วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือประเด็นการปรับปรุงระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการรับแจ้งเหตุ พร้อมเสนอให้กำหนดหมายเลข 191 เป็นหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติเพียงหมายเลขเดียว โดยเน้นความจำเป็นในการกระจายจุดบริการ ยกระดับประสิทธิภาพการตอบสนอง และปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้สอดคล้องกัน รวมถึงเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ห้ามเก็บค่าบริการจากผู้แจ้งเหตุ และกำหนดโทษผู้ก่อกวน เพื่อให้การให้บริการฉุกเฉินมีความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีมาตรฐานรองรับการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง
ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้ว หรือจะมีท่านอื่นอีกไหมคะ ไม่มีแล้วนะคะ ก็ขอเชิญสมาชิกอภิปราย อันนี้รายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นระบบ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลนะคะ ไม่ใช่ช่วงที่ไปอยู่ในโรงพยาบาลแล้วนะคะ เป็นช่วงระหว่างเดินทาง ขอเรียนเชิญผู้อภิปรายท่านแรก พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนถาม ผู้นําเสนอก่อนนะครับว่า ไม่ทราบว่าท่านนําเสนอในเรื่องระบบแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล หรือว่าระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอนั้นมันมีเรื่อง รับแจ้งเหตุฉุกเฉินด้วย ผมก็เลยไม่แน่ใจครับว่าจะเป็นอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่า จะอภิปรายรูปแบบใดครับ ก็เลยอยากให้ชัดเจนนิดหนึ่งครับ เพราะว่า ๒ รูปแบบจะไม่เหมือนกัน ถ้าแบบว่าเป็นระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล และไปดําเนินการให้การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือใครมาดําเนินการสนับสนุน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าบอกว่าไปจัดตั้งระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินที่การปกครอง ส่วนท้องถิ่น แล้วก็แพทย์ฉุกเฉินก็อยู่ใต้ระบบรับแจ้งเหตุนั้นด้วย อันนี้ผมก็มีความเห็น อีกแบบหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่แน่ใจว่าจะแบบไหน เพราะว่าเวลาท่านพรีเซนต์ (Present) ท่านพรีเซนต์ (Present) เรื่องรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน แต่พอตอนท้ายปุ๊บ ท่านขอ อีกแบบหนึ่ง ก็เลยไม่ชัดเจนครับ อันที่ ๑ นะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านได้นําเสนอนะครับ ที่ท่านนําเสนอมาก็มีหลายส่วนนะครับ แต่ส่วนหนึ่งที่ท่านบอกว่า ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐมีไม่เพียงพอ แล้วก็ผู้เสียชีวิต ก่อนถึงโรงพยาบาลถึง ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ก็เป็นตัวเลขที่สูงนะครับ ทีนี้เมื่อท่านเป็นห่วง ในเรื่องของชีวิตของประชาชน และการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจราจร ผมว่าเราต้องมาแก้กันว่าเราจะปฏิรูปอย่างไรถึงจะทําให้ผู้ที่ประสบเหตุ ไม่เสียชีวิตก่อนไปถึงโรงพยาบาล จากประสบการณ์ของผมตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถึงปัจจุบัน ก็ยังทํางานด้านตํารวจมาตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพนักงานสอบสวน คดีจราจร ทุกคดีตํารวจต้องไปบริหารเหตุการณ์แล้วก็คลี่คลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ผมจบใหม่ ๆ ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ก็คือว่าเราไปถึงที่เกิดเหตุแล้วปรากฏว่าไม่มีรถพยาบาล