เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือปัญหาความซ้อนทับและความไม่ชัดเจนในการบริหารจัดการทางหลวงระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของท้องถิ่น ขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือล้าสมัย และการขาดระบบข้อมูลกลาง จึงเสนอให้ทบทวนบทบาท อำนาจหน้าที่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อบูรณาการข้อมูลและกำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการทางหลวงอย่างเป็นระบบตามหลักโรดไฮราร์กีเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและเชื่อมโยงภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ในวันนี้ที่จะนําเรียนเสนอในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เราจะมุ่งเน้นไปเรื่องการปฏิรูป การบริหารจัดการของหน่วยงานทางนะคะ
ขอบเขตในเรื่องการศึกษาในเรื่องนี้เราจะตีกรอบ เพราะว่าถ้าพูดถึงระบบ โดยรวมแล้วมันใหญ่มากนะคะ เพราะฉะนั้นจะตีกรอบในการศึกษาเรื่องนี้ ประการที่ ๑ จะเป็นการทบทวนโครงสร้าง ภารกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างกรมทางหลวง กรมทางหลวง ชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทําหน้าที่ในการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และ บํารุงรักษาสายทาง ๓ ประเภท ก็คือทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท แล้วก็ทางหลวง ท้องถิ่น ประการที่ ๒ ก็คือศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นของงานทั้ง ๓ ประเภทแล้วก็อํานาจ หน้าที่ของทั้ง ๓ หน่วย
มาดูตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดูในแง่นโยบายรัฐบาล ณ ขณะนี้ นโยบาย รัฐบาลก็พูดถึงเรื่องการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ มีพูดถึงเรื่องการปรับ โครงสร้างการบริหารจัดการในสาขาขนส่งที่มีการแยกบทบาท แล้วก็ภารกิจของหน่วยงาน ระดับนโยบาย ระดับกํากับดูแล และหน่วยปฏิบัติที่ชัดเจน พูดถึงเรื่องการต่อเชื่อมเส้นทาง คมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ (Logistics) จากฐานการผลิตในชุมชนสู่แหล่งแปรรูป แล้วก็เพื่อเพิ่มมูลค่าทั้งภายในประเทศและเชื่อมโยงกับอาเซียน (ASEAN) ในนโยบายอีกข้อหนึ่ง ก็คือเป็นการปรับโครงสร้างระบบราชการในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับ ประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น ทบทวนการจัดโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่มีอํานาจหน้าที่ ซ้ําซ้อนกัน และลักลั่นกัน
ในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาดูร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะพูดถึงในเรื่องนี้ เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๘ ข้อ ข ด้านบริหารราชการแผ่นดิน (๒) ให้มีการ บูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อเป็นระบบข้อมูลเพื่อ การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน (๓) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนา โครงสร้าง และการบริหารงานของภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ โดยต้องดําเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่แตกต่างกัน ในเรื่องนี้เมื่อเราตีกรอบในการดําเนินการ แล้วก็ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงดู พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อปี ๒๕๔๒ แล้วก็ที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบด้วยแล้ว ก็นําเรียนดังนี้นะคะว่าหน่วยงาน ที่รับผิดชอบระบบทางของประเทศไทยที่เป็นหลัก ๆ ก็คือกรมทางหลวง
