สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๗ มีนาคม ๒๕๕๙

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เมื่อไม่มีผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าว นะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือ

พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศว่าด้วยการยื่น การรับคําร้อง การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และวิธี พิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (พ.ศ. ....) ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นผู้เสนอนะครับ

ด้วยข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๑๐๒ กําหนดให้นําข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยอนุโลม ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจึงได้มีคําสั่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ ๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๙ ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มีการ แจ้งคําสั่งดังกล่าวให้ที่ประชุมสภารับทราบแล้ว ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๕/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

บัดนี้ คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณา ยกร่างระเบียบคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่าด้วยการยื่น การรับคําร้อง การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (พ.ศ. ....) เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้เสนอให้ที่ประชุม กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณา และที่ประชุมมีมติ เห็นชอบกับร่างระเบียบดังกล่าว ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้บรรจุ ระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณา ให้ความเห็นชอบในวันนี้ ขอเชิญคณะกรรมการเข้าประจําที่ครับ ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรม ของ สปท. นั้น ก็ประกอบด้วยประธานกรรมาธิการแต่ละด้านนั่นเอง ขอเรียนเชิญ คณะกรรมการ

(คณะกรรมการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้นายคณพล ตุ้ยสุวรรณ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๘ ขอเชิญเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ ก็ขอเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นผู้เสนอครับ ขอเรียนเชิญท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานกรรมการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอรายงานต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังนี้

ตามที่ท่านประธานได้กล่าวแล้วว่า ท่านประธานได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๙ ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะเป็นกรรมการ คณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีหน้าที่จัดทําระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการรับคําร้อง การรับเรื่องราวร้องเรียน การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓๐ กําหนดว่า หลักเกณฑ์ และวิธีการในการรับคําร้อง การรับเรื่องราวร้องเรียน การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากําหนด โดยได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้น คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จึงได้ตั้งอนุกรรมการจริยธรรมจัดทําระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และ วิธีการรับคําร้อง การรับเรื่องร้องเรียน การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและวิธีการพิจารณาของ คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามคําสั่งคณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ที่ ๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จํานวน ๖ ท่าน คณะอนุกรรมการนี้มีประกอบไปด้วย ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานอนุกรรมการ ท่านพรพันธุ์ บุญรัตนพันธ์ เป็นอนุกรรรมการ ท่านนินนาท ชลิตานนท์ เป็นอนุกรรมการ และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ คือคุณณัฐพัฒน์ พัดทอง คุณเฉลิมชัย เบญจกาญจน์ และว่าที่ร้อยตรี สัณห์ พิยะ เป็นผู้ช่วยเลขานุการนะคะ คณะอนุกรรมการดังกล่าวนี้ได้จัดทํา ร่างระเบียบที่กล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้จึงได้นําร่างระเบียบมาเสนอ โดยระเบียบนี้จะ ชื่อว่าร่างระเบียบคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าด้วยการยื่น การรับคําร้อง การนําเรื่องสู่การพิจารณาและวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... คณะอนุกรรมการได้ดําเนินการพิจารณายกร่าง ระเบียบโดยนําข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๑๐๒ ที่กําหนดให้นําข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาเป็นแนวทางในการดําเนินการ นอกจากนี้ยังได้นําระเบียบของคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง สู่การพิจารณาและวิธีการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๓ และร่างระเบียบว่าด้วยการยื่นการรับคําร้อง การนําเรื่องสู่การพิจารณาและวิธีการพิจารณา ของคณะกรรมการจริยธรรมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. .... มาเป็นข้อมูลประกอบ การพิจารณายกร่างเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการได้พิจารณา เรื่องร่างระเบียบนี้ในคราวประชุม ๒ ครั้งค่ะ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ และครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม โดยการพิจารณาก็ได้มีการตัดทอนแก้ไขแล้วก็ปรับปรุง ร่างระเบียบให้มีความรอบคอบสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะคะ ร่างระเบียบนี้จะมีส่วนประกอบ ๓ หมวด และ ๑ บทเฉพาะกาล ข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ จะเป็นการว่าด้วยอํานาจในการออกระเบียบ การกําหนด วันที่มีผลบังคับใช้และนิยามและผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และในนั้นจะมี ๓ หมวดย่อยนะคะ หมวด ๑ ตั้งแต่ข้อ ๕ ถึงข้อ ๑๐ ว่าด้วยการยื่นคําร้อง การถอนคําร้อง และการจําหน่ายคําร้อง หมวด ๒ ตั้งแต่ข้อ ๑๑ ถึงข้อ ๑๕ ว่าด้วยการประชุมและการคัดค้านกรรมการ หมวด ๓ ตั้งแต่ข้อ ๑๖ ถึงข้อ ๓๒ ว่าด้วยการนําเรื่องสู่การพิจารณาวิธีพิจารณาและรายงานผล การพิจารณาต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และบทสุดท้ายคือบทเฉพาะกาลค่ะ

บัดนี้ดิฉันขอนําเสนอร่างระเบียบที่ท่านสมาชิกทุกท่านมีอยู่ในมือแล้วนะคะ ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อมีมติค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะขอเรียนปรึกษาท่านสมาชิกนะครับว่าก่อนการพิจารณาร่างระเบียบ คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวนี้จะขอเรียนปรึกษา ที่ประชุมว่าในการพิจารณาร่างระเบียบดังกล่าวจะให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ในภาพรวมและลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างระเบียบทั้งฉบับได้ไหมครับ จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีผมขอดําเนินการประชุมตามที่ปรึกษานะครับ ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดง ความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ

(ไม่มีสมาชิกอภิปราย)

ถ้าไม่มีท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นเป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาร่างระเบียบ คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าด้วยการยื่น การรับคําร้อง การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ

(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

แสดงผลครับ จํานวนสมาชิกผู้เข้าประชุม ๑๑๗ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงนะครับ ถ้าเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกโปรดใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ กรุณาลุกขึ้นขานชื่อด้วยครับ

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ หมายเลข ๐๔๘ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ มีท่านอื่นที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงมีไหมครับ กรุณาขานชื่อด้วยครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ผม วรวิทย์ ท่านประธานครับ เห็นชอบครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ท่านข้างหลังกรุณาขานชื่อด้วยครับ

พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ

พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ กรุณาขานชื่อด้วยครับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม หมายเลข ๑๘๘ ค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ มีท่านผู้อื่นอีกไหมครับ กรุณาขานชื่อครับ

พลเอก ธวัช จารุกลัส

พลเอก ธวัช จารุกลัส ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ มีท่านอื่นอีกไหมครับ กรุณาขานชื่อครับ

นายธงชัย ลืออดุลย์

ผม ธงชัย ลืออดุลย์ สปท. หมายเลข ๖๕ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านที่เข้ามาใหม่กรุณาขานชื่อ ด้วยครับ ท่านปานเทพนะครับ ขอบคุณครับ ท่านที่ขานชื่อนั้นกรุณาบอกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบด้วยนะครับ ทุกคนออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๓๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๒๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างระเบียบคณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่าด้วยการยื่น การรับคําร้อง การนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... แล้ว ซึ่งจะดําเนินการส่งร่างระเบียบดังกล่าวเพื่อนําไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ขอบคุณครับ และขอบคุณคณะกรรมการ ต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy)

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เศรษฐกิจกระแสใหม่ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ขอเชิญเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ ทางคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตให้นําเสนอพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ แล้วก็ขอให้ท่านณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระแสใหม่เข้าร่วมชี้แจงได้ ผมอนุญาต ทั้ง ๒ กรณีนะครับ ขอเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กรรมาธิการขอเรียนเชิญครับ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก กระผม นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลําดับที่ ๙๙ ขอนําเสนอเรื่องแทนท่านประธานคณะกรรมาธิการสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ไปก่อน ท่านได้ มอบหมายให้ผมได้มาชี้แจงเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะได้นําเสนอที่ประชุมแห่งนี้เป็นเรื่อง ๆ ไป

กระผมขอกล่าวทบทวนสิ่งซึ่งได้เสนอไปแล้วในพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) แผ่นแรกก็คือว่า ขณะนี้มีเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ต้องการที่จะ นําเสนอสภาขับเคลื่อนแห่งนี้ ๔ เรื่องหลักด้วยกัน เรื่องแรกก็คือเศรษฐกิจจากชีวภาพ ซึ่งได้รับความกรุณาจากสภาแห่งนี้ผ่านเรื่องไปแล้ว เหลืออีก ๓ เรื่อง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่เรื่องที่นําเสนอ วันนี้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคมที่ได้หมายไว้ในกรอบสีแดง เป็นอันว่าเราเหลืออีก ๒ เรื่อง ที่จะต้องนําเสนอท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง สําหรับเรื่องของเศรษฐกิจ เพื่อสังคมเป็นแนวคิดที่จะนํากลไกในทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคม ของประเทศซึ่งประกอบด้วยเรื่อง ๔–๕ ประการที่กระผมอยากจะขอชี้แจงเป็นเบื้องต้น คือว่า

ประการแรกเป็นเรื่องของการนําค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่าย ขาดมาใช้เพื่อการลงทุน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการลงทุนทางภาคสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับ การบริการหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการบริการทางด้านการศึกษา การบริการ ทางด้านสาธารณสุข การพัฒนาชุมชน และผู้ด้อยโอกาส เดิมนั้นรัฐบาลต้องจ่ายเงิน เป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายขาดเป็นจํานวนมาก เราเห็นว่าถ้ามีการนํากลไกในทางเศรษฐกิจ มาใช้เพื่อการนี้ ค่าใช้จ่ายเพื่อลงทุนเหล่านั้นสามารถนํากลับมาใช้ในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ได้หลายรอบ ไม่ใช่ครั้งเดียวอีกต่อไป

อันที่ ๒ เราเห็นว่าค่าใช้จ่ายในเรื่องสังคมส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้แบกภาระเกือบจะ ทั้งสิ้นมาจากภาษีอากรของพวกเราที่จ่ายไป แต่เราเห็นว่าถ้าเผื่อเราปรับภาระเหล่านี้ให้มี การลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ และภาคประชาสังคม ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่แล้ว ในรูปแบบของมูลนิธิต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงจะได้ชี้แจงต่อไป เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ของการเปลี่ยนแปลงจากการใช้รายได้ที่รัฐบาลแบกภาระให้สังคมต่าง ๆ มาช่วยกัน แบกภาระเช่นเดียวกัน

ประการที่ ๓ สิ่งซึ่งเรามีอยู่แล้วในขณะนี้ ปี ๆ หนึ่งเป็นจํานวนแสนล้าน ถ้าเราสามารถปรับจากซีเอสอาร์ (CSR) ก็คือการที่บริษัทห้างร้านหรือภาคเอกชนต่าง ๆ ลงทุนเพื่อช่วยสังคมโดยเป็นเงินจ่ายขาด ปลูกต้นไม้ครั้งเดียวก็เลิกไป ให้ความช่วยเหลือ ชุมชนครั้งเดียวก็เลิกไป ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสครั้งเดียวก็เลิกไป เอามาใช้เป็นทุนเพื่อ การสร้างความยั่งยืนในทางธุรกิจ โดยธุรกิจเหล่านั้นจะคืนผลกําไรให้กับชุมชนหรือให้กับ กลุ่มเป้าหมายต่อไป โดยหักค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือหักกําไรบางส่วนตามที่กําหนดไว้ ในกฎหมาย เรื่องนี้ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในประเทศต่าง ๆ มากมาย ได้ผลเป็นจํานวนมาก แล้วก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐลงไป เป็นสิ่งที่เรียกว่า ไฮบริดออแกไนเซชัน (Hybrid Organization) หรือองค์กรที่มีความแปลกแยกหรือแตกต่าง กับบริษัทจํากัด ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายแพ่ง

ประการที่ ๔ เดิมนั้นบริษัทต่าง ๆ มักจะตั้งใจที่จะแสวงหากําไรแต่เพียง อย่างเดียว ในขณะที่บริษัทหรือว่านิติบุคคลซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้ จะไม่แสวงหากําไร แต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะต้องสร้างความรับผิดชอบครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และทางด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย

แต่ในประการสุดท้ายก็คือว่าในขณะนี้ก็ได้มีการเสนอพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องนี้โดยผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาไปแล้ว กําลังเสนอรัฐบาลอยู่ ก็หมายความว่าต่อไป จากการที่เราบริษัท ห้างร้าน ชุมชน สถาบันต่าง ๆ ไปช่วยแก้ไขปัญหาในขณะนี้ ก็จะมี กฎหมายรับรองซึ่งกฎหมายนี้ก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวพันกับระบบทางด้านภาษีที่เกี่ยวพันกับ การจดทะเบียนบริษัทชนิดใหม่ มีการกําหนดรูปแบบในการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้ จะเป็นกลไกที่จะผลักดันให้เกิดโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจ เพื่อสังคมให้ได้ เพื่อเป็นการแบ่งเบาหรือลดภาระของรัฐบาลลง ในส่วนนี้กระผมกราบเรียน ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปอย่างแท้จริง เราสามารถผลักดันเรื่องพวกนี้ออกไปได้ ก็จะเป็นคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ให้กับกลุ่มคน ให้กับชุมชน ให้กับผู้ด้อยโอกาส เป็นอย่างมาก ผมขอใช้โอกาสนี้ขอมอบให้คุณณัฐพงษ์ซึ่งเป็น ๑ ในอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจ กระแสใหม่ได้ชี้แจงในเรื่องรายละเอียดต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่

นายณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมแม้ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ว่าเป็นเรื่องสําคัญมากครับ ก่อนอื่นผมจะขอนําเสนอสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของนิยามแล้วก็กรอบที่เราใช้ในการดําเนินการเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคมนะครับ ตัวเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้จริง ๆ แล้วโดยหลักคิดสําคัญคือเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาจจะต่างกับ ระบบเศรษฐกิจปกติในแง่ที่ว่าแทนที่เราจะพูดเรื่องการเติบโตเป็นเป้าหมาย ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสังคมใช้การเติบโตเป็นเครื่องมือครับ เป้าหมายจริง ๆ คือการพัฒนาสังคม ฟังดูอาจจะ แปลก ๆ นะครับระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมที่ว่านี้มีหัวใจสําคัญอยู่ ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรก คือทําให้การพัฒนาเป็นเรื่องของคนทุกคน

เรื่องที่ ๒ ที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้เกริ่นแล้วนะครับ แทนที่จะพึ่งพา การช่วยเหลือ เปลี่ยนวิธีครับ ใช้เรื่องของการประกอบการสังคมหรือใช้การจัดการที่มี ประสิทธิภาพ ไม่รอพึ่งเงินบริจาค แล้วก็ใช้กลไกตลาดปกติ

เรื่องสุดท้ายคือตัวกลไกต่าง ๆ ที่ผมพูดขึ้นมานี้ครับ แทนที่จะทําเป็นกิจกรรม ระยะชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นลักษณะของกิจการซึ่งมีความยั่งยืน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสังคมมีโอกาสในการเปลี่ยน ไม่ใช่เฉพาะการเปลี่ยนระยะสั้นนะครับ แต่ว่าเป็น การเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของ ๔ ภาคส่วนในสังคมด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนของ ฝั่งองค์การสาธารณประโยชน์หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกําไร ที่เราเคยเรียกว่า เอ็นจีโอ (NGOs) หรือเอ็นพีโอ (NPO) จากเดิมที่เขาเคยรอรับเงินบริจาค จริง ๆ เขามีศักยภาพมาก ถ้าเราสามารถยกระดับมาได้เพราะว่าเขามีความประสงค์ที่จะแก้ปัญหาสังคมอยู่แล้วครับ อันนี้จะเป็นภาคส่วนที่ ๑ ครับ

ภาคส่วนที่ ๒ เรามองเห็นความประสงค์ของภาคเอกชนจํานวนมากครับ งบประมาณเฉพาะที่ตัดตรงจากผลกําไรซีเอสอาร์ (CSR) เน็ต (Net) ปีหนึ่งหมื่นล้านบาท มีอินไควร์ (Inquire) อีกจํานวนมากภาคเอกชนจํานวนมากสนใจครับที่อยากแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน ปัญหาที่เขามีปัจจุบันก็คือว่าวิธีการที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนี้มันไม่ได้เอื้อที่จะ ทําให้เขาทําได้นะครับ ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของงบซีเอสอาร์ (CSR) เป็นการบริจาคสิ่งของนะครับ แล้วใช้แล้วหมดไป เราเห็นศักยภาพของภาคเอกชนจํานวนมากครับที่จะใช้โอกาสนี้ในการที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ภาครัฐเองเรามีระบบบริการสาธารณะจํานวนมากนะครับ หลายท่านคงประสบปัญหาเหมือนผม ทุกวันนี้เวลาเราป่วยทางเลือกเราจํากัดมากนะครับ ถ้าเราไม่ได้จ่ายเงินแพงไปโรงพยาบาลเอกชนเพื่อคุณภาพที่ดี โรงพยาบาลของรัฐก็ยังมี ข้อจํากัดที่ทําให้บริการมันไม่สามารถได้มาตรฐานอย่างที่เราต้องการได้ครับ ภายใต้ ทรัพยากรจํากัดนี้ระบบบริการสาธารณะจํานวนมากครับ ถ้าสามารถเอาผลกําไรที่เกิดจาก การดําเนินการแล้วจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเอามาลงทุนซ้ําเพื่อปัญหาสังคมก็จะเกิด ทางเลือกใหม่ครับ องค์กรส่วนสุดท้ายครับที่เรามองเห็นโอกาสคือภาควิชาการครับ หลายท่านที่มาจากภาควิชาการหรือสถาบันอุดมศึกษาคงจะประสบปัญหาเดียวกันกับที่เรา ได้ยินบ่อย ๆ นะครับเรื่องงานวิจัยขึ้นหิ้ง ปัญหาไม่ใช่เรื่องว่าเราไม่มีงานวิจัยนะครับ งานวิจัย มีจํานวนมาก แต่มันไม่มีเครื่องมือและกลไกในการที่จะแปลงงานวิจัยเหล่านั้นออกมาเป็น ผลลัพธ์ทางสังคมที่มีประสิทธิภาพครับ เพราะนักวิจัยก็จะมีข้อจํากัดเรื่องการทํางานที่อาจจะ ไม่ใช่ด้วยรูปแบบของการดําเนินการแบบกิจการครับ ทั้ง ๔ ส่วนนี้ละครับเป็นที่มาว่า เรามองเห็นโอกาสอย่างมากเลยครับในการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มา เป็นประโยชน์เพื่อสังคม ผ่านรูปแบบกิจการที่ผมได้นําเรียนไป เรามีตัวอย่างมากมายครับ เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วประเทศไทยได้ดําเนินการมาพอสมควรนะครับ ตัวอย่างแรกที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีครับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงหรือดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เป็นมูลนิธิที่อาจจะต่างกับที่อื่นครับ ซึ่งปกติรอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรแม่หรือบริจาค แต่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงไม่รับเงินบริจาคเลยนะครับ เงินพัฒนาต่าง ๆ ที่ไปช่วยทั้งชาวเขา แล้วก็ ปัจจุบันไปช่วยต่างประเทศด้วย เป็นเงินที่มาจากผลกําไรของการดําเนินการกิจการครับ ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีรายได้ จากการดําเนินการกิจการนี้ ๔๐๐ กว่าล้านบาทต่อปีครับ จ้างงานชาวเขา ๑,๒๐๐ ล้านบาท รูปที่ผมขึ้นหน้าจอนี้เป็นรูปจริงของสถานที่จริงนะครับ ถ้าท่านใดเห็นรูปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว กระบวนการปลูกป่านี้ถูกดําเนินการโดยที่ไม่ต้องรอรับเงินบริจาคนะครับ ใช้ตัวกิจการ ใช้การเปลี่ยนแปลงของชุมชนสร้างอาชีพ แล้วก็จ้างงานจํานวนมากครับ อันนี้เป็นตัวอย่าง ว่ามูลนิธิสามารถดําเนินการลักษณะนี้ได้นะครับ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีคิด

อีกหนึ่งตัวอย่างครับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนะครับ หลายท่าน อาจจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่มีจําหน่ายนะครับ มูลนิธินี้เป็นมูลนิธิที่ไม่รับเงินบริจาค เหมือนกันครับ มีวัตถุประสงค์ คือต้องการลดค่าใช่จ่ายของภาครัฐในการที่จะต้องพึ่งพา ยาจากต่างประเทศนะครับ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโรงพยาบาลของรัฐนะครับ มีมูลนิธินี้ตั้งขึ้นเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวครับ ไปส่งเสริมให้ชุมชนปลูกสมุนไพรที่มีตลาด ใช้งานวิจัยสมัยใหม่มาแปรรูปเพื่อนําสู่ระบบตลาดปกติ ไม่มีใครซื้อสินค้าเพราะสงสารนะครับ ซื้อเพราะสินค้ามีคุณภาพดี ปัจจุบันมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนี้มีรายได้ปีหนึ่ง ๕๐๐ ล้านบาท ช่วยคนไปเป็น ๑,๐๐๐ ชุมชนที่เปลี่ยนจากเคมีเป็นอินทรีย์ โดยไม่ได้รับเงินบริจาคนะครับ ทําให้ประชาชนคนไทย ผมว่ามากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนครับที่เข้าถึงยาเป็นทางเลือก ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน แล้วก็ดําเนินการโดยกลไกปกติ เสียภาษีปกติครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เป็นวิสาหกิจชุมชนนะครับ น้องคนที่ผมขึ้นรูปนี้ ชื่อลี ครับ ลีเป็นชนเผ่าไม่มีบัตรประชาชนอยู่ ๑๕ ปีครับ สิ่งที่ลีค้นพบตอนที่อยู่ในชุมชน นี้ครับ นอกจากขาดโอกาสแล้ว ลีค้นพบว่าสินค้าที่ชาวบ้านปลูกนี้นอกจากว่าเขาไม่สามารถ เข้าถึงตลาดได้แล้ว เขาถูกกดขี่อย่างมากครับ สินค้าที่รับซื้อบนนั้น พอมาถึงข้างล่างนี้ สินค้าราคาแพงมากครับ แทนที่ลีจะประท้วงด้วยการถือป้ายประท้วงนี้ครับ แทนที่ลีเลือก ที่จะรอแบมือให้คนมาช่วย เลือกที่จะตั้งกิจการขึ้นมาครับ เอาจุดแข็งที่ชุมชนมี คือสภาพภูมิอากาศ นะครับ เขาไปศึกษาว่าการปลูกกาแฟที่ดี ที่มีคุณภาพนี้ต้องปลูกใต้ป่าครับ ไม่ใช่การทําไร่ เลื่อนลอย เขาเปลี่ยนทัศนคติคนในชุมชนนะครับ ปลูกกาแฟอินทรีย์ใต้ต้นไม้ครับ บํารุงรักษา ป่า ทุกวันนี้กาแฟของลี กิจการของลีรับซื้อกาแฟในราคาที่สูงที่สุดในประเทศครับ ใช้ระบบ แฟร์เทรด (Fair Trade) มีร้านค้า ๒ ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ จากเด็กคนเดียวนะครับ เปลี่ยนจากวิสาหกิจชุมชน ซึ่งต้องรอเงินช่วยเหลือนี้ ทุกวันนี้เป็นกิจการปกติครับ ชาวบ้าน ทั้งหมู่บ้านนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของร่วมของกิจการนี้ครับ เราเห็นศักยภาพ ค่อนข้างมาก จากคนไม่มีโอกาสไม่มีบัตรประชาชนอยู่ ๑๕ ปีนะครับ เข้าเรียนไม่ได้ รักษาพยาบาลไม่ได้ แค่ให้โอกาสนี้เขาสามารถกลายเป็นกําลังสําคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ในชุมชนได้ครับ

ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมอยากยกให้เห็น คือศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (Call center) นะครับ ศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ของมูลนิธิพระมหาไถ่ครับ หลายท่านอาจจะคุ้นเคยดี มูลนิธิพระมหาไถ่นี้ เป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือคนพิการ ปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐ คนครับ ต้องกินอยู่ เสร็จนะครับ ค่าใช้จ่ายปีหนึ่งประมาณ ๘๐ ล้านบาท หลังจากที่ผู้ก่อตั้งคุณพ่อเรย์ ซึ่งอันนี้เป็นแพทเทิร์น (Pattern) ที่เกิดกับแทบจะทุกมูลนิธินะครับ หลังจากผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีบารมีได้เสียชีวิตลงไป เงินบริจาคมันหดหายครับ เพราะคนที่บริจาคนี้ไปติดกับผู้ก่อตั้ง ไม่ได้ติดกับภารกิจ เพราะมันเป็นเงินบริจาคครับ มูลนิธินี้เริ่มตั้งหลักครับ ว่าจริง ๆ แทนที่เราจะรอเงินบริจาค ซึ่งจริง ๆ ยิ่งไปตอกย้ําสิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงนะครับ คือเจตคติของสังคมว่าคนพิการเป็นภาระ เขาเริ่มหาจุดแข็งครับ ว่าเอ๊ะ แล้วทําไมธุรกิจ มันถึงเติบโตได้ครับ ธุรกิจเติบโตไม่ได้ด้วยการใช้จุดอ่อนนะครับ ใช้จุดแข็งครับ เขาค้นพบว่า จริง ๆ แล้วคนพิการอาจจะมีเรื่องด้อยบางเรื่อง แต่ก็มีหลายเรื่องที่ทําได้ดี หนึ่งในเรื่องนั้น คือการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ (Call center) คนที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ไม่ได้มี ความแตกต่างจากพวกเรานะครับ ในทางกลับกับครับผลจากการดําเนินการนี้ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้านี้สูงกว่า คอลเซ็นเตอร์ (Call center) ปกตินะครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่นี้ต่ํากว่า ๓ เท่าครับ ในขณะที่เงินเดือนถูกกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ปัจจุบันคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ของมูลนิธิพระมหาไถ่นี้ จ้างงานคนพิการ ๒๙ คนครับ มีคนธรรมดาคนเดียวที่เป็นคนดูแลนี่นะครับ ดําเนินการมีรายได้เดือนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ บาท คนพิการเหล่านี้มีเงินเดือน ๆ ละ ๑๓,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องไปใช้กฎหมาย คนพิการที่บังคับว่า ๑๐๐ คนต้องจ้าง ๑ เพราะบริษัทนี้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นคนพิการ แล้วก็ ทํางานได้ดี เอกชนที่มาจ้างก็ไม่ได้จ้างเพราะสงสารครับ จ้างเพราะว่าให้บริการที่ดีในคุณภาพ ที่ต่ํากว่า อันนี้คือการให้โอกาสครับ ๔ ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นครับว่าจริง ๆ แล้ว ภายใต้ระบบเศรษฐกิจใหม่นี้เราไม่ได้พูดกันเรื่องการสงเคราะห์นะครับ เราไม่ได้พูดกันว่า คนมันจําเป็นที่จะต้องมาช่วยเหลือกัน แล้วนอกไปจากนั้นนอกจากองค์กรที่เป็นนอนโพรฟิต (Non-profit) ที่ผมยกนี่ครับ มีอีก ๑ ตัวอย่างที่ทําให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องทําเป็น คนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ระบบบริการสาธารณะของภาครัฐจํานวนมากซึ่งในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะนี่เขาปรับเปลี่ยนครับ ว่าแทนที่รัฐจะมีทางเลือกแค่เรื่องของการเอาเงินอนาคตมาใช้หรือการตัดงบประมาณ เกิดทางเลือกใหม่ครับว่าทรัพยากรจริง ๆ แล้วมันมีอยู่เต็มไปหมดในสังคม บริการสาธารณะ จํานวนมากไม่จําเป็นต้องมาประนีประนอมระหว่างคุณภาพกับค่าใช้จ่าย ๒ เรื่องนี้ไปด้วยกัน ได้ ตัวอย่างที่เราเห็นชัดเจนก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลบ้านแพ้วนี้คือเป็นระบบ โรงพยาบาลของรัฐนะครับ ผมเห็นว่าประเด็นนี้มีประเด็นที่ดีเบต (Debate) นะครับ ยังดีเบต (Debate) กันได้อีกเยอะว่าระบบที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยมุมหนึ่งที่ทําให้เห็น ก็คือหลังจากที่ออกมาเป็นองค์การมหาชนนี่เขาสามารถเลี้ยงตัวเองได้ครับ แล้วก็ให้บริการ กับคนจํานวนมาก ปัจจุบันบ้านแพ้วขยายจาก ๓๐ เตียง เป็น ๓๐๐ เตียง บ้านแพ้ว ขยายสาขามาที่สุขุมวิทแล้วนะครับ ถ้าท่านใดอยู่แถวสุขุมวิท อยู่ที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร คือสามารถขยับขยายได้โดยใช้หลักการบริหารจัดการเหมือนโรงพยาบาลเอกชนปกติครับ บริการอาจจะไม่ได้เท่าเทียมนะครับ แต่ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น แล้วก็กําไรที่เกิดขึ้น แทนที่จะเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นเหมือนระบบเอกชนปกติเขาเอากลับมาลงทุนซ้ําแล้วก็ขยายผล กิจการครับ มีบริการสาธารณะจํานวนมากที่สามารถทําได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล การศึกษา ขนส่งมวลชน ประเทศไทยไม่เคยมีทางเลือกเรื่องนี้ที่กิจการเหล่านี้สามารถเป็น ของประชาชนจํานวนมากได้ แทนที่จะเป็นทางเลือกแค่ขาวกับดําว่าไม่รัฐก็ต้องเอกชน ตัวอย่างทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ทําให้เห็นครับว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงแล้วก็เกิดขึ้นแล้ว แต่เหตุผลสําคัญที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิกเกี่ยวกับเรื่องนี้มี ๒ เรื่อง ที่เราจําเป็นจะต้องทําเรื่องนี้ เรื่องแรกเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ํานะครับ อันนี้ เป็นประเด็นที่เราคุยกันมาหลายปีและผมเดาว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องต้น ๆ ของเหตุผลที่เรา จําเป็นต้องปฏิรูปนะครับ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องประเทศไม่เติบโตนะครับ เรามีปัญหาเรื่องว่า เติบโตแล้วมันไม่ได้เติบโตอย่างทั่วถึงครับ

อันที่ ๒ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันครับ คือเรามีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ สิ่งที่เราทําเพื่อสังคมนี้บางเรื่องอาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพ แล้วผมคิดว่าถ้าจะทําให้เกิดความ ยั่งยืนมันต้องเปลี่ยนไปด้วยกัน เราไม่สามารถเรียกร้องว่าถ้าคนเหลื่อมล้ําแล้วแปลว่าเอาเงิน คนรวยช่วยคนจน ไม่ได้แก้ปัญหาครับ เพราะว่าปัญหาก็จะกลับมาใหม่ สิ่งที่สําคัญไปกว่านั้น คือตัวหัวใจของวิธีการดําเนินการในการแก้ปัญหาของคนที่ด้อยโอกาส คือเขาต้องมีกลไกที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น เสมือนหนึ่งภาคธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ ๒ เรื่องนี้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ จํานวนมาก ผมอยากนําเรียนสัก ๒ เรื่องนะครับ กราฟ (Graph) ที่เราโชว์ (Show) ให้เห็น เป็นกราฟ (Graph) การเติบโตทางเศรษฐกิจ จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเติบโตดีพอสมควร สีชมพูที่ผมแสดงให้เห็นเป็นดัชนีการพัฒนา มนุษย์ ประเทศไทยเคยอยู่ที่อันดับ ๕๘ ตอนที่เริ่มประเมิน ปัจจุบันเราร้อยกว่านะครับ กราฟ (Graph) มันสวนทางกันครับ อันนี้ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับภาพต่อไปครับ เราลอง แบ่งตัวเลขสีฟ้า การเติบโตทางเศรษฐกิจของคนไทยออกเป็น ๕ กลุ่ม กลุ่มที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กับกลุ่มที่จนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กราฟ (Graph) นี้แสดงให้เห็นว่าการ เติบโตทางเศรษฐกิจที่ไปอย่างมากนี่มันไม่ได้ลงไปข้างล่างครับ มันไปลงคนกลุ่มเดียว ผม อาจจะพูดเรื่องซ้ําที่ทุกท่านทราบอยู่แล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากนําเสนอวันนี้คือการปฏิรูป เศรษฐกิจลําพังเพิ่มมูลค่าเราก็จะกลับมาวงจรเดิมครับ อีก ๑๐ ปีเราอาจจะต้องมีสภาปฏิรูป มาอีกรอบหนึ่ง เพราะมันเป็นปัญหาเดิมที่เคยมีอยู่แล้ว แล้วที่หนักไปกว่านั้นเราทดลอง วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลของเวิล์ดแบงก์ (World Bank) นะครับ เราเคยมีข้ออ้างอยู่เสมอว่าประเทศแบบเรางบประมาณน้อยนะครับ จริง ๆ แล้วเรามีปัญหา เรื่องประสิทธิภาพด้วยครับ เฉพาะเรื่องการศึกษา ประเทศไทยเป็นอันดับ ๒ ของเอเชียนะครับ ที่เราใช้งบประมาณ เพอร์แคปิตา (Per capita) ต่อหัวต่อจีดีพี (GDP) แต่ผลลัพธ์ออกมา แบบที่ทุกท่านทราบนะครับ เราตกต่ําลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราสิงคโปร์ ใช้เงินสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) น้อยกว่าเราครึ่งหนึ่งครับ อันดับ ๔ ครับ ๔๙ ที่ผมโชว์นี่ไม่ใช่ จากทั่วโลกนะครับ จาก ๕๓ ประเทศนะครับ อันนี้เป็นตัวเลขยืนยันนะครับ ภาพต่อไปครับ โดยสรุปเราเลยเชื่อว่าจริง ๆ แล้วการเติบโตเศรษฐกิจเป็นเรื่องสําคัญครับ ยังต้องเป็นอยู่ครับ แล้วต้องมีมูลค่าเพิ่มนะครับ แต่ที่สําคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือทําอย่างไรที่จะทําให้การเติบโต นี้แน่ใจได้ว่ามันทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ขนาดนี้เราไม่ สามารถไปพึ่งพาเฉพาะกลไกแบบเดิมที่มีอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นรัฐซึ่งใหญ่โตมากนะครับ ขยับเขยื้อนลําบาก เอกชนซึ่งภารกิจเขาคือการทํากําไรครับ เขาอาจจะมาช่วยเราบ้างนะครับ ก็เป็นเศษเงินของผลกําไรครับ เขาไม่ได้มีภารกิจนี้โดยตรงครับ หรือแม้แต่ภาควิชาการ หรือเอ็นจีโอ (NGOs) ล้วนแล้วแต่มีข้อจํากัดทั้งสิ้นครับ ปัจจุบันกลไกทั้งหมดนี้ถ้าไม่มี การเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ผมพูดทั้งหมดแก้ไม่ได้ครับ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทําไมเราต้องการ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่จะนําเรื่องเหล่านี้มาด้วยกันนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมอยาก นําเรียนนะครับ ก็คือการปฏิรูปเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่นี้ครับ การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ผมนําเรียนนี้มีองค์ประกอบใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ส่วนครับ แล้วผมคิดว่า น้ําหนักเท่ากันนะครับ ฝั่งด้านซ้ายนี้คือเราจําเป็นที่จะต้องมีกลไกทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ ๑ บวก ๑ ไม่เป็น ๒ ในอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจใหม่คงจะได้มีโอกาสทั้งได้นําเรียนไปแล้ว แล้วก็จะมีนําเรียนเพิ่มเติมนะครับ เราจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จริง ๆ ครับที่จะทําให้มูลค่ามันเพิ่มขึ้น แล้วหลังจากที่โครงสร้างมันปรับเปลี่ยนมีมูลค่า เพิ่มขึ้นเราจําเป็นจะต้องออกแบบกลไกที่จะทําให้แน่ใจได้ว่าภายใต้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกมีการ จัดการอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ไม่ใช่ว่าผลกําไรแล้วมาช่วยเหลือสงเคราะห์แล้วก็ทั่วถึง คือแปลว่าเริ่มมีการเอาความเท่าเทียมของการได้รับโอกาสนี้เข้ามาจัดสรรนะครับ ในที่นี้เรามี ความเป็นไปได้ขององค์กรทั้ง ๔ รูปแบบอย่างที่ผมได้นําเรียนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ขององค์กรไม่แสวงหาผลกําไรในรูปแบบใหม่ที่จัดการแบบไม่แบมือขอนะครับ เรามี ภาคธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนวิธีการ เรามีวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งกฎหมายได้มีการนําเสนอไปแล้ว แล้วก็มีกลุ่มของสหกรณ์กับวิสาหกิจชุมชนซึ่งมีจํานวนมากนะครับที่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ ให้เป็นกลไกที่มาบวกกับด้านซ้ายที่เป็นสีแดง ก็จะนําไปสู่รูปแบบโมเดล (Model) ของ เศรษฐกิจใหม่ที่เราคิดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็สามารถกระจายความเท่าเทียม ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นครับ เพื่อจะทําให้เกิดโมเดล (Model) ดังกล่าวนี้ทางกรรมาธิการเราได้ ศึกษาดูนะครับมี ๓ เรื่องด้วยกันที่ต้องดําเนินการครับ ถ้าเปรียบกับต้นไม้นะครับ ๓ เรื่องนี้ ที่ว่า เรื่องแรกคือการคัดสรรเมล็ดครับ เราจําเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้องค์กรเกิดองค์กร รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้การจัดการแบบธุรกิจ แต่ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะหากําไรสูงสุด เราต้องมีกลไกมาตรการพิเศษเพื่อส่งเสริมให้เกิดกลไกลักษณะนี้นะครับ ในต่างประเทศเขา เรียกองค์กรภาคส่วนที่ ๓ นะครับ เธิร์ดเซกเตอร์ (Third sector) อันที่ ๒ เราจําเป็น ที่จะต้องมีปุ๋ยครับ ปลูกต้นไม้เมล็ดดีถ้าไม่มีปุ๋ยก็ไม่โตนะครับ สิ่งที่จะทําให้เมล็ดพันธุ์ เมื่อสักครู่ที่ผมพูดสามารถเติบโตได้ของเธิร์ดเซกเตอร์ (Third sector) คือตลาดการลงทุน ทางสังคมครับ ซึ่งเป็นตลาดที่ที่ผ่านมานี่เราแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยนะครับ คนไทยเป็นคน ที่ชอบบริจาคอันดับ ๔ ของโลกนะครับถ้าเทียบกับรายได้ ปีหนึ่งแสนกว่าล้านครับ แต่ทางเลือกเรามีจํากัดมากครับ ผมไม่ทราบท่านสมาชิกเป็นแบบผมหรือเปล่าว่าทุกวันนี้ เราจะบริจาคเราคิดหนักนะครับว่าเงินไปไหน เราไม่มีทางเลือกครับ เราไม่รู้ว่าเงินนี้มันจะ ไปเกิดเพื่อสังคมจริงหรือเปล่า ตลาดการลงทุนทางสังคมจะช่วยทําให้เป็นปุ๋ยชั้นดีเลยครับ ที่จะทําให้เมล็ดพันธุ์ที่เราสร้างขึ้นมาเขาสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของภาครัฐ แล้วก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนเพราะเขาอยากเห็นสังคม ที่ดีขึ้นครับ แต่นั้นรูปแบบก็สามารถเข้ามาผสมผสานได้ครับ เรื่องที่ ๓ คือการทําให้เรื่อง ๑ กับ ๒ สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะยาวแล้วก็ยั่งยืนนะครับ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะ ทําให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เกิดการเติบโตขยายตัวทําให้ปุ๋ยมันมีความหลากหลายมากขึ้นตรงกับ เมล็ดพันธุ์นะครับ ทั้ง ๓ เรื่องนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมากนะครับ ผมอาจจะนําเสนอคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

เรื่องที่ ๑ ที่จําเป็นจะต้องทําเราอาจจะจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย บางฉบับครับ อย่างเช่น การปฏิรูปกฎหมายสหกรณ์ ผมเข้าใจว่ามีสมาชิกบางท่านแล้วก็มี กรรมาธิการบางชุดได้พูดถึงประเด็นนี้อยู่แล้วนะครับ สหกรณ์สามารถมีบทบาทสําคัญให้กับ การทําเรื่องนี้ได้ค่อนข้างมาก ถ้ามีการปรับแก้ในบางเรื่องนะครับ เราจําเป็นจะต้องมีรูปแบบ นิติบุคคลแบบใหม่ครับที่ไม่ใช่ขาวกับดําคือไม่ใช่ว่าเป็นบริษัทที่หากําไรสูงสุดและไม่ใช่ว่าห้าม ทําการค้าเลยครับ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิจําเป็นจะต้องลงบัญชีแบบไม่ถูกต้องลงเป็นบริจาค เวลาจําหน่ายสินค้า เราไม่มีลีกัลฟอร์ม (Legal Form) เราไม่มีรูปแบบนิติบุคคลครับที่บอกว่า ทําการค้าแบบปกติ แต่กําไรเอามาช่วยสังคม สิ่งที่จําเป็นอาจจะต้องแก้ก็อาจจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงกฎหมายบางฉบับนะครับเพื่อทําให้เรื่องนี้สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ที่ทําให้องค์กร ทั้ง ๔ ภาคส่วนที่ผมได้นําเรียนเกิดทางเลือกมากขึ้นในการดําเนินการ

ส่วนที่ ๒ ครับ ตลาดนัดลงทุนในสังคมเรามีนวัตกรรมทางการเงินจํานวนมาก ซึ่งได้ทดลองในต่างประเทศนะครับ แล้วก็ประสบความสําเร็จค่อนข้างมากนะครับ ผมคง จะไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่หนึ่งในเรื่องที่น่าจะมีความสําคัญมากก็คือการปฏิรูประบบ ของสลากกินแบ่งนะครับ ซึ่งทําอย่างไรจะทําให้แทนที่จะทําในรูปแบบซีเอสอาร์ (CSR) แบบเดิมสามารถเข้ามาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมได้ด้วย

เรื่องสุดท้ายนะครับ เรื่องของสภาพแวดล้อมอย่างที่ท่านปีติพงศ์ได้นําเรียน แล้วนะครับ เมื่อปีที่แล้ว สปช. สภาปฏิรูปประเทศได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เรื่องกําลังรอการพิจารณาของรัฐบาลนะครับ เราคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยทําให้เรื่อง ที่เกิดขึ้นสามารถขับเคลื่อนได้ในระยะยาวแล้วก็มีความยั่งยืนขึ้นนะครับ แล้วก็เรื่องของ ระบบจัดซื้อจัดจ้างทั้งของภาครัฐและเอกชนที่สามารถเข้ามาเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ได้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เราคาดว่าถ้ามีการปฏิรูปจริงใน ๑๘ เดือนนี้ครับ เป็นความริเริ่ม เชิงยุทธศาสตร์ที่จําเป็นจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จนะครับ

สุดท้ายครับถ้านําเรื่องเมื่อสักครู่ที่ผมนําเรียนมาฉายเป็นปฏิทินเวลานะครับ เราแบ่งงานออกเป็น ๓ เฟส (Phase) นะครับ เฟส (Phase) แรกในช่วง ๓ เดือนแรกเราคิด ว่าอาจจะต้องมีคณะทํางานขับเคลื่อนครับ เฉพาะเจาะจงที่มาทําเรื่องนี้ ซึ่งมีวิสัยทัศน์แล้วก็ แผนร่วมกันนะครับจนแล้วเสร็จก็จะกลายเป็นกลไกสําคัญในการทํางาน ๑๘ เดือนนี้ครับ ถัดไปอีก ๖ เดือนครับส่วนตัวกฎหมายที่มีการรอการพิจารณาอยู่นี้ถ้าได้มีการผลักดัน นิติบุคคลที่มารองรับองค์กรภาคส่วนที่ ๓ ถ้าแล้วเสร็จก็สามารถเปิดประตูทําให้งานเรื่องนี้ ขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นนะครับ แล้วก็อาจจะต้องมีการทํารายงานศึกษาการปรับแก้กฎหมาย ที่จําเป็นเพื่อมานําเสนอต่อสภา แล้วก็กลไกที่เกี่ยวข้องต่อไปนะครับ แล้วก็สุดท้ายก็คือตลาด การลงทุนทางสังคม บางเรื่องครับ ที่สามารถทดลองดําเนินการได้ ในระยะยาวเราแอบฝัน แล้วก็คิดว่าเป็นไปได้ก็คือ ถ้าเรื่องนี้มันสามารถมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ครับ สิ่งเหล่านี้ แทนที่จะไปปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตัวอักษรนะครับ เราคิดว่า เรื่องนี้สามารถเป็นสาระสําคัญได้ครับ อันนี้เป็นเป้าในระยะยาวนะครับว่าแทนที่เราจะไปเน้น ที่การลงเป็นตัวอักษร ผมคิดว่ารูปธรรมที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๑๘ เดือนนี้จะสามารถเปลี่ยน วิธีการดําเนินการพัฒนาของประเทศ ซึ่งเป็นตัวเข็มทิศหลักว่าจากเรื่องที่เป็นเรื่องรอง ไม่สําคัญ สามารถมาเป็นเรื่องสําคัญได้ แล้วระหว่างนั้นข้อเสนอต่าง ๆ ที่จะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนเชิงกฎหมายก็อาจจะต้องมีการดําเนินการ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถดําเนินการ แล้วเสร็จใน ๑๘ เดือนนะครับ งานทั้งหมดนี้ครับผมอยากสรุปสั้น ๆ ให้ท่านประธาน และสมาชิกได้เห็นภาพโดยย่ออีกครั้งหนึ่งนะครับ เรามีวลีที่เราชอบพูดบ่อย ๆ เรื่อง เราไม่อยากเอาปลาให้คนกิน เราอยากสอนจับปลา แต่วันนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่นั้นแล้วครับ ปัญหามันอยู่ที่ว่าปลาที่เราไปสอนเขาจับนี้มันค่อย ๆ หมดไปครับ เราไม่สามารถแค่ไปสอน คนจับปลาแล้วจับแบบไม่มีประสิทธิภาพได้ครับ เพราะเราไม่เคยมีปลาพอสําหรับ ความหิวโหยของทุกคน สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมกําลังจะทํานอกจากสอนเขาจับปลา เราอยากสร้างระบบนิเวศอันหนึ่งขึ้นมาครับ ที่คนที่จะกินปลาเรียกว่ามีการกินแบบ บันยะบันยังนะครับคือกินอย่างเหมาะสม ปลาที่เกิดขึ้นถูกจัดสรรอย่างเท่าเทียมกันครับ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ แล้วสุดท้ายสิ่งที่เราอยากเห็นก็คือไม่ใช่แค่ทําให้คนมีปลากิน แต่ต้องทําให้เขาสามารถรู้ได้ว่าปลาก็เป็นทรัพยากรอันหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด นะครับ เศรษฐกิจเป็นแค่เครื่องมือครับไม่ใช่เป้าหมาย ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมจะช่วยทําให้ คนจํานวนมากขึ้นมีเครื่องมือแบบใหม่ที่ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกันมีความสุข ได้นะครับ แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ําก็จะลดลงแล้วก็บรรเทาลงครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินการมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อเรากล่าวถึงเศรษฐกิจเรามักจะกล่าวถึงความเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ทางเศรษฐกิจ ระยะหลังเริ่มเด่นชัดขึ้นว่าเราเริ่มพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ แต่น้อยมากที่จะกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจและสังคม แผนพัฒนาฉบับแรก ของประเทศคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจจนฉบับที่ ๒ จึงจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็ยังแยกระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเศรษฐกิจ ยิ่งขยายตัวยิ่งเจริญเติบโตสังคมยิ่งมีปัญหาและปัญหานั้นยิ่งขยายตัว ความเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจทําให้คนจนลดลงเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วจาก ๒๔ ล้านคน เหลือ ๘ ล้านคน แต่ความแตกต่างช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนไม่ได้แตกต่างกันออกไป เศรษฐกิจ ที่พัฒนาขึ้นนั้นไม่ได้ทําให้สังคมสงบสุขแต่กลับทําให้สังคมเลวร้ายลงไป ตัวเลขของ ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสวนทางกับตัวเลขดัชนีการพัฒนามนุษย์ ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ ฮิวแมน ดีเวลล็อปเมนต์ อินเด็กซ์ (Human Development Index) ซึ่งพัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวปากีสถาน ชื่อว่า มาห์บับ อุลฮัก ได้พัฒนาดัชนีการพัฒนา มนุษย์ขึ้นมา เพราะเชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นไม่ได้ทําให้มนุษย์พัฒนาขึ้น เขาจึงพยายาม ที่จะเชื่อมการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวเข้ามาสู่มิติของความอยู่ดีกินดีของคน อุลฮัก พยายาม ชักชวน อมรรตยะ เสน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล (Nobel) เพื่อที่จะให้มาทําดัชนีการ พัฒนามนุษย์ด้วยกัน ในช่วงแรก อมรรตยะ เสน ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อฟังไป ๆ ก็เริ่มเข้าใจ ว่าเศรษฐกิจที่พัฒนานั้นแท้ที่จริงแล้วเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของ เศรษฐกิจเอง จึงได้เกิดดัชนีการพัฒนามนุษย์ขึ้นมาและตัวเลขสถิติของประเทศไทยปรากฏ ว่าเศรษฐกิจยิ่งเจริญดัชนีการพัฒนามนุษย์ยิ่งลดน้อยถอยลงไป ดัชนีการพัฒนามนุษย์นั้น ประกอบด้วย ๓ ข้อ

ข้อแรก ก็คือ อายุเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องสาธารณสุข

ข้อที่สอง เรื่องการศึกษา ท่านเห็นข้อมูลแล้วว่าการศึกษาของเรานั้น แม้ว่าจะมีงบประมาณมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่ผลที่ปรากฏนั้นด้อยกว่าประเทศอื่น

ข้อที่สาม รายได้ต่อหัวของประชากรไม่ใช่รายได้ทั้งหมดของประเทศ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับสังคมเข้าด้วยกัน แต่จะทํา อย่างไรที่จะให้ เศรษฐกิจและสังคมที่เยี่ยมเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนี้สามารถที่จะมีการปฏิรูป นําไปสู่การที่จะทําให้เศรษฐกิจดีและสังคมดีไปด้วย

ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยอนุกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และทาง ท่าน ผอ.สํานักงานเสริมสร้างกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ผอ.ณัฐพงษ์ จึงได้เสนอการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคมขึ้นมา หลักใหญ่ของเศรษฐกิจเพื่อสังคมก็คือนําแนวความคิดหลักปฏิบัติ ในการบริหารธุรกิจมาใช้ในการพัฒนาสังคม เมื่อก่อนปัญหาสังคมเป็นปัญหาของรัฐบาล เป็นปัญหาของเอ็นจีโอ (NGOs) ระยะหลังบริษัทเอกชนเริ่มเห็นว่าตัวเองจะต้องคืนกําไรให้กับ สังคมบ้าง ไม่เช่นนั้นตัวเองก็จะอยู่ไม่ได้ จึงเกิดกิจกรรมที่เรียกว่าความรับผิดชอบขององค์กร ต่อสังคม หรือที่ได้ยินกันในนามซีเอสอาร์ (CSR) หรือคอร์เพอเรท โซเชียล เรสปอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) แต่แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของการให้ และเป็นการให้ ที่ไม่ยั่งยืน เพราะว่าต้องให้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความคิดว่าทําอย่างไรความตั้งใจในการ แก้ไขปัญหาสังคมสามารถบรรลุผลได้ เพราะว่าระบบงานภาครัฐก็ดี ระบบเอ็นจีโอ (NGOs) ก็ดี ยังขาดความเชี่ยวชาญในการบริหารที่จะทําให้กิจกรรมนั้นมีความยั่งยืน แต่ภาคธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารที่จะสร้างกําไร ทําอย่างไรให้ความเชี่ยวชาญในการบริหาร บวกกับความตั้งใจในการพัฒนาสังคมจะได้มาอยู่ด้วยกันได้ ๒ อย่างนี้เรียกว่าภาคส่วนที่ ๑ คือภาครัฐ กับภาคส่วนที่ ๒ คือภาคเอกชน มาบูรณาการรวมกันเป็นภาคส่วนที่ ๓ ซึ่งขอ อนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า เดอะ เธิร์ด เซกเตอร์ (The third sector) การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อสังคมนั้นเราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้าง เดอะ เธิร์ด เซกเตอร์ (The third sector) คือ ภาคส่วนที่ ๓ นี้ขึ้นมา เป็นภาคส่วนที่ทําธุรกิจ แต่ธุรกิจนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม ตัวอย่าง ที่ยกขึ้นมาไม่ว่ามูลนิธิดอยตุงทํากาแฟดอยตุงขึ้นมา ทําให้ผืนป่าดอยตุงกลับคืนมา ทําให้ ชาวเขาที่เคยปลูกฝิ่นหันมาปลูกกาแฟ สร้างประโยชน์ทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม กาแฟอาม่า อาข่า หรือบ้านแพ้วที่ยกตัวอย่างล้วนแล้วแต่เป็นหลักการของภาคส่วนที่ ๓ เป็นหลักการของ การทําประโยชน์เพื่อสังคม แต่นําวิธีการบริหารทางธุรกิจมาใช้ เป็นหลักการ ๓ ส่วนประกอบกัน มี ๓ พี (3P) ด้วยกัน ก็คือโพรฟิต (Profit) แพลนเนต (Planet) แล้วก็พีเพิล (People) โพรฟิต (Profit) ก็คือการที่พยายามบริหารให้มีกําไร เมื่อมีกําไรองค์กรนั้นก็อยู่อย่างยั่งยืน ไม่จําเป็นจะต้องขอรับการบริจาคอีกต่อไป แพลนเนต (Planet) ก็คือสิ่งแวดล้อม พีเพิล (People) ก็คือคนและสังคม เรียกว่า ทรี บอททอม ไลน์ (Three bottom line) ๓ อย่างที่จะ ต้องทําเพื่อให้เศรษฐกิจเพื่อสังคมเกิดขึ้น การนําเสนอเพื่อการปฏิรูป ๓ หัวข้อ และการปฏิรูป ๓ ระยะในวันนี้เพื่อที่จะนําไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างการทําให้เศรษฐกิจมีประโยชน์ต่อสังคม การทําให้เศรษฐกิจมีประโยชน์ต่อการทําให้คนในสังคมมีความเป็นดีอยู่ดีขึ้น วันนี้ถือว่าเป็น วันที่สําคัญที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้เรียกร้องหรือสร้างกระแสให้คน ในสังคมได้เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของการทําให้เศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อสังคม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงขอนําเสนอต่อท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้การสนับสนุนในการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคมในวันนี้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลา ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกแสดงความจํานง ๒ ท่าน ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งท่านได้ขออนุญาตที่จะ แจกเอกสารประกอบการอภิปราย ผมได้อนุญาตแล้วนะครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภา ลําดับที่ ๗๙ ผมอยากจะเรียนว่า สําหรับวาระนี้ผมเองเห็นด้วยแล้วก็ขอชื่นชม ต่อท่านผู้เสนอทั้ง ๒ ท่านนะครับ วิธีนี้เป็นวิธีปฏิรูป ที่เสนอตรงนี้ขึ้นมาคือออกนอกกรอบ ไปเลยในการคิดที่จะแก้ปัญหาแล้วก็คิดแบบยั่งยืน คิดที่จะเพาะปลาขึ้นมาเอง เพราะปลา มันขาดแคลนอย่างที่ท่านว่า แต่ในฐานะที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายที่ผมเห็นด้วยว่าเราคง จะต้องมีขึ้นมา ลักษณะแบบนี้มาช่วยดูแลสังคมบ้างเพราะความเหลือมล้ํามีปัญหา มากเหลือเกิน นโยบายเห็นด้วย แต่การขับเคลื่อนผมเกรงว่าจะมีปัญหาเยอะมากเท่าที่ผมดู ผมยินดีด้วยว่าท่านกล้าที่จะเดินไปข้างหน้า ที่เรากําลังจะเจอขณะนี้คือภูเขาลูกสูงมาก ผมมองว่าจะข้ามไม่พ้นเอา ผมเองในฐานะเป็นนักปีนเขาคนหนึ่งก็อยากจะเสนอความเห็น ประกอบ แล้วก็เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเป็นกังวลมากต่อการไปถึง เป้าหมาย เนื่องจากว่าผมเห็นปัญหาว่า ปัญหาที่จะมีต่อวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้นะครับ อันแรก เป็นปัญหาใหญ่มาก คือปัญหาเรื่องทุน เพราะว่าท่านก็เสนอว่า ทุนจะเอาจากไหน จะเสนอ ตั้งเป็นกองทุน มีการกําหนดว่าจะเอาเงินมาจากงบประมาณของรัฐระยะสั้นนะครับ นําเงิน มาจากสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นําเงินมาเกี่ยวกับเรื่องรางวัลที่คนไม่มารับ เอาเงินจาก ธนาคารที่ไม่มีการเคลื่อนไหว แล้วก็เอาเงินจากส่วนอื่น ๆ ตรงนี้จะเอามาใช้ในเรื่องนี้ เป็นระยะสั้น แล้วก็จะยืนขึ้นเองแล้วก็เดินไปข้างหน้าตามที่ท่านประธานได้กล่าว ตรงนี้ เป็นเงินในกระเป๋าคนอื่นทั้งสิ้น แล้วก็ผมมองว่าเป็นภูเขาลูกใหญ่เลยนะครับ ผมได้แจก เอกสารเรื่องการตั้งกองทุนซึ่งผมสู้มาหลายอันแล้ว ได้ชนะครั้งเดียวก็คือว่ากองทุนเลขสวย เท่านั้นที่ได้เงินมา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ ซึ่งกองทุนนี้เงินเราหามาเอง คือเอาป้าย ไปประมูล ส่วนอื่นผมทํากฎหมายเรื่องป้องกันการทําทารุณกรรมสัตว์ขอตั้งกองทุน ไม่ได้ ทําไม่ได้ พ.ร.บ. ประมงที่ประกาศใช้ขณะนี้ มีกองทุนอยู่ในนั้น เรายอมถอยตัดออกเพื่อให้ กฎหมายผ่าน ไม่อย่างนั้นเราจะถูกกดดันจาก อียู (EU) นะครับ เพราะถ้าใส่กองทุนเข้าไป ด้วยกฎหมายจะล่มทั้งฉบับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมไม่เชื่อว่าท่านจะข้ามพ้นจริง ๆ ด้วย ความสัตย์จริง ในนี้จะมีกลไกที่ผมได้แจกท่านสมาชิกไปว่า กลไกในการจัดทํากองทุนเป็น ความเห็นของรัฐบาลเดิม อันนี้เป็นกรรมเก่าของเรา ไม่ใช่เป็นบุญเก่า เพราะว่าเรามีกองทุน เยอะ แล้วเรามีปัญหากับกองทุนมาตลอด เขาก็เลยมีมติ ครม. และเป็นหลักการมาตลอดว่า ไม่ให้ตั้งกองทุนอีกแล้ว ถ้าจะตั้งก็ต้องมีกลไกซับซ้อนมาก จะต้องมีการพิจารณา มีการ นําเสนอ ต้องสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต้องบอกว่าเงินรายได้จะเอาจากไหน จะใช้อย่างไร ซึ่งยากมาก ๆ แล้วหลังจากนั้นพอมาเจอ กับนโยบายอีกอย่างก็คือว่าการไม่ให้ตั้งหน่วยงานใหม่ ขณะนี้เราก็ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีก กลายเป็น ๒ ประสานตรงนี้ผมมองว่ายากที่จะข้ามพ้น ประเด็นต่อมาก็คือสิทธิประโยชน์ สิทธิประโยชน์เองที่จะมีปัญหาก็คือว่า เราขอเสนอว่า ถ้าเราสามารถจะทําได้ เราต้องได้สิทธิพิเศษทางภาษี เพราะไม่อย่างนั้นกําไร กลไกนี้ตั้งขึ้นมา หน่วยนี้ตั้งขึ้นมาหากําไรจากปกติไม่ได้ ต้องเป็นกึ่งสังคม ดังนั้นต้องให้สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งตรงนี้เองเราก็หวังว่าจะมีการนําเสนอแล้วก็มีการแก้ไขปัญหา คือจุดเรื่องภาษีจะเอาเงิน ส่วนลดภาษีมาใช้ ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้มีการตอบมาแล้วว่าทําไม่ได้ ชัด ๆ สุดท้ายปัญหาที่จะมี ก็คือเป้าหมาย อยากจะเรียนว่าเป้าหมายที่มีการนําเสนอขึ้นมาจะเห็นได้ว่าในเอกสารนี้ ที่บอกว่า เราจะมีเป้าหมายไปที่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งคุมอยู่ เราเห็นว่าเป็นกลไก ที่ต่อยอด ผมอยากจะเรียนว่าผมได้อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยงานอยู่ในนี้กับท่านปีติพงศ์ ท่านรัฐมนตรีปีติพงศ์ เราได้เห็นว่า ๒ หน่วยนี้ขณะนี้มีปัญหามาก คือสหกรณ์เองตอนนี้ ก็มีเรื่องเครดิตยูเนียน (Credit Union) ที่มีปัญหาอยู่ คือตัวสหกรณ์เองลักษณะการควบคุม เริ่มมีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว คือเดิมสหกรณ์เราตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน แต่ตอนหลังมีสหกรณ์การเงินขึ้นมาซ้อนและใหญ่กว่า แต่กลไกตามกฎหมายไม่ใช่ควบคุม ลักษณะเป็นด้านการเงิน เราคุมกันแบบสหกรณ์ เพราะถ้าเราบีบรัดมากเกษตรกรจะไปไม่ได้ แต่พอกฎหมายเป็นแบบนั้นการเข้าไปตรวจสอบดูแลก็เลยมีปัญหา ดังนั้นเหตุการณ์ แบบสหกรณ์เครดิตยูเนียน (Credit Union) ที่มีปัญหาอย่างรุนแรงขณะนี้รวมทั้งหลาย ๆ อันตรงนี้มีปัญหามาก กําลังจะแก้ไขกันอยู่ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเสนอไปแล้ว ทางรัฐก็ไม่เห็นด้วยเพราะกําลังดําเนินการอยู่ สหกรณ์ยังมีปัญหาอยู่มาก ภายในเอง การตรวจสอบภายในของสหกรณ์เองก็ตั้งคนในสหกรณ์มาควบคุมตัวเอง ตรงนี้ก็ไม่เวิร์ก (Work) หน่วยงาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดิมอยู่กระทรวงการคลัง ตอนหลังเราย้ายไปอยู่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในชายคาเดียวกัน ตอนหลังมาอยู่กับอธิบดีกรมส่งเสริม สหกรณ์ ตรงนี้ก็ไม่เวิร์ก (Work) ตรงนี้ต้องรื้อกันใหญ่เลย สหกรณ์ถึงจะยืนขึ้นมาได้ ช่วงนั้น เราก็หนีไปว่ามีหน่วยงานขึ้นมาใหม่ก็คือวิสาหกิจชุมชน ที่ท่านพูดถึงประเด็นส่วนที่ ๒ หน่วยนี้เองผมเองได้เข้าไปเกี่ยวข้อง และผมจะยกตัวอย่างตอนนี้ ขออนุญาตท่านประธานว่า มาชี้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ชื่อเหมือนกันคล้ายกัน แล้วท่านก็ไปสัมพันธ์กับเขาแล้วไปคุยกับ เขาแล้วเสียด้วยซ้ํา หน่วยนี้จะเป็นต้นแบบในปัญหาของการ อิมพลีเมนเทชัน (Implementation) ที่ชัดเจนมาก วิสาหกิจชุมชนเองผมเองเห็นว่าเป็นหน่วยงานอีกหน่วยที่ช่วงที่สหกรณ์มีปัญหา เราสามารถจะเอามาได้ เพราะสามารถจะรองรับเงินช่วยเหลือจากรัฐได้ และท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีท่านสนั่น ขจรประศาสน์ ได้มอบหมายให้ผมเข้าไปช่วยดู เพราะท่านเคย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อน ท่านก็เห็นปัญหา เพราะว่าท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกลไกของวิสาหกิจชุมชน ผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งสองครั้ง ไปประชุม แล้วก็ไปพบว่าวิสาหกิจชุมชนช่วงที่ผมเข้าไปดูอายุประมาณ ๗ ปีแล้วหลังจากตั้ง มีปัญหาภายในรุนแรงมาก มีปัญหาหมายความว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนปี ๒๕๔๘ ครั้งแรก ตอนที่ตั้งคล้ายกับที่ท่านจะตั้งตอนนี้เลย คือประเด็นก็คือว่ามีความปรารถนาที่ดี สร้างกลไก ขึ้นมาช่วยเกษตรกร แต่ตอนตั้งขึ้นมาเสนอให้มีการตั้งกองทุนเหมือนกันเลย ขณะนั้นก็ติด ปัญหาคือข้ามภูเขาไม่พ้น เขาก็บอกว่าตั้งกองทุนตั้งไม่ได้เพราะไปซ้ําซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้ว กองทุนฟื้นฟูเกษตรคือกองทุนมีเยอะในนั้น ไม่ให้ตั้ง ผู้ที่เขียนกฎหมายนี้ก็มีความปรารถนาดี ก็เดินต่อก็คือว่าขอตั้ง ขอตั้งโดยไม่ตั้งกองทุน แต่แก้ไขปัญหาโดยการที่ว่า เขาบอกว่า มีกองทุนอยู่มาก เพราะฉะนั้นคุณสามารถไปประสานเอาเงินจากกองทุน เพราะซ้ําซ้อน ซ้ําซ้อนแน่ ๆ เขาก็เลยแก้ปัญหาโดยการตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมา เป็นคณะกรรมการ ประสานงานนโยบายกองทุนเพื่อพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชน คือวิสาหกิจชุมชนอยู่ใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนนี้เป็นแค่กองกองหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมาย ตัวประธานเอง คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมอบหมาย มีรัฐมนตรีเต็มไปหมดอยู่ในนั้น เป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก แต่ขณะนี้เป็นกอง กองหนึ่งในกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้นเอง พอตั้งขึ้นมาก็ให้กรรมการประสานงาน ก็คือตั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการชุดนี้เลย แล้วก็ตอนที่ตั้งคราวนั้นให้กรมบัญชีกลางเป็นเลขานุการ ตั้งแต่ต้น หลักการก็คือไม่ตั้งกองทุน ไปหาเงินมาแล้วใช้รัฐมนตรีที่คุมเงินนี่เป็นคนไปเอาเงิน มาจากกองทุนต่าง ๆ เป็นการประสาน ปรากฏว่าผมไปพบว่าตอนนั้น ๗ ปีแล้ว ไม่มี การประชุมสักครั้งเดียว ไม่มีเลยนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสไปคุยกับรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนั้น ผมบอกว่าคงจะไม่ได้แล้ว เราค้นพบว่า กรมบัญชีกลางงานเยอะและไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไกตรงนี้กับกองทุน ก็เลยขอให้ท่านกรณ์ จาติกวณิช ตอนนั้นแก้ เพราะว่ากรรมการตามที่รัฐมนตรีเสนอ มาเป็นอธิบดีกรมกิจการ เกี่ยวกับเรื่องคลังมาดูแลเรื่องนี้ กําลังจะมีการประชุมเป็นครั้งแรกตั้งแต่ประกาศเป็น กฎหมายขึ้นมา ปรากฏว่ารัฐบาลล้มไปก่อน ก็ล้มเหลวอีก ไม่ได้ประชุมนะครับ ไม่ได้ประชุม เงินไม่มีเลย คือ เงินที่ใช้อยู่แค่เลี้ยงองค์กรก็แย่แล้ว แต่เป้าหมายมีการผลักนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน อีกนิดหน่อยนะครับเวลา ก็คือมีการผลักดันว่าให้ขยาย เรามีสหกรณ์วิสาหกิจชุมชน ไม่ใช่ สหกรณ์วิสาหกิจชุมชน ประมาณ ๖๕,๐๐๐ แล้วขยายไปเรื่อย ๆ ผมเสนอในการประชุม กรรมการว่าหยุดเถอะ เรากําลังหลอกทั้งตัวเอง หลอกทั้งประชาชน เพราะว่าที่ขยายไป ๖๐,๐๐๐ ๗๐,๐๐๐ ขณะนี้ไม่มีผลงาน ไม่มีอะไร แค่เราจะประกวดเพื่อจะเลือกที่ดี ๆ เงินรางวัลก็หาไม่ได้ ต้องไปขอเขาเพื่อจะมาให้เงินรางวัลวิสาหกิจชุมชนที่ดีเลิศในประเทศ ไม่กี่แห่งก็หาไม่ได้ จะเลี้ยงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในกองก็เลี้ยงไม่ไหว เราก็เลยเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนนโยบายว่าถ้าอย่างนั้นเราจําเป็นต้องดิ้นรนแล้วละเพราะว่าเงินกองทุนไปขัดกับ กฎหมายกองทุนที่มีอยู่ เขาไม่ให้เลย บาทหนึ่งก็ไม่ได้เพราะว่ากฎหมายกองทุนที่ว่านี้เขาจะมี กําหนด กําหนด กําหนด ถ้าไม่แก้กฎหมายวิสาหกิจชุมชน หรือไม่แก้กฎหมายกองทุน เหล่านั้น เงินที่เราหวังตั้งแต่ตอนที่เราตั้งกฎหมายนี้ขึ้นมา ออกกฎหมายพระราชบัญญัตินี้ จะไม่ได้เลย เราก็เลยดิ้นไปอีกทางหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเราต้องทําตัวเองให้งอกจากพื้นให้ได้ เป็นนโยบายที่ใช้ตอนนั้น แล้วก็เอื้อมมือไปยังเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือหมายความว่าถ้าพัฒนา ตัวเองไปได้ระดับหนึ่งแล้วก็ไปจัด ผมยังอนุมัติเงินจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปส่วนหนึ่งแล้วก็ไปทําปลากุเลาที่ตากใบให้เป็นระบบขึ้นมาเพื่อจะเป็นโอทอป (OTOP) เพราะเป้าหมายรัฐบาลมีนโยบายเรื่องโอทอป (OTOP) กับนโยบายเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าเราดันตัวเองคือเขย่งขึ้นไปจนถึง เราสามารถจะเอาเงินนั้นมาช่วยวิสาหกิจชุมชนได้บ้าง ก็ปรากฏว่าทําได้จริง ได้จริงบ้าง เหมือนปีนี้ผมชี้ให้ท่านประธานทราบก็ได้ว่าเงินที่เรามี ในวิสาหกิจชุมชนที่ขณะนี้เรามีอยู่ ๗๐,๐๐๐ แห่ง ดูเหมือนใหญ่มาก เงินที่ได้ของสํานักงาน ในงบประมาณ ๒๐ ล้านบาท ท่านประธาน แค่ไปจัดประชุม เงินจัดประชุมก็ไม่พอแล้ว แค่ไปเยี่ยมเงินก็หมดแล้ว แล้วก็สามารถที่จะดันหน่วยวิสาหกิจชุมชนบางหน่วยขึ้นมา พอที่จะเข้าเกณฑ์คือขอ ขณะนี้ปีนี้ขอวิสาหกิจชุมชน ๓๕ ล้านบาท ตามเป้า แล้วก็คาดว่า จะได้จากโอทอป (OTOP) ประมาณ ๓๒ ล้านบาท เท่านั้นเอง กฎหมายใหญ่อยู่มาขณะนี้ ๑๑ ปีแล้ว ได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าเป็นการออก นอกกรอบ หมายถึงว่าไปสร้างกลไกที่จะมาช่วย แต่ภูเขามันสูงเหลือเกินถ้าจะข้ามตรงนี้ กลไกในการตั้งกองทุน และที่สําคัญ ท่านประธานครับ ผมพิสูจน์ได้ว่าเรากําลังจะเจอ ไม่ใช่ หลังจากนี้นาน ๆ หรอก เรามีหนังสือ ท่านประธานที่เคารพครับ จาก สปช. ตอนนี้ สภาปฏิรูปไปที่รัฐบาล รัฐบาลตอบมาแล้ว ไม่เห็นด้วยเลย ตอบมาที่ท่านบอกว่าทางกฤษฎีกา เขารับเรื่องไปทําแล้ว ทางกฤษฎีกาแจ้งกลับมาที่ ครม. ซึ่งแจ้งกลับมาเมื่อวันที่ ๙ กันยายน หนังสือมาถึงที่นี่แล้วนะครับ เราลงรับเมื่อ ๑๐ กันยายน ทางกฤษฎีกาบอกว่าต้องถาม ความเห็นคนอื่น ความเห็นใคร ความเห็นทางกระทรวงการคลังที่ตอบมา ประเด็นที่เราพูดถึง เมื่อกี้ชัด ๆ เลยนะครับ ๑. ก็คือว่าการตั้งกองทุนหมุนเวียนที่ไม่ต้องส่งรายได้เข้ารัฐ ตรงนี้ ควรผ่านกระบวนการและอนุมัตินะครับ แล้วก็กองทุนหมุนเวียนให้เข้าระบบที่เอกสาร ที่ผมแจก ต้องไปเข้าแบบโน้น ให้ตั้งไม่ได้ ไม่เห็นด้วย

อันที่ ๒ เขาบอกว่าต้องไม่ซ้ําซ้อนกับกองทุนหมุนเวียนที่ดําเนินการอยู่แล้ว ข้อนี้เหมือนกับตอนตั้งวิสาหกิจชุมชนเลยที่เขาไม่เห็นด้วย เหมือนกัน อันเดียวกันนะครับ ที่ไปตายเอาดาบหน้า และตอนนี้ตะเกียกตะกายอยู่กลางทาง เอาตัวไม่รอดอยู่นะครับ

ประเด็นที่เราบอกว่าเรื่องนี้จะเอาเงินจากทางสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทางกระทรวงการคลังตอบว่าไม่ควรมีบทบัญญัติไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าเงินส่วนนี้ ต้องนําส่งเป็นรายได้แผ่นดินเท่านั้นตาม พ.ร.บ. ไม่อนุญาต ไม่เห็นด้วย เงินจากธนาคาร พาณิชย์ที่ท่านว่า เมื่อกี้ที่บอกว่าจะโอนเข้ามาเพื่อใช้ เขาบอกว่าเงินรับฝากเป็นข้อตกลง ระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝาก ส่วนใหญ่เป็นกรณีเงินฝากไม่เคลื่อนไหว ที่ว่า ๑๕ ปีใช่ไหม นาน ๆ จะเอามาใช้ สิทธิเรียกร้องยังอยู่ การชําระหนี้ ไม่เห็นด้วย ทางกระทรวงการคลังแจ้งมาว่า อย่างนี้

ประเด็นต่อมาตั้งธนาคาร บอกว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีธนาคาร เพราะปัจจุบันนี้ธนาคารก็มีอยู่แล้ว การตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะในอนาคตไม่ควรจะมี ไม่เห็นด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือวิสาหกิจที่จดทะเบียนแล้ว สิทธิประโยชน์ที่พูดถึงตรงนี้ว่า กําไรที่จะได้ ทางกระทรวงการคลังตอบว่าไม่ควรมีบทบัญญัติตามนี้ เพราะเนื่องจากว่า แนวทางปฏิบัติตรงนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร เหมือนกับว่าทําไม่ได้ นี่กระทรวงการคลัง นะครับ แล้วก็ต่อจากนั้นทางอุตสาหกรรมบอกไม่เห็นด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม ทาง ก.พ. เห็นว่าไม่ควรจะตั้งหน่วยงานใหม่ กพร. ควรจะอยู่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต่อมาก็คือสภาพัฒน์ก็เห็นด้วยกึ่งปฏิเสธ ก็คือว่าเสนอว่าให้ไปตั้งกองทุนตามที่ว่าเมื่อกี้ก็คือ ให้ไปเข้ากรอบการตั้งกองทุน ซึ่งไม่มีทางผ่านแน่นะครับ หรือไม่ก็เรื่องธนาคารก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็ต่อจากนั้นก็มีทางกระทรวงที่เห็นด้วยมีหน่วยเดียวเท่านั้นเองหน่วยที่เห็นด้วย ผมใส่สีเขียวไว้ คือผู้อํานวยการสํานักสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ คือตัวเราเอง เท่านั้นที่เห็นด้วย คนอื่นไม่เห็นด้วยเลย ดังนั้นผมเรียนท่านประธานที่เคารพ ด้วยความหวัง ที่ว่าเรื่องนี้ท่านประธานกล้าคิด และกรรมาธิการกล้าคิด ผมเห็นด้วยว่าต้องหลุดออก นอกกรอบ แต่ขณะนี้มีภูเขาใหญ่มากที่ขวางอยู่เราจะข้ามได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นประเด็นตามนี้ แล้ว แต่ผมไม่อยากให้ไปตั้งแล้วไปตายเอาดาบหน้าเหมือนวิสาหกิจชุมชน ประสบการณ์มันมี อยู่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะลําบากกันทั้งหมดเลย ก็อยากให้พิจารณาตรงนี้ แล้วช่วยตอบ คําถามประเด็นเหล่านี้ด้วย เป็นทั้งความเห็นและคําถาม กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรครับ ผมชี้แจงเล็กน้อยนะครับ กรณีของการส่งความเห็น จากทางคณะรัฐมนตรีมายัง สปท. ตามมาตรา ๓๑ นั้น ไม่ใช่ความเห็นรัฐบาลแต่ว่าเป็น ความเห็นระดับหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานเฉพาะและหน่วยงานกลาง ซึ่งในส่วนนี้เป็นหน้าที่ ของ สปท. ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่จะต้องดําเนินการก็จะได้มีการประสานทําความเข้าใจ เพราะฉะนั้นก็ขอให้เกิดความเข้าใจ อันนั้นเป็นความเห็นหน่วยงานเบื้องต้นเท่านั้นเอง ต่อไป ขอเชิญท่านพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ องค์การมหาชน อดีต สปช. อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียล อีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ได้นําเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณาในวันนี้นะครับ ในประการแรกคงต้อง ขอแสดงความชื่นชมกับท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ และอนุกรรมาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้เลือกเรื่องนี้ขึ้นมานําเสนอเป็นวาระ ปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งกระผมเองก็คงมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมให้กับทางคณะกรรมาธิการ ไปประกอบการพิจารณา แต่โดยส่วนรวมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สมควรให้มีการดําเนินการอย่างเร่งด่วน แล้วถ้าเราไปดูในร่างรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ในมาตรา ๒๗ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้มี สภาปฏิรูปแห่งชาติดําเนินการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ในการปฏิรูปประเทศใน ๑๑ ด้าน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ๓-๔ ประการ วัตถุประสงค์ที่สําคัญประการหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นรากเหง้าของความสําเร็จในการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่อง คือเพื่อความมุ่งหมายในการขจัด ความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องมีการดําเนินงานที่ในทุกด้าน ทุกมิติเชิงรุก เพื่อให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ผมฟังท่าน สปท. นิกร ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ก็เกือบจะหมดแรงเหมือนกันนะครับ รู้สึกท่านพูดถึงปัญหาร้อยแปด ในฐานะ ที่ท่านเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาโดยตรง ท่านพูดถึงภูเขาว่ามันเป็นภูเขาที่เราจะต้องก้าวข้าม ผมก็อยากจะเรียนว่าภูเขายิ่งสูงยิ่งท้าทายครับ ยิ่งเราเป็น สปท. แล้วก็อย่างที่ท่านประธาน ได้กรุณาให้ข้อมูลว่าข้อคิดเห็นของหน่วยงานราชการนั้นเป็นข้อคิดเห็นขั้นต้นและเป็น ข้อคิดเห็นที่เป็นส่วน ๆ ก็อาจจะยังมองไม่เห็นภาพรวม ภาพรวมที่ชัดเจนก็เป็นสิทธิที่จะคิด อย่างนั้นได้ ไม่มีการปฏิรูปอะไรที่จะสําเร็จได้โดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ฝรั่งเขาบอกโนเพน โนเกน (No Pain No Gain) เป็นหนังสือที่เรื่องสั้นมากแต่เป็นที่นิยมแล้วก็นํามาใช้กันมาก ในผู้นําองค์กรใหญ่ ๆ และในผู้นําประเทศที่จะพูดถึงโนเพน โนเกน (No Pain No Gain) วันนี้เราจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคมากมายเพื่อที่จะให้บรรลุผลสําเร็จในการขจัดความเหลื่อมล้ํา ตามภารกิจที่ สปท. ได้รับมอบหมายให้ดําเนินการ เรื่องของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) กับโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ผมคิดว่าแทบจะแยกกันไม่ออก มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ในปัจจุบันนี้ ก็ครอบคลุมในมิติของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอ ในวันนี้ ไม่ได้พูดถึงเฉพาะเรื่องขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทําธุรกิจเพื่อสังคมเท่านั้น วิสาหกิจ เพื่อสังคมเท่านั้น ก็ยังครอบคลุมถึงมูลนิธิ ถึงชาริตี (Charity) ต่าง ๆ ถึงสหกรณ์อย่างที่ท่าน ได้กล่าวไว้ ผมว่าโมเดล (Model) ที่ดีที่สุดที่จะดูในเรื่องของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ถ้าเราไปศึกษาของอังกฤษจะเห็นภาพของ การดําเนินงานในเรื่องนี้มาอย่างเข้มข้น ปัจจุบันนี้มีประมาณเกือบ ๗๐,๐๐๐ แห่งที่เป็น วิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับรัฐบาล เกี่ยวข้องกับวงเงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท ก็จะเห็นว่า มีเครือข่ายที่ใหญ่โตมาก ล่าสุดนี่เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๒ คือเมื่อ ๔ ปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ คือเดวิด วิลเลียม โดนัลด์ แคเมอรอน นี้ได้รณรงค์ตั้งกองทุนเพื่อนํามาใช้ในการสนับสนุน วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเงินถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะนําไปช่วยในการดําเนินงานในเรื่อง ของการให้เกิดวิสาหกิจและสังคม แล้วก็เพื่อให้องค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีอยู่แล้วสามารถ ที่จะเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นการให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมใหม่ ๆ ที่เราเรียกว่า สตาร์ตอัป (Start up) นี่มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทุกภาคส่วน ยิ่งคนที่มีสตางค์ในสังคมนี้จะต้องคํานึงถึงเรื่องนี้ ผมได้ดูรายการโทรทัศน์ของเมืองไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อรายการเสือติดปีก ก็มีแนวคิดอย่างนี้ครับ เขาโยนเงินลงมาคนมีสตางค์แล้วก็ ให้คนกู้ไป ไปทําวิสาหกิจเพื่อสังคม พอได้กําไรแล้วก็มาคืนเขาจากนั้นก็ดําเนินการธุรกิจ ต่อไป กองทุนนี้ก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ มันต้องช่วยกันครับจะหวังพึ่งแต่รัฐอย่างเดียว ทําไม่ได้ที่จะให้มันกว้างขวาง เพราะรัฐก็มีภาระมีลูกมากมาย เพราะฉะนั้นการดําเนินงาน เพื่อให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างกว้างขวางนั้นเป็นความท้าทาย การเขียนแผน การเขียน ข้อเสนอแนะ การเขียนวาระการปฏิรูปเป็นเรื่องง่ายใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ใช้คนที่มีประสบการณ์ ไม่กี่ท่านก็สามารถที่จะเขียนแผน เขียนวาระการปฏิรูปได้ แต่การจะขับเคลื่อนให้สําเร็จ อย่างที่ท่านนิกรเป็นห่วงนี่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือของ ทุก ๆ คนเลย และต้องสร้างคําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม นี่ หรือต้องสร้างโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) นี่ให้เป็นวัฒนธรรมของคนไทยให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ ผมก็คงจะขออนุญาตสรุปโดยการฝากประเด็นไว้สัก ๗ ประเด็นนะครับ ซึ่งบางส่วนก็เหมือนกับที่ท่านประธานสถิตย์ ท่านปีติพงศ์ได้กรุณากล่าวแล้ว แต่ก็เพื่อให้เห็น เป็นภาพชัดเจน