ที่จะนําผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่กลางถนนไปโรงพยาบาล เราก็ประสานโรงพยาบาลให้มารับ วิทยุก็แจ้งแล้ว แต่ก็ไม่มาสักที สิ่งที่ผมพูดนั้นพี่น้องประชาชนทั้งประเทศย่อมเป็นพยานได้ แล้วก็พิสูจน์ได้ในขณะนี้ สิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตประชาชนได้มากที่สุดในขณะนี้คือมูลนิธิ ร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หน่วยอาสาต่าง ๆ หน่วยกู้ชีพ หน่วยบรรเทาสาธารณภัย พวกนี้ จะมาช่วยกันเอาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล บางครั้งบางจังหวัดหน่วยเหล่านี้ไม่มีก็เลยจะต้อง ไปตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เลยตั้งชุดพิเศษขึ้นมา เช่น จังหวัดอุบลราชธานี ไม่มี มูลนิธิต่าง ๆ เข้าไปช่วยเขาเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็เลยตั้งทีมกู้ชีพนี้ขึ้นมา ก็เรียกว่าช่วยเหลือประชาชน อันนั้นก็คือเหตุที่เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยครับที่ท่านจะบริหารจัดการ ทําอย่างไรก็ตามให้มีรถที่ได้มาตรฐาน ในการนําผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้มากแล้วก็เพียงพอ แล้วก็ขอเรียนท่านนะครับ ผมก็ ไม่เห็นด้วยนะครับว่าท่านจะให้รถกู้ชีพนี้ไปอยู่รวมกันที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไปรวมกัน อยู่ที่เดียว เป็นผิดหลัก เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักครับ เพราะรถกู้ชีพจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุ เร็วที่สุด จะต้องกระจายกันอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ผมเป็นผู้บังคับการจังหวัดสมุทรปราการ ผมเห็นรถกู้ชีพนี้เขาไปรอบริเวณที่จุดเกิดเหตุเป็นประจํา ๆ เช่น บนถนนบางนา-ตราด แถว ๆ บางพลี เขาจะมารออยู่ใต้สะพานลอยเลยครับ แล้วเขาก็เข้าที่เกิดเหตุได้ทันภายใน ๒-๓ นาที แต่ถ้าบอกว่ามารวมกันที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ กว่าจะไปถึง บางนา-ตราดก็ครึ่งชั่วโมงหรือ ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องกระจายครับ และกระจาย ไม่ใช่กระจายรวมกันหลายคัน กระจายที่ละคันเพื่อเขาจะได้ไปถึงที่เกิดเหตุเร็ว อันนี้เป็น ประเด็นที่ ๑ ครับ ๑. หารถให้เพียงพอ ๒. ถ้าหารถไม่ได้ก็สนับสนุนให้หน่วยกู้ชีพหรือมูลนิธิ ต่าง ๆ เขามีรถให้ได้มาตรฐาน แล้วก็กระจายกันอยู่ก็จะช่วยได้ครับ
อีกส่วนหนึ่งครับ ในการที่จะมาถึงที่โรงพยาบาลเร็วนี้นะครับ หลายท่าน อยู่ในห้องนี้อาจจะไม่เคยเข้าไปนั่งฟังที่ศูนย์สั่งการของศูนย์วิทยุต่าง ๆ ของตํารวจภูธรจังหวัด นะครับ อย่างจังหวัดสมุทรปราการ เรียกว่า ศูนย์วิทยุปราการ ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ เดี๋ยวนี้ มีกล้องวงจรปิดดู เห็นเลยครับ เกิดที่แยกนี้ ศูนย์วิทยุปราการจะประสานงานศูนย์นเรนทร ส่งรถพยาบาล จะขึ้นวิทยุแจ้งหน่วยกู้ภัยให้รีบเข้าไปในที่เกิดเหตุ จะประสานจราจรให้เปิด เส้นทาง เขาจะเห็นเลยว่าขณะนี้รถพยาบาลวิ่งไปตรงไหนแล้ว บอกเลยครับว่าแยกนั้นแยกนี้ ให้เปิดสัญญาณไฟ ไฟเขียวให้รถพยาบาลไปถึงที่เกิดเหตุเร็วที่สุด และเมื่อรถพยาบาล ออกจากจุดที่เกิดเหตุมายังโรงพยาบาลเขาก็อํานวยความสะดวกเส้นทางมาตลอด เขาเรียกว่า ต้องมีทีมบริหารเหตุการณ์ อันนี้แค่รถเกิดอุบัติเหตุนะครับ แต่ถ้ามีอุบัติเหตุใหญ่ เสาไฟฟ้าล้ม เขาจะวิทยุสั่งการไปยังศูนย์ไฟฟ้าให้มาตัดไฟ มีหลายอย่างร่วมกัน และในส่วนนี้ นะครับ ในส่วนของตํารวจนั้นผู้บริหารเหตุการณ์สูงสุดคือผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด มีการเข้าเวรกันว่าขณะนั้นใครเป็นเจ้าหน้าที่วิทยุ ใครเป็นสารวัตรเวร ใครเป็นรองผู้กํากับ เป็นผู้กํากับ เรียงขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับ แต่เหตุใหญ่นั้นผู้บังคับการต้องมานั่งสั่งการ ด้วยตนเอง และผู้ที่จะสั่งการได้นั้นต้องเห็นภาพรวมในทั้งจังหวัดว่าถนนหนทางเป็นอย่างไร โรงพยาบาลมีอยู่ตรงไหนบ้าง เขาเรียกบริหารเหตุการณ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเรียน ต้องฝึก และต้องมีประสบการณ์ และคนที่มานั่งประจําศูนย์นี่นะครับจะต้องรู้ถนนทุกตรอก ซอก ซอย และจะต้องสั่งการเป็น แล้วต้องไม่ตื่นเต้นและมีระบบครับ เมื่อประชาชนแจ้งเหตุเข้ามา กรณีเหตุด่วนเข้าสกัดจับ เขาจะกดคีย์ (Key) โทรศัพท์ของประชาชนที่แจ้งเหตุขึ้นมา ถ่ายทอดออกไปยังตํารวจที่ปฏิบัติอยู่เลย เป็นการแบบเรียลไทม์ (Real Time) เพราะฉะนั้น นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแบบนี้ครับถึงจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แต่ถ้าบอกว่าประเทศไทยทั้งประเทศจะมีรวมศูนย์แจ้งเหตุ อยู่ศูนย์เดียว เสร็จแล้วทั่วทั้งประเทศโทรเข้ามาที่ศูนย์นี้ แล้วศูนย์นี้เมื่อตรวจสอบเบื้องต้น แล้วจะถ่ายทอดทรานส์เฟอร์ (Transfer) สาย ไปยังชุดปฏิบัติในหน่วยต่าง ๆ อีก อันนี้ถือว่า ขาดประสิทธิภาพ เพราะว่าจะทําให้เกิดการเสียเวลา และท่านทราบไหมครับว่าถ้าจะรวม ศูนย์เดียวทั่วประเทศ ทั้งประเทศในแต่ละปีมีสายเข้ามาแจ้งเหตุ ๑๐,๘๓๒,๔๘๐ สาย ต่อปี ถ้าสาย ๑๐ ล้านสายเข้ามามันแจม (Jam) ก่อนครับ ในทางปฏิบัติจะต้องกระจายให้มี ศูนย์แต่ละจังหวัดเขาบริหารเหตุการณ์ในแต่ละจังหวัดเองจะดีที่สุด ไม่ต้องรวมศูนย์ และขณะนี้ศูนย์จังหวัดทั่วประเทศมีหมดแล้วครับ ผมจะขอรายงานผลของการสํารวจและวิจัย สํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ ทําโดยของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทําการศึกษาการบริการรับแจ้งเหตุที่เชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ศึกษา เปรียบเทียบกับต่างประเทศด้วยนะครับ ผลการศึกษาสรุปดังนี้ การจัดระบบแบบรวมศูนย์ สามารถเห็นได้จากการที่จัดระบบศูนย์รับแจ้งเหตุในตํารวจภูธรจังหวัดราชบุรี เขาไปศึกษา ที่จังหวัดราชบุรีนะครับ ระบบดังกล่าวมีลักษณะรวมศูนย์ โดยมีตํารวจภูธรจังหวัด เป็นศูนย์กลาง มีผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา สําหรับขั้นตอน การปฏิบัติงานนั้น เมื่อมีผู้แจ้งเหตุโทรศัพท์ภายในเขตจังหวัดราชบุรี สายโทรศัพท์ดังกล่าว จะเข้ามายังศูนย์ควบคุมสั่งการ ๑๙๑ ในตํารวจภูธรจังหวัดราชบุรี และการสั่งการ จะดําเนินการโดยศูนย์ควบคุมสั่งการ ๑๙๑ ของจังหวัด และมีอํานาจสั่งการครอบคลุม ทั่วทั้งบริเวณจังหวัด จุดเด่นในการให้บริการดังกล่าว อันนี้ของคณะรัฐศาสตร์เขาวิจัยไว้ นะครับ บอกว่า ๑. มีระบบการบริหารงานบุคคลที่ค่อนข้างชัดเจน อันนี้ชัดเจนครับ มีคําสั่งชัดเจนเลย แล้วถ้ามีใครไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง มีผู้รับผิดชอบชัดเจนครับ ๒. มีระบบ การให้รางวัลและตักเตือนโดยผู้บังคับบัญชาสูงสุด ๓. มีระบบการฝึกอบรม ๔. มีระบบ การประเมินผล ๕. มีระบบการบันทึกสารสนเทศที่เรียกว่า ซี ๓ ไอ (C3I) ๖. มีการโอนสาย ด้วยตู้พีเอบีเอกซ์ (PABX) และ ๗. มีระบุพิกัดด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ท่านบอก เมื่อสักครู่นี้ว่าล้าสมัยนี้นะครับ ที่จริงเขาทําแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ คือสามารถระบุได้เลย โทรเข้ามา เบอร์โทรตัวนี้อยู่ตรงไหน เขาเรียก ระบุจุดพิกัดได้นะครับ และสั่งการด้วย วิทยุตํารวจ ช่วยทําให้การทํางานในทุกขั้นตอนมีการบันทึกเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถใช้ให้เป็น ประโยชน์ในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนและการประเมินผลการทํางานได้ ศูนย์วิทยุจะมี บันทึกไว้หมดเลย ใครพูดมาแจ้งเรื่องอะไร หลักฐานสําคัญทางคดีของเราอันหนึ่งคืออันนี้ วิทยุจะมีการรับแจ้งเหตุจับสัญญาณจดบันทึก สามารถเช็ก (Check) กลับ ตรวจสอบกลับได้ ตลอดเวลา ทีนี้เขาบอกว่าที่ปัญหาของศูนย์รับแจ้งเหตุทั่วประเทศมีอยู่ ๒ ปัญหาใหญ่ ๆ ครับ