หน่วยแรกก็คือกรมทางหลวง กรมทางหลวงนั้นรับผิดชอบทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน หน่วยงานโครงสร้าง โครงสร้างของกรมทางหลวง ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นเป็นราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ โดยเป็นแขวงการทาง ๑๐๔ แขวง และสํานักงานทางหลวงที่ ๑ ถึงสํานักงานทางหลวงที่ ๑๘
หน่วยที่ ๒ ก็คือกรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบทนั้นรับผิดชอบ ทางหลวงชนบท มีหน่วยงานที่เป็นส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ลักษณะเดียวกันก็คือ เป็นแขวงทางหลวงชนบท มี ๗๖ แขวงตามจํานวนจังหวัด และสํานักงานทางหลวงชนบทที่ ๑ ถึงสํานักงานทางหลวงชนบทที่ ๑๕
หน่วยที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีทั้ง อบจ. อบต. เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล จริง ๆ แล้ว เรื่องทางนั้นไม่ใช่แค่ ๓ หน่วยงานนี้เท่านั้น ยังมี หน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบเรื่องทางเช่นเดียวกัน เช่น กรมชลประทานก็รับผิดชอบในเขต ชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็รับผิดชอบในนิคมสหกรณ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง และ ส.ป.ก. หรือรวมไปถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็มีถนนในเขตอุทยาน แห่งชาติทั้งหลาย
จะให้ดูตัวเลขนะคะว่าตัวเลขของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานทางของประเทศ ณ ขณะนี้ ดูตัวเลขของกรมทางหลวงที่รับผิดชอบ ซึ่งมีทาง ๓ ประเภท คือทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ระยะทางที่รับผิดชอบมี ๕๑,๕๓๗ กิโลเมตร ส่วนของกรมทางหลวงชนบทรับผิดชอบทางหลวงชนบท ซึ่งมีระยะทาง ๔๑,๕๐๙ กิโลเมตร ส่วนทางหลวงท้องถิ่น ซึ่งรับผิดชอบโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทั้งหมด ๓๕๒,๔๖๕ กิโลเมตร นี่คือข้อมูลของส่วนราชการต่าง ๆ ที่รับผิดชอบเรื่องทางโดยเฉพาะ ทีนี้เรามาดูว่า ในภาคของทางหลวงตามมาตรฐานสากลโดยทั่วไป เขาก็มีหลักในการจําแนกลักษณะ ประเภททางอยู่ว่ากรมทางหลวงจะรับผิดชอบกรณีทางหลวงพิเศษ ทางหลวงสัมปทานอะไร แบบนี้ แล้วก็ทางหลวงชนบทก็รับผิดชอบในส่วนที่เป็นทางแยกต่อมาจากของทางหลวง แผ่นดิน แล้วก็พอย่อยลงไปอีกนี้ก็คือทางหลวงท้องถิ่น ภาพต่อมาท่านก็จะเห็นความเชื่อมต่อ ว่าของหน่วยงานไหนจะรับผิดชอบด้านไหน อย่างไร ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็คือกรมทางหลวง ถ้าเป็นการเชื่อมแยกจากทางหลวงไปก็คือเป็นทางหลวงชนบท แต่ถ้าระหว่างชุมชนกับชุมชน ก็จะเป็นเรื่องของทางหลวงท้องถิ่นนะคะ
สภาพปัญหา ได้มีการศึกษาสภาพปัญหาแล้วสามารถจําแนกออกเป็น ๓ ด้าน ดังนี้
ปัญหาประการแรกก็คือด้านขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานทาง ปัญหา ณ ขณะนี้ประการแรกก็คือขาดเอกภาพในการ บริหารจัดการงานทางในพื้นที่ เส้นทางบางเส้นทางนั้นอยู่ในกรรมสิทธิ์ของหลายหน่วยงาน ทําให้เจ้าของพื้นที่เองไม่มีอํานาจเต็มในการดูแลรักษาหรือบูรณะซ่อมแซมเส้นทางนั้น
ประการที่ ๒ สืบเนื่องมาจากการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่กําหนด หลายแห่งได้รับโอนจํานวนมากกว่าศักยภาพที่มีอยู่ ก็เลยทําให้ปัญหายังค้างคา บางแห่งข้อมูลจากการได้มีการศึกษาแล้วก็เชิญท้องถิ่นมาให้ ความรู้ด้วย ก็บอกว่าขาดหลักฐานการส่งมอบแล้วก็รับมอบ ทําให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็น หน้าที่ของหน่วยงานใดแน่