ประการแรก การสนับสนุนของรัฐเป็นหัวใจของความสําเร็จในการขับเคลื่อน โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) อย่างที่มีตัวอย่างในหลาย ๆ ประเทศบอกว่ารัฐจะต้อง เป็นแกนนําแต่ไม่ใช่รัฐแต่ฝ่ายเดียว

ประการที่สอง จะต้องส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนในสถานศึกษาในทุก ระดับชั้น ยิ่งสอนเด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับเด็ก ๆ ได้ยิ่งดี ให้เขาเข้าใจว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม คืออะไร ซึ่งก็แน่นอนมันไม่ใช่หมายความถึงนอนโพรฟิต ออแกไนเซชัน (Non-Profit Organization) อย่างเดียว มันจะเป็นโพรฟิตออแกไนเซชัน (Profit Organization) ก็ได้ แต่โพรฟิต (Profit) หรือกําไรตัวนั้นก็ต้องนํามาคืนให้กับสังคมหรือให้กับสิ่งแวดล้อม หรือให้กับชุมชน ไม่ใช่นําไปแบ่งปันกันเหมือนกับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์

เรื่องที่ ๓ ก็คือการจะต้องนํางานด้านวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ มา ประยุกต์ใช้ให้มากที่สุด ฉะนั้นก็จะต้องมีหน่วยงานที่ช่วยทําในเรื่องนี้ ไม่ใช่ให้เขาเติบโต กันเองตามมีตามเกิด

เรื่องที่ ๔ คือการปรับปรุงกฎหมายให้มีการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม อย่างจริงจัง รับรองสถานะ

เรื่องที่ ๕ คือให้มีกองทุนสนับสนุนการดําเนินงาน การจัดตั้ง การคงอยู่ของ วิสาหกิจหรือสังคมในระดับต่าง ๆ ซึ่งกองทุนนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า ไม่จําเป็น จะต้องมาจากภาครัฐอย่างเดียว จะต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน ในแต่ละจังหวัด แต่ละอําเภอ ผู้มีสถานะ ผู้มีธุรกิจก็สามารถที่จะแปลธุรกิจเขาให้มาดําเนินการในเรื่องนี้ได้ ถ้าผมไม่พูดถึง บุคคลท่านหนึ่งที่ทําเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือ โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ไม่น้อยหน้าใครในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ผมก็คงจะยังไม่ได้กล่าวได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็อยากจะขอกล่าวนามท่านคือท่านอดีตรัฐมนตรี มีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นบุคคลที่บุกเบิกในเรื่องนี้อย่างมาก มีตัวอย่างของท่านอยู่หลายแห่ง มีร้านอาหารบนถนนสุขุมวิทที่เงินรายได้ เงินกําไรส่งกลับไปช่วยพี่น้องประชาชนในบุรีรัมย์ แล้วชาวบุรีรัมย์เองก็มาทํางานอยู่ในร้านอาหาร แล้วท่านก็ไปเปิดร้านอาหารในอังกฤษอยู่ ๒-๓ แห่ง เพื่อดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ธุรกิจของท่านก็มีมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่ไม่ได้มีสักบาทเดียวที่จะนําไปสู่การแบ่งปันให้กับผู้ถือหุ้นหรือให้กับผู้ที่ดําเนินธุรกิจนี้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งแห่งความสําเร็จ

ประเด็นที่ ๖ คือการสนับสนุนมาตรการทางภาษี ซึ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งในภาวะเริ่มต้น ภาวะตั้งไข่ มาตรการทางภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะให้เกิดโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ก็เกิดขึ้นได้

และประการสุดท้ายคือการส่งเสริมบุคคลและองค์กรในด้านวิสาหกิจ เพื่อสังคม หมายความว่าหลาย ๆ ประเทศเขาก็ตั้ง มีรางวัลระดับชาติ มีการที่เราเรียกว่า รีคอนเนกชัน (Reconnection) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก คนที่ทําอาจจะไม่ต้องการ การสรรเสริญเยินยอ แต่ว่ามันเป็นตัวอย่างให้คนอื่นจะได้ทําตามบ้าง ฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญเช่นเดียวกันที่จะให้ผู้ที่อยากจะทํางานเพื่อสังคมก็คือทํางานเพื่อประชาชนที่เขา ด้อยโอกาสกว่าเกิดมากขึ้น แล้วก็อยากจะเข้ามาทําในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

ประเด็นสุดท้าย ท่านพูดถึงกาแฟดอยตุง บังเอิญเมื่อวานผมได้พบกับ ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเบอร์ลิน (Berlin) ก็คุยกันเรื่องนี้เหมือนกัน ท่านบอก กาแฟดอยตุงตอนนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศเยอรมนี หาซื้อยากมากเลย ฉะนั้นนี่เป็น ตัวอย่างให้เห็นว่าโครงการลักษณะเช่นนี้ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดําริเป็นโครงการหลวง ก็สามารถทําให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเผยแพร่ไปในต่างประเทศ แล้วก็สร้างชื่อเสียงให้กับ บ้านเรา แล้วก็คงจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ในระดับหนึ่งด้วย ก็ขออภัย ท่านประธานใช้เวลาเกินไปเกือบ ๒ นาที ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เป็นประโยชน์ครับ ความจริงเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ดําเนินการกันมาเป็นปีที่ ๒๐ แล้วนะครับ ตั้งแต่โซเชียลไฟแนนซ์ (Social Finance) หลังเกิดเหตุการณ์ต้มยํากุ้ง แล้วก็ดําเนินการมาจนกระทั่งถึงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ก็ได้ตั้ง สํานักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ที่เรียกว่า สกส. เมื่อปี ๒๕๕๔ แล้วก็มี ทุกวันนี้ทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นนิติบุคคล แล้วก็ไป ขึ้นทะเบียนที่สํานักงาน สกส. เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะเดียวกันทาง สปช. ก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ อันนี้ก็เป็นการสานต่อจากรายงานของ สปช. เพียงแต่ว่าทางกรรมาธิการ ไม่ได้ให้ความเป็นมาของเรื่องของ สกส. แล้วก็เรื่องของการเงินการคลังเพื่อสังคม ที่ทางรัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ แต่ว่าเรื่องข้อเสนอกลไกทั้งเรื่องที่เสนอวิธีการปฏิรูป ก็ถือว่าเป็นการอัปเกรด (Up grade) จากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีจะขึ้นเป็นกฎหมาย หรือว่าลักษณะของการลงทุนของภาคเอกชนขณะนี้ก็เปลี่ยนจากซีเอสอาร์ (CSR) มาสู่ การเป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) มากขึ้น ก็ให้เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็น การดําเนินการมาร่วม ๒๐ ปีแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่จะต้องผงาดขึ้นให้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจ กระแสหลัก ๑ ใน ๔ คลื่นลูกใหม่ของเรานะครับ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๙๑ ครับ ผมเอง โดยรวมแล้วผมชื่นใจกับการทํางานของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจมาก ๆ เลยครับ ที่จะ เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมในสังคมนะครับ แก้ปัญหาความยากจน ให้โอกาส แก่ผู้ด้อยโอกาส ในการที่จะทําเรื่องของการขับเคลื่อนทางสังคม ปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้ ผมเองก็มีประสบการณ์ ทั้งในฐานะของนักวิชาการ เคยร่วมงานกับ สกส. มาเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ การทํางานทําธุรกิจเพื่อสังคมมันยาก ทําธุรกิจก็ยากอยู่แล้ว ทําเพื่อสังคมมีแต่ใจ อย่างเดียวก็ไม่ง่าย ก็ยังยาก ยิ่งทํา ๒ อย่างก็ยิ่งยากนะครับ ในการทําธุรกิจเพื่อสังคมนี้ มันมีเรื่องของคนเก่าซึ่งทําอยู่แล้ว คนใหม่ซึ่งเมื่อกี้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านหนึ่ง ก็ได้พูดถึงเรื่องของหลักสูตร ผมเองเคยมีข้อเสนอในการปรับหลักสูตรทางด้านธุรกิจ บางมหาวิทยาลัยนะครับ ผมเสนอให้มีการสอนเรื่องของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ปรากฏว่าไม่ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตร บอกว่า เป็นอะไรบางอย่างที่ไกลตัว ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราทําได้จะช่วยพัฒนาคนใหม่มาก ๆ เลย เพราะมี คนรุ่นใหม่หลายคนที่สนใจเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม แล้วก็ต้องการความรู้ และนอกจากต้องการ ความรู้แล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องการมาก ๆ สิ่งซึ่งผมพบว่ามีความจําเป็นมาก ๆ คือต้องการเป็นต่อ ต้องการการประคับประคองคนที่มีจิตใจดีเหล่านี้ให้ทํางานเพื่อสังคมได้นะครับ แนวคิด ในการทําของท่านนี้ผมเห็นด้วยทุกอย่างเลย ตั้งแต่การเปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายเป็นการลงทุน เปลี่ยนจากบทบาทภาครัฐเป็นภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ประชาชนทั่ว ๆ ไป เปลี่ยนจากซีเอสอาร์ (CSR) เป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) เปลี่ยนจาก กําไรเป็นประโยชน์สุขของประชาชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม เปลี่ยนจากไม่มีกฎหมายเป็นมีกฎหมายมา แต่มีเพียงประเด็นเดียวครับที่ผมขออนุญาต ท้วงติงนิด ๆ ครับ แต่ไม่ได้แปลว่าทั้งหมดนี้เป็นการไปพูดว่าข้อเสนอของท่านนั้นไม่ดี ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเรื่องสลากเพื่อสังคมนั้นเป็นเรื่องที่ผมกังวลครับ แล้วก็กังวล มาก ๆ เพราะท่านได้กรุณาเอ่ยถึงคําว่า สลากเพื่อสังคม โดยใช้คําว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันนี้มีรายได้ เท่าที่ผมค้นดูจากเว็บไซต์ (Web site) มีรายได้ปีละ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นรางวัลประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เหลือกําไร ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เหลือ ส่งเข้ารัฐ ๑๐๐ กว่าล้านบาท จะเห็นได้ว่าถ้าเราเชื่อว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น บางคน เรียกว่า เป็นการเล่นหุ้นของคนจน ถ้าเรามองว่าตรงนี้เป็นเรื่องของคนจนที่เข้ามาซื้อ สลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อแสวงหาโอกาสที่จะรอดพ้นความยากจน ผมคิดว่าประเด็นนี้ไม่น่าจะ ถูกต้องนักนะครับ ไม่ว่าจะมองที่มุมมองไหนสลากกินแบ่งรัฐบาลก็คือการพนัน ซึ่งการพนัน ก็ผิดศีล ๕ ของหลักพระพุทธศาสนา ผิดหลักการของศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม หรือคริสต์นะครับ แต่ทางด้านเศรษฐกิจการที่เราหนุนให้คนจนมาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ในราคาไม่กี่สิบบาทแล้วก็มีบางคนได้รางวัลไปราคาหลายล้านบาทนี้ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว เวลแฟร์ (Welfare) ของประเทศนี้ตกต่ําลงจากการดําเนินการสลากกินแบ่งรัฐบาลนะครับ จริง ๆ แล้วในภาพของเรื่องของสลาก มันมี ๒ เรื่องที่ผมอยากจะเรียนให้พิจารณา ฝากคณะกรรมาธิการไปคิดนะครับ ว่าจะสามารถนําแนวคิดที่ผมให้นี้ไปเชื่อมต่อได้ไหม นะครับ คือสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ผมมองว่าเป็นการพนัน มีคนได้และมีคนเสียนะครับ และคนเสียนั้นไม่เคยได้อะไรคืนมา เสียแล้วเสียเลย ยกเว้นซื้อไปเรื่อย ๆ สักร้อยครั้ง พันครั้ง แล้วจะฟลุ๊ก (Fluke) ถูกขึ้นมา ซึ่งถ้ามองจากค่าคาดหมายตามสถิติแล้วไม่มีวัน ที่จะได้กําไรนะครับ แต่สลากมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือสลากเพื่อการลงทุน ซึ่งประเทศไทย มีอยู่สลากหนึ่งซึ่งใกล้เคียงมาก คือสลากออมสิน ผมพูดทั้ง ๒ อย่างนี้ ผมไม่ได้เป็นลูกค้า ทั้ง ๒ สลากนะครับ แต่ผมมองว่าสลากออกสินนี้มีแนวคิดใกล้เคียงสลากเพื่อการลงทุน มากกว่า นั่นแปลว่าอะไรครับ เมื่อคนซื้อสลากนั้น เขาไม่ได้เล่นการพนัน เงินที่ซื้อสลากนั้น ยังเป็นเงินของเขาอยู่ วันหนึ่งเขาจะได้คืน เงินที่ซื้อสลากของคนซื้อสลากทั้งหมดถูกเอาไป รวมกัน แล้วเอาไปลงทุนทางด้านใดด้านหนึ่ง ให้สินเชื่อ หรือลงทุนทางด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อมีกําไรมา กําไรนี้แบ่งปันระหว่างคนซื้อสลากด้วยกัน เพียงแต่ว่าในแนวคิดของ สลากออมสินนั้นจะมีสมาชิกผู้ซื้อบางคนได้กําไรมากหน่อย โดยอาศัยการเสี่ยงทาย บางคน ก็ได้กําไรน้อย อย่างนี้เงินที่คนยากคนจนซื้อสลากจะไม่มีวันสูญหายนะครับ เมื่อครบอายุ สลากเขาก็ได้เงินคืน มันพ้นการพนัน แล้วเราช่วยปลดล็อก (Lock) ประเทศเราที่ทําให้ คนยากคนจนหมกมุ่นกับการพนันออกไป ให้หวังในสิ่งที่เขาไม่มีวันจะได้นะครับ ผมอยาก เสนอให้ท่านลองพิจารณาครับว่า ลองพิจารณาแนวคิดของสลากเพื่อการลงทุนนี้แทนสลาก กินแบ่งรัฐบาลได้ไหมครับ เพื่อว่าเราได้ช่วยทั้งในด้านเรื่องของคนยากคนจน และแก้ปัญหา จริยธรรมของสังคมด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. เชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ผมก็ขอแสดงความชื่นชนต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือที่ได้นําเอาเรื่องนี้เข้ามาสู่ที่ประชุมของ สปท. เพราะเป็นเรื่องที่เหมาะสม แล้วผมคิดว่า พวกเราใน สปท. ควรจะรับรู้การเปลี่ยนแปลงของวิธีการทําธุรกิจในโลกกว้าง และใน ประเทศไทย ที่เดิมการทําธุรกิจโดยทั่ว ๆ ไปนั้นก็เพื่อจะหากําไร แต่บริบทของโลก ของสังคม ก็เริ่มที่จะกําหนดว่า จะทําธุรกิจนั้นจะต้องคิดถึงสังคม ซึ่งรวมทั้งชีวิตของ ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปรอบ ๆ โรงงาน หรือการทําการเกษตรที่ไม่ไปทําลายสิ่งแวดล้อม แล้วก็ การทําธุรกิจที่จะได้แบ่งปันกําไร หรือประโยชน์กันให้ทั่วถึงให้มากที่สุด โดยเฉพาะ การทําธุรกิจที่จะร่วมมือกับชุมชนเป็นสําคัญนะครับ โดยบริษัทเอกชนกับทางชุมชน แล้วก็แบบอย่างที่ดีงามเป็นที่โด่งดังทั่วโลก ก็ขออนุญาตเอ่ยชื่อของ คุณมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลไทยแรก ๆ ของโลก แล้วก็ของประเทศไทยที่ได้มีการจัดทําวิสาหกิจ เพื่อสังคม แต่ในช่วงประมาณสัก ๕ ปีที่ผ่านมานั้นเยาวชนไทยคนหนุ่มสาว ก็เริ่มมีธุรกิจ ของตนเองเพื่อสังคม แล้วก็มีชุมชนอีกหลายชุมชนกระจัดกระจายทั่วประเทศที่เข้ามา ทําธุรกิจเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม หาความมั่งมีให้กับชุมชนของเขานะครับ เพราะฉะนั้น มันเป็นแนวโน้มในโลกที่กําลังจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง แล้วก็ไปสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง การจะลดอุณหภูมิของโลก คือเรื่องโลกร้อน ที่ได้มีข้อตกลงกันที่กรุงปารีสเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือในทางปฏิบัติคือธุรกิจ เพื่อสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วจะต้องให้มีการรับรู้อย่างกว้างในแวดวงของทางภาคเอกชน ผมก็ไม่ทราบว่าทางกรรมาธิการได้ติดต่อกับทางสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคม ธนาคาร มาก น้อย แค่ไหน แล้วก็เรื่องนี้ได้ลงไปสู่หอการค้าในทุก ๆ จังหวัดของประเทศไทย หรือไม่ว่าจะทําอะไรต่อไปนี้แล้ว เรื่องชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สําคัญ หรือการที่จะประสานงานกับบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหมด ว่าต่อไปนี้ในคณะเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บัญชี นิติศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ก็ต้องมี การเรียนการสอนเยาวชนรุ่นใหม่ของเราว่าต่อไปนี้กําไรไม่ใช่เป็นตัวตั้ง แต่ความยั่งยืน ความเสมอภาค ความยุติธรรมเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งเพื่อให้สังคมนั้นอยู่กันได้ อีกทั้งเราก็ได้ ประกาศที่จะนําเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็น แนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งเรื่องวิสาหกิจชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของการทําธุรกิจที่ยั่งยืนภายใต้ ปรัชญานี้ ในขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีโครงการทดลองที่เรียกว่า โครงการในพระราชดําริถึง ๔,๐๐๐ กว่าโครงการโดยประมาณ แล้วก็โครงการเหล่านี้น่าที่จะ เป็นส่วนสําคัญของการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าเราในฐานะ สปท. จะแนะนํากับรัฐบาลอย่างไรในการที่จะก่อให้เกิดความเชื่อมโยง แล้วก็เอาผลงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปสู่ประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โครงการใน พระราชดําริควบคู่ไปกับวิสาหกิจชุมชนมันก็จะช่วยในการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ํา คราวนี้ประเด็นสุดท้ายก็คืออย่างนี้ครับท่านประธาน แล้วหน้าที่ของ รัฐ บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร ก็น่าจะเป็นคนที่จะต้องอํานวยความสะดวก ส่งเสริม แล้วก็ให้ความรู้ มากกว่าที่จะเป็นหน่วยงานในการที่จะเข้ามาบริหารจัดการ แล้วมันก็ไม่ต้อง ทําอะไรที่จะต้องเริ่มต้นใหม่เพราะว่า ณ วันนี้เรามีธนาคารของรัฐ จะเป็นกรุงไทย ธ.ก.ส. อาคารสงเคราะห์ ออมสิน ธนาคารอิสลาม เอสเอ็มอี (SMEs) เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ต่าง ๆ อยู่มากมาย ประเด็นคือว่ามันจะเป็นแนวนโยบายของรัฐบาลโดยการเสนอของ สปท. ได้ไหมว่าทุกธนาคารของรัฐนั้นจะต้องมีส่วนหรือแผนกที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ํามาก ๆ ได้หรือไม่ เพราะว่าคนที่จะเข้ามาทํางานทางด้านนี้ก็มักจะเป็น คนหนุ่มคนสาวที่เขาไม่มีโฉนดที่ดินที่จะไปประกัน หรือจะเป็นชุมชนที่ต้องร่วมมือกัน หลาย ๆ ฝ่าย มันก็จะไม่สามารถที่จะไปกู้เงินตามวิถีทางของธนาคารทั่ว ๆ ไปได้ แต่ถ้าเผื่อ เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยข้อเสนอแนะของ สปท. ว่าธนาคารแห่งรัฐทั้งหมดจะต้องช่วยให้ ธุรกิจเพื่อสังคมนั้นมีการเข้าถึงซึ่งเงินกู้หรือเงินทุนในราคาถูก นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

อันที่ ๒ ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมาตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ เพราะว่า ถ้าไปดูในเอกสารงบประมาณประจําปี มันมีกองทุนของประเทศไทยอยู่ตั้ง ๒๐ กว่ากองทุน กองทุนหนึ่งก็หลายพันล้านบาท แล้วก็ ณ วันนี้ผมอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจผ่านท่านประธานไว้ด้วย ช่วยไปดูสักนิดนะครับกองทุนที่มีอยู่นี้ มันไปถึงไหนแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ ผมคิดว่าน่าจะนํากองทุนเหล่านั้นรวมมาเป็นกองทุนเดียว ก็ได้ เพื่อที่จะพัฒนาสังคม ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะใช้เงินเป็นหมื่น ๆ ล้าน ในการที่จะเอามาส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐในการจะใช้ประโยชน์ จากองค์กรที่มีอยู่แล้วคือธนาคารของรัฐบาล ของหลวง แล้วก็กองทุนตั้ง ๒๐ กว่ากองทุน กระจัดกระจาย โดยเฉพาะที่กระทรวงมหาดไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราจะได้ไม่ต้องไปตั้งหน่วยงานใหม่ ไม่ต้องไปตั้ง กองทุนใหม่ หรือจะไปเอาเงินลอตเตอรี่หรือจะเป็นเงินอะไรมา ผมว่าไม่ได้มีความจําเป็น ประเทศไทยมีเงินต่าง ๆ อยู่มากมาย เพียงแต่ว่าจะตะล่อมเข้ามาให้มีการบูรณาการแล้วก็มี การจัดการให้มันเป็นเรื่องเป็นราวยิ่งขึ้นได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันก็อยากจะฝากไปทาง ท่านกรรมาธิการด้วยครับ ระหว่างนี้มันมีบริษัทหรือว่าวิสาหกิจชุมชนของคนหนุ่มคนสาว ของท้องที่มากมายเลยประเทศไทย ถ้าเผื่อจะประมวลแล้วมาให้พวกเราได้เห็นก็น่าจะเป็นประโยชน์ยิ่ง และถ้าเผื่อเราจะไป ร่วมกันไปดูงานก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง ผมถือว่าอันนี้สามารถที่จะเป็นวาระแห่งชาติเหมือนกับ เรื่องเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ มันจะเป็นการหันเหทิศทางของ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกิจจะลักษณะ แต่ผมขอ ตั้งเป็นข้อเตือนว่าจะทําอะไรไม่ทําอะไรอย่าเพียรพยายามในการที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ขยายหน่วยงานรัฐ แล้วก็หาเงินเพื่อจะมาตั้งกองทุนใหม่ ที่มีอยู่เราสามารถที่จะกระทําได้ และเราก็มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีสํานักงานเศรษฐกิจการคลังที่กระทรวงการคลัง เราก็มีอะไรต่าง ๆ อยู่ มันเป็นเรื่องของการประสานงานและการบูรณาการ ใช้หน่วยงาน ที่มีอยู่ให้มันได้ผลเต็มที่โดยการอะไรครับช่วยตะล่อมขับเคลื่อนของ สปท. เป็นสําคัญ และโดยการที่จะเสนอให้รัฐบาลนั้นมีข้อตัดสินใจ เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะ การลดความเหลื่อมล้ําในสังคมไทยเป็นสําคัญ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านรัฐมนตรีกษิตครับ ขอต้อนรับคณะนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา จํานวน ๔๐ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังครับ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กฤษฎา จีนะวิจารณะ สปท. หมายเลข ๒ นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลให้ทางสมาชิก เพื่อความสบายใจนะครับ เนื่องจากข้อมูลอาจจะเป็นทางแสงสว่างที่จะขึ้นภูเขาได้บ้าง ในระยะทางต่อไปที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมาซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยาก จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ก็จริงอยู่ครับ ยากครับ ทางกระทรวงการคลังก็พยายามดําเนินการมาตลอดนะครับ แผนการคลังเพื่อสังคมนะครับ เราก็ทํามาโดยตลอดนะครับ แต่มันก็จะมีอุปสรรคมากมาย นะครับ แต่สิ่งที่ผ่านมาในช่วงรัฐบาลนี้เข้ามานี่มันเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่ามีความจริงจัง ในเรื่องนี้มากขึ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินกู้ผ่อนปรนที่ทางรัฐบาลให้ ธ.ก.ส. กับ ออมสิน เข้าไปช่วยทางกองทุนหมู่บ้านในเรื่องของตําบลในเรื่องของเงินเข้าไปช่วยทางตําบลนะครับ จริงอยู่ครับ ในเรื่องของภาษีอาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะยุ่งยากเล็กน้อย จริง ๆ แล้วผมเข้าใจว่า ความเห็นของกระทรวงการคลังที่เราเสนอมา ผมไม่แน่ใจนะครับหน่วยงานใดเสนอมา คราวนี้ในหลักการทุกอย่างในเรื่องของภาษีเราควรจะเขียนไว้ในกฎหมายภาษีเพื่อเป็น วินัยการเงินการคลัง เราไม่อยากให้คนใดคนหนึ่งไปเสนอในเรื่องของภาษี ไปในกฎหมาย ของตัวเองแต่ละคน ไม่ใช่ปิดกั้นเลยว่าไม่สามารถเสนอเรื่องภาษีได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การลดหย่อนอะไรก็ตามมันควรจะเป็นไปตามกฎหมายภาษีเท่านั้นเองนะครับ จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลก็จะมีโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องของพี่ช่วยน้อง นะครับ พี่ช่วยน้องที่ผ่านมานี่ ก็จะเป็นมิติหนึ่งที่จะช่วยได้ในเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ เพื่อให้ทางด้านเอกชน จริง ๆ แล้วที่มีรายจ่ายต่าง ๆ สามารถหักภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริจาคหรือว่าเรื่อง ของการลงทุนบางอย่างนะครับ อันนี้ก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถเปิดให้เขา ซึ่งข้อจํากัด ในเรื่องของว่าจะสามารถหักได้เท่าไรอย่างไร ทางกระทรวงก็คงจะต้องไปดูกันต่อไปว่า จริง ๆ แล้วในเรื่องที่ทางภาคเอกชนจะมาช่วยในด้านต่าง ๆ นี้จะสามารถรวมกันกับ ค่าใช้จ่ายทางด้านอื่น ๆ แล้วควรจะไม่เกินเท่าไร อันนี้ทางกระทรวงการคลังเราก็ได้ดูไว้อยู่แล้ว นอกจากนั้นก็จะขอให้กําลังใจกับท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ทางภาคเอกชนก็อยากจะเข้ามาช่วยเราอยู่นะครับ ที่ผ่านมาก็มีโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล นโยบายของรัฐบาลเองก็ตามนะครับ อยากจะให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องของการช่วยเหลือท้องถิ่นแต่ละด้านไม่ว่าจะเป็นตําบลหรือว่าหมู่บ้านต่าง ๆ ทั้งด้าน วิสาหกิจชุมชนในเรื่องของการซื้อขายสินค้าของวิสาหกิจชุมชนเอง รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว ต่าง ๆ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูลครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจและคณะที่เสนอแนวทางในการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ในการผลักดัน การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับฐานรากให้เข้มแข็ง อย่างยั่งยืน อันเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ อีกทั้งยังเป็นการลด ช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้สูงของคนในชาติให้มีความแตกต่างเฉลี่ย หรือช่องว่างลดลง นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณเพื่อการ แก้ไขปัญหาหรืองบประมาณของรัฐบาลเพื่อการพัฒนาจะทําให้งบประมาณจากในอดีต เป็นการให้เปล่าอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นการสนับสนุนเรื่องการลงทุนของวิสาหกิจชุมชน หรือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) จะทําให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นการแก้ไขปัญหา ที่ตรงจุด แล้วก็ตรงกับความต้องการของชุมชนสังคมอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วยังเป็น การแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือแบบให้เปล่าซ้ําซาก เช่น การช่วยเหลือราคาผลผลิต ทางการเกษตรตกต่ําแทนที่จะเดิมต้องจ่ายทุกปีไปเรื่อย ๆ กลับจ่ายเพื่อการลงทุนหรือ สนับสนุนเพื่อการลงทุนหรือตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาด้วยการลงทุน ระดมทุนของเกษตรกร ในชุมชนนั้นเอง เพื่อพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรหรือพัฒนาการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ให้สูงขึ้นอย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสร้างให้ชุมชนมีความรู้สึกการเป็นเจ้าของ โครงการต่าง ๆ ที่ดําเนินการเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือของชุมชนนั้นเอง และประโยชน์ อันที่ ๔ ก็คือป้องกันไม่ให้เกษตรกรหรือประชาชนในชุมชนชนบทถูกเอารัดเอาเปรียบจาก ผู้ประกอบการหรือจากคนกลาง นอกจากนี้แล้วอาจจะเป็นช่องทางที่สําคัญอันหนึ่งที่เปลี่ยน จากกองทุนหมู่บ้านพัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุมชน ในการดําเนินการนั้นสามารถใช้ได้ หลากหลายในหลายด้านกิจการ เช่น การจดสิทธิบัตร จดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับถิ่นกําเนิด สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ในเรื่องของการทอ ผ้าไหมอาจจะมีภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเฉพาะกับท้องถิ่นนี้ก็ท้องถิ่นนี้รวมกันเป็นวิสาหกิจ ชุมชนนี้แล้วก็จดสิทธิบัตรในนามวิสาหกิจชุมชนนี้ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีใครมาจดได้ และทําให้ต่างชาตินั้นแย่งภูมิปัญญาท้องถิ่นอันนี้ไปจดเป็นสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สิน ทางปัญญา ตรงนี้ก็สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชพันธุ์บางอย่าง มีเฉพาะในชุมชน ๆ หนึ่งของโลกเป็นหนึ่งในแห่งเดียวของโลก เราก็สามารถจดได้หรือพืช ที่เป็นสมุนไพรเราก็สามารถจดได้ เพราะฉะนั้นจดในส่วนบุคคลไม่ได้แต่อาจจะจดในรูปแบบ นี้ได้ก็ทําให้เป็นช่องทางอีกทางหนึ่งครับ ในเรื่องของสามารถไปใช้การศึกษาเราจะเห็นได้มาก เลยนะครับ ในบ้านเราก็มีครับ โรงเรียนนานาชาติที่โด่งดังแถว ๆ แจ้งวัฒนะหรือแถว ๆ บางนา อันนี้ก็เป็นลักษณะของกองทุนเหมือนกัน เราไปในต่างประเทศไปเรียนทั้งโรงเรียน มัธยมและระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยดัง ๆ นั้น ก็มาจากกองทุนมาจากลักษณะนี้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีการพัฒนา ในทุก ๆ ด้านนะครับ เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการศึกษานะครับ การบริการด้านสุขภาพ เมื่อสักครู่มีตัวอย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วนะครับเรื่องการผลิตและการแปรรูปพืชสมุนไพร เป็นอาหารเสริมหรือเป็นยา นอกจากนี้แล้วอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อปลูกพืชสมุนไพร หรือปลูกพืชที่ใช้ผลิตเป็นยารักษาโรคก็ได้นะครับ นอกจากนี้แล้วโรงพยาบาลในต่างประเทศหรือประเทศไทยเรานี่ก็มีนะครับ โรงพยาบาล ที่เป็นลักษณะนี้ก็สามารถทําให้กิจการทางด้านสุขภาพเป็นโรงพยาบาลของประชาชน อย่างแท้จริงไม่หวังกําไรจนเกินควรนะครับ ท่านจะสังเกตเห็นครับโรงพยาบาลที่เป็นลักษณะ ของกองทุนเหล่านี้ราคาค่ารักษาพยาบาลจะไม่แพงเท่ากับโรงพยาบาลที่เป็นของเอกชนครับ ในเรื่องการยกตัวอย่างสามารถเอาไปใช้ได้ในเรื่องการจัดหาน้ําเพื่อการเกษตรอาจจะเป็นการ ตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาเพื่อจัดหาน้ําเพื่อการเกษตร อันนี้ก็เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ในการจัดหาน้ําเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงภัยแล้งนี้ และที่สําคัญจะเป็นการ จัดหาน้ําในเรื่องปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้งบประมาณน้อย รวมตลอดไปถึง การจัดหาน้ําเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ได้ หรือการผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อชุมชนก็ได้ เป็นการลด การนําเข้า เป็นการป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบหรือปุ๋ยปลอมจากผู้ที่ไม่หวังดีกับเกษตรกร หรือผู้ที่หวังกําไรอย่างเดียวนะครับ หรือการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อการเกษตร หรือการผลิต พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์เลี้ยงในกิจการหรือธุรกิจปศุสัตว์ก็ได้นะครับ หรือใช้ในกิจการผลิต พลังงานทดแทนซึ่งในแนวนโยบายของกรรมาธิการพลังงานนั้นได้กําหนดไว้ว่าอยากจะ ส่งเสริมปฏิรูปประเทศให้ผลิตพลังงานทดแทนของชุมชนโดยชุมชนและเพื่อชุมชนครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ทางคณะทํางานได้เสนอแนวทางการปฏิรูปมานี้นะครับ จะถือว่าเป็นการ ดําเนินการที่เป็นการดําเนินการแห่งอนาคตของประเทศเราในการดําเนินกิจการเพื่อสังคม หรือว่าโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นะครับ เพื่อให้เกิดการร่วมลงทุนทางสังคม หรือโซเชียล เวนเจนร์ แคปิตอล (Social Venture Capital) แล้วก็ส่งผลให้เกิดธุรกิจ เพื่อสังคมขึ้นมา โซเชียลบิซซิเนส (Social Business) แล้วก็ธุรกิจนี้มีผลที่ดีหรือผลกระทบ ทางที่ดีต่อสังคม โซเชียล กู๊ด อิมแพกต์ บิซซิเนส (Social Good Impact Business) และท้ายสุด จะทําให้เกิดโซเชียลเอาต์คัม (Social Outcome) ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีถือได้ว่าเป็นธุรกิจ ทางสังคมของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง ผมขอสนับสนุนแนวทางที่นําแนวทาง การปฏิรูปที่นําเสนอมานี้และขอเอาใจช่วยให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องดําเนินการฟันฝ่าอุปสรรค ที่มีอยู่ข้างหน้าให้หมดสิ้นไป แล้วก็ให้โครงการนี้สําเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขอบคุณครับ

