ณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นการพัฒนาสังคมเป็นเป้าหมายหลัก ใช้การเติบโตเป็นเครื่องมือผ่านโมเดลกิจการเพื่อสังคม พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จขององค์กรต่าง ๆ ที่สร้างรายได้และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยไม่พึ่งพาน้ำบริจาค ทั้งยังเสนอการปฏิรูปกฎหมายและระบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมแม้ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ว่าเป็นเรื่องสําคัญมากครับ ก่อนอื่นผมจะขอนําเสนอสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของนิยามแล้วก็กรอบที่เราใช้ในการดําเนินการเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคมนะครับ ตัวเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้จริง ๆ แล้วโดยหลักคิดสําคัญคือเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาจจะต่างกับ ระบบเศรษฐกิจปกติในแง่ที่ว่าแทนที่เราจะพูดเรื่องการเติบโตเป็นเป้าหมาย ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสังคมใช้การเติบโตเป็นเครื่องมือครับ เป้าหมายจริง ๆ คือการพัฒนาสังคม ฟังดูอาจจะ แปลก ๆ นะครับระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมที่ว่านี้มีหัวใจสําคัญอยู่ ๓ เรื่องครับ
เรื่องแรก คือทําให้การพัฒนาเป็นเรื่องของคนทุกคน
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้เกริ่นแล้วนะครับ แทนที่จะพึ่งพา การช่วยเหลือ เปลี่ยนวิธีครับ ใช้เรื่องของการประกอบการสังคมหรือใช้การจัดการที่มี ประสิทธิภาพ ไม่รอพึ่งเงินบริจาค แล้วก็ใช้กลไกตลาดปกติ
เรื่องสุดท้ายคือตัวกลไกต่าง ๆ ที่ผมพูดขึ้นมานี้ครับ แทนที่จะทําเป็นกิจกรรม ระยะชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นลักษณะของกิจการซึ่งมีความยั่งยืน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสังคมมีโอกาสในการเปลี่ยน ไม่ใช่เฉพาะการเปลี่ยนระยะสั้นนะครับ แต่ว่าเป็น การเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของ ๔ ภาคส่วนในสังคมด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนของ ฝั่งองค์การสาธารณประโยชน์หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกําไร ที่เราเคยเรียกว่า เอ็นจีโอ (NGOs) หรือเอ็นพีโอ (NPO) จากเดิมที่เขาเคยรอรับเงินบริจาค จริง ๆ เขามีศักยภาพมาก ถ้าเราสามารถยกระดับมาได้เพราะว่าเขามีความประสงค์ที่จะแก้ปัญหาสังคมอยู่แล้วครับ อันนี้จะเป็นภาคส่วนที่ ๑ ครับ
ภาคส่วนที่ ๒ เรามองเห็นความประสงค์ของภาคเอกชนจํานวนมากครับ งบประมาณเฉพาะที่ตัดตรงจากผลกําไรซีเอสอาร์ (CSR) เน็ต (Net) ปีหนึ่งหมื่นล้านบาท มีอินไควร์ (Inquire) อีกจํานวนมากภาคเอกชนจํานวนมากสนใจครับที่อยากแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน ปัญหาที่เขามีปัจจุบันก็คือว่าวิธีการที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนี้มันไม่ได้เอื้อที่จะ ทําให้เขาทําได้นะครับ ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของงบซีเอสอาร์ (CSR) เป็นการบริจาคสิ่งของนะครับ แล้วใช้แล้วหมดไป เราเห็นศักยภาพของภาคเอกชนจํานวนมากครับที่จะใช้โอกาสนี้ในการที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ภาครัฐเองเรามีระบบบริการสาธารณะจํานวนมากนะครับ หลายท่านคงประสบปัญหาเหมือนผม ทุกวันนี้เวลาเราป่วยทางเลือกเราจํากัดมากนะครับ ถ้าเราไม่ได้จ่ายเงินแพงไปโรงพยาบาลเอกชนเพื่อคุณภาพที่ดี โรงพยาบาลของรัฐก็ยังมี ข้อจํากัดที่ทําให้บริการมันไม่สามารถได้มาตรฐานอย่างที่เราต้องการได้ครับ ภายใต้ ทรัพยากรจํากัดนี้ระบบบริการสาธารณะจํานวนมากครับ ถ้าสามารถเอาผลกําไรที่เกิดจาก การดําเนินการแล้วจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเอามาลงทุนซ้ําเพื่อปัญหาสังคมก็จะเกิด ทางเลือกใหม่ครับ องค์กรส่วนสุดท้ายครับที่เรามองเห็นโอกาสคือภาควิชาการครับ หลายท่านที่มาจากภาควิชาการหรือสถาบันอุดมศึกษาคงจะประสบปัญหาเดียวกันกับที่เรา ได้ยินบ่อย ๆ นะครับเรื่องงานวิจัยขึ้นหิ้ง ปัญหาไม่ใช่เรื่องว่าเราไม่มีงานวิจัยนะครับ งานวิจัย มีจํานวนมาก แต่มันไม่มีเครื่องมือและกลไกในการที่จะแปลงงานวิจัยเหล่านั้นออกมาเป็น ผลลัพธ์ทางสังคมที่มีประสิทธิภาพครับ เพราะนักวิจัยก็จะมีข้อจํากัดเรื่องการทํางานที่อาจจะ ไม่ใช่ด้วยรูปแบบของการดําเนินการแบบกิจการครับ ทั้ง ๔ ส่วนนี้ละครับเป็นที่มาว่า เรามองเห็นโอกาสอย่างมากเลยครับในการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มา เป็นประโยชน์เพื่อสังคม ผ่านรูปแบบกิจการที่ผมได้นําเรียนไป เรามีตัวอย่างมากมายครับ เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องใหม่ จริง ๆ แล้วประเทศไทยได้ดําเนินการมาพอสมควรนะครับ ตัวอย่างแรกที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีครับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงหรือดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เป็นมูลนิธิที่อาจจะต่างกับที่อื่นครับ ซึ่งปกติรอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรแม่หรือบริจาค แต่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงไม่รับเงินบริจาคเลยนะครับ เงินพัฒนาต่าง ๆ ที่ไปช่วยทั้งชาวเขา แล้วก็ ปัจจุบันไปช่วยต่างประเทศด้วย เป็นเงินที่มาจากผลกําไรของการดําเนินการกิจการครับ ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีรายได้ จากการดําเนินการกิจการนี้ ๔๐๐ กว่าล้านบาทต่อปีครับ จ้างงานชาวเขา ๑,๒๐๐ ล้านบาท รูปที่ผมขึ้นหน้าจอนี้เป็นรูปจริงของสถานที่จริงนะครับ ถ้าท่านใดเห็นรูปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว กระบวนการปลูกป่านี้ถูกดําเนินการโดยที่ไม่ต้องรอรับเงินบริจาคนะครับ ใช้ตัวกิจการ ใช้การเปลี่ยนแปลงของชุมชนสร้างอาชีพ แล้วก็จ้างงานจํานวนมากครับ อันนี้เป็นตัวอย่าง ว่ามูลนิธิสามารถดําเนินการลักษณะนี้ได้นะครับ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีคิด
อีกหนึ่งตัวอย่างครับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนะครับ หลายท่าน อาจจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่มีจําหน่ายนะครับ มูลนิธินี้เป็นมูลนิธิที่ไม่รับเงินบริจาค เหมือนกันครับ มีวัตถุประสงค์ คือต้องการลดค่าใช่จ่ายของภาครัฐในการที่จะต้องพึ่งพา ยาจากต่างประเทศนะครับ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโรงพยาบาลของรัฐนะครับ มีมูลนิธินี้ตั้งขึ้นเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวครับ ไปส่งเสริมให้ชุมชนปลูกสมุนไพรที่มีตลาด ใช้งานวิจัยสมัยใหม่มาแปรรูปเพื่อนําสู่ระบบตลาดปกติ ไม่มีใครซื้อสินค้าเพราะสงสารนะครับ ซื้อเพราะสินค้ามีคุณภาพดี ปัจจุบันมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนี้มีรายได้ปีหนึ่ง ๕๐๐ ล้านบาท ช่วยคนไปเป็น ๑,๐๐๐ ชุมชนที่เปลี่ยนจากเคมีเป็นอินทรีย์ โดยไม่ได้รับเงินบริจาคนะครับ ทําให้ประชาชนคนไทย ผมว่ามากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนครับที่เข้าถึงยาเป็นทางเลือก ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน แล้วก็ดําเนินการโดยกลไกปกติ เสียภาษีปกติครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เป็นวิสาหกิจชุมชนนะครับ น้องคนที่ผมขึ้นรูปนี้ ชื่อลี ครับ ลีเป็นชนเผ่าไม่มีบัตรประชาชนอยู่ ๑๕ ปีครับ สิ่งที่ลีค้นพบตอนที่อยู่ในชุมชน นี้ครับ นอกจากขาดโอกาสแล้ว ลีค้นพบว่าสินค้าที่ชาวบ้านปลูกนี้นอกจากว่าเขาไม่สามารถ เข้าถึงตลาดได้แล้ว เขาถูกกดขี่อย่างมากครับ สินค้าที่รับซื้อบนนั้น พอมาถึงข้างล่างนี้ สินค้าราคาแพงมากครับ แทนที่ลีจะประท้วงด้วยการถือป้ายประท้วงนี้ครับ แทนที่ลีเลือก ที่จะรอแบมือให้คนมาช่วย เลือกที่จะตั้งกิจการขึ้นมาครับ เอาจุดแข็งที่ชุมชนมี คือสภาพภูมิอากาศ นะครับ เขาไปศึกษาว่าการปลูกกาแฟที่ดี ที่มีคุณภาพนี้ต้องปลูกใต้ป่าครับ ไม่ใช่การทําไร่ เลื่อนลอย เขาเปลี่ยนทัศนคติคนในชุมชนนะครับ ปลูกกาแฟอินทรีย์ใต้ต้นไม้ครับ บํารุงรักษา ป่า ทุกวันนี้กาแฟของลี กิจการของลีรับซื้อกาแฟในราคาที่สูงที่สุดในประเทศครับ ใช้ระบบ แฟร์เทรด (Fair Trade) มีร้านค้า ๒ ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ จากเด็กคนเดียวนะครับ เปลี่ยนจากวิสาหกิจชุมชน ซึ่งต้องรอเงินช่วยเหลือนี้ ทุกวันนี้เป็นกิจการปกติครับ ชาวบ้าน ทั้งหมู่บ้านนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของร่วมของกิจการนี้ครับ เราเห็นศักยภาพ ค่อนข้างมาก จากคนไม่มีโอกาสไม่มีบัตรประชาชนอยู่ ๑๕ ปีนะครับ เข้าเรียนไม่ได้ รักษาพยาบาลไม่ได้ แค่ให้โอกาสนี้เขาสามารถกลายเป็นกําลังสําคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ในชุมชนได้ครับ
ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมอยากยกให้เห็น คือศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (Call center) นะครับ ศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ของมูลนิธิพระมหาไถ่ครับ หลายท่านอาจจะคุ้นเคยดี มูลนิธิพระมหาไถ่นี้ เป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือคนพิการ ปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐ คนครับ ต้องกินอยู่ เสร็จนะครับ ค่าใช้จ่ายปีหนึ่งประมาณ ๘๐ ล้านบาท หลังจากที่ผู้ก่อตั้งคุณพ่อเรย์ ซึ่งอันนี้เป็นแพทเทิร์น (Pattern) ที่เกิดกับแทบจะทุกมูลนิธินะครับ หลังจากผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีบารมีได้เสียชีวิตลงไป เงินบริจาคมันหดหายครับ เพราะคนที่บริจาคนี้ไปติดกับผู้ก่อตั้ง ไม่ได้ติดกับภารกิจ เพราะมันเป็นเงินบริจาคครับ มูลนิธินี้เริ่มตั้งหลักครับ ว่าจริง ๆ แทนที่เราจะรอเงินบริจาค ซึ่งจริง ๆ ยิ่งไปตอกย้ําสิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงนะครับ คือเจตคติของสังคมว่าคนพิการเป็นภาระ เขาเริ่มหาจุดแข็งครับ ว่าเอ๊ะ แล้วทําไมธุรกิจ มันถึงเติบโตได้ครับ ธุรกิจเติบโตไม่ได้ด้วยการใช้จุดอ่อนนะครับ ใช้จุดแข็งครับ เขาค้นพบว่า จริง ๆ แล้วคนพิการอาจจะมีเรื่องด้อยบางเรื่อง แต่ก็มีหลายเรื่องที่ทําได้ดี หนึ่งในเรื่องนั้น คือการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ (Call center) คนที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ไม่ได้มี