นิกร จํานง วิพากษ์การปฏิรูปการบริหารราชการที่ขาดเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะการยุบเลิกหน่วยงานเช่น รพช. และผลักภาระการดูแลถนนไปยังท้องถิ่นโดยไม่สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ จนเกิดปัญหาถนนพังจากการขนส่งสินค้าและอัตราความเร็วที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง กำหนดบทบาทหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นให้ชัดเจน พัฒนาระบบข้อมูลทางหลวงแบบเอกภาพ และให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจในบริหารจัดการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยมีการสนับสนุนงบประมาณและกลไกตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ต่อการปฏิรูปการจัดการของหน่วยงานทาง ผมด้วยความเกรงใจมากต่อกรรมาธิการที่เสนอขึ้นมานะครับ โดยรวมก็ดูว่าก็เป็นการ ปรับปรุง เป็นการพัฒนาที่ดี แต่ผมต้องขออนุญาตนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ลักษณะแบบนี้ ผมมองว่าเป็นการปฏิรูป ถ้าเป็นถนนคือปฏิรูปเส้นทาง ทําทางให้เคลียร์ (Clear) ให้โล่ง โดยไม่ได้คํานึงถึงว่าทางเส้นนี้ ถนนสายนี้จะไปที่ไหน หมายความว่าเป้าหมาย ของการปฏิรูปไม่ชัดว่าเราทําเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร ผมมีเหตุผลสนับสนุนนะครับ ประเด็น ปฏิรูปที่เสนอก็คือ
ประเด็นที่ ๑ กําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ให้ซ้ําซ้อนกันระหว่าง หน่วยงานของรัฐด้วยกัน นี่คือเส้นทาง หมายความว่า คือเรากําลังปฏิรูปว่าอย่าให้ทับกัน เรื่องหน่วยงานของรัฐ นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ไม่ให้ซ้ําซ้อนกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นี่ก็เป็น หน่วยงานอีกกลไกหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ คือพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางหลวงให้มีความเป็นเอกภาพ นี่ก็คือข้อมูลในหน่วยงานอีก
ประเด็นที่ผมบอกว่าเป้าหมายไม่ชัดก็คือว่า แล้วประชาชนที่ใช้ทางอยู่ อยู่ที่ไหน ตรงนี้คือเป้าหมาย ถนนเราสร้างเพื่อไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่สร้างให้สวยหรือให้เคลียร์ (Clear) ให้โล่งนะครับ ประเด็นที่ผมจะยกขึ้นมาว่าประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ ในชนบท ยิ่งไม่ได้รับการดูแลสักเท่าไรนัก เราจะเห็นว่าปกติการเริ่มเสนอองค์กรขึ้นมาเราจะ เสนอภาพรวมทั้งประเทศก่อนในการปกครอง แล้วก็ต่อจากนั้นก็มาจังหวัด แล้วก็มา การปกครองพิเศษ ก็คือ กทม. และเมืองพัทยา แต่ขณะนี้เวลาเรานําเสนอ เรานําเสนอจาก เมืองหลวง คือ กทม. ก่อน ถ้าท่านสังเกตการลําดับความสําคัญมันก็ชี้ว่าเป้าหมายเราอยู่ ตรงไหน อาจจะสับสนอลหม่านไปหมดใน กทม. เรื่องถนนหนทาง แต่ว่าเราต้องมองภาพรวม ทั้งหมด ในความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การจัดการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทั้งระบบจริง ๆ แล้วมันเกิดตั้งแต่ต้น ซึ่งช่วงนั้นผมอยู่ด้วย ผมอาจจะรับผิดชอบด้วย แต่จริง ๆ เขาก็ปฏิรูป การรีออแกไนเซชัน (Reorganization) การปรับปรุงหน่วยราชการตอนนั้นที่จะบอกว่าผิดพลาดก็ได้ ตอนนั้นผมดูแลกระทรวง คมนาคม แล้วก็กระทรวงไอซีที (ICT) ยังอยู่กระทรวงคมนาคม ผ่าไปตรงนี้ได้ผล กระทรวง ไอซีที (ICT) แยกมาก็ดีนะครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่รวมกันจนถึงบัดนี้เราไม่รู้ว่า การรีออแกไนซ์ (Reorganize) ตอนนั้นที่ปรับใหญ่กันครั้งนั้นมันเวิร์ก (Work) หรือไม่ เพราะว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนกับว่าตอนนี้มีการเสนอให้แยก ตรงนี้ ก็เหมือนกัน เราไปรื้อระบบแล้วเราก็ยุบ รพช. ทิ้งนะครับ แล้วก็ รพช. ซึ่งดูแลชนบทอยู่ แล้วเราก็ตั้ง ความตั้งใจตอนนั้นก็คือว่าถนนนี่ให้กรมทางหลวงดู ที่เหลือทางย่อยเอาไปให้ ท้องถิ่นดู แยกขาด โดยไปอิงเรื่องการกระจายอํานาจ แล้วเราทําอย่างไรครับ พอเป็นถึง ตรงนั้นแล้ว เราก็ออกกฎหมายกําหนดว่าให้กรมทางหลวงชนบทอยู่เคลียร์ (Clear) งานให้จบ อยู่ระยะหนึ่ง ๕ ปี ผมจําได้ เพราะช่วงนั้นผมมาตอบกระทู้ถามตลอดแล้วปัญหา มาที่ผมหมด เพราะว่าผมตอบกระทู้ถามของกระทรวงคมนาคม ประชาชนเดือดร้อนมาก เพราะว่าพอเราแยกไป ถนนสายรอง ถนนสายเล็ก ๆ เรายกให้ท้องถิ่นหมด แล้วก็ช่วงนั้น อาจจะอู้ฟู่ ประเทศอาจจะพัฒนา เหมือนเชื่อว่ารายได้จะดีหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วก็ เรามีการเติบโตทางด้านการกระจายอํานาจ ท้องถิ่นเรา เติบโตมาก เราก็คิดว่า ๕ ปีแล้วก็ ยุบกรมทางหลวงชนบท พอ ๕ ปีต่อมาปัญหาไม่สะเด็ดน้ํา เพราะว่าถนนที่โอนไปท้องถิ่น ดูแลไม่ได้เลยนะครับ ท้องถิ่นก็ทําเรื่องเข้ามาเป็นกระทู้ถามมาที่ ส.ส. ผมต้องมานั่งตอบ ถนนทีละสาย ๆ แล้วก็บอกว่าถนนสายนี้ ผมก็เจ็บใจตัวเองเวลาตอบ เราได้โอน เพราะว่า เราดูแลกรมทางหลวงใช่ไหม หมายถึงว่ากระทรวงคมนาคม เราได้โอนไปยังท้องถิ่นแล้ว แล้วก็ของ ทช. ผมก็ตอบว่า เราได้โอนไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่เราต้องตอบ ตอบ ตอบ ตอบ วันหนึ่งไม่รู้เท่าไร แล้วก็ท้องถิ่นก็บอกว่าเขาดูแลไม่ได้ ซึ่งเขาดูแลไม่ได้จริง ๆ ปัญหาตรงนี้เอง เป็นปัญหาที่จะต้องเจาะลึกลงไปข้างใน แล้วจะเห็นปัญหาชัดเจน อาจจะมีบางท่านที่บอกว่า แม้แต่การตัดสินใจทําถนนในชนบทก็เป็นประเด็น เพราะว่ามีบางอย่างซึ่งถ้ามองลึกลงไปยัง หมู่ประชาชนแล้วเราจะรู้ว่าสภาพปัญหามันคืออะไร ผมยกตัวอย่างว่าถนนในชนบท ชนบท เขามีอาชีพอะไร ภาคเกษตร เป็นอ้อยเป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็มีนโยบายว่า เป็นถนนกันฝุ่น ยกตัวอย่าง ให้ท้องถิ่น อบต.