ประการที่ ๓ ปัญหางานทางในเขตกรุงเทพมหานคร ในกรุงเทพมหานครเอง เวลาเกิดเหตุปกติเราก็จะไม่ค่อยนึกถึงว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบส่วนไหน อย่างไรบ้าง แต่เวลาเกิดเหตุโดยเฉพาะตอนน้ําท่วม ทุกคนก็จะบอกว่าทําไม กทม. ไม่ดูแล ทําไม กทม. ไม่รับผิดชอบ พอศึกษาในรายละเอียดลงไปแล้วได้ทราบว่าในกรุงเทพมหานครนั้นมีหน่วยงาน ที่ช่วยดูแลเรื่องถนนหลายหน่วย เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงที่รับผิดชอบอยู่ ณ ขณะนี้ ใน กทม. เช่น ถนนบรมราชชนนี ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสุวินทวงศ์ ถนนเอกชัย ถนนรามอินทรา นี่กรณียกตัวอย่างนะคะ แต่ก็มีกรณีที่กรมทางหลวงทําข้อตกลงกับ กทม. ยกให้ กทม. ช่วยดู ในบางเส้น อย่างเช่น ถนนพหลโยธินตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ให้ กทม. ดูแล แต่ตั้งแต่อนุสรณ์สถานแห่งชาติเป็นต้นไปกรมทางหลวงก็ยังดูแลเพราะว่า มันเป็นถนนพหลโยธินซึ่งเป็นสายหลักของประเทศ ทางภาคตะวันออกก็ให้ กทม. ดูแลถึงบางนา ถัดจากบางนาไปกรมทางหลวงก็ดูแล แล้วก็ยังมีหลายเส้นทางที่ ๒ หน่วยนี้อยู่ระหว่างการหารือ ร่วมกันว่าควรจะมีการมอบให้ กทม. ดูในส่วนไหน อย่างไรต่อไป นี่คือกรณีของกรมทางหลวงนะคะ
อีกส่วนหนึ่งก็คือกรมทางหลวงชนบทนะคะ ของกรมทางหลวงชนบทนั้น ก็มีถนนใน กทม. ที่เป็นถนนของกรมทางหลวง หลักตรงนี้ พ.ร.บ. กรมทางหลวงได้กําหนดไว้ว่า ถ้าใครเป็นคนสร้าง แล้วใครเป็นคนขึ้นทะเบียนถนนก็ต้องเป็นของหน่วยนั้นที่จะต้องรับผิดชอบ มีถนนที่กรมทางหลวงชนบทดูแลใน กทม. นั้นก็คือถนนราชพฤกษ์ ถนนกัลปพฤกษ์ แล้วก็ ถนนนครอินทร์ เป็นต้น นี่ก็คือสภาพของปัญหาขอบเขตภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบของ หน่วยงานภาครัฐด้วยกัน
ปัญหาด้านที่ ๒ ในเรื่องการบริหารจัดการภารกิจงานทางที่ได้รับการถ่ายโอน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราดูใน ๔ ด้าน ด้านงาน ด้านเงิน ด้านคน แล้วก็เครื่องไม้ เครื่องมือ ในงานนั้นก็อย่างที่นําเรียนเมื่อสักครู่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ไม่มีข้อมูล ในเรื่องวงรอบระยะเวลาในการบํารุงรักษาทาง เรานึกถึงรถยนต์ที่เราขับกันอยู่จะมี ระยะเวลาว่ากี่กิโลเมตรเราจะต้องไปตรวจ กี่กิโลเมตรจะต้องมีการเปลี่ยนตรงโน้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นการดูแลรักษามันก็มีตารางคู่มือในการกํากับดูแลเช่นเดียวกัน กี่ปีถึงจะถึงระยะ ซ่อมใหญ่ ช่วงเวลาไหนควรจะดูแลบํารุงรักษาในตารางปกติ ปัญหาในเรื่องการขาด การประสานงานกับท้องถิ่นอื่นว่าจริง ๆ กฎหมาย พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นก็บอกว่าถ้าไม่มีศักยภาพสามารถประสาน กับท้องถิ่นอื่นที่มีศักยภาพมาช่วยดําเนินการได้ ขาดการตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญว่าถ้างานก่อสร้างแล้วไม่ได้มาตรฐานมันก็หมายถึง ความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินที่จะตามมามากมาย ส่วนกรณีเรื่องทุจริตนั้นก็ถือว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราทุกคนจะได้รับทราบ รับรู้ รับฟัง แล้วก็เป็นประเด็นใหญ่ที่ทางด้าน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็อยู่ในความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่
