อนุชา แจงจำเป็นพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบบูรณาการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๘ · ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙

อนุชา เศรษฐเสถียร ชี้แจงความสำคัญของระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายใต้พระราชบัญญัติปี 2551 โดยเน้นย้ำขั้นตอนตั้งแต่การค้นพบเหตุ การแจ้งเหตุ ไปจนถึงการตอบสนองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินแบบบูรณาการภายใต้เบอร์เดียวที่สามารถกระจายข้อมูลไปยังหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย ตำรวจ และดับเพลิงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตามตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงเรียกร้องให้ขยายขีดความสามารถของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะหน่วยกู้ชีพท้องถิ่นที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับความต้องการบริการที่สูงขึ้นและเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินในอนาคต

นายอนุชา เศรษฐเสถียร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกทุกท่านครับ ในกฎหมายของพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ เรานับกระบวนการของการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นไปตามหลักที่เรียกว่า สตาร์ ออฟ ไลฟ์ (Star of Life) ขั้นที่ ๑ ก็คือการทําเออร์ลีดีเทกชัน (Early Detection) การพบเหตุ ซึ่งหมายรวมว่าถ้าประชาชนสามารถที่จะพบเหตุและรู้ว่าเหตุอย่างนี้ต้องโทร อะไร ต้องช่วยเบื้องต้นอย่างไร ก็รวมอยู่ในจุดตั้งแต่ต้น นั่นหมายความว่าระบบแจ้งเหตุนั้น นับอยู่ในกระบวนการของการแพทย์ฉุกเฉินครับ ส่วนขั้นที่ ๒ คือการเออร์ลีรีพอร์ต (Early Report) แปลว่าประชาชนรู้ว่าจะโทรเบอร์ไหน แล้วจะต้องรายงานอะไรบ้าง และได้ช่วย อะไรไปแล้ว ขั้นที่ ๓ ถึงจะเป็นเออร์ลีเรสพอนส์ (Early Response) แปลว่ากระบวนการ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เดียว ไม่ว่าจะเป็นกู้ชีพ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจและดับเพลิงกู้ภัย ร่วมกันตอบสนอง อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่ทั้งหลายทั้งปวงของประเทศที่เจริญแล้ว และเซต (Set) ระบบมา นํามาสู่การออกเป็นพระราชบัญญัติ เราก็ดําเนินการพัฒนา ขึ้นมาเรื่อย ๆ

ข้อ ๒ คือเรียนที่ประชุมก่อนว่าจากข้อมูลที่ตั้งแต่มี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน มีกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินและมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ การรับแจ้งเหตุ และการไปช่วยผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก ๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง จนปีที่แล้วถึงประมาณ ๑,๓๒๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ในการออกไปช่วย ๑,๓๒๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้น ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน แบบขั้นกลาง ที่เรียกว่า ฉุกเฉินรุนแรง เป็นประมาณเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว มีคําถาม ตั้งคําถามในใจว่าเราต้องมีจํานวนที่จะต้องออกเหตุเท่าไร ก็เรียนที่ประชุมว่าในประเทศที่ทํา เรื่องนี้ได้มายาวนานและดีที่สุดในเอเชียคือประเทศญี่ปุ่น เขาใช้ระบบการพัฒนาระบบ การแพทย์ฉุกเฉินนั้นโดยอาศัยท้องถิ่น เพราะประเทศญี่ปุ่นมีระบบท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ได้ มีระบบภูมิภาคเหมือนเรา ทุก ๆ ท้องถิ่นเขาจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินผสมผสานกับกู้ภัย แล้วก็บูรณาการกับตํารวจนั้น เขาอยู่ที่ประมาณ ๕,๑๐๐,๐๐๐ ถึง ๕,๒๐๐,๐๐๐ ครั้ง ประชากรในประเทศญี่ปุ่นมากกว่าเรา ๒ เท่า แปลว่าเราน่าจะอย่างน้อยการออกเหตุที่ผม พูดเมื่อสักครู่นี้ว่าประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ เป้าข้างหน้าน่าจะถึงประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ คืออีกประมาณเท่าตัว จากการรวบรวมงานทั้งหมดที่เรามีอยู่นั้นเราพบปัญหา อยู่ ๒-๓ ประเด็นใหญ่ ที่เป็นที่มาที่ได้เสนอผ่านกรรมาธิการมา อันที่ ๑ เราเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่นี้ที่เรียนว่า มูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือมูลนิธิร่วมกตัญญูนั้น ที่เป็น กู้ชีพ ถือว่าเป็นบุคลากรในระบบของเรานะครับ ไม่ได้เป็นกลุ่มที่แตกแยกออกไป การที่มี ปรากฏการณ์ที่มีกู้ชีพ ที่เป็นมูลนิธิก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม ไปที่เกิดเหตุนั้นเป็นไปตามที่ระบบ เป็นอยู่ แต่ว่าเมื่อ ๑๖๖๙ ได้รับแจ้งแล้วกู้ชีพที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิหรือท้องถิ่น หรือของโรงพยาบาลเองก็ตามนั้น ก็ล้วนแต่เป็นกู้ชีพที่ผ่านมาตรฐาน ผ่านไลเซนส์ (License) ของระบบนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อมีการขยายตัวจากประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ๑๐ ปีต่อมา ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ครั้งนั้น ปรากฏการณ์ของการขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด นะครับจะพบว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของการออกเหตุเป็นทางมูลนิธิ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นของ โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้มีหน่วยกู้ชีพประจําอยู่ ซึ่งเป็น หน่วยแอดวานซ์ (Advance) ที่สุด แต่ที่ขยับตัวมากขึ้นจนกระทั่งถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นผลงานของกู้ชีพที่มาจากท้องถิ่น

สิ่งที่ ๒ ที่เห็นเป็นปรากฏการณ์ แล้วก็กําลังดําเนินการเรียนกันต่อไปเรื่อย ๆ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างจังหวัดอุบลราชธานีก็ตาม อย่างจังหวัดขอนแก่นก็ตาม อย่างโคราชก็ตาม ได้ขยับให้หน่วยของตัวเอง ซึ่งเป็นหน่วยที่เบสิก (Basic) ที่สุดนั้นขยับขึ้น จากการที่เป็นหน่วยที่เรียนประมาณสัก ๕ วัน ขึ้นเรียนประมาณ ๑๑๐ ชั่วโมง นั่นกลายเป็น หน่วยที่สามารถจะรองรับกับปัญหาที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่คือผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นรุนแรงได้ แล้วเป็นวิธีที่สําคัญ แล้วก็เป็นวิธีที่เห็นชัด จึงเป็นเหตุผลว่าทําไมเราถึงอยากให้ความชัดเจน ในการทําให้ท้องถิ่นมีอิทธิพล และมีบทบาทในการที่จะสามารถกําหนดให้หน่วยตัวเอง มีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นได้นะครับ ปรากฏการณ์ต่อมาก็คือว่า การที่ท้องถิ่นทั้งหลาย ได้ขยายตัวจากขั้นพื้นฐานไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ หรือจํานวนของหน่วยเพิ่มขึ้นนั้น หน่วยงาน สําคัญก็คือ อบจ. ครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดอุบลราชธานี หรือหลายจังหวัด ในภาคอีสานที่จะมาเพิ่มขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเพราะ อบจ. สนับสนุน ประการที่ ๑ คือสนับสนุน ให้รถกู้ชีพนั้นมีการเช่าและกระจายไปสู่ อปท. เล็ก ๆ อันที่ ๒ ได้รวบรวมเอาผู้คนที่ยังได้ฝึก มาน้อยนี้นะครับเข้าสู่กระบวนการฝึก ทาง อบจ. ลงทุนให้ บรรดาน้อง ๆ กู้ชีพที่ยังเป็น ขั้นพื้นฐานทั้งหมดได้เข้าสู่การเรียนที่สูงขึ้น แล้วทําให้หน่วยของเขาขยับขึ้นเป็นหน่วย ที่พร้อมรับฉุกเฉินที่รุนแรงขึ้นได้ด้วย ใน ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้นมีความแตกต่างตั้งแต่ แชมป์ (Champ) อันดับ ๑ อย่างจังหวัดขอนแก่นเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อปี อันดับ ๒ จังหวัดอุบลราชธานี ๘๐,๐๐๐ กว่าครั้งอย่างนี้นะครับ จนกระทั่งถึงจังหวัดเล็ก ๆ ที่ชัดเจนว่า ท้องถิ่นยังไม่ได้เข้าร่วมมากนักนะครับ เมื่อรวมภาพทั้งหมดแล้วเราพบว่ามีท้องถิ่นเข้ามาช่วย