยากให้เกิดคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อ โดยภาคประชาชนและรู้เท่าทันสื่อขึ้นมาในร่างพระราชบัญญัติที่เราอนุมัติไปเมื่อวานนี้ ถ้าท่านรับเป็นข้อสังเกตก็จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในช่วง ๗ วันที่จะต้องไปเขียน ๒. ก็คือถ้าท่านเห็นว่าพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้นแคบไป ภารกิจของคณะกรรมการนั้นแคบไป ท่านเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุน พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ครับ ให้ทําหน้าที่ตามรายงานชิ้นนี้ ถ้าทําได้ในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติที่มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ๒ ฉบับ กระผมเห็นว่าจะเป็น ประโยชน์และดีกว่าการตั้งคณะกรรมการเทอะทะขึ้นมา และผมเชื่อว่าไม่เวิร์ก (Work) ครับ ขอพูดภาษาชาวบ้าน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ๒ ประการที่เกี่ยวเนื่องไปถึงวาระเมื่อวานถ้าท่านจะ กรุณาปรับปรุง แล้วในข้อเสนอวันนี้ที่ถ้าท่านจะกรุณาปรับปรุงรายงานในหน้า ๘ (๔) แก้ไขได้ครับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท่านอยากให้กว้างขวางกว่านี้อย่างไร เวิร์ก (Work) กว่านี้อย่างไร แก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนั้นเลยครับ ก็จะเป็นการดํารงอยู่ อย่างยั่งยืน ทีนี้มาดูในรายละเอียด กระผมเห็นว่าอย่างหนึ่งที่อยากจะพูดเป็นภาพรวมไว้ก็คือ รัฐสมัยใหม่ ประเทศไทยเราก็จะเป็นรัฐสมัยใหม่ใช่ไหมครับ จะเป็น ๔.๐ แล้ว รัฐควรเข้าไป กํากับดูแลให้น้อยที่สุด แล้วก็เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ เขากํากับดูแลกันเอง การออกกฎหมายหรือมาตรการทางบริหารใด ๆ ควรจะเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิด การกํากับดูแลกันเอง ขออนุญาตต่อสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ไม่ใช่การเข้าไปกํากับควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน ประเด็นที่เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งกระผมจะไม่พูดซ้ํานะครับ มันมีความหมิ่นเหม่ ถ้าก่อให้เกิดภาพว่ารัฐจะเข้าไปกํากับควบคุม มันหมิ่นเหม่ต่อการขัดหลักการประชาธิปไตยสากล ผมเองอยู่ในสกุลความคิดที่ไม่ได้เห็นด้วย กับหลักประชาธิปไตยสากลที่ในขณะนี้ก็เกิดวิกฤตในโลกสักเท่าไรนัก แต่กระผมกําลังบอกว่า เราประกาศต่อโลกอย่างนั้น รัฐธรรมนูญเราประกาศต่อโลกอย่างนั้น ผู้นําของเราประกาศ ต่อโลกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอะไรที่รักษาไว้ได้ต้องรักษาไว้ครับ ทีนี้ดูรายงานที่กระผมเห็นว่า น่าจะต้องมีการปรับก็คือในหน้า ๑๒ เมื่อวานท่านประธานกรรมาธิการก็ถอยไป ๓ ครั้ง ถ้ามีเรื่องบทเฉพาะกาลเข้าไปอีกก็แปลว่าท่านถอยไปแล้ว ๔ ครั้ง วันนี้จะถอยอีกสักครั้ง ได้ไหมครับ หน้า ๑๒ ข้อ ๒.๑ ลักษณะและประเภทของการใช้สื่อ ไม่อ่านทั้งหมดนะครับ ๒.๑ ลักษณะและประเภทการใช้สื่อ (๑) ถ้านับลงมาบรรทัดที่ ๕ นอกจากนี้ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพเสียก่อน เมื่อผ่านการอบรมแล้วจะมี การออกใบอนุญาตประจําตัวสื่อมวลชน และเจ้าของกิจการสื่อนั้น ๆ จะต้องออกใบรับรอง ให้กับสื่อมวลชนในสังกัดตนเองด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนกําลังพิจารณากันอยู่ ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการถอยไปแล้วเรื่องใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ถ้าท่านไม่แก้รายงานที่กระผมชี้ให้ดู มันถอยไป ๑ ก้าว แล้วเดินหน้า ๕ ก้าว เพราะว่านอกจากผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจะต้องผ่าน การอบรมก่อนแล้ว เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการก็ต้องผ่านการอบรมก่อนด้วย ก็เดือดร้อน ท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ของกระผม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คงจะต้องไปอบรมก่อนครับ เพราะฉะนั้นรายงานข้อนี้กระผมเห็นว่าต้องแก้ไข ปรับปรุงให้สอดคล้องกัน และเรื่องนี้ที่กระผม เป็นห่วงถึงแม้ในวาระเมื่อวานท่านได้ถอย ๑ ก้าวสําคัญ ซึ่งกระผมชื่นชมมากให้เป็นใบรับรอง แต่พอท่านไปเขียนติ่งว่าใบรับรองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกําหนด ผมฝากสักนิดหนึ่งนะครับ ถ้าต้องระบุว่าจะได้ใบรับรองต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพ เสียก่อน อันนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ก็ฝากไว้นะครับ อันนี้ก็เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่ง