เลิศรัตน์ หารือปฏิรูปสื่อออนไลน์ เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมภาคประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะปัญหาสื่อออนไลน์ที่ก่อให้เกิดการหลอกลวง หมิ่นประมาท และเผยแพร่เนื้อหาอันตรายต่อสังคม พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมและวิชาการร่วมทำงาน เพื่อให้มีองค์กรหลักทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝากภาระไว้กับกรมประชาสัมพันธ์เพียงหน่วยงานเดียว

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้เวลาในการอภิปรายผลการศึกษา และข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ผมก็เห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิก ๓ ท่านแรกที่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญยิ่งต่อสังคมไทยในปัจจุบัน และสําคัญ ยิ่งขึ้นในอนาคตหากไม่มีการดําเนินการที่จะปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์อย่างจริงจัง มีหลายท่านไปพูดว่าการปฏิรูปการใช้สื่อสร้างสรรค์ต่างกันเยอะ การใช้สื่อสร้างสรรค์กับ การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เรากําลังทําอยู่คือการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ทําไมถึงต้องปฏิรูปให้มีการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการใช้สื่อ ที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ยกตัวอย่างไว้ค่อนข้างจะพอสมควร ผมคงจะไม่พูดถึงสื่อกระแสหลักซึ่งมีการพูดกันมากแล้วก็เข้าใจกันค่อนข้างดี แล้วก็มีกฎหมาย หลายรูปแบบที่จะใช้ในการกํากับการใช้สื่อกระแสหลัก แต่อยากจะพูดถึงเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) สักนิดหนึ่งให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านเห็นความสําคัญว่าทําไมเราต้อง ปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สื่อออนไลน์ (Online) ปัจจุบันนี้เป็นสื่อที่เป็นทั้งประโยชน์ และเป็นทั้งสื่อที่ทําให้เกิดปัญหา เกิดอันตราย เกิดการล่อลวง หลอกลวงกันมากมายก็เพราะ สื่อออนไลน์ (Online) ในแง่ของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่ไม่เหมาะสม อาจจะในรูปแบบ ของภาพลามก การอนาจารเด็ก การสอนวิธีฆ่าตัวตายต่าง ๆ ที่ยกเป็นตัวอย่างอยู่ในเอกสาร อันนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจํา เมื่อ ๒ วันผมเห็นความพยายามของสื่อหลัก ๆ ในระดับโลก เช่นรอยเตอร์ (Reuters) เช่นอะไรเขากําลังศึกษาวิธีว่าทําอย่างไรจะหยุดภาพเหล่านั้น ได้ในทันทีทันใดที่ปรากฏขึ้นบนสื่อที่เราเรียกว่าไลฟ์ (Live) หรือว่าภาพที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้ การเผยแพร่สิ่งซึ่งไม่สมควรไปสู่สายตาของผู้ที่อยู่ในเครือข่าย อันนี้ก็เป็นความพยายาม ซึ่งน่าจะสามารถทําได้ในไม่ช้านี้เราจะได้ไม่ต้องไปเห็นการข่มขืนกันบนสื่อออนไลน์ (Online) ในรูปแบบต่าง ๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้คือการหลอกลวง การล่อลวง ในอดีตเรียกว่าการขายตรง การขายตรงในอดีตเราก็ใช้เป็นชั้น ๆ มีผู้ที่ทําหน้าที่ในระดับต่าง ๆ จนถึงระดับที่จะไปสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง เราจะเห็นผู้ที่ขายตรงในหลาย ๆ บริษัท ที่วิ่งไปตามบ้าน ตามโรงเรียน ที่สร้างเครือข่ายขึ้นมากับพรรคกับพวกแต่ต้องไปด้วยตัวเอง ปัจจุบันนี้รูปแบบการขายตรงได้ปรับเปลี่ยน เป็นว่าผู้ที่อยู่ในเครือข่ายการขายตรงเขามี โฮมเพจ (Home Page) ของเขาเองเขาไม่ต้องไปเดินขายที่ไหน พอเขารับรายการสินค้ามา เขาก็โปรโมต (Promote) ไปบนโฮมเพจ (Home Page) ของเขา คนของเขาเองที่เป็น สมาชิกเป็นร้อย บางคนเป็นพันก็สามารถเข้าไปดูสินค้าแล้วก็สามารถสั่งซื้อกันจ่ายเงินกัน ออนไลน์ (Online) ได้เลย ด้วยระบบนี้ละที่ทําให้นําไปสู่การล่อลวงหลอกลวงกันได้ง่ายขึ้น เห็นกันจะจะเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือการหลอกลวงการขายทัวร์ (Tour) ไปญี่ปุ่นเพียง ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ทําให้คนเสียหายเป็นพัน