ความแตกต่างจากพวกเรานะครับ ในทางกลับกับครับผลจากการดําเนินการนี้ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้านี้สูงกว่า คอลเซ็นเตอร์ (Call center) ปกตินะครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่นี้ต่ํากว่า ๓ เท่าครับ ในขณะที่เงินเดือนถูกกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ปัจจุบันคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ของมูลนิธิพระมหาไถ่นี้ จ้างงานคนพิการ ๒๙ คนครับ มีคนธรรมดาคนเดียวที่เป็นคนดูแลนี่นะครับ ดําเนินการมีรายได้เดือนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ บาท คนพิการเหล่านี้มีเงินเดือน ๆ ละ ๑๓,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องไปใช้กฎหมาย คนพิการที่บังคับว่า ๑๐๐ คนต้องจ้าง ๑ เพราะบริษัทนี้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นคนพิการ แล้วก็ ทํางานได้ดี เอกชนที่มาจ้างก็ไม่ได้จ้างเพราะสงสารครับ จ้างเพราะว่าให้บริการที่ดีในคุณภาพ ที่ต่ํากว่า อันนี้คือการให้โอกาสครับ ๔ ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นครับว่าจริง ๆ แล้ว ภายใต้ระบบเศรษฐกิจใหม่นี้เราไม่ได้พูดกันเรื่องการสงเคราะห์นะครับ เราไม่ได้พูดกันว่า คนมันจําเป็นที่จะต้องมาช่วยเหลือกัน แล้วนอกไปจากนั้นนอกจากองค์กรที่เป็นนอนโพรฟิต (Non-profit) ที่ผมยกนี่ครับ มีอีก ๑ ตัวอย่างที่ทําให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องทําเป็น คนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ระบบบริการสาธารณะของภาครัฐจํานวนมากซึ่งในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะนี่เขาปรับเปลี่ยนครับ ว่าแทนที่รัฐจะมีทางเลือกแค่เรื่องของการเอาเงินอนาคตมาใช้หรือการตัดงบประมาณ เกิดทางเลือกใหม่ครับว่าทรัพยากรจริง ๆ แล้วมันมีอยู่เต็มไปหมดในสังคม บริการสาธารณะ จํานวนมากไม่จําเป็นต้องมาประนีประนอมระหว่างคุณภาพกับค่าใช้จ่าย ๒ เรื่องนี้ไปด้วยกัน ได้ ตัวอย่างที่เราเห็นชัดเจนก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลบ้านแพ้วนี้คือเป็นระบบ โรงพยาบาลของรัฐนะครับ ผมเห็นว่าประเด็นนี้มีประเด็นที่ดีเบต (Debate) นะครับ ยังดีเบต (Debate) กันได้อีกเยอะว่าระบบที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยมุมหนึ่งที่ทําให้เห็น ก็คือหลังจากที่ออกมาเป็นองค์การมหาชนนี่เขาสามารถเลี้ยงตัวเองได้ครับ แล้วก็ให้บริการ กับคนจํานวนมาก ปัจจุบันบ้านแพ้วขยายจาก ๓๐ เตียง เป็น ๓๐๐ เตียง บ้านแพ้ว ขยายสาขามาที่สุขุมวิทแล้วนะครับ ถ้าท่านใดอยู่แถวสุขุมวิท อยู่ที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร คือสามารถขยับขยายได้โดยใช้หลักการบริหารจัดการเหมือนโรงพยาบาลเอกชนปกติครับ บริการอาจจะไม่ได้เท่าเทียมนะครับ แต่ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น แล้วก็กําไรที่เกิดขึ้น แทนที่จะเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นเหมือนระบบเอกชนปกติเขาเอากลับมาลงทุนซ้ําแล้วก็ขยายผล กิจการครับ มีบริการสาธารณะจํานวนมากที่สามารถทําได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล การศึกษา ขนส่งมวลชน ประเทศไทยไม่เคยมีทางเลือกเรื่องนี้ที่กิจการเหล่านี้สามารถเป็น ของประชาชนจํานวนมากได้ แทนที่จะเป็นทางเลือกแค่ขาวกับดําว่าไม่รัฐก็ต้องเอกชน