ท่านสมาชิกครับ ยังมีผู้แสดงความจํานงที่จะอภิปรายเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติมผมจะเริ่มส่งสัญญาณไฟลงมติไปยังห้องกรรมาธิการคณะต่าง ๆ นะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานครับ ผม สมพงษ์ สระกวี ๑๖๑ ครับ ด้วยความชื่นชมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ ของท่านประธานสถิตย์และคณะที่ได้วางกรอบการปฏิรูปเรื่องระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมขึ้น ในครั้งนี้ ซึ่งนับว่าอันนี้ไม่เพียงแต่เป็นความคิดริเริ่มด้านการปฏิรูปตามกระแสเศรษฐกิจใหม่ เท่านั้นนะครับ แต่เป็นการปฏิรูปที่สอดคล้องกับปัญหาที่เผชิญหน้าสังคมไทยอยู่อย่างท้าทาย ที่สุด ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีเพื่อนสมาชิกก็ทราบดีนะครับว่าสังคมไทยนั้นเราเจอปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง เราเห็นตึกรามบ้านช่อง การเติบโตที่เห็นได้ ด้วยสายตา แต่ในเวลาต่อมาคนไทยก็ได้รู้จักมหาเศรษฐีที่ติดอันดับโลก เราได้รู้จักเศรษฐกิจ ที่ท้าทายใหม่ ๆ แต่กระนั้นก็ตามบนความน่าชื่นชมของมหาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกนั้น เราก็ทิ้งคนจนไว้ข้างหลังจํานวนมาก อาจารย์นิด้า (NIDA) อาจารย์ของท่านประธานสถิตย์ และเป็นอาจารย์เดียวกับผม จะพูดเรื่องรวยกระจุกจนกระจายมาเป็นเวลาหลายสิบปี ต่อเนื่องกัน สังคมไทยรู้จักคําว่า คนจนที่โง่ จน เจ็บ แล้วก็ดูเหมือนจะไร้ทางออก ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สังคมทั้งสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปของพวกเราในที่แห่งนี้ด้วย ด้วยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระการปฏิรูป จริงอยู่ครับหนทางข้างหน้านี้เห็นทีจะไม่ง่าย ไม่ง่ายเหมือนปูเสื่อลงนั่งแน่ ๆ ไม่ง่ายเหมือน ปลอกกล้วยเข้าปากแน่ ๆ เรื่องภาวะเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามการได้ เริ่มต้นพูดถึงการได้เริ่มต้นวางแนวทางเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมอันเป็นกระแส เศรษฐกิจใหม่ในครั้งนี้ อย่างน้อยก็ได้บอกถึงว่าในการพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือการพัฒนา เศรษฐกิจนั้นเราจะไม่ทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง เราได้เห็นคุณค่าของความเป็นคน และยิ่งกว่านั้น การจะสร้างเศรษฐกิจเพื่อสังคมซึ่งกระจายอยู่จนถึงฐานราก หรือรากหญ้า หรือคนจนซึ่งอยู่ ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก จะทําให้คนไทยรู้จักคนจนมากขึ้น จะทําให้นักเศรษฐกิจ หรือนักพัฒนาเศรษฐกิจที่วางโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมไทยได้รู้จักคนจน มากขึ้น ว่าคนจนนั้นแท้จริงแล้วพวกเขามีความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง คนจนนั้นห่วงเรื่อง หน้าตา เป็นหนี้แล้วถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ แล้วเขาพยายามจะชดใช้ มีกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้น ในรัฐบาลสมัยหนึ่ง กู้เงินงบกองทุนหมู่บ้านไปแล้วพอถึงเวลาส่งไปกู้ดอกเบี้ยนอกระบบมาส่ง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์นะใช่ แต่เพื่อจะบอกว่าคนจนนั้นไม่มีหรอกครับที่เขาจะเป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้วหนีหรือล้มละลายลงบนฟูกอย่างที่เราเคยได้ยินกัน อย่างพวกเศรษฐีเขาทํากัน เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์ของคนจนนั้นพิสูจน์ได้ จะเห็นได้ จากกิจกรรมที่เราจะทําเรื่อง ระบบเศรษฐกิจหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมกันในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างดี ๆ ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ยกขึ้นมา ซึ่งผมยังเสียดายว่า สังคมไทยยังรู้จักกันน้อยไป แต่ในเอกสารที่ทางท่านกรรมาธิการให้เรามานั้นก็มีอยู่บางหน้าแล้ว ที่ได้ยกตัวอย่างเรื่องธนาคารกรามีนของศาสตราจารย์ดอกเตอร์ยูนูส แห่งบังกลาเทศ ซึ่งอันนั้น ก็เป็นบทเรียน ซึ่งเราเรียนรู้กันได้ว่าชาวบังกลาเทศที่ยากจนเขาสามารถสร้างธนาคารของ คนยากคนจนขึ้นมาได้และแก้ปัญหาได้ และคนที่มุ่งมั่นในเรื่องนี้ก็ได้รับการยกย่องจากสังคม โลกจนได้รับรางวัลโนเบล (Nobel) สาขาสันติภาพ ที่จังหวัดสงขลาบ้านผมครูธรรมดา ชื่อครูชุบ ยอดแก้ว เรียกร้อง ส่งเสริม กระตุ้น ให้ประชาชนช่วยกันออมเงินวันละบาท ตั้งขึ้น เรียกว่า กองทุนสัจจะ ซึ่งกองทุนสัจจะของครูชุบ ยอดแก้ว จากจังหวัดสงขลานั้นก็เป็น แบบอย่างอันดีงามว่าคนจนนั้นก็มีวินัย เก็บเงินวันละบาท ๆ ได้อย่างไร แต่พวกเขาก็เก็บได้ กู้ยืมกันหนี้ไม่มีสูญ เรียกว่าหนี้ไม่ถึงกับสูญ แต่ใช้ช้าหรืออะไรนี้นะครับ ๐.๐ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์อะไรทํานองนี้ เพราะตัวเลขแบบนี้เห็นได้ครับว่าการพัฒนาอาชีพ การพัฒนา เศรษฐกิจจากฐานล่าง จากเงินออม – เพราะตัวเลขแบบนี้เห็นได้ครับว่าการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานล่าง จากเงินออม ของประชาชนก็ยังได้ เพราะฉะนั้นกองทุนสัจจะ หรือกองทุนเงินออมของภาคประชาชน ที่เกิดจากคนฐานล่าง คนฐานราก เกิดจากความซื่อสัตย์ของคนจน เกิดจากความรักหน้ารักตา หรือความประหยัดของคนจน ซึ่งทําในสิ่งที่พวกเขาทําได้ครับ ไม่มีอย่างอื่นเลย กองทุนสัจจะ ที่ออมเงินวันละบาท ก็สามารถทําให้เป็นกองทุนซึ่งมีนับจํานวนพัน ๆ กองทุน มีเงิน หลายร้อยหลายพันล้านบาท ประเด็นต่อมาก็เหลือเรื่องสุดท้าย ที่สุดแล้วเมื่อชุมชนรู้จัก การออม ชุมชนมีพื้นฐานของความซื่อสัตย์ และชุมชนมีพื้นฐานของการให้กับส่วนร่วมด้วย ซึ่งท่านประธานยืนยันเห็นตรงกับผมได้ว่า วัดนับหมื่น ๆ วัดของประเทศนี้ สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างโรงเรียน เลี้ยงพระได้ ก็คือคนในสังคมเขาประสงค์จะให้กับสังคม ให้กับส่วนร่วม สังคมและส่วนร่วมที่จับต้องได้ง่ายที่สุด ที่เขาเห็นตรงที่สุดก็คือวัด มัสยิด หรือโรงเรียน อะไรทํานองนี้ ซึ่งชุมชนเขาก็ดูแล รัฐบาลไม่ได้ดูแลวัดเท่าไรหรอกครับ โบสถ์อันสวยงาม พระพุทธรูปที่สวย ๆ ดี ๆ วัดที่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้ ชุมชนเขาเป็นคนจัดการทั้งสิ้น ดังนั้นขณะนี้ เหลือแต่เพียงประการเดียวคือความรู้ คือทิศทางที่พวกเขาพึงประสงค์จะได้ เมื่อเศรษฐกิจ ชุมชนหรือเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งทาง สปท. เรา โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจได้นําเสนอ การปฏิรูปเรื่องนี้ขึ้น จึงนับว่าทันการทันเวลา และหรือถ้าจะเป็นการต่อยอดอย่างที่ท่านประธาน ได้พูดไว้ว่าเคยมีมา ก็ขอให้ต่อยอดให้ออกดอกออกผลจะเป็นคุณูปการกับสังคมไทย และจะ ถือเป็นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งสําคัญที่แม้นว่าจะไม่เพิ่มยอด จีดีพี (GDP) หรือเพิ่มยอด ส่งออกให้ปรากฏชัดในทันที แต่ผมคิดว่าการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือการ ปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของท่านประธานกษิตในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ท้าทาย และกระผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านคงอยากเห็นความสําเร็จ และดอกผลจากการปฏิรูปในเรื่องอย่างสําคัญยิ่ง ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการ และท่าน ผู้ที่มาชี้แจงนะครับ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ในเบื้องต้นเลยผมต้องขอบพระคุณท่านที่มาชี้แจงนะครับที่ได้ยกตัวอย่างกรณี ของคนพิการที่เป็นตัวอย่างของการดําเนินการเศรษฐกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นะครับ เหตุหนึ่งที่องค์กร หน่วยที่มองเรื่องเกี่ยวกับ ที่นําคนพิการเข้าไปทํางานตรงนั้น เพราะเขาเห็นครับว่าคนพิการหรือประชาชนกลุ่มหนึ่ง ยังมีความสามารถอยู่ แต่อาจจะถูกมองข้ามหรือปล่อยปละละเลยนะครับ ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่าถ้าต่อไปเรามีวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือเศรษฐกิจเพื่อสังคมอย่างเข้มแข็งก็จะ เป็นอีกกลไกหนึ่งที่มองให้เห็นถึงศักยภาพของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็หยิบมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมจะถึงที่สุด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า โดยความเชี่ยวชาญ ของผมเอง ผมก็จะอยู่กับทางด้านสังคมแล้วก็ปัญหาสังคมเยอะมากมาตั้งแต่ในอดีต จนปัจจุบัน แม้กรรมาธิการที่ทําหน้าที่ใน สปท. ก็คือกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม แต่สิ่งที่ผมเองแล้วก็กรรมาธิการได้มีการพูดคุยแล้วก็ศึกษากันอยู่เสมอนะครับ เราก็จะพบว่าสาเหตุสําคัญประการหนึ่งอันเป็นที่มาของปัญหาสังคมก็คือมักจะมี ความเชื่อมโยงกับปัญหาทางเศรษฐกิจ แล้วก็จะไปเชื่อมโยงกับผูกพันกับปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสต่าง ๆ มันเหมือนเป็นไก่กับไข่ หลายกรณีก็บอกว่าการแก้ปัญหาสังคม คือการที่มุ่งเน้นที่จะให้สวัสดิการหรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่กระจายความเท่าเทียม แต่ฝ่ายเศรษฐกิจก็มีข้อโต้แย้งว่าจะเอาเงินที่ไหนไปแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจของชาติขณะนี้ ก็มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการขาดแคลนเงินทุนต่าง ๆ สังคมก็บอกว่าถ้าไม่แก้ปัญหาสังคม ต่อไปข้างหน้าจะมีบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าเข้าไปป้อนระบบเศรษฐกิจอย่างไร ปัญหาก็วนเวียนอยู่อย่างนี้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าปัญหานี้ส่วนหนึ่งมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ พูดไป มันเกิดจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เป็นมาตั้งแต่ในอดีต ที่ผม เองก็สํานักนิด้า (NIDA) เหมือนกัน ที่มีการพูดถึงการรวยกระจุก จนกระจาย หรือเป็นปัญหา เรื่องเกี่ยวกับการกระจายรายได้ ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสําคัญ ก็คือการกระจายปัจจัยทางการผลิต อาจจะเป็นเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน แต่ว่ามันมีผล โดยตรงจริง ๆ ต่อการกระจาย และปัจจัยในการผลิตที่สําคัญที่ไม่ถูกกระจายออกไปก็คือ การประกอบการหรือการบริหารจัดการครับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นที่ ประจักษ์ครับว่า ผู้ที่มีความสามารถในการประกอบการหรือผู้ที่มีความสามารถในการบริหาร จัดการ ยิ่งสูงมากก็ยิ่งมีอํานาจในการดึงดูดทรัพยากรเข้ามาสู่ตนเองได้มากเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหาการกระจายรายได้ ผมคิดว่าปัจจัยสําคัญที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการกระจายปัจจัยทางการผลิต โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบการ หรือการบริหารจัดการ ซึ่งผมเองได้ฟังการนําเสนอจากท่านกรรมาธิการและท่านผู้แทนที่มา นําเสนอ ผมก็มีความเชื่อมั่นว่าแนวคิดสําคัญที่กรรมาธิการได้นําเสนอก็คือการเติม ความสามารถในการบริหารจัดการให้กลับไปสู่ที่คนในชุมชน ผมเรียนครับว่าปัญหาสังคม อย่างหนึ่งเราจะพบว่าเมื่อมีคนแต่งงานกันในชนบท มีลูกออกมาก็ให้พ่อแม่เลี้ยง แล้วตัวเขาเองที่มีทั้งกําลังความรู้ความสามารถก็กลับเข้ามาทํางานในเมือง พอตัวเอง แก่ชราไปลูกที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงก็โตก็กลับเข้ามาทํางานแล้วก็เลี้ยงหลานของลูกตัวเองอะไร อย่างนี้นะครับ ซึ่งมันก็เป็นปัญหาวนเวียนอย่างนี้มาหลายวัฏจักรหรือหลายครั้งแล้ว ในสังคมไทย เหตุก็เพราะว่าเขาไม่รู้จะทําอะไรในชนบทหรือในบ้านเขาที่จะทําให้เกิดรายได้ ที่เพียงพอต่อการยังชีพหรือความต้องการของเขา ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราสามารถทําให้วิสาหกิจ เพื่อสังคมได้ถูกกระจายออกไป ปัญหาเรื่องสมองไหล ปัญหาเรื่องแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามา ในเมืองและก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม หรือปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต่ํานี้นะครับก็จะ ลดน้อยลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่บริหารนโยบาย ผู้ที่บริหารนโยบายก็ต้องให้ความสําคัญกับ การกระจายสิ่งเหล่านี้ไปสู่ชนบทอย่างแท้จริง

สิ่งต่อมานะครับ ที่ผมอยากจะเรียนครับว่าเวลาเราลงในพื้นที่ ผมเองเพิ่งไป กับคณะกรรมาธิการ ไปดูการอยู่ของผู้สูงอายุในชนบท จะบอกว่าในยุคของบ้านเรานี้นะครับ ที่แรงงานเป็นคนสร้างชาติมาหลายสิบปี แรงงานเหล่านั้นวันนี้เขาเริ่มสูงอายุครับ และเขาก็ กลับสู่ชนบทบ้านเขา แล้วก็ยังมีกลุ่มเด็ก กลุ่มคนพิการอีกหลายกลุ่มที่อยู่ในชนบท กลุ่มคน เหล่านี้เราคาดหวังให้องค์กรส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนดูแลเขา แต่คําถามครับ เขาจะเอาสตางค์ จากไหนไปดูแลคนกลุ่มเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้คนอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างดี อย่างมี คุณภาพชีวิตที่ดี เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ในระดับฐานรากต้องอุดมสมบูรณ์ ต้องมั่งคั่ง ต้องเพียงพอที่จะจรรโลงหรือคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมนั้น ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องการกระจาย เรื่องการให้ความสําคัญกับการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อที่จะ ผลลัพธ์ก็คือทําให้คนอยู่ในท้องถิ่นของเขาได้ ทําให้คนสามารถที่จะดูแลคน ในท้องถิ่นของเขาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสําคัญ และผมต้องขอสนับสนุนตัวนโยบายของ ทางท่านกรรมาธิการที่จะได้นําเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ เพราะว่าการปฏิรูปครั้งนี้ นอกจากจะแก้ปัญหาพื้นฐานหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่สามารถที่จะกระจายความมั่งคั่ง ออกไปได้ การเดินหน้าของประเทศต่อไปก็คงจะเป็นไปด้วยความยากลําบาก ผมเองอาจจะ มองตรงข้ามกับท่านสมาชิกนะครับที่ว่าเรื่องนี้ยากเหมือนภูเขา ต้องปีนข้ามอะไรนี่นะครับ ต้องขอประทานอภัย ผมคิดว่าความเหลื่อมล้ําเป็นหุบเหวลึกครับ และนโยบายหรือว่า ข้อเสนอของกรรมาธิการนี้เป็นเหมือนสะพานข้ามเหวลึกนะครับ ขอให้พวกเราได้ช่วยกัน สร้างสะพาน แล้วก็คิดว่านโยบายนี้ก็คงจะเจอปัญหาอุปสรรคในการดําเนินการ แต่เชื่อมั่นว่า ถ้าทิศทางของรัฐบาลชัดเจน ปัญหาต่าง ๆ ก็น่าจะผ่านไปได้ ฝากข้อสังเกตไว้ ๒-๓ ประเด็นครับ อันที่ ๑ เรื่องสลากเพื่อสังคม ผมคิดว่าต้องสร้างความชัดเจนว่าจะเอาเงินจากสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเป็นเงินที่มาจากคนจนไปทําอะไร เพื่อลดความสงสัยนะครับ อันที่ ๒ คือเรื่องความเป็นเจ้าของ เมื่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นมา ให้ผู้ประกอบการหรือเป็นทุนใหญ่ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการบริหารจัดการ จะทําอย่างไรให้ความเป็นเจ้าของคงอยู่กับคน ในชุมชนได้ยาวนานที่สุดและไม่ถูกเปลี่ยนมือไป ส่วนประการที่ ๓ ก็คือการที่จะกระจาย ออกไปสู่ชุมชนชนบท ไม่ใช่วิสาหกิจเพื่อสังคมก็ยังกระจุกอยู่ในเมือง ก็จะไม่ได้แก้ปัญหาที่ผม ได้พูดไว้นะครับ ก็ขอฝากท่านกรรมาธิการไว้ ณ ที่นี้ และขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านต่อพงศ์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขออนุญาตให้ท่านณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ ตอบ แล้วท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และผมขออนุญาตสรุปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน ผอ. ณัฐพงษ์ครับ

นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์

เรียนท่านประธานและสมาชิกครับ ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อยครับ ในส่วนของประเด็นปัญหาเรื่องกฎหมายมี ๒ ส่วนด้วยกัน หลังจากที่สํานักงานซึ่งก็ได้จดหมายฉบับนั้นเหมือนกันนะครับ กลุ่มแรกเป็นปัญหา เชิงเทคนิคครับ ทางสํานักงานได้ไปจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นร่วมกันกับผู้มีส่วน เกี่ยวข้องได้เสียเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของปัญหาทางเทคนิคที่ได้มีการปรับแก้แล้ว แล้วก็ ส่งกลับไปที่ ครม. ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่มาเงินสลาก เรื่องของประเด็นเรื่อง การตั้ง เดโม แบงก์ แอคเคาท์ (Demo Bank Account) ว่ามีเรื่องขัดแย้งทางกฎหมายว่ายังมีสิทธิ เรียกร้องอยู่ แล้วก็เรื่องของการจัดตั้งธนาคาร เหล่านี้มีการแก้ไขหมดแล้ว แล้วก็หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ แล้วก็เห็นชอบแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ดีก็ยังมีประเด็นเชิงความคิดซึ่งผม เข้าใจว่าอันนี้เป็นที่มาว่าทําไมต้องปฏิรูปครับ ผมเห็นคําตอบจํานวนมากเป็นลักษณะที่เป็น ดีฟอลต์ (Default) คือดีฟอลต์ (Default) หมายถึงว่าถ้ามีการถามลักษณะนี้ก็ตอบแบบนี้ อย่างเช่นควรมีสํานักงานใหม่ไหม เป็นภาระงบประมาณไหม จะผิดวินัยการเงินการคลังไหม ผมยอมรับทั้งหมดแล้วก็คิดว่าคงต้องเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกันทางความคิดต่อไป เพราะว่าเหตุผลที่เราเรียกร้องก็เพราะเรื่องเหล่านี้ ส่วนในมุมของสลากเพื่อสังคม เรียน ท่านอาจารย์อิศราอย่างนี้ครับมุมที่เราสนใจจะปฏิรูปไม่ใช่ในมุมของการส่งเสริม แต่เป็น มุมของการตั้งคําถามว่าการขายสลากเพื่อสังคมมันมีวิธีอื่นไหม อย่างที่ท่านอาจารย์ได้เรียน ว่ามันสามารถเป็นรูปแบบการลงทุนทางสังคมได้ไหม ซึ่งต้องมี เราถึงใช้คําว่า ปฏิรูป เราไม่ได้พูดเรื่องการจัดสรรผลกําไรมาทํางานทางสังคม ซึ่งผมคงไม่สามารถมีเวลา ลงรายละเอียดได้มากนัก เรื่องสุดท้ายที่ท่านสมาชิกกษิต ภิรมย์ ได้สอบถามตัวเงินกู้ตอนนี้ จริง ๆ เรามีธนาคารของรัฐ ๒ แห่ง ได้ดําเนินการช่วยเหลือแล้ว แต่ปัญหาของวิสาหกิจ เพื่อสังคมตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องการเข้าถึงเงินกู้ แต่ว่าเป็นขีดความสามารถในการเข้าถึง เงินกู้ มีวงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท เรายังปล่อยกู้ไม่ได้เลย ดังนั้นผมเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิก ส่วนใหญ่ได้กล่าวว่าเป็นภูเขาลูกใหญ่มาก แล้วเราก็เชื่อว่าถ้าปลายทางมันเป็นคําตอบที่ดีกว่า มันใหญ่แค่ไหนก็ต้องเดินครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ลําดับที่ ๙๙ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ เศรษฐกิจกระแสใหม่ ปัญหาเรื่องทุนเป็นปัญหาที่เราต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การขับเคลื่อนเรื่องใดก็ตามจะต้องมีทุน แต่ว่าในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสังคม ผมและคณะได้ประเมินการดําเนินงานของภาคส่วนอื่น ๆ มาพอสมควรแล้ว ก่อนที่จะ นําเสนอเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าปริมาณการทําบุญของคนไทย ซึ่งถ้ามองจากส่วนต่าง ๆ จะเห็นว่า คนไทยทําบุญเพื่อการศาสนาและกิจการอื่น ๆ เยอะมาก

ประการที่ ๒ ถ้ามองจากภาคส่วนของเอกชนจะเห็นได้ว่าซีเอสอาร์ (CSR) โดยตรงนะครับไม่ใช่ทางอ้อม โดยตรงเป็นหมื่นหมื่นล้านต่อปี ต่างคนต่างก็มีซีเอสอาร์ (CSR) ของตัวเอง ซึ่งความหมายก็คือว่าภาคเอกชนเริ่มจะเห็นความสําคัญของการที่ไปสนับสนุน การแก้ปัญหาทางด้านสังคมมากขึ้นตลอดเวลา สําหรับในภาครัฐการระดมทุนมันมี หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม อาจจะเป็นในรูปของการออมโดยสมัครใจ เป็นรูปของการออมโดยการบังคับทางอ้อม ซึ่งมีกลไกทางเศรษฐกิจมากมายหลายอย่าง ที่เราสามารถที่จะดําเนินการได้เพื่อที่จะรวบรวมการออมและการบริจาคของคนไทย เพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งเราพูดอยู่ในปัจจุบันนี้ ความจริงแล้ว อนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการเองหวังพึ่งการลงทุนของภาคเอกชน แล้วก็การระดมทุน กรรมาธิการเองหวังพึ่งการลงทุนของภาคเอกชนแล้วก็การระดมทุนของภาคประชาชน มากกว่าการลงทุนของภาครัฐ แต่ว่าเมื่อตอนเริ่มต้นก็มีความจําเป็นอยู่เองว่ามันจะต้องมี ค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่ง เพื่อจะทําความเข้าใจ ดูแลองค์กร เติมน้ํามันให้มันเกิดการขับเคลื่อนให้ได้ ซึ่งก็ไม่น่าจะมากจนเกินไป เพราะผมเองนี้มีประสบการณ์ผ่านมาว่าถ้าเราสร้างกลไกอะไร ให้เกิดขึ้นภายใน ๑ ปีหรือว่าครึ่งปี ปัญหาต่าง ๆ จะตามมาเราต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จากภายในสังคมไทยเอง สําหรับกองทุนที่ว่านี้เราคงไม่ค่อยสนใจว่ามันจะเป็นนิติบุคคล หรือไม่ มีหลายแห่งที่ฝากเงินไว้ที่กระทรวงการคลัง โดยให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้ที่ดูแลรักษา ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแต่ว่าเป็นเงินที่กันไว้สําหรับเพื่อกิจการเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นทางออกอีก ทางหนึ่ง เพราะว่าเป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้วว่าไม่ให้ตั้งกองทุนใหม่ ผมว่าหลักการเหล่านี้ เราสามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดไว้ก็คือว่าเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสังคม มันจะ เกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเผื่อภาคเอกชน ภาคประชาชนไม่เชื่อมั่นในกลไกที่จะทําให้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่า โซเชียลรีฟอร์ม (Social Reform) หรือการปรับทางด้านสังคมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า โซเชียลเรสปอนซิบิลิตี้ (Social Responsibility) ขออภัยที่ใช้ภาษาต่างประเทศ คือความ รับผิดชอบทางสังคมของคนไทยเอง ซึ่งผมกล้าพูดได้ว่าถ้ารัฐบาลสามารถที่จะปรับพื้นที่หรือ โครงสร้างพื้นฐาน หรือสภาพทางกายภาพ หรือสภาพทางสิ่งแวดล้อมให้มีการระดมทุนจาก ภาคส่วนต่าง ๆ ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าการดําเนินการนี้สามารถจะทําได้แม้จะเป็นทางยากอย่างไร เราก็ต้องดําเนินต่อไป เพราะว่าการที่มีสังคมดีขึ้นคือการต้องสร้างดัชนีของความเจริญเติบโต ที่แท้จริง ก็คือการเติบโตที่มีดุลยภาพระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ เป็นดัชนีที่ทําให้มองเห็นว่า คนในประเทศนี้เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นว่าคนในประเทศมีความปรองดอง โดยไม่ต้องออกกฎหมาย ผมจึงขอเชิญชวนให้ท่านสมาชิกได้โปรดสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นะครับ ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจง ท่านสุดท้ายครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ กระผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาอภิปรายสนับสนุนและให้ข้อแนะนํา ที่สําคัญกับคณะกรรมาธิการ ท่านนิกร จํานง ท่านสนับสนุน ท่านเป็นห่วงว่าเราจะข้ามภูเขา หลายลูก ท่านปีติพงศ์ได้กรุณาตอบเรื่องกองทุนไปแล้ว เรื่องโครงสร้างองค์กร ผมขอ กราบเรียนว่าขณะนี้เรามีสํานักงานเสริมสร้างกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ทําอย่างไรจะให้สํานักงานนี้มีสถานะตามกฎหมาย เพราะไม่ว่าการปฏิรูปใดก็ตามจําเป็น จะต้องมีองค์กรหลักสักองค์กรหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น

ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านได้ให้ข้อแนะนํา ๗ ข้อด้วยกัน ซึ่งเป็น ระบบนิเวศที่สําคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม ผมอยากเรียนว่า แท้ที่จริงแล้ว เศรษฐกิจเพื่อสังคมหรือการดําเนินการของภาคส่วนที่ ๓ ที่ผมได้เกริ่นนํา ไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้มีการดําเนินการอยู่แล้ว ขณะนี้ได้มีการนําความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ มาทําประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะธุรกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว โดยไม่ได้พึ่งการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐ แต่สิ่งที่ต้องการถัดจากนี้ก็คือว่าในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระบบนิเวศโดยรัฐบาลจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สําคัญที่จะทําให้เศรษฐกิจเพื่อสังคม ได้ขับเคลื่อนได้แรงและเร็วมากขึ้น จึงได้เสนอผ่านทางสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ณ ที่นี้ว่า จําเป็นจะต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นสําคัญ จึงจะทําให้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องนี้ดําเนินไปได้อย่างประสบความสําเร็จโดยเร็ว

ท่านกษิต ภิรมย์ ได้กรุณาสนับสนุนและได้กล่าวถึงเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่จะต้องทําหน้าที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นที่สําคัญมาก ผมอยากเรียนว่าการคงอยู่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น คือการคงอยู่ของการเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ดีเวลอปเมนต์แบงก์ (Development Bank) ซึ่งส่วนหนึ่งของการเป็นสถาบันการเงิน เพื่อการพัฒนานั้น ก็คือเป็นสถาบันการเงินเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอนั้นก็คือบทบาทของการเป็นสถาบันการเงินเพื่อสังคม หรือขออนุญาตเรียก ภาษาอังกฤษว่า โซเชียลแบงก์กิง (Social Banking) ท่านกฤษฎาก็ได้กรุณาให้การสนับสนุน ในเรื่องของมาตรการทางภาษีเป็นการทั่วไป เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับหลักการทางภาษี ที่หลักภาษีนั้นจะต้องอยู่ ณ ที่เดียวกัน และใช้เป็นการทั่วไป ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ได้กล่าวทั้งเรื่องการศึกษา สาธารณสุข เรื่องเกษตรอินทรีย์ เรื่องพลังงานทดแทน แต่ที่สําคัญ ที่ท่านได้กล่าวถึง ก็คือเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ที่องค์กรการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือกิจการเพื่อสังคมจะต้องตระหนักไว้ว่า จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนําองค์ประกอบเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญามาดําเนินการเพื่อที่จะให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นยังเป็นของ กิจการเพื่อสังคม เป็นขององค์กรภาคส่วนที่ ๓ ที่ได้จัดตั้งขึ้น แทนที่จะกลายเป็นของ คนอื่นไป

ท่านสมพงษ์ สระกวี ได้กรุณากล่าวถึงเรื่องความซื่อสัตย์ของคนจน ผมอยากเรียนว่ากิจการเพื่อสังคม หรือส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้ จุดเริ่มต้นแรก ๆ เป็นจุดเริ่มต้นจากแนวความคิด ความซื่อสัตย์ของคนจน โปรเฟสเซอร์ (Professor) มูฮัมหมัด ยูนูส แห่งบังกลาเทศ จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา กลับมาสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่บังกลาเทศ ๑๐ กว่าปี ท่านมีความรู้สึกว่ายิ่งสอนไปในวิชา เศรษฐศาสตร์คนบังกลาเทศยิ่งจนลง ท่านจึงออกเดินทางไปสู่ชนบท และได้พบความจริงว่า ที่คนชนบทยากจนอยู่นั้นเพราะว่าเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เพราะว่าสถาบันการเงินของ บังกลาเทศก็เช่นเดียวกับสถาบันการเงินทั่ว ๆ ไป ก็คือ ๑. ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับคนจน ๒. ไม่ปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน แต่บังกลาเทศมากไปกว่านั้น เพราะในบังกลาเทศ ผู้หญิงเป็นคนทํางาน ผู้ชายเป็นพ่อบ้าน บังกลาเทศมีกฎอีกข้อหนึ่ง ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับ ผู้หญิง ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส กลับทางครับ บอกว่าต่อไปนี้ต้องปล่อยสินเชื่อคนจน ปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้หญิง เริ่มต้นปล่อยสินเชื่อครั้งแรกด้วยเงินของตัวเอง ๒๗ เหรียญสหรัฐ ได้กลับคืนมาทั้งหมด เพราะความซื่อสัตย์ของคนจนที่ท่านสมพงษ์ สระกวี ได้กล่าว คนจนถ้ามีโอกาสได้เข้าถึง แหล่งเงินทุนที่ดี คิดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมเขาไม่มีทางไปอย่างอื่น เขาซื่อสัตย์ต่อ การชําระหนี้ ผลของการให้กู้ยืมเงินของศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส ที่ผมได้กล่าวถึงนั้น ได้ขยายตัวจากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่ตําบล ไปสู่อําเภอ ไปสู่จังหวัด ระดับประเทศ และขยาย ไปหลายประเทศ รวมถึงความคิดนี้ได้นํามาสู่ประเทศไทยในรูปแบบของธนาคารประชาชน ของธนาคารออมสิน ในรูปแบบของธนาคารชุมชนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร เป็นการให้สินเชื่อกับคนจน เป็นกิจการเพื่อสังคม เป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสังคมอย่างหนึ่ง

ท่านต่อพงษ์ เสลานนท์ ได้กรุณาให้ข้อแนะนําที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการเพื่อสังคม การกระจายกิจการเพื่อสังคมไปสู่ชนบท และเรื่องสลากเพื่อสังคม ผมอยากเรียนว่าที่อาจารย์อิศรา ศานติศาสน์ ได้กรุณากล่าวถึง เรื่องสลากออมสินนั้นควรขยายไปเป็นสลากเพื่อการลงทุนด้วย นับเป็นข้อคิดเห็นที่ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ส่วนเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการเพื่อสังคมนั้น กิจการเพื่อสังคม มีหลายระดับ ระดับแรกคือกิจการเพื่อสังคมที่ไม่แบ่งกําไรเลย ระดับที่ ๒ กิจการเพื่อสังคม ที่แบ่งกําไรให้กับผู้ลงทุนไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ระดับที่ ๓ เรียกว่า ธุรกิจเพื่อสังคม คือกิจการ เพื่อสังคมที่คืนกําไรทั้งหมดพร้อมเงินต้นให้กับผู้ลงทุน ที่ขอให้รัฐบาลสนับสนุนอยู่นั้นก็คือ กิจการเพื่อสังคมที่ไม่ได้นํากําไรออกมา นํากําไรไปลงทุนใหม่ หรืออย่างมากที่สุดก็นํากําไร ออกมาได้ไม่เกินร้อยละ ๓๐ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามกิจการเพื่อสังคมนั้นเจ้าของก็ยังเป็น นักกิจการเพื่อสังคมอยู่ดี และเรื่องกิจการเพื่อสังคมนั้นเป็นเรื่องที่กระจายไปสู่ชนบทอยู่แล้ว เพราะว่าเรื่องกิจการเพื่อสังคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเพื่อสังคมนี้เริ่มต้นด้วยการ เอาปัญหาสังคมมาเป็นที่ตั้งว่าสังคมมีปัญหาอะไรบ้าง ทางด้านการศึกษา หลายท่านได้พูด ยกตัวอย่างท่านมีชัย วีระไวทยะ ท่านมีโรงเรียนมีชัยพัฒนา โรงเรียนมีชัยพัฒนาจ่ายค่า เล่าเรียนด้วยการทําประโยชน์ต่อสังคม โรงเรียนมีชัยพัฒนาเปลี่ยนแนวคิดในการศึกษาใหม่ โดยการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติผสมกับภาคทฤษฎี นําไปสู่การเป็นประโยชน์ต่อชีวิตจริง โรงเรียนมีชัยพัฒนาช่วงแรกอาจจะได้รับเงินสนับสนุนจากธุรกิจอื่น ๆ ที่คุณมีชัย วีระไวทยะ ได้ก่อตั้งขึ้น แต่ต่อมาก็พยายามอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วยการสอนให้นักเรียนปลูกพืชอินทรีย์บ้าง ทําปุ๋ยอินทรีย์บ้าง ทําพลังงานทดแทนใช้เองบ้าง เพื่ออยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะหลักการของ กิจการเพื่อสังคมนั้นก็คือหลักการของการอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นหลักการที่ไม่ต้องการพึ่ง งบประมาณ ไม่ต้องการพึ่งการบริจาคด้วยตัวเอง เพราะเป็นหลักการที่กิจการเพื่อสังคมนั้น ต้องมีกําไร การมีกําไรนั้นเป็นเรื่องที่เป็นสัญลักษณ์ว่าการทํากิจการนั้นมีประสิทธิภาพ จึงมีกําไร แต่กําไรนั้นไม่จําเป็นต้องเอาออกมา กําไรนั้นต่อยอดในกิจการเพื่อสังคมนั้น ต่อ ๆ ไป แต่สิ่งที่สําคัญก็คือว่า คําว่า กําไร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการบริหารธุรกิจนั้น ได้มาทําประโยชน์ต่อสังคมได้แล้ว การนําหลักการบริหารธุรกิจมาทํานโยบายทางสังคม ให้เกิดขึ้นนี้เอง ที่เรียกว่าเป็นการดําเนินการของภาคส่วนที่ ๓ ที่นําเอาภาคส่วนที่ ๑ คือรัฐบาลที่มีนโยบายทางสังคม ทํามาหลายปี ปัญหาสังคมลดน้อยลงไป แต่ไม่มาก เอาภาคส่วนเอกชนที่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจ ซึ่งพยายามทําประโยชน์ต่อสังคม โดยหลักการของซีเอสอาร์ (CSR) แต่ว่าเขาต้องให้ทุกปี ไม่สามารถที่จะมีความยั่งยืนได้ ทําอย่างไรให้การให้นั้นมีความยั่งยืน ก็กลายเป็นภาคส่วนที่ ๓ หรือที่เรียกว่า เดอะ เทิร์ด เซกเตอร์ (The Third Sector) อย่างไร ก็ตามในสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ทุนนิยมเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ แต่การขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพนี้ทําอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย บิล เกตส์ เรียกทุนนิยมแบบนี้ว่า ทุนนิยมสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) เรากําลังทําครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) เรากําลังทําการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสังคม เรากําลังพยายามที่จะหาระบบนิเวศที่จะทําให้กิจการเพื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคมที่สําคัญได้มีระบบนิเวศที่ได้รับการสนับสนุนจาก ทุกภาคส่วน จึงได้มีการนําเสนอการปฏิรูปในครั้งนี้ ๓ ข้อ และมีระยะเวลา ๓ เดือน ๖ เดือน ๑๘ เดือน ดังที่ได้นําเสนอในเอกสารนั้น

ผมอยากกราบเรียนว่า ท่านนิกร จํานง ก็ได้กล่าวถึงเรื่องว่าเราจะต้อง ก้าวข้ามภูเขาหลายลูก ผมว่าเราคงก้าวข้ามได้ ถ้าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ได้กรุณากล่าวว่าเรากําลังจะเดิน บนสะพานที่ข้ามเหวลึก เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะปรับความคิดมาสู่ความคิดใหม่ เป็นเรื่องที่ยากที่จะปรับความคิดของการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสหลักมาเป็นการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่ วันนี้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกําลังปฏิรูปประเทศ ด้วยเศรษฐกิจกระแสใหม่ ผมขอยกคํากล่าวของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านกล่าวว่าในเรื่องที่สําคัญ ๆ แล้ว ท่านถามว่า การทําเรื่องนั้นถ้าไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นใคร แล้วท่านยังถามอีกต่อไปว่า ถ้าท่าน ท่านจะทํา เมื่อไร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ขอฝากความหวังไว้กับสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคมแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ กําลังเดินเข้ามานะครับ ค่อย ๆ เดินก็ได้ครับ ได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนทุกท่านนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๗ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคมหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ เมื่อสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอผลการลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ นะครับ เห็นด้วย ๑๗๕ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

ท่านประธานครับ ผมมีข้อหารือเล็กน้อย คือเนื่องจากว่าในตัวรายงานที่นําส่งมา กับในส่วนของพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นี้จะเรียกชื่อ ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอให้ปรับให้ตรงกันในการนําเสนอคราวต่อไป ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้นายประกาศิต กายะสิทธิ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และยังเป็นผู้อํานวยการ สํานักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ หรือ สสส. เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ เพื่อขอเชิญเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลง รายงานครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ในหน้าที่ที่เราคณะกรรมาธิการได้รับผิดชอบมานั้นรวมถึงด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส การจัดการด้านแรงงานและการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งจะเห็นว่าเป็นงานขอบเขตของคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติทําไว้อยู่ ๓ กรรมาธิการ ก็มารวมอยู่ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเด็นด้านสังคม ซึ่งมีทั้งหมด ๕ วาระ ปฏิรูปด้วยกันคือตั้งแต่วาระปฏิรูปที่ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ จนกระทั่ง ๓๗ นะครับ ทาง สปช. ได้เสนอไปยัง ครม. ทั้งหมด ๗๖ เรื่อง ในนั้นเป็น ๓๗ เรื่องที่เป็นของคณะสังคม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบที่ สปช. ได้เสนอนําไปนั้นมีทั้งหมด ๙ เรื่อง ซึ่งทาง สภาโดยท่านประธานได้ส่งเรื่องกลับไปให้หน่วยงานนั้น ๆ ดําเนินการทันที ซึ่งใน ๙ เรื่องนั้น ก็มีเรื่องของด้านสังคมอยู่ ๔ เรื่อง ซึ่งคณะกรรมาธิการคงต้องติดตามโดยใกล้ชิดต่อไปเพื่อให้ เกิดผลเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นครับ ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณากันหลายครั้งเพื่อจะให้ ตกผลึกว่าเราควรจะทําเรื่องใดก่อน ในที่สุดแล้วก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องทํา การปฏิรูประบบรองรับผู้สูงวัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแล ผู้สูงอายุได้ ก่อนอื่นผมขอเรียนสภาพทั่วไปของผู้สูงอายุสั้น ๆ นะครับ ประเทศไทยเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ คือมี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ที่มีวัยเกิน ๖๐ ปีขึ้นไปจาก ประชากรทั่วประเทศ ในขณะนี้ ๒๕๕๙ เรามี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๐ ล้านคนที่เป็น ผู้สูงอายุที่เกิน ๖๐ ปีและในอีก ๕ ปีข้างหน้าประมาณ ๒๕๖๔ นั้นเราจะมีผู้สูงอายุ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเดินมา ๕ คนจะมี ๑ คนที่เป็นผู้สูงอายุ ก็จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ เราเป็นสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ ๒๕๔๓ ถ้าไปถึง ๒๕๗๘ จากนี้ไปอีกประมาณ ๒๐ ปี ตอนนั้นจะเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดก็หมายความว่าจะมีผู้สูงอายุประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลต่อประเทศชาติอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นในขณะนี้เรากําลังเดินก้าว เข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องมีมาตรการรองรับทุกประการ ปัญหาของผู้สูงอายุโดยทั่วไปนั้นอย่างน้อยก็มี ๓ ประการเท่าที่มองดูนะครับ

ประการที่ ๑ ก็คือ การขาดหลักรายได้ที่พอยังชีพที่แน่นอน

ประการที่ ๒ ขณะนี้ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนที่ต้องพึ่งพาจากบุตร เป็นหลักเพราะฉะนั้นความแน่นอนก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อมีการพึ่งพาเกิดขึ้นก็ต้องมีผลต่อเนื่อง

ประการที่ ๓ เวลาบุตรออกไปทํามาหากินยังท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ทําให้ ผู้สูงอายุอยู่บ้านโดยปราศจากผู้ดูแลเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาที่ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแลผู้สูงอายุโดยใกล้ชิด เพราะโดยสภาพแล้วองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง แต่เท่าที่ผ่านมาในทางปฏิบัติ จริง ๆ แล้ว ยังมีปัญหาหลายประการในทางปฏิบัติ ซึ่งคิดว่าจําเป็นต้องไปแก้ไขพัฒนา กฎ ระเบียบต่าง ๆ ทางคณะจึงคิดจะแก้ไขและทําเรื่องนี้ ผมขออนุญาตเมื่อกี้นี้ท่านประธาน ได้กล่าวไปแล้วว่าจะขอนําท่านวิเชียร ชวลิต รองประธานคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งท่านเป็นประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับ สังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาสได้ชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งท่านทํามากับมือครับ ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวิเชียร ชวลิต ค่ะ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ 🔗