อะไร ทําถนน ถนนนี่ถามว่าเขาจะทําได้ดี ขนาดไหนหรือ ไม่มีทางที่จะทําถนนคอนกรีตหนาที่รับแรงบรรทุกได้ ก็ทําเป็นถนนบาง ๆ เป็นถนนกันฝุ่น แล้วเกิดอะไรต่อจากนั้น ต่อจากนั้นผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรที่อยู่ ในชนบท ถ้าไม่มีรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปรับก็ไม่ต้องขายกัน ใช้ขนกับรถกระบะ ค่าขนส่ง มันจะกินหมดเลยใช่ไหมครับในข้อเท็จจริง พอปล่อยให้รถขนาดใหญ่เข้าไปรับพืชผล ถนนก็พังหมด เพราะฉะนั้นถนนที่พังนี่อันตรายที่สุด เพราะว่ามันจะเป็นหลุมเป็นบ่อ ใช้ไม่ได้เลย เป็นถนนดินเสียยังดีกว่า มีคนพูดว่าประเทศไทยเราจะมีรถไฟฟ้ากันไปได้อย่างไร ในเมื่อถนนในชนบทยังลาดยางไม่หมดเลย ประเด็นก็คือว่าการลาดยางหมดเป็นคําตอบ หรือไม่ เพราะถนนในอเมริกาเองไม่ว่าจะในเท็กซัสที่ผมเคยอยู่หรือที่ไหนหลายแห่งขณะนี้ ก็ยังเป็นถนนดิน เพราะว่ามันเป็นถนนตามธรรมชาติ จะหน้าฝนหรือว่าหน้าหนาวมันสามารถ ปรับตัวของมันไปได้ แล้วมันซ่อมง่าย แต่พอเราทําเป็นถนนลาดยางอย่างเลวตามงบประมาณ ที่เรามีนี้ มันจะกลายเป็นอยู่ระหว่างกลาง ดีก็ไม่ดี เลวก็ไม่เลว และใช้ไม่ได้เลย ซึ่งตรงนี้เองทําให้มี ปัญหาระหว่างท้องถิ่นกับเกษตรกร ไม่ให้รถเข้าก็ไม่ได้ ให้รถเข้าก็พัง พอพังแล้วไม่มีเงินซ่อม เพราะว่าท้องถิ่น อบต. จะมีเงินที่ไหนมา หน่วยงานอีก หน่วยงานในการดูแลเมื่อก่อนเราใช้ รพช. รพช. ทุกจังหวัดเขาจะมีเครื่องมือ มีคน มีอะไรต่าง ๆ แล้วเวลาถนนซ่อม เอาล่ะ แจ้งว่าตรงนี้ ตําบลนี้ ถนนเป็นหลุม ก็แจ้งมา รพช. ก็เอารถไปแล้วก็เอาคนไป เพราะเป็น คนประจําในการดูแล ซึ่งท่านประธานอนุกรรมาธิการตรงนี้ก็ทราบ และไปซ่อมโอเวอร์เฮด (Overhead) มันน้อย เพราะเราซ่อมทั้งจังหวัดถูกไหมครับ แต่พอเราแยกออกไปเป็นชิ้น ๆ อบต. จะซ่อมถนนสักหลุมหนึ่งก็ต้องประมูล ตัวเองไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอะไรสักอย่าง พอต้อง ประมูล ค่าคอสต์ (Cost) ค่าก่อสร้างมันก็สูง บางทีกว่าจะได้งบประมาณ ของบประมาณ พังทั้งสายแล้ว งบประมาณก็ใช้ไม่ได้แล้ว นี่เป็นปัญหาในการจัดการทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเลยเรียนว่าการกระจายอํานาจคราวนั้นเห็นชัดว่ากรมทางหลวงชนบท พอหลังจากนั้น ก็มีการทบทวนใหม่ กฎหมายครบ ๕ ปีเอากลับมาอีกทีผมจําได้ แล้วหลังจากนั้นเป็นเรื่องที่ ตลกมากก็คือว่ามีมติ สุดท้ายว่าให้ยกเลิกการยกเลิก มันเหมือนเรากดไลก์ (Like) ท่านประธาน ถ้ากดไลก์ (Like) แล้วกดไลก์ (Like) อีกทีมันก็กลายเป็นอันไลก์ (Unlike) ใช่ไหมครับ ก็คือว่า ให้ยกเลิกการยกเลิกกรมทางหลวงชนบท ตรงนี้มันเป็นการชี้บางอย่างว่าเรากําลังทําเรื่อง ที่ผิดพลาดมาก่อน ตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นเรื่องที่จําเป็นจะต้องมีอยู่ ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครดูแลถนน ไม่อย่างนั้นขณะนี้ในรายงานท่านก็มีว่าท้องถิ่นคืนถนนมาหมด แล้วเรา ตอบว่าอย่างไร เราตอบว่าคืนไม่ได้ ไม่รับคืน เพราะว่าการกระจายอํานาจถูกกําหนดโดย กฎหมาย