รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๘/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ
เมื่อไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าว นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัด ความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูป การบริหารจัดการของหน่วยงานทาง
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ท่านชลิดา โชติยกุล อดีตที่ปรึกษาระบบราชการ สํานักงาน ก.พ. ในฐานะอนุกรรมาธิการและเลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป โครงสร้างองค์กรภาครัฐ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ
(นางชลิดา โชติยกุล อนุกรรมาธิการและเลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเชิญประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านรองประธาน สปท. รวมทั้งท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ต้องขอบพระคุณท่านประธานและวิป (Whip) เป็นอย่างสูงที่กรุณา เห็นชอบให้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนําเสนอ วาระนี้ เพื่อได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมและเห็นชอบเพื่อส่งไปยังรัฐบาลต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนว่าวาระที่เสนอนี้เป็น ๑ ใน ๖ วาระที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สปท. รับผิดชอบอยู่ ๓ วาระแรกที่ได้รับความกรุณา จากท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่าน สปท. ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปท. นั้น กรรมาธิการขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง สําหรับวันนี้จะเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐ ซึ่งเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และ ส่วนท้องถิ่น โดยเน้นในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานการทาง ถ้ามอง แต่เพียงผิวเผินก็อาจจะเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่ค่อยสําคัญนัก แต่ความจริงเมื่อพิจารณาถึง ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น พิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เรื่องนี้มีความจําเป็นที่ควรจะ เสนอ สปท. เพื่อกรุณาพิจารณา ประโยชน์อย่างน้อยที่สุด ๕-๖ ประการก็คือ
ประการที่ ๑ ทําให้ระบบทางของประเทศไทยมีมาตรฐานระดับนานาประเทศ
ประการที่ ๒ จะทําให้การบริหารจัดการในเรื่องของงบประมาณมีความคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ เราจะสามารถให้หน่วยงานการทางหรือผู้ที่รับผิดชอบหน่วยงาน การทางนั้นสามารถสนองภารกิจของประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ประการที่ ๔ สามารถที่จะลดอุบัติเหตุ ซึ่งท่านกรรมาธิการวิสามัญที่กําลัง ดําเนินการอยู่ในเรื่องของอุบัติเหตุ เพราะถ้าถนนมีมาตรฐานและมีความเชื่อมโยงกัน ที่เหมาะสมแล้วอุบัติเหตุก็น่าจะลดลง
ประการที่ ๕ จะทําให้สามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
นั่นคือข้อสรุป ๕ ประการที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่าเรื่องการปฏิรูปหน่วยงานการทางมีความจําเป็นที่สมควร ที่จะได้เสนอ สปท. ได้กราบเรียนท่านประธาน สปท. เพื่อกรุณาพิจารณา สําหรับรายละเอียดนั้น จะขออนุญาตท่านประธานได้มอบให้ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ชุดนี้ แล้วก็เป็น สปช. แต่เดิม และเป็นอดีตเลขาธิการ ก.พ. ด้วย ก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ
เรียนเชิญท่านเบญจวรรณครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ในวันนี้ที่จะนําเรียนเสนอในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เราจะมุ่งเน้นไปเรื่องการปฏิรูป การบริหารจัดการของหน่วยงานทางนะคะ
ขอบเขตในเรื่องการศึกษาในเรื่องนี้เราจะตีกรอบ เพราะว่าถ้าพูดถึงระบบ โดยรวมแล้วมันใหญ่มากนะคะ เพราะฉะนั้นจะตีกรอบในการศึกษาเรื่องนี้ ประการที่ ๑ จะเป็นการทบทวนโครงสร้าง ภารกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างกรมทางหลวง กรมทางหลวง ชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทําหน้าที่ในการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และ บํารุงรักษาสายทาง ๓ ประเภท ก็คือทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท แล้วก็ทางหลวง ท้องถิ่น ประการที่ ๒ ก็คือศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นของงานทั้ง ๓ ประเภทแล้วก็อํานาจ หน้าที่ของทั้ง ๓ หน่วย
มาดูตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดูในแง่นโยบายรัฐบาล ณ ขณะนี้ นโยบาย รัฐบาลก็พูดถึงเรื่องการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ มีพูดถึงเรื่องการปรับ โครงสร้างการบริหารจัดการในสาขาขนส่งที่มีการแยกบทบาท แล้วก็ภารกิจของหน่วยงาน ระดับนโยบาย ระดับกํากับดูแล และหน่วยปฏิบัติที่ชัดเจน พูดถึงเรื่องการต่อเชื่อมเส้นทาง คมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ (Logistics) จากฐานการผลิตในชุมชนสู่แหล่งแปรรูป แล้วก็เพื่อเพิ่มมูลค่าทั้งภายในประเทศและเชื่อมโยงกับอาเซียน (ASEAN) ในนโยบายอีกข้อหนึ่ง ก็คือเป็นการปรับโครงสร้างระบบราชการในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับ ประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น ทบทวนการจัดโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่มีอํานาจหน้าที่ ซ้ําซ้อนกัน และลักลั่นกัน
ในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาดูร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะพูดถึงในเรื่องนี้ เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๘ ข้อ ข ด้านบริหารราชการแผ่นดิน (๒) ให้มีการ บูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อเป็นระบบข้อมูลเพื่อ การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน (๓) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนา โครงสร้าง และการบริหารงานของภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ โดยต้องดําเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่แตกต่างกัน ในเรื่องนี้เมื่อเราตีกรอบในการดําเนินการ แล้วก็ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงดู พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อปี ๒๕๔๒ แล้วก็ที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบด้วยแล้ว ก็นําเรียนดังนี้นะคะว่าหน่วยงาน ที่รับผิดชอบระบบทางของประเทศไทยที่เป็นหลัก ๆ ก็คือกรมทางหลวง
หน่วยแรกก็คือกรมทางหลวง กรมทางหลวงนั้นรับผิดชอบทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน หน่วยงานโครงสร้าง โครงสร้างของกรมทางหลวง ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นเป็นราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ โดยเป็นแขวงการทาง ๑๐๔ แขวง และสํานักงานทางหลวงที่ ๑ ถึงสํานักงานทางหลวงที่ ๑๘
หน่วยที่ ๒ ก็คือกรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบทนั้นรับผิดชอบ ทางหลวงชนบท มีหน่วยงานที่เป็นส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ลักษณะเดียวกันก็คือ เป็นแขวงทางหลวงชนบท มี ๗๖ แขวงตามจํานวนจังหวัด และสํานักงานทางหลวงชนบทที่ ๑ ถึงสํานักงานทางหลวงชนบทที่ ๑๕
หน่วยที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีทั้ง อบจ. อบต. เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล จริง ๆ แล้ว เรื่องทางนั้นไม่ใช่แค่ ๓ หน่วยงานนี้เท่านั้น ยังมี หน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบเรื่องทางเช่นเดียวกัน เช่น กรมชลประทานก็รับผิดชอบในเขต ชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็รับผิดชอบในนิคมสหกรณ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง และ ส.ป.ก. หรือรวมไปถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็มีถนนในเขตอุทยาน แห่งชาติทั้งหลาย
จะให้ดูตัวเลขนะคะว่าตัวเลขของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานทางของประเทศ ณ ขณะนี้ ดูตัวเลขของกรมทางหลวงที่รับผิดชอบ ซึ่งมีทาง ๓ ประเภท คือทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ระยะทางที่รับผิดชอบมี ๕๑,๕๓๗ กิโลเมตร ส่วนของกรมทางหลวงชนบทรับผิดชอบทางหลวงชนบท ซึ่งมีระยะทาง ๔๑,๕๐๙ กิโลเมตร ส่วนทางหลวงท้องถิ่น ซึ่งรับผิดชอบโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทั้งหมด ๓๕๒,๔๖๕ กิโลเมตร นี่คือข้อมูลของส่วนราชการต่าง ๆ ที่รับผิดชอบเรื่องทางโดยเฉพาะ ทีนี้เรามาดูว่า ในภาคของทางหลวงตามมาตรฐานสากลโดยทั่วไป เขาก็มีหลักในการจําแนกลักษณะ ประเภททางอยู่ว่ากรมทางหลวงจะรับผิดชอบกรณีทางหลวงพิเศษ ทางหลวงสัมปทานอะไร แบบนี้ แล้วก็ทางหลวงชนบทก็รับผิดชอบในส่วนที่เป็นทางแยกต่อมาจากของทางหลวง แผ่นดิน แล้วก็พอย่อยลงไปอีกนี้ก็คือทางหลวงท้องถิ่น ภาพต่อมาท่านก็จะเห็นความเชื่อมต่อ ว่าของหน่วยงานไหนจะรับผิดชอบด้านไหน อย่างไร ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็คือกรมทางหลวง ถ้าเป็นการเชื่อมแยกจากทางหลวงไปก็คือเป็นทางหลวงชนบท แต่ถ้าระหว่างชุมชนกับชุมชน ก็จะเป็นเรื่องของทางหลวงท้องถิ่นนะคะ
สภาพปัญหา ได้มีการศึกษาสภาพปัญหาแล้วสามารถจําแนกออกเป็น ๓ ด้าน ดังนี้
ปัญหาประการแรกก็คือด้านขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานทาง ปัญหา ณ ขณะนี้ประการแรกก็คือขาดเอกภาพในการ บริหารจัดการงานทางในพื้นที่ เส้นทางบางเส้นทางนั้นอยู่ในกรรมสิทธิ์ของหลายหน่วยงาน ทําให้เจ้าของพื้นที่เองไม่มีอํานาจเต็มในการดูแลรักษาหรือบูรณะซ่อมแซมเส้นทางนั้น
ประการที่ ๒ สืบเนื่องมาจากการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่กําหนด หลายแห่งได้รับโอนจํานวนมากกว่าศักยภาพที่มีอยู่ ก็เลยทําให้ปัญหายังค้างคา บางแห่งข้อมูลจากการได้มีการศึกษาแล้วก็เชิญท้องถิ่นมาให้ ความรู้ด้วย ก็บอกว่าขาดหลักฐานการส่งมอบแล้วก็รับมอบ ทําให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็น หน้าที่ของหน่วยงานใดแน่
ประการที่ ๓ ปัญหางานทางในเขตกรุงเทพมหานคร ในกรุงเทพมหานครเอง เวลาเกิดเหตุปกติเราก็จะไม่ค่อยนึกถึงว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบส่วนไหน อย่างไรบ้าง แต่เวลาเกิดเหตุโดยเฉพาะตอนน้ําท่วม ทุกคนก็จะบอกว่าทําไม กทม. ไม่ดูแล ทําไม กทม. ไม่รับผิดชอบ พอศึกษาในรายละเอียดลงไปแล้วได้ทราบว่าในกรุงเทพมหานครนั้นมีหน่วยงาน ที่ช่วยดูแลเรื่องถนนหลายหน่วย เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงที่รับผิดชอบอยู่ ณ ขณะนี้ ใน กทม. เช่น ถนนบรมราชชนนี ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสุวินทวงศ์ ถนนเอกชัย ถนนรามอินทรา นี่กรณียกตัวอย่างนะคะ แต่ก็มีกรณีที่กรมทางหลวงทําข้อตกลงกับ กทม. ยกให้ กทม. ช่วยดู ในบางเส้น อย่างเช่น ถนนพหลโยธินตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ให้ กทม. ดูแล แต่ตั้งแต่อนุสรณ์สถานแห่งชาติเป็นต้นไปกรมทางหลวงก็ยังดูแลเพราะว่า มันเป็นถนนพหลโยธินซึ่งเป็นสายหลักของประเทศ ทางภาคตะวันออกก็ให้ กทม. ดูแลถึงบางนา ถัดจากบางนาไปกรมทางหลวงก็ดูแล แล้วก็ยังมีหลายเส้นทางที่ ๒ หน่วยนี้อยู่ระหว่างการหารือ ร่วมกันว่าควรจะมีการมอบให้ กทม. ดูในส่วนไหน อย่างไรต่อไป นี่คือกรณีของกรมทางหลวงนะคะ
อีกส่วนหนึ่งก็คือกรมทางหลวงชนบทนะคะ ของกรมทางหลวงชนบทนั้น ก็มีถนนใน กทม. ที่เป็นถนนของกรมทางหลวง หลักตรงนี้ พ.ร.บ. กรมทางหลวงได้กําหนดไว้ว่า ถ้าใครเป็นคนสร้าง แล้วใครเป็นคนขึ้นทะเบียนถนนก็ต้องเป็นของหน่วยนั้นที่จะต้องรับผิดชอบ มีถนนที่กรมทางหลวงชนบทดูแลใน กทม. นั้นก็คือถนนราชพฤกษ์ ถนนกัลปพฤกษ์ แล้วก็ ถนนนครอินทร์ เป็นต้น นี่ก็คือสภาพของปัญหาขอบเขตภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบของ หน่วยงานภาครัฐด้วยกัน
ปัญหาด้านที่ ๒ ในเรื่องการบริหารจัดการภารกิจงานทางที่ได้รับการถ่ายโอน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราดูใน ๔ ด้าน ด้านงาน ด้านเงิน ด้านคน แล้วก็เครื่องไม้ เครื่องมือ ในงานนั้นก็อย่างที่นําเรียนเมื่อสักครู่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ไม่มีข้อมูล ในเรื่องวงรอบระยะเวลาในการบํารุงรักษาทาง เรานึกถึงรถยนต์ที่เราขับกันอยู่จะมี ระยะเวลาว่ากี่กิโลเมตรเราจะต้องไปตรวจ กี่กิโลเมตรจะต้องมีการเปลี่ยนตรงโน้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นการดูแลรักษามันก็มีตารางคู่มือในการกํากับดูแลเช่นเดียวกัน กี่ปีถึงจะถึงระยะ ซ่อมใหญ่ ช่วงเวลาไหนควรจะดูแลบํารุงรักษาในตารางปกติ ปัญหาในเรื่องการขาด การประสานงานกับท้องถิ่นอื่นว่าจริง ๆ กฎหมาย พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นก็บอกว่าถ้าไม่มีศักยภาพสามารถประสาน กับท้องถิ่นอื่นที่มีศักยภาพมาช่วยดําเนินการได้ ขาดการตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญว่าถ้างานก่อสร้างแล้วไม่ได้มาตรฐานมันก็หมายถึง ความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินที่จะตามมามากมาย ส่วนกรณีเรื่องทุจริตนั้นก็ถือว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราทุกคนจะได้รับทราบ รับรู้ รับฟัง แล้วก็เป็นประเด็นใหญ่ที่ทางด้าน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็อยู่ในความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่
ในด้านงบประมาณ งบประมาณของท้องถิ่นเป็นงบประมาณที่จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่เริ่มแรกคณะกรรมการการกระจายอํานาจก็มีการจัดสรรให้ แต่ว่าไม่ได้ไปดําเนินการ ในส่วนนั้น ตอนหลังกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นเองก็เป็นคนดูแลในส่วนนี้ แล้วก็ได้ทราบว่า ณ เวลานี้ก็พยายามมีการแก้ไขเป็นกรณี ๆ ว่าหน่วยไหนไม่ได้รับงบประมาณที่จะไป ดําเนินการมานานมากแล้ว หรือถึงเวลาที่จะต้องจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ กรมเอง ก็พยายามดูแลตรงส่วนนี้ แต่มันก็เหมือนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ค้างคามาตั้งแต่เริ่มแรก
ในด้านคน คนนั้นโดยหลักการที่วางไว้ตั้งแต่ตอนมีการปฏิรูประบบราชการ ปี ๒๕๔๕ บอกว่าถ้าโอนงาน เงินกับคนจะต้องตามไป แต่ในความเป็นจริงโดยเฉพาะเรื่องคน เรื่องงานไป แต่สําหรับคนนั้นบอกว่าสมัครใจ เมื่อสมัครใจแบบนี้แล้ว กรณีคนที่ไม่สมัครใจ จะมีมากกว่าคนสมัครใจ เลยเป็นเหตุให้ทาง อบต. เองนั้นยังขาดคนที่จะปฏิบัติหน้าที่ตาม งานที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็โดยเฉพาะงานด้านช่างเอง เมื่อได้รับภารกิจไปมากมายนั้น จํานวนหรือปริมาณก็ไม่สามารถที่จะรองรับงานตรงนั้นได้
ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องมือนั้นก็ถือว่าเป็นปัญหา ที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเครื่องจักร เครื่องมือที่มีการถ่ายโอนไปนั้น สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี ๒๕๔๒ ที่มีการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปี ๒๕๔๕ ที่เรามี การปฏิบัติระบบราชการ มีการตั้งกรมทางหลวงชนบทขึ้น กรมทางหลวงชนบทนั้นก็รับงาน ส่วนหนึ่งมาจากกองทางหลวงท้องถิ่นของกรมโยธาธิการและผังเมือง กับการที่ยุบเลิก รพช. ก็เลยเกิดกรมทางหลวงชนบทขึ้น กรมทางหลวงชนบทในแนวทางที่วางไว้เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็คือ เป็นพี่เลี้ยง คือช่วงการเปลี่ยนแปลงในการกระจายอํานาจเมื่อปี ๒๕๔๒ ไปให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ความจําเป็นในการที่จะต้องมีที่ปรึกษา ความจําเป็นในการที่จะต้องมี พี่เลี้ยงนั้นเป็นความจําเป็นที่จะต้องมีการดูแลไปในระยะหนึ่ง ก็มองว่า ณ ช่วงเวลานั้น ๕ ปี น่าจะเหมาะในการที่จะให้มีกรมทางหลวงชนบทเกิดขึ้น รัฐบาลโดยสภาก็อนุมัติให้มี กรมทางหลวงชนบทเป็นการชั่วคราวเมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วพออายุถึงปี ๒๕๕๐ พอถึงปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่าการดําเนินการยังมีความจําเป็นที่จะต้องให้การดูแลต่อเนื่อง รัฐสภาก็อนุมัติให้มี พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ก็ให้มีกรมทางหลวงชนบทต่อไปอีก ๕ ปี นั่นก็คือ ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๕ แต่พอถึงปี ๒๕๕๒ ก็มีการเสนอว่าจริง ๆ แล้วยังมีความจําเป็น ที่จะต้องมีกรมทางหลวงชนบทตลอดต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นกรมที่เป็นหน่วยงานถาวร ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ นะคะ นี่ก็คือฐานที่มา ส่วนเครื่องจักร เครื่องมือที่ได้รับโอนจากการกระจาย อํานาจ ไม่ว่าจาก รพช. หรืออะไรไปก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอายุยาว อายุนานนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เครื่องไม้เครื่องมือก็อาจจะยังไม่ทันสมัยนะคะ
ปัญหาด้านที่ ๓ ก็คือเรื่องฐานข้อมูลของประเทศ ปัญหาที่สําคัญก็คือ ฐานข้อมูลรวมของประเทศ ซึ่งเราได้ยินได้ฟังมาเมื่อไม่นานนะคะ รัฐบาลบอกว่า ขีดความสามารถของประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม ๒ อันดับ แต่ท่านเลขาธิการสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ยังบอกว่าในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อันดับมันลดลงนะคะ ซึ่งได้ข้อมูลจากทางสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติว่าปัญหาอันหนึ่งที่ทําให้ขีดความสามารถตรงนี้ลดลงก็คือหมวดงานทาง เนื่องจากขาดหน่วยงานที่ทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลงานทางทั้งหมดของประเทศ จากข้อเท็จจริงพบว่ากระทรวงคมนาคมก็จะรับผิดชอบระหว่างของกรมทางหลวง กับกรมทางหลวงชนบท แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงทางหลวงท้องถิ่น ซึ่งทางหลวงท้องถิ่นจะอยู่ ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ก็ยังมีทางของส่วนราชการอื่นอย่างที่นําเรียนนะคะ แล้วก็ยังมีถนนที่ยังไม่ได้ ลงทะเบียนจาก ๓๕๐,๐๐๐ อีก ๑๕๐,๐๐๐ ซึ่งยังไม่ได้ลงทะเบียน อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ก็คิดว่าถ้านําข้อมูลพวกนี้มารวมกันเป็นระยะทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง คมนาคมแล้วจะทําให้ความหนาแน่นของถนนเพิ่มขึ้น แล้วจะเป็นผลดีต่อการจัดอันดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วยนะคะ นี่คือตัวข้อมูลที่ได้มาจากไอเอ็มดี (IMD) สถาบันที่พิจารณาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สภาพปัญหาตรงนี้ เราก็ได้ข้อมูลนะคะว่าปัญหาข้อมูลกลางของประเทศ ถือว่าตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ ซึ่งจะมีผล ต่อขีดความสามารถ นอกจากปัญหาข้อมูลกลางแล้ว ปัญหาข้อมูลในส่วนที่เป็นทางหลวง ท้องถิ่น ตัวเลขอีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ นะคะ ถ้าเราไม่ทําวันนี้ มันจะมีโอกาสได้ผลักดันประเทศชาติเต็มที่แค่ไหน เพียงไร เราคิดว่าฐานข้อมูลเป็นเรื่องที่ สําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ถ้าสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้แล้ว โอกาสที่ขีดความสามารถ ของเราก็จะยกอันดับขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ บริหารราชการแผ่นดินจึงมีประเด็นในการที่จะเสนอเพื่อการปฏิรูปใน ๓ ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือพัฒนาระบบฐานข้อมูลของทางหลวงของประเทศ ให้มีความเป็นเอกภาพ แล้วก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในข้อเสนอเรื่องแรก ในเรื่องการกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ตรงนี้นะคะ เราก็ใช้แนวคิดของการกําหนดทางแบบสากลที่กําหนดเส้นทางแบบโรดไฮราร์กี (Road Hierarchy) นะคะว่าถ้าทางสายหลัก ทางสายหลักนั้นต้องดูถึงความคล่องตัวในการสัญจร เป็นหลักมากที่สุด ทางสายรองเป็นทางที่เชื่อมระหว่างสายหลักกับสายย่อยโดยคํานึงถึง ความคล่องตัวในการสัญจรที่จะเข้าถึงพื้นที่ ทางสายย่อยก็คือการเข้าอยู่ในพื้นที่ในระหว่าง พื้นที่นั้นให้มีการคมนาคมสะดวก จากหลักคิดตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็นที่เพื่อให้เกิด ความชัดเจน ซึ่งเมื่อไปดูในพระราชบัญญัติทางหลวงแล้วนะคะ การกําหนดนั้นพูดเพียง เรื่องทางหลวง ทางหลวงชนบทกับทางหลวงท้องถิ่น แต่คําจําจัดความที่ชัดเจน หรืออาจจะ ต้องนําไปสู่การทําข้อตกลงเพื่อให้ชัดเจนขึ้นจึงมีข้อเสนอตรงนี้นะคะว่าในเรื่องการกําหนด ภารกิจ อํานาจหน้าที่ของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้าง บํารุงรักษา ซ่อมแซม เพื่อให้ เกิดเป็นหลักการตามมาตรฐานสากลนั้นก็คือกรมทางหลวงควรรับผิดชอบสายทางหลัก กรมทางหลวงชนบทควรรับผิดชอบสายทางรอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรรับผิดชอบ ทางสายย่อย ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ กทม. กับเมืองพัทยานั้น ซึ่งโดยทั่วไป มองในแง่ความมีศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนี้นะคะ ก็ควรจะ รับผิดชอบภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบตรงนี้นะคะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้ถ้าภายในเขตพื้นที่ของ อบต. เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนครนั้น ก็คือมีเขตพื้นที่ของแต่ละหน่วย รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้ากรณีเป็นทางเชื่อม หรือกรณีที่หน่วยงานไหนยังไม่มีศักยภาพ ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีศักยภาพมากกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด ควรจะรับภารกิจในส่วนที่จะเป็นทางเชื่อมระหว่างหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่นะคะ
ในเรื่องข้อเสนอเรื่องการถ่ายโอนปัญหาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถ่ายโอน ที่ยังไม่ถูกต้อง ก็คงจะต้องมีการดูรายละเอียดตรงนี้เพิ่มเติม เพราะปรากฏว่าข้อมูลถ่ายโอน ไปแล้ว หน่วยงานอยากจะส่งคืน มีหลายกรณีมากที่มองดูแล้วว่าไม่เข้าข่ายของการที่จะให้ ลงไปในพื้นที่จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ก็ยังไปติดเรื่อง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจอยู่ ก็ได้มีการหารือกันนะคะ ก็ทราบว่าทางกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ซึ่งดูแลในส่วนนี้ก็พยายามแก้ปัญหากรณีที่ประสงค์จะส่งคืนให้กับหน่วยงาน ถ้าตรงนั้น มันเข้าหลักการสายหลัก สายรอง สายย่อย ก็ควรจะต้องมีการพิจารณาตรงจุดนี้นะคะว่า มันควรจะเป็นไปตามหลักตรงนี้ว่าควรจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานไหน อย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือส่วนที่เป็นข้อเสนอในเรื่องการถ่ายโอนงานไปให้กับท้องถิ่น ซึ่งยัง เป็นปัญหามาถึงปัจจุบันนี้
ในเรื่องที่ ๓ เรื่องการพัฒนาฐานข้อมูลของประเทศ อย่างที่นําเรียนตั้งแต่แรก นะคะว่า ณ วันนี้เราจําเป็นจะต้องมีฐานข้อมูลรวมของประเทศนะคะ สิ่งที่สามารถดําเนินการ ได้ทันที ก็คือจะต้องมีการเร่งรัดการจัดเก็บข้อมูลของประเทศเพื่อปรับภาพรวมของประเทศ ให้สอดคล้องที่เป็นจริงแล้วก็ทันสมัย ปรับปรุง จะเห็นนะคะว่า ณ ขณะนี้ข้อมูลมันเหมือน เป็นกล่อง ๆ กล่องของทางหลวง กล่องของทางหลวงชนบท กล่องของทางหลวงท้องถิ่น ตรงนี้ก็ควรจะมีหน่วยกลางตรงนี้นะคะ ตรงจุดนี้ทางกรรมาธิการก็มีข้อเสนอว่าหน่วยหลัก ที่จะรับผิดชอบ แน่นอนค่ะ หนีไม่พ้นกระทรวงคมนาคม เพราะฉะนั้นคงจะเสนอไปให้ กระทรวงคมนาคมพิจารณานะคะว่าจะมอบหน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานกลางเพื่อจะมี ฐานข้อมูลโดยรวมตรงนี้ ท่านอาจจะมอบ สนข. ท่านอาจจะมอบกรมทางหลวง ท่านอาจจะ มอบกรมทางหลวงชนบท หรือท่านอาจจะมอบสํานักงานปลัดกระทรวงก็ได้นะคะ ก็เป็น ข้อเสนอในเรื่องฐานข้อมูลกลางของประเทศ
เรื่องการจัดทําทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นในเขตกรุงเทพมหานคร ก็ไม่น่าเชื่อว่า ในกรุงเทพมหานครเอง ณ ขณะนี้ข้อมูลโดยรวมมันแยกส่วนกันอยู่ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ จําเป็นที่จะต้องมีการมาดู มาทบทวนตรงส่วนนี้ มาจัดทําทะเบียนในกรุงเทพมหานคร ให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็ทันสมัย ก็มีข้อเสนอนะคะ ตรงนี้ก็ได้มีการหารือกระทรวงคมนาคม ด้วยแล้วนะคะว่า องค์ประกอบตรงนี้ให้มีคณะทํางานพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางหลวง ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แล้วก็มีอธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวงชนบท มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นคณะทํางาน โดยให้เจ้าหน้าที่ สํานักงานปลัดกระทรวงเป็นฝ่ายเลขานุการนะคะ จากกรุงเทพมหานครไปถึงทั่วประเทศ ทั่วประเทศนั้นก็คือทางหลวงท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระดับจังหวัด อย่างที่นําเรียนค่ะ เรายังขาดอีก ๒๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรทําอย่างไรจะให้เกิดขึ้นโดยรวดเร็วและทั่วถึง อย่างกรณี กรุงเทพมหานคร ในข้อเสนอก็บอกว่าอย่างน้อยกว่าจะใช้เวลาประชุมอะไรทั้งหลายนั้น อย่างน้อยปีหนึ่งภาพตรงนี้ควรจะสําเร็จ แต่พอในต่างจังหวัดเรานึกถึง ๗๖ จังหวัด ข้อเสนอในเรื่องผู้ที่เป็นนายทะเบียนท้องถิ่นคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะฉะนั้นต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเป็นคนรับผิดชอบตรงนี้ ก็คือให้ท่านตั้งคณะทํางานโดยให้ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนรับผิดชอบเป็นประธาน แล้วก็ตั้งคณะกรรมการในจังหวัด ไม่ว่าแขวงการทาง แขวงทางหลวง แขวงการทางชนบท แล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ แล้วก็คิดว่าในภาพรวมของจังหวัดก็คือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดที่จะเป็นศูนย์รวมของจังหวัด ก็มีข้อเสนอว่าเลขานุการควรจะเป็นปลัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดก็จะต้องมีการพิจารณาว่าที่ทําไปแล้ว ที่ยังไม่ทํา จะต้องติดตามกัน แบบไหน อย่างไร จะผลักดันอย่างไรเพื่อให้เรื่องนี้สําเร็จ ส่วนหนึ่งกรมทางหลวงชนบท ซึ่งโดยอํานาจหน้าที่เขาจะต้องมีหน้าที่ คงจะต้องทําหลักสูตรอบรมให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อที่จะไปดําเนินการสํารวจให้ได้เต็มที่ ก็คิดว่าเวลาตรงนี้ควรจะภายใน ๖ เดือนนะคะ แล้วก็ ตั้งศูนย์ให้คําปรึกษาแนะนําในการทํางานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็คงจะต้องจัดเครื่องไม้เครื่องมือแล้วก็บุคลากรไปช่วยเสริมตรงนี้เพื่อที่จะให้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรนั้นเกิดผลสําเร็จได้
ในภาพทั้งหมดที่เป็นข้อเสนอเพื่อปฏิรูปในครั้งนี้ก็คิดว่าผลที่จะได้รับและเกิด ประโยชน์อย่างมากกับประเทศ นั่นก็คือระบบการบริหารจัดการงานทางที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีการจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ประหยัด แล้วก็ มีประสิทธิภาพ ความซ้ําซ้อนจะได้ไม่เกิดขึ้น สามารถใช้ข้อมูลโครงข่ายทางหลวงที่เชื่อมโยง อย่างเป็นระบบ แล้วก็ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่อง การบริการประชาชนที่สําคัญเหมือนกัน รวมทั้งไม่ว่าจะเป็นการผังเมือง การท่องเที่ยว หรือ การสนับสนุนด้านการขนส่ง เพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนน แล้วก็ตอบสนองการบริการ ประชาชนในการเดินทางและขนส่งทางบก นี่ก็โดยรวมของข้อเสนอการปฏิรูปการบริหาร จัดการของหน่วยงานทางของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากนี้ไปก็ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกกรุณาอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ
ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ต่อการปฏิรูปการจัดการของหน่วยงานทาง ผมด้วยความเกรงใจมากต่อกรรมาธิการที่เสนอขึ้นมานะครับ โดยรวมก็ดูว่าก็เป็นการ ปรับปรุง เป็นการพัฒนาที่ดี แต่ผมต้องขออนุญาตนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ลักษณะแบบนี้ ผมมองว่าเป็นการปฏิรูป ถ้าเป็นถนนคือปฏิรูปเส้นทาง ทําทางให้เคลียร์ (Clear) ให้โล่ง โดยไม่ได้คํานึงถึงว่าทางเส้นนี้ ถนนสายนี้จะไปที่ไหน หมายความว่าเป้าหมาย ของการปฏิรูปไม่ชัดว่าเราทําเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร ผมมีเหตุผลสนับสนุนนะครับ ประเด็น ปฏิรูปที่เสนอก็คือ
ประเด็นที่ ๑ กําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ให้ซ้ําซ้อนกันระหว่าง หน่วยงานของรัฐด้วยกัน นี่คือเส้นทาง หมายความว่า คือเรากําลังปฏิรูปว่าอย่าให้ทับกัน เรื่องหน่วยงานของรัฐ นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ไม่ให้ซ้ําซ้อนกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นี่ก็เป็น หน่วยงานอีกกลไกหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ คือพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางหลวงให้มีความเป็นเอกภาพ นี่ก็คือข้อมูลในหน่วยงานอีก
ประเด็นที่ผมบอกว่าเป้าหมายไม่ชัดก็คือว่า แล้วประชาชนที่ใช้ทางอยู่ อยู่ที่ไหน ตรงนี้คือเป้าหมาย ถนนเราสร้างเพื่อไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่สร้างให้สวยหรือให้เคลียร์ (Clear) ให้โล่งนะครับ ประเด็นที่ผมจะยกขึ้นมาว่าประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ ในชนบท ยิ่งไม่ได้รับการดูแลสักเท่าไรนัก เราจะเห็นว่าปกติการเริ่มเสนอองค์กรขึ้นมาเราจะ เสนอภาพรวมทั้งประเทศก่อนในการปกครอง แล้วก็ต่อจากนั้นก็มาจังหวัด แล้วก็มา การปกครองพิเศษ ก็คือ กทม. และเมืองพัทยา แต่ขณะนี้เวลาเรานําเสนอ เรานําเสนอจาก เมืองหลวง คือ กทม. ก่อน ถ้าท่านสังเกตการลําดับความสําคัญมันก็ชี้ว่าเป้าหมายเราอยู่ ตรงไหน อาจจะสับสนอลหม่านไปหมดใน กทม. เรื่องถนนหนทาง แต่ว่าเราต้องมองภาพรวม ทั้งหมด ในความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การจัดการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทั้งระบบจริง ๆ แล้วมันเกิดตั้งแต่ต้น ซึ่งช่วงนั้นผมอยู่ด้วย ผมอาจจะรับผิดชอบด้วย แต่จริง ๆ เขาก็ปฏิรูป การรีออแกไนเซชัน (Reorganization) การปรับปรุงหน่วยราชการตอนนั้นที่จะบอกว่าผิดพลาดก็ได้ ตอนนั้นผมดูแลกระทรวง คมนาคม แล้วก็กระทรวงไอซีที (ICT) ยังอยู่กระทรวงคมนาคม ผ่าไปตรงนี้ได้ผล กระทรวง ไอซีที (ICT) แยกมาก็ดีนะครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่รวมกันจนถึงบัดนี้เราไม่รู้ว่า การรีออแกไนซ์ (Reorganize) ตอนนั้นที่ปรับใหญ่กันครั้งนั้นมันเวิร์ก (Work) หรือไม่ เพราะว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนกับว่าตอนนี้มีการเสนอให้แยก ตรงนี้ ก็เหมือนกัน เราไปรื้อระบบแล้วเราก็ยุบ รพช. ทิ้งนะครับ แล้วก็ รพช. ซึ่งดูแลชนบทอยู่ แล้วเราก็ตั้ง ความตั้งใจตอนนั้นก็คือว่าถนนนี่ให้กรมทางหลวงดู ที่เหลือทางย่อยเอาไปให้ ท้องถิ่นดู แยกขาด โดยไปอิงเรื่องการกระจายอํานาจ แล้วเราทําอย่างไรครับ พอเป็นถึง ตรงนั้นแล้ว เราก็ออกกฎหมายกําหนดว่าให้กรมทางหลวงชนบทอยู่เคลียร์ (Clear) งานให้จบ อยู่ระยะหนึ่ง ๕ ปี ผมจําได้ เพราะช่วงนั้นผมมาตอบกระทู้ถามตลอดแล้วปัญหา มาที่ผมหมด เพราะว่าผมตอบกระทู้ถามของกระทรวงคมนาคม ประชาชนเดือดร้อนมาก เพราะว่าพอเราแยกไป ถนนสายรอง ถนนสายเล็ก ๆ เรายกให้ท้องถิ่นหมด แล้วก็ช่วงนั้น อาจจะอู้ฟู่ ประเทศอาจจะพัฒนา เหมือนเชื่อว่ารายได้จะดีหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วก็ เรามีการเติบโตทางด้านการกระจายอํานาจ ท้องถิ่นเรา เติบโตมาก เราก็คิดว่า ๕ ปีแล้วก็ ยุบกรมทางหลวงชนบท พอ ๕ ปีต่อมาปัญหาไม่สะเด็ดน้ํา เพราะว่าถนนที่โอนไปท้องถิ่น ดูแลไม่ได้เลยนะครับ ท้องถิ่นก็ทําเรื่องเข้ามาเป็นกระทู้ถามมาที่ ส.ส. ผมต้องมานั่งตอบ ถนนทีละสาย ๆ แล้วก็บอกว่าถนนสายนี้ ผมก็เจ็บใจตัวเองเวลาตอบ เราได้โอน เพราะว่า เราดูแลกรมทางหลวงใช่ไหม หมายถึงว่ากระทรวงคมนาคม เราได้โอนไปยังท้องถิ่นแล้ว แล้วก็ของ ทช. ผมก็ตอบว่า เราได้โอนไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่เราต้องตอบ ตอบ ตอบ ตอบ วันหนึ่งไม่รู้เท่าไร แล้วก็ท้องถิ่นก็บอกว่าเขาดูแลไม่ได้ ซึ่งเขาดูแลไม่ได้จริง ๆ ปัญหาตรงนี้เอง เป็นปัญหาที่จะต้องเจาะลึกลงไปข้างใน แล้วจะเห็นปัญหาชัดเจน อาจจะมีบางท่านที่บอกว่า แม้แต่การตัดสินใจทําถนนในชนบทก็เป็นประเด็น เพราะว่ามีบางอย่างซึ่งถ้ามองลึกลงไปยัง หมู่ประชาชนแล้วเราจะรู้ว่าสภาพปัญหามันคืออะไร ผมยกตัวอย่างว่าถนนในชนบท ชนบท เขามีอาชีพอะไร ภาคเกษตร เป็นอ้อยเป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็มีนโยบายว่า เป็นถนนกันฝุ่น ยกตัวอย่าง ให้ท้องถิ่น อบต.อะไร ทําถนน ถนนนี่ถามว่าเขาจะทําได้ดี ขนาดไหนหรือ ไม่มีทางที่จะทําถนนคอนกรีตหนาที่รับแรงบรรทุกได้ ก็ทําเป็นถนนบาง ๆ เป็นถนนกันฝุ่น แล้วเกิดอะไรต่อจากนั้น ต่อจากนั้นผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรที่อยู่ ในชนบท ถ้าไม่มีรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปรับก็ไม่ต้องขายกัน ใช้ขนกับรถกระบะ ค่าขนส่ง มันจะกินหมดเลยใช่ไหมครับในข้อเท็จจริง พอปล่อยให้รถขนาดใหญ่เข้าไปรับพืชผล ถนนก็พังหมด เพราะฉะนั้นถนนที่พังนี่อันตรายที่สุด เพราะว่ามันจะเป็นหลุมเป็นบ่อ ใช้ไม่ได้เลย เป็นถนนดินเสียยังดีกว่า มีคนพูดว่าประเทศไทยเราจะมีรถไฟฟ้ากันไปได้อย่างไร ในเมื่อถนนในชนบทยังลาดยางไม่หมดเลย ประเด็นก็คือว่าการลาดยางหมดเป็นคําตอบ หรือไม่ เพราะถนนในอเมริกาเองไม่ว่าจะในเท็กซัสที่ผมเคยอยู่หรือที่ไหนหลายแห่งขณะนี้ ก็ยังเป็นถนนดิน เพราะว่ามันเป็นถนนตามธรรมชาติ จะหน้าฝนหรือว่าหน้าหนาวมันสามารถ ปรับตัวของมันไปได้ แล้วมันซ่อมง่าย แต่พอเราทําเป็นถนนลาดยางอย่างเลวตามงบประมาณ ที่เรามีนี้ มันจะกลายเป็นอยู่ระหว่างกลาง ดีก็ไม่ดี เลวก็ไม่เลว และใช้ไม่ได้เลย ซึ่งตรงนี้เองทําให้มี ปัญหาระหว่างท้องถิ่นกับเกษตรกร ไม่ให้รถเข้าก็ไม่ได้ ให้รถเข้าก็พัง พอพังแล้วไม่มีเงินซ่อม เพราะว่าท้องถิ่น อบต. จะมีเงินที่ไหนมา หน่วยงานอีก หน่วยงานในการดูแลเมื่อก่อนเราใช้ รพช. รพช. ทุกจังหวัดเขาจะมีเครื่องมือ มีคน มีอะไรต่าง ๆ แล้วเวลาถนนซ่อม เอาล่ะ แจ้งว่าตรงนี้ ตําบลนี้ ถนนเป็นหลุม ก็แจ้งมา รพช. ก็เอารถไปแล้วก็เอาคนไป เพราะเป็น คนประจําในการดูแล ซึ่งท่านประธานอนุกรรมาธิการตรงนี้ก็ทราบ และไปซ่อมโอเวอร์เฮด (Overhead) มันน้อย เพราะเราซ่อมทั้งจังหวัดถูกไหมครับ แต่พอเราแยกออกไปเป็นชิ้น ๆ อบต. จะซ่อมถนนสักหลุมหนึ่งก็ต้องประมูล ตัวเองไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอะไรสักอย่าง พอต้อง ประมูล ค่าคอสต์ (Cost) ค่าก่อสร้างมันก็สูง บางทีกว่าจะได้งบประมาณ ของบประมาณ พังทั้งสายแล้ว งบประมาณก็ใช้ไม่ได้แล้ว นี่เป็นปัญหาในการจัดการทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเลยเรียนว่าการกระจายอํานาจคราวนั้นเห็นชัดว่ากรมทางหลวงชนบท พอหลังจากนั้น ก็มีการทบทวนใหม่ กฎหมายครบ ๕ ปีเอากลับมาอีกทีผมจําได้ แล้วหลังจากนั้นเป็นเรื่องที่ ตลกมากก็คือว่ามีมติ สุดท้ายว่าให้ยกเลิกการยกเลิก มันเหมือนเรากดไลก์ (Like) ท่านประธาน ถ้ากดไลก์ (Like) แล้วกดไลก์ (Like) อีกทีมันก็กลายเป็นอันไลก์ (Unlike) ใช่ไหมครับ ก็คือว่า ให้ยกเลิกการยกเลิกกรมทางหลวงชนบท ตรงนี้มันเป็นการชี้บางอย่างว่าเรากําลังทําเรื่อง ที่ผิดพลาดมาก่อน ตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นเรื่องที่จําเป็นจะต้องมีอยู่ ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครดูแลถนน ไม่อย่างนั้นขณะนี้ในรายงานท่านก็มีว่าท้องถิ่นคืนถนนมาหมด แล้วเรา ตอบว่าอย่างไร เราตอบว่าคืนไม่ได้ ไม่รับคืน เพราะว่าการกระจายอํานาจถูกกําหนดโดย กฎหมาย ผมอยากจะเรียนเรื่องนี้ว่าเรื่องนี้เอง ขอเวลาท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่ามีรายละเอียดที่ต้องอธิบายกันนิดหน่อยนะครับ การกระจายอํานาจมีอยู่หลายข้อ แล้วเราก็ออกกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ การกระจายอํานาจตรงนี้เราก็พยายามทํากันมา แต่ว่า มีข้อสุดท้ายที่บอกว่าถ้าท้องถิ่นรับไม่ได้นะครับ แล้วก็ถ้ามีเหตุผล หมายถึงว่าให้พิจารณา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีใช่ไหม ซึ่งไม่เกิน ๑๐ ปีได้ จนบัดนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกระจาย อํานาจที่เป็นอยู่หลายอย่างที่กระจายแล้วไม่ควรจะกระจาย ผมเองมีรายละเอียดเรื่องนี้ ผมยกตัวอย่างว่าการมองเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก ผมเองดูแลกรมการขนส่งทางบก แล้วก็กรมการขนส่งทางบกอยู่ในข่ายของการต้องกระจายอํานาจ เรื่องก็ขึ้นมาในการพิจารณา ว่าจะให้การต่อทะเบียนภาษีรถยนต์ไปอยู่กับท้องถิ่น ต้องกระจายออกไปเป็นข้อบังคับของ กฎหมาย ผมพิจารณาแล้วผมไม่ยอม ช่วงนั้นผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ เหตุผลเพราะว่าในระบบ ของการต่อทะเบียนภาษีเรามีระบบไอที (IT) ขณะนี้ท่านต่อ ๓ นาทีได้ ต่อที่ไหนก็ได้ ถ้ารถหาย ไปเจอที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายหรือชายแดนเชียงของเราจะหาได้ทันที หรือว่ารถที่ไป เฉี่ยวชนใครสามารถจะสืบค้นว่ารถคันนี้เป็นของใคร ใครถือครองอยู่ได้ภายใน ๑ นาที เพราะฉะนั้นระบบตรงนี้เป็นระบบไอที (IT) ผมก็ท้านะครับว่าถ้าหากว่าเราจะต้องโอนเรื่องนี้ ไปยังเทศบาลหรือจังหวัดไหน ถ้าใครทําได้ดี ดูแลประชาชนในการต่อภาษีได้ดีกว่าเอาไปเลย แต่ถ้าคุณพิสูจน์แล้วคุณทําไม่ได้ดีกว่ากรมการขนส่งทางบกที่ทําเป็นองค์รวม ไม่ให้ วัดที่ประชาชนกับการดูแลประชาชน การบริการกัน ตอนนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรี คือท่านอาจารย์วิษณุอยู่ก็มีการประชุมใหญ่กันเรื่องนี้ ผมเข้าประชุม แล้วมีการประชุมกัน ครั้งใหญ่ แล้วก็ ๒ อย่างที่จะต้องแก้ก็คือว่าไม่เป็นไปตามการกระจายอํานาจโดยถือเอา ประชาชนเป็นหลัก ก็คือเรื่องการต่อทะเบียนภาษีขณะนี้ยังอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก จนกระทั่งปัจจุบัน แต่เราไม่ติดใจเรื่องเงิน เงินที่ได้ อย่าง กทม. ขณะนี้ผมเข้าใจว่าได้ปีละ ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เรายกให้ กทม. ไม่เอาไว้ แต่การดูแลตรงนี้ขอดูแลเอง เพราะเราดูแลประชาชนได้ดีกว่า