เราได้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าถ้าอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของท้องถิ่นที่ยังไม่ช่วยเรานั้น ขยับมาช่วยเรา ตัวเลขก็น่าจะเข้าใกล้กับที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่นี้ ปรากฏการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่เคยออกเหตุประมาณ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ขยับขึ้นเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าครั้ง เกือบ ๆ จะถึง ๔๐,๐๐๐ ครั้ง เหตุผลสําคัญคือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานของอนุกรรมการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัด ที่มีนายแพทย์ สสจ. เป็นเลขานุการนั้น ได้เห็นข้อมูลและความชัดเจนว่ามี อปท. ประมาณเกินครึ่งที่ยังไม่เปิด หน่วย ท่านก็ได้จ้ําจี้จ้ําไชและชักชวนให้ อปท. ต่าง ๆ เหล่านั้นได้เปิดหน่วยกู้ชีพขึ้นนะครับ จนกระทั่งจังหวัดขอนแก่นขยับตัวเลขขึ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าครั้งอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ๒ ปี ทั้งหมดที่เอ่ยมานั้นมีปัญหาสุดท้ายก็คือว่าใน ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าครั้งนั้น ในเขตเมืองใหญ่ เมื่อไรก็ตามที่มีเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุฉุกเฉินที่เป็นภัยขนาดใหญ่ กู้ชีพที่ออกไปนี้จําเป็น และต้องพึ่งพากับกู้ภัย จําเป็นและต้องพึ่งพากับตํารวจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีหนึ่งที่สําคัญ แล้วก็เร่งด่วนก็คือทําให้การรับแจ้งเหตุนั้นสามารถกระจายการแจ้งเหตุไปสู่หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พร้อมกัน ขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมอีกนิดเดียวก็คือตรงที่คําว่า ระบบศูนย์ รับแจ้งเหตุแห่งชาติเบอร์เดียวนั้นนะครับ ไม่ได้แปลว่าไปรวมศูนย์ให้มีศูนย์รับแจ้งเหตุที่เดียว การที่ประชาชนจําได้เพียงเบอร์เดียว แล้วสามารถตอบสนองให้มีทั้งกู้ชีพ กู้ภัย ตํารวจ ไปสอดคล้องกับปัญหา หรือแม้แต่อํานวยความสะดวก ทําให้หน่วยดับเพลิงกู้ชีพเข้าไปหา พื้นที่ได้โดยตํารวจก็ตามนั้น โมเดล (Model) ในการทําให้เกิดระบบสั่งการหรือรับแจ้งเหตุนั้น ไม่จําเป็นต้องเป็นศูนย์เดียว ในยุโรปมีตั้ง ๖ โมเดล (Model) แปลว่าถ้าเรื่องที่มีการขับเคลื่อน ทั้งฝั่งสาธารณสุขและฝั่งตํารวจ แล้วก็ไปรวมกันที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ได้มีการเดินหน้าได้ดี สิ่งที่ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยที่ทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ทํารีพอร์ต (Report) ไปแล้ว ก็หวังว่าศูนย์ดังกล่าวนี้จะสามารถที่จะรับแจ้งและกระจายข่าวได้เร็ว แล้วหน่วยสั่งการก็เดินหน้าทําให้ทุก ๆ หน่วย ไม่ว่าดับเพลิง กู้ชีพ กู้ภัย สามารถเดินไปช่วยได้ สามารถเห็นตําแหน่งที่ชัดเจน ได้ข้อมูลของคนที่แจ้งมา รวมไปถึงสามารถแจ้งได้ทุก ๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรศัพท์ ที่สําคัญคือได้เขียนไว้ให้ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชัดเจนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นขอให้ทําแบบยุโรป ก็คือว่าเบอร์เก่าต่าง ๆ ที่ประชาชนยังคงใช้อยู่ อย่างเช่นที่ประชาชนใช้ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ครั้ง สําหรับ ๑๖๖๙ นั้น ก็ยังคงเอาไว้จนกว่าจะแน่ใจว่าเบอร์เดียวที่เหลืออยู่นั้นเป็นที่ยอมรับเพียงพอ ในบางประเทศ ในยุโรปใช้เวลาหลายเดือน หลายปีนะครับ สุดท้ายก็ขอให้การเซต (Set) ระบบรับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินเบอร์เดียวนั้น ขอให้มีช่วงของการกระทํา แล้วก็เร่งให้การดําเนินการนั้นเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อปัญหาข้อสุดท้ายที่ผมเอ่ยถึง คือกู้ชีพไปถึงแล้ว กู้ภัยยังไปไม่ถึง ดับเพลิงยังไปไม่ถึง ตํารวจยังไปไม่ถึง จะได้ไปพร้อมกันครับขอบคุณครับ