ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เสนอแนวคิดนำกลไกทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อพัฒนาสังคม โดยเรียกร้องการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อสนับสนุนโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์เพื่อลดภาระของรัฐบาล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก กระผม นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลําดับที่ ๙๙ ขอนําเสนอเรื่องแทนท่านประธานคณะกรรมาธิการสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ไปก่อน ท่านได้ มอบหมายให้ผมได้มาชี้แจงเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะได้นําเสนอที่ประชุมแห่งนี้เป็นเรื่อง ๆ ไป
กระผมขอกล่าวทบทวนสิ่งซึ่งได้เสนอไปแล้วในพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) แผ่นแรกก็คือว่า ขณะนี้มีเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ต้องการที่จะ นําเสนอสภาขับเคลื่อนแห่งนี้ ๔ เรื่องหลักด้วยกัน เรื่องแรกก็คือเศรษฐกิจจากชีวภาพ ซึ่งได้รับความกรุณาจากสภาแห่งนี้ผ่านเรื่องไปแล้ว เหลืออีก ๓ เรื่อง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่เรื่องที่นําเสนอ วันนี้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคมที่ได้หมายไว้ในกรอบสีแดง เป็นอันว่าเราเหลืออีก ๒ เรื่อง ที่จะต้องนําเสนอท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง สําหรับเรื่องของเศรษฐกิจ เพื่อสังคมเป็นแนวคิดที่จะนํากลไกในทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคม ของประเทศซึ่งประกอบด้วยเรื่อง ๔–๕ ประการที่กระผมอยากจะขอชี้แจงเป็นเบื้องต้น คือว่า
ประการแรกเป็นเรื่องของการนําค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่าย ขาดมาใช้เพื่อการลงทุน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการลงทุนทางภาคสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับ การบริการหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการบริการทางด้านการศึกษา การบริการ ทางด้านสาธารณสุข การพัฒนาชุมชน และผู้ด้อยโอกาส เดิมนั้นรัฐบาลต้องจ่ายเงิน เป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายขาดเป็นจํานวนมาก เราเห็นว่าถ้ามีการนํากลไกในทางเศรษฐกิจ มาใช้เพื่อการนี้ ค่าใช้จ่ายเพื่อลงทุนเหล่านั้นสามารถนํากลับมาใช้ในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ได้หลายรอบ ไม่ใช่ครั้งเดียวอีกต่อไป
อันที่ ๒ เราเห็นว่าค่าใช้จ่ายในเรื่องสังคมส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้แบกภาระเกือบจะ ทั้งสิ้นมาจากภาษีอากรของพวกเราที่จ่ายไป แต่เราเห็นว่าถ้าเผื่อเราปรับภาระเหล่านี้ให้มี การลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ และภาคประชาสังคม ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่แล้ว ในรูปแบบของมูลนิธิต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงจะได้ชี้แจงต่อไป เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ของการเปลี่ยนแปลงจากการใช้รายได้ที่รัฐบาลแบกภาระให้สังคมต่าง ๆ มาช่วยกัน แบกภาระเช่นเดียวกัน
ประการที่ ๓ สิ่งซึ่งเรามีอยู่แล้วในขณะนี้ ปี ๆ หนึ่งเป็นจํานวนแสนล้าน ถ้าเราสามารถปรับจากซีเอสอาร์ (CSR) ก็คือการที่บริษัทห้างร้านหรือภาคเอกชนต่าง ๆ ลงทุนเพื่อช่วยสังคมโดยเป็นเงินจ่ายขาด ปลูกต้นไม้ครั้งเดียวก็เลิกไป ให้ความช่วยเหลือ ชุมชนครั้งเดียวก็เลิกไป ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสครั้งเดียวก็เลิกไป เอามาใช้เป็นทุนเพื่อ การสร้างความยั่งยืนในทางธุรกิจ โดยธุรกิจเหล่านั้นจะคืนผลกําไรให้กับชุมชนหรือให้กับ กลุ่มเป้าหมายต่อไป โดยหักค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือหักกําไรบางส่วนตามที่กําหนดไว้ ในกฎหมาย เรื่องนี้ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในประเทศต่าง ๆ มากมาย ได้ผลเป็นจํานวนมาก แล้วก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐลงไป เป็นสิ่งที่เรียกว่า ไฮบริดออแกไนเซชัน (Hybrid Organization) หรือองค์กรที่มีความแปลกแยกหรือแตกต่าง กับบริษัทจํากัด ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายแพ่ง
ประการที่ ๔ เดิมนั้นบริษัทต่าง ๆ มักจะตั้งใจที่จะแสวงหากําไรแต่เพียง อย่างเดียว ในขณะที่บริษัทหรือว่านิติบุคคลซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้ จะไม่แสวงหากําไร แต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะต้องสร้างความรับผิดชอบครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และทางด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย
แต่ในประการสุดท้ายก็คือว่าในขณะนี้ก็ได้มีการเสนอพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องนี้โดยผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาไปแล้ว กําลังเสนอรัฐบาลอยู่ ก็หมายความว่าต่อไป จากการที่เราบริษัท ห้างร้าน ชุมชน สถาบันต่าง ๆ ไปช่วยแก้ไขปัญหาในขณะนี้ ก็จะมี กฎหมายรับรองซึ่งกฎหมายนี้ก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวพันกับระบบทางด้านภาษีที่เกี่ยวพันกับ การจดทะเบียนบริษัทชนิดใหม่ มีการกําหนดรูปแบบในการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้ จะเป็นกลไกที่จะผลักดันให้เกิดโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจ เพื่อสังคมให้ได้ เพื่อเป็นการแบ่งเบาหรือลดภาระของรัฐบาลลง ในส่วนนี้กระผมกราบเรียน ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปอย่างแท้จริง เราสามารถผลักดันเรื่องพวกนี้ออกไปได้ ก็จะเป็นคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ให้กับกลุ่มคน ให้กับชุมชน ให้กับผู้ด้อยโอกาส เป็นอย่างมาก ผมขอใช้โอกาสนี้ขอมอบให้คุณณัฐพงษ์ซึ่งเป็น ๑ ในอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจ กระแสใหม่ได้ชี้แจงในเรื่องรายละเอียดต่อไปครับ ขออนุญาตท่านประธาน