ๆ คน คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่าเป็นใคร หรือบริษัทไหน นั่นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง หรือว่าที่เราเพิ่งอ่านข่าวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การล่อลวงให้ซื้อแชร์เป็นรูปแบบของแชร์ลอตเตอรี่ แชร์อะไรก็แล้วแต่ของอาจารย์ ระดับสถาบันดังของประเทศ ทั้งคนรวย คนจน คนไทยทั้งหลายเป็นคนที่โลภทั้งนั้น มีโลภะ โทสะ โมหะ กันทุกคน เห็นอะไรก็อยากจะได้ ดอกเบี้ยสูง ๆ เดือนละ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ก็กระโดดเข้าใส่จึงกลายเป็นเหยื่อ คนที่คิดจะหลอกลวงคนก็สามารถหลอกได้ง่าย เพราะฉะนั้นคือปัญหาของคนไทย ซึ่งท่านจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมตรงนี้ว่าคนไทยมักได้ แล้วก็เชื่ออะไรง่าย นอกจากเชื่อไสยศาสตร์ซึ่งเราก็เห็นกันเป็นประจําอยู่แล้ว อะไรตีความ เป็นตัวเลขได้หมดทุกอย่าง ลอตเตอรี่บ้านเราก็ขายดีกันอยู่ทุกวันนี้ รัฐบาลก็เพิ่มจํานวน การพิมพ์ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ามีดีมานด์ (Demand) เยอะ เพราะฉะนั้นการหลอกลวง โดยการใช้สื่อออนไลน์ (Online) เกิดขึ้นอย่างมากมายเลย แล้วกว่าจะรู้ตัวก็สายไปทุกครั้ง คนที่เป็นผู้หลอกลวงก็มักจะหนีรอดไปได้เป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนหนึ่งของสื่อออนไลน์ (Online) ที่อันตรายอย่างยิ่งคือในเรื่องของการหมิ่น ทั้งหมิ่นบุคคล หมิ่นสถาบัน หรือการสร้างเฮตสปีช (Hate Speech) ให้เกิดขึ้นโดยเครือข่ายของตัวเอง และเดี๋ยวนี้ก็ใช้เครือข่ายระดับสากล เช่น ยูทูบ (YouTube) กูเกิล (Google) ต่าง ๆ ทางกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนกูเกิล (Google) มาพูดคุยว่าจะช่วยอะไร อย่างไร ที่จริงทางภาครัฐก็ได้เชิญมาหลายครั้งแล้ว แต่เปิดไปดูสิครับ เดี๋ยวนี้พอท่านเห็นคลิป (Clip) อันหนึ่งของยูทูบ (YouTube) ก็จะมีโฆษณา คลิป (Clip) อื่น ๆ ตามอีกสัก ๑๐ อัน เป็นคลิป (Clip) ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งสิ้น ทุกวันนี้ เดี๋ยวนี้ เข้าไปดูได้เลย เวลาเขามีคลิป (Clip) โฆษณาเพลงของนักร้องเก่า ๆ พอเปิดเข้าไป ก็จะเห็นคลิป (Clip) อื่น ๆ ที่ตามมา ผมก็ไม่เข้าใจว่าพูดคุยกันอย่างไร ไม่ว่าภาครัฐหรือ กรรมาธิการเอง ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นเว็บไซต์ (Web Site) ที่หมิ่น เป็นเว็บไซต์ (Web Site) ที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ถ้าจําเป็นจะต้องเอาคําสั่งศาลไปขอปิดเว็บไซต์ (Web Site) แต่ละตัวผมว่า ไม่มีใครทําได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่สําคัญยิ่งเลย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ให้ความสําคัญในการศึกษา อันนี้เป็นการศึกษาในภาพใหญ่ ทางยุทธศาสตร์ ท่านก็ไปเกาะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีของชาติที่กําลังจะมีพระราชบัญญัติ ออกมา แล้วท่านก็มองในหลาย ๆ ภาพ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นการศึกษาขั้นต้น ที่จะทําให้รัฐบาลได้มีแนวทางในการที่จะต่อสู้ป้องกันการใช้สื่อออนไลน์ (Online) หรือการใช้สื่อทั้งหลายให้มีความสร้างสรรค์ไม่ให้เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม ต่อเด็ก และเยาวชน ได้มีการดูกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้สื่อกับเยาวชน ได้มีการดูกฎหมายที่เกี่ยวกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมคิดว่าก็สามารถนํามาประยุกต์ใช้กันได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดถึงเรื่องการเฝ้าระวัง หน่วยงานเฝ้าระวัง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง เพราะว่าเป็นเรื่องความไวของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้แน่นอน ถ้าเราพูดถึงเรื่องการใช้สื่อ การมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ แล้วก็พูดถึงในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะต้องวางแผน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนคือเรื่องของคณะกรรมการ ก็เห็นด้วยว่าจะทําเรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่ตั้งคณะกรรมการก็ไม่รู้จะตั้งใครขึ้นมา พอจะตั้งหน่วยงานขึ้นมา ก็จะโดนอีกว่าสิ้นเปลืองต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องมาในรูปแบบของคณะกรรมการ ก็เห็นใจ และเข้าใจได้ คณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ละรัฐบาล ก็จะมีประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ กรรมการ พอเปลี่ยนรัฐบาลทีหนึ่งก็จะยุบ ยุบเพื่อที่จะตั้ง รองนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ๆ เข้ามารับหน้าที่เป็นประธาน แล้วก็อาจจะมีปรับปรุง คณะกรรมการบ้างเล็กน้อย อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่มีอยู่ แต่ที่สําคัญคือทําอย่างไรจะให้ มีประสิทธิภาพ ให้สามารถดําเนินงานได้ อันนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ในนี้เราไม่ได้ มีการออก พ.ร.บ. ใหม่ แต่เราก็เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซึ่งก็สามารถดําเนินการ ได้โดยมติ ครม. รูปแบบของกรรมการผมเห็นอยู่ ๒ รูปแบบ ก็คิดว่าท่านคงจะใช้ฉบับที่อยู่ในรายงาน คงไม่ได้ใช้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ท่านแจกให้ซึ่งแตกต่างกัน ไม่ทราบว่าท่านแจกมาแล้ว ท่านไปปรับเปลี่ยนกันตอนไหน หรือว่าปรับเปลี่ยนพร้อมกันเมื่อเช้าวานนี้ตอนที่ท่านประชุมเร่งด่วน ในส่วนของกรรมการผมมีข้อสังเกต คือท่านมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับปลัดกระทรวงมา แล้วก็ผู้อํานวยการต่าง ๆ พอสมควร ซึ่งท่านเหล่านี้เราก็รู้อยู่ ท่านก็จะมานั่งรับฟังหรือส่ง ผู้แทนมา แต่คนที่จะมีประสิทธิภาพ คนที่จะทํางาน คนที่จะอินพุต (Input) อินเจกต์ (Inject) ไอเดีย (Idea) เข้าไปจริง ๆ จะเป็นส่วนของภาคอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้มอง ในเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของผู้แทนจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการให้เพิ่มมากขึ้น จะเป็น ๘ คน ๑๐ คนอะไรอย่าไปห่วง คงไม่ใช่ว่ามีภาคเอกชนมากแล้วจะทําให้มติหรือแนวคิด ปรับเปลี่ยนไป แต่ผมคิดว่าคนที่ทํางานภาคประสังคมด้านสื่อมีเยอะมาก ด้านกฎหมาย เกี่ยวกับสื่อมวลชนก็มีเยอะมาก ด้านเด็กและเยาวชนก็สําคัญที่ควรจะเข้ามาอยู่ในนี้ ฉะนั้นท่านควรจะเน้นในเรื่องภาคประชาสังคมที่จะเข้ามาช่วยให้แนวคิด ให้ไอเดีย (Idea) เพราะว่าเรามุ่งไปสู่ด้านการศึกษาด้วย ด้านการป้องกันเด็กจากการที่จะไปถูกล่อลวงจากภาพที่ ไม่สมควรต่าง ๆ แล้วในส่วนของเลขานุการกับผู้ช่วยเลขานุการ ถ้าท่านจะฝากงานนี้ กับกรมประชาสัมพันธ์และกับสํานักนายกรัฐมนตรี ผมก็ฝากท่านไปพิจารณาเพิ่มเติม เพราะเขามีภาระหน้าที่มากไม่ใช่เพราะเขาทํางานไม่ได้ แต่มีภาระหน้าที่มากในการดําเนินงาน อยู่แล้ว ฝากไปคิดถึงองค์กรสักหน่วยงานหนึ่งที่จะมารองรับหน้าที่ตรงนี้ ถ้านึกเร็ว ๆ ก็อาจจะเป็นอย่างเช่นองค์การมหาชนซึ่งอาจจะมีแค่ ๕๐ คน ๖๐ คนก็สามารถทํางานได้ แต่ควรจะมีองค์กรหลักที่มาทําหน้าที่ในด้านนี้ เพราะเรามองแล้วเป็นปัญหาที่สําคัญ ปัญหา ที่มีความเกี่ยวข้องในหลายด้าน ในหลายหน่วยงาน ในหลายภารกิจ แล้วการขับเคลื่อน จะต้องกระทําอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่มีวันที่สิ้นสุด ยิ่งจะทําควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าจะฝากงานนี้ไว้กับกรมประชาสัมพันธ์ผมคิดว่าคงจะไม่เห็นมรรคผลมากมายกว่าที่เกิดขึ้น อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากข้อสังเกตตรงนี้ไว้ ก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ ศึกษาเรื่องนี้ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง อาจจะเป็นการศึกษาในฉบับแรก แต่ก็คงจะพัฒนาไปสู่การมีมาตรการที่จะช่วยให้เยาวชนของเราเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ ไม่มีพิษมีภัยจากสื่อออนไลน์ (Online) ขอบคุณครับ