ผมอยากจะเรียนเรื่องนี้ว่าเรื่องนี้เอง ขอเวลาท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่ามีรายละเอียดที่ต้องอธิบายกันนิดหน่อยนะครับ การกระจายอํานาจมีอยู่หลายข้อ แล้วเราก็ออกกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ การกระจายอํานาจตรงนี้เราก็พยายามทํากันมา แต่ว่า มีข้อสุดท้ายที่บอกว่าถ้าท้องถิ่นรับไม่ได้นะครับ แล้วก็ถ้ามีเหตุผล หมายถึงว่าให้พิจารณา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีใช่ไหม ซึ่งไม่เกิน ๑๐ ปีได้ จนบัดนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกระจาย อํานาจที่เป็นอยู่หลายอย่างที่กระจายแล้วไม่ควรจะกระจาย ผมเองมีรายละเอียดเรื่องนี้ ผมยกตัวอย่างว่าการมองเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก ผมเองดูแลกรมการขนส่งทางบก แล้วก็กรมการขนส่งทางบกอยู่ในข่ายของการต้องกระจายอํานาจ เรื่องก็ขึ้นมาในการพิจารณา ว่าจะให้การต่อทะเบียนภาษีรถยนต์ไปอยู่กับท้องถิ่น ต้องกระจายออกไปเป็นข้อบังคับของ กฎหมาย ผมพิจารณาแล้วผมไม่ยอม ช่วงนั้นผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ เหตุผลเพราะว่าในระบบ ของการต่อทะเบียนภาษีเรามีระบบไอที (IT) ขณะนี้ท่านต่อ ๓ นาทีได้ ต่อที่ไหนก็ได้ ถ้ารถหาย ไปเจอที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายหรือชายแดนเชียงของเราจะหาได้ทันที หรือว่ารถที่ไป เฉี่ยวชนใครสามารถจะสืบค้นว่ารถคันนี้เป็นของใคร ใครถือครองอยู่ได้ภายใน ๑ นาที เพราะฉะนั้นระบบตรงนี้เป็นระบบไอที (IT) ผมก็ท้านะครับว่าถ้าหากว่าเราจะต้องโอนเรื่องนี้ ไปยังเทศบาลหรือจังหวัดไหน ถ้าใครทําได้ดี ดูแลประชาชนในการต่อภาษีได้ดีกว่าเอาไปเลย แต่ถ้าคุณพิสูจน์แล้วคุณทําไม่ได้ดีกว่ากรมการขนส่งทางบกที่ทําเป็นองค์รวม ไม่ให้ วัดที่ประชาชนกับการดูแลประชาชน การบริการกัน ตอนนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรี คือท่านอาจารย์วิษณุอยู่ก็มีการประชุมใหญ่กันเรื่องนี้ ผมเข้าประชุม แล้วมีการประชุมกัน ครั้งใหญ่ แล้วก็ ๒ อย่างที่จะต้องแก้ก็คือว่าไม่เป็นไปตามการกระจายอํานาจโดยถือเอา ประชาชนเป็นหลัก ก็คือเรื่องการต่อทะเบียนภาษีขณะนี้ยังอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก จนกระทั่งปัจจุบัน แต่เราไม่ติดใจเรื่องเงิน เงินที่ได้ อย่าง กทม. ขณะนี้ผมเข้าใจว่าได้ปีละ ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เรายกให้ กทม. ไม่เอาไว้ แต่การดูแลตรงนี้ขอดูแลเอง เพราะเราดูแลประชาชนได้ดีกว่า