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายวิเชียร ชวลิต สปท. ๑๔๐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขออนุญาตกราบเรียนถึงรายงาน เรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ เป็นที่ทราบกัน ว่าขณะนี้สังคมไทยได้มีสภาวะของผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นจํานวนมาก ดังที่ท่านประธานอโณทัย ได้นําเรียนต่อท่านแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าสืบเนื่องจากสถานะของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างมากมาย ก็ขออนุญาตเรียนว่าเราศึกษาแล้วพบว่าปัญหาของผู้สูงอายุขณะนี้ที่ปรากฏ มีประเด็นสําคัญอยู่ก็คือ เรื่องแรกผู้สูงอายุขาดหลักประกันทางรายได้ทําให้ผู้สูงอายุ จํานวนมากเหล่านั้นต้องพึ่งพารายได้จากบุตรเป็นหลัก แล้วก็คนในวัยทํางานที่ออกนอกพื้นที่ ไปทํางานต่างถิ่นก็ทิ้งให้ผู้สูงอายุต้องอยู่ตามลําพัง อันนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุ ครอบครัว แล้วก็ภาครัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมการก็คือการเตรียม ความพร้อมของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ที่เรากําลังเผชิญหน้าอยู่กับสังคมสูงวัย ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ครับ จากการตรวจสอบแล้วจากภาวะดังกล่าว ผมเรียนว่าจริง ๆ เราก็มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กําหนดหลักการไว้ จะขอหยิบยกมากล่าวสัก ๑๓ ประเด็นที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุ แล้วต้องขอเรียนว่าสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิที่ไม่ได้ กําหนดตายตัวว่าจะต้องให้สิทธิกับประชาชนอย่างไร แต่กําหนดไว้เป็นหลักการว่าจะดูแล เรื่องอะไรบ้าง ผมขอหยิบยก อย่างเช่นประการแรกนะครับ ก็จะพูดถึงเรื่องการบริการ ทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จะให้ความสะดวกเป็นพิเศษ ก็ดําเนินการแล้วก็คือ การกําหนดช่องทางด่วนให้กับผู้รับบริการ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อ การดํารงชีวิต ก็จะเป็นการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ

เรื่องที่ ๓ ก็เรื่องการประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม ก็คือ การส่งเสริมการฝึกอาชีพและถ่ายทอดภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ท่านจะเห็นว่าเป็นประเด็นในเชิง หลักการกว้าง ๆ แล้วก็กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เข้าไปดําเนินการเพื่อที่จะดูแลกลุ่ม ผู้สูงอายุ แต่ว่าไม่ได้กําหนดไว้ว่าเป็นสิทธิว่าผู้สูงอายุได้ดําเนินการอะไร อย่างไรนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด ก็ขอหยิบยกว่าในเรื่องการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพตามความจําเป็น อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันนี้รัฐได้ดําเนินการแล้วโดยกําหนดเป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพ แบบขั้นบันไดเริ่มตั้งแต่ ๖๐๐ บาทจนถึง ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็ได้กําหนดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการจ่ายเบี้ยยังชีพดังกล่าวนะครับ

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็มีเรื่องการสงเคราะห์การจัดการศพตามประเพณี ซึ่งก็จ่าย ให้กับผู้สูงอายุที่เสียชีวิต อันนี้ก็ได้กําหนดการจ่ายให้กับผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ซึ่งทั้งหมด ๑๓ ประเด็นที่ผมเรียนแล้วก็จะมีสิ่งที่เป็นลักษณะของการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ ที่แน่นอนตายตัวก็คือการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุ นี่ก็คือหน้าที่ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ทีนี้จากการดําเนินการขณะนี้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็พยายามที่จะไปดูแลผู้สูงอายุในประเด็นต่าง ๆ มากมายหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรอบงานกว้าง ๆ แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดําเนินการดูแล ผู้สูงอายุอยู่ใน ๔ แผนงานหลักที่ผมอยากจะกล่าวถึง อันประกอบด้วยแผนงานแรก คือแผนงานให้บริการด้านสุขภาพอนามัยก็เป็นในเรื่องของการจัดการอบรม ออกหน่วย เคลื่อนที่ในการบริการ แผนงาน ๒ ก็คือแผนงานส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและสร้างความ เข้มแข็งด้านองค์กรผู้สูงอายุและคนพิการก็อยู่ในลักษณะเดียวกันก็คือส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีการรวมกลุ่มเป็นชมรม แล้วก็มีภาคีเครือข่ายในการทํางานร่วมกัน มีการส่งเสริมการจัด ชมรมอะไรเป็นกรอบกว้างดังนี้ แผนงาน ๓ คือแผนงานส่งเสริมอาชีพหรือรายได้ของผู้สูงอายุและคนพิการก็จะจัดให้ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ และผู้ดูแลเข้าร่วมฝึกอาชีพและอบรมให้ความรู้ต่าง ๆ นะครับ แผนงานที่ ๔ คือ แผนงานด้านการบริหารจัดการระบบพัฒนาคุณภาพชีวิตก็เรื่องของการจัดทําข้อมูลผู้สูงอายุ เรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องของการจัดให้มีผู้อาสาสมัครแล้วก็จ่ายเบี้ยยังชีพ และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและคนพิการมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น นี่เป็นกรอบงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปดําเนินการตาม ๔ แผนงานหลักนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราย้อนไปดูอยากจะเรียนว่าขณะนี้ท้องถิ่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มี อํานาจหน้าที่ก็จะมีกฎหมายแรกที่อยากจะกล่าวถึงคือพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๐ ระบุไว้ว่า ให้มีการส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ อันนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของเทศบาล ส่วนในพระราชบัญญัติสภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ นะครับ แล้วก็ ในพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ นะครับ ประเด็นส่วนใหญ่ ก็เขียนไว้กว้าง ๆ ว่า ส่งเสริมและพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุแต่ถ้ามองก็จะเห็นว่า กฎหมายแต่ละประเภทได้ระบุหน้าที่เอาไว้โดยพาดพิงไปถึงผู้สูงอายุทุกฉบับนะครับ ต่อไปอยากจะเรียนว่า จากการที่ท้องถิ่นได้ไปดําเนินการแล้ว อย่างที่ผมเรียนแล้ว เป็นรูปธรรมก็คือเรื่องการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มครั้งแรกในปี ๒๕๕๒ เราจ่ายเบี้ยยังชีพโดยท้องถิ่นต่าง ๆ ใช้เงินงบประมาณไป ๒๑,๙๖๓ ล้านบาท แล้วก็เติบโตมาเรื่อย ๆ แต่ละปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จาก ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๑,๘๗๙ ล้านบาทในปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา นี่คือการจ่ายเบี้ยยังชีพในอัตรา ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทที่ท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการ ทีนี้ก็จะขออนุญาตกลับมาว่าเหตุและผลที่เรารายงานฉบับนี้และต้องการให้มีการดําเนินการ ปรับปรุงระเบียบหรือว่ากฎหมายลําดับรอง ก็คือระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่จะกําหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานในระดับพื้นที่และมีความรู้ความใกล้ชิด ความเข้าใจกับวิถีชีวิต โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในท้องถิ่นหรือในชุมชน นะครับ ก็มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไปดําเนินการในการช่วยเหลือหรือให้การดูแล ผู้สูงอายุในวิธีการต่าง ๆ ภายใต้หลักคิดและวิชาที่ได้รับทราบหรือได้รับความรู้มา แต่ปรากฏว่า จากการไปดําเนินการ ถ้าหากเป็นการดําเนินการในกรอบกว้าง เช่น การจัดงานวันผู้สูงอายุ หรือการจัดกิจกรรมในทางสังคมต่าง ๆ ก็ไม่มีข้อติดขัดอะไร แต่เวลาไปดําเนินการในลักษณะ ของการช่วยเหลือหรือดูแลผู้สูงอายุที่ประสบความเดือดร้อนก็มีการติดขัดเนื่องจาก ไม่มีข้อบังคับของท้องถิ่นกําหนดเอาไว้ว่าท้องถิ่นจะสามารถใช้เงินงบประมาณไป ในการดําเนินการอะไรได้บ้าง หน่วยงานท้องถิ่นไปดําเนินการแล้วก็ปรากฏว่า สํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินไปตรวจแล้วก็ยืนยันว่าท้องถิ่นนั้นจ่ายโดยไม่มีเกณฑ์หรือระเบียบ กําหนดเอาไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็เลยทําให้ท้องถิ่นต่าง ๆ ก็มีข้อโต้แย้งว่าจะทําดีหรือไม่ทํา เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มและมีการดําเนินการรวมทั้งอยากจะได้ สวัสดิการที่ท้องถิ่นมีความสามารถทางการเงินการคลัง พร้อมที่จะจ่ายได้แต่ไม่มีระเบียบ รองรับก็ไม่สามารถดําเนินการได้ นี่เป็นตัวอย่างเบื้องต้น แต่ว่าในทางปฏิบัตินั้นการดูแลหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุนั้นมีทั้งเรื่องของ การจะต้องจัดทําฐานข้อมูลของผู้สูงอายุ เรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ กําลังคนที่อยู่ ในท้องถิ่น เพื่อที่จะไปดําเนินการเหล่านี้มีข้อจํากัดในการใช้งบประมาณ จริงอยู่ท้องถิ่น สามารถตั้งงบประมาณอุดหนุนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไปทํางานเพื่อใช้เงินส่วนนั้น แต่ก็น่าจะไม่ตรงวัตถุประสงค์ว่าท้องถิ่นเองสามารถดําเนินการเรื่องนี้ได้ในขอบเขต ของกฎหมายที่บัญญัติให้เป็นอํานาจหน้าที่นะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าปัญหาก็คือท้องถิ่น มีข้อจํากัดและเป็นอุปสรรคเนื่องจากขาดระเบียบที่ชัดเจน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือผู้สูงอายุ เข้าถึงสิทธิบางประการไม่ได้ แล้วก็จากการศึกษาวิเคราะห์ได้มีการยกร่างกฎหมายลําดับรอง ก็คือระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถ ใช้งบประมาณเพื่อจัดสวัสดิการสําหรับผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นจากกระบวนการเวทีของการ สร้างความรู้ความเข้าใจก็มีความเห็นร่วมกันว่าสมควรที่จะปรับปรุงกฎหมายลําดับรอง และระเบียบแนวทางปฏิบัติ และกลไกการจัดการเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ในเวทีปฏิรูปยังได้พูดถึงกระบวนการว่าเราได้มีการรวบรวม ข้อมูลรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสีย แล้วก็นํามาวิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วก็เสนอแนวทางในการแก้ไข ทั้งนี้โดยมีการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่ว่าจะมีวิถีทางหรือแนวทางในการปฏิบัติอย่างไร ก็จึงได้ยกร่าง เป็นระเบียบและเป็นวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ประกอบกันนะครับ เพราะฉะนั้นในรายงานฉบับนี้ ก็ขออนุญาตเสนอร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ พ.ศ. .... แล้วก็ขอความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อเสนอ ส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการโดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการออกระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พ.ศ. .... รวมทั้ง ในรายละเอียดดังกล่าวได้มีแนวทางการดําเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วก็ กระบวนการในการชี้แจงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับทราบแนวทาง การดําเนินงานที่ถูกต้องต่อไป เจตนารมณ์ของร่างระเบียบดังกล่าวหลักการก็อยากจะเรียน ต่อท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์อันสําคัญก็คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครอง ดูแล ส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข บริการ ทางสังคมที่จําเป็นตามสิทธิที่กฎหมายและแผนงานต่าง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในแผนผู้สูงอายุ แห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ในปี ๒๕๖๔ แล้วก็สาระสําคัญของระเบียบ ผมขออนุญาตเรียนว่า ประการแรก จะกําหนดหลักเกณฑ์การดําเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวกับการ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ โดยระเบียบดังกล่าวเป็นอํานาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื้อหา ของระเบียบเป็นระเบียบที่วางแนวทางปฏิบัติที่มีฐานะในการที่จะเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระ ในการคิด การตัดสินใจ เลือกการดําเนินการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้สูงอายุ และเน้นนะครับ โดยคํานึงถึงฐานะการคลังของตน ระเบียบนี้ไม่ใช่เป็นระเบียบที่กําหนด เพื่อที่จะให้ท้องถิ่นต้องไปดําเนินการ แต่เป็นกรอบหลักเกณฑ์ที่ท้องถิ่นสามารถอ้างอิง เพื่อที่จะไปดําเนินการ ทั้งนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของฐานะการคลังขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นระเบียบที่กําหนดว่าท้องถิ่นต้องไปทําตามนี้ทุกแห่ง เพราะฉะนั้น ในเนื้อหาของระเบียบก็จะกําหนดเป็นส่วน ๆ นะครับ ทั้งเรื่องของชื่อระเบียบ นิยาม ผู้รักษาการ แล้วก็มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และอํานาจหน้าที่ ระบุถึงการจัดทําทะเบียนผู้สูงอายุ ระบุถึงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ทั้ง ๙ องค์ประกอบ ซึ่งก็จะปรากฏในสไลด์ (Slide) แผ่นใสนะครับว่า ๙ องค์ประกอบดังกล่าวนั้นก็คือ เรื่องของสุขภาพอนามัย เรื่องของการเข้าถึงบริการสังคม ของชุมชน เรื่องของการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ เรื่องของที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภคตามความจําเป็น เรื่องของการส่งเสริมการประกอบอาชีพ หรือฝึกอาชีพ เรื่องของการพัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม เรื่องของการ ให้ความเหลือทางกฎหมาย เรื่องของการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และเรื่องสุดท้ายเรื่องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ นี่ก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขออนุญาตนําเสนอเพื่อที่จะได้พิจารณาขอรับการสนับสนุน จากท่านทั้งหลายเพื่อโปรดพิจารณาว่า เราควรจะมีการปรับเรื่องของกฎระเบียบเพื่อให้ ท้องถิ่นซึ่งเขามีความประสงค์ที่จะไปดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ อันเป็นปัจจัยที่สําคัญของ สังคมด้วยเหตุที่เราเป็นสังคมผู้สูงอายุ ดังที่ได้เรียนแล้วนะครับ แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้น ต้องขอเรียนอยู่ ๒ ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่าน สปท. ทั้งหลายก็คือว่า การที่ท้องถิ่น ไปดําเนินการแล้วผิดกฎระเบียบด้วยเจตนาของท้องถิ่น แล้วก็มีข้อโต้แย้งว่าท้องถิ่นมีการ ทุจริต มีการใช้เงินไปโดยมิชอบอะไรพวกนี้ นั่นเป็นคนละเรื่องกับการที่เราออกกฎระเบียบ ออกกฎระเบียบนี้เพื่อที่จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์ว่าท้องถิ่นสามารถเลือกในการที่จะ ดูแล ทั้งนี้ที่สําคัญที่ผมขออนุญาตเรียนเน้นย้ําหลักเกณฑ์ของระเบียบก็คือ ไม่ได้ต้องการที่จะ ทําให้ท้องถิ่นทุกแห่งใช้เงินตามนี้ ใช้ตามเกณฑ์นี้ แต่เป็นหลักเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถอ้างอิง เพื่อจะสามารถดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนตามฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละองค์กร นั่นประการแรก

อีกประการหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า ขณะนี้ท้องถิ่นหลายแห่ง หลายที่ อยากจะไปส่งเสริม หรืออยากจะพัฒนากิจกรรมนี้ แต่ไม่สามารถจะดําเนินการได้ ก็ไปทํา ทางอ้อมก็คือไปจัดกิจกรรมในเชิงของจัดเวที จัดกิจกรรมส่งเสริม ซึ่งอาจจะไม่ตรง หรืออาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แล้วที่สําคัญก็คือภารกิจหรือกรอบงานดังที่ได้เรียนนี้ เป็นกิจกรรมที่รัฐบาลกลางหรือว่ากระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไม่ได้ดําเนินการแล้วก็ไม่มี งบประมาณในการไปดําเนินการในส่วนที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตดังกล่าวครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนโดยสรุปครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านกรรมาธิการมีท่านอื่นไหมคะ ชี้แจงแค่เพียง ๒ ท่านนะคะ ท่านประธาน กรรมาธิการมีท่านอื่นจะชี้แจงไหมคะ เชิญค่ะท่านประธาน

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการทุกท่าน ท่านสมาชิกสภา ผมขออนุญาตเน้นย้ํานิดเดียว นะครับว่า อาจจะมีความสงสัยนะครับ เพราะมันก็จะมีประเด็นอยู่เหมือนกันว่าจริง ๆ แล้ว มันมีความจําเป็นมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อก็มีหน่วยงานภาครัฐที่ทํางานทางด้านนี้อยู่แล้ว ทีนี้จากการวิเคราะห์คิดว่ามันมีประเด็นที่ทางด้านท่านวิเชียรก็ได้ชี้แจงไปแล้ว จัดออกมาอยู่ ๔ ประเด็น อยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อมูลสําหรับท่านสมาชิกในการวินิจฉัยนะครับ ก็คืออันแรก ก็คือว่าด้วยเรื่องของอํานาจหน้าที่ มีการพูดกล่าวกันค่อนข้างมากว่าเป็นอํานาจ หน้าที่โดยตรงหรือเปล่า อันนี้ก็ขอชี้แจงว่าโดยกรอบที่ท่านวิเชียรได้ชี้แจงก็คือว่า โดยกรอบใหญ่ โดยหลักการในเรื่องของการกระจายอํานาจได้กําหนดหลักการในการทํางานเอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ ขาดก็คือตัวรูปแบบหรือระเบียบในการที่จะนําไปปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณ ในการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นในเรื่องของอํานาจหน้าที่ คิดว่าตัวนี้ก็จะสอดคล้องนอกเหนือจาก ตัวเรื่องของการกระจายอํานาจแล้ว แม้แต่ตัว พ.ร.บ. ของผู้สูงอายุเอง ตัว พ.ร.บ. หลักเลย ในการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุก็ได้กําหนดในเรื่องของการรูปแบบถึง ๑๓ ประการ ที่ท่านได้ นําเสนอไปแล้วว่ามันจะมีการพัฒนาคุณภาพในด้านใดบ้าง ซึ่งก็ประสบปัญหาแบบเดียวกันครับ คือตัว พ.ร.บ. หลัก ได้กล่าวถึงในเฉพาะของตัวหลักการ แล้วก็ข้อควรปฏิบัติ แต่ว่าแนวทาง ปฏิบัติไม่ได้ถูกระบุ ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของตัวระเบียบหรือกฎหมายรอง ซึ่ง ณ ปัจจุบันไม่มี ก็เลยนํามาสู่ข้อเสนออันนี้ อันนั้นคือประเด็นแรกที่ทางด้านของงานวิชาการได้ทํามาในเรื่อง ของขอบเขตอํานาจหน้าที่

อันที่ ๒ มันก็จะมีประเด็นในเรื่องของความซ้ําซ้อนของงาน ทีนี้ขออนุญาต นําเสนออีกครั้งหนึ่งว่า ตัวระเบียบตัวนี้อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้นําเสนอมันเป็น การเปิดแพลตฟอร์ม (Platform) การทํางานมันเป็นการเปิดแพลตฟอร์ม (Platform) การบูรณาการ ในพื้นที่ ไม่ใช้งบที่ไปทํากิจกรรมโดยตรงนะครับ แต่ว่าเปิดพื้นที่แล้วก็สร้างระเบียบว่าสามารถ ที่จะได้นํางบมาสานเสริมกับกิจกรรมหลักที่แต่ละกระทรวงที่เป็นเจ้าภาพได้ดําเนินการอยู่แล้ว แต่ว่าอาจจะขาดตัวเชื่อมประสานหรือว่าความเพียงพอในพื้นที่ เพราะฉะนั้นตัวนี้จะเป็น ตัวเปิดแพลตฟอร์ม (Platform) การทํางานให้สามารถทํางานได้ตามระเบียบที่เบิกจ่ายได้ ตามจริงตามตรง เพราะฉะนั้นข้อที่ ๒ ในเรื่องของการซ้ําซ้อนก็อยากจะให้มองว่าเป็นการสานเสริม มากกว่า เป็นการสานเสริมการทํางานกับหน่วยงานหลักของกระทรวงที่ลงไปนะครับ

สําหรับข้อที่ ๓ ในเรื่องของความโปร่งใส อันนี้ท่านก็ได้ชี้แจงชัดเจนอีกเช่นกัน ว่ามันเป็นคนละเรื่อง คนละกระบวนการว่า ถ้าหากว่ามีการดําเนินการตรงนี้เปิดแพลตฟอร์ม (Platform) การทํางานตรงนี้ กระบวนการตรวจสอบ อย่างเช่น ณ ปัจจุบันจากข้อมูลที่มี เวลาที่ สตง. ไปตรวจสอบไม่ได้พบเรื่องของการทุจริตเป็นหลัก แต่พบว่ามันไม่มีระเบียบ รองรับมากกว่า เพราะฉะนั้นการออกระเบียบตัวนี้ก็จะช่วยเปิดช่องเปิดโอกาสตรงนั้นได้ สําหรับการตรวจสอบก็ยังคงมีตามขั้นตอนปกติต่อไป ซึ่งประชาชนในพื้นที่ก็จะมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบด้วยเช่นกัน เพราะว่าเวลาที่เขาจะนํางบประมาณของท้องถิ่นมาใช้มันก็ มีความจําเป็นจะต้องเข้าสู่เทศบัญญัติ มีความจําเป็นจะต้องเข้าสู่สภาของท้องถิ่นในการที่จะ กําหนดงบประมาณ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนการตรวจสอบในท้องถิ่นอีกเช่นกัน

สําหรับสุดท้ายก็คือในเรื่องของงบประมาณว่ามันจะเป็นภาระให้กับตัวท้องถิ่น ที่มีสภาพงบประมาณที่ไม่เพียงพอหรือเปล่า อันนี้ก็อย่างที่เรียนอีกเช่นกันว่ามันคือการเปิด พื้นที่ให้กับท้องถิ่นที่มีความพร้อมในการดําเนินการ แล้วต่อไปถ้าหากว่ามันมีความจําเป็น และเราเห็นประสิทธิภาพของการทํางานจริง ๆ ผมเชื่อว่าในส่วนกลางก็คงจะมีงบประมาณ ลงไปสนับสนุนเช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นใน ๔ ประเด็นในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ในเรื่อง ของความซ้ําซ้อน ในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องภาระทางด้านงบประมาณ ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่บริหารจัดการได้ แล้วก็เป็นสิ่งที่มีความจําเป็นจริง ๆ ถ้าเกิดว่าเรามีความเห็นว่า คําตอบสุดท้ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรมันอยู่ที่ท้องถิ่น ก็มีความจําเป็น ที่จะต้องเปิดช่องว่างพื้นที่ดําเนินการให้กับท้องถิ่นด้วยเช่นกัน ขออนุญาตนําเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เป็นอันว่าเราก็ได้รับฟังกรรมาธิการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิต และดูแลผู้สูงอายุแล้วนะคะ ดิฉันมีรายชื่อผู้ขออภิปรายอยู่เพียง ๓ ท่านนะคะ ท่านแรก ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านที่ ๒ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ท่านที่ ๓ ท่านนิกร จํานง กราบเรียนเชิญท่านแรกนะคะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เรียน ท่านกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานครับ เริ่มต้นผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาบรรจุระเบียบวาระนี้เพื่อให้เราพิจารณานะครับ ผมอยากกราบเรียนว่า ทําไมผมมีความสุข ข้อที่ ๑ ผมต้องเอาประโยชน์ใกล้ตัวคือผม ๖๙ แล้ว ก็เข้าข่าย ตามระเบียบผู้สูงอายุนะครับ และผมเชื่อว่ากรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนนะครับสิริอายุรวมกัน ก็ใกล้ ๆ ๑,๐๐๐ ปีกระมัง เพราะแต่ละคนผมดูแล้ว ๖๐ อัป (Up) ทั้งนั้น อัป (Up) เท่าไร ผมไม่รู้เพราะฉะนั้นท่านก็คิดตรงใจผม และผมอยากกราบเรียนว่าผมอ่านแล้วอ่านอีก อย่างไรก็ตาม อ่านแล้วน้ําตาไหลเพราะว่าท่านพูดถึงผู้สูงอายุว่าปีนั้นปีนี้มีเท่าไร สุดท้าย เอามาอีกนะครับว่ามันจะเป็นภาระปัญหาของประเทศถ้าเราไม่ช่วยดูผู้สูงอายุนะครับ อันนี้ก็ ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่า ร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พ.ศ. .... ตามระเบียบวาระที่ ๓.๒ นะครับ ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกับมีแผนที่หรือโรดแมป (Road map) ว่า อปท. ทั้งหลาย มีหลายแบบนะครับ มีตั้งแต่พัทยา กรุงเทพมหานคร แล้วก็ อบต. อบต. อบจ. นี้ก็รวย ไม่เหมือนกัน อบต. บาง อบต. นะครับ แถวสมุทรสาครมีรายได้ปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แต่ อบต. บางแห่งที่อยู่ขอบชายประเทศหรืออยู่ที่ชนบทมีไม่กี่สิบล้านเลย สิบกว่าล้านนะครับ ถ้าเรามีระเบียบอย่างนี้ไว้มันก็จะทําให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีอยู่กระจัดกระจายทั่วไปได้อย่างดี อย่างไรก็ตามผมยังคิดว่าบุญกุศลที่ท่านกรรมาธิการได้ทําเรื่องนี้ รวมทั้งท่านสมาชิก สปท. ที่จะสนับสนุน นี่ผมไม่ได้หาเสียงให้นะครับ สนับสนุนร่างระเบียบนี้ ท่านจะมีความสุข ในอนาคต และผมเชื่อเลยว่าเฉพาะกรรมาธิการนี้ผมดูหน้าตาท่านแล้วโหงวเฮ้งดีมาก ท่านต้องไปอยู่ร้อยเอ็ดแน่นอน แน่นอน ผมยืนยัน ท่านต้องไปอยู่ร้อยเอ็ดนะครับ ถ้าไม่อยู่ ร้อยเอ็ดท่านมาเอาอะไรผมเลย เพราะท่านจะต้องดูแล เมื่อท่านคิดดูแลคนอื่นแล้ว ท่านก็ต้องดูแลตัวเอง ท่านก็จะได้บุญกุศล สุขภาพแข็งแรง แน่นอนท่านต้องอายุร้อยเอ็ด กว่าจะไปถึงเชิงตะกอน ท่านต้องไปอยู่ร้อยเอ็ดนะครับ ผมก็ขอให้ท่านไปอยู่ร้อยเอ็ดกัน ทุกคนนะครับ เราส่วนใหญ่นะครับ ต้องใช้คําว่า ส่วนใหญ่ ในสมาชิก สปท. และประเทศไทย ก็นับถือศาสนาพุทธ เวลาขึ้นบ้านใหม่ทําบุญที่เป็นมงคล ท่านไปดูเลยเวลาพระท่านสวด ปริตรนะครับ สูงสุดพระปริตรที่สวดเต็มเลย ๔๓ นาที เดี๋ยวผมเปิดจากมือถือยูทูบ (Youtube) ให้ท่านฟังก็ได้ นําสวดโดยสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สิ้นไปแล้ว นําสวด ผมฟังนะครับ ในพระปริตรจะมีบทหนึ่งเรียกว่ามงคลสูตร มงคลสูตรนี่นะครับท่านดูได้เลยว่า ทันทีที่ขึ้น อะเสวะนา จะ พาลานัง ปุ๊บนี่ เจ้าหน้าที่จะมาเชิญประธานไปจุดธูปและเทียน ในนั้นจะเขียนไว้ว่าให้เลือกที่อยู่ให้ดีร้อยแปดจิปาถะ แต่ในนั้นก็จะมีมงคล ๓๘ ประการ มงคล ๓๘ ประการนี้นะครับเป็นหลักของการดําเนินชีวิตของมนุษย์ มงคล ๑ ใน ๓๘ ประการ เรียกว่ามงคลข้อที่ ๒๕ เรียกว่าใครก็ตามที่มีความกตัญญูกตเวที ผู้นั้นย่อมเจริญ ไปไหนก็มีแต่คนนับถือ กราบไหว้ และผมเชื่อว่าท่านสมาชิก สปท. ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐสภามีมงคลข้อนี้ มิฉะนั้นท่านมานั่งที่ตรงนี้ไม่ได้ มีความกตัญญูกตเวที พระคุ้มครองนะครับ มงคลข้อนี้นะครับมันก็ตรงกับท่านกําลังจะทําอะไร ทําเรื่องของ ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่บ้านท่านคือคุณพ่อคุณแม่ใช่ไหมครับ ท่านมีความกตัญญูต่อคุณพ่อ คุณแม่ แต่จริง ๆ มงคล ๓๘ ประการนี้นะครับมันเลยไปอีกนะครับ แต่ว่าไม่ใช่ผู้สูงอายุ ผมอ่านให้ท่านฟังอีกนิดก็ได้ ข้อ ๑๑ เขาบอกต้องบํารุงบิดามารดา ไม่ใช่ความกตัญญู อย่างเดียวนะครับ ข้อ ๑๑ ของมงคล ๓๘ ประการ ข้อ ๑๑ คือการบํารุงบิดามารดา ใครที่ ไม่ดูแลพ่อแม่ เจริญยาก เจริญลําบาก และผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายดูแลอยู่ และถ้าจะดูแลบุตร และภรรยา ข้อ ๑๓ ด้วยก็จะยิ่งดี อยู่ในมงคล ๓๘ ประการนะครับ แต่ผมไม่นําเสนอหมด เพราะว่าอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักนะครับ

ทีนี้เรื่องทั้งหมดนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ สัก ๒-๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ หมวดที่ ๒ เขียนไว้ว่าจะต้องจัดทําทะเบียนผู้สูงอายุในข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ผมเห็นด้วย เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การทําทะเบียนจะทําให้รู้ว่าผู้สูงอายุ อยู่ที่ไหน อย่างไร แต่ว่าผมอยากกราบเรียนว่าผมมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่ผมอยู่กระทรวง แรงงานนะครับผมก็ดูแลผู้สูงอายุ เมื่อก่อนนี้กรมประชาสงเคราะห์อยู่กับกระทรวงแรงงาน แล้วก็แยกไปเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เมื่อปี ๒๕๔๕ ครั้งหนึ่ง ผมไปพบท่านผู้ว่าฯ สุดจิต นิมิตกุล ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เดี๋ยวนี้ท่านเกษียณไปแล้ว เป็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคนเคารพนบนอบมาก ผมก็ดูแลผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็ ไปหาท่านบอกว่าท่านครับ คนพิการกับผู้สูงอายุอยู่ที่ไหนบ้างท่านรู้ไหมครับ เราไปเรียก ประชาสงเคราะห์มา ไม่รู้ครับ ต้องไปเปิดกันยุ่งไปหมดเลยครับ ผมบอกท่านทําไมไม่ใช้ จีพีเอส (GPS) ล่ะ ใส่ทะเบียนเลยนะครับ ว่านายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อายุ ๖๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๗๙ วัฒนานิเวศน์ อะไรอย่างนี้นะครับ ไปถึงหน้าบ้านแล้วไปกดจีพีเอส (GPS) ไว้ ไปกดจีพีเอส (GPS) ปุ๊บก็จะรู้เลยว่าละติจูดเท่าไร ลองติจูดเท่าไร ต่อไปก็จะรู้เลยว่านายสุรินทร์อยู่ตรงนี้ คุณลุง ก คุณตา ข อยู่ตรงไหน ปัจจุบันนี้ถ้าใส่จีพีเอส (GPS) ไป มันสามารถจะรู้เลยว่านายสุรินทร์ถือบัตรประชาชน ใส่เข้าไปอีกนิดหนึ่งที่เป็นสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ว่าผมเดินไปอยู่ที่ไหนจะรู้เลยว่า ติดตามไปเลยว่าผู้สูงอายุไปหกล้มตรงไหนหรือเกิดเหตุเภทภัยอะไร เราจะดูแลผู้สูงอายุ ได้อย่างเป็นกอบเป็นกํา ผมก็อยากบอกว่าอยากจะเรียนท่านว่าอยากให้ท่านลองเพิ่มเติม หรือคิดเรื่องสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ที่อย่างไรก็มีอยู่ว่าผู้สูงอายุ บัตรผมนี่นะครับ บัตรประชาชน พออายุเลย ๖๕ ปี เขาจะเขียนว่าตลอดชีพอยู่แล้ว ท่านใส่เข้าไปอีกสิว่า อยู่ตรงไหนกดแว๊บ ๆ นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์

เรื่องต่อไปผมอยากจะกราบเรียนว่าท่านเขียนไว้ในนี้อีกเหมือนกันว่าจะต้อง ดูแลผู้สูงอายุ ๙ ข้อใหญ่ ๆ อีกข้อหนึ่งผมอยากให้ท่านใส่ไปว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงเสมอ ท่านเห็นชอบวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็ว ท่านใส่ไป อีกสักข้อหนึ่งได้ไหมว่า และเรื่องอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเห็นสมควร เพื่อให้มันอ่อนตัว เพราะมิฉะนั้นพอมันมีเรื่องใหม่ขึ้นมาท่านต้องแก้ระเบียบ แล้วต่อไปไม่มี สปท. ไม่มีรัฐบาล ที่ดี ๆ อย่างท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านจะทําอะไรได้เร็ว จะออกระเบียบทีหนึ่ง ๓ ปี คนแก่ตายไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ คน ขออภัยผู้สูงอายุนะครับท่านใส่ไปอีกสักข้อหนึ่งได้ไหม เป็นข้อที่ ๑๐ ว่า และเรื่องอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเห็นสมควร เพราะกรรมการอันนี้ก็ไม่ใช่เล็ก ๆ ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานอยู่แล้ว นอกจากนั้นแล้วท่านยังเขียนไปว่าผู้สูงอายุ ท่านจะต้องดูแลห้องนงห้องน้ําร้อยแปดจิปาถะแต่ผมไม่เห็นท่านเขียนเลย ผมเห็นผู้ใหญ่ที่เรา เคารพนบนอบ และที่ไม่รู้จักนี่เยอะ พอล้มในห้องน้ํานี่เดี้ยงทุกรายถึงตาย ในห้องน้ํานี่ สมัยผมอยู่กรมประชาสงเคราะห์ไปดูเสมอว่ามีราวไหม มีราวผู้สูงอายุไหม ตรงที่นั่งส้วม จะนั่งยองไม่ได้นะครับผู้สูงอายุ ต้องนั่งราบ มีที่โหนไหมเวลาเกิดเป็นลมขึ้นมา ประทานโทษ นะครับ เวลาผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงพอเบ่งปุ๊บมันฟุบเลย พอมันฟุบทําอย่างไร เขาต้องเกาะได้ครับ ไม่เช่นนั้นหัวมันโขก ที่อาบน้ํามีไหมที่เกาะสําหรับผู้สูงอายุ ผมมองแล้ว ไม่เห็นมีเขียนนะครับ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่เจอ ถ้าเจอว่าอยู่ตรงไหนผมก็ขออภัย แต่ว่า ผมอยากจะให้ท่านเพิ่มไปสักนิดหนึ่งนะครับ แล้วผมอยากกราบเรียนว่าผู้สูงอายุท่านไม่ได้หวัง ที่จะได้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๘๐๐-๙๐๐ ถ้าอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปให้ ๑,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าเงินใคร ก็ต้องการแม้แต่ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท แต่สิ่งที่จะทําให้ผู้สูงอายุมีคุณค่า ผมอยากกราบเรียน ไปว่าใครก็ตามที่เดินทางไปที่ญี่ปุ่นแล้วท่านจะเห็นว่าบนชานชาลารถไฟ รถไฟฟ้า หรือรถสาธารณะ ดูแลความสะอาด ดูแลถุงต่าง ๆ ที่แยกขยะ ผู้สูงอายุทั้งนั้น เขาไม่เคยรังเกียจเลยว่างานอย่างนี้ ต่ําต้อย ลูกเต้าเขาอาจจะเป็นนายร้อย นายพัน หรือเป็นนักธุรกิจ การเมืองอะไรร้อยแปด จิปาถะที่ร่ํารวย แต่เขาพึ่งตัวเอง เขามีเกียรติ ตามสวนสาธารณะก็มีผู้สูงอายุคอยแนะนํา ตรงโน้นได้ ตรงนี้ไม่ได้ ห้องน้ําอยู่ตรงไหนนะครับ ผมคิดว่าอย่างนี้ควรจะให้ผู้สูงอายุทําได้ ถ้าท่านไม่รังเกียจ ผมเองกราบเรียนว่าน่าจะต้องหารายได้ให้ผู้สูงอายุอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อท่านใช้ อปท. อปท. มีตั้งแต่ อบต. เทศบาล และเมืองต่าง ๆ ให้ อปท. ไปดูแลสิว่าจะทํา อย่างไรถึงจะให้ผู้สูงอายุมีรายได้บ้างตามสมควรแก่เหตุ เช่นทําโอทอป (OTOP) ทําร้อยแปด จิปาถะ หรือไม่ต้องอะไรวัดวาอารามเรามีเยอะแยะ ต้องใช้คําว่าขอประทานโทษ บางวัด สกปรกสุด ๆ แต่บางวัดก็สะอาดสุด ๆ มีห้องแอร์ (Air Condition) ด้วยซ้ํา ห้องน้ํา เช่น วัดธาตุทอง วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดโสมนัสราชวรวิหาร อย่างนี้มีห้องน้ําหลายวัด เปิด แต่สกปรก ถามว่าพอสกปรกมาก็สกปรกไป ถ้าเราให้เงินผู้สูงอายุที่มาทํากิจกรรมที่วัดนี่สักวันละร้อย ๒๐๐ นะครับ เงินวัดมีเยอะแยะ ผู้สูงอายุก็จะได้มีเกียรติ แล้วก็ทําความสะอาดดูแล นี่นะอย่างทิ้งตรงนั้นตรงนี้ ดูแลเฝ้าวัด ยิ่งวัดใหญ่ ๆ ที่มีเขาเรียกว่า ชาวต่างประเทศเข้ามาใช้บริการเยอะ ๆ ร้อยแปดจิปาถะนี่ ชาวต่างประเทศเขาไม่รู้ว่าจะเอาธูปเทียนอะไร อย่างไร ให้ผู้สูงอายุท่านดูแลบ้างก็ได้ และอย่าไปคิดว่าผู้สูงอายุทั้งหมดจะพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ บางคนบางท่านพูด ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าผมร้อยเท่าพันทวี ถ้าหางานให้ผู้สูงอายุทําเป็นเรื่องเป็นราวทั่วประเทศ ผมคิดว่าจะทําให้ผู้สูงอายุนี่มีเกียรติ ท่านประธานครับ มนุษย์นี่เกิดมาต้องการอยู่อย่าง มีความสุขนะ เริ่มต้นก่อนเลย มีอาหาร มีที่อยู่อาศัยปัจจัย ๔ หลังจากมีความสุขแล้วเขา ต้องการอย่างมีเกียรติไม่ใช่ได้เงินมาเหมือนขอทาน ไม่มีใครอยากได้หรอกครับ นอกจาก มีเกียรติแล้วต้องมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ ผู้สูงอายุก็เหมือนกันทันทีที่อายุ ๖๐ ปี จะไปทําอะไรดี ต้องบอกกับท่านตั้งแต่อายุ ๕๙ ปีเลยว่าท่านทําอย่างนี้ไหม ถ้าไม่มีอย่างนี้ ไปทําอย่างนี้ ร้อยแปดจิปาถะที่จะให้ท่านทําได้ กวาดลานวัดก็ได้ ร้อยแปดจิปาถะ แล้วถ้าเอา ผู้สูงอายุไปกวาดลานวัดนี่จะทําให้พระและเณรในวัดนั้นขยันขึ้นด้วยนะ ช่วยผู้สูงอายุ กวาดลานวัด วัดก็จะได้สะอาดนะครับ