อีกอันหนึ่งที่มีปัญหาก็คือว่าที่ต้องการกันมากคือสถานีขนส่ง ท่านประธาน เรามีสถานีขนส่งที่ขอนแก่น ที่โคราช แล้วก็ที่หาดใหญ่ แล้วมีหลายแห่งที่ว่าเรารายได้ดี ท้องถิ่นต้องการ แต่ในระบบของเราสถานีขนส่งจะต้องพูล (Pool) เงินค่ารายรับทั้งหลายมาไว้ ที่กรม กรมเป็นคนดูแล แล้วจังหวัดเล็ก ๆ ที่จําเป็นจะต้องมีสถานีขนส่งก็เอาเงินตรงนั้น ที่ได้กําไรมาไม่กี่แห่งทั่วประเทศคืนกลับไปให้นะครับ ปรากฏว่าตามหลักการกระจายอํานาจ จะต้องแบ่งไปหมด ปรากฏว่าจังหวัดเล็ก ๆ ดูแลตัวเองไม่ได้ ขาดทุนมาก ท้องถิ่นดูแลไม่ได้ เราเสนอใหม่ ผมเสนอในคราวเดียวคือจังหวัดไหนที่พร้อมเอาไปดูก่อน เราให้เวลา ๑ ปี แล้วถ้าคุณ ไม่พอใจคุณคืนมาเลยเราจะดูแลเองโดยรัฐบาลกลาง ปัจจุบันก็ใช้ได้อยู่ก็ไม่ล้มเหลว ในหลายจังหวัดที่ดูแลตัวเองไม่ได้ จังหวัดที่ไปได้ดี ขอนแก่นก็ดี โคราชก็ดี ก็เชิญเลย ให้ อบจ. เอาไปทําเพราะว่าคุณดูแลตัวเองได้ หลักการการกระจายอํานาจตรงนี้ยังมี ความเป็นไปได้อยู่ถ้าเราชี้เอาเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นในรายงานที่เราต้อง บอกว่าเหตุผลในการดําเนินการมี ๒ อย่าง ๑. ก็คืออย่าให้หน่วยราชการซ้ําซ้อนกัน ๒. เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายการกระจายอํานาจ เรื่องนี้ผมไม่เชื่อเพราะว่ามันสามารถจะมี ทางออกได้ถ้าเราจะยึดถือประชาชนเป็นหลัก
ประเด็นต่อมาก็คือว่าอยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้นะครับ นี่คือปัญหา ทั้งหลายที่ผมนําเสนอ ถ้าอย่างนั้นจะดําเนินการอย่างไร ผมอยากให้วางเป้าหมายให้ชัดว่า ประชาชนที่ใช้ทาง เส้นทางตรงนี้เป็นหลัก รายละเอียดเรื่องอํานาจที่มันก่ายกันเราให้มันเป็น รองไปเสีย เราจะเห็นเป้าชัดขึ้นนะครับ การกระจายอํานาจที่ผมพูดไปแล้วควรจะทบทวน เรื่องการรีออแกไนเซชัน (Reorganization) ใหม่ กรมทางหลวงชนบทขณะนี้เราให้อยู่ เพราะว่าเรามีมติเป็นกฎหมายว่าให้ยกเลิกการยกเลิก ยอมรับไปเลย เพราะจําเป็นจะต้องมี กรมทางหลวงชนบท ถ้าเป็นต่างประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานก็คือเหมือนจะเป็น สเตทไฮเวย์ (State Highway) ดูแลในขอบเขตของจังหวัดแล้วก็เชื่อมระหว่าง หมายถึงว่า จังหวัดต่อจังหวัด แต่ว่าที่ผ่ากลางทั้งหมดให้เป็นกรมทางหลวงดูแลดีแล้ว หมายถึงว่า ขยายให้กรมทางหลวงชนบทเป็นอย่างที่เขาควรจะเป็นในการดูแลถนน เราอย่าไปแคป (Cap) เอาไว้ คือปล่อยให้เขามีอิสระเต็มที่ ขยายไปเลยถ้ามันจําเป็นนะครับ เขาถูกฆ่า ๓ ครั้ง แล้วเขาไม่ตายแสดงว่าประชาชนต้องการ ระบบต้องการเขา
ประเด็นต่อมาก็คืองบประมาณ ท่านประธานครับ งบประมาณนี่เราต้อง ยอมรับว่าท้องถิ่น เราให้ถนนเขาไป เรากระจายแต่อํานาจแต่เราไม่กระจายเงินให้เขา ไม่รอดครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ขณะนี้ก็ไม่ครบ จ่ายเงินลงไปให้เขาอีกเพื่อให้ เขาได้ดูแล ไม่อย่างนั้นเขาจะลําบากมากในการแบกถนน แต่อย่างไรก็ตามมันมีท้องถิ่น หลายแห่ง อย่าง กทม. ผมถามเสมอว่าเงินปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้ กทม. คุณเอาไปทําอะไร คือเงินที่เราเก็บจากภาษีป้ายก็ควรจะไปทําเรื่องถนน ไปทําเรื่องการสัญจรเพื่อให้มาทดแทน คนที่จ่ายเงินค่าภาษี แต่ว่าการเอาไปใช้ ไม่รู้ใช้อะไร งบประมาณที่เราให้ไปท้องถิ่นควรจะ มาดูแลถนน เอาไปทําอย่างอื่นอย่างนี้ไม่ได้ ต้องมีการติดตามด้วย แล้วก็ต่อจากนั้นนะครับ ทางหลวงท้องถิ่น ที่ท่านเสนอก็คือว่าให้เป็นคนดูแลเรื่องความปลอดภัย เป็นโรด เซฟตี ออดิต (Road Safety Audit) จริง ๆ แล้วขณะนี้ผมจะประชุมวันพฤหัสบดีคุยกับท่านรัฐมนตรีแล้วว่า ขณะนี้ที่เราขาดแคลน ถนนที่มันอันตรายมาก เราขาดโรด เซฟตี ออดิต ออแกไนเซชัน (Road Safety Audit Organization) หมายถึงเป็นหน่วยในการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย แล้วใช้อินเฮาส์ (In House) ก็คือกรมทางหลวงก็มีของตัวเอง ทีนี้กรมทางหลวงหรือ ทช. ออกแบบเอง ประมูลเอง คุมงานเอง แล้วจะไปชี้ว่าถนนที่ตัวเองทํามันอันตรายหรือมันไม่ ปลอดภัยได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ เราจะเสนอขึ้นใหม่ ในวันพฤหัสบดีนี้จะคุยกัน นะครับ อาจจะมีการยกขึ้น ตรงนี้ท่านให้อํานาจของ ทช. กรมทางหลวงชนบทเป็นคนดูแล เรื่องออดิต (Audit) ลามลงไปถึงข้างล่างเลย หมายถึงว่าทางหลวงในท้องถิ่นด้วยจะเป็น อันตรายมากเพราะว่าหน่วยงานเขามีจริงแต่ว่าคนขาดแคลนมาก แล้วเป็นหน่วยงานภายใน นะครับ
สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าหลักการต่าง ๆ ที่จะเสนอขึ้นมาตรงนี้ต้องให้อํานาจด้วย เพราะว่าผมกําลังติดตามเรื่องความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาให้ ความเห็นว่าอยากจะให้ทั่วประเทศ คือท้องถิ่นครับท่านประธาน ถนนวิ่งเข้าไปนี่เราจะใช้ อํานาจตามกฎหมายกําหนดความเร็วว่าวิ่งได้ ๙๐ กิโลเมตร ๑๐๐ กิโลเมตร แต่พอมันพุ่ง เข้าไปยังเทศบาล ของเราไม่มีตัวกันถนน หมายความว่ารถสามารถเข้าได้ พอวิ่งเข้าไปในเขต เทศบาลความเร็วก็ ๑๐๐ กิโลเมตร ทีนี้ในนั้นรถอีแต๋นก็มี รถมอเตอร์ไซค์ก็มี รถจักรยานก็มี เด็กก็ขายของแถมมีตลาดนัดอีก เพราะฉะนั้นเขาเสนอว่าอย่างนี้ อํานาจในการกําหนด ซิตี้ลิมิต (City Limit) ของชุมชนต้องเป็นอํานาจของท้องถิ่น นี่เรื่องอํานาจของท้องถิ่น คือกําหนดความเร็วว่าเป็น ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ ๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือโค้งนี้ควรจะกําหนดเท่าไร ไม่ใช่ให้รัฐบาลกลางเป็นคนกําหนดเขา ตรงนี้จะอันตรายมากเพราะว่าระบบตรงนี้มันพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วแล้วเบรกกันไม่ทัน นะครับ
สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่า ผมคงจะต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ที่เน้นเฉพาะหน่วยราชการ เรื่องอํานาจหรือตรงนี้ โดยที่เป้าหมายของสิ่งที่จะเกิดขึ้นจาก การปฏิรูปไม่ชัดอย่างที่ได้กล่าวแล้วนะครับ ก็อยากจะนําเรียนต่อท่านประธานว่าอยากจะให้ ไปปรับปรุงใหม่หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าตราอยู่ที่ประชาชนแล้ว เป้าหมายแล้ว คือถนน อาจจะไม่ดีนัก แต่เราไปถึงเป้าหมาย ถนนดีแต่ไม่มีเป้าหมายก็ไม่รู้จะไปกันทําไม ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ นะครับ ท่านขออนุญาตที่จะนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) จํานวน ๗ แผ่น ประกอบการอภิปราย ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ผมรีบยื่นเลยครับ ยื่นขออภิปราย ดูหัวข้อผิด คิดว่าเป็นเรื่องปฏิรูปตํารวจ เลยรีบยื่น เพราะฉะนั้นทําความเข้าใจก่อนครับ ถ้าผม อภิปรายไม่ตรงกับแผนการปฏิรูปที่ทําการศึกษามาก็ให้ถือเสียว่าท่านไปเขียนแผนปฏิรูป ไม่ตรงกับผมอภิปราย แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับแผนนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องหน่วยงานทาง ก็คงต้องทําความเข้าใจกับคําว่า ทาง ตาม พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขออภัยครับ ตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ แบ่งทางเป็น ๕ ลักษณะครับ ก็คือทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงสัมปทาน ทางหลวงชนบท ทางหลวงท้องถิ่น ชี้แจงแผน เมื่อสักครู่ หน่วยงานรับผิดชอบก็คือ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่น ตามแผนปฏิรูปก็จะพูดถึงเรื่องความเชื่อมโยงของ ๓ หน่วยงานรับผิดชอบ เป็นหลัก แล้วก็จะมุ่งไปที่เป้าหมายก็คือ เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้ขับเคลื่อนในการบริหาร จัดการในการสร้างทางให้ครอบคลุมเพื่อความสะดวกด้านการจราจร ไม่ผิดหรอกครับ แต่ไม่ครบ ผมเลยขออภิปรายเพื่อเติมให้ครบครับ เมื่อพูดถึงเรื่องการจราจรเราจะพูดถึงเรื่อง ความสะดวกอย่างเดียวไม่พอครับ เราจะต้องพูดถึงเรื่องความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ต้องให้ เกิดมรรคเกิดผลทั้ง ๒ เรื่องอย่างสมดุลกัน เท้าความนิดหนึ่งครับ บังเอิญผมเป็นรองประธาน กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ผมเคยพูดไว้ใน สภานี้ครับ มีตัวเลขชัดเจนว่า ขณะนี้ประเทศไทยของเราเป็นรองแชมป์ (Champ) โลกครับ ในเรื่องของมีคนตายจากอุบัติเหตุตามท้องถนน เป็นอันดับ ๒ ของโลก ๔๕ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี นั่นคือแชมป์ (Champ) โลกครับ ปัจจุบันที่ครองตําแหน่งคือประเทศ นามิเบีย เรา ๔๔ คน เราน้อยกว่าอยู่เพียงคนเดียวครับ ณ นาทีนี้เราอาจจะแซงแล้วก็ได้ นี่เป็นฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ดังนั้นในการปฏิรูปหน่วยบริหารจัดการทางจะต้อง ให้ความสําคัญกับเรื่องความปลอดภัยด้วย ฐานข้อมูลเป็นเรื่องจําเป็นมากครับ ผมจะ อภิปรายเรื่องเดียวคือเรื่องฐานข้อมูล หลักฐานที่เป็นที่ประจักษ์ครับ ถ้าฐานข้อมูลเรา ไม่ชัดเจน เราผิดพลาดเกิดความเสียหายครับ ผมให้ดูตัวอย่างนิดเดียวครับ ไม่ได้เกี่ยวกับ ใครนะครับ ฐานข้อมูลจากไหนไม่ทราบ เพื่อนผมเองครับ พันตํารวจเอก ไกรทอง จันทร์ทองใบ อดีตผู้กํากับการ สภ. เมืองภูเก็ต เกษียณเมื่อปีที่แล้ว คําสั่งล่าสุดแต่งตั้งให้มาเป็นผู้กํากับการ สภ. พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ ตอนนี้กําลังไปตัดเครื่องแบบอยู่ครับ นี่ครับฐานข้อมูล ถ้าฐานข้อมูลเป็นอย่างนี้แล้วไปสร้างทาง อันตรายมากครับ ผมจะอภิปรายเรื่องฐานข้อมูล ใน ๓-๔ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ ฐานข้อมูลของเราเอง ของตนเอง ก็คือของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านถูกต้องหรือยัง ท่านชัดเจน หรือยัง ท่านผิดพลาดคลาดเคลื่อนไหม ตัวอย่างครับ เกิดบ่อยครับ ทุกวันนี้ผมยังขับรถลอด ใต้สะพานลอยคนข้ามเหนือศีรษะ โอเวอร์เฮด (Overhead) เขาจะบอกระยะความสูงไว้ ผมสมมุติตัวอย่างว่าสูงสัก ๗ เมตรแล้วกัน ฐานข้อมูลก็จะอยู่อย่างนั้นตั้งแต่สร้างทาง จนกระทั่งป้ายบอกว่าสะพานลอยคนข้ามนี้สูง ๗ เมตร ฉะนั้นรถที่สูงเกิน ๗ เมตรอย่ามาลอดนะ เมื่อปี ๒๕๕๔ ก่อนปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๒๙ น้ําท่วม ซ่อมถนนทีหนึ่ง ปี ๒๕๕๔ ท่วมหนัก ซ่อมถนนหนักมันก็สูงขึ้นมาครับ ตอนนี้มันเหลือ ๖.๕๐ เมตร แต่ป้ายยัง ๗ เมตรอยู่ครับ วันดีคืนดีรถเครน (Crane) มาลอด รถเครน (Crane) เขาบอกเขาสูงแค่ ๖.๙๐ เมตร ไม่ถึง ๗ เมตร เขาต้องลอดได้ เขาเกี่ยวสะพานลอยร่วงลงมาเป็นประจําเลย ในภาพเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับเกี่ยวสะพานลอยร่วงลงมา เกี่ยวป้ายร่วงลงมา นี่ฐานข้อมูล เราครับ ผมให้ดูตัวอย่างเป็นแค่แซมเพิล (Sample) อย่างนี้มีอีกเยอะครับ ฉะนั้นต้องรีบ ปรับฐานข้อมูลของตนเอง ของเราเองให้เป็นปัจจุบันให้เร็วที่สุดแล้วต้องรีบแก้ปัญหานั้นครับ น่าเสียใจมากครับ กรมทางหลวงฟ้องบริษัทที่เกี่ยวสะพานลอยร่วงลงมาแล้วแพ้คดีครับ เพราะเขาบอกว่าหลอกเขาครับ หลอกความสูงเขา เสียหายมาก เสียหายมากกว่าตั้งคนตาย ไปรับตําแหน่งครับ ถ้าฐานข้อมูลไม่ดีผมอาจจะถูกแต่งตั้งไปเป็นผู้บัญชาการอีกก็ได้ อย่างนี้ เป็นต้นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ฐานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เราต้องไม่อยู่แค่ ๓ หน่วยงานนี้ครับ ผมให้ดูตัวอย่างครับ เป็นข่าวอยู่เมื่อวานนี้ เมื่อวานซืนนี้ก็เป็นข่าวครับ ถนนทรุดที่อําเภอ หนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ทรุดลึกถึง ๓ เมตร ถามว่าทําไมถึงทรุด ทราบดีครับ ทรุดเพราะว่า น้ําในคลองส่งน้ําแห้ง แล้วเราไม่รู้หรือครับว่าน้ําในคลองส่งน้ําเดือนนี้ ปีนี้ มันจะแห้ง มันแห้งเท่าไร มากที่สุดที่เคยแห้งมากที่สุด ทําไมเราไม่สร้างถนนให้มันทนความแห้งมากที่สุด ให้ได้ละครับ แสดงว่าเราไม่ได้ประสานข้อมูลกับกรมชลประทานหรือครับ ไม่ได้ประสาน ข้อมูลกับกรมชลประทานเพราะเราบอกว่าเขาไม่ใช่ ๓ หน่วยนี้ เฉพาะ ๓ หน่วยนี้จะต้อง ประสานข้อมูลเท่านั้นหรือครับ นี่ตัวอย่างครับ
นอกจากนั้นในเรื่องของการเกี่ยงกัน ผมพูดว่าเกี่ยงกันเลยนะครับ ถ้าผมพูด ผิดก็ต้องขออภัย แต่น่าจะเป็นคําที่ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุดครับ คําว่า ทาง ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก หมายถึง ถนน แต่ไม่ให้หมายรวมถึงทางรถไฟและรถราง ก็แปลว่า ถนนเท่านั้น ถ้าทางรถไฟและรถราง รถรางเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ไม่ถือว่าเป็นทางตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ทีนี้ที่รถไฟตัดกับถนน ใครรับผิดชอบ เรามีถนนที่ตัดกับทางรถไฟ อยู่ทั้งหมด ๒,๕๐๐ จุดผมถามว่าสร้างระบบความปลอดภัยตรงนั้นไว้ก็คือเอาแค่ไม้กั้น มีกี่จุดครับ เมื่อคืนนี้ผมพยายามโทรศัพท์ไปที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังติดต่อไม่ได้ จนเดี๋ยวนี้ ช่วยหาคําตอบให้ผมด้วย ๒,๕๐๐ จุด มีกี่จุดครับที่มีไม้กั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็อีกครับ ที่ตําบลงิ้วราย จังหวัดนครปฐม เลยจังหวัดนครปฐมไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดีว่า ข้ามบ้านท่านประธานไปครับ ไม่ชนกันที่เมืองเพชรบุรี แล้วลงไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลากไป ๔๐๐-๕๐๐ เมตร เสียชีวิตครับ แค่ไม้กั้นซ้ายอันขวาอันเท่านั้นครับ ฉะนั้นผมฝากไว้ ครับว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องมีข้อมูลแล้วนําข้อมูลไปปรับแก้จุดเสี่ยงครับ ขอโทษครับ ข้อ ๔ ก่อน นะครับ
ข้อ ๔ ในเรื่องของความร่วมมือของประชาชนครับ เราจะต้องมีข้อมูลที่จะ เอาความร่วมมือของประชาชนเข้ามาร่วมด้วย เราจะดูกันเฉพาะ ๓ หน่วยงานนี้ไม่พอครับ เดือนนี้ในทุกปีเกษตรกรจะเผาไร่ข้าวโพดริมถนนเส้นนี้จะเกิดฝุ่นควันมาปกถนนมองไม่เห็น ทัศนวิสัยแย่มาก ชนกันครับ จะมีการต้อนวัวควายข้ามถนนตรงนี้ ข้อมูลอย่างนี้มีครบ ไหมครับ
ข้อมูลต่อไป จุดเสี่ยง เป็นปัญหาด้านวิศวกรรมจราจร ที่บอกว่าโค้ง ๑๐๐ ศพ ๒๐๐ ศพ อะไรก็แล้วแต่ มีทั้งหมด ๑๐๑ จุดเสี่ยง ใครบริหารจัดการเรื่องนี้ครับ พอไปถึง จุดที่มันจะต้องมีเจ้าภาพหลายคน ทิ้งเลยครับ ไม่มีเจ้าภาพหลัก ใครเป็นคนตัดสินใจ ใครจะต้องเป็นเจ้าภาพหลัก ๑๐๐ จุดเสี่ยงนี้ แก้ไขกันหมดหรือยัง ข้อมูลเหล่านี้ครับที่จะ นําไปสู่การที่จะบริหารจัดการหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการทางให้ครบถ้วน มันก็จะได้ทั้ง ความสะดวกและความปลอดภัย มันก็จะตอบโจทย์เรื่องการจราจรเป็นไปด้วยความสะดวก ปลอดภัย เกิดมรรคเกิดผล เกิดทั้ง ๒ มิติขึ้น เพราะฉะนั้นในแผนที่เสนอมามันพูดแต่เรื่อง ความสะดวก และบริหารกันอยู่เฉพาะ ๓ หน่วยงานนี้ ซึ่งยังไม่ครอบคลุม ผมเห็นด้วยครับ แต่ต้องทําให้ครอบคลุม ต้องทําให้เกิดมรรคเกิดผลขึ้นมาทั้ง ๒ มิตินะครับ ผมสนับสนุนและ เห็นด้วย แต่อยากเติมให้สมบูรณ์ ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนและ พี่สมาชิกที่รักทุกท่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีครับ ไม่มีใครในห้องนี้หรืออยู่ที่บ้านไม่เคยใช้ ทางหลวงเลย เกิดมาก็ใช้ทางหลวงแล้ว ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่พาไปคลอดที่โรงพยาบาลก็ต้องใช้ ทางหลวงไปโรงพยาบาลเพื่อทําคลอด ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้ผมสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ท่านกรรมาธิการกล่าวไว้ทั้งหมดผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่ใคร ๆ ก็รู้หมดแล้ว ในเรื่องของ การจะต้องมีข้อมูลพื้นฐาน จะต้องมีการแบ่งการทํางานร้อยแปดจิปาถะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผม อยากกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า คนใช้ถนนโดยทั่วไปแม้แต่ผมก็อาจจะไม่รู้ว่าถนนไหน ใครรับผิดชอบ หรือเรียกว่าถนนอะไร เราก็เรียกมอเตอร์เวย์ (Motorway) แต่จริง ๆ แล้ว ตามกฎหมายเรียกว่าทางหลวงพิเศษใช่ไหมครับ ประชาชนไม่รู้ เมื่อประชาชนไม่รู้เขาก็ ไม่คํานึงถึงการใช้ ผมยกตัวอย่างเลยว่าปัจจุบันนี้ชนบทที่รถเข้าไม่ได้ ต้องใช้คําว่า เกือบไม่มีแล้ว เหมือนกับไม่มีไฟฟ้าที่ไหน ไม่มีแล้ว ไฟฟ้าถึงที่ รัฐบาลต่อไฟฟ้าไปถึงชนบททุกที่ เช่นเดียวกัน มีถนนลาดยางหรือไม่ลาดยางก็ตาม มีถนนแล้วทุกที่ ทีนี้ถามว่าที่ผมพูดนี้พูดทําไม ท่านนึกออก นะครับ ในชนบทแถวบ้านผม บ้านผมทําไร่ข้าวโพด พอทําเสร็จปุ๊บเขาจะเก็บเกี่ยว ไม่ใช้ มือแล้ว ใช้เครื่องเลย พอเครื่องเสร็จปุ๊บเขาก็ใส่รถสิบล้อเลย หรือรถยี่สิบล้อ แล้วก็ขนไปยัง โรงงานที่ทําอาหารสัตว์หรือส่งออกต่างประเทศ รถเหล่านี้จะวิ่งผ่านตั้งแต่ทางหลวง ขี้ฝุ่น ไปทางหลวงท้องถิ่น ผ่านทางหลวงชนบท ผ่านมาทางหลวงแผ่นดิน และบางโอกาสถ้าไปลงที่ ภาคตะวันออก แถวมาบตาพุด ก็จะผ่านทางหลวงพิเศษเข้าไปอีก แต่การออกแบบของ วิศวกรทางหลวงเหล่านี้ท่านคงทราบแล้วว่าต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับจํานวนเงินและภาระที่ใช้ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่าเท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่ก็คือ ทางหลวงแผ่นดินที่ได้ มาตรฐาน ๒ ช่องจราจร ๑ กิโลเมตร ใช้เงิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยลาดผิว ๔ เซนติเมตร ผมยืนยันนะครับ เมื่อสักครู่ผมก็ยืนยันไปที่กรมทางหลวง ๔ เซนติเมตร แล้วบดอัดไม่น้อย กว่า ๒๐ เซนติเมตร แต่ถามว่าบางแห่งมันใช้มากเกิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับ เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ครับ ที่ไหนจะต้องมีไฟฟ้าแสงสว่าง เช่น อย่างถนนทางหลวง แผ่นดินที่ออกไปจังหวัดสระบุรี เสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทโดยประมาณนะครับ ที่ขึ้นไปสว่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ๑ กิโลเมตรใช้ ๒-๓ ต้น มันก็มากขึ้น รวมทั้งทางระบายน้ํา ท่อ สะพาน อันนี้เรียกว่าเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ซึ่งต่างกันไป ทีนี้ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ ก็คือว่าพอรถขนพืชไร่ออกจากชนบท ท่านนึกภาพตามผมนะครับ ออกจากชนบท มันผ่าน ถนนมาหมดครับ เขาไม่รู้ เมื่อเขามีรถแล้วเขาก็ใช้ มันผ่านถนนพังมาเท่าไรแล้ว ตั้งแต่ ผมเกิดมา ถนนทางหลวงชนบทหรือทางหลวงท้องถิ่นเขาบดอัดไม่มากเพราะเงินน้อย ร่อนหมด ร่อนหมดเลย แต่ผมยังไม่เห็นรายงานฉบับนี้ได้มีไว้ ผมก็เลยต่อยอดว่าควรจะ มีหน่อยนะครับ เพราะการแบ่งกันว่าของเธอตรงนั้น ๆ ตรงนี้ ผมอ่าน ราชพฤกษ์ ร้อยแปด จิปาถะ มันแบ่งกันได้ง่ายนะครับ ผมยังคิดว่ามันเป็นเรื่องของความจําเป็น
ประการที่ ๒ ก็คือการกําหนดน้ําหนักบรรทุก มาตรฐานคือไม่เกิน ๒๕ ตัน ต่อรถ ๑ คัน ของประเทศไทยเรานี่เราเอารถไปชั่งนะ ไปชั่งว่าไม่เกิน ๒๕ ตัน แต่เดี๋ยวนี้ ๔๐-๕๐ ตัน ถนนก็พัง ถนนเทวดาที่ไหนก็พังนะครับ เรียบร้อย ถ้ายิ่งฝนตก น้ําท่วมที่ไหน ยิ่งพังใหญ่ ในต่างประเทศ ในยุโรป เขาไม่ได้ชั่งน้ําหนักทั้งรถนะครับ เขาไปดูว่าการกดเพลา เพลาคู่นี่มันกดเท่าไร เขากําหนดไว้ ไทยเราก็กําหนดนะครับ แต่ว่าก็ไม่ได้ใช้กันอย่างจริงจัง เอาขึ้นรถไปชั่งเลยนะครับ ไม่เกิน ๒๐ ตันต่อเพลาคู่ เดี๋ยวท่านอดีตปลัดกระทรวงนั่งอยู่ที่นี่ ท่านก็คงจะเสริมได้นะครับ แล้วก็ขับเคลื่อนสองล้อ แต่ลงเพลาคู่ ถ้ากําหนดอย่างนี้ปุ๊บ การสึกหรอจะน้อยลง ผมอยากกราบเรียนว่านี่เป็นเรื่องสําคัญที่เราควรจะต้องคุยกัน เรื่องเหล่านี้ ทีนี้ถ้าฝันต่อไปได้ผมคิดว่าทําไมเราไม่ให้เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) เสียละ ข้อที่ ๒ ไม่ต้องไปแบ่งว่าทางหลวงท้องถิ่น กทม. หรือ อบต. จะต้องดู ในที่สุดก็ต้องให้กรมทางหลวงดู ในรายงานท่านก็บอกแล้ว ในที่สุดกรมทางหลวงก็ต้องดู กรมทางหลวงชนบทก็ต้องดู แล้วก็มาตรฐานก็ต่างกันไป การก่อสร้างก็ไม่ได้มาตรฐาน ร้อยแปดจิปาถะ ถ้าเราเอามาไว้ที่เดียวกัน ผมอาจจะคิดไม่กระจายอํานาจอย่างที่ท่านคิด นะครับ หรือที่เขาคิดมา ผู้ใหญ่นะครับ มารวมแล้วก็ดูเลยว่าจะต้องทําอย่างไร การประหยัด งบประมาณนี้ผมคิดว่าจะมากขึ้น แถวบ้านของผม อบต. จะลาดยางเป็นกบกระโดด นึกออกไหมครับ บ้านนี้ ๒๐ เมตร แล้วก็ขี้ฝุ่นปั่บ ปั่บ ปั่บ ไปครึ่งกิโลเมตรก็อีก ๒๐ เมตร ผลมันเกิดอะไรขึ้นมาครับ ปีเดียวเรียบร้อย เสียหาย เราก็ทํากันอย่างนี้มาตลอด แล้วเรา ก็บอกเราต้องการกระจายอํานาจ ก็ อบต. ไม่มีเงิน อบต. ที่มีเงินก็ไม่ทําอีก แถวพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หรือจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี ก็เอาเงินไปทําอย่างอื่น ผมอยาก เสนอแนะว่า ผมคิดต่างจากท่านเลยนะครับว่าแบ่ง ของใครก็รับผิดชอบ ผมกลับคิดใหม่ เลยว่าถ้าจะให้มันมาตรฐานและไม่ต้องเกี่ยงงอนกัน ท่านตั้งหน่วยงานไหนขึ้นมาสักหน่วยหนึ่ง เลยก็ได้ จะเรียกกรมอะไรก็ได้นะครับ แล้วดูแลทั้งหมดเลย เมื่อไรที่มีปัญหาเรื่องถนนมานี่เลย นายสุรินทร์เธอรับผิดชอบใช่ไหม ต้องบอกอันนี้ของใคร ราชพฤกษ์ ของ กทม. อันนี้ ของใคร นี่ของ อบต. อันนี้ของเมืองพัทยา ผมกราบเรียนท่านว่าผมอาจจะคิดไม่เหมือนท่าน นะครับ ถ้าผมคิด ผมคิดอย่างนี้ครับ ผมจะพัฒนาประเทศนะครับ
เรื่องต่อไป เรื่องที่ ๒ การมีถนนที่ดีต้องมีวินัยของคนใช้ถนน เขากําหนดว่า ๑. ต้องบรรทุกไม่เกินเท่าไรนะครับ น้ําหนักเพลา ดีไซน์ (Design) รถมา จดทะเบียนโดย กรมการขนส่งทางบกเท่าไร ต้องเอากันอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่รับจดกันไปเรื่อย แล้วก็ ไม่ได้ดูจริง ๆ จัง ๆ นะครับ ก็อยากจะให้ใช้กฎหมายให้เคร่งครัดเป็นระบบ แค่นั้นไม่พอ นะครับท่าน ตํารวจทางหลวง นอกจากผู้ใช้ถนนแล้ว ต้องใช้มาตรฐานให้เข้มงวด หมายถึงว่า ตามกฎหมาย คือรถหนัก รถสิบล้อต้องไม่ให้วิ่งเลนขวา เดี๋ยวท่านไปดูสิครับ ถนนไหน ๆ ฉัน ๑๐ ล้อ ๒๐ ล้อ ๓๐ ล้อ ฉันจะวิ่งขวา ท่านจะทําไม ก็ไม่เห็นมีการจับกุมอะไร ถนนก็พังหมด ซ้ายพังไม่พอ กลางพังอีก ขวาพัง พังทั้งหมด แล้วยังมาเกิดอุบัติเหตุอีกเพราะรถสิบล้อ ยี่สิบล้อ เวลาจะเบรกทีก็ต้องใช้แรงเฉื่อยประมาณ ๕๐ ถึง ๑๐๐ เมตรจึงจะหยุดถ้าน้ําหนัก ๕๐ ตันบรรทุก ก็อยากจะกราบเรียนท่านว่าถ้ารายงานท่านมีแค่นี้ ผมคิดว่าผมไม่สนับสนุน อย่างนี้ใครก็ทําได้ แบ่งกันมาทําถนนตรงไหน มันง่ายนะครับที่ทําอย่างนี้ มันต้องให้ลึก ไปหน่อยว่าดีไซน์ (Design) ความปลอดภัยในการใช้ถนนคืออะไร องค์กรไหนที่จะต้อง รับผิดชอบอะไร แสงสว่างมีไหม ไม่ใช่ดับ ๆ ติด ๆ ทางเลี้ยวทางโค้งมีสัญญาณบอกไหม หรือทางโค้งมาก ๆ มีการทําถนนพิเศษให้มันดังกึ๊ก ๆ เพื่อชะลอการใช้รถไม่ให้ขับรถเร็ว อย่างนี้มันน่าจะมีนะครับ ผมกราบเรียนว่าผมสนับสนุนแค่ครึ่งเดียว แต่ท่านทําอย่างที่ผมว่า ให้มันเป็นบูรณาการกันหลาย ๆ อย่าง แล้วรวม ถ้าท่านจะเอารวบยอดเลย ผมอาจจะเกิด ในระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าความคิดแบบนี้ผมก็ค่อนข้างเผด็จการว่าเอามารวมกันเลย แล้วรับผิดชอบแต่ผู้เดียวทั้งประเทศไม่ว่าทางหลวงทางอะไรนะครับ
ประการต่อมาก็คือว่าการออกแบบสะพาน ท่านครับ แพงนะครับ แล้วสะพาน ที่ออกแบบ ปกติก็ออกแบบสะพานไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดแล้ว แต่ท่านไปดูสิครับสะพานพัง เพราะว่าการบรรทุกน้ําหนักเกินมาตรฐาน ที่บ้านผมถ้าออกถนนใหญ่ ทางหลวงชนบท ตํารวจไปโบกจับ แกก็มาแถวหน้าบ้านผมที่ไม่มีตํารวจ แถวหน้าบ้านผมพังทุกปี พังหมด เพราะรถเหล่านี้ไม่มีวินัย ผมก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าผมมีความเห็น ๒-๓ ข้อ ให้ท่านนํากลับไปพิจารณาทบทวนอีกทีก็แล้วกัน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นผู้อํานวยการ บริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ที่จริงประเด็นปัญหาที่นํามาสู่การปฏิรูปเรื่องการบริหารจัดการหน่วยงานที่เกี่ยวกับการทาง ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ก็นับว่า เป็นการประสงค์ที่จะเข้าสู่ปัญหาที่มีปัญหาอยู่จริง ๆ ว่าจะจัดการปัญหาเรื่องการสร้างทาง การบํารุงรักษา ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องทางซึ่งมีอยู่ ๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มักจะมีสภาพซ้ําซ้อนแล้วก็มีปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไม่ตก ซึ่งก็เป็นสภาพปัญหาที่เป็นจริง แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่คิดจะปฏิรูปในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็พยายามตามดูที่ทางกรรมาธิการ ได้ศึกษาไว้
เรื่องแรกคือสภาพปัญหานั้น ผมได้ยินมีการอภิปรายกันมากก็คือเรื่อง การกระจายอํานาจ โอนเรื่องทางหลวงท้องถิ่นไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดูจะ มีปัญหามาก แต่ในความเห็นของผมนั้น ผมเห็นว่าการโอนเรื่องทางหลวงท้องถิ่นไปให้ อปท. นั้น ถูกต้องแล้วครับ เพราะว่าจะไม่มีใครรู้และใกล้ชิดกับปัญหาของเส้นทางได้ดีเท่ากับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเกิดปัญหาเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางทรุด ทางพัง ทางไม่ลาดยาง จะลาดยาง จะทําจากไหนไปไหน จะทําอย่างไรนี่นะครับ ไม่มีใครที่จะรับฟัง ปัญหาเรื่องเส้นทางได้เท่ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เวลาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาหาเสียง เขารับปาก เขาเสนอนโยบาย ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องเส้นทาง เพราะเป็นความ เดือดร้อนของประชาชน แล้วเป็นความต้องการของประชาชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็น เช่นนี้มันก็จะยุติปัญหา เดิมที่เป็นมานี้นะครับก็คือว่า ส.ส. เมื่อก่อนนี้ก็ต้องวิ่งอยู่ทาง กรมทางหลวงนั่นละ มาขอถนน มาซ่อมถนน เพราะประชาชนเขาเรียกร้อง แต่มาบัดนี้ ชาวบ้านก็ไม่ต้องมาเย้ว ๆ อยู่ที่กรมทางหลวง หรือมาวิ่งรับเหมากันอยู่ถึงกรมทางหลวง หรือให้ ส.ส. มาวิ่งอยู่ที่กรมทางหลวงเหมือนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนะครับ แล้วก็กรมทางหลวง มันอยู่ที่กรมหรือว่าอยู่หน่วยงาน อยู่ในจังหวัดนี่นะครับ จะไปรู้เส้นทางตรงไหนเป็นหลุม เป็นบ่อ หรือเป็นปัญหาของท้องถิ่น สู้ท้องถิ่นไม่ได้หรอกครับ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงไหนถ้าเช่นนั้น เราก็มาดูกันว่าภารกิจและความสัมพันธ์ ประเด็น อยู่ตรงนี้ครับ ที่ท่านศึกษามานั่นละ กรมทางหลวงดูแล ๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรทั่วประเทศ นี่ท่านขาดไปตัวหนึ่งทําให้ผมพูดไม่ได้ ว่ากรมทางหลวงนี้ใช้งบประมาณปีหนึ่งกี่หมื่นล้านบาท แต่ผมรู้ว่าหลายหมื่นล้านบาทก็แล้วกัน และกรมทางหลวงมี ๑๐๔ แขวงนะครับ มีสํานักงาน ทางหลวง ๑๘ สํานักงาน ซึ่งระดับ ผอ. นี่ก็ ซี ๙ เรียกว่าเป็น ๒๐ คน ๓๐ คน อยู่ในกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทก็เช่นเดียวกัน ๔๑,๐๐๐ กิโลเมตรที่ดูแล ท่านก็ไม่ได้บอกด้วยว่า ใช้งบประมาณไปเท่าไรต่อปี มีแขวงทางหลวง ๗๖ แขวง มีสํานักงานทางหลวง ๑๕ สํานักงาน ทีนี้ อปท. ละครับ อปท. ท่านมีข้อมูลให้กับสมาชิก สปท. ได้ทราบ ว่า อปท. ดูแล ๓๕๒,๔๖๕ กิโลเมตร มีงบประมาณเท่าไรครับ มีหน่วยงานดูแลเท่าไรครับ มันถึงได้มี ประเด็นออกมาว่าหัวใจของการปฏิรูปอยู่ตรงนี้ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องดูแล พี่น้องประชาชนอยู่ เกี่ยวกับเรื่องการทางนั้น ทั้งซ่อม ทั้งสร้าง ทั้งบํารุง ทั้งดูแลทุกเรื่องตั้งแต่ ต้นจนจบ ๓๕๒,๔๖๕ กิโลเมตร แล้วก็ลาดยางไปไม่ถึงครึ่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ลาดยาง อะไรทํานองนี้ครับ เพราะฉะนั้นปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับ เรื่องการทางนั้นพูดไปก็รู้ ๑. ขาดงบประมาณ ๒. ขาดมาตรฐาน ๓. เกิดช่องทางทุจริต รับเหมากันเองนะครับ ถนนสายนี้ควรจะใช้งบประมาณสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใช้กันจริง ๆ ก็ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาทเข้าท้องถิ่น อปท. อะไรอย่างนี้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเป็น กําไร ดูเหมือนว่าใคร ๆ ก็รู้กัน แต่ดูเหมือนว่าการปฏิรูปอยู่ตรงไหนหาไม่เจอ เพราะฉะนั้น เมื่อมีการพูดเรื่องการปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ ในเมื่อรู้ปัญหาก็น่าจะนําไปสู่การปฏิรูป ท่านประธานครับ เมื่อกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอแนวทางการปฏิรูป ซึ่งผมก็ออกจะเห็นด้วย และเห็นว่าเป็นการปฏิรูป เป็นแนวทางที่ ทําได้ เริ่มต้นได้ และน่าจะเป็นจริงได้ แนวทางการปฏิรูปที่ ๑ ที่ผมจับความได้และเห็นด้วย ก็กรมทางหลวงชนบทนี้ ซึ่งชื่อก็บอก กรมทางหลวงชนบท ก็ดูจากไกด์ (Guide) ใกล้เคียงกับ ทางหลวงท้องถิ่น ท้องถิ่นกับชนบทก็ใกล้เคียงกัน ทางหลวงชนบทอําเภอสู่อําเภออะไร ทํานองนี้นะครับ ก็เป็นงานของกรมทางหลวงชนบทที่ดูแลอยู่ ๔๑,๐๐๐ กิโลเมตร นี่นะครับ พัฒนาบทบาทของกรมทางหลวงชนบทให้เป็นพี่เลี้ยงและผู้ตรวจสอบ อันนี้เป๊ะเลยครับ นี่คือการปฏิรูปที่สําคัญที่สุด เพราะที่ผ่านมานั้นเราเจอปัญหาแต่เพียงว่าธุระไม่ใช่ มากรมทางหลวงชนบทถ้าผมดูนะครับ ขออภัยจริง ๆ ที่ไปพาดพิงถึงท่านซึ่งอยู่นอกสภา คือคิดแต่จะทําแข่งกับกรมทางหลวง ผมอยู่จังหวัดนนทบุรีนะครับ สะพานหลายแห่ง ถนนราชพฤกษ์ทั้งสาย อันนี้กรมทางหลวงชนบทได้งบประมาณมาหลายหมื่นล้านบาท ได้มาทําเอง สะพาน ๒ แห่ง ๓ แห่งเสร็จโดยกรมทางหลวงชนบท อันนี้เรียกว่าเพื่อจะได้ แยกงานกับกรมทางหลวง แต่พอเป็นทางหลวงท้องถิ่น ธุระไม่ใช่แล้ว ๗๖ แขวงของ กรมทางหลวงชนบทนั้นแทบจะไม่ได้ช่วยเลย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่ท่านเสนอขึ้น คือพัฒนาบทบาทของกรมทางหลวงชนบทให้เป็นพี่เลี้ยงและเป็นผู้ตรวจสอบ อันนี้ใช่เลย ทําได้เลย ต้องเริ่มปฏิรูปได้เลย ท่านประธานครับ การสร้างทาง เรื่องของเทคนิค เรื่องของ การสร้าง เรื่องของการบํารุงรักษานะครับ ผมคิดว่าความรู้ องค์ความรู้ บุคลากรอะไรต่าง ๆ ของกรมทางหลวงชนบทนั้นสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับทางหลวงท้องถิ่นได้สบาย ๆ คุณภาพ ของทางหลวงท้องถิ่นมันคุณภาพ ถ้าเทียบแล้วมันชั้นหลาน แต่ทางหลวงชนบทเขาชั้นพ่อ ก็คือเรียกว่าระดับชั้นยังห่างกันมาก ก็น่าจะช่วยได้