อีกอันหนึ่งที่มีปัญหาก็คือว่าที่ต้องการกันมากคือสถานีขนส่ง ท่านประธาน เรามีสถานีขนส่งที่ขอนแก่น ที่โคราช แล้วก็ที่หาดใหญ่ แล้วมีหลายแห่งที่ว่าเรารายได้ดี ท้องถิ่นต้องการ แต่ในระบบของเราสถานีขนส่งจะต้องพูล (Pool) เงินค่ารายรับทั้งหลายมาไว้ ที่กรม กรมเป็นคนดูแล แล้วจังหวัดเล็ก ๆ ที่จําเป็นจะต้องมีสถานีขนส่งก็เอาเงินตรงนั้น ที่ได้กําไรมาไม่กี่แห่งทั่วประเทศคืนกลับไปให้นะครับ ปรากฏว่าตามหลักการกระจายอํานาจ จะต้องแบ่งไปหมด ปรากฏว่าจังหวัดเล็ก ๆ ดูแลตัวเองไม่ได้ ขาดทุนมาก ท้องถิ่นดูแลไม่ได้ เราเสนอใหม่ ผมเสนอในคราวเดียวคือจังหวัดไหนที่พร้อมเอาไปดูก่อน เราให้เวลา ๑ ปี แล้วถ้าคุณ ไม่พอใจคุณคืนมาเลยเราจะดูแลเองโดยรัฐบาลกลาง ปัจจุบันก็ใช้ได้อยู่ก็ไม่ล้มเหลว ในหลายจังหวัดที่ดูแลตัวเองไม่ได้ จังหวัดที่ไปได้ดี ขอนแก่นก็ดี โคราชก็ดี ก็เชิญเลย ให้ อบจ. เอาไปทําเพราะว่าคุณดูแลตัวเองได้ หลักการการกระจายอํานาจตรงนี้ยังมี ความเป็นไปได้อยู่ถ้าเราชี้เอาเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นในรายงานที่เราต้อง บอกว่าเหตุผลในการดําเนินการมี ๒ อย่าง ๑. ก็คืออย่าให้หน่วยราชการซ้ําซ้อนกัน ๒. เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายการกระจายอํานาจ เรื่องนี้ผมไม่เชื่อเพราะว่ามันสามารถจะมี ทางออกได้ถ้าเราจะยึดถือประชาชนเป็นหลัก
ประเด็นต่อมาก็คือว่าอยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้นะครับ นี่คือปัญหา ทั้งหลายที่ผมนําเสนอ ถ้าอย่างนั้นจะดําเนินการอย่างไร ผมอยากให้วางเป้าหมายให้ชัดว่า ประชาชนที่ใช้ทาง เส้นทางตรงนี้เป็นหลัก รายละเอียดเรื่องอํานาจที่มันก่ายกันเราให้มันเป็น รองไปเสีย เราจะเห็นเป้าชัดขึ้นนะครับ การกระจายอํานาจที่ผมพูดไปแล้วควรจะทบทวน เรื่องการรีออแกไนเซชัน (Reorganization) ใหม่ กรมทางหลวงชนบทขณะนี้เราให้อยู่ เพราะว่าเรามีมติเป็นกฎหมายว่าให้ยกเลิกการยกเลิก ยอมรับไปเลย เพราะจําเป็นจะต้องมี กรมทางหลวงชนบท ถ้าเป็นต่างประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานก็คือเหมือนจะเป็น สเตทไฮเวย์ (State Highway) ดูแลในขอบเขตของจังหวัดแล้วก็เชื่อมระหว่าง หมายถึงว่า จังหวัดต่อจังหวัด แต่ว่าที่ผ่ากลางทั้งหมดให้เป็นกรมทางหลวงดูแลดีแล้ว หมายถึงว่า ขยายให้กรมทางหลวงชนบทเป็นอย่างที่เขาควรจะเป็นในการดูแลถนน เราอย่าไปแคป (Cap) เอาไว้ คือปล่อยให้เขามีอิสระเต็มที่ ขยายไปเลยถ้ามันจําเป็นนะครับ เขาถูกฆ่า ๓ ครั้ง แล้วเขาไม่ตายแสดงว่าประชาชนต้องการ ระบบต้องการเขา
ประเด็นต่อมาก็คืองบประมาณ ท่านประธานครับ งบประมาณนี่เราต้อง ยอมรับว่าท้องถิ่น เราให้ถนนเขาไป เรากระจายแต่อํานาจแต่เราไม่กระจายเงินให้เขา ไม่รอดครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ขณะนี้ก็ไม่ครบ จ่ายเงินลงไปให้เขาอีกเพื่อให้ เขาได้ดูแล ไม่อย่างนั้นเขาจะลําบากมากในการแบกถนน แต่อย่างไรก็ตามมันมีท้องถิ่น หลายแห่ง อย่าง กทม. ผมถามเสมอว่าเงินปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้ กทม. คุณเอาไปทําอะไร คือเงินที่เราเก็บจากภาษีป้ายก็ควรจะไปทําเรื่องถนน ไปทําเรื่องการสัญจรเพื่อให้มาทดแทน คนที่จ่ายเงินค่าภาษี แต่ว่าการเอาไปใช้ ไม่รู้ใช้อะไร งบประมาณที่เราให้ไปท้องถิ่นควรจะ มาดูแลถนน