ในด้านงบประมาณ งบประมาณของท้องถิ่นเป็นงบประมาณที่จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่เริ่มแรกคณะกรรมการการกระจายอํานาจก็มีการจัดสรรให้ แต่ว่าไม่ได้ไปดําเนินการ ในส่วนนั้น ตอนหลังกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นเองก็เป็นคนดูแลในส่วนนี้ แล้วก็ได้ทราบว่า ณ เวลานี้ก็พยายามมีการแก้ไขเป็นกรณี ๆ ว่าหน่วยไหนไม่ได้รับงบประมาณที่จะไป ดําเนินการมานานมากแล้ว หรือถึงเวลาที่จะต้องจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ กรมเอง ก็พยายามดูแลตรงส่วนนี้ แต่มันก็เหมือนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ค้างคามาตั้งแต่เริ่มแรก
ในด้านคน คนนั้นโดยหลักการที่วางไว้ตั้งแต่ตอนมีการปฏิรูประบบราชการ ปี ๒๕๔๕ บอกว่าถ้าโอนงาน เงินกับคนจะต้องตามไป แต่ในความเป็นจริงโดยเฉพาะเรื่องคน เรื่องงานไป แต่สําหรับคนนั้นบอกว่าสมัครใจ เมื่อสมัครใจแบบนี้แล้ว กรณีคนที่ไม่สมัครใจ จะมีมากกว่าคนสมัครใจ เลยเป็นเหตุให้ทาง อบต. เองนั้นยังขาดคนที่จะปฏิบัติหน้าที่ตาม งานที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็โดยเฉพาะงานด้านช่างเอง เมื่อได้รับภารกิจไปมากมายนั้น จํานวนหรือปริมาณก็ไม่สามารถที่จะรองรับงานตรงนั้นได้
ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องมือนั้นก็ถือว่าเป็นปัญหา ที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเครื่องจักร เครื่องมือที่มีการถ่ายโอนไปนั้น สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี ๒๕๔๒ ที่มีการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปี ๒๕๔๕ ที่เรามี การปฏิบัติระบบราชการ มีการตั้งกรมทางหลวงชนบทขึ้น กรมทางหลวงชนบทนั้นก็รับงาน ส่วนหนึ่งมาจากกองทางหลวงท้องถิ่นของกรมโยธาธิการและผังเมือง กับการที่ยุบเลิก รพช. ก็เลยเกิดกรมทางหลวงชนบทขึ้น กรมทางหลวงชนบทในแนวทางที่วางไว้เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็คือ เป็นพี่เลี้ยง คือช่วงการเปลี่ยนแปลงในการกระจายอํานาจเมื่อปี ๒๕๔๒ ไปให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ความจําเป็นในการที่จะต้องมีที่ปรึกษา ความจําเป็นในการที่จะต้องมี พี่เลี้ยงนั้นเป็นความจําเป็นที่จะต้องมีการดูแลไปในระยะหนึ่ง ก็มองว่า ณ ช่วงเวลานั้น ๕ ปี น่าจะเหมาะในการที่จะให้มีกรมทางหลวงชนบทเกิดขึ้น รัฐบาลโดยสภาก็อนุมัติให้มี กรมทางหลวงชนบทเป็นการชั่วคราวเมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วพออายุถึงปี ๒๕๕๐ พอถึงปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่าการดําเนินการยังมีความจําเป็นที่จะต้องให้การดูแลต่อเนื่อง รัฐสภาก็อนุมัติให้มี พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ก็ให้มีกรมทางหลวงชนบทต่อไปอีก ๕ ปี นั่นก็คือ ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๕ แต่พอถึงปี ๒๕๕๒ ก็มีการเสนอว่าจริง ๆ แล้วยังมีความจําเป็น ที่จะต้องมีกรมทางหลวงชนบทตลอดต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นกรมที่เป็นหน่วยงานถาวร ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ นะคะ นี่ก็คือฐานที่มา ส่วนเครื่องจักร เครื่องมือที่ได้รับโอนจากการกระจาย อํานาจ ไม่ว่าจาก รพช. หรืออะไรไปก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอายุยาว อายุนานนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เครื่องไม้เครื่องมือก็อาจจะยังไม่ทันสมัยนะคะ