ปัญหาแรก คือปัญหาการโทรป่วน บอกว่ามากกว่าปัญหาการโทรผิดเสียด้วยซ้ํา ร้อยละ ๗๐ นะครับ ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของสายที่โทรแจ้งเหตุเป็นการโทรป่วนครับ นี่คือปัญหาที่แท้จริง แล้วก็บอกว่าแม้ว่าจะมีการโทรแจ้งเหตุที่ไม่ฉุกเฉิน ซึ่งไม่ใช่ขอบเขต ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตํารวจ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการโทรแจ้งเหตุผิดวัตถุประสงค์นั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจก็ยังสามารถรับมือและให้บริการกับประชาชนในเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างดี และค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เหตุด่วน ถึงแม้ว่าไม่ใช่งานตํารวจ แต่ตํารวจ ก็ยังบริการหรือว่าแก้ไข ช่วยคลี่คลายในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้เป็นผล การยืนยันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ
ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่าปัญหาในเรื่องของการประสานงานและขอความร่วมมือ จากผู้ที่ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ ทั้งในเรื่องการให้ ข้อมูลและในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างเขตอํานาจ ความรับผิดชอบ ของตํารวจกับเขตของโทรศัพท์ หมายความว่าอย่างนี้ครับ
สิ่งแรกคือว่าเราก็อยากจะรู้ว่าคนที่โทรป่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นใคร ดังนั้น ฐานข้อมูลโทรศัพท์เราจึงอยากได้แต่ก็ได้รับด้วยความยากลําบาก ทําให้เราไม่สามารถที่จะไป จัดการกับคนที่มาโทรป่วนได้แล้วก็ป่วนอยู่ทุกวันครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าบางครั้งท่านกด ๑๙๑ ตรงจุดนี้ แต่ทําไมไปติดอีก จังหวัดหนึ่ง เป็นเพราะว่าผู้ที่ให้บริการโทรศัพท์เขากําหนดเขตตรงที่ท่านโทรนี้ทั้ง ๆ ที่อยู่ จังหวัดนี้แต่มันไปอยู่ในศูนย์โทรศัพท์ เครือข่ายโทรศัพท์ของจังหวัดโน้น เลยทําให้ไปติด อีกจังหวัดหนึ่ง ตรงนี้จะตั้งมากี่ศูนย์ก็แก้ไม่ได้ครับ จะต้องแก้ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ให้เขา ปรับจุดที่คนแจ้งให้ไปติดในเบส (Base) ที่อยู่ในจังหวัดนั้นเสีย ตรงนี้ต้องแก้ ต้องขอความ ร่วมมือกันครับถึงจะแก้ได้
แนวทางแก้ไขนะครับ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอไว้ว่า
๑. ให้ประสานงานผู้ให้บริการโทรศัพท์ทุกประเภทเพื่อปรับเปลี่ยนระบบ เขตพื้นที่ของโทรศัพท์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ของตํารวจ ก็คือเขาจะระบุไปถึงตํารวจโรงพัก เลยนะครับ แต่ของเราเอาอย่างนี้ เราเอาระดับจังหวัดก่อนก็ใช้ได้นะครับ โดยให้แต่ละจังหวัด มีศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลข ๑๙๑ เพียงศูนย์เดียวขึ้นตรงกับตํารวจภูธรจังหวัด