เรื่องที่ ๒ นะครับ ปัญหาก็คือว่าที่เราพูดกันมาก แล้วพูดกันเยอะไม่เฉพาะ เรื่องการสร้างทาง นั่นก็คือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็ขาดมาตรฐาน ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่า มีการพูดกันมากแล้วว่าควรจะมีการกําหนดราคากลางของงานทาง ถ้าถมลูกรัง กี่เมตร บดอัดอย่างไร ความกว้างผิว ๖ เมตร ๗ เมตร อะไรอย่างนี้ก็ว่าไป ซึ่งงานพวกนี้ก็เป็นงาน เทคนิคที่หน่วยงานที่เก่งอยู่แล้วก็คือกรมทางหลวงชนบทก็ช่วยในเรื่องมาตรฐาน ในเรื่อง เทคนิคได้อยู่แล้ว แต่เรื่องกําหนดราคากลางอันนี้เป็นงานพอ ๆ กับงานสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล สร้างสถานีอนามัย ก็ควรจะมีราคากลางจากกรุงเทพมหานคร ไปได้แล้ว นี่ดูแลถนนตั้ง ๓๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรอย่างนี้ไม่กําหนดราคากลาง ให้ท้องถิ่นก็รั่วไหล ก็จะโทษ ใครได้ นอกจากนั้นแล้วผมยังคิดว่าประเด็นปัญหาบางเรื่องยังสามารถทําการปฏิรูปโดยสร้าง องค์กรขึ้นภายในจังหวัดนั้น ๆ ได้ ท่านประธานครับ ในแต่ละจังหวัดท่านประธานก็ทราบดีว่า เรามีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเทคนิคประจําจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งที่นั่นสามารถพัฒนา เป็นศูนย์ซ่อมเครื่องจักรที่ท่านบอกว่ามีปัญหามาก พอหน่วยงานมีเครื่องจักร เครื่องจักร ก็เสีย ก็ควรจะให้วิทยาลัยเทคนิคประจําจังหวัดนั้นเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องจักรที่สามารถ เข้าประมูลงานราชการได้ เป็นศูนย์สํารวจทาง เพราะเขามีนักศึกษามีอาจารย์ที่ตั้งกล้อง ผมเห็นนักศึกษาตั้งกล้องยิงระยะสํารวจทาง มีศูนย์สํารวจหิน สํารวจดิน ศูนย์ตรวจสอบ ทางเทคนิคการทาง ทุกอย่างนั้นสามารถสําเร็จอยู่ในจังหวัดได้ สถาบันการศึกษาก็จะเป็น ตัวช่วยในเรื่องมาตรฐาน ในเรื่องเทคนิค และสุดท้ายในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพทาง ได้ด้วยว่าผู้รับเหมารับเหมางานไปแล้วทํางานได้อย่างนั้นหรือเปล่า โดยเราก็ตั้งงบประมาณ เป็นค่าจ้างให้กับสถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้น ๆ ไปได้
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ที่ผมฉงนสงสัย ฉงนฉงายใจอยู่ว่าคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินให้ความสําคัญมาก นั่นก็คือเรื่อง ศูนย์ข้อมูล หรือศูนย์ระบบข้อมูลทางหลวง ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหานะครับ ขาดการรวบรวม ขาดการแจ้ง ขาดการอะไร คิดจะตั้งกรรมการขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่ผมฉงนฉงายใจเป็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน โลกวันนี้ผมมาสภาแห่งนี้ผมต้องเปิดกูเกิลแมป (Google Maps) เพราะ มันรู้เส้นทางดีอย่างกับพระเจ้า เจ้าดาวเทียมดวงนี้มันมหัศจรรย์เสียจริง ๆ มันยังบอกด้วยว่า ไปเลี้ยวซ้ายกี่กิโลเมตร เลี้ยวขวากี่กิโลเมตร เส้นทางนี้จะติด เส้นทางนี้ไม่ติด มันบอกหมด ละครับกูเกิลแมป (Google Maps) ด้วยระบบดาวเทียมที่ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีทางด้าน ไอที (IT) ของกูเกิลแมป (Google Maps) ที่มันส่องเห็นถึงหลังคาบ้าน ผมยังคิดว่าข้อมูลแบบนี้ ในวันนี้มันยังมีปัญหาอยู่อีกหรือครับ มันทํายากจริง ๆ หรือครับ เพราะข้อมูลทางหลวงนี้ มันเป็นข้อมูลดาวเทียมที่ทําได้หมดว่ามันขาดตรงไหน มันติดตรงไหน เพราะว่าเขาดูได้ แม้กระทั่งว่าวันนี้มาสภาแห่งนี้ตั้งกูเกิลแมป (Google Maps) ว่ามาที่สภานี้ มาได้กี่เส้นทาง เส้นทางไหนรถติด เส้นทางไหนรถไม่ติด เขารู้ไปถึงขนาดนี้แล้วนะครับ แล้วนับประสาอะไร กับเส้นทางที่มันตั้งโด่ ๆ อยู่อย่างนั้นนะครับว่าจากตําบลนี้ไปตําบลนี้ จากหมู่บ้านนี้ ไปหมู่บ้านนี้นะครับ ฉายแผนที่ลงไปดูด้วยดาวเทียมก็รู้ว่ามันเป็นทางหรือว่ามันเป็นป่า มันไม่เป็นทาง เพราะเขาดูเห็นถึงหลังคาบ้านแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องข้อมูลทางหลวง ข้อมูลทาง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่น่าจะมีปัญหาและอุปสรรคอีกแล้วใน พ.ศ. นี้ และในวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมของกูเกิลแมป (Google Maps) ผมคิดว่าใช้งบประมาณไม่มาก หรอกครับ แล้วไม่ต้องตั้งหน่วยงานไหนใหม่หรอกครับ แค่ชาวบ้านธรรมดายังกดดูได้เลย แต่ประเภทพาไปผิดทาง แล้วก็รถไปคร่อมอยู่บนอะไรนะครับ อันนั้นก็เป็นข่าวอยู่ในโซเชียล (Social) ไปรอบหนึ่งว่ากูเกิลแมป (Google Maps) ก็ผิดได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานครับ ในเรื่องที่คิดจะปฏิรูป ๓-๔ เรื่องดังที่ว่ามานั้น ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ มาถูกทางแล้วครับ แล้วน่าจะปฏิรูปได้สําเร็จ และเริ่มต้นปฏิรูปได้ที่เป็นจริง แท้ที่จริงเรื่องที่ ควรปฏิรูปอย่างสําคัญนั้นก็มีบางท่านพูดถึงแบบกระแนะกระแหนไปบ้างแล้ว แต่ผมเห็นว่า มีส่วนสําคัญ นั่นก็คือการปฏิรูปตํารวจทางหลวงของท่านอํานวยผมไปเสียแล้ว ซึ่งเกี่ยวพัน กับเรื่องถนนพัง ถ้าพูดเรื่องทางหลวงของประเทศนี้ แล้วไม่พูดถึงเรื่องการใช้ถนนที่เกิน น้ําหนักและถนนพังก็คงปฏิรูปไม่สมบูรณ์แล้วครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เราก็ยังมีคณะกรรมาธิการชุดที่ท่านนิกรเป็นประธานนะครับ ก็คงจะนําข้อสังเกตตรงนั้นไปทําในสัดส่วนเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ต่อไปขอเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. แล้วก็อดีต เอกอัครราชทูตหลายประเทศนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมา ทั้งโดยวาจาและ เป็นเอกสารนั้นเป็นเรื่องของการที่จะให้มีการประสานงานปรับปรุง แล้วก็ลดความซ้ําซ้อน ที่จริงแล้วก็ภายในหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมเป็นสําคัญ แล้วก็ระหว่างหน่วยงานของ กระทรวงคมนาคมกับกระทรวงมหาดไทย ผมคิดว่าข้อเสนอทั้งหมดที่ว่าจะเป็นเรื่องของ การปรับปรุงให้มันดีขึ้นของการทํางานของหน่วยงานใน ๒ กระทรวงนี้ ลงไปจนถึงระดับของ ท้องถิ่นด้วย ท่านรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมกับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสามารถที่จะ นั่งคุยกันแล้วก็แก้ไขสิ่งที่มีอยู่ได้ ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะมันเป็นเรื่องงานปรับปรุงให้มัน ดีขึ้น ธรรมดา ๆ ซึ่งฝ่ายบริหาร โดยรัฐมนตรีของ ครม. สามารถที่จะกระทําได้ แล้วบางเรื่อง มันก็เป็นเรื่องเบสิก (Basic) นะครับ เมื่อสักครู่ท่านสมพงษ์ก็ได้กล่าวไว้ว่าข้อมูลมันมากมาย ผ่านทางกูเกิล (Google) ระบบไอที (IT) ไม่จําเป็นต้องทําเรื่องเล็กให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต นะครับ เจ้าหน้าที่คน ๒ คนก็สามารถจะประมวลข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางที่มีแล้ว แล้วก็ขาด ได้ทั้งประเทศ แล้วผมก็แน่ใจว่ามันได้มีการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรของกระทรวง คมนาคม แล้วก็บรรดาองค์กรที่ปรึกษา จะเป็นธนาคารเอดีบี (ADB) ยูเอ็นดีพี (UNDP) ยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) หรือแม้กระทั่งธนาคารโลกก็คงจะมีข้อมูล มีข้อแนะนําต่าง ๆ อยู่มากมาย แต่เมื่อเรามานั่งอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย เราต้องมุ่งเรื่อง การปฏิรูปเป็นสําคัญ ผมมีข้อเสนอดังนี้นะครับ
– ๒๐/๑
อันที่ ๑ เราต้องมุ่งในเรื่องของการกระจายอํานาจ มีเพื่อนสมาชิกได้บอก ไว้แล้วมันก็ต้องกระจายอํานาจจากหน่วยงานส่วนกลางลงไปที่ท้องถิ่น แล้วเมื่อเราจะมี อบจ. ในอนาคตอาจจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเราได้เริ่มที่กรุงเทพมหานคร กับเมืองพัทยาไปแล้ว เราต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองแล้วก็ในความสามารถของบุคลากร ของไทยว่าสามารถจะปกครองตนเองได้ เพราะฉะนั้นต้องโอนอํานาจจากส่วนกลางไปให้ ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ แน่นอน อบจ. อปท. อบต. อาจจะมีจุดอ่อน แต่มันแก้ไขได้ครับ ด้วยงบประมาณ ด้วยการเสริมสร้างทักษะของบุคลากร เพราะฉะนั้น มองในแง่ของการปฏิรูปและการกระจายอํานาจ ผมขอเสนออย่างนี้ครับ ให้ยุบกรมทางหลวง ชนบทนะครับ แล้วก็ให้บุคลากรกลับไปอยู่กับกรมทางหลวงนะครับ อันนี้เป็นอันที่ ๑ แล้วก็ โอนงานของถนนที่เรียกว่าเป็นคาแร็กเตอร์ (Character) ภายในแต่ละจังหวัดเป็นเรื่อง ของจังหวัด กรมทางหลวงบวกกรมทางหลวงชนบทที่จะยุบนั้นก็ทําหน้าที่ถนนที่เชื่อมโยง ระหว่างจังหวัดทั้งหมดทั่วประเทศ เหมือนดังที่อารยประเทศทั่ว ๆ ไปเขาก็จะทํากันอย่างนั้น ว่าหน่วยงานส่วนกลางทําถนนที่เชื่อมโยงทั้งประเทศระหว่างจังหวัด เรื่องอะไรที่อยู่ในจังหวัด ก็ให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น กทม. เริ่มแล้ว เมืองพัทยาเริ่มแล้ว ก็เอาทั้งจังหวัดชลบุรี ก็โอนงาน ไปให้หมดนะครับ แล้วก็ต้องมาโอนทั้งงบประมาณที่อยู่ที่กรมทางหลวงชนบทไปด้วย แล้วก็ พนักงานของกรมทางหลวงชนบทอยากจะอยู่ที่จังหวัดก็ไปทํางานให้กับ อบจ. ได้ ไม่ได้ มีประเด็นปัญหาอันใด ก็ไปปรับซี ปรับสายสะพายให้มันครบ มันก็จะมีความเสมอภาค ทัดเทียมกับของการเป็นข้าราชการจากส่วนกลางกับท้องถิ่น แล้วก็บุคลากรของกรมทางหลวง ชนบทนั้นก็สามารถที่จะทําตนเป็นพี่เลี้ยง หรือแม้กระทั่งที่จะรับจ้างทําถนนในจังหวัดให้กับ ท้องถิ่นได้ ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร แต่ว่าการที่เราไปอยู่ที่สภาปฏิรูป เราจะต้องปฏิรูป แล้วการปฏิรูปก็ต้องโอนอํานาจให้ประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผ่านผู้แทนของเขา แล้วก็จะเป็นสภาจังหวัด นายก อบจ. จะทําหรือไม่ทําอะไร มันก็จะมีสภาพลเมือง มีสภาภาคประชาชนที่จะคอยตรวจสอบว่าตัวแทนของเขาในท้องถิ่นนั้นมีแผนงาน ใช้งบประมาณอย่างไร แล้วในส่วนนี้จะทําอะไร เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนน ในจังหวัดของเขามีคุณภาพ แล้วก็มีการจ้างงานด้วยความโปร่งใสไม่มีการทุจริตใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็เลยอยากจะเสนอว่าไหน ๆ จะปฏิรูปกันแล้ว โอนอํานาจ โอนภารกิจไปให้ท้องถิ่น ยุบหน่วยงานกลางที่มันมีความซ้ําซ้อน แล้วก็ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพ ถ้าเผื่อ ตราบใดบอกว่าถนนในชนบทอีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ยังต้องลาดยาง เทซีเมนต์อยู่ ก็หมายความว่า เราล้มเหลว แต่จะมาบอกว่าเพราะท้องถิ่นยังไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นยังไม่โอนให้ ผู้ที่ เสียหายคือประชาชนครับ ให้เขาไปเสี่ยงกับขีดความสามารถของคนของเขาที่เป็นผู้แทนของ เขาในระดับท้องถิ่น แล้วก็ลดอํานาจ ลดงบประมาณ แล้วก็การกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ให้มากที่สุด ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นหัวใจของการทํางานของเราในการปฏิรูปขับเคลื่อนการปฏิรูป ของประเทศไทย ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านที่แสดงความจํานงในการอภิปรายนะครับ เจ้าหน้าที่ขอชื่อหน่อยครับ ได้แล้วครับ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ นะครับ อดีตปลัดกระทรวง พลังงาน และเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้นําเสนอเรื่องนี้นะครับ ในหลักการผมเข้าใจแล้วก็ชื่นชมในวัตถุประสงค์ แล้วก็เป้าหมายที่ท่านอยากจะทํามาก นะครับ แต่ว่าเพื่อกันลืม ขอเริ่มอันแรกเลยนะครับ ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องนี้ตอนแรกอ่านมา ในไลน์ (Line) เมื่อวานนี้ยังนึกว่าเป็นเรื่องของบูรณาการส่วนกลาง ท้องถิ่น เรื่องอะไร สักอย่าง เหมือนหน่วยงานทาง ผมก็นึกว่าหน่วยงานทางปกครองหรืออะไรทํานองนั้นนะครับ ท่านตั้งชื่อให้มันเข้าใจง่ายได้ไหม ผมก็คิดชื่อเผื่อ ท่านไม่เอาก็ได้นะครับ ท่านน่าจะตั้งว่า การปฏิรูปหน่วยงานการจัดการหน่วยงานสร้าง ซ่อมแซม บํารุงรักษาถนน ให้ชัด ๆ ไปเลย เพราะถนนมีทั้งขนาดมอเตอร์เวย์ (Motorway) ถนนทางหลวงใหญ่ ทางหลวงเล็ก ทางหลวง ชนบท ท่านเขียนหน่วยงานทางนี่อ่านเข้าใจลําบากมากเลยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องข้อมูลคงไม่มีใครเถียงกับท่านนะครับ การปฏิรูปข้อมูล เป็นเรื่องจําเป็น แล้วมีก็ดีนะครับ แต่ว่าผมก็อยากจะมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานที่ท่านจะเสนอ เป็นคณะทํางาน กทม. ก็ดี คณะทํางานของจังหวัดก็ดี ขาดหน่วยที่สําคัญไปหน่วยหนึ่ง หรือ ๒ หน่วยนะครับ เอาของจังหวัดเพราะว่ามันจะเกี่ยวกับทางเป็นจํานวนมาก ก็คือ ตํารวจครับ จะเป็นตํารวจทางหลวงหรือตํารวจจราจรใน กทม. และอีกอันก็คือผู้ใช้ทาง ที่ต้องไปดูแลความปลอดภัยของรถบนถนนก็คือขนส่งจังหวัด เขาก็จะให้ข้อมูลว่า ถนนตรงไหนควรจะมีหรือไม่มี อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นเบสิก (Basic) เลยนะครับ ทีนี้อ่านเอกสารรายงานของท่านแล้ว ผมก็รู้สึกว่าการปฏิรูปหน่วยงานทางถนนนี่เขาทํากันไป เมื่อสัก ๑๐ กว่าปีโดยการที่ยุบ รพช. ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วก็โอนมาเป็น ทางหลวงบ้าง ทางหลวงชนบทบ้าง โอนหน้าที่ไปให้ อบต. อบจ. บ้าง สิ่งที่ท่านเสนอมันเป็น หลักการ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าทางฝ่ายบริหารเขาก็ทําอยู่แล้ว ทีนี้อ่านเปเปอร์ (Paper) ของ ท่านจริง ๆ ก็อยากจะเห็นว่าปัญหาที่มันทําอยู่ปัจจุบันนี้มันมีปัญหาอะไร แล้วถ้าทําอย่างที่ ท่านเสนอแล้วมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร มีผลสัมฤทธิ์อย่างไร จะลดค่าใช้จ่าย จะลดความ ซ้ําซ้อนได้อย่างไร พอพูดถึงการซ้ําซ้อนของถนน ผมก็นึกถึงว่าเรามีหน่วยงานที่จะซ่อมสร้าง ถนนหรือสร้างถนนมาเยอะมาก แล้วในอดีตเราก็จะเห็นตัวอย่างในอดีต ๒๐ กว่าปีก่อน ผมก็จําได้ที่จังหวัดชัยภูมิมีถนนกระบือเดินนะครับ ขอไม่เรียกชื่อนั้นคือสร้างเสียใหญ่โต แล้วไม่มีรถวิ่งเลย หรือว่าทําไมผ่านหมู่บ้าน ตําบลนี้เป็น ๔ เลน ไปอีกหมู่บ้านหนึ่งก็เป็น ทางลูกรัง ๒ เลน ขรุขระ ทีนี้การแยกอํานาจที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่ท่านเสนอนี่ ในหลักการเป็นเรื่องที่ดี ป้องกันความซับซ้อน จัดสรรงบประมาณได้ดี แต่ท่านคํานึงถึงปัญหา เรื่องของว่าถ้ามันเกิดฝนตกหนัก น้ําท่วม ทางขาดอย่างนี้ อยู่ในที่ซึ่ง อบต. ไม่มีกําลัง ความสามารถ หรือ อบจ. จน ๆ นี่ไม่ใช่ อบจ. ที่มีเงินเป็นพันล้าน อบจ. จน ๆ อย่างจังหวัด หนองบัวลําภูหรือจังหวัดบึงกาฬนี่เขาจะไปซ่อมได้อย่างไร หนังสือพิมพ์ก็ลงไปแล้ว สะพานขาด ถนนนั่น แล้วก็คนตกเหวตายหรืออะไรอย่างนี้ มันก็ต้องกรมทางหรือกรมทางหลวงไป ทีนี้ ผมก็เลยอยากจะเห็นว่าเปเปอร์ (Paper) นี้จริง ๆ ท่านน่าจะไปลงลึกอีกสักนิดหนึ่ง แล้วบอกว่า มันจะแก้ปัญหาอะไร แล้วมันจะแก้อย่างไร แล้วมันจะมีผลสัมฤทธิ์ ประหยัดเงินได้แค่ไหน สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือว่าการออกแบบถนนและการซ่อมสร้างถนนนี้ทําโดยหลักวิชาการ แล้วก็มีแผน มีสถิติรองรับชัดเจน ไม่ใช่จังหวัดนี้จังหวัดใหญ่ จังหวัดนี้มีผู้มีบารมีก็มีถนนดี จังหวัดไม่มีผู้มีบารมีก็ถนนไม่ดี แล้วก็ไปซ่อมตามการสั่งการว่า อันนี้มันบ้านฉันต้องไปซ่อมก่อน อันนี้เปเปอร์ (Paper) ท่านจะแก้ปัญหาอย่างนี้ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะ ฝากท่านครับว่า เรื่องที่ท่านเสนอเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเข้าใจว่าทางข้าราชการเขาก็ทําอยู่แล้ว ที่ท่านจะเสนอมันมากกว่าที่ทางราชการเขาจะทําอย่างไร มันจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร มีผลประหยัดอย่างไร แล้วแก้ปัญหาในอดีตที่ผมว่าอย่างไร แล้วก็ท้ายที่สุด เปลี่ยนชื่อเรื่อง ให้เข้าใจง่ายสักนิดหนึ่ง แล้วก็เพิ่มคนที่เขามีส่วนได้เสียเข้าไปก็คือ ตํารวจจราจรใน กทม. ตํารวจทางหลวงในพื้นที่หรืออาจจะเป็นตํารวจท่องเที่ยวก็ได้ แล้วก็ขนส่งจังหวัดนะครับ
อีกประการหนึ่ง เปเปอร์ (Paper) ท่าน ผมคิดว่ามาแบบนักดูระบบครับ ดูอัตรากําลัง ดูระบบ แต่ไม่เห็นว่าท่านได้เชิญหน่วยงานที่เขาเกี่ยวข้องได้มาปรึกษาหารือว่า เขาเห็นว่าอย่างไร อย่างน้อยท่านเชิญมาสัก ๒ อบจ. ๔ อบต. แล้วก็กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทกับ กทม. ท่านก็จะได้มีมุมมองว่าสิ่งที่ท่านคิดมันตรงกับสิ่งที่เขาทําอยู่ หรือเปล่าอะไรอย่างนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ ท่านธานินทร์ ผะเอม นะครับ รองเลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ผมเองจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องระบบข้อมูล แล้วก็การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องการทางของประเทศนี้ ทั้งส่วนกลางแล้วก็ลงไปถึงท้องถิ่น ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตแสดงความชื่นชมต่อความ พยายามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดินนะครับ
อันแรก ผมอยากจะพูดถึงว่าเรื่องที่จะพูดถึงเรื่องทางแล้วก็เรื่องระบบข้อมูล ที่ผมจะขออนุญาตให้ความสําคัญ โดยเฉพาะว่าเรื่องเหล่านี้เราอาจจะดูว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มันก็ไปเชื่อมโยงกับเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเช่นเดียวกันนะครับ ดังเช่นที่เราทราบกันว่ารัฐบาลได้แถลงไปแล้วว่าโดยอ้างตัวเลขของไอเอ็มดี (IMD) ว่าขยับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเราขยับจากอันดับที่ ๓๐ เป็นอันดับที่ ๒๘ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) อีก ๔ ประเทศตกลงมาจะมากจะน้อย ตรงนี้เราจะพบว่าสมรรถนะทางด้านเศรษฐกิจของเรายังอยู่คงเดิมก็คืออันดับที่ ๑๓ จาก ๖๑ ประเทศนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีพลวัตทางด้านเศรษฐกิจนี้สูงนะครับ เป็นที่น่าดีใจว่าสมรรถนะของภาครัฐ กัฟเวิร์นเมนต์เอฟฟิเชียนซี (Government Efficiency) ขยับสูงขึ้นจากอันดับที่ ๒๗ เป็นอันดับที่ ๒๓ สูงขึ้น ๔ อันดับนะครับ ถึงแม้เราจะรู้สึก ไม่ค่อยจะพอใจกับอันดับขีดความสามารถในการทํางานของภาครัฐก็ตาม บิซซิเนสเอฟฟิเชียนซี (Business Efficiency) ตกลง ๑ อันดับจากอันดับที่ ๒๕ อยู่อันดับที่ ๒๔ เรื่องอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ที่รวมถึงเรื่องคน เรื่ององค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม แล้วก็เรื่องกายภาพเป็นประเด็นที่ผมจะยกขึ้นพูดนี้ ซึ่งรวมถึงเรื่องระบบราง แล้วก็ถนนนะครับ ประเด็นตรงนี้เราจะพบว่าอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ของเราที่พยายามจะทําให้ ดีขึ้นมีแผนการที่จะใช้เงินก็ตกจากอันดับที่ ๔๖ ของปีที่แล้วนะครับ ในปี ๒๐๑๖ นี้ ก็ตกมาอยู่อันดับที่ ๔๙ แต่เรียนนิดหนึ่งครับว่าตัวเลขนี้เราใช้ตัวเลขย้อนหลัง ๑ ปี เพราะว่า มันจะมีไทม์แลปส์ (Time Lapse) นะครับ ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลก ว่าเราทําถนนหายไป ๓๘๕,๗๗๒ กิโลเมตร เป็นเวลานับ ๑๐ ปีแล้วก็อยู่ในความรับผิดชอบ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านสมพงษ์ได้พูดไว้แล้ว ประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรก็ยังมีชลประทาน มีอะไรต่าง ๆ อันนี้เป็นประเด็นที่ว่า เราไม่ได้จัดการบริหารในเรื่องระบบข้อมูล ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าเราจะไปทําให้ เพื่อที่จะให้เขาจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้ให้ดีขึ้นอย่างเดียว นะครับ เพราะมันจะโยงกับตัวอื่น ๆ สสช. ในฐานะที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งท่านนายกได้สั่งการให้ประชุมครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ก็เอาตัวชี้ทั้งหมด ๓๐๐ กว่าตัวนะครับ ทั้งของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) แล้วก็ไอเอ็มดี (IMD) แล้วก็อีส ออฟ ดูอิง บิซซิเนส (Ease of Doing Business) มาดู แล้วพบว่ามีประมาณ ๔๓ ตัวที่มันอยู่ในภาวะที่สาหัสที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นตัวเลขจริงนะครับ ตัวเลขจริงก็ถนนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งละครับ แล้วยังมี ตัวเลขเรื่องเราลงทุนเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ แล้วก็ตัวเลขไม่ทันสมัยเราก็พยายาม ประสานไป อย่างกรณีเรื่องถนนเราประสานไปที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะว่าตัวเลขที่เราใช้ เราจะใช้เฉพาะตัวเลขที่ได้รับการยืนยัน ปรากฏว่า ๓๘๐,๐๐๐ กิโลเมตรถูกยื่นมาในช่วงเวลาที่เราจะต้องส่งกลับไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรเพราะว่าเราไม่สามารถรอได้ ต้องส่งให้ไอเอ็มดี (IMD) แล้วตัวนี้ ก็เป็นตัวบวกของเรา แต่เรายังพบว่าเรามีตัวบวกที่ได้มาแน่ ๆ เลยเพราะว่ามันมีอยู่แล้ว แล้วก็ตกหล่นไปนะครับ หรือว่าไม่ได้ใส่ใจกับมัน เรียนนิดหนึ่งครับว่าตรงนี้เราจะพบว่า ตัวเลขตรงนี้เกิดจากกรมทางหลวงชนบทที่ไปถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นไม่ได้มีระบบ รองรับเกี่ยวกับเรื่องระบบข้อมูล การยืนยันจาก ๓๘๐,๐๐๐ กิโลเมตรก็ยืนยันได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรในช่วงนั้นนะครับ ผมเข้าใจว่าตอนนี้ก็ยังทําต่อเนื่องนะครับ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย เป็นอย่างดีนะครับ เราจะพบว่าตรงนี้แล้วตกลงใครจะเป็นคนดูแล มันไม่ใช่เรื่องตัวเลขของ ระบบข้อมูลเท่านั้นนะครับ ระบบข้อมูลมันจะโยงไปถึงกับเรื่องการวางแผน ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๒ ที่ทางท่านเบญจวรรณได้พูดไว้แล้ว ตรงนี้มันโยงไปเรื่องความปลอดภัย คุณภาพชีวิต แล้วก็เรื่องผังเมือง ซึ่งผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็กําลังดูอยู่อย่างขะมักเขม้น ตรงนี้ ถ้าเราพบว่าเรื่องนี้ดูเหมือนกับเป็นเรื่องเล็ก แต่มันสะท้อนขีดความสามารถในการทํางานของ ท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่เซนซิทิฟ (Sensitive) หน่อยว่าเราจะทรัสต์ (Trust) หรือไม่ทรัสต์ (Trust) ท้องถิ่น แต่ประเด็นก็คือว่าเรื่องกระจายอํานาจผมเข้าใจว่าเรา ไม่สามารถจะหยุดได้ เพียงแต่ว่าผมเองก็ไม่อยากจะใช้คําว่า กระจายอํานาจ จริง ๆ มันเรื่อง การกระจายความรับผิดชอบและทรัพยากรที่เพียงพอให้เขาทํางานได้ คราวนี้ตรงนี้เวลา เราทํางานมันต้องมีเรื่องสแตนดาร์ด (Standard) เรื่องคุณภาพและมาตรฐาน เพราะอะไร ก็แล้วแต่ถ้าเราทําแล้วไม่มีคุณภาพและมาตรฐาน มันไม่ใช่ว่าเพื่อให้ต่างประเทศมาชื่นชมเรา แต่เราต้องรับผิดชอบกับคนของเราทั้งเรื่องความปลอดภัย ซึ่งผมเข้าใจว่า พลตํารวจโท อํานวย ท่านได้ยกขึ้นนะครับ ซึ่งสําคัญมาก แล้วตรงนี้จะไปใช้ในการวางแผน เพราะว่าถ้าเรา ไม่เริ่มจากแผนที่ดีนะครับ การทํางานก็จะสะเปะสะปะ แล้วตรงนี้มันจะเป็นฐานข้อมูลที่เรา จะใช้ในการตรวจสอบ แล้วเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วม แล้วกลับมาเพื่อที่จะ ประเมินผลเพื่อทําให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ถ้าเรามองในลักษณะ อย่างนี้เราก็จะพบว่าเรื่องระบบข้อมูลเราจะให้ใครรับผิดชอบในกรณีที่เป็นท้องถิ่นนะครับ อบจ. หรือ อบต. ซึ่งตรงนี้จะขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งกําลังดูว่าเราจะ เอาอย่างไร ยุบรวมไหม แล้วเราจะคง อบจ. ไว้ แล้วให้บท อบจ. เล่นอะไร ผมเข้าใจว่า เรื่องระบบข้อมูลมันน่าที่จะลิงก์ (Link) ระหว่าง อบจ. กับจังหวัด เพราะเรายังมีภูมิภาคอยู่ แล้วเรื่องฐานข้อมูลตรงนี้นะครับมันสําคัญมาก แล้วส่วนหนึ่งก็คือกลับมาเพื่อที่จะบอกว่า เราทําอะไรกับคุณภาพชีวิตของคนไทย ทําอะไรกับเรื่องการยกระดับของการพัฒนาในพื้นที่ ท้องถิ่นและชุมชนนะครับ อันนี้จะเห็นว่าที่เรากําลังทําผังเมืองเพราะว่าเราก็ไม่มีกรอบชี้นํา ทางด้านกายภาพนะครับ ที่จะไปเชื่อมโยงกับผังกายภาพกับผังทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมันต้องไปด้วยกัน เราถึงมีสภาพที่เวลาจะขับเคลื่อนหรือผลักดันเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง ก็ติดเรื่องพื้นที่นะครับ แล้วก็ขัดแย้งกันโดยฐานข้อมูลไม่ชัดเจนนะครับ ถ้าเราทําเรื่องนี้ได้ ระบบอินเทลลิเจนต์ (Intelligent) ที่ตั้งขึ้นในท้องถิ่น พื้นที่ท้องถิ่นชุมชนจะมีส่วนช่วยมาก ๆ นะครับที่จะทําให้เราบริหารจัดการทั้งในแง่เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน เรื่องกระจาย ความเจริญหรือเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ท่านสมาชิก หลายท่านที่บอกว่าการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของส่วนกลาง พวกฟังก์ชัน (Function) แล้วก็ภูมิภาค แล้วก็ท้องถิ่นต้องลงลึกมากกว่านี้ แต่ผมก็มองว่างานชิ้นนี้จะเป็นการปักธง ยึดหัวหาดเพื่อให้การปฏิรูปหรือว่าการปรับโครงสร้างก็แล้วแต่กรณี สามารถรุกคืบได้ ผมขอ ชื่นชมและสนับสนุนงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเจ้าภาพตัวจริงครับ ท่านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ดิฉัน นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ สปท. หมายเลข ๑๖๒ ต้องขอเรียนที่ประชุมว่าวันนี้ ต้องขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอเรื่องนี้ แล้วต้องบอกว่าตัวเองก็ดีใจ แล้วก็โดนใจด้วยเพราะว่าเป็นการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นภาพการกระจายอํานาจ ผลจาก การกระจายอํานาจ หลัก ๆ ของเรื่องถ้าดูแล้วปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นที่กรรมาธิการศึกษามา จะพูดลงไปถึงเรื่องของการกระจายอํานาจ แล้วเกิดข้อบกพร่องหรืออุปสรรคอย่างไรนะคะ เป็นสิ่งที่ตัวเองประสบมาตั้งแต่เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม การกระจายอํานาจ โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายโอนภารกิจของงานทาง ถ้าเราดูเริ่มตั้งแต่แผนปฏิบัติการกระจาย อํานาจ ปี ๒๕๔๗ ในขณะนั้นช่วงนั้นเป็นผู้ตรวจราชการ เวลาเดินทางไปไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม จะได้รับการร้องเรียนในเรื่องของทางที่ไม่ได้รับการซ่อมบํารุงนะคะ เพราะเวลาการถ่ายโอนไป การถ่ายโอนไปนั้นถนนเส้นหนึ่งเส้นเดียวนี้นะคะจะมีเจ้าของถนนเป็น อบต. แล้วปรากฏว่า การบํารุงรักษาก็จะบํารุงรักษาแล้วแต่ศักยภาพของหน่วยงานท้องถิ่นนั้น ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เกิดขึ้นตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็คือถนนก็จะเสียหายอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ประชาชนก็ได้รับ ความเดือดร้อน ถามว่าเรารู้ได้อย่างไร ก็รู้จากเรื่องร้องเรียน อันที่ ๑ คือเรื่องร้องเรียนที่มีมา อย่างสม่ําเสมอแล้วเพิ่มขึ้นทุกปี อันที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เกิดจากที่มีการขอคืนงานที่ถ่ายโอน ไปแล้ว แล้วก็ข้อเท็จจริงคือก็ไม่สามารถจะโอนคืนได้ด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กฎ ระเบียบ หรือขั้นตอนที่ต้องขอให้หน่วยงานท้องถิ่นข้างเคียงบํารุงรักษาก่อน หรือส่งเรื่อง เข้ามาอนุมัติในหน่วยงานกลางอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ประเด็นต่าง ๆ ที่สะสมมาเหล่านี้ก็ถือว่า การกระจายอํานาจหรือการถ่ายโอนภารกิจในเรื่องงานทางก็ไม่สอดคล้องกับหลักการ การกระจายอํานาจที่มีความมุ่งหวังว่าการกระจายอํานาจประชาชนต้องได้รับบริการที่อย่างน้อย ต้องเท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมนะคะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยังไม่เข้าเป้าทั้ง ๒ ประการนั้น อันนี้ เป็นปัญหาที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาสะท้อนให้ที่ประชุมได้เห็นนะคะ ในขณะเดียวกันก็ต้อง เรียนให้ทราบว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่กํากับดูแลในเรื่องการถ่ายโอนงานไปแล้วก็ตาม โดยเฉพาะของกรมทางหลวงชนบทค่ะ กรมทางหลวงชนบทภารกิจหลักประการหนึ่ง หลักเลยนะคะ ก็คือการเป็นพี่เลี้ยงให้กับหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งทําเต็มที่ในแง่ของ ไม่ว่าจะเป็น การมีคลินิก เรียกว่า คลินิกทางหลวงชนบท ซึ่งมีอยู่แล้วทั่วประเทศ รวมทั้งการฝึกอบรม พนักงานหรือเจ้าพนักงานในท้องถิ่นที่รับผิดชอบด้านนี้ แล้วก็ทําเป็นประจําปีสม่ําเสมอ ต่อเนื่อง ปีละเฉลี่ยประมาณ ๗,๐๐๐ คนต่อปี แล้วก็รวมทั้งมีการจัดทําศูนย์ข้อมูลของ งานทางในส่วนของทางหลวงชนบทไว้ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นมาลงทะเบียน เพื่อให้มีข้อมูล ทั้งประเทศสอดคล้องกัน สิ่งต่าง ๆ นี้ทําอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นคือหน่วยงานท้องถิ่น จะบอกว่าละเลยก็ไม่ใช่ อาจจะเป็นเพราะว่าการที่บุคลากรน้อย แล้วก็มีภารกิจมากมายกว่า สิ่งที่มีอยู่ค่ะ จึงอยากขอนําเสนอท่านกรรมาธิการเพิ่มเติมว่าในผลการศึกษาครั้งนี้ถ้าจะเพิ่ม เรื่องของการแก้ไขปัญหาการกระจายอํานาจในแง่ของงานทางอย่างแท้จริง เพื่อจะเป็นการ เตรียมการสําหรับในการเสนอแผนปฏิบัติการกระจายอํานาจฉบับใหม่ค่ะ เพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซ้ําซากแล้วประชาชนก็ไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่นะคะ