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการ ผู้ทรงเกียรติด้วยความเคารพว่า ขอให้ท่านดูเลยไปนิดหนึ่งว่าจะทําอย่างไรเราถึงจะเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกันได้ อบต. ที่มีเงินน้อยยอบแยบแค่จะดูแลเรื่องสําคัญ ๆ นี่นะครับ ยังแย่เลย ท่านทําอย่างไร อบต. ประเภท ๔ ถ้าจําไม่ผิดที่รายได้ต่ําด้อยมากเลยนะครับ อบต. ที่ต่ําต้อย ไม่ได้หมายถึงว่าอยู่ชายขอบประเทศนะครับ ในภาคกลางนี้ก็มี เพราะว่า ๑. ไม่มีโรงงาน อุตสาหกรรม ไม่มีโรงสี ไม่มีโรงเลื่อย ไม่มีโรงน้ําหวาน น้ําชา ไม่มีทุกอย่าง แล้วทุกคนก็เป็น เกษตรกรหมด รายได้ก็น้อยมากท่าน น่าเวทนามากเลยครับ แถวบ้านผมแถวใกล้ ๆ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็มี อบต. ประเภทนี้เยอะมาก แถวพัฒนานิคมนี่ก็มี อบต. ประเภทนี้ ท่านจะทําอย่างไรถ้าเป็นไปได้ไหมว่าจะมีอะไรเป็นกองทุนโดยกระทรวงมหาดไทยตั้งว่า อบต. พี่ช่วยดู อบต. น้องหน่อย เหมือนกับเราพยายามจะทําเมืองพี่เมืองน้องกับต่างประเทศ อะไร เอาเฉพาะในประเทศไทยเสียก่อนว่า อบต. แถว ๆ สมุทรปราการ พระประแดง อะไรแถวนี้มีรายได้เป็นร้อย ๆ ล้านบาท ปีหนึ่งหลายร้อยล้านบาท ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ ไหนหมด ก็ไปดูแล อบต. เล็ก ๆ ถ้ายังไม่ตั้งกองทุน ถ้าเราเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขอย่างนี้ผมคิดว่า อบต. ใหญ่เขาก็จะมีความรู้สึกว่าเราแบ่งปันให้กับเพื่อน อบต. เล็ก ๆ อบต. เล็ก ๆ ก็จะได้ เจริญทัดเทียมแล้วก็ต้องถือว่า อบต. ใหญ่ ๆ นี่ตั้งแต่นายกหรือประธาน อบต. ไปถึงปลัด ก็แล้วแต่ท่านประธาน ทําบุญนะครับ ให้กับผู้สูงอายุ อาจจะเอาเฉพาะกิจกรรมนี้ก่อนก็ได้ และตั้งเป็นกองทุนหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่ท่านกรรมาธิการจะกรุณาช่วยคิดก็แล้วกัน ผมยังคิดไม่ออกนะครับ ที่ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพ ทั้งหมดนี้ผมมั่นใจว่าผู้ที่นั่งอยู่ ในที่ประชุมนี้ ในสภาแห่งนี้ทุกท่าน วันหนึ่งถ้าท่านดูแลสุขภาพให้ดี ออกกําลังกายให้ดี วันหนึ่งถ้าท่านต้องเป็นสูงอายุแน่นอน แน่นอนต้องเป็นผู้สูงอายุ ท่านจะเป็นผู้สูงอายุ ที่มีคุณภาพไหมก็ขึ้นอยู่กรรมาธิการข้างบนนั้นที่จะช่วยคิด ช่วยทํา ช่วยตกแต่งให้มันปฏิบัติ ได้จริง แล้วก็เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข แล้วก็ได้กุศลแบบไม่ใช่ทําบุญ ทําบุญแบบเขา เรียกว่าไปเรี่ยไร ทําบุญเหมือนขอทาน ต้องทําบุญด้วยความรู้สึกว่าเขาอยากจะทํา เขาทําแล้วเขาผู้สูงอายุหมู่บ้านนี้ ถ้าสมมุติว่าผมอยู่แถว ๆ อบต. ที่รวยแถว ๆ กรุงเทพฯ และปริมณฑลนี้ยกโขยงไปช่วย อบต. นี้ดูแล แล้ว อบต. นี้โอ้โฮผู้สูงอายุหน้าตาเหี่ยวแล้วก็ ดูแลหลาน เพราะเนื่องจากลูกไปทํางานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปแต่ละปีนี้โอ้โฮสดใส แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย สุดท้ายของสุดท้ายผู้สูงอายุนี่ครับ ผู้สูงอายุนอกจากไม่มีรายได้หรือ รายได้น้อยแล้วนี่ โรคภัยไข้เจ็บตามมา อันนี้ผมต้องขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข เพราะผม ไปใช้บริการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประจํา เช่น โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันโรคผิวหนัง เพราะว่าพอแก่แล้วหนังมันเหี่ยว ผมนะ ไม่ได้ว่าคนอื่น มันเริ่มตกสะเก็ด มันคันอะไรอย่างนี้ ผมก็ไปสถาบันโรคผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนังเขามีบัตร กดเลย เหมือนไปธนาคาร เขาก็บอก เลยวันหนึ่งเช้าเขารับได้ ๑๕๐ ราย เราไปกด เขาจะเขียนไว้เลยว่าผู้สูงอายุ ๖๐-๖๕ ให้มา เข้าช่องนี้ มีหมอเฉพาะช่อง ถ้า ๖๕ อย่าง ๖๙ ผมนี่เข้าอีกช่องหนึ่ง ผมไปกดบัตรอย่างนี้ เมื่อ ๗ โมง แล้วผมก็ไปทํางาน แล้วก็กลับมาตอน ๙ โมงครึ่ง ๑๐ โมง ผมได้เข้าเลย เขามี ช่องสําหรับผู้สูงอายุเลย แต่ผมไม่ทราบว่าทั้งประเทศไหมนะ แต่ที่ ๒ แห่งนี่ผมไปดู เขามีช่อง สําหรับผู้สูงอายุ ผมหน้าตายังไม่แก่ เข้าไปเขาก็งง ยื่นบัตรประชาชนเป็นผู้สูงอายุ แต่ผมบอก ผมสูงอายุแล้วครับ ๖๙ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการ ว่า ท่านลองคุยกับกระทรวงสาธารณสุขดูว่า ถ้าทําตรงนี้เสียก่อนเป็นรูปธรรม แล้วไม่ต้อง ลงทุนอย่างที่ท่านทําระเบียบมาเลยว่าโรงพยาบาลทุกแห่งที่เป็นของรัฐ กรุณาขอความเมตตา ให้มีช่องผู้สูงอายุ แล้วก็เขียนไว้เลยว่าช่องนี้สําหรับคน ๖๐ อัป (Up) ถึง ๖๕ ยังแก่ไม่มาก ที่แก่มาก ๖๕-๗๐ อย่างผมนี่อีกช่องหนึ่ง ถ้า ๗๐ ไปแล้วต้องอีกช่องหนึ่งก็ยิ่งดี คือมันเดิน จะไม่ไหวแล้วต้องหาคนไปประคองอะไรอย่างนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมห่วงใยคุณภาพชีวิตของท่าน สปท. และประชาชน คนทั้งประเทศ และรวมทั้งตัวผมด้วย และคิดว่าการที่ผมอภิปรายอย่างนี้อานิสงส์จะทําให้ผม ๑. ไม่เจ็บไม่ป่วย รวมทั้งท่านด้วย ที่จะโหวต (Vote) ให้ผ่านร่างระเบียบนี้ ผมกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และทั้งเพื่อน สปท. ด้วยความเคารพอีกครั้งครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ขณะนี้มีผู้ขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๔ ท่าน คือท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา และ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ก็เป็นอันว่าเรามีอีก ๖ ท่าน อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ ๑ ชั่วโมงจากนี้ค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ และอดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เรียนเชิญค่ะ

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นผมขอสนับสนุนเรื่องการแบ่งมอบภารกิจและหน้าที่ ที่เหมาะสมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหน่วยงานหลักที่ได้รับผิดชอบโดยตรง ก็จะต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเพื่อแนะนําส่งเสริมการทํางาน การกําหนดมาตรฐานและควบคุม กํากับการทํางานให้ได้มีมาตรฐาน เช่น งานของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นงานอยู่นอก โรงพยาบาล หรือเป็นงานที่ไม่ใช่งานด้านเวชกรรม ควรจะแบ่งมอบหน้าที่ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้เข้ามาช่วย ได้รับผิดชอบ สําหรับงานทางด้านเวชกรรมก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ ของโรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข ผมขอยกตัวอย่าง เช่น งานปฏิบัติการช่วยฉุกเฉิน จากการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่มีขั้นตอนตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การจัดหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ ในที่เกิดเหตุ และจัดรถพยาบาลที่เหมาะสมนํามาส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ สมควรที่จะแบ่งมอบหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามาช่วย โดยกระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมการทํางาน กําหนดมาตรฐานและกํากับการทํางานให้ได้มาตรฐาน ปัจจุบันทั่วประเทศ มีเพียง ๓ จังหวัดเท่านั้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยรับภารกิจหน้าที่นี้ ทั้งนี้เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองอาจจะถนัดหรือชอบที่จะทํางานเกี่ยวกับ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสาธารณะ และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือความลังเล แล้วก็ไม่แน่ใจที่จะเข้ามารับหน้าที่นี้ได้หรือไม่ จากกฎหมายแม่บทบัญญัตินะครับที่กําหนด อํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ไว้กว้างมาก ผมจึงขอสนับสนุนเรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการ รับมอบหน้าที่ที่เหมาะสมเหล่านี้ แล้วก็ผมเห็นว่าผู้สูงอายุมีโอกาสเจ็บป่วยฉุกเฉินจาก โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจในอัตราที่สูงมาก จึงขอให้พิจารณาสนับสนุน ในร่างระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่บริหาร จัดการระบบการช่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ผมขออภิปรายให้ความเห็นเรื่องการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ ที่เสนอ ขึ้นมาของคณะกรรมาธิการครับ

ประเด็นแรก ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ถือว่าเป็นข้อเสนอในการพัฒนาที่ดี มีความจําเป็นเป็นอย่างมาก เพราะว่าเราเองเป็นสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงอายุ ในประเทศอื่น ผมไปดูงานในหลายประเทศ ทางสแกนดิเนเวีย ส่วนโน้นเขาเก็บภาษีสํารองไว้เยอะ เพราะฉะนั้นสวัสดิการสําหรับผู้สูงอายุค่อนข้างจะดีมาก คือเขาเก็บไว้ก่อน เป็นสังคมที่รวย แล้ว ของเราบังเอิญเรากําลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในขณะที่ประเทศเราจะว่ายังจนอยู่ก็ได้ เงินสํารองก็ไม่มี ภาวะปัจจุบันเศรษฐกิจมีปัญหาเป็นอย่างมาก ดังนั้นก็เป็นความจําเป็น อยู่เองที่จะต้องเข้าไปดูแล เรามีปัญหา ๒ อย่าง คือสังคมเรายังจนอยู่ ปัญหาต่อมาก็คือ ในประเทศเหล่านั้น ในประเทศที่มีการพัฒนาเรื่องนี้สูง การปกครองท้องถิ่นของเขาแข็งแรง มาก เมืองของเขา อย่างรถเมล์ของเรามีการเถียงกันอยู่ว่าทําไมรถเมล์ถึงไม่ได้กําไร รถเมล์ ในบางประเทศ ในบางเมืองเป็นเรื่องของท้องถิ่นที่จะบริการประชาชนฟรี เพราะฉะนั้น เรื่องการที่จะได้กําไรไม่มี เพราะเป็น พับบลิค เซอร์วิส ออฟ รีเลชัน (Public Service of Relation) เป็นการส่งเสริมโดยรัฐ เขาดูแลกันได้ ของเราเองท้องถิ่นมีปัญหายังมากอยู่ แล้วก็ ตามที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายแล้วเมื่อกี้นี้ว่าบางแห่งก็พอจะอยู่ได้ แต่บางแห่งดูแล ตัวเองยังไม่ได้เลย ภาษีก็ได้น้อย แล้วความสามารถในการกระจายภาษีลงไปจะลําบากมาก ก็ยังได้ไม่ครบ คือเขาไม่พอใช้ ฉะนั้นพอผู้สูงอายุในท้องถิ่นดูแลโดยฝ่ายปกครองที่อยู่นี้ ก็คือ อบต. ก็ดี เทศบาลก็ดี จะดูแลได้ไม่เต็มที่ แล้วปรากฏว่าช่วงหลังมีปัญหาอีก พอลงไปดูแล้ว วิธีการดูแลในการใช้จ่ายเงิน มีไม่ค่อยพออยู่แล้ว แต่พอไปจ่ายจะถูกทักท้วงว่าผิดระเบียบบ้าง อะไรบ้าง ก็เลยกลายเป็นเท่ากับว่าทําคุณบูชาโทษ กําลังจะเจอกับคุก เจอกับตารางได้ เขามี ปัญหากันมาก ดังนั้นการที่มีการเสนอให้มีการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับให้ชัดเจนขึ้นมา ผมถือว่าเป็นคุณูปการที่สําคัญ เพราะว่าท้องถิ่นเองซึ่งลําบากอยู่แล้วจะได้ดําเนินการ ของเขาได้ ผมเองเนื่องจากว่าอาจจะมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่แน่ใจ ผมได้โทรไป ปรึกษาเรื่องนี้เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ผมโทรไปหารือ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านอดีตอธิบดีสมพร ใช้บางยาง เพราะว่าท่านคร่ําหวอดกับ เรื่องนี้และมีความเข้าใจ ผมก็สนิทกับท่านอยู่ ก็คุยกับท่านว่าเรื่องนี้ท่านจะมีความเห็น อย่างไร ท่านก็บอก เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เรื่องนี้ เพราะว่าควรจะมี แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า เป็นข้อจํากัดของท้องถิ่นในการใช้ แต่ท่านเตือนหรือติงมาอย่างหนึ่งว่า เราอย่าส่งไปแต่งาน ส่งเงินไปให้เขาด้วยนี่พูดจากผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เขาย่อมรู้ ปัญหาตรงนี้มากอยู่แล้ว คือถ้าเราส่งงานไปมาก ๆ ท้องถิ่นเขาแบกตัวเองไม่ค่อยไหวอยู่แล้ว บางแห่ง เพราะว่าไม่เหมือนกันนะครับ ท้องถิ่นที่อยู่ได้ ก็อยู่ได้ไป ซึ่งมีไม่กี่แห่ง แต่ท้องถิ่น ที่อยู่ไม่ได้มีเป็นจํานวนมากนี้ ระเบียบตรงนี้เป็นสิ่งที่ช่วยเขาได้อยู่ แต่ถ้าหากว่าจํานวนเงิน หรือเม็ดเงินงบประมาณที่ลงไป ไม่มี อย่างมากก็ได้แต่จ่าย ๖๐๐ บาท ทําอย่างอื่นไม่ได้ ส่วนอื่นที่จะมีปัญหาก็ไม่ต้องไปคิดทํานะครับ จะเป็นปัญหา ผมโทรไปคุยกับนายกเทศมนตรี ที่เป็นเพื่อน ๆ ทุกคนก็เห็นด้วย แล้วก็เทศบาลนี่เขาสงสาร อบต. เขาบอกว่า ทางของเรานี้ ยังไม่มีปัญหาเท่าไร เพราะว่าเรามีเงินสํารองอยู่บ้าง ส่วนที่ใช้มาก ๆ ก็คือ เรื่องการดูแล ส่งเสริมสุขภาพ ส่วนนี้เองเราต้องไปจ่ายเงินถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเอาเงินจาก สปสช. มาได้ ใช่ไหม มันเป็นกฎระเบียบอย่างนั้นอยู่ สําหรับ อบต. หรือในส่วนที่ว่าเป็นท้องถิ่น ขนาดเล็กที่ไม่มีเงินตรงนี้ ไม่มีเงินไปจ่ายให้เขาส่วนหนึ่ง ก็ไม่สามารถจะเอาทุนตรงนี้มาใช้ได้ ซึ่งก็เป็นปัญหาเท่ากับว่าเรื่องนี้มีอยู่แต่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจริงได้ มันเป็นปัญหาตรงนั้นอยู่ นะครับ แล้วผมก็ได้โทรไปถามเพื่อน ๆ ที่เป็น เล็ก ๆ อยู่ใน อบต. เขาก็บอกว่าที่ทําได้ก็คือ เงินที่จ่ายผู้สูงอายุ เดิมมีปัญหาเยอะ เพราะว่าเราจ่ายไม่ครบต่อหัว เรามาคัดจ่ายกัน เราจ่าย ได้สักประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ การคัดในหมู่บ้าน หรือในตําบลลําบากมาก พอเลือกตรงนี้ ที่เหลือก็คือรอให้ตายก่อน แล้วก็เพื่อจะได้เข้าไปครอบเงินตรงนั้นแทน เดิม แต่ปัจจุบันนี้ เราจ่ายเขาครบ ซึ่งเงินตรงนี้ดูเหมือนว่าจะน้อย ๕๐๐-๖๐๐ บาท แต่จริง ๆ แล้วโดยรวมก็คือว่า อย่างน้อยก็สามารถเอาเงินให้หลานได้ มันเป็นความรู้สึกบางอย่างของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็น ประโยชน์อยู่ ดังนั้นผมสนับสนุนนะครับ เกี่ยวกับเรื่องระเบียบตรงนี้ แต่ผมมีความเห็นที่จะ เพิ่มเติม เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ ผมมีความเห็นว่า เรื่องนี้ที่ท่านทํามานี้เป็นการ พัฒนากฎระเบียบโดยถูกต้องแล้ว แต่ว่าถ้าเราลองมาคิดดูว่า ถ้าเราจะปฏิรูปสักนิดหนึ่งจะดีไหม ผมเสนอความเห็นนะครับ ผมมองว่าถ้าเราจะมีการปฏิรูป ซึ่งท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้ว เมื่อกี้นี้ว่าจะต้องมีการใช้ลักษณะของบูรณาการ เห็นด้วยมาก ผมขอเสนอเป็นการปฏิรูป ๒ ระดับ คือ กฎระเบียบนี้ดําเนินการเลย จําเป็นมาก เพราะเขารออยู่ แต่เขากลัว สตง. มากขณะนี้ คือไปจิ้มเขาจนเขาไม่กล้าจะทําอะไรแล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ ทาง สตง. เอง ก็เป็นหน้าที่นะครับ พูดถึงตรวจเงินแผ่นดิน แต่ว่าทางโน่นเขาก็ไม่รู้ อะไรถูก อะไรผิด ตรงนี้จะช่วย แต่พอเรามาดูโครงสร้างในการเสนอ อย่างข้อ ๖ ตามประกาศนี้ ให้มีคณะกรรมการ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ก.ส.ช. ประกอบด้วยนี้ ผมไม่อยากให้เป็นอินเฮ้าส์ (In house) แบบนี้ เพราะว่าเราต้องการบูรณาการมาก งานในท้องถิ่นต่อผู้สูงอายุนี้ เป็นงาน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยราชการมาก แล้วก็เสนออะไรบ้าง เราเสนอว่าให้ดูแลเรื่องสุขภาพเขา นี่กระทรวงสาธารณสุข ให้มีการให้ความรู้ บางคนก็สามารถทํางานได้ ให้ฝึก บางทีอาจจะ ๖๐ ปีแล้ว มาเป็นข้าราชการ แต่ว่าต้องทําอย่างอื่น เขาไม่จ้างให้ทําอะไรแล้วก็อาจจะ สามารถมีอาชีพอื่นได้ ทําอย่างอื่นได้ ตรงนี้กระทรวงแรงงานต้องลงไปดูแล้วก็อาจจะ มีกิจกรรม เพราะผู้สูงอายุเอง สังคมไทยขณะนี้จากนิวเคลียร์แฟมิลี (Nuclear Family) กลายเป็นผู้สูงอายุถูกทิ้ง ดังนั้นกิจกรรมคือเขาต้องเข้าหากันเอง มีกิจกรรมกันเอง กิจกรรมกันเองที่เข้าหากันเองขณะนี้บางทีก็มีประเพณีอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี กระทรวง วัฒนธรรมควรจะมีส่วนบ้างไหมตรงนี้นะครับ ในตรงนี้จะมีสัมพันธ์กันอยู่หมด กระทรวง แรงงานก็เกี่ยว กระทรวงวัฒนธรรมก็เกี่ยว และสาธารณสุขนี้เกี่ยวมาก มากเหลือเกินนะครับ และในส่วนนี้เกี่ยวหลายกรมของกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของสํานักปลัดก็อาจจะมี โรงพยาบาล บางทีอยู่ที่นี่ในหมู่บ้านมีอนามัย รักษาไม่ได้ ต้องส่งไปโรงพยาบาลอําเภอ ข้ามฟากแล้ว พอข้ามออกไปอําเภอพออยู่ได้ ยังไม่หายอีกต้องส่งไปโรงพยาบาลประจําจังหวัด ถ้าไม่ใครไปคอยตามดูแลถามว่าตําบลที่เขาอยู่ตามดูแลเขาไปถึงจังหวัด เป็นไปไม่ได้ มันเป็น ส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเรื่องนี้ผมเสนอในเชิงบูรณาการ ซึ่งเราจะใช้คําว่า อินติเกรชัน (Integration) ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษ ส่วนนี้ในระดับบน คือกรรมการตรงนี้อยากจะ ให้เติมผู้ที่มีอํานาจเรื่องนี้ นี่เรามีแต่ปลัดนะครับ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีรองปลัดกระทรวง มหาดไทยดูแลเผื่อว่าปลัดมาประชุมไม่ได้ ผมก็ทราบอยู่วิธีการตั้งนะครับ แล้วก็อธิบดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นอกจากนั้นเป็นผู้แทนหมดเลย ไม่ใช่ผู้มีอํานาจ และผู้แทน มักจะหมุนกันเวลามาประชุม ใครว่างก็มา แล้วก็ลืมไปแล้วคนเก่าที่มานี่ ต้องระบุให้ชัด อาจจะเป็นรองอธิบดีหรือว่าผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงหลักนะครับ ที่สําคัญก็คือกระทรวง ทางด้านสาธารณสุขต้องมี โดยเฉพาะสาธารณสุข ผมเห็นว่าควรจะเป็นระดับรองอธิบดี เป็นอย่างน้อย ถ้าเป็นอธิบดีอาจจะมาชนกับอธิบดีที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่ในส่วนอื่น แรงงาน ก็จําเป็นนะครับ วัฒนธรรมก็จําเป็น ส่วนนี้อยากจะให้เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการตรงนี้ เพราะว่าเวลาประชุมเขาจะได้รู้ปัญหา แล้วก็สั่งไปยังหน่วยงานของเขาที่อยู่ในท้องถิ่นได้ เป็นความจําเป็น ตรงนี้ต้องการบูรณาการ แต่ว่าในท้องถิ่นเองผมขอเสนอว่าให้มีการปฏิรูป ซึ่งวิธีการบริหารแบบนี้เป็นวิธีการบริหารแบบใหม่ บูรณาการอย่างเดียวใช้ไม่ได้แล้ว ที่เราบอกว่าบูรณาการ ๆ แล้วไม่ค่อยเวิร์ก (Work) เพราะว่าอยู่เฉพาะส่วนบน ปัญหา ข้างล่างเป็นปัญหามาก ถ้าเราจะดูว่า ขออนุญาตท่านประธานขอใช้เวลาอีกนิดหน่อยนะครับ ในหมวด ๓ การส่งเสริมมีอะไรบ้าง ข้อ ๑๓ การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเรื่องนี้คือเงินมา เมื่อไรก็จ่ายเท่านั้น เป็นกรอบที่รัฐบาลกลางส่งไปให้อยู่แล้วตามนโยบาย เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้อ ๑๔ ในการดําเนินการด้านบริการสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุขท้องถิ่น เราพูดถึง อบต. เป็นหลัก มีความรู้อะไรนักหนาเรื่องสาธารณสุข ก็ต้องพึ่งกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว นี่ข้อ ๑๔ ครับ ผมจะให้ดูว่าเกี่ยวกับใครบ้าง ข้อ ๑๕ ด้านบริการสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการดําเนินการ ตรงนี้ เป็นเงินส่งเสริม เงินส่งเสริมนี่เราได้จาก สปสช. มาที่ว่าส่งเสริม ใช้รักษาก็ไม่ได้นะครับ ไม่ได้ให้แค่ส่งเสริม ส่งเสริมนี่จริง ๆ ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าไม่ป่วยแล้วก็ไม่ต้องไปรักษา เวลาไปรักษานี่คนที่จะต้องจ่ายเงินก็คือกระทรวงสาธารณสุขเพราะรักษาทุกโรคฟรีอยู่แล้ว คือเงินกระเป๋าหนึ่งต้องจ่ายจากกระเป๋าหนึ่ง มันก็เป็นเงินของรัฐเหมือนกัน ตรงนี้ข้อ ๑๕ ก็สาธารณสุข ข้อ ๑๖ สามารถสนับสนุนดูแลผู้สูงอายุ ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางร่างกายและจิตใจ นี่ก็สาธารณสุขอีก ๓ แล้วนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อ ๑๗ ต้องมีเรื่องอํานวยความสะดวกในการป้องกันอุบัติเหตุ อาคารสถานที่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ตรงนี้ในเขตเทศบาลคงจําเป็น ตรงนี้เป็นกรมโยธาธิการ อยู่ในกระทรวงเดียวกัน ไม่มีปัญหา ข้อ ๑๘ หน้าที่ข้อ ๑๘ หมายถึงในท้องถิ่นนะครับที่เราอนุญาตให้ไปตามระเบียบนี้ ดําเนินการเรื่องศูนย์บริการทางสังคม โดยรวมทั้งหมด แพทย์ สุขภาพอนามัย ที่พักอาศัย กรมประชาสงเคราะห์ ตรงนี้เป็นองค์รวม ตรงนี้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นแล้วล่ะ แต่ว่าทําแบบ รอบทิศเลย ๑๐ ทิศที่ต้องทํานะครับ ต่อมาข้อ ๑๙ ให้ส่งเสริม จัดให้มีการให้ความรู้ทางการ ฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ ตรงนี้กระทรวงแรงงานแท้ ๆ ในข้อนี้ เป็นงานของท้องถิ่น แต่คนที่ จะต้องไปดูอันนี้คือกระทรวงแรงงาน ข้อ ๒๐ สามารถส่งเสริมจัดให้มีกิจกรรมด้านการศึกษา กิจกรรมสังคมสงเคราะห์ ตรงนี้เป็นรัฐ ๒ กระทรวง พม. กับกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในข้อนี้ ข้อต่อไป ข้อ ๒๑ มีหน้าที่สอดส่องดูแลเกี่ยวกับอันตรายจากทารุณกรรมหรือถูกละทิ้ง ตรงนี้ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แท้ ๆ เลยอยู่ในข้อนี้ ข้อต่อมาก็คือว่าส่งเสริมให้มี ส่วนร่วมในการดูแลกิจกรรมสังคมหรือประเพณีท้องถิ่น ตรงนี้กระทรวงวัฒนธรรมดูแล นะครับ ข้อต่อไปก็คือส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุ สนับสนุนร่วมมือพัฒนาอาชีพ ตรงนี้ กระทรวงแรงงาน เรื่องพัฒนาอาชีพ แล้วก็สุดท้าย สามารถส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างต่อเนื่อง บริการอบรมสาธารณสุขอะไรต่าง ๆ นี้เป็นของสาธารณสุข ประเด็นของผม ก็คือว่า เราจะเห็นว่าเป็น ๗-๘ กระทรวงพุ่งลงไปท้องถิ่น ผมอยากให้กลับด้านนะครับ เราใช้คอลลาโบเรชัน (Collaboration) ก็คือว่าใช้การร่วมมือสอดประสานงาน คํานี้ไม่มี บัญญัติในภาษาไทย คอลลาโบเรชัน (Collaboration) เป็นวิธีการทํางานที่ใช้กันอยู่มาก ขณะนี้ หมายถึงลึกลงไปมากกว่าอินติเกรชัน (Integration) หรือการบูรณาการแล้ว แต่ว่า เราไม่มีคําไทยที่ใช้อยู่ขณะนี้นะครับ ส่วนนี้เองวิธีการก็คือว่าเราเข้าไปอยู่ หมายถึงว่ามองเอา ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง มองมาจากตรงนั้นแล้วเราจะเห็นหมดว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่มอง จากกระทรวงว่าเรามีหน้าที่ตรงนี้ โรงพยาบาล สํานักปลัดเราไปดูแลโรงพยาบาลให้เขา หรือว่ากรมอนามัยเราจะได้ไปดูแลเรื่องอนามัยให้เขาหรือเราไปสร้างงานให้เขา หรือว่า กระทรวงศึกษาธิการไปเรื่องการศึกษานอกโรงเรียน ไปเพิ่ม คือถ้าเรามองจากตรงนี้ มันไปไม่ถึง แต่ถ้าเราเป็นผู้สูงอายุเสียเองที่ท่านสุรินทร์นําเสนอเมื่อกี้นี้ท่านสมาชิก ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ถ้ามองจากจุดตรงนี้ออกมาเราจะเห็นเลยว่าผู้สูงอายุนี่ต้องการอะไร ต้องการการดูแลแล้วก็ พออายุมากขึ้นความต้องการจะมากขึ้นอาจจะต้องการช่องพิเศษต่างหากในการไปหา ถ้าไม่มี ซึ่งจุดตรงนี้พอมองจากตรงนี้ให้หน่วยราชการที่อยู่ในตําบลนั้น ๆ ทุกคนมารุมช่วยกัน นี่คือคอลลาโบเรชัน (Collaboration) หมายความว่าเอาผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางแล้วทุกคน ไม่ใช่ทํางานตามที่กระทรวงสั่ง ตามหน้าที่ของกรมที่ตัวเองมี แต่ว่าทํางานตามความต้องการ ของผู้สูงอายุโดยเอาผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางแล้วก็ร่วมมือกัน เป้าหมายนี่ผมเรียนนิดเดียว ท่านประธานครับ คือเหมือนกับโครงการ ตรงนี้ผมยกตัวอย่างเป็นเรื่องฟาร์มตัวอย่าง ในพระราชดําริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แห่งแรกที่เกิดคือที่ คลองหอยโข่ง คือปกติแล้วนี่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทานดูแลเรื่องน้ํา กรมประมงดูแลเรื่องปลา กรมการข้าวดูแลเรื่องข้าว กรมปศุสัตว์เรื่องสัตว์ แต่เวลาไปรวมกัน ในคลองหอยโข่ง เป็นที่หนึ่งตามพระราชดําริ แล้วก็ทุกคนเป้าหมายคือไปรวมกันทําที่ตรงนั้น คนทําพื้นที่ พัฒนาพื้นที่กรมพัฒนาที่ดินก็พัฒนาที่ดินไป กรมการข้าวเอาข้าวไปลง กรมชลประทานไปขุดแหล่งน้ํา กรมประมงเอาปลาไปปล่อย คือทุกคนรวมแล้วก็เป้าหมาย ปัญหาของคอลลาโบเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานก็คือว่าผลงาน ไม่รู้เป็นของใคร เพราะทุกคนต้องใช้งบประมาณ พอผลงานไม่รู้เป็นของใคร งบประมาณ เป็นของใคร ตรงนี้มันจะทําให้งานในการดูแลแตกกระจัดกระจายหมดไม่เป็นเป้า แต่ถ้าเรา เอาผลงานตรงนั้นอย่างโครงการฟาร์มตัวอย่าง ผลงานก็คือฟาร์มแห่งนั้น ผลที่ได้สัตว์ที่เลี้ยง ได้จากฟาร์มนั้นเป็นผลงานของโครงการนั้นไม่ใช่ของกรมปศุสัตว์ ข้าวที่ปลูกได้เกี่ยวได้เอาไป ขายเอาเงินมาเข้าโครงการเป็นผลงานของโครงการฟาร์มตัวอย่างไม่ใช่เป็นผลงานของ กรมการข้าว สิ่งเหล่านี้ก็คือว่าเราเพียงแต่เทิร์น (Turn) ตรงนี้มาเป็นผู้สูงอายุ ผลงานก็คือ การอยู่ดีกินดีหรือว่าการมีชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่ไปให้ อาชีพ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่ไปดูแลเขา คือเป็นหน้าที่รวมทั้งหมด ผลงานก็คือผู้สูงอายุที่มีชีวิตที่ดีขึ้น ตรงนี้เป็นคอลลาโบเรชัน (Collaboration) ที่ผมอยากจะ ฝากว่าถ้าเราไปเริ่มจากตรงนั้นแทนที่เริ่มจากตรงนี้หรือระเบียบตรงนี้มันจะได้ประโยชน์มาก จะเป็นการปฏิรูปการดูแลผู้สูงอายุอีกระดับหนึ่ง นําเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เป็นหลักที่ดีเลยนะคะ ยิ่งกว่าการบูรณาการอีกไปกว่าขั้นนั้น นะคะ ต่อไปเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ ประจําสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรียนเชิญค่ะ

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ หมายเลข ๑๒๙ ดีใจครับที่มี การรายงานเรื่องการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพดูแลผู้สูงอายุ จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามองโดยรวม เป็นเรื่องที่บอกว่าเกี่ยวข้องกับทุกคน สิ่งสําคัญคือว่าวันนี้เราพูดถึงผู้สูงอายุนะครับ ในการที่ท่านได้นําเสนอปัญหาเป็นแผนภาพเมื่อสักครู่นี้ครับ ดีมากเลย ทําให้เห็นครับว่า ในปี ๒๕๖๐ เป็นต้นไปเราหนีไม่พ้นแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือว่าการที่เราจะเตรียม ความพร้อมให้คนจากนี้ไปได้ระลึกครับว่าจะต้องเป็นผู้สูงอายุแน่ ๆ สักวันหนึ่ง กับการที่ ไปเป็นผู้สูงอายุเร็ววันนั้นโดยที่ไม่เตรียมความพร้อมเลยผมคิดว่าแตกต่างกัน ความหมาย ของกระผมคืออย่างนี้ครับว่าเรามีการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แต่ อปท. เองจะไปเอา ปลายน้ําทําให้กับผู้สูงอายุทันทีเลยโดยไม่เตรียมคนใน อปท. เองว่าวันหนึ่งไปสู่ผู้สูงอายุหรือ ประเทศชาติของเราวันหนึ่งจะต้องมีผู้สูงอายุระหว่างที่กําลังมีชีวิตไปสู่ผู้สูงอายุนั้นจะมีโอกาส พัฒนากฎ ระเบียบในการที่ให้เตรียมความพร้อมได้อย่างไร อันนี้ผมคิดว่าเรื่องใหญ่นะครับ เพราะเรามองปลายน้ําเราไปเอาที่ผู้สูงอายุทันทีเลย แต่ถ้าเราลองดูครับ ผมเห็นตัวเลขที่ท่าน นําเสนอนี่น่าสนใจครับ ว่า ๒ ใน ๑๐ ของประชากรหรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้สูงอายุ เราดูในเชิงปริมาณครับ แต่วันนั้นถ้าเรากลับไปดูเชิงคุณภาพ ถ้าวันนี้ผมอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผม ๖๐ กว่าจะ ๗๐ ผมจะแตกต่างกับผู้สูงอายุวันนี้ที่ ๗๐ ไหม ผมคิดว่าตรงนี้คือความสําคัญ เพราะมันจะไปกระทบข้อบังคับ ข้อระเบียบที่ได้วางไว้ แน่นอนครับว่าข้อบังคับ ข้อระเบียบนั้นในอนาคตก็ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ แต่อย่างไรก็ดีครับ ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าการที่เรามุ่งเน้นไปเชิงสังคมสงเคราะห์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างเยอะ อปท. ต้องหันกลับมาดูเหมือนกันครับว่าเราปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่ทําให้เขาเป็นผู้มีคุณค่า ในสังคมต่อได้อย่างไร อย่างเช่นวันนี้เรานั่งใน สปท. หลายที่หลายคนครับ หลายท่านนั้น อายุเกิน ๖๐ ปี แต่ล้วนแล้วแต่เป็นคลังสมองที่ดีทั้งนั้นเลย เลยกลับมาทํางานให้กับบ้านเมืองได้ แล้วก็ถามดูสิครับเรื่องค่านิยมจริง ๆอยากได้เงินเบี้ยยังชีพประกันชีพอันน้อยนิดหรือไม่ หลายคนนั้นมีทั้งประกันชีวิต มีทั้งบําเหน็จบํานาญ มีทั้งสารพัดเลย บางครั้งแล้วเบี้ยยังชีพ หรืออะไรก็แล้วแต่แทบจะไม่ได้สนใจเลยก็มี ควรจะเอาเบี้ยเหล่านั้นหรือสิ่งที่มันเล็กน้อย เหล่านั้นในความหมายหนึ่งให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง ผมคิดว่าถ้าเราพิถีพิถันให้ชัด ฐานข้อมูลของเราในอนาคตจะเป็นประโยชน์อย่างมาก คล้าย ๆ กับว่าจริงแล้วผู้สูงอายุ ที่พึ่งตนเองไม่ได้มันเท่าไรกันแน่ แล้ว อปท. ต้องเข้าไปช่วยเป็นอันดับ ๑ หรือหน่วยงานของ ภาครัฐต้องไม่ซ้ําซ้อนในการช่วยเหลือได้อย่างไร ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า ๒๐ ปีข้างหน้า ฐานข้อมูลจะเหมือนวันนี้ต้องดีกว่า ต้องรวดเร็วกว่า ต้องบริการและสามารถเรียกข้อมูล ได้อย่างชัดเจนกว่า ผู้สูงอายุชื่อ นาย ก มีเงินประกันชีวิตที่ชัดเจนมาก เข้าโรงพยาบาล ก็ชั้น ๑ หมด แต่ผู้สูงอายุ ข ไม่มีอะไรเลย มันเกิดความเหลื่อมล้ําในผู้สูงอายุด้วยกันอยู่แล้ว ผมคิดว่าวันนี้ดูภาพรวมของแนวคิดที่ท่านนําเสนอวันนี้ดีครับ แต่มันคลุมจริง ๆ ครับ ไม่ได้ แยกแยะว่าตกลงแล้วรายละเอียดของผู้สูงอายุที่แตกต่างกัน เพราะคนเราแข็งแรงไม่เท่ากัน ประเด็นสําคัญคือผมคิดอย่างนี้ครับว่า สิ่งหนึ่งก็คือว่าใครก็แล้วแต่ เราถูกปลูกฝังด้วยค่านิยม ทั้งนั้นว่าก่อนที่จะตายต้องทําดีให้กับสังคม ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ผมว่าผู้สูงอายุไม่มาก ก็น้อยครับ มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอว่าจะต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ชุมชน ครอบครัว หนีไม่พ้นที่ต้องเอาผู้สูงอายุบางทีมาไกล่เกลี่ยให้บทบาทของเขาที่ทําให้เกิดเป็น การยอมรับ มีความเป็นอุปถัมภ์ในเชิงสร้างสรรค์ ผมคิดว่าคํานี้สําคัญนะครับ อุปถัมภ์ในเชิง สร้างสรรค์ มันทําให้เราเป็นไทยอยู่ได้ เราไม่ได้ทิ้งให้เขาลดด้อยคุณค่าลงไป ที่ไม่สามารถ ทําให้เห็นว่าเท่ากันทุกคน เพราะสังคมไทยเรายังมีวันผู้สูงอายุ เดี๋ยวไม่กี่วันก็รดน้ําดําหัว วันสงกรานต์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่งดงามทั้งนั้นนะครับ แต่ตรงนี้ อปท. จะต้องดึงขึ้นมาเป็น เนื้องานสําคัญของ อปท. ครับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมอยากเห็นครับว่าผู้สูงอายุนั้น มีบทบาทสําคัญในการกําหนดวางแผน อปท. ไม่ใช่เฉพาะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันออกกําลัง กายเท่านั้น ผมกําลังบอกว่าวันนี้การส่งเสริมผู้สูงอายุนั้น ที่ท่านนําเสนอนั้นมันเป็น พื้นฐานทั้งสิ้นครับ พื้นฐานของการที่มีชีวิตที่จะให้อยู่ยาวนาน เน้นไปด้านสุขภาพ แต่พอมา ในมิติของการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมคิดว่าถ้าใช้ผู้สูงอายุเป็น มีคุณูปการมาก มีคลังสมอง ของ อปท. ได้ไหม เหมือนวันนี้หลายท่านเห็นไหมครับว่าถอดเครื่องแบบจากข้าราชการ ถอดเครื่องแบบจากทหาร ตํารวจ ครู อาจารย์ทั้งหลายไปเป็นคลังสมองของหลายหน่วยงาน เป็นที่ปรึกษาของหลายหน่วยงาน แต่แปลกครับว่าพอที่มันใกล้ตัวแล้วมีบทบาทสําคัญ ในการที่จะกําหนดวิถีชีวิตในชุมชนท้องถิ่น ผมอยากจะหยิบครับว่าทําอย่างไรถึงจะให้ อปท. นั้น มีความชัดเจนครับ หยิบผู้สูงอายุเป็นปราชญ์ชาวบ้านหรือเป็นที่ยอมรับมานั่งโดยตําแหน่ง มาสามารถถ่วงดุลกับความคิดบางสิ่งบางอย่างที่ไปเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมได้ สามารถ ที่จะไปกําหนดแผนพัฒนาบูรณาการ หรือแม้กระทั่งยุทธศาสตร์ชาติด้วยซ้ําไปนะครับ อันนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในฐานะที่บทบาทผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เป็นได้รับแค่สังคมสงเคราะห์เท่านั้น แต่อยากจะเห็นบทบาทของผู้สูงอายุนั้นขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาของชุมชน ของปกครอง ส่วนท้องถิ่น แน่นอนครับสิ่งอย่างหนึ่งที่อยากจะเห็นมากเลยว่าในทศวรรษจากนี้ไป เราหนี ในเรื่องของการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่พ้นครับ ไม่ว่าจะมีแผนชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ หรือหน่วยงานไหนก็แล้วแต่ เราหนีผู้ประเมินไม่พ้นครับ ถ้าเราไม่สร้างจิตสํานึก คนรุ่นผม หรือหลังผมขึ้นไปวันหนึ่งเป็นผู้สูงอายุว่าเมื่อหมดหน้าที่ประจําแล้วอย่างหนึ่ง เรามักใช้ บริการผู้สูงอายุเป็นผู้ประเมินครับ ไม่มากก็น้อยครับไปเกี่ยวข้องกันเยอะมากเลยกับเรื่องทางการศึกษา เราพบว่าครูหลายคน เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วไปเป็นผู้ประเมินสถานศึกษา มีคุณค่าครับ ไปเป็นที่ปรึกษา โรงเรียน ไปเป็นโน่นเป็นนี่เยอะมากมายแต่ตรงนี้ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ อปท. เลยครับ อยากให้ อปท. ได้มีบทบาทส่งเสริมเหมือนกันครับว่าถ้าวันหนึ่งจําเป็นต้องใช้ผู้มี ประสบการณ์ มากประสบการณ์ในการที่ต้องประเมินผลการทํางานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ตรงนี้คงเป็นภาระหนึ่งที่ อปท. ต้องไปสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้สูงอายุนั้นมีความรู้เรื่องประเมิน มีความเข้าใจในสิ่งที่เขามีประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมายาวนานนําไปใช้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งระดับชุมชนและใน อปท. ต่าง ๆ ในจังหวัดนั้นได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าผมคงจะขอนําเสนอ เป็นข้อสังเกตในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณดอกเตอร์วรรณธรรมนะคะ กลับทางเลยนะคะแทนที่จะผู้สูงอายุได้รับ การดูแล ไปให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแล อปท. นะคะอันนี้เป็นประเด็นที่เรายังไม่ทันคิด ฝากคณะกรรมาธิการด้วยนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นอยากจะเรียนว่าผมก็เห็นด้วย ในหลักการกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในหัวข้อ เรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ โดยที่ทําออกมาเป็นร่างระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พ.ศ. .... นี้นะครับ อย่างไรก็ตามก็อยากจะขอมีความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อสังเกตฝากไปยังท่านกรรมาธิการ สักเล็กน้อยนะครับ ก็จากการที่กระผมได้ศึกษามาก็พบว่าจริง ๆ อปท. กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศที่มีอยู่ ๗,๐๐๐ กว่า อปท. ก็มีแผนหรือโครงการด้านผู้สูงอายุอยู่บ้างแล้วนะครับ แต่จะเป็นแผนตามประเพณีหรือแผนตามเทศกาล อย่างเรื่องสงกรานต์ รดน้ําผู้สูงอายุ ซึ่งมัน เป็นคนละเรื่องกับการดูแลผู้สูงอายุตามเจตนารมณ์ที่ท่านกรรมาธิการอยากจะเสนอ แล้วก็ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ดูจะเป็นเพราะว่ามันติดขัดในเรื่องกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ทําให้เขาไม่กล้าที่จะ ใช้เงินงบประมาณก็เป็นไปตามที่ท่านกรรมาธิการได้ไอเดนติไฟด์ (Identify) ถึงปัญหา เช่น พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ร.บ. ประกันสุขภาพ เขียนไว้อย่างกว้าง ๆ เลยทําให้เกิดความลังเล ไม่แน่ใจว่าจะใช้เงินงบประมาณและจะผิดระเบียบหรือเปล่าถ้าจะไปพัฒนาหรือทํากิจกรรม เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุตามแนวทางนี้นะครับ ฉะนั้นการที่กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เสนอแก้ไขกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยออกมาเป็น ร่างระเบียบนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีและควรจะสนับสนุนให้ อปท. เขาสามารถเบิกค่าใช้จ่ายบางอย่าง ในกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุได้ เช่น ค่าบุคลากร จ้างนักกายภาพบําบัด องค์การทหาร ผ่านศึก จ่ายค่าตอบแทน การจัดทําทะเบียนผู้สูงอายุ การกําหนดแนวทางพัฒนาผู้สูงอายุ ๙ ประการ เช่น ในเรื่องสุขภาพ บริการสังคม สิ่งอํานวยความสะดวก สาธารณะ ราวบันได หรือที่จะเข็นรถขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นบันไดอะไรอย่างนี้นะครับ หรือฝึกอาชีพ พัฒนาที่อยู่อาศัย ต่าง ๆ เป็นต้น ผมก็อยากจะมีข้อสังเกตฝากท่านกรรมาธิการดังนี้นะครับว่า ร่างระเบียบของ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พ.ศ. .... ที่ท่าน ได้เสนอมามันก็จะช่วยทําให้เกิดความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้นกับ อปท. ที่จะเข้าไปดูแล ทํากิจกรรมพัฒนาผู้สูงอายุโดยเฉพาะในเรื่องพัฒนาหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าตอบแทน และจัดจ้างบุคลากรเพื่อกิจกรรมดังกล่าว แต่ในระยะยาวก็อาจจะเกิดปัญหาแก่ อปท. เองได้ ในการทํากิจกรรมเหล่านั้น ถ้าเขาไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมจากส่วนกลาง ทั้งนี้ ก็เพราะในเรื่องของระเบียบงบประมาณ ค่าตอบแทนด้านบุคลากรโดยรวม ผมเข้าใจว่า อปท. จะถูกจํากัดไว้ว่าไม่ให้ใช้จ่ายเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ไม่ทราบผมเข้าใจถูก หรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นถ้าต่อไป อปท. ประสบความสําเร็จ หรือ อปท. ที่มีผู้สูงอายุอยู่มาก ทํากิจกรรม ได้ผลดีเลิศมากเลย ก็จะกลายเป็นว่าไม่มีสตางค์ แล้วก็หน่วยงานก็จะไม่สนับสนุน ก็จะเป็น ปัญหากับงบประมาณของ อปท. เองในอนาคต โดยเฉพาะ อปท. ซึ่งมีคนไปตั้งนิคมผู้สูงอายุ อยู่เยอะ ๆ อะไรแบบนี้นะครับ แล้วก็ค่าใช้จ่ายของ อปท. ที่คิดว่าจะมาใช้ในกิจกรรมพัฒนา ผู้สูงอายุ ก็มีการพูดถึงว่าจะเอามาจากกองทุนหลักประกันสุขภาพบ้าง จากงบประมาณ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์บ้าง ซึ่งผมก็มองว่ามันก็อาจจะเป็น ปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะว่าคนอนุมัติงบประมาณกับคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามระเบียบของท่านมันคนละชุดกัน คณะกรรมการก็อนุมัติโครงการ แต่เจ้าของเงินเขาบอกว่าไม่ได้อยู่ในส่วนของผม ผมไม่อนุมัติเงิน เพราะฉะนั้นท่านก็ควรจะมี การบูรณาการหรือความเชื่อมโยงในเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นหน่อยนะครับ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยว อปท. ก็ดีใจว่าท่านออกระเบียบไปใช้เงินกันใหญ่เลยแล้วก็คิดว่าจะได้เงินมาก็ไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่ากิจกรรมผู้สูงอายุคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยหรือโรคชราทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ท่านเสนออยู่ในร่างระเบียบ ผมก็เห็นว่ามันยังขาด ตัวแทนหรือบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าจะทําเรื่องผู้สูงอายุ จะทําแต่กระทรวง พม. กับกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวโดยละเลยกระทรวงสาธารณสุข ก็อาจจะไม่เหมาะสม แล้วก็อาจจะไปไม่รอดก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็อยากจะ ให้กรรมาธิการลองไปเพิ่มเติมรายงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น แล้วก็อาจจะมี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการผลักดัน งบประมาณสนับสนุนผ่านการกระจายอํานาจสู่องค์กรส่วนท้องถิ่นให้เป็นรูปธรรมในเรื่องของ กิจกรรมพัฒนาสุขภาพผู้สูงอายุ เพราะปัจจุบันระเบียบพวกนี้ก็มีอํานาจที่จะให้เงินอุดหนุน กับ อปท. ได้ แต่มักจะเอาไปใช้ในเรื่องเด่น ๆ ดัง เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องแหล่งน้ําประปา เรื่องกําจัดขยะมูลฝอย เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มเรื่องของผู้สูงอายุได้มันก็จะเป็นประโยชน์และ เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ แล้วก็ควรจะมีการประสานงานและติดตามผล ไม่ใช่เป็นการ อ้างของบประมาณไปแล้วก็ไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉกเป็นบ่อเกิดของการทุจริต และผู้สูงอายุก็ไม่ได้ รับประโยชน์อย่างแท้จริง ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านคุรุจิตมากค่ะ เหลืออีก ๒ ท่านนะคะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เชิญค่ะ

