ชูศิลป์ คุณาไทย หารือปัญหาความไม่พร้อมของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการช่วยเหลือก่อนถึงโรงพยาบาล ทั้งในด้านการแจ้งเหตุ การขาดแคลนศักยภาพของทีมกู้ชีพและรถพยาบาล ความแออัดในห้องฉุกเฉิน รวมถึงปัญหาการเข้าถึงบริการของผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง พร้อมเสนอให้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ เสริมสร้างศักยภาพทีมแพทย์กู้ชีพ และผลักดันให้มีการสอนปฐมพยาบาลในโรงเรียน เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ทันเวลา มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ขออนุญาตนําเสนอระบบการแพทย์ ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล กระผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการนําเสนอครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
การเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาแล้วก็ทุกวัน นําไปสู่การสูญเสียของ ประเทศจํานวนมากทั้งที่สามารถจะป้องกันและลดความสูญเสียได้ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เป็นผู้เจ็บป่วยแบบกะทันหันที่มีอาการคุกคามต่อชีวิตและความพิการของร่างกาย ต้องการความช่วยเหลือ บําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อเวลา เพื่อลดการสูญเสียชีวิต และพิการ เป็นความจําเป็นพื้นฐานที่รัฐต้องช่วยประชาชน เป้าหมายหลักของการแพทย์ ฉุกเฉินอยู่ที่การช่วยชีวิตหรือการรักษาชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด
มีกฎหมายหลายฉบับนะครับที่มาสนับสนุนเรื่องของการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน บัญญัติให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือ จากการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินตามความจําเป็นและข้อบ่งชี้ของทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยไม่ให้นําเงื่อนไขใด ๆ มาปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๗ และมาตรา ๓๐๘ กําหนดบทลงโทษจําคุกและปรับ สําหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ละทิ้งหน้าที่ไม่ให้การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต มาตรา ๓๗๔ กําหนดบทลงโทษ จําคุก และปรับสําหรับบุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นผู้ที่ตกอยู่ใน ภยันตรายแห่งชีวิตและไม่ให้ความช่วยเหลือตามความจําเป็นที่อาจช่วยได้
ท่านประธานครับ การเจ็บป่วยฉุกเฉินได้คุกคามชีวิตของประชาชน มีการ เจ็บป่วยฉุกเฉินจากสาเหตุของโรคชนิดต่าง ๆ ทุกสาขาวิชา จํานวนถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการป่วยฉุกเฉินจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุจํานวนมาก อีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นสาเหตุจากการบาดเจ็บ ซึ่งในจํานวนนี้เป็นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทางจราจรถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะจากสาเหตุอุบัติเหตุจราจรเพียงอย่างเดียวก็ทําให้ ประชาชนเสียชีวิตถึงวันละ ๖๐ คน บาดเจ็บสาหัสต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล วันละ ๓๐๐ คน ถึงกับต้องพิการทุพพลภาพอีกวันละ ๑๕ คน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นประจําวัน การเจ็บป่วยฉุกเฉินจากสาเหตุอุบัติเหตุจราจรเพียงอย่างเดียวก็เป็นภาระ ที่หนักสําหรับการรักษาพยาบาล ยังก่อให้เกิดความสูญเสียของประเทศเป็นมูลค่าในมิติ ทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นการประมาณการในปี ๒๕๕๗ ซึ่งเพียงอุบัติเหตุทางจราจร ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นปัญหามากแล้วนะครับ อีก ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นจากการเจ็บป่วยก็จะคิดว่าเป็นปัญหาเพิ่มพูนมากขึ้นอีกเท่าไร