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะเรียนให้ทราบก็คือในเรื่องของฐานข้อมูลต่าง ๆ ต้องกราบเรียนให้ทราบว่า ฐานข้อมูลเรามีข้อมูลทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และตัวกระทรวงคมนาคมเองก็เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เหลือแต่ เพียงฐานข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งต้องมาลงทะเบียนที่กรมทางหลวงชนบทเพื่อให้ ข้อมูลนั้นสมบูรณ์เต็มที่ก็จะเป็นไปได้ สรุปว่าก็นําเรียนท่านกรรมาธิการเพื่อให้เพิ่มเติม ในประเด็นศึกษาการแก้ไขปัญหาจากผลจากการกระจายอํานาจในครั้งนี้ ประเด็นที่ ๒ ก็สนับสนุนในเรื่องการที่จัดทําฐานข้อมูลให้สอดคล้องหรือครบถ้วนทั้งประเทศ โดยถือว่า การศึกษาเรื่องนี้เป็นตัวเราหรือเป็นตัวผลักให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทํางานได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับก็จะสอดคล้องกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้จัดทํายุทธศาสตร์ การงานทางใน ๒๐ ปีข้างหน้าด้วย ก็ขอนําเรียนสั้น ๆ แค่นี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับท่านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ต่อไปเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ท่านเมธินี เทพมณี นะครับ อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เมธินี เทพมณี สมาชิกหมายเลข ๑๑๗ ดิฉันก็ต้องขออนุญาตสนับสนุน เรื่องการจัดทําระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหามาตลอดเวลาทุกหมวด ข้อมูลมาช้านาน ดิฉันเองยังจําเหตุการณ์ตอนปฏิรูประบบราชการ กระทรวง ทบวง กรม เมื่อปี ๒๕๔๕ ได้ ที่มีกระทรวงไอซีที (ICT) เกิดขึ้น และวันนี้ก็กําลังก้าวสู่การเป็นกระทรวง ดิจิทัล (Digital) เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานั้น เราก็ได้มีการ พยายามขับเคลื่อนเพื่อให้มีการจัดเก็บฐานข้อมูลของประเทศในหมวดโครงสร้างพื้นฐาน ในนามของประเทศไทยแล้วก็ถูกวัดในหมวดโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่นในกรณีที่ ท่าน สปท. ธานินทร์ เมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้กรุณากล่าวถึงตัวชี้วัดของประเทศ ไม่ได้แปลว่าเราจะพยายามทําให้ตัวเลขดีขึ้นเท่านั้น มันมีหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง ที่เป็นจริงอย่างที่ได้อภิปรายกัน และท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้กรุณานําเสนอในวันนี้ ก็คือว่าตัวเลขที่ขาดหายไปนั้นมันมีผลต่อหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่จะทําให้ตัวชี้วัดนั้น ไม่บรรลุผลสําเร็จตามที่ได้ตั้งใจ ยกตัวอย่างเช่น ในงานที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารรับผิดชอบ คือโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอซีที (ICT) เราได้มีการจัดเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล เราจะเรียกว่าถนนไซเบอร์ (Cyber) วันนี้เราพูดถึงถนนทางหลวง เรื่องของถนนไซเบอร์ (Cyber) นั้น ยกตัวอย่างเช่น จํานวนไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ที่วิ่งผ่านโครงข่าย ที่วิ่งผ่านประเทศเราในประเทศทั้งหมดที่จะไปสู่ตําบล หมู่บ้าน แล้ววันนี้ รัฐบาลตั้งใจที่จะให้มีไวไฟ (Wi–Fi) ในทุกหมู่บ้านด้วยความเร็วสูงในระดับที่ชาวบ้านรับได้ เพื่อให้มีการบริการสาธารณะในรูปของดิจิทัล (Digital) และอาจจะนําไปสู่เรื่องของคําที่เรา เรียกว่า อีโหวตติง (e-Voting) ในอนาคตอันใกล้อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการที่จะรวบรวมสต็อก (Stock) ของทรัพยากรทรัพย์สินของรัฐเหล่านี้มันมีผลถึงการที่จะทําให้รัฐบาลนั้นวางแผน ที่จะขยายโครงข่ายนั้นให้ครอบคลุม ทั่วถึง เป็นธรรม ประหนึ่งเช่นสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและน้ําประปาที่บ้านเราพยายามทําให้บ้านเรานั้นมีความกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนที่ขาดหายไป ตัวเลขที่ขาดหายไป แม้กระทั่งอาจจะมีการลงทุนแล้ว อย่างที่กล่าวนะคะว่าได้มีการสร้างถนนแล้ว สร้างไฟเบอร์ (Fiber) แล้ว สร้างทางรถไฟแล้ว แต่ตัวเลขบางส่วนนั้นอาจจะขาดหายไปจากระบบการจัดเก็บฐานข้อมูล นําไปสู่ตัวเลขที่จะ ทําให้การตั้งงบประมาณติดตามประเมินผลนั้นขาดหายไปด้วย ดังนั้นในส่วนที่ผู้รับบริการ ที่จะวิ่งอยู่บนถนนไม่ว่าจะเป็นทางหลวงแผ่นดิน หรือจะเป็นทางหลวงชนบท หรือจะเป็น ทางหลวงไซเบอร์ (Cyber) ของดิฉันนั้น ข้อมูลที่จะวิ่งอยู่ข้างบนนั้นก็จะต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ไม่ติด เช่น ประชากรที่จะวิ่งบนถนน จะวิ่งบนถนนสายไหน ถนนนั้นได้มีการซ่อมบํารุง หรือเปล่า เกษตรกรที่จะใช้ถนนสายนั้นขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics) ไปนั้นจะวิ่งไปสู่ เส้นทางไหน และมีการดูแลอย่างดี ถูกต้อง เหมาะสมในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่ ถนนที่จะ ขนขยะไปทิ้ง ถนนที่จะขนขยะผ่านเมือง ถนนที่จะขนขยะผ่านเข้าไปสู่ถนนสายเล็กสายหลักนั้น เหมาะสมหรือเปล่า อันนี้ดิฉันก็ขออนุญาตพาดพิงไปสู่การบริหารจัดการขยะของประเทศ อีกด้วยนะคะ เพราะได้มีโอกาสทําแผนที่ อย่างที่ท่านกรุณากล่าวว่ามันออนไลน์ (Online) แล้ว มันดิจิทัล (Digital) แล้ว พอเราคลิก (Click) เข้าไปดูถนนบางช่วงเราก็ไม่เห็นถนน บางช่วง เราก็เห็นถนน ขนาดหรือเส้นทางที่พอเข้าไปดูของจริง ลงพื้นที่ไปตรวจราชการก็ไม่ได้พบ ถนนสายนั้น อย่างนี้เป็นต้น ก็หมายความว่าระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลของประเทศของเรานั้นคงมีความขลุกขลัก ในนานานัปการ แต่ก็ได้มีความพยายามของทุกส่วนราชการที่เอ่ยมาถึง ว่ามีผู้พยายาม หรือผู้ลงทุนในเรื่องการจัดเก็บฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ข้อมูลนั้นเหมาะสม ถูกต้อง ครบถ้วน ในอนาคตอย่างพวกเราหวังจะเห็น ดังนั้นท่านกรรมาธิการได้กรุณาเสนอในวันนี้ ดิฉันต้องขอบพระคุณอีกครั้งอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาเสนอและได้มีการชี้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคม หรือกรมทางหลวง หรืออาจจะเป็นหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัด กระทรวงคมนาคมนั้นเป็นเจ้าภาพก็ได้มีโอกาสที่จะได้ยินประโยคนี้ ก็ขอขอบคุณอย่างยิ่ง อีกครั้งเนื่องจากว่าเมื่อเราพูดถึงเจ้าภาพหลักนั้นในการจัดเก็บฐานข้อมูล หลาย ๆ ท่าน อาจจะนึกถึงเรื่องไอซีที (ICT) แต่ความเข้าใจอย่างที่วันนี้ท่านกรรมาธิการได้กรุณานําเสนอ ดิฉันก็ขอขอบพระคุณอย่างมาก ๆ เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว เพราะว่าเนื่องจากว่าเจ้าภาพหลัก ตัวจริงที่รู้จักตัวข้อมูลจริงก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องเหล่า ๆ นั้น อย่างไรก็ตาม ในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยในระยะ ๓ ปี คือตั้งแต่ปีนี้ ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๑ ที่ผ่าน ครม. ไปเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๙ ที่เพิ่งผ่านไปใหม่ ๆ นี้เลย ได้กําหนดหมวด ข้อมูลที่จะได้มีการบูรณาการในหลาย ๆ หมวดด้วยกัน และได้กําหนดเจ้าภาพหลักไปแล้ว ในหลาย ๆ หมวดด้วยกัน เช่น หมวดประชาชน เรื่องศูนย์รวมข้อมูลประชาชน เอนีไอดี (Any ID) ของท่าน ๑๓ หลักของท่านจะลิงก์ (Link) เข้าไปสู่เนชันนัลอีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ซึ่งในขณะนี้ก็มีเจ้าภาพในเรื่องหมวดการเงินเพิ่มขึ้นมา แต่สําหรับหมวด ทรัพย์สินของรัฐนั้นวันนี้ก็จะถือว่าเป็นวันแรกที่จะได้ยินในเรื่องของถนนที่จะมีความสําคัญ อย่างยิ่งยวด แล้วก็ยังมีหมวดอาคาร บ้านเรือน พิกัดของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งสํานัก งบประมาณนั้นก็ได้มีความพยายามต่อเนื่องกันมาหลาย ๆ ปีที่จะกําหนดว่าศูนย์ราชการใด ที่รับงบประมาณแผ่นดินไป ที่จะไปสร้างทรัพย์สินของแผ่นดินเหล่านี้ขอให้มีกําหนดจุดพิกัด เพื่อเมื่อเราเอาข้อมูลเหล่านี้ขึ้นไปอยู่ในระบบดิจิทัล (Digital) นั้นจะได้สามารถค้น เสิร์ช (Search) เจอ ใช่ คือสิ่งที่พวกเราหวังจะเห็น ดิฉันก็เลยขออนุญาตท่านกรรมาธิการ มีข้อสังเกตในเรื่องของการทําฐานข้อมูลในการเชื่อมโยงแล้วมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อีกหลาย ๆ ส่วนว่าจําเป็นจะต้องมีหน่วยราชการที่จริงจังต่อเนื่องในการดูแลประเมินผล ในการเก็บข้อมูลของส่วนราชการต่าง ๆ ถึงแม้จะมีคณะทํางานที่ท่านเสนอ อาจจะไม่ เพียงพอ อาจจะมีหน่วยราชการอีกหลายส่วนราชการ เช่น กําหนดมาตรฐานการเชื่อมโยง ฐานข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นแผนที่เดียวกันอยู่บนโลกดิจิทัล (Digital) ด้วยกัน เพราะดิฉัน เชื่อแน่ว่าฐานข้อมูลนี้จะไม่ได้เป็นฐานข้อมูลที่เก็บในกระดาษอีกต่อไป จะเป็นฐานข้อมูล ที่เปิดต่อประชาชน อาจจะขออนุญาตขีดเส้นใต้คํานี้ว่า โอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ซึ่งได้พูดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจไปแล้วในมิติของ การเสนอเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในโลกอนาคต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะเปิดเผย โปร่งใสให้ประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของเงินภาษี และเป็นเจ้าของเงินในการก่อสร้างบํารุงรักษา ถนนได้ สามารถเสิร์ช (Search) ค้นเข้าไปเจอถนนหนทางของเขา การทะนุบํารุงของเขา หน่วยราชการที่รับผิดชอบ แล้วก็การที่จะนําเข้าไปสู่การดูแลอย่างยั่งยืนต่อไป ก็ขออนุญาต ฝากข้อสังเกตส่วนนี้ไว้ให้สําหรับท่านกรรมาธิการด้วย แล้วก็หน่วยงานที่กําหนดมาตรฐานนั้น ก็ไม่ได้มีเพียงหน่วยเดียวนะคะ มีอีกหลาย ๆ หน่วยราชการซึ่งจะปรากฏในเอกสารราชการ ต่าง ๆ ซึ่งก็ฝากท่านกรรมาธิการไว้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ความจริงท่านได้พูดถึงเรื่องของบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่สําคัญมาก แล้วก็เราเพิ่งให้ความเห็นชอบในเรื่องของการเป็นโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) แล้วก็คอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) แล้วก็ตัวร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งตรงนี้จะทําให้เกิดการเป็นรัฐบาลที่โปร่งใสเปิดเผย มันมี ความสําคัญต่อข้อมูลทั้งหลายที่จะเชื่อมโยงออกไป ก็สอดคล้องกับรายงานวันนี้ทีเดียว เป็นการทําต่อเนื่องของการขับเคลื่อนแผนปฏิรูปของเราอย่างเป็นระบบนะครับ ต่อไป ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้นก็ปิดท้ายด้วยท่านรัฐมนตรีวิทยา แก้วภราดัย ครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน ก่อนอื่นก็ชื่นชมกับกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะจัดการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ลงตัว ซึ่งเรื่องนี้เป็น เรื่องที่มีวิวัฒนาการมายาวนานมาก แต่ปัจจุบันนี้ก็ไปได้เยอะ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนกลาง ที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนจังหวัดไม่รู้เห็นเป็นจํานวนมาก ที่เป็นที่ทราบกันอยู่ อย่างที่ผมเคยอภิปรายในเรื่องการบริหารจัดการน้ําในชุมชน ก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทะเบียนแหล่งน้ําในชุมชน ไม่มีเลยครับ อันนั้นจุดเล็กยิ่งกว่าถนนอีก ก็ยังไม่มี แล้วเราก็ทราบกันดีอย่างที่อดีตปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ได้พูดถึงบทบาทของ ดิจิทัล (Digital) สูงมาก และจะสูงยิ่งขึ้นในอนาคตนะครับ เราก็จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ต้อง เอามาใช้ แต่บทบาทในเรื่องข้อมูลเป็นเรื่องที่เราพยายามจัดตั้งมานาน มาหลายสิบปี จนปัจจุบันนี้ก็ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ํา และวันนี้ผมก็ได้ความรู้ใหม่เรื่อง ถนนทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงชนบท ทางหลวงของกรมทางหลวง รวมทั้งทางหลวง ในความรับผิดชอบของ อปท. ผมก็ไม่นึกว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องข้อมูล แต่หน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีอยู่แล้วคือสํานักงานจังหวัด แล้วก็มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบในเรื่องข้อมูล จังหวัด ผมเองอยากเห็นบูรณาการเป็นเรื่องเป็นราวเลย ไม่ใช่ว่าเราไปตั้งอันนั้นอันนี้ขึ้นมา เป็นเจ้าภาพ สํานักงานจังหวัดสมัยหนึ่งก็เคยคิดว่าเป็นข้อมูลระดับจังหวัด ข้อมูลระดับกรม ข้อมูลระดับกระทรวง เราเคยจัดตั้งไปแล้ว ผมไม่อยากให้ลืม เราลงทุนลงแรงไปเยอะ เกี่ยวกับเรื่องนั้น เราเคยที่พยายามจะปลุกหรือพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่หรือเปล่า สํานักงาน จังหวัดนะครับ ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าในการที่จะดูแลข้อมูลจังหวัดในเรื่อง ต่าง ๆ ไม่อย่างนั้นเราก็จะฉีกไปเรื่อยว่าเรื่องแหล่งน้ําก็จังหวัด เรื่องทางหลวงก็จังหวัด แล้วจังหวัดอยู่ตรงไหน เรามีข้อมูลกลางอยู่จังหวัด แต่เราไม่ไปแตะตรงจุดนั้น ผมถึงอยาก ตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมาธิการด้านกระจายอํานาจและบริหารราชการแผ่นดินได้ลงไปดู ตัวนี้ จัดให้มันเป็นระบบทีเดียวเลย ไม่อย่างนั้นเราก็จะพูดทีละเรื่อง ๆ รวมทั้งเรื่องแหล่งน้ํา ของผมด้วย ก็ต้องเอาสู่หน่วยกลางของผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ไปดูเรื่องอื่น ๆ ด้วยครับว่า ส่วนบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนจังหวัดและส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค มันมีความสัมพันธ์ที่จะ กระจายอํานาจ กระจายความรับผิดชอบกันขนาดไหนให้มันชัดเจนขึ้น ผมอยากให้มองอย่างนี้ หรือเหตุเกิดเร็ว ๆ นี้อย่างมีขบวนรถไปที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รู้หรอก เพราะเป็นอํานาจของกระทรวงอนุมัติไป แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดโดนเต็ม ๆ เพราะฉะนั้น ผมถึงอยากให้กําหนดให้ชัดเจนเสียครับว่าส่วนกลางจะเป็นอย่างไร ส่วนภูมิภาคจะเป็นอย่างไร ส่วนท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร ให้ชัดเจน แต่ผมอยากตั้งข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งนะครับว่า ในส่วน จังหวัดนั้นถ้าเป็นข้อมูล ผมอยากให้เอาทางจังหวัดบวกกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็น คู่แฝดในการที่จะดูข้อมูลสิ่งเหล่านี้ เพราะว่า อบจ. เขาจะดูไปถึงตําบล เขาจะดูภาพรวม ในพื้นที่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอให้ลงไปดูอีกทีหนึ่งว่าเราจะพัฒนาเปเปอร์ (Paper) นี้ เพราะเปเปอร์ (Paper) นี้มีประโยชน์ครับ แต่อยากให้ลิงก์ (Link) ข้อมูลทุกประเภทลงไป ในสํานักงานจังหวัด เพราะเขามีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องข้อมูลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมปรารถนาอยากจะเห็นทําส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดให้เข้มแข็งเถอะครับ เราต้องกล้าพัฒนาปฏิรูปตัวนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะฉีกไปเป็นเรื่อง ๆ ไป แล้วสิ่งสําคัญที่สุดคือ เอาดิจิทัล (Digital) มาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นหมุดหลักคอมพิวเตอร์ ดิจิทัล (Digital) ทั้งหมดใช้ได้ทั้งหมด ผมเองขอตั้งข้อสังเกตเพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตบอกว่า ผมดีใจนะครับที่เห็นรายงานฉบับนี้ออกมา เรื่องทางไม่ใช่เรื่องเฉพาะ ถนนหนทางอย่างเดียวครับ มันสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศไทย ผมกับท่านรองประธาน ท่านประธานสภาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมานาน เรื่องถนนหนทาง เป็นเรื่องปัญหาที่มันสะท้อนความไม่เป็นธรรมในสังคมมาโดยตลอด คือจะดูถนนที่จังหวัด ไหนเจริญ พัฒนาได้ดีจะเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กัน ใครเป็นรัฐมนตรีถนนบ้านเอ็งก็ดีขึ้น ใครคุมกระทรวงคมนาคมก็ถนนบ้านเอ็งดีขึ้น เครื่องบินก็จะไป อย่างโน้นอย่างนี้ก็จะมา จึงเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองมาโดยตลอด ตราบใดที่ไม่ปฏิรูปเรื่องนี้เปิด สภาผู้แทนราษฎรมาก็จะเจออีก ท่านรองประธานก็จะโดนตําหนิว่าถนนผ่านจังหวัดเพชรบุรี ทําไมถนนขรุขระไม่ได้ปะไม่ได้ซ่อมสักที ทั้ง ๆ ที่ข้อกําหนดบอกไว้ว่านักการเมืองห้ามไป ยุ่งเกี่ยวกับการจัดของบประมาณ พวกผมทําหนังสือของบประมาณก็ผิดครับ เพราะฉะนั้น มันต้องมีระบบในการจัดการที่เป็นธรรม อย่าบอกว่าท้องถิ่นขนาดใหญ่และมีความพร้อม สามารถทําทางได้เองครับ ท่านประธานกรรมาธิการคงทราบดีครับ ท่านนั่งในฐานะประธาน ที่ดูแลปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ เป็นหลักอยู่นาน ขนาด กทม. เป็นท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด แล้วครับ ถามว่า กทม. ทําถนนเองได้ไหมครับ มาวันนี้ไม่ได้ครับ ส่วนกลางเข้ามารุมทําให้ กทม. ไม่ว่ารถไฟฟ้ามหานคร ไม่ว่าแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport Link) อีกมากมาย กรมทางหลวง กรมโยธาธิการและผังเมือง รุมเข้ามาทําที่นี่ทั้งหมด กรุงเทพมหานครมันเลยพัฒนาเป็น เมืองหลักขึ้นมาได้ เมืองไหนก็ตามครับเมื่อพัฒนาทางแล้ว เมืองนั้นก็จะเป็นเมืองที่น่าอยู่ และเป็นเมืองที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จังหวัดเพชรบุรีของท่านประธานไม่โชคดี เท่าจังหวัดเชียงใหม่ครับ ไปจังหวัดเชียงใหม่ ถนนทั้งอุโมงค์ รอบวงแหวนรอบ ๑ รอบ ๒ รอบ ๓ เริ่มทําแข่งกับกรุงเทพมหานครได้ จังหวัดในประเทศไทยไม่ได้โชคดีอย่างนั้นหมดครับ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการทําเรื่องนี้ขึ้นมาผมคิดว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการ ที่จะวางฐานระบบจริง ๆ ครับท่าน ถ้าท่านวางตามข้อเสนอแนะซึ่งเกือบทุกข้อผมเห็นด้วย หมดครับ แต่ก็จะมีข้อที่จะเสนอเพิ่มเติมนะครับ แล้วก็ปัญหาที่เผชิญอยู่จริง ๆ
เรื่องทางไม่ได้เกี่ยวกับกรมทางหลวง ไม่ได้เกี่ยวกับกรมทางหลวงชนบท และ ไม่ได้เกี่ยวกับท้องถิ่นเท่านั้น มีหน่วยงานที่เข้าไปทําทางมากกว่านั้นตามที่ท่านได้รายงานมา ทางกรมชลประทานก็ทําครับ ทางสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ทําครับ และยังมี ทางหลวงสัมปทาน ยังมีทางหลวงประเภทอื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย รวมทั้งรถไฟต่าง ๆ ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นปัญหาว่าเมื่อเกิดระบบทั้งหมดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ท่านกังวลคือเรื่องงาน ที่ถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น ทุกท่านในสภานี้ก็สะท้อนนะครับว่าวันที่ถ่ายโอนให้เขาไป เราถ่ายโอนถนนไปเรียบร้อย แต่สิ่งที่เราลืมถ่ายโอนครับ ถนนทุกปีมันต้องซ่อมบํารุงรักษา งบซ่อมบํารุงรักษาถ่ายโอนไปให้เขาด้วยหรือเปล่าครับ บนถนนทางหลวงเรามีคนเฝ้าดูแล ถนนทางหลวงให้ได้รับการดูแลมากครับ ถนนทางหลวงทั้งประเทศมีตํารวจช่วยดูแลครับ มีกรมการขนส่งทางบกช่วยจับเรื่องน้ําหนักเกินครับ ถามว่าในท้องถิ่นใครดูแลครับ ตํารวจทางหลวงไม่ได้เข้าไปดูแลท้องถิ่นนะครับ วิ่งกันน้ําหนักอย่างที่เกินแบบ ขออภัย ที่เอ่ยนามครับ ท่านสุรินทร์พูดครับ ยับเยินอย่างไรก็ตามไม่มีตํารวจทางหลวงไปดูแล เพราะ เขาดูแลเฉพาะถนนทางหลวง เวลาจะจับชั่งน้ําหนักเกิน ถามว่าทางท้องถิ่นที่ไหนจะมี เครื่องชั่งน้ําหนักเกิน ท่านประสานได้ไหมครับ เพราะโอนถนนให้กับท้องถิ่นไปแล้ว ปัญหาว่า ถนนที่โอนไปใครจะเป็นคนควบคุมไม่ให้มีการกระทําผิดกฎหมายบนถนนเส้นนั้น มันเกิน กําลังท้องถิ่นครับ แต่ถ้าตํารวจทางหลวงบอกว่าฉันรับผิดชอบเฉพาะถนนทางหลวง แล้วกรมการขนส่งทางบกแบกน้ําหนักก็รับผิดชอบถนนสายหลัก ลงไปสนับสนุนช่วยดูแล เขาด้วยได้ไหม ลากส่วนนี้ไปได้ไหมครับ หรือตํารวจทางหลวงจะเลิกเสีย เป็นตํารวจกลาง ที่ทําหน้าที่ดูแลทางทั้งประเทศเลย มาขึ้นกับใครก็ว่าไป เอาจากกรมตํารวจออกไปเสียจะได้ ไม่ต้องวิ่งเต้นย้ายไปเป็นผู้กํากับทางหลวงกันมากนัก มันก็จะเกิดประโยชน์ อันนี้ขออนุญาต ฝากท่านไปสักนิดนะครับว่า ทางโอนให้กับท้องถิ่นเขาไปแล้ว เงินค่าซ่อม ทางหลวงชนบท โอนไปให้เขา งบค่าซ่อมตัวเองต้องจัดสัดส่วนคืนไปให้กับท้องถิ่นเขา เพราะท้องถิ่นไม่มี ปัญญาซ่อมหรอกครับ
๒. วันที่อยู่กับทางหลวง วันที่อยู่กับทางหลวงชนบท ใครเป็นคนดูแล ไม่ให้ถนนนั้นถูกละเมิดกฎหมายกระทําย่ํายี ก็ให้หน่วยงานเหล่านั้นตามลงไปภายใต้ การกํากับของใครว่าไป แต่ไม่ใช่ไปสยายปีกอํานาจเพิ่มมากขึ้นมากนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่การปฏิรูป ผมมีโอกาสไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการ ซึ่งทางคณะกรรมการเสนอ ก็คือเสนอให้ทางจังหวัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ในการที่จะรวมแผนทั้งจังหวัด มันเกิดปัญหาจริง ๆ ครับ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาส ไปประชุมร่วม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่อง เส้นทางทั้งจังหวัดเพราะมันเกิดวิกฤต จังหวัดนครศรีธรรมราชหรือจังหวัดเพชรบุรี ผมไม่ได้ โชคดีแบบจังหวัดเชียงใหม่ที่ใครเขาไปช่วยรุมทํา ทุกจังหวัดครับ เดี๋ยวนี้ท้องถิ่นระดับเทศบาล มันเจริญ พอเจริญมากการจราจรในเทศบาลติดขัด ทุกจังหวัดต้องการถนนเบี่ยงรอบเมือง ถนนวงแหวนที่จะทําให้รถถ่ายเทไปมาได้ ปรากฏว่าเกือบทุกจังหวัดมีถนนเลียบเมือง แล้วก็ไปตันเป็นคอขวดอยู่ทั้งหมด จังหวัดผมก็เช่นเดียวกันครับ ถามว่าจะทะลุทะลวงไป ได้อย่างไร ก็ประชุมกันที่จังหวัดครับ ผมเข้าไปร่วมประชุมกับเขาด้วยเพราะรู้มันเป็นปัญหา ที่เดือดร้อน แล้วเรามีโอกาสมาสะท้อนกันในสภานี้ได้ เป็นปากเป็นเสียงให้เขาได้ สุดท้าย ก็ประชุมได้ข้อสรุปครับ มันจําเป็นต้องเบี่ยงต่อ พอเบี่ยงต่อมันก็เป็นเรื่องของทางหลวง ชนบทต้องไปทํา เบี่ยงต่อทางหลวงชนบท แล้วก็ต้องไปกระทบกับถนนริมคลองชลประทาน ปัญหาว่ากรรมการระดับจังหวัดจะทําอย่างไรต่อครับ ก็ฝากทางหลวงชนบทจังหวัดไป แต่ปัญหาว่าเพิ่งถึงกรุงเทพมหานคร กรมทางหลวงชนบท กรุงเทพมหานครจะรู้ทันหรือเปล่า ว่าที่นั่นเขาเดือดร้อนขนาดไหน คราวนี้ผมคิดว่าที่ท่านเสนอตั้งมาถูกแล้วครับ คณะกรรมการ ระดับจังหวัด อย่างน้อย ๆ คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคนประมวลความเดือดร้อนภายใน ปริมณฑลจังหวัดเขาจริง ๆ และหน่วยงานที่รับต่อ ไม่ว่ากรมทางหลวงหรือทางหลวงชนบท ต้องนําเป็นข้อสังเกตประการแรกในการดําเนินการ แต่สมัยก่อนก็อยู่ที่ว่านักการเมืองใครมี อิทธิพลก็จะได้ประสานงานกับทางหลวงชนบท บอกได้เลยครับ นักการเมืองวิ่งเข้าออก ทางหลวงชนบท กรมทางหลวงเต็มไปหมดแล้วครับ เราไม่อยากให้เกิดสภาพอย่างนั้น เพราะ แนวทางที่ท่านเสนอมาเป็นแนวทางที่ผมเห็นด้วยครับ แต่ถามว่าจังหวัดทําแล้วจะเอาไปไหน ถ้าอย่าง สจร. สมัยก่อนยังเข้า ครม. ได้ครับ ให้ ครม. บังคับ แต่กรรมการระดับจังหวัด ที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นรองประธานได้มาเสร็จแล้วจะเอาไปไหนต่อ ช่วยต่อยอดให้มัน จบว่าเอาไปแล้วจะทําอย่างไร
ประการต่อมาเมื่อเราทําคณะกรรมการระดับจังหวัดได้ จังหวัดหลัก ๆ เขามีการแก้ปัญหา จังหวัดที่ได้ขนานนามว่าถนนดีที่สุดในประเทศไทยก็มีไม่กี่จังหวัด แต่ปัญหาที่เป็นต่อก็คือโซนนิง (Zoning) ที่หลายท่านพูดถึง ใครจะเป็นคนคิดครับ จะรอให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคิดหรือเปล่า ผมเคยนัดประชุมท้องถิ่น ในภาคใต้ ๑๐ จังหวัด เพื่ออยากจะวางระบบโครงข่ายของภาคใต้ทั้งหมด เรารู้ว่ามันมี ศักยภาพครับ ภาคใต้คือแผ่นดินที่ยื่นออกไปในทะเล ทั้ง ๒ ฝั่งเป็นทะเล วันนี้ก็เป็นทะเล ที่หล่อเลี้ยงภาคใต้อยู่ได้เพราะการท่องเที่ยว เพราะการประมงปัญหาว่าในเส้นทางทั้งหมด ตลอดเส้นภาคใต้มีถนนผ่านมาจากจังหวัดเพชรบุรีถนนเส้นเดียววิ่งทะลุไปจนถึงภาคใต้ ตันเมื่อไร ปิดถนนเมื่อไรก็จบกันทั้งภาคใต้ มันไม่ได้มีโครงข่ายแบบภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง มันเป็นถนนเส้นเดียวครับ รุ่นโบราณก็ถนนเพชรเกษม รุ่นทางหลวงก็เป็น ถนนสายหมายเลข ๔ จากกรุงเทพมหานครยันไปถึงสุไหงโก-ลก เขาคิดคือจะทําอย่างนี้ว่า ใครจะมาวางแผนให้เขา ถ้ารอให้หน่วยงานส่วนกลางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการระดับชาติ หรือรัฐบาลอนุมัติงบเพื่อวางแผนโครงข่ายรองรับ การท่องเที่ยวภาคใต้ทั้งหมดใครจะเป็นคนทํา เขาคิดถึงขั้นทุกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จะลงขันกัน จ้างบริษัทเอกชนศึกษา แต่พอลงขันกันก็ติดระเบียบราชการ จังหวัดโน้นจะมาใส่ให้รวมกับจังหวัดนี้ เขาจะรวมกัน ๑๐ จังหวัด ๆ ละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใส่ แล้วก็เขียนแผน เขียนแผนเสร็จแล้วเขาก็จะ ส่งใส่มือรัฐบาล ที่เขาคิดทําอย่างนั้นง่าย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก กับฝั่งตะวันตก ๒ ฝั่ง นักท่องเที่ยวเต็มหมดครับวันนี้ แต่ฝั่งตะวันตกวันนี้นักท่องเที่ยวจะเบา เพราะเป็นหน้ามรสุม จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล พายุเข้า ฝนตกหนัก นักท่องเที่ยวก็จะหนีมาฝั่งตะวันออก พอหลังจากนี้ไปอีก ๓ เดือนครับ ขึ้นเดือน ตุลาคมฝั่งตะวันออกก็จะเจอมรสุม นักท่องเที่ยวก็จะขยับไปฝั่งตะวันตก ทําอย่างไร ให้ทั้งหมดการท่องเที่ยวมันได้สัมพันธ์กัน ถนนตัดไขว้อย่างไรซึ่งคงเยอะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ามันควรจะมีคณะกรรมการระดับภูมิภาคในการจะเข้าไปจัดการ และแผนเหล่านี้ เมื่อมีการจัดการแล้วควรจะเสนอเข้ามาในส่วนกลาง ซึ่งสามารถตัดสินใจได้ตามแผน ที่เป็นจริงในการพัฒนาประเทศ ถนนไปครับ ทุกอย่างก็ตามมา ไฟฟ้าก็ตามมาครับ ตู้เย็น ทีวี ทุกอย่างตามมาครับ จังหวัดไหนถนนไม่ได้รับการพัฒนาจังหวัดนั้นก็ล้าหลัง และคนที่ ถูกด่าครับ ใครเป็นนักการเมืองจังหวัดที่ถนนน้อย ถูกด่าครับ ใครเป็นนักการเมืองที่ตัดถนน มากที่สุด ไฟสว่างมากที่สุด ถูกด่าทั้งประเทศครับ เพราะฉะนั้นต้องมีการปฏิรูปเพื่อสร้าง ความเป็นธรรมเป็นกลางขึ้นมาจริง ๆ ผมจึงขอสนับสนุนแผนที่ท่านนําเสนอทั้งหมดครับ แล้วก็หวังว่าจะนําส่วนประกอบที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปในการที่ปรับให้มันไหลเข้ามา จริง ๆ สู่ในการปฏิบัติครับ ขอขอบพระคุณครับ
มีอีกท่านหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้ามานะครับ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ นะครับ ทีแรกก็ไม่ได้คิดที่จะพูดในประเด็นนี้นะครับ แต่ว่า หลังจากได้ฟังท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากอันหนึ่ง ที่จริงเรื่องนี้เป็นการสะท้อนถึงเรื่องการแบ่งส่วนราชการของเรา คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ประเด็นในการนําเสนอครั้งนี้ที่ขอกรรมาธิการในเรื่องของระบบเส้นทาง ระบบเส้นทางนี้ทีแรกดูเผิน ๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอมาดูตัวเลขก็ปรากฏว่าเส้นทาง ที่เรามีทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรนี่อยู่ในส่วนท้องถิ่นถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ก็คือ เกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อยู่ในส่วนราชการส่วนกลางอยู่แค่ ประมาณไม่กี่หมื่นกิโลเมตร ก็ทําให้มีความสําคัญอย่างมาก ผมมีข้อสังเกตหลังจากได้ฟังอยู่แล้วอยู่ ๓ ข้อ ซึ่งคิดว่าจะฝาก ทางกรรมาธิการรับไปพิจารณานะครับ
เรื่องแรก คือเรื่องบทบาทของส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ในเรื่องนี้จะอยู่ตรงไหน เท่าที่ได้ฟังดู แล้วก็ได้อ่านเอกสารนี้ ท่านมีการพูดไว้ชัดเจน คือส่วนกลาง ส่วนใหญ่ราชการของเราขณะนี้ทั้งเรื่องของงบประมาณ อํานาจตัดสินใจ อํานาจหน้าที่ บทบาทตามกฎหมายนี้จะอยู่ที่ส่วนกลางเสียเยอะนะครับ ส่วนภูมิภาคก็รับ จากส่วนกลางเข้าไป ส่วนท้องถิ่นก็คือในเรื่องของท้องถิ่น เราพูดถึงการกระจายอํานาจ ไปหลาย ๆ เรื่อง แต่การกระจายอํานาจของเราหลายเรื่องที่เราให้ไปนี้ เราอาจจะขาดในเรื่อง ของการพัฒนาความพร้อมในส่วนของท้องถิ่น ทําให้หลายปัญหา ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ใช่มีปัญหานี้ ปัญหาเดียว อาจจะมีหลายปัญหาที่เกิดขึ้นโอนไปให้ท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นยังไม่ได้มีความ พร้อมในการดําเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญนะครับ สิ่งที่เสนอในแผนนี้ในเรื่องของ การจัดความสัมพันธ์ของส่วนราชการมีอยู่ ๒ ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะพิจารณา
ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องนี้ส่วนราชการส่วนภูมิภาคนี่มีบทบาทอยู่ตรงไหน อันนี้อันที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผมเห็นอยู่ชัดคือ ในเรื่องของข้อมูลนะครับ แต่จะมีเรื่องอะไรมากกว่านี้ไหม เดี๋ยวผมจะพูดอีกอันหนึ่งนะครับ ถ้าเราสามารถพูดได้ชัดเจนว่าบทบาทเฉพาะเรื่องทางนี้ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น มีบทบาทตรงไหนผมว่าส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นเราชัดแล้ว แต่ส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะยังไม่มีความชัดเจนนะครับ ผมว่าอันนี้คือเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าหลังจากที่ดูเรื่องนี้ รายงานฉบับนี้มีหลายท้องถิ่นได้มี การขอเรื่องเหมือนกับส่งคืนในภารกิจที่มอบ แสดงว่ามี ๒ อย่างคือ ๑. ท้องถิ่นอาจไม่พร้อม ๒. ที่มอบไปอาจเป็นภาระที่ใหญ่เกินไป เพื่อนผมอยากเห็นว่าถ้าเรากระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ในเรื่องของระบบทางนี้แล้วจะให้เขามีความพร้อมอย่างไร และท้องถิ่นควรจะเหมาะอะไร อบจ. หรือ อบต. ควรจะเหมาะอะไรบ้าง อบจ. อาจจะมีความเหมาะสมเพราะมีเครื่องไม้ เครื่องมือต่าง ๆ แต่ อบต. อาจจะไม่มีความเหมาะสม เพราะฉะนั้นการที่เขาคืนภารกิจมา เท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าเราจําเป็นจะต้องพูดถึงการพัฒนาในหลาย ๆ เรื่อง อันนี้เรื่องแรกก็ขอฝากเป็นข้อสังเกต
เรื่องที่ ๒ เมื่อสักครู่ที่ท่านปลัดกระทรวงคมนาคม ท่านชิดชัยได้พูดไว้แล้ว เอกภาพของแผนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ พอเราพูดถึงท้องถิ่น ในจังหวัดหนึ่งท้องถิ่นมีอยู่ จํานวนมาก ถ้าเป็น อบต. เทศบาลก็มีจํานวนมากมาย เมื่อสักครู่ที่ท่านยกมาทําให้มันน่าคิด เหมือนกัน ถนนเส้นทางเส้นหนึ่งผ่านท้องถิ่นหลายท้องถิ่น บางทีการทรุดโทรม ความเสื่อมโทรม อาจจะมีเกือบตลอดเส้นทาง แต่พองบประมาณตกไปถึงท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นบํารุงซ่อมสร้าง ปีนี้ซ่อมท้องถิ่นนี้ เส้นทางนี้ไม่ได้บํารุง หรือไม่ได้รับงบประมาณ ทําให้อัตราของการซ่อม หรือการสร้างมันก็สะดุดไป อันนี้ผมคิดว่าเอกภาพของแผน ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ถ้าเราให้เป็นลักษณะแบบนี้เราจะเจอระบบทางที่เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี เดี๋ยวชํารุด เดี๋ยวไม่ซ่อม มากมาย เอกภาพตรงนี้จะอยู่ตรงไหน เพราะว่าถ้าเรื่องเหล่านี้มันจะหมายถึงเศรษฐกิจ หมายถึงความปลอดภัยของชีวิตทรัพย์สินของประชาชนด้วย จุดนี้ผมอยากเสนอว่าถ้าเป็นไปได้ บทบาทของภูมิภาคจะชัดในการทําแผนของจังหวัดขึ้นมา ด้วยการประสานแผนจังหวัด ในระบบทิศทางหนึ่ง โดยเป็นทิศทางของจังหวัดจริง ๆ จัง ๆ ผมคิดว่าการเพิ่มบทบาท ส่วนภูมิภาคในการประสานงานบูรณาการ หรือจะทําแผนตรงนี้จะทําให้ระบบทางของ จังหวัดจะมีความสมบูรณ์มากขึ้น ผมอยากให้มีการทําตรงนี้มากขึ้น ไม่ใช่เราแบ่งเพียงหน้าที่ อย่างเดียว แต่การทําเอกภาพของแผนเป็นเรื่องสําคัญ
เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเสนอ แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เมื่อสักครู่นี้ท่านชิดชัยได้พูดมาอันหนึ่งซึ่งผมเห็นด้วยว่าในเรื่องสุดท้ายที่สุด เราเคยกระจาย อํานาจ ทําอะไรต่าง ๆ นั้นแล้ว สุดท้ายจะอยู่ที่ข้อมูล ถ้าเราจะเพิ่มอํานาจความเข้มแข็งให้กับ ส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่นมากขึ้น เรื่องข้อมูลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ จากการที่ สปท. ของเราหลายคณะที่มีการหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมา มีการพูดเรื่องข้อมูลมาก เรื่องแหล่งน้ํา ก็พูดเรื่องข้อมูล เรื่องทางก็พูดเรื่องข้อมูล อาจจะมีหลายส่วนที่ทําในเรื่องข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผ่านไปแล้ว ผมคิดว่าถ้าเราจะเสริมท้องถิ่น แล้วก็จะเสริมส่วนภูมิภาคให้เข้มแข็ง และเป็น การปฏิรูปจริง ๆ ผมฝากกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูประบบ ราชการด้วยอันหนึ่ง คือจะปฏิรูประบบข้อมูล โดยเฉพาะในแง่ของพื้นที่อย่างไร พื้นที่จะเป็น ท้องถิ่นหรือจังหวัดก็ตามแต่ ซึ่งตัวนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ฉะนั้นการนําเสนอของเราจะมี การเสนอให้มีการตั้งคณะที่ทําข้อมูลเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่มีมาแล้ว หรือที่กําลัง จะมีขึ้น หรือที่ปัดไปแล้ว แล้วเราจะลงที่ผู้ว่าราชการเกือบทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าเราเป็นไปได้ สิ่งที่ผ่านจาก สปท. ไปแล้ว หรือสิ่งที่กําลังจะทําเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถรีวิว (Review) ในการ จัดกลไกข้อมูลขึ้นในจังหวัด และสามารถให้เขาทําได้อย่างเข้มแข็งในหลายเรื่องหรือทุกเรื่อง ผมคิดว่าจะรองรับทิศทางของการพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเทคโนโลยี ต่าง ๆ ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องสําคัญ ก็ฝากท่านกรรมาธิการที่มองภาพรวมของการปฏิรูป กรรมาธิการลองปฏิรูประบบข้อมูลทั้งหมดในส่วนของจังหวัดและท้องถิ่น ผมคิดว่าถ้าทํา ตรงนี้ได้มันจะทําให้การทํางานจะเป็นเอกภาพ และการเสนอของ สปท. จะเป็นการเสนอ จากภาพรวมจริง ๆ ไม่ใช่มองเป็นเรื่อง ๆ ซึ่งผมคิดว่าการมองเป็นเรื่อง ๆ มันก็เป็น ความจําเป็นอันหนึ่ง แต่การมองภาพรวมทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการปฏิรูปของเรา อย่างแท้จริงครับ ก็คงจะเสนอท่าน ๓ ประเด็นเท่านี้ครับ
มีต่อคิวสุดท้ายของสุดท้ายนะครับ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้เสนอ เรื่องนี้เข้ามานะครับ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ผมจะขอเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านพิจารณาให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ในภาพรวมดังนี้นะครับ
ในเรื่องการจราจรของประเทศไทยเราที่มีปัญหา อันดับแรกที่มีอยู่ในขณะนี้ คือการเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาอันดับที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการจราจรติดขัด ซึ่ง ๒ ปัญหานี้ กระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งในกรุงเทพมหานคร ในเมืองใหญ่ แล้วก็ ในต่างจังหวัด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นะครับ วิธีที่จะป้องกันได้ดีที่สุด นั่นก็คือเรื่องการออกแบบ การจราจร เรื่องการวางผังเมือง หรือวางแผนเรื่องถนน หรือว่าเส้นทางการจราจรไว้ล่วงหน้า หรือเรียกว่าผังเมืองนั่นเองครับ เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้ไปเยี่ยม ไปดูงานที่ประเทศเมียนมามานะครับ เราเห็นสิ่งที่ประเทศ เมียนมาเขากําลังจะทํา แล้วเขาวางรากฐานไว้นั้น เรื่องการวางแผนการทําถนนนั้นเขาทําไว้ ได้อย่างสมบูรณ์ดีมากนะครับ หมายความว่าพื้นที่ถนน ผิวถนนนั้นเขาดีมากและมีเป็นระบบ และเป็นโครงข่ายในเมืองใหญ่ ๆ ไปดูที่ใกล้ ๆ บ้านเรานี้ครับ ที่ประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ ในตัวเมืองเขา ผังเมืองในเรื่องถนน เขาก็ยังดีกว่ากรุงเทพมหานครของเรา และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ถ้าเราอยู่บนเครื่องบินและจะลงที่ประเทศไหนก็ตาม เราจะเห็นว่าเป็นใยแมงมุม เป็นวงแหวนนะครับออกไปจากตัวเมือง ถ้าไปทางประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นว่า เป็นเหมือนตาหมากรุก เป็นสี่เหลี่ยม ๆ ออกไปนะครับ อันนั้นคือการวางผังเพื่อการจราจร ที่ไม่ติดขัด ไปดูที่ประเทศเมียนมา ย้อนอีกครั้งครับ ที่กรุงเนปิดอว์เมืองหลวงใหม่ของเขา เขาจัดรูปแบบการจราจร ผมคิดว่าเป็นนวัตกรรม อยากให้พวกเราศึกษา และประเทศไทย เราก็ยังทําได้ ไม่ช้านะครับ ในเมืองที่กําลังเจริญเติบโตนั้นควรจะวางผังเมืองในเรื่องของ การจราจรไว้ก่อนล่วงหน้า ถ้าเราไม่วาง รอเมืองมันเจริญ พอเจริญไปเสร็จแล้วค่อยไปเวนคืน ทุบตึกเขาเพื่อสร้างถนน มันเป็นไปไม่ได้ แล้วมันเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นผมจึงอยากให้มีการ วางผังเมืองในเรื่องของการจราจร ทั้งเมืองใหญ่ แล้วก็เมืองเล็กในปัจจุบันนี้ไว้ล่วงหน้า รวมถึงเส้นทางระหว่างอําเภอ เส้นทางระหว่างจังหวัด เส้นทางระหว่างภูมิภาค และเส้นทาง เชื่อมต่อระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) นี้ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะความเจริญ มันจะไปถึง แล้วก็ดําเนินการแก้ไขยากนะครับ ซึ่งจะดําเนินการดังกล่าวนี้ได้อยากจะขอ นําเสนอนะครับว่าหน่วยงานต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบให้เหมาะสมกับบทบาท มีอยู่ ๔ บทบาท นะครับ บทบาทแรกคือเรื่องโพลิซี (Policy) นโยบาย ที่จะวางแนวถนนในระดับชาติอย่างไร คงต้องเป็นส่วนกลาง ส่วนกลางอีกอันหนึ่งนะครับ เรื่องเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือ การกํากับดูแลในการก่อสร้างที่ต้องได้มาตรฐานในการกํากับดูแล ต้องไม่ให้เกิดความเสียหาย ในภาพรวมนะครับ ในเรื่องของเทคนิคัลซัปพอร์ต (Technical Support) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องวิศวกรรมจราจรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ทางส่วนกลางก็ต้องมีเทคนิคัล (Technical) เทคนิเชียนซัปพอร์ต (Technician Support) แล้วก็การมอนิเตอร์ ( Monitor) นะครับ ทีนี้ ถ้ามาแบ่งแล้วนะครับ ส่วนกลางก็ดูในระดับชาติ ระดับชาติเมื่อสักครู่นี้ที่กล่าวก็คือว่า เนชันนัลไฮเวย์ (National Highway) นะครับ ก็คือทางหลวงระดับชาติ หรือระดับภูมิภาค ระหว่างประเทศ ก็เป็นระดับส่วนกลางหรือกระทรวงนะครับ หรือว่ากรมทางหลวง กระทรวง คมนาคมดูแล แต่ถ้าเป็นเรื่องโพรวินเชียลไฮเวย์ (Provincial Highway) เป็นระดับจังหวัด ก็ต้องเป็นคณะกรรมการระดับจังหวัดดูแล แล้วอีกส่วนหนึ่งครับ โลคัลไฮเวย์ (Local Highway) หรือโลคัลทรานสปอร์เทชัน (Local Transportation) นี้ ก็เป็นเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดูแล คําว่า ดูแล นี้รวมถึง รับผิดชอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างนี้ครับ ในปัจจุบันนี้เราแก้ไขปัญหาเรื่องการจราจร ในกรุงเทพมหานคร เราสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร แต่ใช้ภาษีของคนทั้งประเทศมาช่วย ในกรุงเทพมหานคร มันก็ไม่เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด ควรที่จะ ให้กรุงเทพมหานครนั้นใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร เก็บภาษีจากชาวกรุงเทพมหานคร และมาบริการในเรื่องทรานสปอร์เทชัน (Transportation) หรือการขนส่งในกรุงเทพมหานคร หรือจะใช้วิธีการกู้เงินโดยกรุงเทพมหานครกู้แล้วก็สร้างเองก็ได้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะนําเงินของ คนทั้งประเทศมาสร้างตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้การปกครองส่วนท้องถิ่นเขาจะมีบทบาท สําคัญอย่างมากในการที่จะดูแลตัวเอง และผมก็มั่นใจว่าถ้าบอกกรุงเทพมหานครออกบอนด์ (Bond) ที่จะมาสร้างระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ผมคิดว่าบอนด์ (Bond) คงจะ ดอกเบี้ยไม่แพง แล้วคงจะมีคนแย่งกันให้กู้เป็นจํานวนมากครับ เพราะมั่นคง