๒. ออกข้อกําหนดขั้นตอนมาตรฐานการดําเนินงาน เรียกว่า สแตนดาร์ด โอเปอเรติง โพรซิเยอร์ (Standard Operating Procedure) นะครับ สําหรับศูนย์แจ้งเหตุ ให้ตํารวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศนําไปบันทึกการปฏิบัติงานเพื่อเป็นหลักฐานในการจัดเก็บ ข้อมูลและสถิติ รวมไปถึงการกําหนดให้เปิดเผยข้อมูลสถิติการปฏิบัติต่อสาธารณชน รายเดือน หรือรายไตรมาสครับ และควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานในตํารวจภูธรจังหวัด ที่รับผิดชอบในด้านศูนย์รับแจ้งเหตุครับ แล้วเขาก็ศึกษาอีกว่ากิจการตํารวจในประเทศต่าง ๆ ในโลกต่างมีการให้บริการในลักษณะศูนย์รับแจ้งเหตุด่วน เหตุร้ายด้วยกันทั้งสิ้นครับ อันนั้น ก็คือในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ
ทีนี้มาดูนะครับว่าความคืบหน้าในการดําเนินการศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ แห่งชาติ สิ่งที่ผมกําลังจะอ่านให้ฟังต่อไปนี้จะตอบคําถามที่ท่านตั้งว่าเป็นปัญหา ในปัจจุบัน ที่จริงปัญหาที่ท่านตั้งนี้นะครับ มันตอบอยู่ในนี้แล้วเรียบร้อยครับ ดังนี้นะครับ
สํานักงานตํารวจแห่งชาติเสนอร่างพระราชบัญญัติหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน แห่งชาติ พ.ศ. .... ไปยังสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความ เห็นชอบ โดยมีสาระสําคัญดังนี้
๑. กําหนดหมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติสําหรับ เพื่อใช้แจ้งเหตุฉุกเฉินด้านอาชญากรรม อัคคีภัย ตลอดจนการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
๒. ให้มีคณะกรรมการบริหารหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีหน้าที่ ดําเนินการให้ความช่วยเหลืองานของรัฐและผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จัดให้มีระบบ โครงข่ายเชื่อมโยงในการให้บริการแก่ผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
๓. ห้ามผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเรียกค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียม ในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติจากผู้แจ้งเหตุฉุกเฉิน คือต่อไปนี้ทุกคนต้องโทรศัพท์ฟรี
๔. กําหนดโทษทางอาญากับผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อการก่อกวนการปฏิบัติงาน ของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
๕. ให้ความคุ้มครองผู้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงพิกัดตําแหน่งของผู้แจ้งเหตุฉุกเฉินในการช่วยเหลือหรือ ระงับเหตุฉุกเฉิน อันนี้หมายความว่าใครก็ตามโทรศัพท์มาที่ ๑๙๑ จะต้องยอมรับว่าจะต้อง ถูกตรวจสอบว่าท่านเป็นใคร และขณะนี้ท่านอยู่ตรงจุดไหนครับ
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ อนุมัติในหลักการให้มี หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินหมายเลขเดียวตามมาตรฐานสากลและให้ส่งร่างพะราชบัญญัติ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติเสนอให้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ รองนายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือเพื่อให้ได้ ข้อยุติ และในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวง สาธารณสุข กสทช. และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือในการ เลือกหมายเลขสากล ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้หมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขฉุกเฉิน แห่งชาติ เนื่องจากประหยัดงบประมาณในการดําเนินการและคนจดจําง่าย สรุปไปเรียบร้อย แล้วครับ ต่อมาสํานักงานกฤษฎีกาได้เชิญผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปร่วมชี้แจง รายละเอียดร่างพระราชบัญญัติหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้ส่งผู้แทนไปร่วมชี้แจงรายละเอียดดังกล่าวพร้อมด้วยผู้แทนจาก กสทช. และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวม ๕ ครั้ง และในการประชุมครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙ ได้ข้อสรุปดังนี้