มีข้อมูลจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยที่ได้สํารวจสถานการณ์ ของห้องตรวจฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ พบว่าจํานวนครั้งของผู้ป่วยที่มาขอ รับบริการในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้มีจํานวนเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า จากจํานวน ๑๒ ล้านครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพิ่มเป็น ๒๔ ล้านครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ โดยที่ศักยภาพในการบริการฉุกเฉินของโรงพยาบาลพัฒนาตามไม่ทัน จึงสร้างปัญหา ความแออัดของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทุกระดับ แล้วก็ยังส่งผลให้เกิดปัญหา ของคุณภาพในการบริการฉุกเฉินในโรงพยาบาลตามมาด้วย ตั้งแต่คุณภาพของห้องฉุกเฉิน ไม่ดีพอ จํานวนห้องผ่าตัดไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน เตียงไอซียู (ICU) ไม่พอ ที่จะบริการ ปัญหาดังกล่าวอันนี้ก็ส่งผลไปให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินจํานวนหนึ่งต้องไป พึ่งพาโรงพยาบาลในภาคเอกชน โดยเฉพาะในยามเจ็บป่วยฉุกเฉินมีความจําเป็นที่จะต้อง ไปเข้าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ก่อน ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จึงเป็นภาระที่สร้างความเดือดร้อน แต่ก็เป็นความจําเป็นของประชาชนยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของการถามสิทธิ การเรียกเก็บเงิน รวมทั้งการปฏิเสธการรักษา
ท่านประธานครับ จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เราพบว่า ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาลจากการที่นําส่งโรงพยาบาลไม่ทันมีจํานวนถึง ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ก็จะ สามารถช่วยชีวิตหรือรักษาชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าชีวิตของประชาชนประมาณ ๑๒,๐๐๐ คนต่อปีที่ยังไม่สมควรจะต้องเสียชีวิต ก็ถือว่า เป็นมูลค่ามหาศาลครับ มีตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบการแพทย์ ฉุกเฉินที่ดีที่สุด สามารถจะช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ระบบการแพทย์ ฉุกเฉินเราจะแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาล การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลนี้จะเริ่มตั้งแต่ ประชาชนทราบภาวะฉุกเฉิน ร้องขอความช่วยเหลือหรือโทรศัพท์แจ้งเหตุ แล้วตามมาด้วย การจ่ายงานให้หน่วยกู้ชีพหรือชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินออกไปช่วยปฏิบัติการ ช่วยผู้ป่วย ฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ และนําผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของ การแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่เริ่มมาจากการช่วยในห้องฉุกเฉิน บําบัดรักษาในโรงพยาบาล หรือส่งต่อโรงพยาบาลอื่นเพื่อรับไว้รักษาต่อ จนผู้เจ็บป่วยนั้นพ้นภาวะฉุกเฉินครับ
ภาพนี้ก็เป็นภาพของเด็กชายอายุ ๒ ปี ๔ เดือน อยู่ในสภาพที่สมองตาย แล้วก็ได้เสียชีวิตในวันต่อมา ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการบาดเจ็บขณะนั่งอยู่ในรถเก๋งแล้วก็มี อุบัติเหตุรถตู้ชน ทําให้เด็กกระเด็นหลุดออกจากตัวรถ พลเมืองดีผู้มาประสบเหตุเห็นว่าไม่มี หน่วยกู้ชีพมาช่วย ก็ได้พยายามให้การช่วยเหลือโดยอุ้มเด็กขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์นําไปส่ง โรงพยาบาลอําเภอที่อยู่ใกล้ โรงพยาบาลอําเภอได้นําส่งโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาล จังหวัดรับไว้รักษา ๕ วัน ไม่สามารถส่งเด็กไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลที่พร้อมให้ การรักษาได้ทันเวลา เด็กมีอาการสมองตายแล้วก็ได้เสียชีวิตต่อมา พ่อและแม่ของเด็ก ต้องการให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ระบบการช่วยฉุกเฉินของประเทศได้รับการปฏิรูปให้ดีขึ้น ผู้ป่วยรายนี้ก็จะเป็นตัวอย่างของช่องว่างของระบบการแพทย์ฉุกเฉินเกือบทุกขั้นตอน เริ่มจาก ถ้าไม่ขับรถเร็วในที่ชุมชนก็อาจจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เด็กถ้ามีเก้าอี้รัดเข็มขัดคาร์ซีต (Car Seat) ก็จะไม่หลุดออกจากตัวรถทําให้ได้รับการบาดเจ็บสาหัส และถ้าระบบการแจ้งเหตุ ได้รับ แจ้งเหตุ รวมทั้งการจ่ายงานให้ชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินออกไปช่วยในที่เกิดเหตุดีก็จะมี