ปัญหาด้านที่ ๓ ก็คือเรื่องฐานข้อมูลของประเทศ ปัญหาที่สําคัญก็คือ ฐานข้อมูลรวมของประเทศ ซึ่งเราได้ยินได้ฟังมาเมื่อไม่นานนะคะ รัฐบาลบอกว่า ขีดความสามารถของประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม ๒ อันดับ แต่ท่านเลขาธิการสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ยังบอกว่าในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อันดับมันลดลงนะคะ ซึ่งได้ข้อมูลจากทางสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติว่าปัญหาอันหนึ่งที่ทําให้ขีดความสามารถตรงนี้ลดลงก็คือหมวดงานทาง เนื่องจากขาดหน่วยงานที่ทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลงานทางทั้งหมดของประเทศ จากข้อเท็จจริงพบว่ากระทรวงคมนาคมก็จะรับผิดชอบระหว่างของกรมทางหลวง กับกรมทางหลวงชนบท แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงทางหลวงท้องถิ่น ซึ่งทางหลวงท้องถิ่นจะอยู่ ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ก็ยังมีทางของส่วนราชการอื่นอย่างที่นําเรียนนะคะ แล้วก็ยังมีถนนที่ยังไม่ได้ ลงทะเบียนจาก ๓๕๐,๐๐๐ อีก ๑๕๐,๐๐๐ ซึ่งยังไม่ได้ลงทะเบียน อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ก็คิดว่าถ้านําข้อมูลพวกนี้มารวมกันเป็นระยะทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง คมนาคมแล้วจะทําให้ความหนาแน่นของถนนเพิ่มขึ้น แล้วจะเป็นผลดีต่อการจัดอันดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วยนะคะ นี่คือตัวข้อมูลที่ได้มาจากไอเอ็มดี (IMD) สถาบันที่พิจารณาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สภาพปัญหาตรงนี้ เราก็ได้ข้อมูลนะคะว่าปัญหาข้อมูลกลางของประเทศ ถือว่าตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ ซึ่งจะมีผล ต่อขีดความสามารถ นอกจากปัญหาข้อมูลกลางแล้ว ปัญหาข้อมูลในส่วนที่เป็นทางหลวง ท้องถิ่น ตัวเลขอีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ นะคะ ถ้าเราไม่ทําวันนี้ มันจะมีโอกาสได้ผลักดันประเทศชาติเต็มที่แค่ไหน เพียงไร เราคิดว่าฐานข้อมูลเป็นเรื่องที่ สําคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ถ้าสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้แล้ว โอกาสที่ขีดความสามารถ ของเราก็จะยกอันดับขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ บริหารราชการแผ่นดินจึงมีประเด็นในการที่จะเสนอเพื่อการปฏิรูปใน ๓ ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือพัฒนาระบบฐานข้อมูลของทางหลวงของประเทศ ให้มีความเป็นเอกภาพ แล้วก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในข้อเสนอเรื่องแรก ในเรื่องการกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ตรงนี้นะคะ เราก็ใช้แนวคิดของการกําหนดทางแบบสากลที่กําหนดเส้นทางแบบโรดไฮราร์กี (Road Hierarchy) นะคะว่าถ้าทางสายหลัก ทางสายหลักนั้นต้องดูถึงความคล่องตัวในการสัญจร เป็นหลักมากที่สุด ทางสายรองเป็นทางที่เชื่อมระหว่างสายหลักกับสายย่อยโดยคํานึงถึง ความคล่องตัวในการสัญจรที่จะเข้าถึงพื้นที่ ทางสายย่อยก็คือการเข้าอยู่ในพื้นที่ในระหว่าง พื้นที่นั้นให้มีการคมนาคมสะดวก จากหลักคิดตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็นที่เพื่อให้เกิด ความชัดเจน ซึ่งเมื่อไปดูในพระราชบัญญัติทางหลวงแล้วนะคะ การกําหนดนั้นพูดเพียง เรื่องทางหลวง ทางหลวงชนบทกับทางหลวงท้องถิ่น แต่คําจําจัดความที่ชัดเจน หรืออาจจะ ต้องนําไปสู่การทําข้อตกลงเพื่อให้ชัดเจนขึ้นจึงมีข้อเสนอตรงนี้นะคะว่าในเรื่องการกําหนด ภารกิจ อํานาจหน้าที่ของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้าง บํารุงรักษา ซ่อมแซม เพื่อให้ เกิดเป็นหลักการตามมาตรฐานสากลนั้นก็คือกรมทางหลวงควรรับผิดชอบสายทางหลัก