ทีนี้พอมาดูเรื่องอํานาจหน้าที่ที่ท่านเสนอมานี้ ในหน้า ๒๑ ที่ให้ตั้งคณะกรรมการ ในระดับจังหวัดขึ้นมานะครับ ผมอยากจะเพิ่มเติมว่าหน้าที่และบทบาทที่สําคัญอันหนึ่งก็คือว่า ให้แต่ละจังหวัดวางแผนหรือวางผังเมืองในเส้นทางการจราจรหรือเส้นทางถนนที่จะก่อสร้าง ในอนาคตเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองหรือของจังหวัด โดยการเอาข้อมูลจากส่วนท้องถิ่น ในระดับเทศบาลหรือในระดับตําบล ในระดับอําเภอนั้นขึ้นมารวมเป็นข้อมูลของทั้งจังหวัด แล้วก็ในส่วนนี้ขอเรียนนะครับว่าในปัจจุบันนี้การวางผังเมือง การวางแผนเส้นทางจราจรนั้น อาจจะไม่สอดประสานหรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพราะว่าส่วนกลางก็ไป แย่งงานของท้องถิ่นทํา ก็ไปแย่งกันสร้างถนนในท้องถิ่น ก็เลยทําให้ไม่เกิดการที่เขาเรียกว่า สร้างถนนตรงกับความต้องการของประชาชน สิ่งที่ประชาชนต้องการ สิ่งที่เป็นประโยชน์ กับชุมชนกลับไม่ได้สร้าง แต่กลับไปสร้างที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าคนสร้างไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้สร้าง เพราะฉะนั้นที่ท่านเสนอมานี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่ให้ชุมชนเขาคิด เขาคิดแล้วก็รวมเป็นระดับจังหวัด จังหวัดก็ส่งมาเป็นระดับภาค ระดับภาคส่งมาในภาพรวม ทั้งประเทศ อันนี้ก็จะเห็นในภาพรวมมากยิ่งขึ้น แต่ในภาพรวมนั้นส่วนย่อยในการสร้าง ในแต่ละท้องถิ่นก็เป็นหน้าที่ของแต่ละท้องถิ่นทําไป อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมขอนําเสนอเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาเรื่องถนนทางหลวง ทั้งทางหลวงในระดับท้องถิ่น ทางหลวงชนบท แล้วก็ทางหลวงแผ่นดินครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกให้ความสําคัญมากทีเดียวนะครับ เป็นการปฏิรูปในเรื่องระบบทางของประเทศ ซึ่งมีเมจิกนัมเบอร์ (Magic Number) นะครับ จําง่าย ๆ ก็คือ ๔๔ ๕๕ ๑๑ รวมทางหลวง แล้วก็ทางหลวงท้องถิ่นทั้งหมดนี้ ๔๔๕,๕๑๑ กิโลเมตร ๔๔ ๕๕ ๑๑ นะครับ ดังนั้นผมฝากทางกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ในเรื่องโครงสร้าง พื้นฐาน วันนี้เรากําลังปฏิรูปการบริหารจัดการครั้งสําคัญในเรื่องของระบบการทาง ขณะเดียวกัน ก็ฝากถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าการทําอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ด้านนี้ เรามีถนน ๕ ประเภท ทั้งถนนที่ต้องใช้พีพีพี (PPPs) ถนนที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ทั้งในระดับ ทางหลวงระหว่างเมือง ทางหลวงหรือทางยกระดับการทางพิเศษ จนกระทั่งไปถึงถนนของท้องถิ่น ในระดับที่ อบต. ดูแล ดังนั้นทรัพยากรเหล่านี้ในเชิงของงบประมาณก็ดี หรือความจําเป็น หรือเป้าหมายของการสร้างถนนหนทาง และที่สําคัญคือการเชื่อมโยงในอาเซียน (ASEAN) และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งการขนส่งเป็นหัวใจสําคัญของการเกิดประชาคมอาเซียน และการเป็น ประชาคมแห่งความเชื่อมโยง ซึ่งประเทศไทยเป็นคนเสนอหลักการนี้ คือคอมมูนิตี ออฟ คอนเนกทิวิตี (Community of Connectivity) นี่คือหลักการสําคัญที่จะเชื่อมโยงศักยภาพ ของเรานะครับ ดังนั้นการลงทุนในเรื่องนี้ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนบริหารทรัพยากร ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ดีว่าในช่วงนี้เป็นช่วงของการปฏิรูป ผลแห่งการปฏิรูปเริ่มบังเกิดผล เช่น ขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศของเราได้ขยับดีขึ้นจากอันดับที่ ๓๐ มาเป็นอันดับที่ ๒๘ แล้วเป็น ครั้งแรกที่เราแซงประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ขีดความสามารถอยู่ลําดับที่ ๒๙ เพราะฉะนั้นการลงทุนใน ๒ ปีที่ผ่านมาและการมีทิศทางที่ชัดเจน ความสงบเรียบร้อย ที่เกิดขึ้นทําให้เราขยับตัวมากขึ้น แล้วใน ๕ ปีข้างหน้าคือเฟส (Phase) แรกของยุทธศาสตร์ชาติ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงินไม่น้อยกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท ก็มั่นใจว่าดัชนีชี้วัด ที่ท่านรองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านชนินทร์ได้พูดถึงนั้น ขนาดว่าเรายังมีการถดถอยนิดหน่อยในดัชนีชี้วัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ว่าปีหน้านี้เราจะ ขยับสูงกว่าอันดับที่ ๒๘ แน่นอนครับ เพราะว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) แล้วก็เรื่องของมิสซิงลิงก์ (Missing Link) ต่าง ๆ เดินหน้า เป็นรูปธรรม ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ฝากทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติในการบริหารจัดการ ถนนเส้นหนึ่งใช้เงินจํานวนมากหรือพีพีพี (PPPs) ต่าง ๆ แล้วก็เผอิญมีพาดพิงเล็กน้อยเรื่องถนนลงภาคใต้ต้องผ่านจังหวัดเพชรบุรี เป็นความจริงครับ ๑๔ จังหวัดภาคใต้นั้นจะต้องผ่านจังหวัดเพชรบุรี ตรงนั้นมีตัวอย่างที่ฝาก ท่านประธานลองไปดู แล้วเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ คือถนนสายเพชรเกษมกับถนนพระราม ๒ ถนนพระราม ๒ นี่เสนอมาร่วม ๑๐ ปีนะครับ ให้ทําโทลล์เวย์ (Tollway) บนถนนพระราม ๒ ก็เพิ่งมาได้อานิสงส์ในช่วง ๒ ปีนี้ที่ผลการศึกษาขั้นสุดท้ายในเฟส (Phase) ๓ คือถนนมันยาว ร่วม ๘๐ กิโลเมตร ๒ เฟส (Phase) แรกเสร็จเรียบร้อย ผมเชื่อว่าปีนี้เปิดประมูลแล้ว เราก็จะ มีโทลล์เวย์ (Tollway) บนถนนพระราม ๒ แล้วพอลงแล้วก็จะเปลี่ยนจากสามแยกวังมะนาว เป็นสี่แยกวังมะนาว เพื่อให้คอขวดบนถนนเพชรเกษมที่ผ่านจังหวัดเพชรบุรีไปจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์นั้นคลี่คลายโดยการมีถนนยุทธศาสตร์ตะวันตก ที่เรียกว่า ทางหลวง ๓๕๑๐ เพราะฉะนั้นลักษณะอย่างนี้ที่จําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องวาง ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี แล้วยุทธศาสตร์ชาติ ผมเชื่อว่าลักษณะอย่างนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจะปฏิเสธครับ มันเป็นสิ่งที่ ต้องทําและควรทํา เพียงแต่ว่าแต่ละช่วงปีมันเป็นเรื่องการจัดลําดับความสําคัญและข้อจํากัด เชิงงบประมาณหรือข้อจํากัดในภาวะเศรษฐกิจโลก เรื่องของพีพีพี (PPPs) เป็นต้น ก็ฝากไว้ สําหรับทางกรรมการ เผอิญผมกําลังดูสมาชิกยังทยอยมาแล้วก็ยังประชุมอยู่หลายที่นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะขอโอกาสนี้ในการที่จะใช้เวลาเล็กน้อย เมื่อไม่มีสมาชิกอภิปรายเพิ่มเติม ขอปิดการอภิปรายนะครับ แล้วก็ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อดีต ส.ว. และอดีต สปช. ท่านพันตํารวจตรี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ยงยุทธ สาระสมบัติ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอขอบคุณข้อเสนอแนะ ข้อแนะนําที่ครอบคลุมและกว้างขวางอย่างกัลยาณมิตร กราบเรียน อย่างนี้ครับ ที่เราเลือกเรื่องนี้สําหรับการศึกษาเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐเรามีเหตุผล อยู่ ๒-๓ ประการ
ประการที่ ๑ คือว่าเราอยากเห็นความเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้มีบริหารจัดการที่ดี ที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่นะครับ มีท่านหนึ่งพูดถึงว่าเรื่องทาง นี่ภูมิภาคดูหรือไม่ ความจริงไม่มีนะครับ มีแต่หน่วยงานส่วนกลางตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ไม่มี ส่วนภูมิภาคที่รับผิดชอบโดยตรงนอกจากท้องถิ่นนะครับ ทีนี้เราก็มาพิจารณาต่อไปว่า ในเรื่องของข้อมูลมีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านจําได้ มาตรา ๒๕๘ ของ ร่างรัฐธรรมนูญ (ข) และ (๒) ระบุไว้ว่าให้ใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน ฉะนั้นตรงนี้ เราก็เลยหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาในการศึกษา ศึกษาเพื่ออะไรครับ เราเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นตัวแบบ เป็นตัวอย่างนําร่องในการที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของการทางนี้ค่อนข้างจะเป็นรูปธรรมค่อนข้างจะชัดเจนเราจึงนําเรื่องนี้ขึ้นมา นอกจากนั้นแล้วเราเชื่อว่าถ้ามีการจัดความสัมพันธ์การบริหารจัดการที่ดีระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นแล้ว เราจะสามารถสนองตอบภารกิจของประเทศได้ดียิ่งขึ้น เราจะ สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกันได้มากยิ่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่กรรมาธิการ ทั้งหลายในชุดของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ตระหนักแล้วก็ได้มีการศึกษาในเรื่องนี้ กราบเรียนเพิ่มเติมว่าท่านคงทราบว่าประเทศไทย อยู่ในภูมิยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การแข่งขันในต่างประเทศก็ดี การเดินทาง ทั้งหลายก็ดี ส่วนหนึ่งใช่ครับอาจจะทางอากาศ ทางน้ํายังน้อย แต่ทางถนนนี้มีความสําคัญ และจําเป็น ฉะนั้นถ้าการพัฒนาตรงนี้ดี มีข้อมูลที่ดี จะเป็นตัวแบบในการที่จะพัฒนา โครงสร้างภาครัฐแล้วเชื่อมโยงไปสู่ภารกิจของอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ ที่กําลังทําอยู่ ในปัจจุบันนั้นนะครับ ก็คือศึกษาการบริหารเชิงพื้นที่ เราจะดูเรื่องของการธรรมาภิบาล เรื่องประสิทธิภาพ และในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรเชื่อมโยงต่อไป ขอบคุณอย่างยิ่ง สําหรับความเห็นทุกท่านที่ให้นะครับ ผมจดไว้ทุกคํา และให้เจ้าหน้าที่หลังบัลลังก์ จดด้วยนะครับ เราจะนัดประชุมกรรมาธิการเพื่อพิจารณาข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จากท่านทั้งหลาย จากท่านประธาน ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ที่ทําหน้าที่ประธานอยู่นะครับ เราจะนําข้อมูลเหล่านี้ไปสําหรับพิจารณาอย่าง รอบคอบ เรานัดประชุมไว้แล้ววันพุธนี้นะครับ ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๒๐๒ ถ้าท่านจะกรุณาไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือท่านจะไปแนะนําเพิ่มเติมก็ด้วยความยินดีครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็สมาชิกอีกครั้งครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านนิกร จํานง ขอเฉพาะคําถามที่ท่านถามแล้วไม่ได้ตอบนะครับ
ท่านประธานครับ เป็นประเด็นเรื่องความเกี่ยวโยงกัน ที่ผมเสนอเรื่องอํานาจเหนือถนนสําหรับท้องถิ่นนะครับ ที่มีความสําคัญมากก็คืออํานาจเรื่อง การกําหนดซิตี้ลิมิต (City Limit) อย่างไรก็ย้ําไปอีกครั้งเพราะว่ามันจะเป็นการช่วยป้องกัน อุบัติเหตุได้มากนะครับ หมายถึงว่าขณะนี้เรามี ที่ผมเสนอเป็นรัฐบาลกลางกําหนดความเร็ว แต่ว่าในเมื่อเรากระจายตรงนี้ให้ท้องถิ่นเขามีอํานาจในการกําหนดความเร็วในซิตี้ลิมิต (City Limit) ของเขาเองจะช่วยได้มาก
อีกประเด็นที่มีการเสนอกันแล้วก็ยังไม่ได้เคาะ ก็คือว่าเรื่องตํารวจทางหลวง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ ผมเห็นว่าเรื่องนี้เพิ่มตํารวจทางหลวงแล้วไปคัฟเวอร์ (Cover) ที่ท่านรวมเข้ามาด้วยก็คือทางหลวงท้องถิ่น คือของทางหลวงขณะนี้ ๖๐,๐๐๐ กิโลเมตร ดูแลแค่นี้ แต่ในเมื่อเราพลัส (Plus) เข้ามาเราก็แค่ขยายตํารวจทางหลวงออก แล้วก็ไม่ต้องไป ตั้งหน่วยงานใหม่ ก็เข้าไปดูแลเรื่องทางหลวงชนบทด้วยก็จะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
แล้วสุดท้ายท่านประธานครับ มันมีเส้นผมบังภูเขาที่ผมอยากจะฝากไว้ นิดเดียวก็คือว่าเรื่องฟาซิลิตี (Facility) มันมีประเด็น ผมไม่ทราบว่าไปถึงไหน อยากจะฝาก กรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่าเรื่องไฟทาง ท่านประธาน ที่ไปจังหวัดเพชรบุรีอะไรพวกนี้ คือเดิม ทางนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแล้วก็ภูมิภาคเขาจ่ายไฟให้ แล้วตอนหลังมีการคุยกันไปคุยกันมาว่า จะขอเก็บค่าไฟ ซึ่งผมเคยเข้าประชุมแล้วผมค้านอย่างรุนแรงว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เก็บ ค่าปักเสาพาดสายด้วยสิ คือพอเราผ่าอํานาจออก กําลังที่จะไปคานกับเขาจะไม่มี เพราะฉะนั้นก็ฝากฝ่ายพลังงานว่าอย่างไรก็ตามในเมื่อท่านใช้ปักเสาพาดสายไปใน เขตทางแล้วก็ช่วยจ่ายไฟฟรี ๆ ให้ด้วยเพราะถือว่าเหมือนหมูไปไก่มา ช่วย ๆ กัน นําเรียนครับ ขอบพระคุณครับ
ทางกรรมาธิการก็รับฝากไปเพิ่มเติมนะครับในสิ่งที่ท่านห่วงใย เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ จัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของ หน่วยงานทางแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
วันนี้วันจันทร์เรามีประชุมคณะกรรมาธิการอยู่ทุกคณะเลยนะครับ เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็อยู่ในอาคาร ๒ อาคาร ๓ ก็ให้เวลาท่านสมาชิกพอสมควรในการ เดินทางเข้ามาใช้สิทธิในการแสดงตนและลงมติต่อไปนะครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ ใช้สิทธิแสดงตนครับ คุณปิยะธิดา ท่านกอบกุล ชุดเหลืองทั้งคู่เลยนะครับ ช่วงนี้ขอความ ร่วมมือในการที่จะใส่ชุดแสดงสัญลักษณ์นะครับ โดยเฉพาะสีเหลือง ยังทยอยเดินทางเข้ามา ท่านประภา ระหว่างรอสมาชิกอีกสัก ๑ นาทีนะครับ ใช้สิทธิแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป โครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และ ส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานทาง หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างครับ ถ้ายังไม่ได้ใช้สิทธิก็ขอใช้สิทธิในการ ออกเสียงนะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลคะแนนครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๖๑ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๑๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูป การบริหารจัดการของหน่วยงานทาง เป็นอันว่าจบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการ และผู้มาชี้แจงครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล
เรียนท่านสมาชิกว่ารายงานเรื่องดังกล่าวนั้น คณะกรรมาธิการได้เคยเสนอให้ ที่ประชุมพิจารณาในคราวประชุมสภา ครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๙ เมื่อวันอังคารที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ และได้ขอถอนรายงานเรื่องดังกล่าวไปปรับปรุงก่อนนะครับ บัดนี้คณะกรรมาธิการ ได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงานดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้เสนอ รายงานเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาในวันนี้นะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ซึ่งในวันนี้จะมีคณะกรรมาธิการที่จะทําหน้าที่ในการรายงานและชี้แจง รวมทั้ง บุคคลภายนอก ซึ่งประธานได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ นะครับ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย กรรมาธิการที่ปรึกษาอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ อดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อีก ๒ ท่านเป็นบุคคลภายนอกที่ท่านประธานได้อนุญาตคือ ท่านไพโรจน์ บุญศิริคําชัย อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และท่านเป็นรองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาตินะครับ อีกท่านหนึ่งคือ ท่านอนุชา เศรษฐเสถียร คณะทํางานขับเคลื่อน การแพทย์ฉุกเฉิน ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อม และท่านเป็นเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาตินะครับ ขอเชิญผู้มี รายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(นายไพโรจน์ บุญศิริคําชัย อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การสาธารณสุข และนายอนุชา เศรษฐเสถียร คณะทํางานขับเคลื่อนการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เมื่อทางท่านประธานกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญประธานได้แถลง รายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉันขออนุญาตท่านประธานได้กล่าว ความเป็นมาของการเสนอวาระปฏิรูปในเรื่องนี้ว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านสาธารณสุข ได้เสนอเรื่องของการปฏิรูปทางด้านสาธารณสุขผ่านสภา สปท. แห่งนี้ ไปแล้ว ๓ เรื่องด้วยกัน จากการปฏิรูปที่สืบเนื่องมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติในเรื่องปฏิรูป ที่สําคัญก็คือ การปฏิรูปการอภิบาลระบบสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยการปฏิรูประบบบริหาร จัดการ ระบบการเงินการคลัง การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ การแพทย์แผนไทย และรวม การแพทย์ฉุกเฉิน นอกจากนั้นก็จะมีการปฏิรูประบบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การปฏิรูปทั้งหมดก็เพื่อมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญก็คือแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพ ซึ่งมีหลาย องค์กรทํางานไม่ประสานกัน มีปัญหาการเข้าถึงบริการ มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลของบริการ การแก้ไขปัญหาสุขภาพเพื่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สําคัญของ ประชาชนไทย และการทําให้บริการสุขภาพมีคุณภาพได้มาตรฐาน ในการดําเนินการ เราได้เสนอเรื่องปฏิรูปผ่านสภาการปฏิรูปไปแล้วดังนี้
เรื่องที่ ๑ ก็คือเสนอให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อสร้าง ให้เกิดเอกภาพในการกําหนดนโยบายด้านสุขภาพ เรื่องของการปฏิรูปการบริหารจัดการ บริการสุขภาพในระดับพื้นที่โดยเสนอให้มีคณะกรรมการสุขภาพระดับเขต และระดับจังหวัด นอกจากนั้นก็เสนอให้จัดตั้งสํานักงานมาตรฐานสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สม.สส. เพื่อให้มีการบูรณาการข้อมูลด้านการเจ็บป่วย การรักษา และค่ารักษาพยาบาล ของภาครัฐระหว่าง ๓ กองทุนใหญ่ โดยใช้มาตรฐานและระบบวิเคราะห์เป็นมาตรฐานเดียวกัน เรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการแพทย์แผนไทยและระบบสมุนไพรไทยก็ได้เสนอ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว เรื่องปฏิรูปล่าสุดที่เพิ่งเสนอก็คือ ในด้านของการป้องกันโรคและการเพิ่มรายได้เข้าสู่ระบบ สุขภาพ ก็คือการปฏิรูปเสนอให้ขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลเกินมาตรฐานสุขภาพนะคะ การปฏิรูปที่เหลืออยู่สําคัญ ๆ ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมที่จะดําเนินการก็คือ การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อขจัด ความเหลื่อมล้ํา อันนี้ก็เป็นการปฏิรูปด้านการเงินการคลัง และการปฏิรูประบบบริการ สุขภาพ เน้นตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ และที่เหลือสําคัญ อีกอันหนึ่งก็คือการปฏิรูปการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งคนไทยปัจจุบันนี้ยังมีการเจ็บป่วยฉุกเฉินอยู่ ถ้าเผื่อดูจากสถิติในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ มีผู้ป่วยไปรับบริการที่ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐ ๒๔ ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นเท่าตัวในระยะเวลา ๑๐ ปี แล้วก็จากการศึกษาใบมรณบัตร มีผู้เสียชีวิต นอกโรงพยาบาล รวมผู้เสียชีวิตที่บ้านและระหว่างกําลังส่งโรงพยาบาล ปีละประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ซึ่งถ้าหากว่าผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือโดยระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มี ประสิทธิภาพก็จะสามารถช่วยชีวิตได้ประมาณ ๒๐ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากว่ามีประสิทธิภาพ เพียงพอ เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็ใคร่ขอเสนอการปฏิรูปในเรื่อง ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในระบบก่อนที่จะส่งถึงโรงพยาบาล อันนี้ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้คณะทํางาน ท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย และคณะเป็นผู้นําเสนอการปฏิรูปในวาระนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ขออนุญาตนําเสนอระบบการแพทย์ ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล กระผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการนําเสนอครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
การเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาแล้วก็ทุกวัน นําไปสู่การสูญเสียของ ประเทศจํานวนมากทั้งที่สามารถจะป้องกันและลดความสูญเสียได้ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เป็นผู้เจ็บป่วยแบบกะทันหันที่มีอาการคุกคามต่อชีวิตและความพิการของร่างกาย ต้องการความช่วยเหลือ บําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อเวลา เพื่อลดการสูญเสียชีวิต และพิการ เป็นความจําเป็นพื้นฐานที่รัฐต้องช่วยประชาชน เป้าหมายหลักของการแพทย์ ฉุกเฉินอยู่ที่การช่วยชีวิตหรือการรักษาชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด
มีกฎหมายหลายฉบับนะครับที่มาสนับสนุนเรื่องของการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน บัญญัติให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือ จากการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินตามความจําเป็นและข้อบ่งชี้ของทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยไม่ให้นําเงื่อนไขใด ๆ มาปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๗ และมาตรา ๓๐๘ กําหนดบทลงโทษจําคุกและปรับ สําหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ละทิ้งหน้าที่ไม่ให้การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต มาตรา ๓๗๔ กําหนดบทลงโทษ จําคุก และปรับสําหรับบุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นผู้ที่ตกอยู่ใน ภยันตรายแห่งชีวิตและไม่ให้ความช่วยเหลือตามความจําเป็นที่อาจช่วยได้
ท่านประธานครับ การเจ็บป่วยฉุกเฉินได้คุกคามชีวิตของประชาชน มีการ เจ็บป่วยฉุกเฉินจากสาเหตุของโรคชนิดต่าง ๆ ทุกสาขาวิชา จํานวนถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการป่วยฉุกเฉินจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุจํานวนมาก อีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นสาเหตุจากการบาดเจ็บ ซึ่งในจํานวนนี้เป็นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทางจราจรถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะจากสาเหตุอุบัติเหตุจราจรเพียงอย่างเดียวก็ทําให้ ประชาชนเสียชีวิตถึงวันละ ๖๐ คน บาดเจ็บสาหัสต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล วันละ ๓๐๐ คน ถึงกับต้องพิการทุพพลภาพอีกวันละ ๑๕ คน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นประจําวัน การเจ็บป่วยฉุกเฉินจากสาเหตุอุบัติเหตุจราจรเพียงอย่างเดียวก็เป็นภาระ ที่หนักสําหรับการรักษาพยาบาล ยังก่อให้เกิดความสูญเสียของประเทศเป็นมูลค่าในมิติ ทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นการประมาณการในปี ๒๕๕๗ ซึ่งเพียงอุบัติเหตุทางจราจร ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นปัญหามากแล้วนะครับ อีก ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นจากการเจ็บป่วยก็จะคิดว่าเป็นปัญหาเพิ่มพูนมากขึ้นอีกเท่าไร
มีข้อมูลจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยที่ได้สํารวจสถานการณ์ ของห้องตรวจฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ พบว่าจํานวนครั้งของผู้ป่วยที่มาขอ รับบริการในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้มีจํานวนเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า จากจํานวน ๑๒ ล้านครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพิ่มเป็น ๒๔ ล้านครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ โดยที่ศักยภาพในการบริการฉุกเฉินของโรงพยาบาลพัฒนาตามไม่ทัน จึงสร้างปัญหา ความแออัดของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทุกระดับ แล้วก็ยังส่งผลให้เกิดปัญหา ของคุณภาพในการบริการฉุกเฉินในโรงพยาบาลตามมาด้วย ตั้งแต่คุณภาพของห้องฉุกเฉิน ไม่ดีพอ จํานวนห้องผ่าตัดไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน เตียงไอซียู (ICU) ไม่พอ ที่จะบริการ ปัญหาดังกล่าวอันนี้ก็ส่งผลไปให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินจํานวนหนึ่งต้องไป พึ่งพาโรงพยาบาลในภาคเอกชน โดยเฉพาะในยามเจ็บป่วยฉุกเฉินมีความจําเป็นที่จะต้อง ไปเข้าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ก่อน ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จึงเป็นภาระที่สร้างความเดือดร้อน แต่ก็เป็นความจําเป็นของประชาชนยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของการถามสิทธิ การเรียกเก็บเงิน รวมทั้งการปฏิเสธการรักษา
ท่านประธานครับ จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เราพบว่า ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาลจากการที่นําส่งโรงพยาบาลไม่ทันมีจํานวนถึง ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ก็จะ สามารถช่วยชีวิตหรือรักษาชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าชีวิตของประชาชนประมาณ ๑๒,๐๐๐ คนต่อปีที่ยังไม่สมควรจะต้องเสียชีวิต ก็ถือว่า เป็นมูลค่ามหาศาลครับ มีตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบการแพทย์ ฉุกเฉินที่ดีที่สุด สามารถจะช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ระบบการแพทย์ ฉุกเฉินเราจะแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาล การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลนี้จะเริ่มตั้งแต่ ประชาชนทราบภาวะฉุกเฉิน ร้องขอความช่วยเหลือหรือโทรศัพท์แจ้งเหตุ แล้วตามมาด้วย การจ่ายงานให้หน่วยกู้ชีพหรือชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินออกไปช่วยปฏิบัติการ ช่วยผู้ป่วย ฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ และนําผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของ การแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่เริ่มมาจากการช่วยในห้องฉุกเฉิน บําบัดรักษาในโรงพยาบาล หรือส่งต่อโรงพยาบาลอื่นเพื่อรับไว้รักษาต่อ จนผู้เจ็บป่วยนั้นพ้นภาวะฉุกเฉินครับ
ภาพนี้ก็เป็นภาพของเด็กชายอายุ ๒ ปี ๔ เดือน อยู่ในสภาพที่สมองตาย แล้วก็ได้เสียชีวิตในวันต่อมา ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการบาดเจ็บขณะนั่งอยู่ในรถเก๋งแล้วก็มี อุบัติเหตุรถตู้ชน ทําให้เด็กกระเด็นหลุดออกจากตัวรถ พลเมืองดีผู้มาประสบเหตุเห็นว่าไม่มี หน่วยกู้ชีพมาช่วย ก็ได้พยายามให้การช่วยเหลือโดยอุ้มเด็กขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์นําไปส่ง โรงพยาบาลอําเภอที่อยู่ใกล้ โรงพยาบาลอําเภอได้นําส่งโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาล จังหวัดรับไว้รักษา ๕ วัน ไม่สามารถส่งเด็กไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลที่พร้อมให้ การรักษาได้ทันเวลา เด็กมีอาการสมองตายแล้วก็ได้เสียชีวิตต่อมา พ่อและแม่ของเด็ก ต้องการให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ระบบการช่วยฉุกเฉินของประเทศได้รับการปฏิรูปให้ดีขึ้น ผู้ป่วยรายนี้ก็จะเป็นตัวอย่างของช่องว่างของระบบการแพทย์ฉุกเฉินเกือบทุกขั้นตอน เริ่มจาก ถ้าไม่ขับรถเร็วในที่ชุมชนก็อาจจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เด็กถ้ามีเก้าอี้รัดเข็มขัดคาร์ซีต (Car Seat) ก็จะไม่หลุดออกจากตัวรถทําให้ได้รับการบาดเจ็บสาหัส และถ้าระบบการแจ้งเหตุ ได้รับ แจ้งเหตุ รวมทั้งการจ่ายงานให้ชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินออกไปช่วยในที่เกิดเหตุดีก็จะมี ทีมกู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงออกไปช่วยในที่เกิดเหตุได้ทันเวลา และถ้าประชาชน ที่ประสบเหตุการณ์มีความรู้ในเรื่องการช่วยฉุกเฉินก็จะสามารถช่วยในที่เกิดเหตุได้อย่าง ถูกวิธี โดยไม่ต้องไปอุ้มเด็กขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งโรงพยาบาล เพราะว่าเด็กคนนี้มีกระดูก ต้นคอหัก การช่วยเหลือไม่ถูกวิธีอาจจะไปทําให้เกิดการซ้ําเติมการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้ และถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลทําได้ดี เด็กจะได้รับการช่วยเหลือบําบัดรักษา ในโรงพยาบาลหรือจะส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทันต่อเวลา โดยไม่ต้องเสียชีวิต เราพบว่าประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินที่ผ่านช่องว่างของระบบเช่นเดียวกับ เด็กรายนี้แล้วก็ต้องเสียชีวิตมีประมาณปีละถึง ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเราช่วยกันอุดช่องว่างตรงนี้บ้าง ก็จะลดการสูญเสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกครับ จากช่องว่างที่กล่าวมานี้ก็นําไปสู่การสรุปปัญหา ของระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ทั้งหมดดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก คือปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
ประการที่ ๒ ปัญหาของการจ่ายงานและการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุของ หน่วยกู้ชีพหรือชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน
ประการที่ ๓ ปัญหาจากคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริการฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลและระหว่างโรงพยาบาล รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉิน
ประการสุดท้ายก็คือการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะการบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุจราจรที่ยังไม่ได้ผลเพียงพอที่จะลดการสูญเสียในระยะยาวได้
จากปัญหาของระบบหลาย ๆ อย่างนะครับ สมควรที่จะต้องได้รับการปฏิรูป แล้วก็พัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยมีประเด็นปฏิรูปคือระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล สําหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลและการป้องกันการเจ็บป่วย ฉุกเฉินนั้น เป็นวาระของการพัฒนาที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขได้ดําเนินการแก้ไข พร้อมกันนี้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สภาเข้ามาศึกษาเรื่องระบบความปลอดภัยของถนนที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ ก็นับว่าเป็นเรื่องในระบบการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉินอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญ แล้วก็ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจึงจะขอขับเคลื่อนเฉพาะการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ในประเด็นปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กับประเด็น ปัญหาการจ่ายงานและการปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุจนถึงนําส่งโรงพยาบาล
ท่านประธานครับ การปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ในประเด็นของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุ พบว่ามีปัญหาจากขาดการเข้าถึงของประชาชน ขาดประสิทธิภาพที่เพียงพอ ไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งปัญหาของประชาชนที่ไม่รู้ วิธีแจ้งเหตุฉุกเฉิน ยังไม่เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินและไม่รู้วิธีการช่วยฉุกเฉินครับ
ผมขอเริ่มในประเด็นแรกก่อนนะครับ ในประการแรกการขาดการเข้าถึงของ ประชาชน ก็คือประชาชนร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้จากการจําเบอร์โทรแจ้งไม่ได้ เพราะว่า มีหมายเลขโทรแจ้งจากหลายหน่วยงานด้วยกัน หรือจากสาเหตุที่ว่าโทรแจ้งแล้วไม่ติด เนื่องจากไปเกิดเหตุฉุกเฉินอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล เช่น ไปเกิดเหตุอยู่บนภูเขา ในป่า หรือ บนเกาะ เป็นต้น ปัญหาของการโทรแจ้งผิดหน่วย ผิดหน่วยงาน ทําให้การรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้ เช่น แจ้งเหตุที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ไปติดผิดหน่วยงานที่จังหวัดสิงห์บุรี นอกจากนี้ในระบบเดิมก็ยังพบว่าไม่มีเครื่องมือช่วยการแจ้งเหตุให้ง่ายขึ้นสําหรับประชาชน ในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการบางประเภท เด็ก แล้วก็ผู้สูงอายุครับ