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๑๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมเป็นอย่างสูง กระผมได้อ่านเอกสารของท่านกรรมาธิการแล้วรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างสูง ที่เขียนในหลาย ๆ เรื่องได้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่กระผมเป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็มีเรื่องที่มีเกี่ยวพันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการบริการพี่น้องประชาชน ในด้านต่าง ๆ ซึ่งยังมีปัญหาและอุปสรรค จึงขอเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาที่สุดก็ในเรื่องของหลักเกณฑ์และอํานาจ ที่ไม่ชัดเจน ก็เลยมีปัญหามาตลอดเวลาในการดําเนินงานขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ก็คือ เมื่อดําเนินการบริการพี่น้องประชาชนหรือจัดโครงการต่าง ๆ ที่มีการบริการประชาชน ก็เกิดปัญหาขัดข้องในระเบียบ มีการเรียกเงินคืน และมีปัญหาอุปสรรคที่ทั้งข้าราชการ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจอปัญหามาตลอดเวลาก็คงจะต้องให้ คณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ร่างหลักเกณฑ์หรือวิธีการปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินสนับสนุนในเรื่องของผู้สูงอายุ หรือในเรื่องอื่น ๆ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุครับท่านประธาน ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือผู้สูงอายุ คนไข้ที่ติดเตียงครับ เป็นปัญหาตลอดเวลาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่มีหน่วยงาน ดูแลสุขภาพ ในขณะที่บุตรหลานออกไปทํางานต่างพื้นที่ ไม่มีใครดูแลขณะที่ป่วยไข้ ตรงนี้ ถ้าหากว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจและหน้าที่ที่ชัดเจน ก็สามารถที่จะหาบุคลากร เข้าไปดูแลผู้สูงอายุ คนไข้ติดเตียงเหล่านี้ได้ครับท่านประธาน ประเด็นสําคัญที่สุดขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ก็เรื่องงบประมาณครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะตั้ง งบประมาณลงในเทศบัญญัติงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกํากับดูแล ผู้สูงอายุ สตรี คนพิการ และคนด้อยโอกาส สัก ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณของท้องถิ่น โดยการแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนในการกํากับดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุครับท่านประธาน ประเด็นสําคัญของผู้สูงอายุอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือประเด็น ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในด้านของภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ดี ซึ่งเป็นข้าราชการที่เกษียณอายุ มาแล้วก็ดี ในส่วนนี้เป็นส่วนที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน ต้องให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะเชิญบุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นกรรมาธิการ เข้ามาเป็นคณะกรรมการ ในการจัดกิจกรรม หรือในการสร้างเศรษฐกิจของชุมชนในส่วนนี้เป็นส่วนที่สําคัญที่สุด โดยเฉพาะผมเน้นไปที่ข้าราชการส่วนที่เกษียณอายุครับ แล้วสําหรับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลพี่น้องประชาชน ในเขตเทศบาล ในเขต อบต. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง มันมีปัญหา หลายประเด็นที่พี่น้องประชาชน พูดว่าสมัยก่อนทําได้ ปัจจุบันทําไมทําไม่ได้ ก็ด้วยเรื่องของ ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ออก ไล่ไป คนพิการ ยกตัวอย่างผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส โดนอัคคีภัย อุทกภัย ท้องถิ่นไม่สามารถดูแลได้ ถ้าหากในกรณีที่เกิดปัญหาไฟไหม้บ้านหลังเดียว น้ําท่วมหลังเดียว ไม่สามารถที่จะใช้เงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสในส่วนนี้ครับท่านประธานครับ ก็ขอให้กระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ระเบียบในส่วนนี้ว่าให้มีคณะกรรมการ ลงไปตรวจสอบ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจในการสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลและเยียวยาในกรณีบ้านหลังเดียว มิฉะนั้นครับท่านประธานครับ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเผาบ้านหลังที่ ๒ หรือต้องไปอัดน้ํามาให้เป็นบ้านหลังที่ ๒ ถึงจะอุดหนุน ได้หรือครับ ตรงนี้ละครับ ก็ต้องมีการที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุและเยียวยาผู้สูงอายุครับ ปัจจุบันครับท่านประธานครับ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซึ่งถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอัตราเปอร์เซ็นต์ในการถ่ายโอนสูงขึ้น แต่ซ่อนมาในงบของ งบโรงเรียน งบที่ พม. อุดหนุนให้กับผู้สูงอายุ จึงทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ ไม่ค่อยเพียงพอ เมื่อกี้นี้ผมได้ยินท่านนิกร จํานง ขอเอ่ยนามครับ ท่านพูดได้ดีมากเรื่อง หัวอกหัวใจของคนท้องถิ่น ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีปัญหามากมายในเรื่องของ งบประมาณในเรื่องของท้องถิ่นที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ คนพิการได้ดีเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม หัวอกของคนปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อเข้ามาท้องถิ่น แล้วเต็มใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จะทําให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ท่านทราบ ไหมว่า นายกฯ บางคน ผู้บริหารบางคนที่ร่ํารวยเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นผมยอมรับ ว่ามีจริง และมีอยู่ในทุก ๆ หน่วยงานครับ ท่านประธานที่เคารพ ท้องถิ่นเรานั้นผู้บริหาร บางท่านเข้ามาเป็นผู้บริหาร ขายสวนก็มีครับ อย่าบอกเขาว่าเขาทุจริตคอร์รัปชัน ใจเขา มาเต็มร้อยพร้อมที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในทุก ๆ ประเด็น โดยเฉพาะที่สูงที่สุดครับ ท่านประธานครับ ก็ผู้สูงอายุ ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้สูงอายุเราได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินปีหนึ่ง ตั้งหลายหมื่นล้าน เราไม่เหมือนระบอบของที่อื่นที่เขามีเงินสนับสนุนมีเงินที่เก็บมาจาก ภาคประชาชนแล้วก็มาชดเชยในด้านหลัง ณ ปัจจุบันและอนาคตครับท่านประธาน ก็คงจะมี การเรียกร้องให้ขอเพิ่มเงินอุดหนุนผู้สูงอายุ จาก ๖๐๐ บาท ๘๐๐ บาท แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท ในที่สุด ก็คงจะขอฝากกับท่านคณะกรรมาธิการได้ไปดูในส่วนที่ผมได้เสนอแนะสักนิดหนึ่ง แล้วก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งที่เห็นถึงความสําคัญของผู้สูงอายุแล้วก็ดูแลถึง ความสําคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณท่านไพฑูรย์ค่ะ ขณะนี้มีผู้ขออภิปรายเพิ่มอีก ๒ ท่านนะคะ คือ ท่านกษิต ภิรมย์ และท่านวิทยา แก้วภราดัย นะคะ รวมเป็น ๓ ท่าน เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ค่ะ อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนประธานสภาที่เคารพ สมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการที่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาทําการปฏิรูป และผมเชื่อโดยสุจริตใจ ว่าคงมีมติเห็นชอบอย่างท่วมท้น เพราะในสภาแห่งนี้จะเป็นผู้ใช้บริการเกือบทั้งหมด คือผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้หมายความว่า การที่เราลงมติให้ความเห็นชอบเป็นเพราะเราได้ประโยชน์ มันเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ที่จริงแล้วผมไม่อยากจะลุกมาอภิปรายเพราะเห็นด้วยตั้งแต่ ต้นจนจบ เราจะมาดูแลโดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดูแลด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการศึกษา ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุกับสังคมไทยโดยสภาพปู่ย่าตาทวด ลูกหลานเหลนลื่อ จะมีความเกาะเกี่ยว เหนียวแน่น สังคมไทยโดยสภาพเป็นอย่างนั้น ผมเองต้องดูแลคุณแม่ ผมต้องไปจ้างศูนย์ดูแล ผู้สูงอายุมาดูแลคุณแม่ ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีมรดกลูกหลานแย่งกันดูแลใหญ่เลย ไม่มีมรดก ก็ต้องดูไปตามสภาพ นั่นเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทย สังคมไทย ที่ผมลุกมาอภิปราย ผมบอกว่าผมเห็นด้วยทั้งหมด แต่ที่ต้องลุกมาอภิปรายเพราะผมต้องการอภิปรายต่อยอดครับ มันมีคนอีกกลุ่มหนึ่งคล้าย ๆ กัน ไม่มีมรดกครับ แต่สังคมและประเทศชาติต้องดูแลก็คือ ผู้มีความต้องการพิเศษ จะเป็นเด็ก จะเป็นผู้ใหญ่ก็แล้วแต่ครับ ตรงนั้นต่างหากครับที่จะต้อง ดูแลให้มาก โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผมขออนุญาตนําประสบการณ์จริงมาเพื่อที่จะฝากไปเป็นข้อคิดและให้ทําการ ปฏิรูปต่อยอด ก่อนเกษียณอายุราชการมา ๔ เดือน ผมเป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ผมดูแลเฉพาะมวลสมาชิกตํารวจ ๙ จังหวัดในปกครองของผมครับ ลูกตํารวจที่มี ความต้องการพิเศษ ผมประกาศถามว่ามีกี่คนในความรับผิดชอบของผมทั้ง ๙ จังหวัด แสดงตัวตนมาแค่ ๑๙ ผมไม่เชื่อ สภาพเขาเป็นอย่างไรทราบไหมครับ มีอยู่ครอบครัวหนึ่งครับ ทั้งพ่อและแม่เป็นตํารวจมีลูก ๒ คนครับพิการทั้งคู่ เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งคู่ ๒ ผัวเมียตํารวจคู่นี้หันมองหน้าเข้าหากันและบอกว่าเราจะตายไม่ได้ ถ้าเราตายลูกเราจะอยู่ กับใคร แปลว่ามีความทุกข์แม้กระทั่งตายไม่ได้ เลือกได้ไหมครับจะไม่ตาย ผมก็เลยทําโครงการ ขึ้นมาในภูธรภาค ๑ ครับ ผมทําตัวเป็นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ผมทําหลายอย่างพร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่นอันที่ ๑ ครับ ผมจัดให้มีกองทุนขึ้นมา มาดูแลเด็กเหล่านี้ครับ พอผมทําเป็นเรื่อง เป็นราวขึ้นมาจาก ๑๙ เป็น ๔๙ ครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งครับครอบครัวที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่เขาจะ เอาลูกไปโรงพยาบาลครับใช้รถพิกอัป (Pickup) เอาผ้าปูที่นอนคลุมลูกไปไม่ให้ใครเห็น ออกทางหลังบ้าน เขาต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ครับ เด็กพวกนี้ต่างหากครับที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และเป็นการเร่งด่วนครับ ยอดคร่าว ๆ ว่า ถ้าตัวเลขผิดขออภัยครับ ทั่วประเทศมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ แต่อยู่ในสถานศึกษาเพียงไม่กี่พันคนเองครับ หลายคนพร้อมที่จะเข้าสู่ สถานศึกษา แต่รัฐรวมทั้งท้องถิ่นไม่เข้าไปดูแลเขาเลยครับ ผมว่าจะต้องรีบปฏิรูปตรงนี้ คู่ขนานไปกับผู้สูงวัยครับ ผู้สูงวัยอยู่มาจนฐานะมั่นคงพอสมควรพอดูแลตัวเองได้ แต่พวกนี้ ไม่มีปัญญาครับ ผมออกคําสั่งให้ผู้กํากับ ก็คือผู้บังคับบัญชาสูงสุดในพื้นที่ครับ ลงไปรับผิดชอบกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ในทุกมิติ ให้ไปดูเรื่องการเข้าถึง ทางการแพทย์ ก็คือการรักษาพยาบาลที่ท่านปฏิรูปนี่ละครับที่คณะกรรมการทําเรื่องปฏิรูป นี่ละครับ ให้ไปดูแทนชุมชนอยู่ขณะนี้ ให้ไปดูเรื่องการศึกษา ให้ไปดูเรื่องการส่งเสริมอาชีพ ผมให้ทางผู้กํากับร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัด ก็คือภรรยา แม่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดครับ มีวงรอบไปดูเด็กเหล่านี้ร่วมกับแม่บ้านภาค ๑ ก็คือภรรยาตํารวจ ผมบังคับให้สหกรณ์ ออมทรัพย์ภูธรภาค ๑ จัดงบมาส่วนหนึ่ง มาดูแลเด็กเหล่านี้ครับ ผมทําสิ่งเหล่านี้ตรงกันกับที่ คณะกรรมาธิการทําแผนปฏิรูปให้กับผู้สูงอายุ ผมขออนุญาตให้ท่านช่วยกรุณาต่อยอดให้กับ เด็กผู้มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ ความดีงาม ความสมดุลในสังคม ความสมบูรณ์ ความสวยงามก็จะเกิดขึ้น บุญกุศลที่เราสภาแห่งนี้ได้ทําให้กับบ้านนี้เมืองนี้ก็จะบังเกิดขึ้นกับ สมาชิกทุกคนที่จะให้ความเห็นชอบในวันนี้และต่อยอดไปถึงเด็กและผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งรอการช่วยเหลือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน คล้ายเครือญาติ ญาติเขาดูกันส่วนหนึ่ง ท้องถิ่นไปช่วยอีกส่วนหนึ่งตามแผนนี้เลยครับก๊อปปี้ (Copy) ลอกเลยครับ เปลี่ยนแต่องค์ประกอบเท่านั้นเองครับ องค์ประกอบของผู้สูงวัย เป็นผู้ที่มีความต้องการพิเศษ สิ่งเหล่านั้นบุญกุศลก็จะเกิดกับพวกเราทุกคน ก็คือมวลสมาชิก ในสภา สปท. แห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

ขอบคุณท่านอํานวยค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝากท่านประธานไปที่กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนะครับ ว่าน่าจะนําสถิติเกี่ยวกับผู้สูงอายุมาด้วย เราจะได้เห็นภาพรวมว่า ณ วันนี้มีคนที่อายุเกิน ๖๐ ปีอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้างทั่วประเทศ แล้วก็น่าจะขอได้จากสํานักงานสถิติแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ จากกระทรวงสาธารณสุข จากสภาพัฒน์แล้วก็จากกระทรวงมหาดไทย การที่ผมได้ระบุชื่อหน่วยงานเหล่านี้ มันก็หมายความว่าเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุนั้น มันกระจัดกระจายไปหลายกระทรวง ทบวง กรม ของราชการไทย เพราะฉะนั้นการที่อยู่ดี ๆ จะมอบงานดูแลผู้สูงอายุไปให้ท้องถิ่นผ่านการเปลี่ยนแปลงคําสั่งของกระทรวงมหาดไทย ดูจะไม่เป็นการเพียงพอครับเสมือนมันดูทํางานกันง่าย ๆ ไปแล้วก็ไม่ทราบว่าก่อนที่เรื่องนี้ จะมาสู่ที่ประชุม สปท. ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนี้ ได้พูดจากับทุกหน่วยงานที่ผมได้กล่าวไว้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกับกระทรวงการต่างประเทศด้วย เพราะว่าเรื่องผู้สูงอายุมันเป็นเรื่องสากลระดับโลก ระดับสหประชาชาติ มีองค์กรกลางของ สหประชาชาติก็หลายองค์กร อย่างน้อยก็คือองค์การอนามัยโลก เวิลด์ เฮลธ์ ออแกไนเซชัน (World Health Organization) ในขณะเดียวกันทางหน่วยงานของสหประชาชาติคือยูเอ็นดีพี (UNDP) เขาก็มีหน่วยประจําประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ธนาคารโลกก็ดี ธนาคารเอดีบี (ADB) ก็ดี มันก็มีผลงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากมาย และฉะนั้นก็หมายความว่าประเทศไทย ต้องมีแผนแม่บทว่าด้วยการดูแลผู้สูงอายุ ผมไม่ทราบว่าแผนแม่บทอันนี้อยู่ที่กระทรวงใด ฝากทางท่านประธานไปที่กรรมาธิการด้วยแล้วก็ภายใต้แผนแม่บทหรือว่าแผนงานระดับชาติ อันนี้จะโอนงานไปให้ท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่กฎหรือว่าระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวคงไม่ใช่ อีกทั้งที่สําคัญมาก ท่านประธานครับ เราเข้ามาทํางานที่นี่เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ไม่ได้มาปฏิรูปหน่วยราชการ เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมพูดหลายครั้งแล้วผมก็จะพูดไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เรายังทํางานกันแบบนี้อยู่ แล้วเราก็พูดกันมากนะครับในเรื่องของการกระจายอํานาจ ซึ่งถึงแม้ว่าเรื่องที่เรากําลัง พิจารณาอยู่นี้การดูแลผู้สูงอายุจะมาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม แต่ต้องไปคุยกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดินด้วย หรือแม้กระทั่งกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพราะว่าเป็นเรื่องของกระจายอํานาจ จะเป็นคําสั่งกระทรวงมหาดไทยว่าจะโอนงานไปให้ ท้องถิ่นดูแลผู้สูงอายุ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเผื่อไม่คู่ขนานกันไปนั้นต้องโอนอํานาจ อย่างเป็นกิจจะลักษณะไปให้ท้องถิ่นเป็นการกระจายอํานาจเพื่อความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็ยังไม่เก็บอํานาจไว้ที่ส่วนกลางก็คือกระทรวงมหาดไทย แล้วถ้าเผื่อจะโอนอํานาจแล้วก็ ความรับผิดชอบไปให้ท้องถิ่นจะเป็น อบจ. อบต. หรือเทศบาลเมืองและต้องโอนงานทั้งหมด ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่กระจัดกระจายอยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ นอกเหนือจากกระทรวงมหาดไทย คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุขเป็นสําคัญ ต้องโอนไปที่ท้องถิ่นด้วย ต้องไปเป็นแพคเกจ (Package) ใช่ไหมครับ เป็นกลุ่มเป็นก้อนไป และเมื่อโอนไปแล้วก็ต้องโอนงบประมาณที่ยังอยู่ที่หน่วยงานกลาง ๔–๕ หน่วยงานนี้ แล้วก็ต้องโอนบุคลากรไปด้วย เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทางท้องถิ่นจะมีขีดความสามารถ ในการที่จะดูแลผู้สูงอายุ ถ้าเผื่อว่าไม่มีการเตรียมการทั้งการที่จะเตรียมบุคลากรขึ้นมาใหม่ ของท้องถิ่น กับอันที่ ๒ การที่จะรับบุคลากรที่มีความชํานาญในการดูแลผู้สูงอายุจากกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายต้องทําให้เป็นกิจจะลักษณะครับ การที่จะมาออกระเบียบแก้ไขระเบียบ ผมว่ามันไม่เป็นการเพียงพอไม่ครอบคลุมทุกประเด็น แล้วมันก็ทิ้งห่างออกไปจาก การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นไม่ได้ ท่านประธานครับถ้าเผื่อจะให้ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะเห็นว่างานดูแล ผู้สูงอายุนี้เขาไม่ทํากันแล้วที่หน่วยงานส่วนกลางหรือว่าที่เมืองหลวง เขาโอนไปให้ท้องถิ่น หมดแล้ว เพราะว่าท้องถิ่นจะรู้ดีว่ามีคนแก่คนเฒ่า คนพิการ คนชรา คนช่วยตัวเองมากน้อย แค่ไหน เพราะฉะนั้นจะปฏิรูปกันทั้งทีก็ต้องโอนไปให้ท้องถิ่น แต่ว่าให้เวลาสัก ๒ ปี ๓ ปี เพื่อจะให้ท้องถิ่นมีความพร้อมในการเตรียมตัวเองที่จะรองรับงานนี้ แล้วก็เริ่มทยอย ทั้งอํานาจ ทั้งบุคลากร ทั้งงบประมาณลงไปที่ท้องถิ่น แต่ว่าทําให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็ จะมองโดด ๆ แค่จากมุมมองของปฏิรูปสังคมคงไม่เป็นการเพียงพอ เพราะมันไปเกี่ยวกับ โครงสร้างของการบริหารราชการด้วย แล้วจะฝึกบุคลากรอย่างไร ใครจะฝึก จะไปที่โรงเรียน พยาบาล ไปที่มหาวิทยาลัย หรือว่ากระทรวงสาธารณสุขจะรับทําคอร์ส (Course) ขึ้นมาเป็น การพิเศษ มันไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ มันต้องเตรียมการ มันต้องมีแผนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมก็อยากจะเสนอว่าเรื่องนี้ไม่รีบร้อนและผมก็ได้พูดหลายครั้ง บางทีเรามาคุยแล้วก็ถกกัน ให้เข้าใจแต่ว่าไม่ต้องลงคะแนนได้ไหมครับ ผมก็จะกดปุ่มไม่เห็นด้วยอยู่ตลอดเวลา ก็ชักเบื่อ ตนเองแล้ว ท่านประธานก็อาจจะเบื่อผมด้วย แต่เรามาทํางานกันให้เป็นกิจจะลักษณะในการ ที่จะปฏิรูปประเทศไทยในเรื่องสําคัญ ๆ อย่างจริงจัง แล้วก็แน่นอนเรื่องผู้สูงอายุเป็นประเด็น ปัญหาของประเทศไทย อัตราการเกิดมันต่ํามาก จะมีประชากรอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๑๕ ปี ๒๐ ปีที่จะเป็นผู้สูงอายุจะเป็นภาระต่อสังคมต้องดูแลให้ดี และถ้าเผื่อเขาสามารถที่ยังจะทํางานเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย ภาระต่อสังคมก็ลดลงไป แต่เพียงแค่มาเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทยคงจะไม่เป็นการเพียงพอ และทําอะไร ผมคิดว่าเรามาช่วยกันคิดช่วยกันทําให้สิ่งที่เราอยากจะทํานั้นครอบคลุม ทุกหมู่เหล่าไม่ตกไม่หล่น ไม่อย่างนั้นมันก็จะดูเป็นการทํางานผิว ๆ เผิน ๆ แล้วผมคิดว่าไม่ต้องมาเข้าประชุมที่นี้เพื่อจะบอกว่าจะไปรวบรวมต้องออกมาเป็นระเบียบ อะไรต่าง ๆ เพราะว่าสถิติมันมีอยู่มากมายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหาองค์กรกลางในการที่จะ ประมวลให้มันเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็นํามาเสนอที่นี้อีกที เราจะได้เห็นภาพรวมว่าผู้สูงอายุ ของประเทศไทยนั้นอยู่ที่ไหน แล้วแต่ละกลุ่มต้องการความช่วยเหลืออย่างไร แล้วมันก็ต้อง คู่ขนานกันไปว่าคนอายุ ๖๐ ปีในแวดวงราชการ ณ วันนี้ก็จะขยายให้ทํางานไปจนถึง ๗๐ ปี เพื่อเป็นกําลังต่อไป มันก็จะมีจํานวนของผู้ที่สูงอายุที่สังคมต้องดูแลจริง ๆ ก็คือ ๗๐ ปีขึ้นไป กับคนที่ช่วยตนเองไม่ได้ เราก็จะได้ช่วยกันแก้ไขประเด็นปัญหา แล้วก็วางแผนว่าเราจะ ปฏิรูปทางด้านสังคมของประเทศอย่างไร ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านกษิตค่ะ ท่านกรรมาธิการคะ เดี๋ยวประเด็นของท่านกษิตนี่ช่วย เคลียร์ (Clear) ด้วยนะคะ ตอนตอบที่เราชี้แจง ต่อไปเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียนเชิญค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการ ดูการสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้วก็ค่อนข้างจะมีความรู้สึกเหมือนกับเพื่อนสมาชิกว่า เป็นการสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงได้ค่อนข้างจะครอบคลุม กว้างขวาง แต่ก็เสียดายครับ ก็คือ บทสรุปของเราก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในส่วนนี้ของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เราแก้ไป ทําแก้ไขกฎระเบียบ เพื่อเปิดช่องให้ท้องถิ่นเขาทํางาน ได้สะดวกขึ้น แต่อย่าคิดเลยว่าเราจะเพิ่มภาระให้กับท้องถิ่น หรือว่าทําให้ท้องถิ่นมีหน้าที่ เพิ่มขึ้นมา การแก้กฎระเบียบทั้งหมดที่เรานําเสนอนี่เป็นการแก้เปิดช่องให้เขาปฏิบัติ ได้โดยสะดวกแค่นั้นเอง เราไปติดกับครับ ท่านประธานครับ ว่าผู้สูงอายุเราไปขีดเกณฑ์ ๖๐ ปี ถ้าขีดเกณฑ์ ๖๐ ปี ผู้สูงอายุเหล่านั้นกลายเป็นผู้ที่ต้องดูแลแล้ว ท่านครับ ในสภานี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เป็นผู้ที่สมควรถูกดูแลทั้งหมดแล้ว นั่งอยู่ในนี้เกิน ๖๐ ปี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วครับ เราไม่ได้กังวลกับคนอายุเกิน ๖๐ ปี แต่เรากําลังกังวลกับสังคมที่จะต้องมีผู้สูงอายุ ที่ต้องการผู้ดูแล ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คนที่กระทรวงสาธารณสุข ดูแลหลัก ๆ ก็คือผู้ป่วย กลุ่มลูกค้าประจําของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ๓ กลุ่มครับ ๑. คือเด็ก ๒. ผู้พิการ ๓. ผู้สูงอายุ ที่ต้องถูกดูแล วันนี้การพัฒนาการของระบบสาธารณสุขไทย สมัยก่อนเฉลี่ยคนไทยอายุ ๔๕ ปีก็ตาย โดยเฉลี่ย วันนี้อายุคนไทยยืนขึ้นโดยพัฒนา ทางการแพทย์ ผู้ชายเริ่มเป็น ๖๕ ผู้หญิงเริ่มเป็น ๗๐ และมีแนวโน้มที่จะอายุยืนขึ้นทุกวัน ระบบราชการหลายส่วนเริ่มแก้การเกษียณอายุเป็น ๖๕ ปี เป็น ๗๐ ปี และกําลังจะขยาย เป็น ๗๕ ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากังวลวันนี้ก็คือผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล ไม่ใช่คนอายุเกิน ๖๐ ปี หลายท่านก็เป็นห่วงกังวลห่วงใยกับคนในชนบท เราเชื่อมั่นว่าพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งหมดมีปัญญาที่จะจ้างคนมาดูแลพ่อแม่ ยังมีผู้อนุบาลที่ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑๕,๐๐๐ ๑๘,๐๐๐ ดูแลผู้สูงอายุ แต่เรากําลังลืมไปว่าเราที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นผู้ที่เข้าสู่การเตรียมเป็น ผู้สูงอายุ เราทุกคนตรงนี้วัยกําลังทํางาน ไม่ใช่วัยถูกดูแล เรากําลังเป็นวัยที่จะต้องดูแลสังคม ทั้งหมด เรากําลังเตรียมตัวกลายเป็นผู้สูงอายุ หลายคนเริ่มพูดถึงอาหารการกิน หลายคนก็ เริ่มพูดถึงการดูแลสุขภาพ หลายคนก็ต้องเจอกับหมอเพื่อการตรวจสุขภาพ ทั้งหมดวัย ๖๐ ปี เป็นวัยของการเตรียมตัวเข้าสู่ผู้สูงอายุ เมื่อไปจากนั้นอีกหน่อยก็เตรียมใจครับ เตรียมตัวเป็น ผู้สูงอายุ แล้วก็สุดท้ายก็ต้องทําใจ เพราะเป็นผู้ต้องถูกดูแลแล้ว คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนพวกเราละครับ ที่คิดว่ามีสตางค์และจ้างคนมาเลี้ยงดูได้ คนแก่ คนนะครับ คนดูแลคนนี่ เหนื่อยเกือบตายนะครับ พ่อแม่ ๒ คน มีลูก ๕ คนดูแลง่ายครับ ยิ่งดูนับวันลูกก็ยิ่งโตขึ้นทุกวัน ลูก ๒ คนดูแลพ่อแม่ ๒ คน ยิ่งดูพ่อแม่ยิ่งดูไม่ได้เข้าทุกวันครับ ตั้งแต่เดินทางไปเที่ยวได้ จนเข็นรถพาไปเที่ยว ตั้งแต่นอนกับที่จนหนักยิ่งกว่าเด็กทารกแรกเกิด ถามว่าวันข้างหน้าเมื่อจํานวนตัวเลขของ การเกิดประชากรลดลงทุกวัน จากเราใช้นโยบายเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วครับ ลดจํานวนประชากร จาก ๘๐ ปีที่แล้วก็มีนโยบายในการที่ใครมีลูกมากก็จะได้รางวัลจากรัฐ เมื่อทุกอย่างเปลี่ยน กลับหมด วิถีสังคมเปลี่ยนแปลงไปหมด วันนี้คนที่อยู่ในวัยแรงงานเริ่มลดลงทุกวัน ๆ ผมยัง ขอเสนอความคิดเห็นไปยังคณะกรรมาธิการครับ อย่าขีดเส้น ๖๐ ปีสําหรับผู้สูงอายุ และอย่า ประเมินว่าเขาเป็นผู้ที่ถูกดูแล ถ้าเราประเมินอย่างนั้นพวกเราที่นั่งที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ ถูกดูแล ควรจะเกลี่ยคนที่อายุตั้งแต่ ๖๐ ปีไป เตรียมการสําหรับการเป็นผู้ที่ถูกดูแลจริง ๆ คนอายุเริ่ม ๖๐ ปีเป็นวัยที่ยังสามารถที่จะดูแลคนอายุ ๘๕ ปีได้ ไม่ต้องรอเด็กอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี จ้างเดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาทมาดูแล กระบวนการนี้เกิดจากกระทรวง สาธารณสุขเขาเริ่มทํามาแล้วครับ กระทรวงสาธารณสุขมีอาสาสมัครที่เรียกว่า อสม. ทั่วประเทศทั้งหมดครับ วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีแล้วก็เริ่มจ่ายค่าตอบแทนครั้งแรกแก่ อสม. เราสํารวจ อสม. ทั่วประเทศครับ มีทั้งหมด ๙๘๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ผมเข้าใจว่าวันนี้เรามี อสม. ทั่วประเทศประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน โดยตัวเลขสถิติเราจะให้ อสม. คนหนึ่งดูแล ครอบครัวในชนบทไม่เกินคนละ ๑๕ ครอบครัว ๑ ต่อ ๑๕ ครัวเรือนครับ ตัวเลขคนป่วย ทุกหมู่บ้านมีอยู่ที่ อสม. หมดครับ อสม. ได้แค่เบี้ยขวัญกําลังใจเดือนละ ๕๐๐-๖๐๐ บาท แล้วก็จะได้รับไปตลอด อสม. มีฐานข้อมูลเหล่านี้ แต่ที่ผมบอกว่าผมไม่เป็นห่วงในชนบท มากนัก เพราะสังคมไทยเราเป็นสังคมเครือญาติ ในชนบทเขาดูแลกันครับ การดูแล ของชนบทค่อนข้างจะเข้มแข็งโดยวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือสังคมเมือง ซึ่งนับวันระบบทุนนิยมจะเข้าพัฒนาจนความห่างเหินเชิงครอบครัวยิ่งน้อยไปทุกวัน คนในเมืองปัจจุบันมีลูกแยกย้ายครอบครัวไปหมด ถึงเวลาวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไปดูพ่อแม่ วันที่ยังพอไปดูได้ก็ไปดูแล วันที่พ่อแม่อยู่ในวัยที่ต้องมีผู้ดูแลจริง ๆ ลูกก็มีปัญญาจ้างคน ไปดูแลพ่อแม่ ท่านประธานครับ ถ้าปล่อยสภาพอย่างนี้ไปอีก ๒๐-๓๐ ปี ถามว่าจะจ้างคน ที่ไหนไปดูแลพ่อแม่ ถึงคนรุ่นพวกเราขณะนี้ ๕๙-๖๐ ปี ถึง ๗๐ ปี บางท่าน ๘๐ ปี ในสภาครับ อีก ๑๕ ปีข้างหน้าท่านจะไปจ้างคนหนุ่มสาวที่ไหนมาดูแลท่าน แม้ท่านจะสะสม สมบัติไว้มากเพียงใดก็ตาม ผมจึงคิดว่าฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมช่วยไปดูแลไกลกว่านั้นสักนิดหนึ่งว่าคนในเมืองที่มีปัญหาในวันอนาคตข้างหน้า เราจะดูแลเขาอย่างไร เราจะผลิตคนพวกไหนมาดูแลคนเหล่านี้ ในเมื่อคนหนุ่มสาวเริ่มลดลง ทุกวัน ๆ และคนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ก็ก้าวเข้าสู่โรงงาน ก้าวเข้าสู่ทํางาน ก้าวเข้าสู่ภาคบริการมาก เข้าทุกวัน ๆ หาคนที่จะเป็นแม่บ้านยากเข้าทุกวัน ๆ เดี๋ยวนี้คนใช้ตามบ้านเรือนเป็นลาว เป็นเขมร เป็นพม่าไปหมดแล้วครับ เราจะให้ลาว เขมร พม่ามาดูแลพ่อแม่เรา มานั่งดูแลเรา ในวันข้างหน้าหรือครับ ผมคิดว่าถ้าเตรียมการมากกว่านี้นะครับว่า ๑. ถ้าเป็นห่วงชนบท คนในชนบทอายุ ๖๐ ปี มีภารกิจทําได้เยอะครับ ผมไปต่างประเทศเห็นครูที่สอนตาม โรงเรียนเด็กอนุบาลต่าง ๆ เขาเอาคนแก่อายุ ๗๐ กว่าปีนะครับ ไปสอนวิชาเย็บปักถักร้อย หรือวิธีการใช้ชีวิตดูแลของตัวเองในครอบครัวต่าง ๆ ก็สอนเด็กตั้งแต่เด็ก สร้างสายใย สัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก เด็กก็พร้อมจะอยู่กับผู้สูงอายุ แต่วันที่เด็กเกลียดผู้สูงอายุ เมื่อไร พวกเราเตรียมแก่ตายเถอะครับ ไม่มีใครดูแล แต่การเอาคนที่เตรียมการเข้าสู่ วัยผู้สูงอายุเริ่มไปผูกสัมพันธ์กับเด็กใหม่ที่เป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน และวัยขนาดพวกเราเป็นวัย ที่มาดูแลพ่อแม่เอง ถ้าเรามีพ่อแม่อายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี เริ่มต้นเตรียมตัวความพร้อมก่อนที่ตรงนี้ ผมคิดว่าอยากให้งานสังคมเราไปอย่างนี้ หรืออาจจะคิดเลยเถิดไปครับว่าเมื่อแรงงาน ในประเทศไทยเราขาดแคลน วันข้างหน้ารัฐอาจจะต้องส่งเสริมการมีลูกมากไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะคนมีลูก ๕ คนไม่ต้องกลัวเลี้ยงไม่รอดหรอกครับ ยุคที่ผ่านมาคุณยายผมมีลูก ๑๔ คน จบปริญญาตรีหมดทุกคนครับ เพราะว่าเลี้ยงลูกยิ่งโตครับ แต่เลี้ยงพ่อแม่ยิ่งแก่ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ก้าวพ้นการแก้กฎ ระเบียบ แก้กฎให้กับ อบต. เขาแล้ว อย่าลืมนะครับว่าให้ภารกิจเขาเพิ่ม อย่าลืมให้สตางค์เพิ่ม เราโอนสตางค์ค่าเบี้ยผู้สูงอายุไปผ่าน อบต. เราโอนสตางค์ค่า อสม. ไปผ่าน อบต. ขึ้นบัญชีว่า เป็นของ อบต. แต่ทั้งหมดผลิตเป็นนโยบายของกระทรวงหมดครับ กระทรวงสาธารณสุข เอาสตางค์ที่จ่าย อสม. ฝากไว้ อบต. หัวละ ๕๐๐ บาท ไปคํานวณ อบต. ก็สตางค์เยอะขึ้น ๆ ที่จริงงานเหล่านั้นผูกพันหมดแล้ว วันนี้ถ้าผู้สูงอายุจะต้องดูแลเราจะฝากเขาไปอีก ก็อย่าลืม ตัดงบประมาณจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวง ไหนครับแตะให้เขาไปด้วย คนจะทํางานได้ต้องมีงบประมาณ อย่าคิดว่าท้องถิ่นทําได้ ทุกอย่างครับ ทําได้ทุกอย่างจริงครับ แต่อย่าลืมดูแลงบประมาณเขาด้วย ก็ฝากเลยเถิดไปว่า เรื่องการกระจายอํานาจที่ท่านกษิต ภิรมย์ เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายไว้ เป็นเรื่องที่ สภานี้ต้องทํามากกว่านี้ครับ เพราะที่ผ่านมาคิดแต่มอบงานให้เขา เราไม่เคยคิดกระจาย อํานาจให้เขาจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านวิทยานะคะ มีท่านสมาชิกจะขออภิปรายเพิ่มเติมไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มีเชิญท่านกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิกค่ะ เชิญค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