ทีมกู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงออกไปช่วยในที่เกิดเหตุได้ทันเวลา และถ้าประชาชน ที่ประสบเหตุการณ์มีความรู้ในเรื่องการช่วยฉุกเฉินก็จะสามารถช่วยในที่เกิดเหตุได้อย่าง ถูกวิธี โดยไม่ต้องไปอุ้มเด็กขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งโรงพยาบาล เพราะว่าเด็กคนนี้มีกระดูก ต้นคอหัก การช่วยเหลือไม่ถูกวิธีอาจจะไปทําให้เกิดการซ้ําเติมการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้ และถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลทําได้ดี เด็กจะได้รับการช่วยเหลือบําบัดรักษา ในโรงพยาบาลหรือจะส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทันต่อเวลา โดยไม่ต้องเสียชีวิต เราพบว่าประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินที่ผ่านช่องว่างของระบบเช่นเดียวกับ เด็กรายนี้แล้วก็ต้องเสียชีวิตมีประมาณปีละถึง ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเราช่วยกันอุดช่องว่างตรงนี้บ้าง ก็จะลดการสูญเสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกครับ จากช่องว่างที่กล่าวมานี้ก็นําไปสู่การสรุปปัญหา ของระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ทั้งหมดดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก คือปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
ประการที่ ๒ ปัญหาของการจ่ายงานและการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุของ หน่วยกู้ชีพหรือชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน
ประการที่ ๓ ปัญหาจากคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริการฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลและระหว่างโรงพยาบาล รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉิน
ประการสุดท้ายก็คือการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะการบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุจราจรที่ยังไม่ได้ผลเพียงพอที่จะลดการสูญเสียในระยะยาวได้
จากปัญหาของระบบหลาย ๆ อย่างนะครับ สมควรที่จะต้องได้รับการปฏิรูป แล้วก็พัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยมีประเด็นปฏิรูปคือระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึง โรงพยาบาล สําหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลและการป้องกันการเจ็บป่วย ฉุกเฉินนั้น เป็นวาระของการพัฒนาที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขได้ดําเนินการแก้ไข พร้อมกันนี้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สภาเข้ามาศึกษาเรื่องระบบความปลอดภัยของถนนที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ ก็นับว่าเป็นเรื่องในระบบการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉินอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญ แล้วก็ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจึงจะขอขับเคลื่อนเฉพาะการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ในประเด็นปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กับประเด็น ปัญหาการจ่ายงานและการปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุจนถึงนําส่งโรงพยาบาล
ท่านประธานครับ การปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ในประเด็นของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุ พบว่ามีปัญหาจากขาดการเข้าถึงของประชาชน ขาดประสิทธิภาพที่เพียงพอ ไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งปัญหาของประชาชนที่ไม่รู้ วิธีแจ้งเหตุฉุกเฉิน ยังไม่เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินและไม่รู้วิธีการช่วยฉุกเฉินครับ