กรมทางหลวงชนบทควรรับผิดชอบสายทางรอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรรับผิดชอบ ทางสายย่อย ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ กทม. กับเมืองพัทยานั้น ซึ่งโดยทั่วไป มองในแง่ความมีศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนี้นะคะ ก็ควรจะ รับผิดชอบภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบตรงนี้นะคะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือกําหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ําซ้อนกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้ถ้าภายในเขตพื้นที่ของ อบต. เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนครนั้น ก็คือมีเขตพื้นที่ของแต่ละหน่วย รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้ากรณีเป็นทางเชื่อม หรือกรณีที่หน่วยงานไหนยังไม่มีศักยภาพ ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีศักยภาพมากกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด ควรจะรับภารกิจในส่วนที่จะเป็นทางเชื่อมระหว่างหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่นะคะ
ในเรื่องข้อเสนอเรื่องการถ่ายโอนปัญหาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถ่ายโอน ที่ยังไม่ถูกต้อง ก็คงจะต้องมีการดูรายละเอียดตรงนี้เพิ่มเติม เพราะปรากฏว่าข้อมูลถ่ายโอน ไปแล้ว หน่วยงานอยากจะส่งคืน มีหลายกรณีมากที่มองดูแล้วว่าไม่เข้าข่ายของการที่จะให้ ลงไปในพื้นที่จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ก็ยังไปติดเรื่อง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจอยู่ ก็ได้มีการหารือกันนะคะ ก็ทราบว่าทางกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ซึ่งดูแลในส่วนนี้ก็พยายามแก้ปัญหากรณีที่ประสงค์จะส่งคืนให้กับหน่วยงาน ถ้าตรงนั้น มันเข้าหลักการสายหลัก สายรอง สายย่อย ก็ควรจะต้องมีการพิจารณาตรงจุดนี้นะคะว่า มันควรจะเป็นไปตามหลักตรงนี้ว่าควรจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานไหน อย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือส่วนที่เป็นข้อเสนอในเรื่องการถ่ายโอนงานไปให้กับท้องถิ่น ซึ่งยัง เป็นปัญหามาถึงปัจจุบันนี้
ในเรื่องที่ ๓ เรื่องการพัฒนาฐานข้อมูลของประเทศ อย่างที่นําเรียนตั้งแต่แรก นะคะว่า ณ วันนี้เราจําเป็นจะต้องมีฐานข้อมูลรวมของประเทศนะคะ สิ่งที่สามารถดําเนินการ ได้ทันที ก็คือจะต้องมีการเร่งรัดการจัดเก็บข้อมูลของประเทศเพื่อปรับภาพรวมของประเทศ ให้สอดคล้องที่เป็นจริงแล้วก็ทันสมัย ปรับปรุง จะเห็นนะคะว่า ณ ขณะนี้ข้อมูลมันเหมือน เป็นกล่อง ๆ กล่องของทางหลวง กล่องของทางหลวงชนบท กล่องของทางหลวงท้องถิ่น ตรงนี้ก็ควรจะมีหน่วยกลางตรงนี้นะคะ ตรงจุดนี้ทางกรรมาธิการก็มีข้อเสนอว่าหน่วยหลัก ที่จะรับผิดชอบ แน่นอนค่ะ หนีไม่พ้นกระทรวงคมนาคม เพราะฉะนั้นคงจะเสนอไปให้ กระทรวงคมนาคมพิจารณานะคะว่าจะมอบหน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานกลางเพื่อจะมี ฐานข้อมูลโดยรวมตรงนี้ ท่านอาจจะมอบ สนข. ท่านอาจจะมอบกรมทางหลวง ท่านอาจจะ มอบกรมทางหลวงชนบท หรือท่านอาจจะมอบสํานักงานปลัดกระทรวงก็ได้นะคะ ก็เป็น ข้อเสนอในเรื่องฐานข้อมูลกลางของประเทศ