ขอให้ท่านประกาศิต ช่วยชี้แจงในรายละเอียด แล้วเดี๋ยวผมจะเพิ่มเติมสุดท้ายเลยครับ

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงในเรื่องหลักการที่มาที่ไปของประเด็นปฏิรูปก่อนก็แล้วกัน นะครับ ด้วยข้อจํากัดด้านเวลา อาจจะทําให้ชี้แจงได้ไม่ชัดเจนนะครับ จริง ๆ แล้วการทํางานของ คณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ของคณะกรรมาธิการนี้ไม่ได้ทําจากศูนย์ แต่ว่าเป็นการสานต่อข้อมูล ทางวิชาการ วาระปฏิรูปจาก สปช. วาระปฏิรูปที่ ๓๐ เพราะฉะนั้นการทํางานในด้านข้อมูล การทํางานในเรื่องของการจัดลําดับระยะเวลาความเร่งด่วนมันถูกกรองมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ต้องขออภัยนะครับว่าอาจจะไม่ได้เรียนที่มาที่ไปนะครับ เพราะฉะนั้นจากข้อมูลการ ทํางานของ สปช. นี้ครับ ตัว สปช. เองตั้งคณะทํางานจากคณะกรรมาธิการ ๔ ด้านด้วยกัน จะไม่ได้เฉพาะด้านสังคมอย่างเดียว คณะกรรมาธิการ ๔ ด้านด้วยกันนี้มีคณะกรรมาธิการ ทางด้านของการคลัง มี ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ มาร่วมเป็นท่านผู้ใหญ่มานั่งหัวเลยนะครับ ก็จะมี ด้านของกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ กรรมาธิการด้านสุขภาพ ด้านสาธารณสุข กรรมาธิการ ทางด้านท้องถิ่น การปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมาธิการด้านสังคม คือมี ๔ คณะกรรมาธิการ จาก สปช. มาร่วมกันทําข้อเสนอปฏิรูปจาก ๔ คณะนี้รวมกันเป็น ๑ คณะกรรมาธิการ ทางด้านของระบบปฏิรูปรองรับระบบสังคมสูงวัยนะครับ ซึ่งมีอาจารย์เจิมศักดิ์เป็นประธาน อันนั้นทําให้เราได้ข้อมูลในการปฏิรูประบบที่ค่อนข้างจะเป็น คล้าย ๆ เป็น โรดแมป (Road map) ออกมาเลย เป็นวาระปฏิรูปที่ ๓๐ สามารถที่จะหาทางสภาได้ ผมขออนุญาต จากวาระปฏิรูป วาระที่ ๓๐ มันกําหนดวาระเร่งด่วนออกมาเป็นหลายระยะ มีตั้งแต่ ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี แล้วก็มากกว่า จากวาระปฏิรูปตรงนั้นทําให้เราเห็นว่าการที่เราเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ การก้าวเดิน มันจะช่วยทําลายคอขวดของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ก่อน คือการปฏิรูปในภาพใหญ่ ก็อยู่ในระหว่างดําเนินการนะครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ของ สปท. คณะอนุกรรมาธิการ ก็ดําเนินการอยู่นะครับ เพียงแต่ว่าอันนั้นเราจัดว่าเป็นวาระปฏิรูปที่มันต้องใช้เวลาเกิน ๑ ปี ก็มีคณะทํางานอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าในระหว่างนี้ ในช่วง ๓ เดือนสิ่งที่ทําได้ก็คือเรื่องของ การเปิดช่องว่างให้ทางด้านของพื้นที่สามารถทํางานได้อย่างสะดวกก่อน แล้วการเปิดช่องว่า อันนี้ต้องขอเรียนข้อมูลนะครับว่า จริง ๆ แล้วเป็นมติของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ให้ไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ นะครับ ผมจําได้ครับอยู่ด้วยเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๗ มีมติอยู่แล้ว ว่าอันนี้คืออุปสรรค แล้วก็ผ่านการขับเคลื่อน ผลักดันตามกระบวนการหลายครั้งแต่ไม่ ประสบความสําเร็จ อันนั้นเป็นที่มานะครับทําว่าทําไมเราจึงต้องการในเรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูป แม้จะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะเล็กก็ตาม แต่ว่าจะเป็นประเด็นคอขวดจริง ๆ ครับ ถ้าเปิดตัวนี้ได้นะครับมันท้องถิ่นที่มีความพร้อมอย่างน้อยที่สุดก็สามารถที่จะทํางานได้ก่อน นะครับ อันนั้นคือที่มาที่ไปนะครับ สําหรับเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ต้องขอเรียนว่า ในตัววาระปฏิรูปก็จะมีข้อมูลค่อนข้างละเอียด ผมคงขออนุญาตว่าไม่มานําเสนอนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วคณะทํางานที่ทําในด้านนี้จะมีตั้งแต่วิทยาลัยประชากรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติ มีท่านอธิบดีทางด้านของกรมกิจการผู้สูงอายุ คือจะมีหลายภาคส่วนที่เป็น คณะกรรมการกลั่นกรองร่วมกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการทํางานร่วมกับเจ้าภาพมาตั้งแต่ต้นนะครับ อันนั้นคือเรื่องหลักการ นะครับว่าทําไมถึงเป็นที่มาว่าในระยะ ๓ เดือนระยะที่เราทําได้ก่อนถึงมาเริ่มจากการที่เปิด ผมขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าตัวนี้คือการเปิดแพลตฟอร์ม (Platform) การทํางาน เพื่อให้การทํางานเชิงประเด็นต่าง ๆ สามารถลงไปทํางานในพื้นที่ได้โดยไม่ต้องมีข้อกังวลใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสุขภาพ ประเด็นในเรื่องของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในเรื่องของประเด็น เรื่องอาชีพ ในเรื่องประเด็นของการศึกษาตลอดช่วงวัย พวกเหล่านี้จะเป็นเชิงประเด็น ซึ่ง ณ ขณะนี้มันติดขัดไปหมดเลยนะครับ เพราะว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ไม่เปิด ขอให้ นึกสภาพว่าเรามีแพลตฟอร์ม (Platform) หรือมีกล่องการทํางานแบบหนึ่ง แต่ว่าหัวเสียบ มันคนละแบบ เพราะฉะนั้นเชิงกระทรวงรับนโยบายชาติในเรื่องของคณะกรรมการ ผู้สูงอายุแห่งชาติรับไปแล้ว แต่ละกระทรวงก็รับในเรื่องของการทํางานไปแล้ว แต่เวลา มันลงไปเสียบลงไปที่แพลตฟอร์ม (Platform) ของท้องถิ่นมันเสียบไม่ลงด้วยข้อจํากัด บางอย่าง เพราะฉะนั้นการเปิดตัวนี้ก็เหมือนกับว่าการทําให้การประยุกต์งาน การบูรณาการ จากข้างบนลงข้างล่างสามารถเสียบลงไปในพื้นที่ได้โดยที่ไม่ต้องไปติดขัดในเรื่องของ การตรวจสอบด้านงบประมาณนะครับ อันนั้นขออนุญาตชี้แจงในเรื่องของหลักการแล้วก็ที่มา ที่ไปนะครับว่าจริง ๆ แล้วมีการปฏิรูปเป็นระดับต่าง ๆ ในเรื่องของความเร่งด่วน อันนี้ก็จะ มาก่อนนะครับ แต่ว่าระดับอื่น ๆ ก็กําลังอยู่ในขั้นตอนของการดําเนินการเช่นกันนะครับ ทีนี้ผมขออนุญาตว่าต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับในฐานะของทีมวิชาการของ คณะทํางานก็ได้ข้อเสนอแนะในการทํางานค่อนข้างที่จะเพิ่มเติมจนละเอียดดีมากเลยนะครับ ผมขออนุญาตว่าจับประเด็นได้อยู่ที่ ๙ ประเด็น แล้วก็ขอรับที่จะไปทําการวิเคราะห์เพิ่มเติม นะครับ ประเด็นแรกถ้าเกิดว่าขาดตกอย่างไรนี่ข้างหลังสามารถส่งมอบให้กับคณะทํางาน ได้เลยนะครับ

ประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของการบูรณาการของข้อมูล มีการพูดถึงเรื่องข้อมูล การทํางานในพื้นที่นะครับ อันนี้ก็จะเป็น ๑ ในประเด็นที่เราบอกว่าเราอยากให้ท้องถิ่น สามารถที่จะมีระบบข้อมูลที่ใช้ในท้องถิ่นได้ อันนี้ก็จะเป็นก้อนหนึ่งแล้ว

ประเด็นที่ ๒ มีท่านสมาชิกให้คําแนะนําในเรื่องของมาตรฐานการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดูแลหรือด้านสาธารณสุขในด้านของบริการสุขภาพนะครับ อันนี้ก็จะเป็น จุดหนึ่งเหมือนกันที่เราจะเข้าไปดู

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของการบูรณาการในด้านของการเสริมพลัง ในด้านของ คอลลาโบเรชัน (Collaboration) คือความร่วมมือ อันนี้จริง ๆ ต้องเรียนว่าข้อ ๓ นี้เป็น สาเหตุหลักเลยครับว่าเราจําเป็นจะต้องเปิดแพลตฟอร์ม (Platform) ที่มีหัวต่อขนาดต่าง ๆ ถ้าพูดถึงเรื่องหัวต่อขนาดต่าง ๆ ในรายงานปฏิรูปนี้คือหัวต่อ ๙ แบบสําหรับ ๙ ประเด็น อันนี้คือการสร้างหัวต่อให้จากข้างบนใน ๙ ประเด็นเสียบลงไปที่พื้นที่ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของการเสริมพลัง อันนี้ก็เป็นเป้าหมายอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ในเรื่องของการมองกลุ่มประชากรในเรื่องของการเตรียม ความพร้อม คือไม่ได้ลงไปในเรื่องของประชากรผู้สูงอายุอย่างเดียวนะครับ

ประเด็นที่ ๕ เป็นเรื่องของการจัดสมดุล การสร้างสมดุลของตัวงานกับตัว งบประมาณที่เราจะลงไปให้กับพื้นที่ อันนี้ก็อย่างที่เรียนว่าตัวนี้คือการเปิดช่องว่าในภาคส่วน ที่พร้อมก็คงทําก่อน ส่วนภาคส่วนที่อาจจะมีอุปสรรคผมคิดว่าส่วนกลางก็น่าจะต้องมีการ เพิ่มเติมงบประมาณลงไปช่วยเหลือ

ประเด็นที่ ๖ ว่าด้วยเรื่องของตัวองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริม พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นข้อเสนอในตัวนี้นะครับ ซึ่งเสนอว่าน่าจะมีการดึงภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวผู้รับผิดชอบโดยตรงเข้ามา อันนี้ก็ขอรับไว้เข้าไปปรับเปลี่ยน ไปดูแลตรงนี้

ประเด็นที่ ๗ ว่าด้วยเรื่องของความเหลื่อมล้ํานะครับ แม้ว่าในตัวผู้สูงอายุ ด้วยกันเองก็ตาม มันก็จะมีกลุ่มที่เป็นความต้องการแตกต่างกันนะครับ อันนี้ก็จะเป็น เชิงประเด็นเหมือนกันที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น

ประเด็นที่ ๘ จะเป็นในเรื่องของตัวผู้มีความต้องการพิเศษ คือกลุ่มประชากร กลุ่มอื่นด้วย อันนี้จริง ๆ ต้องขอเรียนว่าอยู่ในการทํางาน อยู่ในขั้นตอนการทํางานของ คณะกรรมาธิการด้านสังคมอยู่นะครับ เพียงแต่ว่าประเด็นในวันนี้เรามุ่งไปในเรื่องของ ผู้สูงอายุเท่านั้นเอง แต่ว่ามีคณะทํางานที่ทําการต่อยอดตรงนี้อยู่นะครับ

ประเด็นต่อมาจะเป็นในเรื่องของตัวที่ว่าด้วยเรื่องของภูมิปัญญา ในเรื่องของ ปราชญ์ท้องถิ่น ในเรื่องของการดึงผู้สูงอายุมาเป็นพลัง การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากภาระ ให้เป็นพลัง อันนี้ก็จะเป็นหนึ่งในข้อทํางานที่เรารับไว้เช่นกัน อันนี้ก็จะมีอยู่ ๙ ประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้แนะนํานะครับ ทางคณะทํางานก็ขออนุญาตรับไปแล้วก็ขอขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านวิเชียร ชวลิต ค่ะ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย ให้ข้อคิดเห็น ส่วนใหญ่ก็สนับสนุนให้มีการประกาศใช้กฎระเบียบเพื่อที่จะทําให้ท้องถิ่น สามารถดําเนินการในการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ได้นะครับ แต่ว่าก็มีหลายท่านได้กรุณา ให้ข้อแนะนําเพิ่มเติมว่ายังมีอีกหลายเรื่องเหลือเกินที่เป็นเรื่องมีความจําเป็น แล้วก็ มีความสําคัญนะครับ ผมก็ขอเรียนว่าอันนี้หลักการของการแก้กฎระเบียบนี้เพื่อที่จะทําให้ ขั้นต้นสามารถขับเคลื่อนหรือเดินไปได้ก่อนนะครับ แต่ว่าในเนื้อหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบางท่าน ก็เสนออาจจะต้องทบทวนกลับไปส่งเสริมการมีบุตรหรือเปล่า เพราะว่าผู้สูงอายุมากขึ้นทุกวัน หรือว่าบางท่านก็ได้กรุณาสรรเสริญ อย่างเช่นท่านวิทยาก็บอกว่า พวก ๖๐ นี่เพิ่งเริ่มต้น ยังสามารถเลี้ยงดูคน ๘๐ ได้อะไรประมาณนี้นะครับ ก็ขอเรียนว่าทั้งหมดนี้ก็อยู่ในแผนงาน ที่กรรมาธิการกําลังทําเป็นเรื่อง ๆ มาเสนอต่อสภาแห่งนี้ตามลําดับต่อไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็น อย่างที่ท่านนิกรได้กรุณาเสนอเรื่องที่อยากจะให้มีการเข้มข้นหรือให้ผู้สูงอายุเป็นศูนย์รวม แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปช่วยกันทํา เป็นเป้าหมายหลักนะครับ ก็ขอเรียนว่าคงจะเป็น เรื่องคราวหน้าจะมาเสนอเรื่องนี้กับท่านนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นการบ้านลําดับ ต่อไปของเรา ก็คือเรื่องการบูรณาการงานของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อย่างนี้ เป็นต้นนะครับ เรื่องที่ท่านเป็นห่วงเรื่อง ผู้สูงอายุกับการมีงานทํา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ อย่างยิ่งก็อยู่ในกระบวนการที่เรากําลังทํางานแล้วก็จะมาเสนอท่านต่อไปนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนเพื่อที่ท่านจะได้คลายความกังวลว่าเราทําไมทําเรื่องนิดเดียวแค่แก้ กฎระเบียบนะครับ มีท่านเสนอว่ามีภารกิจที่ควรจะอยู่ในระเบียบแล้วก็สามารถดําเนินการได้ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในร่างระเบียบ ข้อ ๒๗ หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเสนอว่าจะมีประเด็น มีข้อพิจารณาอะไรที่จะนําไปสู่ให้คณะกรรมการประกาศเพิ่มเติม ให้ท้องถิ่นสามารถ ดําเนินการได้แล้วก็มีเกณฑ์มีอะไรประกอบก็สามารถจะใช้อํานาจตรงส่วนนั้นได้ ก็ยินดีรับข้อพิจารณาของท่านในส่วนต่าง ๆ ที่เราจะไปปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับ ข้อพิจารณาที่ท่านได้กรุณาให้ข้อแนะนํามา และที่สําคัญที่ท่านเป็นห่วงเรื่องความรู้ ความเข้าใจมันจะมีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือเมื่อมีการประกาศใช้กฎระเบียบแล้ว ท้องถิ่นจะเข้าใจไหมในการที่จะใช้ อันนี้ก็อยู่ในกระบวนการของการถ่ายทอดองค์ความรู้ และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องความรู้ที่สําคัญก็คือภูมิปัญญาหรือว่าหลักวิชาต่าง ๆ ซึ่งทุกท่าน คงทราบดีว่ากระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มีหน้าที่ที่จะไปโคชชิง (Coaching) แล้วก็ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เป็นการเฉพาะทางแก่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ก็ขออนุญาตเรียนสรุป ข้อพิจารณาที่ท่านได้กรุณาให้ข้อแนะนํามาทั้งหมด ๙ ท่านนะครับ เพื่อที่จะไปพิจารณาปรับ ในเนื้อหารายละเอียดให้สอดคล้องต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพเพื่อนสมาชิกครับ ต้องขอขอบพระคุณในข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ซึ่งผมฟังดูแล้วก็จดดูตั้งแต่ต้นนี้ ผมคิดว่าส่วนมากจะค่อนข้างเห็นด้วยนะครับ แต่มีหลายท่าน ที่มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และอาจจะไม่ตรงมุมมองหรือมิติไม่ตรงกับ คณะกรรมาธิการเท่าไรนัก ผมเรียนแบบนี้ครับว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ในครั้งนี้มันไม่ใช่เป็นการปฏิรูปใหญ่ ปฏิรูปเปลี่ยนองค์กร ปฏิรูปเปลี่ยนโครงสร้างแต่ประการใด เราต้องยึดถือตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ (๒) นะครับ คํานึงถึงความสําคัญและเร่งด่วน คํานึงถึงความสัมฤทธิ์ผลในการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้นจะต้อง สอดคล้องกับการดําเนินงานนโยบายของรัฐบาลด้วย นั่นก็หมายความว่าสิ่งใดที่เราปฏิรูปไปถ้าคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายไม่เห็นด้วย ความสําเร็จ ในเรื่องนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น อันนี้กรรมาธิการต้องพิจารณาเหล่านี้ทุกประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากรรมาธิการมองถึงความสัมฤทธิ์ผลด้วย จริงอยู่การปฏิรูปมันมี หลายระดับแล้วผมก็เห็นด้วยกับท่านที่เสนอแนะสําหรับตัวเลขสถิติซึ่งบางท่านอาจจะบอกว่า ฟังไม่ทัน แล้วอาจจะจังหวะรับประทานอาหาร แล้วก็ไม่ได้บอกว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้บอก ตัวเลขสถิติที่มาที่ไป ความจริงเราบอกนะครับว่าขณะนี้สังคมไทยเข้าสู่เอจจิงโซไซตี (Ageing Society) ขณะนี้เรามีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ประมาณ ๑๐ ล้านคน แต่โชคดีครับที่ประเทศไทยมี ๑๐ ล้านคนนั้น ประมาณ ๘,๕๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ ยังเป็นพลังทางสังคม ยังเป็นผู้ที่สามารถทําประโยชน์อย่างเช่น ที่พวกเราและท่านทั้งหลายที่กําลังนั่งอยู่ในที่นี้ อีกประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ที่พึ่งพา ตนเองไม่ได้ก็อาจจะต้องพึ่งพาบุตรธิดาอะไรต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือจุนเจือในภาระที่จําเป็น แล้วมีอีก ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน อันนี้คือเป็นผู้สูงอายุที่ติดเตียง ติดเตียงหมายความว่าต้องมีคนดูแลตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเรามองดูโครงสร้างตรงนี้สําหรับ ผู้สูงอายุในขณะนี้ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรนัก เราต้องพยายามพัฒนาให้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ที่พึ่งพา ตนเองได้ไปช่วยคน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่เมื่อ ๒ วันก่อนคณะกรรมาธิการได้ลงไปที่ จังหวัดเชียงราย ได้ลงไปพบผู้สูงอายุที่หัวง้ม ผู้สูงอายุที่หัวฝาย ซึ่งในพื้นที่ซึ่งชาวบ้านนี้ ค่อนข้างที่จะมีความสมบูรณ์มีความสุข เพราะว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้าน ชาวบ้านออกมาโรงเรียน มาเรียนกันมีกิจกรรมอะไรตลอดเวลา ซึ่งจริง ๆ แล้วทางคณะเราก็ได้ทําเรื่องนี้มานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมก็ไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้มาหลายสิบปีแล้วครับ อันนี้ก็เรียนว่า การปฏิรูปมีหลายรูปแบบเราคํานึงถึงความสําเร็จ แต่เราก็เห็นด้วยว่าในระยะยาวเราก็ต้อง ทําต่อไป นอกเสียจากว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขออกมาหลังวันที่ ๒๙ มีนาคมนั้นมีหมวด ๑๖ เพิ่มขึ้นมา หมวด ๑๗ บทเฉพาะกาล หมวด ๑๖ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปนั้นมันก็คงเป็น อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราทําระยะยาวได้อาจจะต้องมาถึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์ประกอบ ในขณะนี้เรามีหลายเรื่องที่ต้องทําเชิงประเด็นที่ไม่ได้ไปแตะต้องไม่ได้ไปยุ่งกับกฎหมาย ไม่ได้ไปยุ่งกับโครงสร้างหรือองค์กรต่าง ๆ อันนี้ก็ขอเรียนด้วยว่าคณะกรรมาธิการ ได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ทํางานกันอย่างเต็มที่เพราะเราคิดว่าการปฏิรูปสังคมนั้นหมายถึง ประชาชนคนในชาติต้องมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านประธานคะ เดี๋ยวนะคะท่านสุรินทร์ เดี๋ยวดิฉันขอนิดหนึ่ง นะคะ เป็นอันเข้าใจว่าการปฏิรูปที่เสนอวันนี้เป็นการปฏิรูปในช่วง ๓ เดือนที่ทําได้ ในระยะเวลาอันสั้น ส่วนการปฏิรูปในระยะยาวที่จะต้องเกี่ยวพันกับภาคส่วนทุกหลายกระทรวง คณะกรรมาธิการก็กําลังดําเนินการอยู่ ต่อไปเชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ และท่านกรรมาธิการ ผู้ทรงเกียรติที่รักที่เคารพ ผมยังคิดว่าเมื่อเช้าผมยังชื่นชมท่านกรรมาธิการอย่างมากเลยที่จะ ดูแลคุณภาพชีวิตของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ผมที่อยู่ทั่วประเทศที่มีวัย ๖๐ ปีไปแล้ว แต่พอฟัง คําตอบท่านแล้วผมมีความรู้สึกว่าท่านตอบไม่กระฉับกระเฉงเลยทําให้ผมมีความรู้สึกว่า จะกลับไปบ้าน ผมรู้สึกจะไม่มีแรงเดินลงสภานะครับ เรื่องแรกที่ผมคิดว่าท่านไม่ได้ตอบ ผมเลยว่าการจัดทําทะเบียนในหมวด ๒ ท่านจะทําทะเบียนแบบเก่า แล้วให้ใช้เงิน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาทละลายแม่น้ําอย่างนั้นหรือเปล่า ต่อปีนะครับ คือทะเบียน มันต้องกระฉับกระเฉงชัดเจนว่าจะต้องบูรณาการกันระหว่างกระทรวง พม. กับกรมการปกครอง ว่า ณ วันนี้มีประชากร ๖๐ ปีกี่คน ๖๑ ปีกี่คน ๘๐ ปีกี่คนและอยู่ที่ไหน หมายถึงว่า รัฐบาลต้องกดปุ่มรู้เลยว่าอยู่ที่ไหน ใช้ระบบไอที (IT) ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาร์ตการ์ด (Smart Card) ท่านก็ไม่ได้ตอบ เพราะตรงนี้จะทําให้การดูแลคุณภาพของประชากรที่เป็น ผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ ๒ ที่ท่านยังไม่ได้ตอบชัดเจนว่าท่านจะให้ผู้สูงอายุ ของเรารับการสงเคราะห์ไปตลอดชีวิตอายุเขาหรือ หรือว่าเป็นขอทานหรือ ผมว่าไม่ใช่นะ ต้องให้ท่านมีเกียรติ หางานให้ท่านทํา งานมีเยอะแยะที่ผู้สูงอายุทําได้ ผมคิดว่าทุกคน จะได้รับเบี้ยยังชีพของท่าน ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ถ้าอายุ ๗๐ ขึ้นไป มันเป็น เรื่องที่ท่านไม่อยากได้เท่าไรหรอกครับ ท่านต้องการมีเกียรติ ทํางานแล้วมีความสุข จะให้ ท่านอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วรับ มันไม่ใช่ ต้องให้ท่านมีความสุข มีเกียรติ ไปไหนก็โอโฮคุณลุง อุตส่าห์มาช่วยกวาดลานวัด คุณลุง คุณป้า คุณยาย มาช่วยดูแลนักเรียนข้ามถนนหรืออะไร ร้อยแปดจิปาถะ ยกตัวอย่างนะครับ ท่านก็จะมีความรู้สึกว่าเงินที่ได้มา จะ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ต่อวัน หรือ ๕๐ บาทต่อวันมันมีคุณค่าสําหรับชีวิตท่าน ท่านก็ไม่ตอบนะครับ ผมอยากจะ กราบเรียน แต่ว่าเรื่องที่ ๓ ท่านก็ไม่ได้ตอบว่าเรื่องที่ทําได้เลยนะ ท่านก็ไม่รับปากทั้ง ๆ ที่ ท่านอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขท่านก็นั่งอยู่ที่นี่ แล้วมีหมอหลายคนก็นั่งอยู่ในนี้ ทําได้เลยว่าท่านจะดูแลผู้สูงอายุในเรื่องของการเจ็บป่วย รักษาพยาบาล พอ ๖๐ ไปแล้ว ๖๕-๘๐ ความป่วยมันตามมาเลย การเจ็บป่วยตามมาอย่างร้อยแปดจิปาถะ ท่านก็ต้อง พึ่งโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ ท่านก็ยังไม่ได้ตอบว่าที่ผมไปบอกว่ามีตัวอย่าง ที่ดีที่โรงพยาบาลราชวิถีหรือที่สถาบันโรคผิวหนังซึ่งผมไปใช้เป็นประจํานะครับเพราะผมเป็น ข้าราชการบํานาญก็ได้บํานาญไม่มากก็ต้องไปใช้โรงพยาบาลของรัฐ ท่านมีช่องสําหรับ ผู้สูงอายุ ๖๐-๖๕ ๖๕-๗๐ อะไรอย่างนี้ อย่างนี้ท่านก็ยังไม่ได้ตอบเลย ท่านก็เหมารวม เหมือนเหมาเข่ง ที่ท่านกรรมาธิการบอกมานี่ผมรับไป อะไรที่เป็นรูปธรรมท่านต้องตอบให้มัน ชัดเจนหน่อยได้ไหมครับ ให้ผมชื่นใจว่าผมกลับไปนี่ผมจะได้มีความสุข คืนนี้นอนหลับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องดี เรื่องสําคัญของประชากรทุกคน เพราะทุกคนไม่ว่าจะเกิดวันนี้ อีก ๖๐ ปีข้างหน้าเขาก็เป็นผู้สูงอายุนะ หรือสมาชิกหลายคนที่ยังไม่ ๖๐ ไม่ช้าไม่นานเขาก็ ๖๐ ท่านทําให้เรามีความรู้สึกว่ามีกําลังใจหน่อยได้ไหมครับ กราบขอบคุณท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผ่านไปยังกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติที่รักเคารพที่สุดของผมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญกรรมาธิการตอบค่ะ เชิญท่านวิเชียรค่ะ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

ขออนุญาตนะครับ ความจริงท่านสุรินทร์ ต้องถามกระทรวง พม. นะครับ เพราะว่ากรรมาธิการก็คงจะตอบแทนกระทรวงเขาก็ลําบาก แต่ว่าในฐานะที่มีความรู้เก่าอยู่ เป็นอดีตปลัด ขออนุญาตเรียนกับท่านว่า ความจริงผมตอบ ท่านแล้วนะครับว่าการบ้านที่ท่านให้เรื่องการจ้างงานหรือการให้ผู้สูงอายุมีงานทํา เรากําลัง ทําให้อยู่นะครับการบ้านนั้นแล้วจะมาส่งสภาแห่งนี้ในลําดับต่อไป ก็เลยไม่ได้พูดในรายละเอียด ว่าจะไปจ้างใคร อย่างไร จะใช้วิธีไหน ส่วนเรื่องภูมิปัญญาของผู้สูงอายุที่หลายท่านรวมทั้ง ที่ท่านสุรินทร์ได้พูดถึง ขณะนี้เขาขับเคลื่อนอยู่แล้ว แล้วก็การดําเนินการเรื่องนี้มีอยู่ทั่วไป แล้วก็ประสบผลสําเร็จอยู่แล้ว ก็เลยคงจะไปผนวกรวมกับในเรื่องของการพิจารณาเรื่อง การจ้างงานผู้สูงอายุนะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านบอกว่าช่องทางพิเศษ ในรายงานระบุไว้แล้วนะครับ ในมาตรา ๑๑ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ในรายงานจะบอกว่าเรื่องอะไรบ้างที่ผมอธิบาย ไปนะครับ อย่างเช่น การบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่ให้ความสะดวกเป็น พิเศษ นี่ก็คือช่องทางด่วนในการให้บริการ แต่ก็ทราบข้อมูลมาว่าบางแห่งเข้าไปทําแล้ว ปรากฏว่าทั้งช่องมีแต่ผู้สูงอายุไปใช้บริการทั้งหมดเลย เขาบอกว่าเขาอาจจะต้องกลับกันว่า เอาช่องทางพิเศษคือคนที่ไม่อยู่ในวัยผู้สูงอายุนะครับ อันนี้ท่านนายแพทย์ณรงค์อาจจะ อธิบายได้นะครับ แต่ว่าขออนุญาตเรียนว่าเรารายงานอยู่แล้วในเอกสารท้ายระเบียบ หน้า ๑๘ ก็บอกไว้ว่า จัดให้มีช่องทางพิเศษเฉพาะสําหรับผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการสาธารณสุข มีหน่วย เคลื่อนที่สําหรับรับ-ส่ง เพื่อรักษาพยาบาลฉุกเฉิน รวมทั้งจัดให้มีพาหนะรับ-ส่งผู้ป่วย อันนี้มีอยู่ ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมท่านเรื่องฐานข้อมูลนะครับมันจะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งมีข้อมูลเรื่องของผู้สูงอายุอยู่อย่างชัดเจน บ้านช่องอยู่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร ใคร เขามีรายละเอียดหมด ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ท้องถิ่นต่าง ๆ ทําไว้เป็น ฐานข้อมูลที่ท้องถิ่น แต่ว่าในภาพรวมเอ็มไอเอส (MIS) ที่ท่านเสนอว่า บ้านอยู่ไหน พอไป แมทชิง (Matching) กับแผนที่ภาพรวม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทําแล้วและมีแล้วนะครับว่า ผู้สูงอายุอยู่ที่ไหน ในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เท่าไร ยกตัวอย่างอย่างเช่น ท่านกดไปที่จังหวัดกําแพงเพชร ก็จะสรุปได้ว่าจังหวัดกําแพงเพชร มีประชากรผู้สูงอายุหนาแน่นอยู่ที่ไหน อยู่ตรงไหน เท่าไร พอไปดูในเชิงลึกว่าคนเหล่านั้น บ้านช่องอยู่ตรงไหน ฐานข้อมูลทางลึกของท้องถิ่นจะมีระบุไว้ชัดเจนนะครับ ก็ขออนุญาต เรียนท่านเพิ่มเติม แต่ว่าการที่จะถ่ายทอดและนําเสนอมาใช้ประโยชน์ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ ไปจับข้อมูลตรงไหนมาในการนําเสนอนะครับ แต่อันนี้ไม่ใช่ผลของกรรมาธิการนะครับ ขออนุญาตเรียนข้อมูลเพิ่มเติมท่านครับ ก็น่าจะครอบคลุมประเด็น ท่านประกาศิตมีอะไร เพิ่มเติมที่จะตอบท่านสุรินทร์ครับ เชิญครับ

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาต ให้ความชัดเจนในเรื่องของข้อมูลนะครับ อย่างที่เรียนให้ทราบว่าข้อมูลพื้นฐานจะมี หน่วยงานที่ทําอยู่แล้วนะครับ แต่ว่ากรณีที่คณะกรรมาธิการเสนอคือว่าข้อมูลพื้นฐานที่มี มันยังขาดการคัดกรองบางอย่าง อย่างที่ท่านสมาชิกได้บอกเลย ผู้สูงอายุมีการแบ่งกลุ่ม ออกเป็นหลายกลุ่ม เพราะฉะนั้นตามเอกสารประกอบ หน้า ๓๓ คือเราเสนอว่า ตัวข้อมูล ที่ควรจัดทํามันจะต้องมีแบบคัดกรองภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อว่าตัวข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น เขาจะมีทะเบียนราษฎร์จะมีของท้องถิ่นอยู่แล้วมันจะมีการคัดกรองแบบพิเศษเพื่อจะได้ ทราบว่าผู้สูงอายุมีความต้องการพิเศษเฉพาะอย่างอะไรในชุมชน อันนี้คือข้อเสนอที่ว่าด้วย เรื่องของตัวข้อมูลว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ข้อมูลมีหน่วยงานรับ แต่ว่าเนื้อหาหรือคอนเทนท์ (Content) ในตัวข้อมูลมันจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเฉพาะเรื่อง เรื่องภาวะพึ่งพา หรือว่าเรื่อง เศรษฐกิจ เรื่องอาชีพ ก็จะอยู่ในนี้เช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยจะเป็นเอกสารประกอบ ตัวระเบียบนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ตอบ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุรินทร์หรือคะ เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ จะได้จบเร็ว ๆ เพราะผมก็อยากกลับบ้านแล้ว ทีนี้ผมถามว่าหัวใจของระเบียบท่านนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า มันอยู่ในหมวด ๒ การจัดทําทะเบียนผู้สูงอายุ ถ้าผมเป็น สนช. เรื่องนี้เข้า สนช. ผมจะขอแปรญัตติแก้ ข้อ ๑๐ เลย ข้อ ๑๐ ท่านเขียนบอก ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทําทะเบียนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในพื้นที่รับผิดชอบ ก็ว่าไปเถอะ ๒ ข้อนี้นะครับ ถ้าท่านเขียนไปอีกสักนิดหนึ่งว่าให้ทําเป็นในระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออะไรนี้นะครับ ข้อที่ ๑ ทําแล้วมันจบง่าย ๒. ตรวจสอบได้ ถ้าเขียนอย่างนี้ก็ทําเหมือนที่ ผมเคยทําเมื่ออยู่กระทรวงแรงงานร่วมกับกรมประชาสังเคราะห์เก่า ก็คือเขียนด้วยมือ แล้วก็ รวบรวมแบบกระทอกกระแทก ถ้าท่านเขียนไปอีกนิดเดียวมันก็จะบอกให้ทางส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่จะใช้ระเบียบนี้ ว่าจะต้องประมวลผลออกมา ถ้าท่านไม่เขียนอย่างนี้เขาก็ทําอย่างไร ก็ได้ แล้วท่านก็ไปอ้าง อย่างท่าน ขอประทานโทษ ท่านวิเชียรนะครับ ผมเข้าใจ เพราะผม เคยเป็น อ.ก.พ. ที่นี่ อยู่ที่นี่มา อยู่กระทรวง พม. น้อง ๆ ทุกคน ถ้าท่านเขียนไว้สักหน่อย ข้อที่ ๑ เขาจะไปของบประมาณได้ ๒. เขาจะบูรณาการกับกรมการปกครองได้โดยไม่ต้องไป ทําบัตรใหม่ อย่างนี้ทําให้ผมมีความสุขนะครับ ขณะนี้ผมมีความสุขมันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เดี๋ยวผมจะหัวใจวายตายเสียก่อนนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการรับข้อสังเกตนี้ไปนะคะ มีคําถามใดที่กรรมาธิการ ยังไม่ได้ตอบไหมคะ เรียบร้อยนะคะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การพัฒนา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและดูแลผู้สูงอายุแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

กรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะคะ และกดปุ่มแสดงตนด้วยค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ มีท่านใด ครบถ้วนทุกท่านนะคะ ขอผลค่ะ เจ้าหน้าที่ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การพัฒนา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและดูแลผู้สูงอายุหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของที่ประชุมกลับไปพิจารณาปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อดําเนินการต่อไปค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมคะ ครบถ้วนเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ ขอแสดงผลด้วยค่ะ เป็นอันว่าสมาชิกเห็นด้วยกับมีมติที่เห็นชอบกับรายงานนะคะ โดยมี จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๗๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่านค่ะ

ต่อไปคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดและข้อเสนอแนะของท่าน ไปปรับปรุง และส่งรายงานการพิจารณาไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป จบการ พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมแล้วนะคะ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการมากค่ะ ขอดําเนินการตามระเบียบวาระต่อไปนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะคะ

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม และปิดประชุมค่ะ ขอบคุณค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๐๓ นาฬิกา