สําหรับปัญหาเรื่องประสิทธิภาพไม่เพียงพอนี้ ก็เพราะว่าระบบเดิมไม่สามารถ ที่จะบอกตําแหน่งของผู้โทรแจ้งหรือตําแหน่งที่เกิดเหตุฉุกเฉินได้ แล้วก็ระบบเดิมก็ยังไม่มี ระบบที่จะมาใช้ติดตามผลการปฏิบัติการหรือประเมินผลการปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการ ฉุกเฉิน และระบบเดิมไม่ช่วยให้เกิดการประสานงานหรือการบูรณาการของชุดปฏิบัติการ หลาย ๆ ด้านพร้อมกัน ขอยกตัวอย่างเช่นในกรณีเกิดเพลิงไหม้แล้วก็มีผู้บาดเจ็บ จะต้องมี การประสานการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการฉุกเฉินในหลายด้านมาช่วยกัน เช่น หน่วยไฟฟ้า มาตัดไฟฟ้าเพื่อให้หน่วยกู้ภัยเข้ามาทําการดับเพลิง ให้ตํารวจเข้ามาช่วยควบคุมบริเวณพื้นที่ เพื่อให้ชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ทีมกู้ชีพเข้ามาดูแลให้การรักษาผู้บาดเจ็บในพื้นที่ ที่เกิดเหตุ แล้วก็นําส่งโรงพยาบาลได้ทัน
สําหรับปัญหาระบบเดิมที่ไม่มีความเป็นมาตรฐานสากลนั้นเพราะว่า ในระบบเดิมไม่มีระบบที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทําให้คนไทยไปต่างประเทศเกิดเหตุ ฉุกเฉินแจ้งเหตุฉุกเฉินทําได้ยาก นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างภาษามาประเทศไทยประสบปัญหา เหตุฉุกเฉินก็ทําได้ยากเช่นกันครับ
สําหรับในประเด็นปัญหาของประชาชนนะครับ เราพบว่าประชาชนยังไม่ เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ไม่รู้วิธีแจ้งเหตุฉุกเฉิน แล้วก็ขาดความรู้ ความชํานาญในการ ที่จะช่วยฉุกเฉิน สําหรับในเรื่องของการไม่เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นมีความสําคัญ คือทําให้ไม่รู้ว่าอาการนําของโรคที่ทําให้เกิดภาวะฉุกเฉินเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นอาการ เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดหัวใจนะครับ ถ้าทราบ ก็จะมีเวลาที่จะร้องขอความช่วยเหลือหรือรีบไปโรงพยาบาลได้ทัน โดยรู้วิธีที่จะร้องขอความ ช่วยเหลือโดยการโทรแจ้งเหตุได้อย่างถูกต้อง
สําหรับในเรื่องของประชาชนขาดความรู้ความชํานาญในการที่จะให้ความ ช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เช่น ความรู้ในเรื่องของการปฐมพยาบาลหรือการช่วย ฟื้นคืนชีพ เพราะว่าถ้ามีความรู้ความชํานาญในเรื่องนี้พอ พอประสบเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ก็สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือผู้อื่นได้ทันท่วงทีในระหว่างที่รอเวลาที่หน่วย กู้ชีพจะมาช่วยในที่เกิดเหตุ ซึ่งช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่การช่วยชีวิตที่สําคัญ ที่สุดนะครับ
สําหรับแนวทางในการแก้ปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉินนั้น เราจะต้องเริ่มด้วยให้ประชาชนแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ง่ายแล้วก็รวดเร็ว ด้วยโทรศัพท์หมายเลข ฉุกเฉินหมายเลขเดียว ซึ่งประชาชนก็จะไม่ต้องจดจําหมายเลข เพียงกดปุ่มฉุกเฉินของโทรศัพท์ ก็จะแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที มีศูนย์รับแจ้งเหตุที่เดียวทําหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทุกประเภท ทุกด้าน เช่น การแพทย์ฉุกเฉินสําหรับหน่วยกู้ชีพ เหตุฉุกเฉินด้านเพลิงไหม้สําหรับหน่วยกู้ภัย เหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสําหรับตํารวจ โดยศูนย์รับแจ้งเหตุจะมีเครื่องมือระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถแก้ปัญหาของการแจ้งเหตุได้ทั้งหมด
สําหรับในเรื่องของปัญหาของประชาชน การที่จะให้ประชาชนมีความรู้ เรื่องของการแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีความเข้าใจในภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน และรู้วิธีปฐมพยาบาล และการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพเบื้องต้นนั้น คิดว่าจะต้องเริ่มตั้งต้นกันที่โรงเรียนที่จะต้องให้ ความสําคัญในเรื่องการเรียนการสอนในวิชาเหล่านี้ ให้นักเรียนรู้จริง มีความชํานาญปฏิบัติได้ จริง ๆ แล้วก็จดจําจนนําไปใช้ได้ตลอดนะครับ สําหรับการดําเนินการในเรื่องของการจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินนั้นเราได้เริ่มจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่อง การปฏิรูประบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้วก็ได้พัฒนาเป็นรับหลักการ จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ แล้วก็ได้ส่งเรื่องนี้ให้กับสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณา เรื่องดังกล่าวก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือ ประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นประจําวัน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเห็นควรที่จะเสนอสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศให้ช่วยพิจารณาขับเคลื่อนการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินให้ประสบ ความสําเร็จโดยเร็วเพื่อลดการสูญเสียชีวิตและพิการของประชาชนครับ แล้วก็พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉินในอนาคตต่อไปนี้
ประการแรก ประชาชนจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกด้าน โดยกดปุ่มฉุกเฉิน สามารถที่จะโทรออกจากทุกพื้นที่ของประเทศได้ ศูนย์รับแจ้งสามารถรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ภายในเวลาไม่เกิน ๑๐ วินาที ศูนย์รับแจ้งสามารถบอกตําแหน่งที่เกิดเหตุฉุกเฉินพลาดได้ ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร ศูนย์รับแจ้งช่วยให้การจ่ายงาน การสั่งการของหน่วยงานในพื้นที่ ให้มีการปฏิบัติการฉุกเฉินได้ภายในไม่เกิน ๖๐ วินาทีนับตั้งแต่รับแจ้ง ศูนย์รับแจ้งช่วยให้มี การประสานงานการปฏิบัติงานฉุกเฉินจากทุก ๆ หน่วยงาน และศูนย์รับแจ้งต้องมีความเป็น มาตรฐานสากลครับ
สําหรับวิธีการแก้ไขปัญหาความรู้ของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วย ฉุกเฉินนั้น ก็ขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญต่อวิชาการปฐมพยาบาลและการ ช่วยฟื้นคืนชีพ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่ทําให้นักเรียน รู้ได้จริง ปฏิบัติได้จริง แล้วก็จดจําจนนําไปใช้ได้ตลอดครับ ท่านประธานครับ
สําหรับการปฏิรูปในประเด็นต่อไปคือ การจ่ายงานให้หน่วยกู้ชีพออกไป ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุและนําส่งโรงพยาบาลนั้น ขอเน้นความสําคัญคือ การบริการจะต้องทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ทันต่อเวลา โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยชีวิต และลดความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในที่เกิดเหตุได้สําเร็จ ด้วยทีมกู้ชีพระดับสูง พร้อมรถพยาบาลระดับสูงที่ติดตั้งอุปกรณ์การช่วยชีวิตครบถ้วน สามารถส่งเข้าถึงพื้นที่ ภายในกําหนดเวลาน้อยกว่า ๘ นาที เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาระบบการหายใจ ปัญหาของระบบ การไหลเวียนของเลือดหรือปัญหาของระบบประสาทเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ ได้อย่างทันเวลา จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเราพบว่าการปฏิบัติการ ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการปฏิบัติการของทีมกู้ชีพเบื้องต้น แล้วก็สามารถ เข้าถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลา ๘ นาทีนี้ มีจํานวนเพียง ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และทีมงาน ของหน่วยกู้ชีพเบื้องต้นยังเป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งมีขีดความสามารถไม่พอที่จะ ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้ ทีมกู้ชีพระดับสูงที่ออกปฏิบัติการได้ภายใน ๘ นาทีก็มีจํานวน น้อยมาก ผลก็คือประชาชนผู้ป่วยฉุกเฉิน ๖๐,๐๐๐ คนต่อปียังเสียชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มาโรงพยาบาลด้วยระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นอกนั้นมาด้วยญาติพี่น้องหรือผู้อื่นพามาอีก ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิต ระหว่างการนําส่งโรงพยาบาลมี ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเสียชีวิตระหว่าง นําส่งโรงพยาบาลมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลทั้งหมดเรามาสรุปเป็นปัญหาของ งานด้านนี้ได้ ๔ ประการคือ ประการแรก คือบริการยังไม่ทั่วถึง ประการที่ ๒ ระบบการจ่ายงาน และการประสานงานยังไม่ดีพอ ประการที่ ๓ ทีมกู้ชีพขาดสมรรถภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วย ฉุกเฉินวิกฤต ณ จุดเกิดเหตุ ประการที่ ๔ รถพยาบาลระดับสูงนี้มีจํานวนไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการได้ นอกจากจะมีจํานวนไม่เพียงพออยู่แล้วรถพยาบาลระดับสูง ยังจําต้องจอดอยู่เฉพาะในพื้นที่ของโรงพยาบาลเท่านั้น ทําให้การออกปฏิบัติงานไม่ทั่วถึง แล้วก็ไม่ทันเวลา
แนวทางที่เราจะแก้ไขก็คือจะต้องจัดตั้งศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ให้เป็นศูนย์ จ่ายงานที่มีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือระบบสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัย พร้อมบุคลากรประจําศูนย์ครบ ระบบสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัยได้แก่ ระบบสื่อสารสารสนเทศ ระบบอํานวยการทางการแพทย์ ระบบเทเลเมดิซิน (Telemedicine) และระบบทางด่วนฉุกเฉินเฉพาะโรค ให้มีการเชื่อมต่อกับหน่วยกู้ชีพที่พร้อมปฏิบัติการอยู่ทั่ว พื้นที่ของจังหวัด สามารถเชื่อมต่อกับระบบทางด่วนฉุกเฉินของโรงพยาบาลศูนย์หรือ โรงพยาบาลจังหวัดได้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นภาพการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุเข้ากับระบบทางด่วนฉุกเฉิน เฉพาะโรคของโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ฉุกเฉินเฉพาะโรคได้เตรียมความพร้อมเพื่อการ ช่วยเหลือและบําบัดรักษาในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เมื่อส่งผู้ป่วยฉุกเฉินถึงโรงพยาบาล ซึ่งอันนี้จะต้องอาศัยเครื่องมือของระบบอํานวยการทางการแพทย์และระบบเทเลเมดิซิน (Telemedicine) นอกจากนี้ยังจะต้องจัดให้มีรถพยาบาลระดับสูงพร้อมทีมกู้ชีพระดับสูง จํานวนมากเพียงพอ กระจายจุดจอดครอบคลุมทุกพื้นที่ของจังหวัด เพื่อบริการช่วยเหลือ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จัดให้มีรถพยาบาลเบื้องต้นพร้อมทีมกู้ชีพเบื้องต้น ครอบคลุมพื้นที่ สําหรับบริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่วิกฤตครับ
วิธีการดําเนินการนะครับ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับองค์การ บริหารส่วนจังหวัดเป็นหลักในการดําเนินงานและบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉิน นอกโรงพยาบาลของจังหวัด โดยมีการบูรณาการงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกระดับ และเครือข่ายของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีการส่งเสริมและสนับสนุน จากกระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลของรัฐ เช่น โรงพยาบาลของ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ด้วยจิตสาธารณสุขกุศล เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เจ็บป่วย ฉุกเฉินครับ ด้วยศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัดสามารถที่จะ สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน พัฒนาระบบสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมบุคลากรประจําศูนย์ เพื่อจ่ายงานให้กับหน่วยกู้ชีพ มีระบบเชื่อมต่อกับศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติในอนาคต เชื่อมต่อหน่วยกู้ชีพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทุกระดับในจังหวัดได้เป็นอย่างดี สามารถที่จะ พัฒนารถพยาบาลระดับสูงพร้อมทีมกู้ชีพระดับสูงให้มีจํานวนที่เพียงพอ กระจายจุดจอด พร้อมปฏิบัติการอยู่ครอบคลุมทั่วพื้นที่ของจังหวัด อันนี้ก็เป็นตัวอย่างความสําเร็จของจังหวัด อุบลราชธานี แล้วก็จังหวัดสงขลา ที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นหลักในการดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล แล้วก็ยังสามารถจะบูรณาการฉุกเฉิน ด้านอื่น เช่น หน่วยดับเพลิง หน่วยกู้ภัย หน่วยงานฉุกเฉินด้านความปลอดภัยของตํารวจ มาอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มีการประสานงานฉุกเฉินร่วมกันที่ศูนย์จ่ายงานของจังหวัด การดําเนินงาน ในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ก็ไม่ได้กําหนดเรื่องการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน นอกโรงพยาบาลไว้ให้ชัดเจน ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเกิดความลังเลใจ ไม่มั่นใจในเรื่องการใช้งบประมาณ เช่น การจัดหารถพยาบาลระดับสูง หรืออุปกรณ์ ทางการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่ได้มาดําเนินการ ในเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นการดําเนินการให้มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดําเนินงานและบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมแนวทางปฏิบัติและหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายงบประมาณ ก็จะ เป็นทางออกที่จะเอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบดําเนินงานเรื่องนี้ อย่างเต็มความสามารถได้ครับ
ภาพรวมของความสําเร็จในอนาคต ถ้าเราสามารถที่จะปฏิรูประบบการแพทย์ ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลได้ก็จะมีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทุกประเภทจากประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศได้ มีศูนย์จ่ายงานของจังหวัดที่มีประสิทธิภาพ ที่มีระบบงานและเครื่องมือสารสนเทศเชื่อมโยงต่อกันทุกระดับ พร้อมทรัพยากรครบ มีหน่วย กู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงกระจายครอบคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ของประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินตั้งแต่จุดเกิดเหตุได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ สามารถนําผู้เจ็บป่วย ฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลผ่านระบบบริการทางด่วนฉุกเฉินเฉพาะโรคของโรงพยาบาล และได้รับ การบําบัดรักษาได้ทันเวลา ทําให้ลดการสูญเสียชีวิตและพิการของประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินลง
สรุปข้อเสนอแนะเพื่อการดําเนินการทั้งหมดดังนี้
๑. เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดําเนินการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินแห่งชาติเร่งดําเนินการให้ประสบผลสําเร็จ
๒. เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญต่อวิชาปฐมพยาบาลและ การช่วยฟื้นคืนชีพ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพ ได้มาตรฐานที่ทําให้นักเรียน รู้จริง ทําได้จริง และจดจําจนนําไปใช้ได้ตลอด
๓. เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล เมื่อมีความพร้อม ตามแผนการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัด และกระทรวงมหาดไทย ออกระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ดังกล่าว
ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล มีดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ สามารถที่จะลดอัตราการเสียชีวิต พิการ และการสูญเสียอื่น ๆ จากการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ป้องกันได้
ประการที่ ๒ ประชาชนมีความรู้ความสามารถการปฐมพยาบาล การช่วย ฟื้นคืนชีพเบื้องต้น รวมทั้งสามารถที่จะร้องขอความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง
ประการที่ ๓ หน่วยกู้ชีพมีความพร้อม มีประสิทธิภาพ แล้วก็บริการควบคุม พื้นที่ของประเทศได้
ประการที่ ๔ ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้รับการช่วยเหลือบําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และทันต่อเวลา ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้ว หรือจะมีท่านอื่นอีกไหมคะ ไม่มีแล้วนะคะ ก็ขอเชิญสมาชิกอภิปราย อันนี้รายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นระบบ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลนะคะ ไม่ใช่ช่วงที่ไปอยู่ในโรงพยาบาลแล้วนะคะ เป็นช่วงระหว่างเดินทาง ขอเรียนเชิญผู้อภิปรายท่านแรก พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนถาม ผู้นําเสนอก่อนนะครับว่า ไม่ทราบว่าท่านนําเสนอในเรื่องระบบแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล หรือว่าระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอนั้นมันมีเรื่อง รับแจ้งเหตุฉุกเฉินด้วย ผมก็เลยไม่แน่ใจครับว่าจะเป็นอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่า จะอภิปรายรูปแบบใดครับ ก็เลยอยากให้ชัดเจนนิดหนึ่งครับ เพราะว่า ๒ รูปแบบจะไม่เหมือนกัน ถ้าแบบว่าเป็นระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล และไปดําเนินการให้การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือใครมาดําเนินการสนับสนุน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าบอกว่าไปจัดตั้งระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินที่การปกครอง ส่วนท้องถิ่น แล้วก็แพทย์ฉุกเฉินก็อยู่ใต้ระบบรับแจ้งเหตุนั้นด้วย อันนี้ผมก็มีความเห็น อีกแบบหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่แน่ใจว่าจะแบบไหน เพราะว่าเวลาท่านพรีเซนต์ (Present) ท่านพรีเซนต์ (Present) เรื่องรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน แต่พอตอนท้ายปุ๊บ ท่านขอ อีกแบบหนึ่ง ก็เลยไม่ชัดเจนครับ อันที่ ๑ นะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านได้นําเสนอนะครับ ที่ท่านนําเสนอมาก็มีหลายส่วนนะครับ แต่ส่วนหนึ่งที่ท่านบอกว่า ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐมีไม่เพียงพอ แล้วก็ผู้เสียชีวิต ก่อนถึงโรงพยาบาลถึง ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ก็เป็นตัวเลขที่สูงนะครับ ทีนี้เมื่อท่านเป็นห่วง ในเรื่องของชีวิตของประชาชน และการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจราจร ผมว่าเราต้องมาแก้กันว่าเราจะปฏิรูปอย่างไรถึงจะทําให้ผู้ที่ประสบเหตุ ไม่เสียชีวิตก่อนไปถึงโรงพยาบาล จากประสบการณ์ของผมตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถึงปัจจุบัน ก็ยังทํางานด้านตํารวจมาตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพนักงานสอบสวน คดีจราจร ทุกคดีตํารวจต้องไปบริหารเหตุการณ์แล้วก็คลี่คลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ผมจบใหม่ ๆ ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ก็คือว่าเราไปถึงที่เกิดเหตุแล้วปรากฏว่าไม่มีรถพยาบาล ที่จะนําผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่กลางถนนไปโรงพยาบาล เราก็ประสานโรงพยาบาลให้มารับ วิทยุก็แจ้งแล้ว แต่ก็ไม่มาสักที สิ่งที่ผมพูดนั้นพี่น้องประชาชนทั้งประเทศย่อมเป็นพยานได้ แล้วก็พิสูจน์ได้ในขณะนี้ สิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตประชาชนได้มากที่สุดในขณะนี้คือมูลนิธิ ร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หน่วยอาสาต่าง ๆ หน่วยกู้ชีพ หน่วยบรรเทาสาธารณภัย พวกนี้ จะมาช่วยกันเอาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล บางครั้งบางจังหวัดหน่วยเหล่านี้ไม่มีก็เลยจะต้อง ไปตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เลยตั้งชุดพิเศษขึ้นมา เช่น จังหวัดอุบลราชธานี ไม่มี มูลนิธิต่าง ๆ เข้าไปช่วยเขาเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็เลยตั้งทีมกู้ชีพนี้ขึ้นมา ก็เรียกว่าช่วยเหลือประชาชน อันนั้นก็คือเหตุที่เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยครับที่ท่านจะบริหารจัดการ ทําอย่างไรก็ตามให้มีรถที่ได้มาตรฐาน ในการนําผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้มากแล้วก็เพียงพอ แล้วก็ขอเรียนท่านนะครับ ผมก็ ไม่เห็นด้วยนะครับว่าท่านจะให้รถกู้ชีพนี้ไปอยู่รวมกันที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไปรวมกัน อยู่ที่เดียว เป็นผิดหลัก เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักครับ เพราะรถกู้ชีพจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุ เร็วที่สุด จะต้องกระจายกันอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ผมเป็นผู้บังคับการจังหวัดสมุทรปราการ ผมเห็นรถกู้ชีพนี้เขาไปรอบริเวณที่จุดเกิดเหตุเป็นประจํา ๆ เช่น บนถนนบางนา-ตราด แถว ๆ บางพลี เขาจะมารออยู่ใต้สะพานลอยเลยครับ แล้วเขาก็เข้าที่เกิดเหตุได้ทันภายใน ๒-๓ นาที แต่ถ้าบอกว่ามารวมกันที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ กว่าจะไปถึง บางนา-ตราดก็ครึ่งชั่วโมงหรือ ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องกระจายครับ และกระจาย ไม่ใช่กระจายรวมกันหลายคัน กระจายที่ละคันเพื่อเขาจะได้ไปถึงที่เกิดเหตุเร็ว อันนี้เป็น ประเด็นที่ ๑ ครับ ๑. หารถให้เพียงพอ ๒. ถ้าหารถไม่ได้ก็สนับสนุนให้หน่วยกู้ชีพหรือมูลนิธิ ต่าง ๆ เขามีรถให้ได้มาตรฐาน แล้วก็กระจายกันอยู่ก็จะช่วยได้ครับ
อีกส่วนหนึ่งครับ ในการที่จะมาถึงที่โรงพยาบาลเร็วนี้นะครับ หลายท่าน อยู่ในห้องนี้อาจจะไม่เคยเข้าไปนั่งฟังที่ศูนย์สั่งการของศูนย์วิทยุต่าง ๆ ของตํารวจภูธรจังหวัด นะครับ อย่างจังหวัดสมุทรปราการ เรียกว่า ศูนย์วิทยุปราการ ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ เดี๋ยวนี้ มีกล้องวงจรปิดดู เห็นเลยครับ เกิดที่แยกนี้ ศูนย์วิทยุปราการจะประสานงานศูนย์นเรนทร ส่งรถพยาบาล จะขึ้นวิทยุแจ้งหน่วยกู้ภัยให้รีบเข้าไปในที่เกิดเหตุ จะประสานจราจรให้เปิด เส้นทาง เขาจะเห็นเลยว่าขณะนี้รถพยาบาลวิ่งไปตรงไหนแล้ว บอกเลยครับว่าแยกนั้นแยกนี้ ให้เปิดสัญญาณไฟ ไฟเขียวให้รถพยาบาลไปถึงที่เกิดเหตุเร็วที่สุด และเมื่อรถพยาบาล ออกจากจุดที่เกิดเหตุมายังโรงพยาบาลเขาก็อํานวยความสะดวกเส้นทางมาตลอด เขาเรียกว่า ต้องมีทีมบริหารเหตุการณ์ อันนี้แค่รถเกิดอุบัติเหตุนะครับ แต่ถ้ามีอุบัติเหตุใหญ่ เสาไฟฟ้าล้ม เขาจะวิทยุสั่งการไปยังศูนย์ไฟฟ้าให้มาตัดไฟ มีหลายอย่างร่วมกัน และในส่วนนี้ นะครับ ในส่วนของตํารวจนั้นผู้บริหารเหตุการณ์สูงสุดคือผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด มีการเข้าเวรกันว่าขณะนั้นใครเป็นเจ้าหน้าที่วิทยุ ใครเป็นสารวัตรเวร ใครเป็นรองผู้กํากับ เป็นผู้กํากับ เรียงขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับ แต่เหตุใหญ่นั้นผู้บังคับการต้องมานั่งสั่งการ ด้วยตนเอง และผู้ที่จะสั่งการได้นั้นต้องเห็นภาพรวมในทั้งจังหวัดว่าถนนหนทางเป็นอย่างไร โรงพยาบาลมีอยู่ตรงไหนบ้าง เขาเรียกบริหารเหตุการณ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเรียน ต้องฝึก และต้องมีประสบการณ์ และคนที่มานั่งประจําศูนย์นี่นะครับจะต้องรู้ถนนทุกตรอก ซอก ซอย และจะต้องสั่งการเป็น แล้วต้องไม่ตื่นเต้นและมีระบบครับ เมื่อประชาชนแจ้งเหตุเข้ามา กรณีเหตุด่วนเข้าสกัดจับ เขาจะกดคีย์ (Key) โทรศัพท์ของประชาชนที่แจ้งเหตุขึ้นมา ถ่ายทอดออกไปยังตํารวจที่ปฏิบัติอยู่เลย เป็นการแบบเรียลไทม์ (Real Time) เพราะฉะนั้น นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแบบนี้ครับถึงจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แต่ถ้าบอกว่าประเทศไทยทั้งประเทศจะมีรวมศูนย์แจ้งเหตุ อยู่ศูนย์เดียว เสร็จแล้วทั่วทั้งประเทศโทรเข้ามาที่ศูนย์นี้ แล้วศูนย์นี้เมื่อตรวจสอบเบื้องต้น แล้วจะถ่ายทอดทรานส์เฟอร์ (Transfer) สาย ไปยังชุดปฏิบัติในหน่วยต่าง ๆ อีก อันนี้ถือว่า ขาดประสิทธิภาพ เพราะว่าจะทําให้เกิดการเสียเวลา และท่านทราบไหมครับว่าถ้าจะรวม ศูนย์เดียวทั่วประเทศ ทั้งประเทศในแต่ละปีมีสายเข้ามาแจ้งเหตุ ๑๐,๘๓๒,๔๘๐ สาย ต่อปี ถ้าสาย ๑๐ ล้านสายเข้ามามันแจม (Jam) ก่อนครับ ในทางปฏิบัติจะต้องกระจายให้มี ศูนย์แต่ละจังหวัดเขาบริหารเหตุการณ์ในแต่ละจังหวัดเองจะดีที่สุด ไม่ต้องรวมศูนย์ และขณะนี้ศูนย์จังหวัดทั่วประเทศมีหมดแล้วครับ ผมจะขอรายงานผลของการสํารวจและวิจัย สํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ ทําโดยของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทําการศึกษาการบริการรับแจ้งเหตุที่เชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ศึกษา เปรียบเทียบกับต่างประเทศด้วยนะครับ ผลการศึกษาสรุปดังนี้ การจัดระบบแบบรวมศูนย์ สามารถเห็นได้จากการที่จัดระบบศูนย์รับแจ้งเหตุในตํารวจภูธรจังหวัดราชบุรี เขาไปศึกษา ที่จังหวัดราชบุรีนะครับ ระบบดังกล่าวมีลักษณะรวมศูนย์ โดยมีตํารวจภูธรจังหวัด เป็นศูนย์กลาง มีผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา สําหรับขั้นตอน การปฏิบัติงานนั้น เมื่อมีผู้แจ้งเหตุโทรศัพท์ภายในเขตจังหวัดราชบุรี สายโทรศัพท์ดังกล่าว จะเข้ามายังศูนย์ควบคุมสั่งการ ๑๙๑ ในตํารวจภูธรจังหวัดราชบุรี และการสั่งการ จะดําเนินการโดยศูนย์ควบคุมสั่งการ ๑๙๑ ของจังหวัด และมีอํานาจสั่งการครอบคลุม ทั่วทั้งบริเวณจังหวัด จุดเด่นในการให้บริการดังกล่าว อันนี้ของคณะรัฐศาสตร์เขาวิจัยไว้ นะครับ บอกว่า ๑. มีระบบการบริหารงานบุคคลที่ค่อนข้างชัดเจน อันนี้ชัดเจนครับ มีคําสั่งชัดเจนเลย แล้วถ้ามีใครไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง มีผู้รับผิดชอบชัดเจนครับ ๒. มีระบบ การให้รางวัลและตักเตือนโดยผู้บังคับบัญชาสูงสุด ๓. มีระบบการฝึกอบรม ๔. มีระบบ การประเมินผล ๕. มีระบบการบันทึกสารสนเทศที่เรียกว่า ซี ๓ ไอ (C3I) ๖. มีการโอนสาย ด้วยตู้พีเอบีเอกซ์ (PABX) และ ๗. มีระบุพิกัดด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ท่านบอก เมื่อสักครู่นี้ว่าล้าสมัยนี้นะครับ ที่จริงเขาทําแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ คือสามารถระบุได้เลย โทรเข้ามา เบอร์โทรตัวนี้อยู่ตรงไหน เขาเรียก ระบุจุดพิกัดได้นะครับ และสั่งการด้วย วิทยุตํารวจ ช่วยทําให้การทํางานในทุกขั้นตอนมีการบันทึกเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถใช้ให้เป็น ประโยชน์ในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนและการประเมินผลการทํางานได้ ศูนย์วิทยุจะมี บันทึกไว้หมดเลย ใครพูดมาแจ้งเรื่องอะไร หลักฐานสําคัญทางคดีของเราอันหนึ่งคืออันนี้ วิทยุจะมีการรับแจ้งเหตุจับสัญญาณจดบันทึก สามารถเช็ก (Check) กลับ ตรวจสอบกลับได้ ตลอดเวลา ทีนี้เขาบอกว่าที่ปัญหาของศูนย์รับแจ้งเหตุทั่วประเทศมีอยู่ ๒ ปัญหาใหญ่ ๆ ครับ
ปัญหาแรก คือปัญหาการโทรป่วน บอกว่ามากกว่าปัญหาการโทรผิดเสียด้วยซ้ํา ร้อยละ ๗๐ นะครับ ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของสายที่โทรแจ้งเหตุเป็นการโทรป่วนครับ นี่คือปัญหาที่แท้จริง แล้วก็บอกว่าแม้ว่าจะมีการโทรแจ้งเหตุที่ไม่ฉุกเฉิน ซึ่งไม่ใช่ขอบเขต ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตํารวจ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการโทรแจ้งเหตุผิดวัตถุประสงค์นั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจก็ยังสามารถรับมือและให้บริการกับประชาชนในเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างดี และค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เหตุด่วน ถึงแม้ว่าไม่ใช่งานตํารวจ แต่ตํารวจ ก็ยังบริการหรือว่าแก้ไข ช่วยคลี่คลายในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้เป็นผล การยืนยันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ
ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่าปัญหาในเรื่องของการประสานงานและขอความร่วมมือ จากผู้ที่ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ ทั้งในเรื่องการให้ ข้อมูลและในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างเขตอํานาจ ความรับผิดชอบ ของตํารวจกับเขตของโทรศัพท์ หมายความว่าอย่างนี้ครับ
สิ่งแรกคือว่าเราก็อยากจะรู้ว่าคนที่โทรป่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นใคร ดังนั้น ฐานข้อมูลโทรศัพท์เราจึงอยากได้แต่ก็ได้รับด้วยความยากลําบาก ทําให้เราไม่สามารถที่จะไป จัดการกับคนที่มาโทรป่วนได้แล้วก็ป่วนอยู่ทุกวันครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าบางครั้งท่านกด ๑๙๑ ตรงจุดนี้ แต่ทําไมไปติดอีก จังหวัดหนึ่ง เป็นเพราะว่าผู้ที่ให้บริการโทรศัพท์เขากําหนดเขตตรงที่ท่านโทรนี้ทั้ง ๆ ที่อยู่ จังหวัดนี้แต่มันไปอยู่ในศูนย์โทรศัพท์ เครือข่ายโทรศัพท์ของจังหวัดโน้น เลยทําให้ไปติด อีกจังหวัดหนึ่ง ตรงนี้จะตั้งมากี่ศูนย์ก็แก้ไม่ได้ครับ จะต้องแก้ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ให้เขา ปรับจุดที่คนแจ้งให้ไปติดในเบส (Base) ที่อยู่ในจังหวัดนั้นเสีย ตรงนี้ต้องแก้ ต้องขอความ ร่วมมือกันครับถึงจะแก้ได้
แนวทางแก้ไขนะครับ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอไว้ว่า
๑. ให้ประสานงานผู้ให้บริการโทรศัพท์ทุกประเภทเพื่อปรับเปลี่ยนระบบ เขตพื้นที่ของโทรศัพท์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ของตํารวจ ก็คือเขาจะระบุไปถึงตํารวจโรงพัก เลยนะครับ แต่ของเราเอาอย่างนี้ เราเอาระดับจังหวัดก่อนก็ใช้ได้นะครับ โดยให้แต่ละจังหวัด มีศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลข ๑๙๑ เพียงศูนย์เดียวขึ้นตรงกับตํารวจภูธรจังหวัด
๒. ออกข้อกําหนดขั้นตอนมาตรฐานการดําเนินงาน เรียกว่า สแตนดาร์ด โอเปอเรติง โพรซิเยอร์ (Standard Operating Procedure) นะครับ สําหรับศูนย์แจ้งเหตุ ให้ตํารวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศนําไปบันทึกการปฏิบัติงานเพื่อเป็นหลักฐานในการจัดเก็บ ข้อมูลและสถิติ รวมไปถึงการกําหนดให้เปิดเผยข้อมูลสถิติการปฏิบัติต่อสาธารณชน รายเดือน หรือรายไตรมาสครับ และควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานในตํารวจภูธรจังหวัด ที่รับผิดชอบในด้านศูนย์รับแจ้งเหตุครับ แล้วเขาก็ศึกษาอีกว่ากิจการตํารวจในประเทศต่าง ๆ ในโลกต่างมีการให้บริการในลักษณะศูนย์รับแจ้งเหตุด่วน เหตุร้ายด้วยกันทั้งสิ้นครับ อันนั้น ก็คือในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ
ทีนี้มาดูนะครับว่าความคืบหน้าในการดําเนินการศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ แห่งชาติ สิ่งที่ผมกําลังจะอ่านให้ฟังต่อไปนี้จะตอบคําถามที่ท่านตั้งว่าเป็นปัญหา ในปัจจุบัน ที่จริงปัญหาที่ท่านตั้งนี้นะครับ มันตอบอยู่ในนี้แล้วเรียบร้อยครับ ดังนี้นะครับ
สํานักงานตํารวจแห่งชาติเสนอร่างพระราชบัญญัติหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน แห่งชาติ พ.ศ. .... ไปยังสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความ เห็นชอบ โดยมีสาระสําคัญดังนี้
๑. กําหนดหมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติสําหรับ เพื่อใช้แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านอาชญากรรม อัคคีภัย ตลอดจนการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
๒. ให้มีคณะกรรมการบริหารหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีหน้าที่ ดําเนินการให้ความช่วยเหลืองานของรัฐและผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จัดให้มีระบบ โครงข่ายเชื่อมโยงในการให้บริการแก่ผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
๓. ห้ามผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเรียกค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียม ในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติจากผู้แจ้งเหตุฉุกเฉิน คือต่อไปนี้ทุกคนต้องโทรศัพท์ฟรี
๔. กําหนดโทษทางอาญากับผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อการก่อกวนการปฏิบัติงาน ของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
๕. ให้ความคุ้มครองผู้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงพิกัดตําแหน่งของผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินในการช่วยเหลือหรือ ระงับเหตุฉุกเฉิน อันนี้หมายความว่าใครก็ตามโทรศัพท์มาที่ ๑๙๑ จะต้องยอมรับว่าจะต้อง ถูกตรวจสอบว่าท่านเป็นใคร และขณะนี้ท่านอยู่ตรงจุดไหนครับ
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ อนุมัติในหลักการให้มี หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินหมายเลขเดียวตามมาตรฐานสากลและให้ส่งร่างพะราชบัญญัติ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติเสนอให้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ รองนายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือเพื่อให้ได้ ข้อยุติ และในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวง สาธารณสุข กสทช. และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือในการ เลือกหมายเลขสากล ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้หมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขฉุกเฉิน แห่งชาติ เนื่องจากประหยัดงบประมาณในการดําเนินการและคนจดจําง่าย สรุปไปเรียบร้อย แล้วครับ ต่อมาสํานักงานกฤษฎีกาได้เชิญผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปร่วมชี้แจง รายละเอียดร่างพระราชบัญญัติหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้ส่งผู้แทนไปร่วมชี้แจงรายละเอียดดังกล่าวพร้อมด้วยผู้แทนจาก กสทช. และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวม ๕ ครั้ง และในการประชุมครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙ ได้ข้อสรุปดังนี้
๑. เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติเอาไว้ ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ของ กสทช.
๒. ผู้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือระงับ เหตุฉุกเฉินสามารถเข้าถึง หรือเปิดเผยพิกัดตําแหน่งหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งเหตุ ฉุกเฉิน หรือประสบเหตุฉุกเฉินโดยไม่มีความผิด ทั้งนี้เฉพาะเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์แก่ การช่วยเหลือหรือระงับเหตุฉุกเฉินหรือเพื่อตรวจสอบผู้กระทําความผิด กรณีนี้หมายความว่า เกิดบางคนถูกจับตัวเรียกค่าไถ่หรือว่าอยู่ในภาวะคับขันที่ไม่สามารถพูดอะไรได้ยาวเพียงแค่ กดมา ๑๙๑ แล้วก็เสียงหายไป เราต้องการที่จะตรวจสอบว่าที่เสียงหายไปไม่สามารถพูด ต่อได้นี้เขาอยู่ตรงไหน เผื่อเขาอาจจะถูกบังคับอยู่หรือถูกทําร้ายอยู่ เราสามารถเข้าไปช่วย เขาได้ทันครับ อันนี้คือข้อตรงนี้นะครับ ต้องเปิดล็อกตรงนี้ครับ
๓. มีบทลงโทษผู้ก่อกวนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ แล้วบทลงโทษผู้แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือเป็นเหตุให้ผู้รับแจ้ง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือระงับเหตุฉุกเฉินหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
๔. ให้ กสทช. เป็นผู้กําหนดหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินให้แก่ศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินแห่งชาติในเบื้องต้น กสทช. แจ้งว่าให้ใช้หมายเลข ๑๙๑ เนื่องจากประหยัดงบประมาณ และไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน และปริมาณการโทรศัพท์ แจ้งเหตุของประชาชนพบว่าประชาชนโทรศัพท์หมายเลข ๑๙๑ มากที่สุด และ กสทช. เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงและพัฒนาระบบศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ทั่วประเทศ สังเกตครับ ไม่ได้มีศูนย์เดียวนะครับ มีทั่วประเทศครับ กสทช. ได้จ้างสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังดําเนินการศึกษาโครงการศึกษา วิเคราะห์แนวทาง การจัดให้มีบริการหมายเลขฉุกเฉินเป็นบริการยูเอสโอ (USO) หรือเรียกว่ายูนิเวอร์ซัล เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Universal Service Obligation) นะครับ จากรายงานฉบับสมบูรณ์ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๘ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบหน่วยงานที่ให้บริการเหตุฉุกเฉิน ในปัจจุบันนี้มีอยู่ ๕ หน่วยงานที่สําคัญ ๆ ได้แก่ ศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ๑๙๒ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ๑๖๖๙ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ ศูนย์บริการข้อมูล ภาครัฐเพื่อประชาชน ๑๑๑๑ สายด่วนนิรภัย ๑๗๘๔ พบว่าสายด่วน ๑๙๑ เป็นหน่วยงาน ที่เหมาะสมที่สุด หรือมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดําเนินการจัดให้มี บริการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว และเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ สํานัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้อนุมัติให้หมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียวทั่วราชอาณาจักร และให้สํานักงาน กสทช. ดําเนินการศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดจากการศึกษาเดิมที่มีอยู่เพื่อจัดตั้งระบบและศูนย์ ประสานบริการและหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินหมายเลขเดียว พร้อมเสนอกรอบวงเงินลงทุน ให้ทราบเป็นระยะ และเมื่อดําเนินการแล้วเสร็จให้ส่งมอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อตั้ง งบประมาณในการดําเนินงานต่อไป ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ไปศึกษาดูงานศูนย์ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๓-๖ เมษายน ๒๕๕๙ และศูนย์หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒๖-๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ หลังจากศึกษาดูงานก็จะได้นําข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉิน ๑๙๑ แห่งชาติต่อไป เพื่อจะได้นําข้อเสนอนี้เป็นร่างข้อเสนอรายละเอียดข้อกําหนด ทีโออาร์ (TOR) พร้อมกรอบงบประมาณและราคากลางของโครงการจัดตั้งระบบหมายเลข โทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ เนชันนัล อีเมอร์เจนซี นัมเบอร์ (National Emergency Number) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนคือความคืบหน้าถึงสถานการณ์ปัจจุบันครับ ผมขอสรุปเลยนะครับว่าในหลักของการที่จะดําเนินการเรื่องเบอร์ฉุกเฉินต้องยึดถึง ๒ หลัก ๓ หลักใหญ่ ๆ นะครับ
หลักแรก คือหลักประสิทธิภาพ หลักประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วย ประหยัดนะครับ ประหยัดอุปกรณ์เครื่องมือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ประหยัดคนที่จะต้องมาใช้ ประจําศูนย์ ไม่ต้องซ้ําซ้อนมากนะครับ ประหยัดงบประมาณ และในเรื่องประสิทธิภาพ หัวข้อที่ ๒ คือประโยชน์สูงสุดจะต้องมีความปลอดภัย ก็คือผู้ที่ประสบเหตุรอดชีวิต รวมทั้ง ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรรอดชีวิตด้วยครับ
หลักที่ ๒ หลักคุณภาพ หมายความว่าต้องสะดวก รวดเร็ว สะดวก หมายความว่า ประชาชนแจ้งเหตุแล้วสามารถถ่ายทอดข้อมูลสู่การปฏิบัติสู่การสั่งการได้ทันที
ท่านสุวิระสรุปหน่อยนะคะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ไม่เกิน ๑ นาทีครับ ขอบคุณครับ ข้อ ๒ เรื่องคุณภาพจะต้องมีความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ จะต้องเป็นนักบริหารเหตุการณ์ครับ และต้องมีหน้าที่นั้น และต้องมีอาชีพนั้น และต้องทําสม่ําเสมอ จึงจะบริหารเหตุการณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลักคุณภาพข้อที่ ๓ ก็คือต้องปลอดภัยไม่เกิดเหตุซ้ําซ้อน เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมีคนบริหารเหตุการณ์และสั่งการที่มีประสบการณ์ นั่นเองครับ
หลักที่ ๓ คือหลักความเหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณงานจริงที่เกิดขึ้น ก็คือสถิติการรับแจ้งเหตุต่อปี ๑๐,๘๐๐,๐๐๐ ครั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของอาชญากรรม อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องของทางการแพทย์ฉุกเฉินครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือทางแพทย์ฉุกเฉินอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมานั้น ศูนย์ ๑๙๑ เขาจะส่งต่อไปทางแพทย์ฉุกเฉินในกรณีที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางการแพทย์ครับ ก็เป็นสิ่งที่ทํากันอยู่แล้วนะครับ
และข้อสุดท้ายนะครับ หลักความเหมาะสมก็คือว่าหน่วยงานที่จะดําเนินการ ต้องมีความพร้อมที่จะดําเนินการครับ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะต้องดําเนินการเพื่อให้ประชาชนนั้น มีความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ขอกราบเรียนท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ อยากจะเรียนว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมได้เคยสนับสนุนไปครั้งหนึ่งแล้วคราวที่แล้วที่เข้ามา แล้วท่านก็เอากลับไปแก้ ไปปรับปรุงแล้วก็กลับมาใหม่ คราวนี้ก็คงเช่นเดิม เพราะว่าผมเห็นด้วยในหลักการอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็เห็นว่าเรื่องที่เสนอนี้มีความจําเป็นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรณีฉุกเฉิน ขณะภาวะเจ็บป่วยหรือเกิดจากภาวะอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งปัจจุบันมีมากและรุนแรง มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยภาพรวมในเอกสารที่เสนอนี้ผมมีความเห็นเล็กน้อยนะครับว่า เอกสาร ค่อนข้างจะเข้าใจยากเวลาเราดู เพราะว่ามันจะมีเรื่องของปัญหากับข้อปฏิรูปและข้อเสนอ มันมาปนกันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าแยกกันเป็นกลุ่มเป็นโหมด (Mode) อาจจะเวลาส่งต่อไป ข้างนอกอาจจะง่ายขึ้น ทีนี้สับกันไปสับกันมาเรื่องเอกสาร ก็เล็กน้อยไม่มีปัญหามากนะครับ สําหรับความสําคัญของการแพทย์ฉุกเฉินที่มาเกี่ยวพันกับส่วนงานของผมด้วย เมื่อกี้ ผมเห็นด้วยโดยองค์รวมอยู่แล้วที่ได้เคยอภิปรายไว้นี้ว่า ผมยังติดใจอยู่เรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ทําให้ผู้ใกล้ชิดไปเป็นปัญหา ที่เราจะไม่พูดซ้ําอีกแล้ว เรื่องมันเลยไปแล้วนะครับ แต่ว่าที่มา ประสบอยู่ปัจจุบันและอนาคตขณะนี้คือเรื่องอุบัติเหตุทางถนน เพราะตามที่ได้ทราบแล้วว่า ผมได้เคยเสนอทางสภาแห่งนี้ขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ซึ่งขณะนี้ผมขีดเส้นไว้ว่าเหลืออีก ๕๓ วัน เดี๋ยวก็ต่อจากนี้ก็ไปประชุมกันกําลังเร่งรัด เป็นอย่างมากเพื่อจะได้ทันกับเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เราจะได้เสนอกลับเขามาในนี้นะครับ เรามีกรอบงานแล้วก็ยุทธศาสตร์ ๖ ข้อ ที่เราเคาะแล้วนะครับในกรรมาธิการ คือเริ่ม ตั้งแต่การป้องกันตอนต้น ก็คือเน้นเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เป็นข้อแรก ซึ่งสําคัญที่สุด ข้อที่ ๒ เป็นการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนนะครับ ต่อจากนั้น ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการให้การศึกษา ซึ่งตรงนี้คงจะสัมพันธ์กับที่ท่านเสนอด้วยว่าอาจจะ ต้องให้ความรู้เรื่องนี้ไปด้วยเกี่ยวกับเด็ก ๆ ที่ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไรดีในยามที่มีอุบัติเหตุ ทางถนน ที่ท่านเสนอว่าให้การศึกษาให้เด็กมีความรู้ เราก็ประสานไปแล้วกับกระทรวง ศึกษาธิการว่าจะให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้อาจจะทําเอ็มโอยู (MOU) กัน ในเร็ววันนี้นะครับ เรื่องผ่านไปเยอะแล้วขณะนี้ นอกจากนั้นก็เรื่องพฤติกรรม เรื่องถนน ปลอดภัยเป็นยุทธศาสตร์ถัดมา แล้วก็ยานพาหนะปลอดภัย สุดท้ายคือเราพยายามกันไม่ให้ เกิดเต็มที่แล้วละ แล้วก็ถ้าเกิดก็ให้หมายถึงว่าเบาที่สุด สุดท้ายมันห้ามไม่ได้ มันจะต้องเกิด เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือว่าเราจะต้องมีการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน คือนําตัวผู้ป่วย หรือว่าผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไปที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด นี่จะช่วยได้มาก ตามที่ ท่านเสนอแล้วว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของท่านก็เป็นเรื่องอุบัติเหตุ ฉะนั้นถ้าเราช่วยตรงนี้ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับว่าเราประหยัดชีวิตไปได้มากมาย จากปีหนึ่งตั้ง ๒๔,๐๐๐ ศพขณะนี้ ทุกวัน วันละ ๖๐ ๖๐ ๖๐ ทุกวัน ผมก็แปลกใจว่า ถ้าเรามีเหตุเสียชีวิตคนหนึ่งถ้าเป็นที่สนใจ จะสะท้านไปทั้งเมือง แต่ขณะนี้จะด้วยอะไรก็แล้ว เราตายกันอยู่วันละ ๖๐ แล้วก็เงียบ เงียบไปเลย หมายความว่าก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก ซึ่งมันไม่ถูกแล้วนะครับ ข้อเสนอที่ว่าก็คือว่าในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ให้นําระบบ แพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล เราเสนอไปว่าที่สัมพันธ์กันแล้วก็คือว่าให้ อปท. ไปดําเนินการ เพราะขณะนี้เราพบว่าจากที่ได้พูดคุยกัน คุณหมออนุชาก็ได้มาเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ ชุดผมแล้วนะครับ แล้วก็เราได้คุยกันเรื่องนี้แล้วเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอีเอ็มเอส (EMS) ตรงนี้ นะครับ ว่ามันมีปัญหา ๒ อย่างที่สําคัญ ปัญหาเรื่องความไม่รู้ คือขณะนี้ ๑๖๖๙ ผมเองก็ เพิ่งมาบันทึกลงในโทรศัพท์หลังจากกรณีของท่านบรรหารนะครับ ถึงบันทึกเลขนี้ไป แล้วก็ ขณะนี้ก็คนไม่ทราบเยอะ เรื่องระบบการแพทย์ฉุกเฉินขณะนี้มีอยู่ แล้วก็สมบูรณ์ตามสมควร แต่ปัญหาก็คือประชาชนไม่ทราบ ซึ่งตรงนี้ขณะนี้มีการปรับปรุงแล้ว มีการประชาสัมพันธ์ ไปมากมายแล้วนะครับ แต่ก็ยังมาเจอปัญหาที่ ๒ ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ก็คือว่าไม่พอ คือที่มีอยู่ ดี ปัญหาที่มีคือประชาชนไม่รู้ ตอนนี้ประชาชนรู้ แต่รู้แล้วยังมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมลองโทรวันก่อนที่นี่ ๑๖๖๙ ที่คุณหมอให้ผม ก็ไปออกเป็น ๑๖๔๘ ใช่ไหม เขาบอกว่าในกรุงเทพมหานครโทรศัพท์อาจจะทําให้ประชาชนงง แต่ผมนี่รับทราบจากคุณหมอ แล้วว่าในพื้นที่นี้เวลาขานเขาจะขานไม่เหมือนกัน นั่นคือศูนย์นเรนทรเดิม ก็ยังมีปัญหาอยู่ ก็ต้องรีบเคลียร์ (Clear) ให้เร็ว ไม่อย่างนั้นเขาจะตกใจว่าตกลง ๑๖๖๙ กันหรืออย่างไร จะงงกันไปอีกนะครับ แต่ไม่เป็นไร เคลียร์ (Clear) ปัญหาที่มีคือว่ามีอยู่จํานวนไม่พอ ต้องยอมรับว่าไม่พอ อาจจะโดยงบประมาณ อาจจะประเทศเราจนอะไรก็ว่าไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรามีอยู่ขณะนี้ก็คือว่าเราใช้กู้ภัยแทนอยู่บ้างใช่ไหมครับ ใช้กู้ภัยก็แต่ว่าไม่ค่อยได้ผล เพราะว่าเราต้องไปเทรน (Train) หน่วยกู้ภัย หน่วยกู้ชีพต่างหากที่เราต้องการ ซึ่งขณะนี้ ที่ท่านได้ไปทําร่วมกับที่ต้นแบบที่เรามีที่จังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดสงขลา ชัดเจนว่า มีความคืบหน้าและเคร่งครัดชัดเจนมากแล้วก็ดีมากนะครับ ผมก็อาศัยจังหวะนี้ วันก่อน โทรศัพท์ไปหาท่านนายก อบจ. ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ก็คุยกันแล้ว คําสั่งแต่งตั้งท่านเป็น ที่ปรึกษานี่รออยู่ที่โต๊ะ เดี๋ยวผมจะไปเซ็นวันนี้นะครับ เพราะว่าท่านเองทําเรื่องนี้ผมก็ขอร้อง ว่าในฐานะเป็นคนบ้านเดียวกัน ว่าจังหวัดสงขลานอกจากจะทําให้ดีสําหรับชาวสงขลาแล้ว ขอให้เป็นต้นแบบ หมายถึงเป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ทุกแห่ง ถ้าภาคอีสาน ก็ไปดูที่จังหวัดอุบลราชธานี ถ้าค่อนลงมาก็ไปดูที่จังหวัดสงขลา คือทําให้เป็นรูปแบบเลย ท่านนิพนธ์ก็บอกว่าเขาเองได้รับการแต่งตั้งจากสมาคม อปท. ให้เขาดูแลเรื่องนี้ ผมก็บอก ถ้าอย่างนั้นพี่จะตั้งให้เธอเป็นที่ปรึกษา เพราะว่าเขาจะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยในหมู่ของเขาแล้วก็ รับปากว่าทางสภาเราก็ทําเรื่องนี้อยู่ สนช. เองก็ทําเรื่องนี้อยู่ แล้วก็กรรมาธิการก็จะซ้ําเรื่องนี้ เสนอไปยังรัฐบาล แล้วก็ให้ อปท. ไปเตรียมรับเลย ไปเตรียมตั้งโครงข่ายขึ้นมาตามแบบนี้ เพราะถ้าเรามีตรงนั้นขึ้นมาจะทําให้ช่วยประชาชนได้เยอะมาก เป็นเหมือนกับว่าทบเท่าทวีคูณ ไม่ต้องรองบประมาณที่เป็นอินครีเมนทัล (Incremental) ปีนี้ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้าก็เพิ่ม เป็น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เราไม่ได้ใช้ซีโรเบส (Zero based) เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า อปท. ซึ่งเขาพร้อม แต่ปัญหาที่เขามีขณะนี้ก็คือไม่กล้าทํา เพราะว่ากลัว สตง. จะว่า กลัวจะผิด คือยังมีความคลุมเครืออยู่มาก เพราะฉะนั้นต้องเคลียร์ (Clear) ไปยังกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ทางกระทรวงมหาดไทยทําเรื่องไป ทาง สตง. ก็ต้องชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จําเป็น ที่ อปท. สามารถทําได้ แล้วก็ยังต่อไปยังท้องถิ่นอื่น เทศบาลละที่จะมี คือเรายิ่งมีมาก ยิ่งประหยัดชีวิตประชาชนได้มาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่าอยากจะให้มีการดําเนินการ นะครับ
ดังนั้นข้อเสนอแนะก็มีว่า ผมมองเห็นว่าเรื่องนี้ในช่วงต้นนี้เราจะมีปัญหา ขณะนี้เรากําลังประสานเรื่อง ๑๖๖๙ อยู่ แต่ว่าพอช่วงที่เขาจะเปลี่ยนเป็น ๑๙๑ มันจะมี ตกท้องช้างอีกรอบหนึ่งตามความเข้าใจ สมมุติประชาชนจําได้แล้วตรงนี้ว่า ๑๖๖๙ พร้อม ที่โทร พอเป็น ๑๙๑ ที่ว่านี้ใช่ไหมครับ ก็จะมีความไม่เข้าใจ ตรงนี้ต้องรีบแก้รีบเคลียร์ (Clear) ให้เร็วเพราะว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นมาอีกแน่ ๆ ตรงนี้นะครับ ดีที่มีเลขเดียวแต่ว่าไม่ดี ที่ไม่ชัด พอเข้าไปตรงนี้ไม่รู้การแตกตัวเราฝันว่าจะแตกได้แม่นยํา แต่ไม่รู้แม่น ไม่แม่น ใครจะไปรู้ว่าออกไปทางไหนบ้าง เพราะว่าพอไปรวมศูนย์ที่เดียวกันแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ที่มันระบบไอที (IT) ไปอีกอะไรอีก
ประเด็นที่ ๒ คือขอเสนอว่าการกําหนดเป้าหมาย การเพิ่มจํานวนรถพยาบาล ๔,๐๐๐ คัน และบุคลากร ๑๖,๐๐๐ คนเป็นความปรารถนาที่เราจะทํา แต่ปัญหาไม่ใช่ โอเวอร์ไนต์ (Overnight) ไม่ใช่คืนเดียวแล้วจะเป็นได้ สถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ตรงไหนที่จะ สอนใช่ไหม สอนแล้วหมายถึงอบรมแล้วจะใช้เวลาเท่าไร แล้วเรื่องนี้ทางการแพทย์ไม่ใช่ เรื่องง่ายที่จะทําเพราะว่ากับชีวิตคน เพราะฉะนั้นการใช้เวลาตรงนี้ อปท. ที่จะทําจะจัดหา ตรงนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสถานศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะใส่ตรงนี้เข้าไปในระยะเวลา ตรงนี้ผมมองว่าต้องเป็นอินเซนทิฟแพลน (Incentive Plan) หมายถึงว่าเคร่งครัดมาก แล้วประสานกับทางกระทรวงศึกษาธิการ ต้องรีบสร้างตรงนี้ด่วนที่สุด ไม่อย่างนั้นเรามีรถ แต่ไม่มีคน หรือมีคนแต่ไม่พอ หรือมีคนแต่ไม่มีความรู้จริงมันอันตรายชีวิตคนทั้งนั้น ตรงนี้ จะต้องชัดแล้วก็เขียนไปให้ชัดเพราะว่ารัฐบาลจะได้รับไม้ได้ เพราะตรงนี้รัฐบาลจะต้องทํา ในขณะที่ อปท. เขาเตรียมรถ เขาสามารถทําได้ แต่คนเขาจะเอาจากไหน ไม่ใช่สร้างกัน คืนเดียวได้นะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือว่า เรื่องกระทรวงมหาดไทยคงจะต้องชัดในการออก ระเบียบ ตอนนี้เราอาศัยช่วง อปท. แล้วว่ารายละเอียดอย่างไรในความเร่งด่วนว่าควรจะทํา เรื่องอย่างไร เป็นอย่างไร อย่าให้เขากังวล เพราะว่าเดี๋ยวก็กลัวจะเป็นบาปบริสุทธิ์ ไปทําแล้ว กลายเป็นเข้าคุกเข้าตารางไปมันจะเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ
ดังนั้นผมสรุปว่าผมสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้วคิดว่าเราไปกันให้หลายทาง เราฟันต้นไม้ ขวานที่ผมถืออยู่ผมก็จะฟันตรงนี้ ท่านก็ฟันตรงนี้ สนช. ก็ฟันตรงนี้ แล้วทุกส่วน ก็ฟันตรงนี้ เราคิดว่าเราสามารถจะฟันปัญหาใหญ่ที่เป็นต้นไม้ใหญ่มายาวนานเกี่ยวกับเรื่อง แพทย์ฉุกเฉินลงไปได้ นําเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านนิกรรักษาเวลาดีมากเลย ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฏ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ ๑๐ นาทีนะคะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมไม่มี เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มา ผมจะใช้สัก ๕ นาทีนะครับ ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ นะครับ ผมกราบเรียนว่าผมอ่านแล้วก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้เมื่อผมใกล้ตาย ผมคงไม่ตาย เพราะมีเลขเบอร์เดียวที่จะช่วยผมไว้ได้นะครับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว นะครับท่านกรรมาธิการว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และเกิด แก่ อย่างผมนี่ ๗๐ ปีไม่ช้าก็เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามการสูญเสียชีวิตมนุษย์ไปคนหนึ่งโดยไม่จําเป็น หรือช่วยไม่ทันเป็นเรื่องที่สมควรที่จะต้องพิจารณา ซ้ําร้ายกว่านั้นการช่วยช้าไปเพียง ๑ นาที ทําให้เขาเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา ยิ่งร้ายหนักเข้าไปอีก เพราะเป็นภาระของครอบครัว และสังคมที่จะต้องดูแล เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้คนป่วยถึงมือหมอโดยเร็วเป็นเรื่องสําคัญ แต่คําถามว่าเราจะใช้หมายเลข ๑๙๑ หรือจะใช้ ๑๖๖๙ หรืออะไรนี่นะครับก็ยังไม่เป็นที่ สะเด็ดน้ํา ผมอ่านจากรายงานของท่านนะ ก็คือเป็นเรื่องที่ ครม. ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ศึกษาอยู่ ทีนี้ผมก็ต้องถามตัวผมเองว่า ณ วันนี้จะเลข ๑๙๑ ก็ดี หรือ ๑๖๖๙ ก็ดีของแพทย์ ฉุกเฉินนี้ก็เป็นที่ติดตลาด ผมก็จดไว้ในสมุดผมว่าเจ็บป่วย ผมเป็นโรคอย่างนี้ ให้โทร ๑๖๖๙ บอกเบอร์หมายเลข ฮอสพิทัลนัมเบอร์ (Hospital Number) ของโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ผม มีอยู่ในสมุดของผมนี้ดูได้เลยนะครับว่าผมก็จดไว้อย่างนี้ ทีนี้ถามว่าจะใช้เบอร์ใหม่ ท่านจะใช้ เบอร์อะไรมันติดตลาดหรือยัง ช่วงเปลี่ยนผ่านจะทําอย่างไร เพราะอะไรรู้ไหมครับท่าน ณ วันนี้เอาเฉพาะ ๑๖๖๙ ถามว่าจากทันทีที่โทรศัพท์ไปนี้ ๑. ติดไหม ๒. มีคนรับไหม ๓. ท่านส่งรถพยาบาลฉุกเฉินไปถึงเขาใช้เวลาเท่าไร กลับมาใช้เวลาอีกเท่าไรถึงหมอ ตรงนี้ ก็เป็นเคพีไอ (KPI) ซึ่งต้องคิดต่อไปครับ และผมคิดว่าในหลายจังหวัด ไม่ใช่ทุกจังหวัดนะครับ ที่อยู่ห่างไกล โทรศัพท์ไปแล้วพอมาถึงโรงพยาบาลประจําอําเภอ ยิ่งวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีหมอ หรือท่านมั่นใจว่ามีตลอดเวลา ไปกับผมก็ได้วันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ ผมพาไป ไม่มีหมอ มีแต่พยาบาลเวร ถ้าเป็นโรคฮาร์ตแอตแทก (Heart Attack) หรือคาร์ดิแอก (Cardiac) หรือโรคเกี่ยวกับสมองทําอย่างไร ต้องส่งต่อไปที่โรงพยาบาลทั่วไปที่จังหวัด ถ้าโรงพยาบาลทั่วไปไม่สามารถจะรักษาได้ต้องส่งไปโรงพยาบาลศูนย์ ผมมั่นใจว่าผู้ป่วยที่มา ตามเวลารถฉุกเฉิน เสียชีวิตหรือไม่ควรจะพิการจํานวนมาก จากสถิติ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีใคร นําเสนอเลยสักรายเดียว ผมคิดว่าถ้าถามผม ก่อนจะถึงตรงนี้น่าจะทําระบบเก่า ๑๖๖๙ ก็ดี หรือ ๑๙๑ อะไรก็ตาม ให้มันมีประสิทธิภาพเสียก่อนดีไหม ทดลองเลยว่า ๑๙๑ โทรศัพท์ ไปตอนนี้มีคนรับสายไหม รับสายแล้วทําอะไร และถ้าท่านจะรวมศูนย์มาไว้ที่ไหนก็ตาม ผมไม่เกี่ยง ถ้าทําดีนะครับ ถามว่าท่านจะสามารถคอนโทรล (Control) ได้ทั้งประเทศไหม เราน่าจะต้องกระจายศูนย์เหล่านี้อย่างที่บอก ผมเคยไปดู ๑๙๑ นะครับ ๑๖๖๙ บางจังหวัด ก็ทําได้ดี หมายถึงว่าทันทีที่ป่วยปั๊บ ได้รับโทรศัพท์ปั๊บรถออกทันที เหมือนกับไฟไหม้ เขาจะ ใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาที รถดับเพลิงต้องออก ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเคยดูในต่างประเทศ ในยุโรป ไม่ใช่การแพทย์ฉุกเฉินนะครับ เขาจะนั่งอยู่ชั้นบนเลย คอยดูว่ามีแจ้งเพลิงไหม้ที่ไหน เวลาเขาลงนะครับ เขาไม่ได้ลงบันได นักดับเพลิงนี่ผมยืนยัน เขารูดเสาลงมาเลยนะครับ ปั๊บแล้วรถออกเลย การแพทย์ฉุกเฉิน ก็เช่นเดียวกัน ถามว่าทุกเวลารถพร้อมออกไหม รถเสียไหม มีพยาบาลไหม มีหมอพร้อมไหม ถามว่าผมไม่เชื่อว่าพร้อมหมด ทีนี้แต่พอท่านรวมศูนย์มานี่ท่านจัดเวรอย่างไร โทรศัพท์คู่สาย เป็นอย่างไร ถ้าถามผมนะ ผมไม่รวมศูนย์ จังหวัดใครจังหวัดมันนะครับ ไปดู และให้ตั้งศูนย์ แต่ละจังหวัดไป และจังหวัดก็จะต้องคอนโทรล (Control) ในจังหวัดของตัวเอง ถ้าจังหวัด ของตัวเองเล็ก ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน รักษาไม่ได้ ถ้ามันในลักษณะที่จะต้องจําเป็น ผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ท่านก็ต้องไปใช้เฮลิคอปเตอร์และผมเชื่อว่าสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเขาก็ทํา อย่างนี้อยู่ขณะนี้ แล้วถามว่าที่ผมพูดถึงเรื่องสถาบันแพทย์ฉุกเฉินนี้ ผมพูดเหมือนกับผมไปนั่ง อยู่ที่นั่น เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ รัฐมนตรีท่านหนึ่งท่านเป็น คนนครปฐม และผมก็เป็นกรรมการในการทําเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ผู้อํานวยการสถาบันแพทย์ ฉุกเฉินคนแรก ผมก็เป็นคนไปเลือก กว่าจะได้สถาบันแพทย์ฉุกเฉินมาเลือดตาแทบกระเด็น ได้มาแล้วก็จะต้องประคบประหงมให้มันมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น แต่ถ้าถามผม ถ้าจะรวมศูนย์ ทั้งประเทศมาไว้เซ็นเตอร์ (Center) เดียวนะครับและยังไม่มีระบบทําให้ผมน่าเชื่อถือได้ว่า คุณกระจายวิธีการรับและสั่งการอย่างไรผมไม่เห็นด้วยนะครับ ถ้าเห็นเฉพาะแค่เปเปอร์ (Paper) อย่างนี้นะครับ แล้วบอกจะรวมศูนย์ จะต้องมีรถพยาบาลอีก ๔,๐๐๐ คัน มีพยาบาลเท่านั้นเท่านี้ ถามว่า ณ วันนี้พยาบาลขาดแคลนไหม ขาดแคลน ผมไปวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนีมาหลาย ๆ แห่งแล้วนะครับ หลายแห่งไปถามดูได้แถว ๆ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ-นนทบุรี ผมไปมาหมดแล้ว ทริป (Trip) หมอไม่พอ คําถามว่าพอรถพยาบาล ฉุกเฉินมามีคนขับไหม คนขับมีคุณภาพไหม ยังอีกยาวนาน ท่านต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่า ระบบไอที (IT) ของท่านจะไม่มีปัญหา แล้วจะเชื่อมต่อกันอย่างไร บูรณาการกันอย่างไร ถ้าสําหรับผู้ป่วยผมคิดว่าขณะนี้ป่วยที่ไหนก็ตาม ผมว่า ๑๖๖๙ ของสถาบันแพทย์ฉุกเฉิน ทําได้ดี แต่ยังไม่ดีอย่างที่น่าพอใจ ต้องให้ดีกว่านี้อีก และต้องมีตัววัดว่ากี่นาทีถึง สิ่งหนึ่งที่ผม คิดว่ายังไม่บูรณาการกันระหว่างสํานักงานแพทย์ฉุกเฉินกับตํารวจพื้นที่ รถติด บางราย เอาญาติของผมเลย ตายคารถ ๒. เดี้ยงเป็นผักเป็นปี ถามว่าทําไมรู้ไหมครับ รถออกตรงเวลา มีพยาบาลดูแลอย่างดีเรียบร้อย รถไปนะครับ พอกลับมาตอนสี่โมง สี่โมงครึ่งถึงห้าโมง ท่านลองดูก็แล้วกัน เอาแค่ท่านจะไปส่งที่โรงพยาบาลศิริราชก็ตายแล้ว ยกตัวอย่างนะครับ หรือจะไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นี่ก็ตายแล้วนะครับ ถ้าไปโรงพยาบาลวชิระก็อาจจะ ไม่ถึงกับตาย เดี้ยง เพราะเป็นเวลาโรงเรียนเลิก รถติด แล้วทําอย่างไรครับ ถึงจะมีพยาบาล มีรถพยาบาลที่ท่านว่าจอดอยู่ทุกที่ มันก็ไปไม่ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นระบบของ การแพทย์ฉุกเฉินต้องประสานสัมพันธ์กับพื้นที่ของตํารวจว่ารถของฉันออกแล้วนะ จีพีเอส (GPS) จุดตรงนั้น เป้าหมายตรงนั้น ขอให้ท่านเบิกทางหน่อยนะครับ มันถึงจะได้ผล แต่อย่างไรก็ตามท่านก็รู้อยู่ว่าถ้าในกรณีที่มันเต็มถนนเลยนะครับ รถเต็มถนนเลย เบิกอย่างไรก็ไม่ไป ก็ฝากท่านไว้ว่าถ้าท่านคิดจะรวมศูนย์อย่างนี้นะครับ ใช้เบอร์เดียว ผมเห็นด้วยนะ ถ้าสามารถทําอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถอธิบายได้ว่าถ้าอยู่ภาคเหนือ ศูนย์อยู่ตรงไหน จังหวัดอยู่ที่ไหน ประสานกันอย่างไร ภาคใต้ จังหวัดนราธิวาสทําอย่างไร และถ้าคิดว่ารวมศูนย์แล้วซื้อรถพยาบาลร้อยแปดจิปาถะ ผมคิดว่าไปลําบาก น่าจะศึกษา ให้รอบคอบมากกว่านี้ก่อนที่จะนําเข้ามาอย่างนี้อีกทีหนึ่ง ผมเสนอแนะนะครับ ท่านถอน เรื่องนี้กลับไปอีกสักครั้งดีไหมครับ อย่าได้ลงมติวันนี้เลยนะครับ เพราะถ้าผมดูผมบอกว่า ท่านไปไม่เป็นแล้ว เพราะว่า ครม. ส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาพิจารณา กฤษฎีกาเชิญท่านทั้งหลาย ไปประชุมแล้วยังไม่มีมติอะไรเลย แล้วเราก็ปฏิรูป ปฏิรูป แล้วเราก็จะนําเสนอเอาของร้อน เผือกร้อนไปให้รัฐบาลอีกอย่างนั้นหรืออย่างไร ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะโจมตีอะไรท่านนะครับ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเอาดอกอุตพิดให้ท่านด้วย ผมเชื่อว่า ณ วันนี้ท่านกําลังเสนอดอกมะลิ ที่มันหอมเป็นพวง ไม่ใช่ดอกพุดมาเสนอในที่นี้ ผมก็ขออนุญาตจบเพียงเท่านี้นะครับ ผมคิดว่า คิดให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ คนไทยร่วมกันมากกว่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านสุรินทร์มากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ค่ะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมื่อคราวที่แล้ว ที่เรื่องนี้เข้าสภา ผมต้องกราบขออภัยถ้าได้กระทําการใดเป็นการข่มขู่ เป็นการก้าวล่วง เป็นการหยาบคาย ข้อความมันคล้าย ๆ กับมาตรา ๖๑ (๒) ไปบ้าง ในเรื่องของความไม่เห็นด้วย ข้อเดียวใน ๓ ข้อ ก็คือในเรื่องของหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งจะเกิดหมายเลข ๑๑๒ โดยผมได้ให้เหตุผลและในที่สุดกรรมาธิการได้ถอนเรื่องนี้ออกไปทําการศึกษาใหม่ แล้วต้องขอกราบขอบพระคุณที่ได้ถอนเรื่องนี้ไป ถอนเรื่องนี้ก็คือในเรื่องเฉพาะหมายเลข โทรศัพท์ฉุกเฉิน ส่วนในประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือ ในทางการแพทย์เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยเกินร้อยครับ เป็นบุญเป็นกุศลอย่างยิ่งครับ ถ้าหากว่าแผนปฏิรูปเรื่องนี้ผ่านสภาไปแล้วมีการขับเคลื่อนโดยพลัน วันนี้ผมไม่อภิปราย ขัดแย้งหรือคัดค้านไม่จาบจ้วง ไม่ก้าวล่วง ไม่ข่มขู่อีกแล้วครับ สนับสนุนเต็มที่ แต่กําลัง จะอธิบายเหตุผลประกอบว่าข้อ ๓ ที่ท่านติงไว้แล้วถอนออกไปจะมีการขับเคลื่อน ของคู่ขนานไปด้วย ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ขออนุญาตที่เอ่ยนามได้อภิปราย ขั้นตอนพัฒนาการของหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินไปโดยละเอียดแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ํา ในเรื่องนั้นแต่จะเติมในสิ่งที่ขาดอยู่อีกเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ทําไมจะต้องเป็น หมายเลข ๑๙๑ แล้วทําไมต้องเป็นหมายเลขเดียว ทําไมสมควรจะอยู่กับตํารวจ ผมอธิบายขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ปัจจุบันนี้มันมีตัวอย่างที่เป็นที่ประจักษ์อยู่ ก็คือเอาง่าย ๆ เรื่องพื้นฐานเลยนะครับ ปัจจุบันนี้เวลาเราจะเข้าห้องน้ํา จะนั่งชักโครก ผมต้องเอาด้ามไม้กวาดแหย่คอห่านก่อนครับ ผมกลัวมันจะโผล่ขึ้นมา สมมุติว่ามันโผล่ขึ้นมา ไม่ทันได้กัดเราแจ้งใคร เราแจ้งอาสาสมัครใช่ไหมครับ เราแจ้งอาสาสมัคร เราแจ้งกู้ภัยใช่ไหมครับ มาจัดการกับงูตัวนั้น ตัวอย่างถัดมาครับ กัดแล้วคราวนี้ ได้รับบาดเจ็บ เราแจ้งใครครับ เราคงต้องแจ้งอาสาสมัครมาจับงูตัวนั้นอีกไม่อย่างนั้นมันไปกัดคนในบ้านคนอื่นอีก เราต้องแจ้ง หมอด้วยใช่ไหมครับ เพราะมันต้องให้การรักษาแล้ว ทั้ง ๑ และ ๒ เราต้องแจ้งตํารวจไหมครับ รีบไปโรงพยาบาล ตํารวจเข้ามาเกี่ยวอีกแล้วครับ ไม่เปิดการจราจร ให้เปิดการจราจรช้าไป ติดไฟแดงอยู่ กัดเข้าทวารหนักมันศูนย์รวมประสาท ตายทันที สมมุติว่ากัดแล้วตายทันทีละครับ ตายตรงนั้นเลยครับ แจ้งใครอีกครับ แจ้งพนักงานสอบสวน แจ้งตํารวจครับ แจ้งหมอ แจ้งนิติเวชครับ เพราะฉะนั้นในทุกองค์ประกอบมีตํารวจเข้ามายุ่งหมด เลยครับ ถ้าหากว่าเราคนละเบอร์กัน อาสาสมัครเบอร์หนึ่ง หมอเบอร์หนึ่ง ตํารวจอีกเบอร์หนึ่ง นิติเวชอีกเบอร์หนึ่ง จราจรอีกเบอร์หนึ่งไปกันใหญ่ครับ ผมว่าควรแจ้งเบอร์เสียก่อน เพราะฉะนั้น การที่มีเบอร์เดียวแล้วกินรวบเลยครับ พอโทรศัพท์ไปเบอร์นี้มันไปหมดในทุกหน้าที่โดยทันที คราวที่แล้วผมอภิปรายผมยกตัวอย่างครับว่า เราแค่ไปซ่อมรถเท่านั้นเอง ไปศูนย์บริการครับ เราโทรศัพท์ไปเบอร์รวมเบอร์เดียว เขาบอก กด ๑ อะไหล่ กด ๒ เปลี่ยนกรองอากาศ กด ๓ ไม่ทําอะไรเลย อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวมันตัดสายไปเอง กด ๔ กด ๕ ก็แยกกันได้อย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระอภิปรายให้รายละเอียด ไปหมดแล้ว จริง ๆ ผมเตรียมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มา ๑๔ หน้าครับ ผมขออนุญาต สภาแล้ว ผมไปที่ข้อ ๔ เลยครับเพื่อจะให้เห็นภาพชัดเจนว่า เรื่องนี้มันไปไกลแล้วครับ มันใกล้จะจบแล้วครับ กรรมาธิการชุดนี้จะต้องไปผนวกรวมตามเรื่องนี้มาประกอบด้วยครับ ในข้อ ๔ ครับ กสทช. แจ้งผลการประชุมต่อสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ทราบ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาจํานวนหลายครั้งเพื่อ ปรับกฎหมายให้เหมาะสม ครั้งแรกสํานักงานตํารวจแห่งชาติเสนอกฎหมายพระราชบัญญัตินี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปว่าให้แก้ไขเพิ่มเติมหมายเลขฉุกเฉินใน พ.