เรื่องการจัดทําทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นในเขตกรุงเทพมหานคร ก็ไม่น่าเชื่อว่า ในกรุงเทพมหานครเอง ณ ขณะนี้ข้อมูลโดยรวมมันแยกส่วนกันอยู่ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ จําเป็นที่จะต้องมีการมาดู มาทบทวนตรงส่วนนี้ มาจัดทําทะเบียนในกรุงเทพมหานคร ให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็ทันสมัย ก็มีข้อเสนอนะคะ ตรงนี้ก็ได้มีการหารือกระทรวงคมนาคม ด้วยแล้วนะคะว่า องค์ประกอบตรงนี้ให้มีคณะทํางานพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางหลวง ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แล้วก็มีอธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวงชนบท มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นคณะทํางาน โดยให้เจ้าหน้าที่ สํานักงานปลัดกระทรวงเป็นฝ่ายเลขานุการนะคะ จากกรุงเทพมหานครไปถึงทั่วประเทศ ทั่วประเทศนั้นก็คือทางหลวงท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระดับจังหวัด อย่างที่นําเรียนค่ะ เรายังขาดอีก ๒๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรทําอย่างไรจะให้เกิดขึ้นโดยรวดเร็วและทั่วถึง อย่างกรณี กรุงเทพมหานคร ในข้อเสนอก็บอกว่าอย่างน้อยกว่าจะใช้เวลาประชุมอะไรทั้งหลายนั้น อย่างน้อยปีหนึ่งภาพตรงนี้ควรจะสําเร็จ แต่พอในต่างจังหวัดเรานึกถึง ๗๖ จังหวัด ข้อเสนอในเรื่องผู้ที่เป็นนายทะเบียนท้องถิ่นคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะฉะนั้นต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเป็นคนรับผิดชอบตรงนี้ ก็คือให้ท่านตั้งคณะทํางานโดยให้ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนรับผิดชอบเป็นประธาน แล้วก็ตั้งคณะกรรมการในจังหวัด ไม่ว่าแขวงการทาง แขวงทางหลวง แขวงการทางชนบท แล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ แล้วก็คิดว่าในภาพรวมของจังหวัดก็คือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดที่จะเป็นศูนย์รวมของจังหวัด ก็มีข้อเสนอว่าเลขานุการควรจะเป็นปลัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดก็จะต้องมีการพิจารณาว่าที่ทําไปแล้ว ที่ยังไม่ทํา จะต้องติดตามกัน แบบไหน อย่างไร จะผลักดันอย่างไรเพื่อให้เรื่องนี้สําเร็จ ส่วนหนึ่งกรมทางหลวงชนบท ซึ่งโดยอํานาจหน้าที่เขาจะต้องมีหน้าที่ คงจะต้องทําหลักสูตรอบรมให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อที่จะไปดําเนินการสํารวจให้ได้เต็มที่ ก็คิดว่าเวลาตรงนี้ควรจะภายใน ๖ เดือนนะคะ แล้วก็ ตั้งศูนย์ให้คําปรึกษาแนะนําในการทํางานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็คงจะต้องจัดเครื่องไม้เครื่องมือแล้วก็บุคลากรไปช่วยเสริมตรงนี้เพื่อที่จะให้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรนั้นเกิดผลสําเร็จได้
ในภาพทั้งหมดที่เป็นข้อเสนอเพื่อปฏิรูปในครั้งนี้ก็คิดว่าผลที่จะได้รับและเกิด ประโยชน์อย่างมากกับประเทศ นั่นก็คือระบบการบริหารจัดการงานทางที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีการจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ประหยัด แล้วก็ มีประสิทธิภาพ ความซ้ําซ้อนจะได้ไม่เกิดขึ้น สามารถใช้ข้อมูลโครงข่ายทางหลวงที่เชื่อมโยง อย่างเป็นระบบ แล้วก็ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่อง การบริการประชาชนที่สําคัญเหมือนกัน รวมทั้งไม่ว่าจะเป็นการผังเมือง การท่องเที่ยว หรือ การสนับสนุนด้านการขนส่ง เพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนน แล้วก็ตอบสนองการบริการ ประชาชนในการเดินทางและขนส่งทางบก นี่ก็โดยรวมของข้อเสนอการปฏิรูปการบริหาร จัดการของหน่วยงานทางของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ขอบคุณค่ะ