เอาไปทําอย่างอื่นอย่างนี้ไม่ได้ ต้องมีการติดตามด้วย แล้วก็ต่อจากนั้นนะครับ ทางหลวงท้องถิ่น ที่ท่านเสนอก็คือว่าให้เป็นคนดูแลเรื่องความปลอดภัย เป็นโรด เซฟตี ออดิต (Road Safety Audit) จริง ๆ แล้วขณะนี้ผมจะประชุมวันพฤหัสบดีคุยกับท่านรัฐมนตรีแล้วว่า ขณะนี้ที่เราขาดแคลน ถนนที่มันอันตรายมาก เราขาดโรด เซฟตี ออดิต ออแกไนเซชัน (Road Safety Audit Organization) หมายถึงเป็นหน่วยในการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย แล้วใช้อินเฮาส์ (In House) ก็คือกรมทางหลวงก็มีของตัวเอง ทีนี้กรมทางหลวงหรือ ทช. ออกแบบเอง ประมูลเอง คุมงานเอง แล้วจะไปชี้ว่าถนนที่ตัวเองทํามันอันตรายหรือมันไม่ ปลอดภัยได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ เราจะเสนอขึ้นใหม่ ในวันพฤหัสบดีนี้จะคุยกัน นะครับ อาจจะมีการยกขึ้น ตรงนี้ท่านให้อํานาจของ ทช. กรมทางหลวงชนบทเป็นคนดูแล เรื่องออดิต (Audit) ลามลงไปถึงข้างล่างเลย หมายถึงว่าทางหลวงในท้องถิ่นด้วยจะเป็น อันตรายมากเพราะว่าหน่วยงานเขามีจริงแต่ว่าคนขาดแคลนมาก แล้วเป็นหน่วยงานภายใน นะครับ
สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าหลักการต่าง ๆ ที่จะเสนอขึ้นมาตรงนี้ต้องให้อํานาจด้วย เพราะว่าผมกําลังติดตามเรื่องความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาให้ ความเห็นว่าอยากจะให้ทั่วประเทศ คือท้องถิ่นครับท่านประธาน ถนนวิ่งเข้าไปนี่เราจะใช้ อํานาจตามกฎหมายกําหนดความเร็วว่าวิ่งได้ ๙๐ กิโลเมตร ๑๐๐ กิโลเมตร แต่พอมันพุ่ง เข้าไปยังเทศบาล ของเราไม่มีตัวกันถนน หมายความว่ารถสามารถเข้าได้ พอวิ่งเข้าไปในเขต เทศบาลความเร็วก็ ๑๐๐ กิโลเมตร ทีนี้ในนั้นรถอีแต๋นก็มี รถมอเตอร์ไซค์ก็มี รถจักรยานก็มี เด็กก็ขายของแถมมีตลาดนัดอีก เพราะฉะนั้นเขาเสนอว่าอย่างนี้ อํานาจในการกําหนด ซิตี้ลิมิต (City Limit) ของชุมชนต้องเป็นอํานาจของท้องถิ่น นี่เรื่องอํานาจของท้องถิ่น คือกําหนดความเร็วว่าเป็น ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ ๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือโค้งนี้ควรจะกําหนดเท่าไร ไม่ใช่ให้รัฐบาลกลางเป็นคนกําหนดเขา ตรงนี้จะอันตรายมากเพราะว่าระบบตรงนี้มันพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วแล้วเบรกกันไม่ทัน นะครับ
สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่า ผมคงจะต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ที่เน้นเฉพาะหน่วยราชการ เรื่องอํานาจหรือตรงนี้ โดยที่เป้าหมายของสิ่งที่จะเกิดขึ้นจาก การปฏิรูปไม่ชัดอย่างที่ได้กล่าวแล้วนะครับ ก็อยากจะนําเรียนต่อท่านประธานว่าอยากจะให้ ไปปรับปรุงใหม่หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าตราอยู่ที่ประชาชนแล้ว เป้าหมายแล้ว คือถนน อาจจะไม่ดีนัก แต่เราไปถึงเป้าหมาย ถนนดีแต่ไม่มีเป้าหมายก็ไม่รู้จะไปกันทําไม ขอบคุณ ท่านประธานครับ