๑. เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติเอาไว้ ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ของ กสทช.
๒. ผู้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือระงับ เหตุฉุกเฉินสามารถเข้าถึง หรือเปิดเผยพิกัดตําแหน่งหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งเหตุ ฉุกเฉิน หรือประสบเหตุฉุกเฉินโดยไม่มีความผิด ทั้งนี้เฉพาะเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์แก่ การช่วยเหลือหรือระงับเหตุฉุกเฉินหรือเพื่อตรวจสอบผู้กระทําความผิด กรณีนี้หมายความว่า เกิดบางคนถูกจับตัวเรียกค่าไถ่หรือว่าอยู่ในภาวะคับขันที่ไม่สามารถพูดอะไรได้ยาวเพียงแค่ กดมา ๑๙๑ แล้วก็เสียงหายไป เราต้องการที่จะตรวจสอบว่าที่เสียงหายไปไม่สามารถพูด ต่อได้นี้เขาอยู่ตรงไหน เผื่อเขาอาจจะถูกบังคับอยู่หรือถูกทําร้ายอยู่ เราสามารถเข้าไปช่วย เขาได้ทันครับ อันนี้คือข้อตรงนี้นะครับ ต้องเปิดล็อกตรงนี้ครับ
๓. มีบทลงโทษผู้ก่อกวนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ แล้วบทลงโทษผู้แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือเป็นเหตุให้ผู้รับแจ้ง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือระงับเหตุฉุกเฉินหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
๔. ให้ กสทช. เป็นผู้กําหนดหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินให้แก่ศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินแห่งชาติในเบื้องต้น กสทช. แจ้งว่าให้ใช้หมายเลข ๑๙๑ เนื่องจากประหยัดงบประมาณ และไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน และปริมาณการโทรศัพท์ แจ้งเหตุของประชาชนพบว่าประชาชนโทรศัพท์หมายเลข ๑๙๑ มากที่สุด และ กสทช. เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงและพัฒนาระบบศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ทั่วประเทศ สังเกตครับ ไม่ได้มีศูนย์เดียวนะครับ มีทั่วประเทศครับ กสทช. ได้จ้างสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังดําเนินการศึกษาโครงการศึกษา วิเคราะห์แนวทาง การจัดให้มีบริการหมายเลขฉุกเฉินเป็นบริการยูเอสโอ (USO) หรือเรียกว่ายูนิเวอร์ซัล เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Universal Service Obligation) นะครับ จากรายงานฉบับสมบูรณ์ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๘ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบหน่วยงานที่ให้บริการเหตุฉุกเฉิน ในปัจจุบันนี้มีอยู่ ๕ หน่วยงานที่สําคัญ ๆ ได้แก่ ศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ๑๙๒ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ๑๖๖๙ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ ศูนย์บริการข้อมูล ภาครัฐเพื่อประชาชน ๑๑๑๑ สายด่วนนิรภัย ๑๗๘๔ พบว่าสายด่วน ๑๙๑ เป็นหน่วยงาน ที่เหมาะสมที่สุด หรือมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดําเนินการจัดให้มี บริการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว และเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ สํานัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้อนุมัติให้หมายเลข ๑๙๑ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียวทั่วราชอาณาจักร และให้สํานักงาน กสทช. ดําเนินการศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดจากการศึกษาเดิมที่มีอยู่เพื่อจัดตั้งระบบและศูนย์ ประสานบริการและหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินหมายเลขเดียว พร้อมเสนอกรอบวงเงินลงทุน ให้ทราบเป็นระยะ และเมื่อดําเนินการแล้วเสร็จให้ส่งมอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อตั้ง งบประมาณในการดําเนินงานต่อไป ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ไปศึกษาดูงานศูนย์ หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๓-๖ เมษายน ๒๕๕๙ และศูนย์หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒๖-๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ หลังจากศึกษาดูงานก็จะได้นําข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉิน ๑๙๑ แห่งชาติต่อไป เพื่อจะได้นําข้อเสนอนี้เป็นร่างข้อเสนอรายละเอียดข้อกําหนด ทีโออาร์ (TOR) พร้อมกรอบงบประมาณและราคากลางของโครงการจัดตั้งระบบหมายเลข โทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ เนชันนัล อีเมอร์เจนซี นัมเบอร์ (National Emergency Number) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนคือความคืบหน้าถึงสถานการณ์ปัจจุบันครับ ผมขอสรุปเลยนะครับว่าในหลักของการที่จะดําเนินการเรื่องเบอร์ฉุกเฉินต้องยึดถึง ๒ หลัก ๓ หลักใหญ่ ๆ นะครับ
หลักแรก คือหลักประสิทธิภาพ หลักประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วย ประหยัดนะครับ ประหยัดอุปกรณ์เครื่องมือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ประหยัดคนที่จะต้องมาใช้ ประจําศูนย์ ไม่ต้องซ้ําซ้อนมากนะครับ ประหยัดงบประมาณ และในเรื่องประสิทธิภาพ หัวข้อที่ ๒ คือประโยชน์สูงสุดจะต้องมีความปลอดภัย ก็คือผู้ที่ประสบเหตุรอดชีวิต รวมทั้ง ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรรอดชีวิตด้วยครับ
หลักที่ ๒ หลักคุณภาพ หมายความว่าต้องสะดวก รวดเร็ว สะดวก หมายความว่า ประชาชนแจ้งเหตุแล้วสามารถถ่ายทอดข้อมูลสู่การปฏิบัติสู่การสั่งการได้ทันที
ท่านสุวิระสรุปหน่อยนะคะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ไม่เกิน ๑ นาทีครับ ขอบคุณครับ ข้อ ๒ เรื่องคุณภาพจะต้องมีความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ จะต้องเป็นนักบริหารเหตุการณ์ครับ และต้องมีหน้าที่นั้น และต้องมีอาชีพนั้น และต้องทําสม่ําเสมอ จึงจะบริหารเหตุการณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลักคุณภาพข้อที่ ๓ ก็คือต้องปลอดภัยไม่เกิดเหตุซ้ําซ้อน เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมีคนบริหารเหตุการณ์และสั่งการที่มีประสบการณ์ นั่นเองครับ
หลักที่ ๓ คือหลักความเหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณงานจริงที่เกิดขึ้น ก็คือสถิติการรับแจ้งเหตุต่อปี ๑๐,๘๐๐,๐๐๐ ครั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของอาชญากรรม อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องของทางการแพทย์ฉุกเฉินครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือทางแพทย์ฉุกเฉินอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมานั้น ศูนย์ ๑๙๑ เขาจะส่งต่อไปทางแพทย์ฉุกเฉินในกรณีที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางการแพทย์ครับ ก็เป็นสิ่งที่ทํากันอยู่แล้วนะครับ
และข้อสุดท้ายนะครับ หลักความเหมาะสมก็คือว่าหน่วยงานที่จะดําเนินการ ต้องมีความพร้อมที่จะดําเนินการครับ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะต้องดําเนินการเพื่อให้ประชาชนนั้น มีความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