หน้า ๑๓ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดีหมดเลยครับ ถ้าเป็นไปได้ตามนี้ทั้งหมดก็ดี แต่บางกรณีกระผมเป็นห่วงว่าจะขัดกับหลักเกณฑ์เสรีภาพ ของบุคคลในหลายประการด้วยกัน ก็คือตอนท้ายการมีส่วนร่วมของประชาชนท่านเสนอว่า ควรวางแนวทางที่จะให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับการดําเนินงานของภาครัฐ และกลไกกํากับกันเองอย่างอิสระด้วย ๒ บรรทัดท้าย เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้รับรู้ รับทราบเกี่ยวกับข้อมูลในการดําเนินงานต่าง ๆ ทางสาธารณะอย่างเปิดเผยและเข้าถึงได้ ทุกเวลาและทุกพื้นที่ โดยเฉพาะประวัติความเป็นมา ประวัติและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดําเนินกิจการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้ภาคประชาชนได้เข้าใจถึงบทบาทและความสัมพันธ์เชิงการเมืองและเชิงธุรกิจ ระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับสื่อ กับบุคคลทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้ภาคประชาชนได้เกิดความเข้าใจเชิงจิตวิทยาในการนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ ขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กํากับดูแล หรือมีอํานาจหน้าที่บริหารจัดการ ตามกฎหมายควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน หรืออํานวยประโยชน์ในการเข้ามามีส่วนร่วม ของภาคประชาชนด้วย สรุปก็คือในมุมมองของกรรมาธิการซึ่งผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นนะครับ เราจะต้องรู้ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคน นักข่าวที่สัมภาษณ์เราข้างล่างเป็นใคร มาจากไหน มีความคิดเห็น ความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ต้องเปิดเผยเข้าถึง หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ มีประวัติทางธุรกิจอย่างไร สภาวิชาชีพ องค์การวิชาชีพมีความเป็นมาอย่างไรประชาชนต้องรู้หมด ก็ดีครับ แต่อย่าลืมปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งว่าผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ หรือเจ้าของ กิจการเหล่านี้ท่านรับเงินเดือนจากภาคเอกชน ท่านลงทุนจากเงินของภาคเอกชน ท่านไม่ใช้ งบประมาณของภาครัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นการที่กําหนด หรือมีแนวความคิด ที่จะให้มีการกําหนดเปิดเผยถึงขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าริเริ่มจากภาครัฐ กระผม เกรงว่าจะเป็นประเด็นที่เราไปละเมิดสิทธิเสรีภาพเขามากเกินไปหรือเปล่า จริงอยู่ครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐเกือบ ๆ จะทุกระดับในขณะนี้เราก็ต้องเปิดเผย โปร่งใส เราต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ก็เพียงแสดงบัญชีทรัพย์สินนะครับ ยังไม่ต้องเปิดเผยถึงความคิด ความเชื่อทางการเมือง ความสัมพันธ์ พ่อแม่พี่น้องเราเลือกพรรคไหน มีความสัมพันธ์เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหน ยังไม่มีถึงขนาดนั้น หลักการและเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือว่าบุคลากรของภาครัฐใช้เงินแผ่นดิน เราถึงต้องเปิดเผย แต่ทีนี้ภาคเอกชนเขาใช้เงินของเขา เขามีเสรีภาพในการประกอบ วิชาชีพของเขา เขามีสิทธิในการที่จะไม่แสดงข้อมูลข่าวสารของเขาให้บุคคลภายนอกรู้ อันนี้เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง เราจะให้เปิดเผย ผมก็อยากรู้ แต่ว่าไม่ควรจะเป็น ข้อเสนอที่ผมฟังดูแล้วถ้าถูกนําไปวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ตัดตอนบางส่วนไปมันจะ อันตรายว่าเรากําลังเสนอให้มีการควบคุมกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ โดยเวลาจํากัด แล้วผมก็เพิ่งอ่านเมื่อเช้านี้ ขอเสนอหลัก ๆ แต่เพียงเท่านี้ คือข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ ๒ ประการ ๑. ท่านไปเขียนไว้ในรายงานฉบับเมื่อวานที่ท่านจะปรับได้ไหมถึงเรื่อง คณะกรรมการกํากับ ๒. ในวันนี้เป็นข้อเสนอว่าท่านสามารถจะนํารายงานอันนี้ ไปประยุกต์หรือผนวกในร่างพระราชบัญญัติเมื่อวานนี้ในส่วนของคณะกรรมการกํากับดูแลสื่อ โดยภาคประชาชนและรู้เท่าทันสื่อฉบับหนึ่ง หรือว่าท่านจะเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ อีกประการหนึ่ง อันนี้ก็จะ เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน แล้วก็มีข้อเสนอว่ารายงานที่เสนอมานี้มีจุดที่กระผมเห็นว่าล่อแหลม อยู่อย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน ถ้าท่านจะกรุณาพิจารณารับไปปรับปรุงก็จะเป็นประโยชน์ครับ กราบขอบพระคุณครับ