ผมขอเริ่มในประเด็นแรกก่อนนะครับ ในประการแรกการขาดการเข้าถึงของ ประชาชน ก็คือประชาชนร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้จากการจําเบอร์โทรแจ้งไม่ได้ เพราะว่า มีหมายเลขโทรแจ้งจากหลายหน่วยงานด้วยกัน หรือจากสาเหตุที่ว่าโทรแจ้งแล้วไม่ติด เนื่องจากไปเกิดเหตุฉุกเฉินอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล เช่น ไปเกิดเหตุอยู่บนภูเขา ในป่า หรือ บนเกาะ เป็นต้น ปัญหาของการโทรแจ้งผิดหน่วย ผิดหน่วยงาน ทําให้การรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้ เช่น แจ้งเหตุที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ไปติดผิดหน่วยงานที่จังหวัดสิงห์บุรี นอกจากนี้ในระบบเดิมก็ยังพบว่าไม่มีเครื่องมือช่วยการแจ้งเหตุให้ง่ายขึ้นสําหรับประชาชน ในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการบางประเภท เด็ก แล้วก็ผู้สูงอายุครับ
สําหรับปัญหาเรื่องประสิทธิภาพไม่เพียงพอนี้ ก็เพราะว่าระบบเดิมไม่สามารถ ที่จะบอกตําแหน่งของผู้โทรแจ้งหรือตําแหน่งที่เกิดเหตุฉุกเฉินได้ แล้วก็ระบบเดิมก็ยังไม่มี ระบบที่จะมาใช้ติดตามผลการปฏิบัติการหรือประเมินผลการปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการ ฉุกเฉิน และระบบเดิมไม่ช่วยให้เกิดการประสานงานหรือการบูรณาการของชุดปฏิบัติการ หลาย ๆ ด้านพร้อมกัน ขอยกตัวอย่างเช่นในกรณีเกิดเพลิงไหม้แล้วก็มีผู้บาดเจ็บ จะต้องมี การประสานการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการฉุกเฉินในหลายด้านมาช่วยกัน เช่น หน่วยไฟฟ้า มาตัดไฟฟ้าเพื่อให้หน่วยกู้ภัยเข้ามาทําการดับเพลิง ให้ตํารวจเข้ามาช่วยควบคุมบริเวณพื้นที่ เพื่อให้ชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ทีมกู้ชีพเข้ามาดูแลให้การรักษาผู้บาดเจ็บในพื้นที่ ที่เกิดเหตุ แล้วก็นําส่งโรงพยาบาลได้ทัน
สําหรับปัญหาระบบเดิมที่ไม่มีความเป็นมาตรฐานสากลนั้นเพราะว่า ในระบบเดิมไม่มีระบบที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทําให้คนไทยไปต่างประเทศเกิดเหตุ ฉุกเฉินแจ้งเหตุฉุกเฉินทําได้ยาก นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างภาษามาประเทศไทยประสบปัญหา เหตุฉุกเฉินก็ทําได้ยากเช่นกันครับ
สําหรับในประเด็นปัญหาของประชาชนนะครับ เราพบว่าประชาชนยังไม่ เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ไม่รู้วิธีแจ้งเหตุฉุกเฉิน แล้วก็ขาดความรู้ ความชํานาญในการ ที่จะช่วยฉุกเฉิน สําหรับในเรื่องของการไม่เข้าใจภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นมีความสําคัญ คือทําให้ไม่รู้ว่าอาการนําของโรคที่ทําให้เกิดภาวะฉุกเฉินเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นอาการ เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอาการฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดหัวใจนะครับ ถ้าทราบ ก็จะมีเวลาที่จะร้องขอความช่วยเหลือหรือรีบไปโรงพยาบาลได้ทัน โดยรู้วิธีที่จะร้องขอความ ช่วยเหลือโดยการโทรแจ้งเหตุได้อย่างถูกต้อง
สําหรับในเรื่องของประชาชนขาดความรู้ความชํานาญในการที่จะให้ความ ช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เช่น ความรู้ในเรื่องของการปฐมพยาบาลหรือการช่วย ฟื้นคืนชีพ เพราะว่าถ้ามีความรู้ความชํานาญในเรื่องนี้พอ พอประสบเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ก็สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือผู้อื่นได้ทันท่วงทีในระหว่างที่รอเวลาที่หน่วย กู้ชีพจะมาช่วยในที่เกิดเหตุ ซึ่งช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่การช่วยชีวิตที่สําคัญ ที่สุดนะครับ
สําหรับแนวทางในการแก้ปัญหาของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉินนั้น เราจะต้องเริ่มด้วยให้ประชาชนแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ง่ายแล้วก็รวดเร็ว ด้วยโทรศัพท์หมายเลข ฉุกเฉินหมายเลขเดียว ซึ่งประชาชนก็จะไม่ต้องจดจําหมายเลข เพียงกดปุ่มฉุกเฉินของโทรศัพท์ ก็จะแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที มีศูนย์รับแจ้งเหตุที่เดียวทําหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทุกประเภท ทุกด้าน เช่น การแพทย์ฉุกเฉินสําหรับหน่วยกู้ชีพ เหตุฉุกเฉินด้านเพลิงไหม้สําหรับหน่วยกู้ภัย เหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสําหรับตํารวจ โดยศูนย์รับแจ้งเหตุจะมีเครื่องมือระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถแก้ปัญหาของการแจ้งเหตุได้ทั้งหมด