ร.บ. ของ กสทช. ครับ ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แทนที่จะไปร่างเป็นกฎหมาย ต่างหากขึ้นมา ให้ไปแก้ไขเพิ่มเติมในกฎหมายของ กสทช. โดยยืนยันในหลักการให้ใช้ หมายเลข ๑๙๑ เชิญหน้าต่อไปครับ หมายเลข ๑๙๑ จึงเป็นหมายเลขที่ชูขึ้นมาในศูนย์ รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน และให้นําพระราชบัญญัติหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติที่จะนําเสนอไปรวมไว้กับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช. ขอต่อครับ กสทช. ไปจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดําเนินการศึกษาเรื่องนี้ ในที่สุดก็ยืนยันความเหมาะสม ข้อที่ ๖ ครับ สํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ครับ อนุมัติให้ใช้หมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีให้ใช้ครับ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ สั่งโดย ม. ๔๔ ตอนนั้นยังไม่ใช้ และให้ กสทช. ไปศึกษาเพิ่มเติมถึงการจัดระบบ กสทช. ก็ไป จ้างบริษัท อินฟินิตี เพลส แมเนจเมนต์ จํากัด ทําการศึกษาเรื่องนี้ครับ ณ วันที่ ๓-๖ เมษายน ได้ไปดูงานที่ประเทศจีนครับ ที่เมืองซูโจวครับ นั่นละครับสถานที่ไปดูงานที่เมืองซูโจวครับ ที่เมืองซูโจวเขาเรียกศูนย์นี้ว่า ศูนย์รวมสั่งการเหตุฉุกเฉินเมืองซูโจว ของเราเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุ เขาข้ามไปอีกชอต (Shot) หนึ่งครับ เขารับแจ้งเหตุเสร็จแล้วเขาสั่งการ สั่งไปไหนบ้างครับ สั่งไปอาสาสมัครป้องกันภัย สั่งไปจราจร สั่งไปหมอ สั่งไปสัปเหร่อถ้าตาย นิมนต์พระเสร็จ ก็ศูนย์เดียวครับ ตรงกับเรา ไปดูที่ประเทศมาเลเซียในวันถัดมาครับ ในวันที่ปลายเดือน เมษายน วันที่ ๒๖-๒๘ ไปดูที่ประเทศมาเลเซีย ขณะนี้ถึงตรงนั้นนะครับ ผมพักไว้แค่นั้นก่อน ทีนี้มาดูสาระของพระราชบัญญัติครับ พระราชบัญญัตินี้ปัจจุบันอยู่ที่สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาและพระราชบัญญัตินี้ก็น่าที่จะเป็นอย่างนี้ อันนี้ผมไม่ได้มโนนะ แม้ว่านามสกุล นิ่มมะโน ก็ตาม เพราะพระราชบัญญัตินี้ก็คือพระราชบัญญัติที่ตํารวจเขียนพระราชบัญญัติเอง ครั้งแรก สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดูมารอบหนึ่งแล้ว สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเห็นด้วยแล้ว แต่อย่าไปออกเป็นพระราชบัญญัติไหนเลย ไปแก้ไขเพิ่มเติมในของ กสทช. จะง่ายกว่า ก็เลยไปแก้ไว้ที่มาตรา ๓๔ แตกแขนงเป็น ๕ มาตรา ก็คือมาตรา ๓๔/๑ มาตรา ๓๔/๒ มาตรา ๓๔/๓ มาตรา ๓๔/๔ และมาตรา ๓๔/๕ สาระทั้งหมดผมจะไม่พูด ผมพูดนิดเดียวก็ในเรื่องของนิยามคําว่า ฉุกเฉิน เหตุฉุกเฉิน หมายถึง เหตุด่วนหรือเหตุร้าย ที่ผู้ประสบเหตุประสงค์แจ้งเพื่อขอความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้ตนหรือผู้อื่นพ้น จากอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือเหตุอื่นที่ต้องการจะช่วยเหลือเป็นการด่วน ให้มีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ มีหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือระงับเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ครบหมดแล้ว ๑๙๑ คือหมายเลขฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินมีหน้าที่อะไรบ้าง ครบหมดครับ ขอใบสุดท้ายเลยครับ ภารกิจของเหตุฉุกเฉินต้องทําอะไรบ้าง ได้รับความคุ้มครองอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีอยู่ครบทั้งหมดในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ๑๔ หน้านี้ครับ ผมจะมอบให้ กรรมาธิการไปประกอบ แล้วท่านก็สามารถที่จะโยงเรื่องนี้เข้ากับแผนปฏิรูปของท่าน แล้วจะ สมบูรณ์ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านอํานวยนะคะ มีสมาชิกจะประสงค์อภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขอภิปราย)
ถ้าไม่มี เชิญกรรมาธิการตอบค่ะ โดยเฉพาะในประเด็นของท่านสุวิระนะคะ ที่ว่าเป็นการแพทย์ฉุกเฉินหรือว่าเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุ ประเด็นนั้นควรจะเคลียร์ (Clear) เสียก่อน ขอบคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย และคณะ เป็นผู้ตอบ คําถามทั้งหมดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่าน พลเอก ชูศิลป์ หรือท่านอนุชาจะตอบ แล้วแต่ท่านใดจะตอบก็ได้ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกทุกท่านครับ ในกฎหมายของพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ เรานับกระบวนการของการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นไปตามหลักที่เรียกว่า สตาร์ ออฟ ไลฟ์ (Star of Life) ขั้นที่ ๑ ก็คือการทําเออร์ลีดีเทกชัน (Early Detection) การพบเหตุ ซึ่งหมายรวมว่าถ้าประชาชนสามารถที่จะพบเหตุและรู้ว่าเหตุอย่างนี้ต้องโทร อะไร ต้องช่วยเบื้องต้นอย่างไร ก็รวมอยู่ในจุดตั้งแต่ต้น นั่นหมายความว่าระบบแจ้งเหตุนั้น นับอยู่ในกระบวนการของการแพทย์ฉุกเฉินครับ ส่วนขั้นที่ ๒ คือการเออร์ลีรีพอร์ต (Early Report) แปลว่าประชาชนรู้ว่าจะโทรเบอร์ไหน แล้วจะต้องรายงานอะไรบ้าง และได้ช่วย อะไรไปแล้ว ขั้นที่ ๓ ถึงจะเป็นเออร์ลีเรสพอนส์ (Early Response) แปลว่ากระบวนการ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เดียว ไม่ว่าจะเป็นกู้ชีพ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจและดับเพลิงกู้ภัย ร่วมกันตอบสนอง อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่ทั้งหลายทั้งปวงของประเทศที่เจริญแล้ว และเซต (Set) ระบบมา นํามาสู่การออกเป็นพระราชบัญญัติ เราก็ดําเนินการพัฒนา ขึ้นมาเรื่อย ๆ
ข้อ ๒ คือเรียนที่ประชุมก่อนว่าจากข้อมูลที่ตั้งแต่มี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน มีกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินและมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ การรับแจ้งเหตุ และการไปช่วยผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก ๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง จนปีที่แล้วถึงประมาณ ๑,๓๒๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ในการออกไปช่วย ๑,๓๒๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้น ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน แบบขั้นกลาง ที่เรียกว่า ฉุกเฉินรุนแรง เป็นประมาณเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว มีคําถาม ตั้งคําถามในใจว่าเราต้องมีจํานวนที่จะต้องออกเหตุเท่าไร ก็เรียนที่ประชุมว่าในประเทศที่ทํา เรื่องนี้ได้มายาวนานและดีที่สุดในเอเชียคือประเทศญี่ปุ่น เขาใช้ระบบการพัฒนาระบบ การแพทย์ฉุกเฉินนั้นโดยอาศัยท้องถิ่น เพราะประเทศญี่ปุ่นมีระบบท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ได้ มีระบบภูมิภาคเหมือนเรา ทุก ๆ ท้องถิ่นเขาจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินผสมผสานกับกู้ภัย แล้วก็บูรณาการกับตํารวจนั้น เขาอยู่ที่ประมาณ ๕,๑๐๐,๐๐๐ ถึง ๕,๒๐๐,๐๐๐ ครั้ง ประชากรในประเทศญี่ปุ่นมากกว่าเรา ๒ เท่า แปลว่าเราน่าจะอย่างน้อยการออกเหตุที่ผม พูดเมื่อสักครู่นี้ว่าประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ เป้าข้างหน้าน่าจะถึงประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ คืออีกประมาณเท่าตัว จากการรวบรวมงานทั้งหมดที่เรามีอยู่นั้นเราพบปัญหา อยู่ ๒-๓ ประเด็นใหญ่ ที่เป็นที่มาที่ได้เสนอผ่านกรรมาธิการมา อันที่ ๑ เราเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่นี้ที่เรียนว่า มูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือมูลนิธิร่วมกตัญญูนั้น ที่เป็น กู้ชีพ ถือว่าเป็นบุคลากรในระบบของเรานะครับ ไม่ได้เป็นกลุ่มที่แตกแยกออกไป การที่มี ปรากฏการณ์ที่มีกู้ชีพ ที่เป็นมูลนิธิก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม ไปที่เกิดเหตุนั้นเป็นไปตามที่ระบบ เป็นอยู่ แต่ว่าเมื่อ ๑๖๖๙ ได้รับแจ้งแล้วกู้ชีพที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิหรือท้องถิ่น หรือของโรงพยาบาลเองก็ตามนั้น ก็ล้วนแต่เป็นกู้ชีพที่ผ่านมาตรฐาน ผ่านไลเซนส์ (License) ของระบบนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อมีการขยายตัวจากประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ๑๐ ปีต่อมา ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ครั้งนั้น ปรากฏการณ์ของการขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด นะครับจะพบว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของการออกเหตุเป็นทางมูลนิธิ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นของ โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้มีหน่วยกู้ชีพประจําอยู่ ซึ่งเป็น หน่วยแอดวานซ์ (Advance) ที่สุด แต่ที่ขยับตัวมากขึ้นจนกระทั่งถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นผลงานของกู้ชีพที่มาจากท้องถิ่น
สิ่งที่ ๒ ที่เห็นเป็นปรากฏการณ์ แล้วก็กําลังดําเนินการเรียนกันต่อไปเรื่อย ๆ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างจังหวัดอุบลราชธานีก็ตาม อย่างจังหวัดขอนแก่นก็ตาม อย่างโคราชก็ตาม ได้ขยับให้หน่วยของตัวเอง ซึ่งเป็นหน่วยที่เบสิก (Basic) ที่สุดนั้นขยับขึ้น จากการที่เป็นหน่วยที่เรียนประมาณสัก ๕ วัน ขึ้นเรียนประมาณ ๑๑๐ ชั่วโมง นั่นกลายเป็น หน่วยที่สามารถจะรองรับกับปัญหาที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่คือผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นรุนแรงได้ แล้วเป็นวิธีที่สําคัญ แล้วก็เป็นวิธีที่เห็นชัด จึงเป็นเหตุผลว่าทําไมเราถึงอยากให้ความชัดเจน ในการทําให้ท้องถิ่นมีอิทธิพล และมีบทบาทในการที่จะสามารถกําหนดให้หน่วยตัวเอง มีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นได้นะครับ ปรากฏการณ์ต่อมาก็คือว่า การที่ท้องถิ่นทั้งหลาย ได้ขยายตัวจากขั้นพื้นฐานไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ หรือจํานวนของหน่วยเพิ่มขึ้นนั้น หน่วยงาน สําคัญก็คือ อบจ. ครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดอุบลราชธานี หรือหลายจังหวัด ในภาคอีสานที่จะมาเพิ่มขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเพราะ อบจ. สนับสนุน ประการที่ ๑ คือสนับสนุน ให้รถกู้ชีพนั้นมีการเช่าและกระจายไปสู่ อปท. เล็ก ๆ อันที่ ๒ ได้รวบรวมเอาผู้คนที่ยังได้ฝึก มาน้อยนี้นะครับเข้าสู่กระบวนการฝึก ทาง อบจ. ลงทุนให้ บรรดาน้อง ๆ กู้ชีพที่ยังเป็น ขั้นพื้นฐานทั้งหมดได้เข้าสู่การเรียนที่สูงขึ้น แล้วทําให้หน่วยของเขาขยับขึ้นเป็นหน่วย ที่พร้อมรับฉุกเฉินที่รุนแรงขึ้นได้ด้วย ใน ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้นมีความแตกต่างตั้งแต่ แชมป์ (Champ) อันดับ ๑ อย่างจังหวัดขอนแก่นเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อปี อันดับ ๒ จังหวัดอุบลราชธานี ๘๐,๐๐๐ กว่าครั้งอย่างนี้นะครับ จนกระทั่งถึงจังหวัดเล็ก ๆ ที่ชัดเจนว่า ท้องถิ่นยังไม่ได้เข้าร่วมมากนักนะครับ เมื่อรวมภาพทั้งหมดแล้วเราพบว่ามีท้องถิ่นเข้ามาช่วย เราได้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าถ้าอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของท้องถิ่นที่ยังไม่ช่วยเรานั้น ขยับมาช่วยเรา ตัวเลขก็น่าจะเข้าใกล้กับที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่นี้ ปรากฏการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่เคยออกเหตุประมาณ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ขยับขึ้นเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าครั้ง เกือบ ๆ จะถึง ๔๐,๐๐๐ ครั้ง เหตุผลสําคัญคือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานของอนุกรรมการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัด ที่มีนายแพทย์ สสจ. เป็นเลขานุการนั้น ได้เห็นข้อมูลและความชัดเจนว่ามี อปท. ประมาณเกินครึ่งที่ยังไม่เปิด หน่วย ท่านก็ได้จ้ําจี้จ้ําไชและชักชวนให้ อปท. ต่าง ๆ เหล่านั้นได้เปิดหน่วยกู้ชีพขึ้นนะครับ จนกระทั่งจังหวัดขอนแก่นขยับตัวเลขขึ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าครั้งอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ๒ ปี ทั้งหมดที่เอ่ยมานั้นมีปัญหาสุดท้ายก็คือว่าใน ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้น ในเขตเมืองใหญ่ เมื่อไรก็ตามที่มีเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุฉุกเฉินที่เป็นภัยขนาดใหญ่ กู้ชีพที่ออกไปนี้จําเป็น และต้องพึ่งพากับกู้ภัย จําเป็นและต้องพึ่งพากับตํารวจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีหนึ่งที่สําคัญ แล้วก็เร่งด่วนก็คือทําให้การรับแจ้งเหตุนั้นสามารถกระจายการแจ้งเหตุไปสู่หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พร้อมกัน ขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมอีกนิดเดียวก็คือตรงที่คําว่า ระบบศูนย์ รับแจ้งเหตุแห่งชาติเบอร์เดียวนั้นนะครับ ไม่ได้แปลว่าไปรวมศูนย์ให้มีศูนย์รับแจ้งเหตุที่เดียว การที่ประชาชนจําได้เพียงเบอร์เดียว แล้วสามารถตอบสนองให้มีทั้งกู้ชีพ กู้ภัย ตํารวจ ไปสอดคล้องกับปัญหา หรือแม้แต่อํานวยความสะดวก ทําให้หน่วยดับเพลิงกู้ชีพเข้าไปหา พื้นที่ได้โดยตํารวจก็ตามนั้น โมเดล (Model) ในการทําให้เกิดระบบสั่งการหรือรับแจ้งเหตุนั้น ไม่จําเป็นต้องเป็นศูนย์เดียว ในยุโรปมีตั้ง ๖ โมเดล (Model) แปลว่าถ้าเรื่องที่มีการขับเคลื่อน ทั้งฝั่งสาธารณสุขและฝั่งตํารวจ แล้วก็ไปรวมกันที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ได้มีการเดินหน้าได้ดี สิ่งที่ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยที่ทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ทํารีพอร์ต (Report) ไปแล้ว ก็หวังว่าศูนย์ดังกล่าวนี้จะสามารถที่จะรับแจ้งและกระจายข่าวได้เร็ว แล้วหน่วยสั่งการก็เดินหน้าทําให้ทุก ๆ หน่วย ไม่ว่าดับเพลิง กู้ชีพ กู้ภัย สามารถเดินไปช่วยได้ สามารถเห็นตําแหน่งที่ชัดเจน ได้ข้อมูลของคนที่แจ้งมา รวมไปถึงสามารถแจ้งได้ทุก ๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรศัพท์ ที่สําคัญคือได้เขียนไว้ให้ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชัดเจนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นขอให้ทําแบบยุโรป ก็คือว่าเบอร์เก่าต่าง ๆ ที่ประชาชนยังคงใช้อยู่ อย่างเช่นที่ประชาชนใช้ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ครั้ง สําหรับ ๑๖๖๙ นั้น ก็ยังคงเอาไว้จนกว่าจะแน่ใจว่าเบอร์เดียวที่เหลืออยู่นั้นเป็นที่ยอมรับเพียงพอ ในบางประเทศ ในยุโรปใช้เวลาหลายเดือน หลายปีนะครับ สุดท้ายก็ขอให้การเซต (Set) ระบบรับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินเบอร์เดียวนั้น ขอให้มีช่วงของการกระทํา แล้วก็เร่งให้การดําเนินการนั้นเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อปัญหาข้อสุดท้ายที่ผมเอ่ยถึง คือกู้ชีพไปถึงแล้ว กู้ภัยยังไปไม่ถึง ดับเพลิงยังไปไม่ถึง ตํารวจยังไปไม่ถึง จะได้ไปพร้อมกันครับขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่ากรรมาธิการตอบเสร็จแล้วนะคะ ต่อไปก่อนที่จะ ขอมติจากที่ประชุม ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ขออนุญาตครับ
เชิญท่านสุวิระมีอะไรคะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ครับ
ท่านกรุณาพูดดัง ๆ หน่อยค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ครับ อยากจะขอเรียนว่ายังไม่ได้ตอบให้ชัด ๆ เลยครับว่าเสนอ ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินหรือว่าเสนอศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินครับ เพื่อความชัดเจนครับ
กรรมาธิการกรุณาตอบอีกทีนะคะ ว่าเรื่องที่ท่านเสนอนี้เป็นการเสนอเรื่องศูนย์ แพทย์ฉุกเฉินหรือว่าเรื่องการรับแจ้งเหตุค่ะ แต่ดิฉันอ่านเปเปอร์ (Paper) ของท่านแล้ว ท่านมีคัฟเวอร์ (Cover) ทั้ง ๒ อัน เชิญท่าน พลเอก ชูศิลป์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ จุดประสงค์ของเรานะครับ เราต้องการเสนอให้มีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินนะครับ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์อะไร หรือหน่วยไหนจะทําก็ตาม เราต้องการศูนย์รับแจ้งเหตุนี้มาแก้ปัญหาระบบ การแจ้งเหตุฉุกเฉินของประชาชนครับ แล้วก็อยากจะให้มีการเร่งการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ อันนี้โดยเร็ว ตามที่ท่าน พลเอก สุวิระ ได้นําเสนอมาทั้งหมดนะครับ อันนี้หลักการตรงตาม กับที่เราได้ศึกษาไว้ทั้งหมดนะครับ จุดประสงค์เดียวกันครับ
เชิญท่านสุวิระค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ เอกสารที่ท่านเสนอมานี้นะครับ เป็นเรื่องระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล มันคนละประเด็นกับที่ท่านกล่าวครับ
เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณคําถามของท่านสุวิระ นะครับ ผมขออนุญาตเรียนตอบดังนี้ครับ เรื่องที่เราทําปฏิรูปนั้นหัวข้อคือเรื่องระบบ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ซึ่งในประเด็นของการปฏิรูปนั้นทางกรรมาธิการ ได้เสนอแนวทางหรือข้อเสนอแนะไป เพื่อการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล ๓ แนวทาง แนวทางแรก คือเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดําเนินการ จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ โดยให้เร่งดําเนินการให้ประสบความสําเร็จโดยเร็ว แนวทางในการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล แนวทางที่ ๑ คือการ ขอให้มีการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งอันนี้จะช่วยตอบโจทย์การปฏิรูประบบ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ถามว่าการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ช่วยปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลอย่างไร คิดว่าสไลด์ (Slide) ทั้งหมด ข้อมูลทั้งหมดที่ทางกรรมาธิการโดยท่าน พลเอก ชูศิลป์ ได้นําเสนอในตอนเริ่มต้นนั้น ได้ช่วยตอบคําถามนี้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตขยายความดังนี้ครับว่า ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาตินั้น ดังที่ท่าน ผอ.สพฉ. ได้อธิบายแล้วว่ามีหมายเลข ซึ่งในอนาคตจะเป็นหมายเลขใดนั้นทางกรรมาธิการจะไม่เป็นผู้กําหนด ณ ขณะนี้ เรารอ กฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา ซึ่งเป็นกฎหมายที่เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ กสทช. ให้มีหมายเลขเพื่อการแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาตินั้นก่อน หมายเลขนี้จะช่วยตอบโจทย์ แก้ปัญหาในกรณีของความสับสนอลหม่านของประชาชนในการแจ้งเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งในนั้น มีการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ด้วย นอกจากจะเป็นการแจ้งเหตุการแพทย์ฉุกเฉินแล้วยังมีเหตุฉุกเฉิน อย่างอื่นอีกที่ไม่ใช่การแพทย์ งูเข้าบ้าน ขโมยเข้าบ้าน ยิงแทงกัน เหตุอาชญากรรม เหตุขโมย เข้าบ้านหรืออะไรก็แล้วแต่ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉิน และศูนย์นี้เมื่อมีแล้ว เป็นรูปธรรมแล้ว ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยี ระบบการสื่อสารต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไร จะมีการพูดคุย ในภายหลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมต่าง ๆ นั้นจะประกอบด้วย การสวิตซ์ (Switch) ไปแจ้งศูนย์ต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้ว และเราจะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ตํารวจมีหน้าที่รับแจ้งเหตุเกี่ยวกับอาชญากรรม ศูนย์นี้ก็สวิตซ์ (Switch) ไปที่ตํารวจ ถ้าหากว่า มีงูเข้าบ้านศูนย์นี้ก็อาจจะสวิตซ์ (Switch) ไปที่หน่วยกู้ภัย ไฟไหม้บ้านก็สวิตซ์ (Switch) ไปที่ หน่วยดับเพลิง ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นขอให้มีศูนย์นี้ขึ้นมาก่อนเพื่อไม่ให้ประชาชน เกิดความสับสน และแนวทางการปฏิรูปอื่น ๆ คือข้อ ๒ และข้อ ๓ ก็ดังที่ ผอ.สพฉ. ได้อธิบายไว้แล้วในชั้นต้น ขออธิบายดังนี้ครับ
เชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ผมเองสนับสนุนนี่ ผมไม่เห็นปัญหาอะไร เพราะว่าท่านเสนอระบบการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึง โรงพยาบาล ซึ่งเราเองมีปัญหาอยู่เรื่องเลขว่ามันจะเป็น ๑๙๑ เลข ๑๑๒ ที่เราเสนอ คราวที่แล้วเป็นประเด็นทีหนึ่งแล้ว ทีนี้เราลืมเรื่องเลขไปแล้ว เอาเลขไหนก็เลขนั้นไปจัด ระบบก็แล้วกัน สิ่งที่เราต้องการคือระบบ ระบบมันจะเป็นศูนย์แจ้งหรือศูนย์ปฏิบัติ เพราะ ท่านเสนอเรื่องในนั้นต้องมีคนอยู่ ต้องใช้เวลา แล้วต้องมีการสอบถามได้ ต้องส่งไปถึง มันรวมทั้งเรื่องรถ เรื่องคน เรื่อง อปท. เรื่องอะไร มันคือระบบ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่าน เสนอมาก็คือเรื่องระบบ แล้วเราก็โหวตให้กับระบบ เพราะถ้าเราเห็นด้วยกับระบบก็เอา ก็ส่งไป แล้วก็ไปแก้กัน จะเป็นเลขไหนก็เชิญ จะเป็นชื่ออย่างไร มันจะเป็นดีเทล (Detail) และเป็นรายละเอียดนะครับ นําเรียนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสมาชิกคะ ในรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอนะคะ ๒ หน้าสุดท้ายก่อนที่จะถึงภาคผนวกนี่เป็นตารางสรุปข้อเสนอแนะ ซึ่งก็มี ๓ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน เลขฉุกเฉินหมายเลขเดียว ซึ่งมี ข้อเสนอแนะอยู่เสร็จเรียบร้อยว่าก็รอผลของมติ ครม. รอผลกฤษฎีกานะคะ ส่วนแผนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาการขาดความรู้ความเข้าใจและการปฐมพยาบาล แผนที่ ๓ ก็เป็นเรื่องให้ อปท. จังหวัด และ กทม. เข้ามาดําเนินการบริหารจัดการ อันนี้ก็คือสรุป ข้อเสนอแนะทั้งหมดทั้ง ๓ ประการที่ทางกรรมาธิการเสนอมาค่ะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีผู้ใดติดใจหรือเห็นเป็นอย่างอื่นดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกแสดงตนเรียบร้อยทุกท่านนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ครบไหมคะ เชิญท่านสมชัยค่ะ ท่านสมชัยขานชื่อได้ไหมคะ บัตรมีปัญหาหรือคะ แสดงว่าไมโครโฟนไม่ติด เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณามาดูด้วยค่ะ
ผม สมชัย ฤชุพันธุ์ ขอแสดงตนด้วยครับ
เป็น ๑๕๙ ตกลงมีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม ๑๕๙ ท่านนะคะ รวมทั้ง ท่านสมชัยด้วยนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ระบบการแพทย์ ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล หรือไม่นะคะ ซึ่งถ้าหากเห็นชอบด้วยคณะกรรมาธิการจะได้ นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงต่อไปนะคะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขออนุญาตครับ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน
ท่านอํานวยคะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : มัวคิดเรื่องประเด็นครับ ลืมแสดงตนครับ ขออนุญาตครับ
ท่านอํานวยคะ ตกลงเพิ่มนะคะ ต่อไปจะลงมติแล้วนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ท่านออกเสียงได้ทุกท่านนะคะ ท่านใดที่บัตรไม่สามารถใช้ได้ขณะนี้ก็กรุณาลุกขึ้นยืนขานชื่อ ไม่มีนะคะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็นและข้อเสนอแนะ ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไปค่ะ ก็เป็นอันว่าจบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ และท่านผู้ที่เข้าร่วมชี้แจงมากคะ ขอบพระคุณค่ะ จบการประชุมระเบียบวาระที่ ๓.๒ นะคะ
ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มา ประชุมนะคะ และขอปิดประชุมค่ะ