สําหรับในเรื่องของปัญหาของประชาชน การที่จะให้ประชาชนมีความรู้ เรื่องของการแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีความเข้าใจในภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน และรู้วิธีปฐมพยาบาล และการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพเบื้องต้นนั้น คิดว่าจะต้องเริ่มตั้งต้นกันที่โรงเรียนที่จะต้องให้ ความสําคัญในเรื่องการเรียนการสอนในวิชาเหล่านี้ ให้นักเรียนรู้จริง มีความชํานาญปฏิบัติได้ จริง ๆ แล้วก็จดจําจนนําไปใช้ได้ตลอดนะครับ สําหรับการดําเนินการในเรื่องของการจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินนั้นเราได้เริ่มจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่อง การปฏิรูประบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้วก็ได้พัฒนาเป็นรับหลักการ จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ แล้วก็ได้ส่งเรื่องนี้ให้กับสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณา เรื่องดังกล่าวก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือ ประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นประจําวัน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเห็นควรที่จะเสนอสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศให้ช่วยพิจารณาขับเคลื่อนการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินให้ประสบ ความสําเร็จโดยเร็วเพื่อลดการสูญเสียชีวิตและพิการของประชาชนครับ แล้วก็พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉินในอนาคตต่อไปนี้
ประการแรก ประชาชนจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกด้าน โดยกดปุ่มฉุกเฉิน สามารถที่จะโทรออกจากทุกพื้นที่ของประเทศได้ ศูนย์รับแจ้งสามารถรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ภายในเวลาไม่เกิน ๑๐ วินาที ศูนย์รับแจ้งสามารถบอกตําแหน่งที่เกิดเหตุฉุกเฉินพลาดได้ ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร ศูนย์รับแจ้งช่วยให้การจ่ายงาน การสั่งการของหน่วยงานในพื้นที่ ให้มีการปฏิบัติการฉุกเฉินได้ภายในไม่เกิน ๖๐ วินาทีนับตั้งแต่รับแจ้ง ศูนย์รับแจ้งช่วยให้มี การประสานงานการปฏิบัติงานฉุกเฉินจากทุก ๆ หน่วยงาน และศูนย์รับแจ้งต้องมีความเป็น มาตรฐานสากลครับ
สําหรับวิธีการแก้ไขปัญหาความรู้ของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วย ฉุกเฉินนั้น ก็ขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญต่อวิชาการปฐมพยาบาลและการ ช่วยฟื้นคืนชีพ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่ทําให้นักเรียน รู้ได้จริง ปฏิบัติได้จริง แล้วก็จดจําจนนําไปใช้ได้ตลอดครับ ท่านประธานครับ
สําหรับการปฏิรูปในประเด็นต่อไปคือ การจ่ายงานให้หน่วยกู้ชีพออกไป ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุและนําส่งโรงพยาบาลนั้น ขอเน้นความสําคัญคือ การบริการจะต้องทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ทันต่อเวลา โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยชีวิต และลดความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในที่เกิดเหตุได้สําเร็จ ด้วยทีมกู้ชีพระดับสูง พร้อมรถพยาบาลระดับสูงที่ติดตั้งอุปกรณ์การช่วยชีวิตครบถ้วน สามารถส่งเข้าถึงพื้นที่ ภายในกําหนดเวลาน้อยกว่า ๘ นาที เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาระบบการหายใจ ปัญหาของระบบ การไหลเวียนของเลือดหรือปัญหาของระบบประสาทเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ ได้อย่างทันเวลา จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเราพบว่าการปฏิบัติการ ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการปฏิบัติการของทีมกู้ชีพเบื้องต้น แล้วก็สามารถ เข้าถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลา ๘ นาทีนี้ มีจํานวนเพียง ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และทีมงาน ของหน่วยกู้ชีพเบื้องต้นยังเป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งมีขีดความสามารถไม่พอที่จะ ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้ ทีมกู้ชีพระดับสูงที่ออกปฏิบัติการได้ภายใน ๘ นาทีก็มีจํานวน น้อยมาก ผลก็คือประชาชนผู้ป่วยฉุกเฉิน ๖๐,๐๐๐ คนต่อปียังเสียชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มาโรงพยาบาลด้วยระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นอกนั้นมาด้วยญาติพี่น้องหรือผู้อื่นพามาอีก ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิต ระหว่างการนําส่งโรงพยาบาลมี ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเสียชีวิตระหว่าง นําส่งโรงพยาบาลมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลทั้งหมดเรามาสรุปเป็นปัญหาของ งานด้านนี้ได้ ๔ ประการคือ ประการแรก คือบริการยังไม่ทั่วถึง ประการที่ ๒ ระบบการจ่ายงาน และการประสานงานยังไม่ดีพอ ประการที่ ๓ ทีมกู้ชีพขาดสมรรถภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วย ฉุกเฉินวิกฤต ณ จุดเกิดเหตุ ประการที่ ๔ รถพยาบาลระดับสูงนี้มีจํานวนไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการได้ นอกจากจะมีจํานวนไม่เพียงพออยู่แล้วรถพยาบาลระดับสูง ยังจําต้องจอดอยู่เฉพาะในพื้นที่ของโรงพยาบาลเท่านั้น ทําให้การออกปฏิบัติงานไม่ทั่วถึง แล้วก็ไม่ทันเวลา
แนวทางที่เราจะแก้ไขก็คือจะต้องจัดตั้งศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ให้เป็นศูนย์ จ่ายงานที่มีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือระบบสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัย พร้อมบุคลากรประจําศูนย์ครบ ระบบสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัยได้แก่ ระบบสื่อสารสารสนเทศ ระบบอํานวยการทางการแพทย์ ระบบเทเลเมดิซิน (Telemedicine) และระบบทางด่วนฉุกเฉินเฉพาะโรค ให้มีการเชื่อมต่อกับหน่วยกู้ชีพที่พร้อมปฏิบัติการอยู่ทั่ว พื้นที่ของจังหวัด สามารถเชื่อมต่อกับระบบทางด่วนฉุกเฉินของโรงพยาบาลศูนย์หรือ โรงพยาบาลจังหวัดได้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นภาพการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุเข้ากับระบบทางด่วนฉุกเฉิน เฉพาะโรคของโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ฉุกเฉินเฉพาะโรคได้เตรียมความพร้อมเพื่อการ ช่วยเหลือและบําบัดรักษาในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เมื่อส่งผู้ป่วยฉุกเฉินถึงโรงพยาบาล ซึ่งอันนี้จะต้องอาศัยเครื่องมือของระบบอํานวยการทางการแพทย์และระบบเทเลเมดิซิน (Telemedicine) นอกจากนี้ยังจะต้องจัดให้มีรถพยาบาลระดับสูงพร้อมทีมกู้ชีพระดับสูง จํานวนมากเพียงพอ กระจายจุดจอดครอบคลุมทุกพื้นที่ของจังหวัด เพื่อบริการช่วยเหลือ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จัดให้มีรถพยาบาลเบื้องต้นพร้อมทีมกู้ชีพเบื้องต้น ครอบคลุมพื้นที่ สําหรับบริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่วิกฤตครับ
วิธีการดําเนินการนะครับ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับองค์การ บริหารส่วนจังหวัดเป็นหลักในการดําเนินงานและบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉิน นอกโรงพยาบาลของจังหวัด โดยมีการบูรณาการงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกระดับ และเครือข่ายของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีการส่งเสริมและสนับสนุน จากกระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลของรัฐ เช่น โรงพยาบาลของ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ด้วยจิตสาธารณสุขกุศล เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เจ็บป่วย ฉุกเฉินครับ ด้วยศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัดสามารถที่จะ สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน พัฒนาระบบสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมบุคลากรประจําศูนย์ เพื่อจ่ายงานให้กับหน่วยกู้ชีพ มีระบบเชื่อมต่อกับศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติในอนาคต เชื่อมต่อหน่วยกู้ชีพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทุกระดับในจังหวัดได้เป็นอย่างดี สามารถที่จะ พัฒนารถพยาบาลระดับสูงพร้อมทีมกู้ชีพระดับสูงให้มีจํานวนที่เพียงพอ กระจายจุดจอด พร้อมปฏิบัติการอยู่ครอบคลุมทั่วพื้นที่ของจังหวัด อันนี้ก็เป็นตัวอย่างความสําเร็จของจังหวัด อุบลราชธานี แล้วก็จังหวัดสงขลา ที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นหลักในการดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล แล้วก็ยังสามารถจะบูรณาการฉุกเฉิน ด้านอื่น เช่น หน่วยดับเพลิง หน่วยกู้ภัย หน่วยงานฉุกเฉินด้านความปลอดภัยของตํารวจ มาอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มีการประสานงานฉุกเฉินร่วมกันที่ศูนย์จ่ายงานของจังหวัด การดําเนินงาน ในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ก็ไม่ได้กําหนดเรื่องการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน นอกโรงพยาบาลไว้ให้ชัดเจน ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเกิดความลังเลใจ ไม่มั่นใจในเรื่องการใช้งบประมาณ เช่น การจัดหารถพยาบาลระดับสูง หรืออุปกรณ์ ทางการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่ได้มาดําเนินการ ในเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นการดําเนินการให้มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดําเนินงานและบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมแนวทางปฏิบัติและหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายงบประมาณ ก็จะ เป็นทางออกที่จะเอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบดําเนินงานเรื่องนี้ อย่างเต็มความสามารถได้ครับ
ภาพรวมของความสําเร็จในอนาคต ถ้าเราสามารถที่จะปฏิรูประบบการแพทย์ ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลได้ก็จะมีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทุกประเภทจากประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศได้ มีศูนย์จ่ายงานของจังหวัดที่มีประสิทธิภาพ ที่มีระบบงานและเครื่องมือสารสนเทศเชื่อมโยงต่อกันทุกระดับ พร้อมทรัพยากรครบ มีหน่วย กู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงกระจายครอบคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ของประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินตั้งแต่จุดเกิดเหตุได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ สามารถนําผู้เจ็บป่วย ฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลผ่านระบบบริการทางด่วนฉุกเฉินเฉพาะโรคของโรงพยาบาล และได้รับ การบําบัดรักษาได้ทันเวลา ทําให้ลดการสูญเสียชีวิตและพิการของประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินลง
สรุปข้อเสนอแนะเพื่อการดําเนินการทั้งหมดดังนี้
๑. เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดําเนินการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินแห่งชาติเร่งดําเนินการให้ประสบผลสําเร็จ
๒. เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญต่อวิชาปฐมพยาบาลและ การช่วยฟื้นคืนชีพ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพ ได้มาตรฐานที่ทําให้นักเรียน รู้จริง ทําได้จริง และจดจําจนนําไปใช้ได้ตลอด
๓. เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล เมื่อมีความพร้อม ตามแผนการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัด และกระทรวงมหาดไทย ออกระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ดังกล่าว
ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล มีดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ สามารถที่จะลดอัตราการเสียชีวิต พิการ และการสูญเสียอื่น ๆ จากการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ป้องกันได้
ประการที่ ๒ ประชาชนมีความรู้ความสามารถการปฐมพยาบาล การช่วย ฟื้นคืนชีพเบื้องต้น รวมทั้งสามารถที่จะร้องขอความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง
ประการที่ ๓ หน่วยกู้ชีพมีความพร้อม มีประสิทธิภาพ แล้วก็บริการควบคุม พื้นที่ของประเทศได้
ประการที่ ๔ ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้รับการช่วยเหลือบําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และทันต่อเวลา ขอบคุณครับ