ตัวอย่างทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ทําให้เห็นครับว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงแล้วก็เกิดขึ้นแล้ว แต่เหตุผลสําคัญที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิกเกี่ยวกับเรื่องนี้มี ๒ เรื่อง ที่เราจําเป็นจะต้องทําเรื่องนี้ เรื่องแรกเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ํานะครับ อันนี้ เป็นประเด็นที่เราคุยกันมาหลายปีและผมเดาว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องต้น ๆ ของเหตุผลที่เรา จําเป็นต้องปฏิรูปนะครับ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องประเทศไม่เติบโตนะครับ เรามีปัญหาเรื่องว่า เติบโตแล้วมันไม่ได้เติบโตอย่างทั่วถึงครับ
อันที่ ๒ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันครับ คือเรามีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ สิ่งที่เราทําเพื่อสังคมนี้บางเรื่องอาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพ แล้วผมคิดว่าถ้าจะทําให้เกิดความ ยั่งยืนมันต้องเปลี่ยนไปด้วยกัน เราไม่สามารถเรียกร้องว่าถ้าคนเหลื่อมล้ําแล้วแปลว่าเอาเงิน คนรวยช่วยคนจน ไม่ได้แก้ปัญหาครับ เพราะว่าปัญหาก็จะกลับมาใหม่ สิ่งที่สําคัญไปกว่านั้น คือตัวหัวใจของวิธีการดําเนินการในการแก้ปัญหาของคนที่ด้อยโอกาส คือเขาต้องมีกลไกที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น เสมือนหนึ่งภาคธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ ๒ เรื่องนี้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ จํานวนมาก ผมอยากนําเรียนสัก ๒ เรื่องนะครับ กราฟ (Graph) ที่เราโชว์ (Show) ให้เห็น เป็นกราฟ (Graph) การเติบโตทางเศรษฐกิจ จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเติบโตดีพอสมควร สีชมพูที่ผมแสดงให้เห็นเป็นดัชนีการพัฒนา มนุษย์ ประเทศไทยเคยอยู่ที่อันดับ ๕๘ ตอนที่เริ่มประเมิน ปัจจุบันเราร้อยกว่านะครับ กราฟ (Graph) มันสวนทางกันครับ อันนี้ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับภาพต่อไปครับ เราลอง แบ่งตัวเลขสีฟ้า การเติบโตทางเศรษฐกิจของคนไทยออกเป็น ๕ กลุ่ม กลุ่มที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กับกลุ่มที่จนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กราฟ (Graph) นี้แสดงให้เห็นว่าการ เติบโตทางเศรษฐกิจที่ไปอย่างมากนี่มันไม่ได้ลงไปข้างล่างครับ มันไปลงคนกลุ่มเดียว ผม อาจจะพูดเรื่องซ้ําที่ทุกท่านทราบอยู่แล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากนําเสนอวันนี้คือการปฏิรูป เศรษฐกิจลําพังเพิ่มมูลค่าเราก็จะกลับมาวงจรเดิมครับ อีก ๑๐ ปีเราอาจจะต้องมีสภาปฏิรูป มาอีกรอบหนึ่ง เพราะมันเป็นปัญหาเดิมที่เคยมีอยู่แล้ว แล้วที่หนักไปกว่านั้นเราทดลอง วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลของเวิล์ดแบงก์ (World Bank) นะครับ เราเคยมีข้ออ้างอยู่เสมอว่าประเทศแบบเรางบประมาณน้อยนะครับ จริง ๆ แล้วเรามีปัญหา เรื่องประสิทธิภาพด้วยครับ เฉพาะเรื่องการศึกษา ประเทศไทยเป็นอันดับ ๒ ของเอเชียนะครับ ที่เราใช้งบประมาณ เพอร์แคปิตา (Per capita) ต่อหัวต่อจีดีพี (GDP) แต่ผลลัพธ์ออกมา แบบที่ทุกท่านทราบนะครับ เราตกต่ําลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราสิงคโปร์ ใช้เงินสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) น้อยกว่าเราครึ่งหนึ่งครับ อันดับ ๔ ครับ ๔๙ ที่ผมโชว์นี่ไม่ใช่ จากทั่วโลกนะครับ จาก ๕๓ ประเทศนะครับ อันนี้เป็นตัวเลขยืนยันนะครับ ภาพต่อไปครับ โดยสรุปเราเลยเชื่อว่าจริง ๆ แล้วการเติบโตเศรษฐกิจเป็นเรื่องสําคัญครับ ยังต้องเป็นอยู่ครับ แล้วต้องมีมูลค่าเพิ่มนะครับ แต่ที่สําคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือทําอย่างไรที่จะทําให้การเติบโต นี้แน่ใจได้ว่ามันทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ขนาดนี้เราไม่ สามารถไปพึ่งพาเฉพาะกลไกแบบเดิมที่มีอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นรัฐซึ่งใหญ่โตมากนะครับ ขยับเขยื้อนลําบาก เอกชนซึ่งภารกิจเขาคือการทํากําไรครับ เขาอาจจะมาช่วยเราบ้างนะครับ ก็เป็นเศษเงินของผลกําไรครับ เขาไม่ได้มีภารกิจนี้โดยตรงครับ หรือแม้แต่ภาควิชาการ หรือเอ็นจีโอ (NGOs) ล้วนแล้วแต่มีข้อจํากัดทั้งสิ้นครับ ปัจจุบันกลไกทั้งหมดนี้ถ้าไม่มี การเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ผมพูดทั้งหมดแก้ไม่ได้ครับ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทําไมเราต้องการ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่จะนําเรื่องเหล่านี้มาด้วยกันนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมอยาก นําเรียนนะครับ ก็คือการปฏิรูปเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่นี้ครับ การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ผมนําเรียนนี้มีองค์ประกอบใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ส่วนครับ แล้วผมคิดว่า น้ําหนักเท่ากันนะครับ ฝั่งด้านซ้ายนี้คือเราจําเป็นที่จะต้องมีกลไกทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ ๑ บวก ๑ ไม่เป็น ๒ ในอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจใหม่คงจะได้มีโอกาสทั้งได้นําเรียนไปแล้ว แล้วก็จะมีนําเรียนเพิ่มเติมนะครับ เราจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จริง ๆ ครับที่จะทําให้มูลค่ามันเพิ่มขึ้น แล้วหลังจากที่โครงสร้างมันปรับเปลี่ยนมีมูลค่า เพิ่มขึ้นเราจําเป็นจะต้องออกแบบกลไกที่จะทําให้แน่ใจได้ว่าภายใต้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกมีการ จัดการอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ไม่ใช่ว่าผลกําไรแล้วมาช่วยเหลือสงเคราะห์แล้วก็ทั่วถึง คือแปลว่าเริ่มมีการเอาความเท่าเทียมของการได้รับโอกาสนี้เข้ามาจัดสรรนะครับ ในที่นี้เรามี ความเป็นไปได้ขององค์กรทั้ง ๔ รูปแบบอย่างที่ผมได้นําเรียนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ขององค์กรไม่แสวงหาผลกําไรในรูปแบบใหม่ที่จัดการแบบไม่แบมือขอนะครับ เรามี ภาคธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนวิธีการ เรามีวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งกฎหมายได้มีการนําเสนอไปแล้ว แล้วก็มีกลุ่มของสหกรณ์กับวิสาหกิจชุมชนซึ่งมีจํานวนมากนะครับที่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ ให้เป็นกลไกที่มาบวกกับด้านซ้ายที่เป็นสีแดง ก็จะนําไปสู่รูปแบบโมเดล (Model) ของ เศรษฐกิจใหม่ที่เราคิดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็สามารถกระจายความเท่าเทียม ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นครับ เพื่อจะทําให้เกิดโมเดล (Model) ดังกล่าวนี้ทางกรรมาธิการเราได้ ศึกษาดูนะครับมี ๓ เรื่องด้วยกันที่ต้องดําเนินการครับ ถ้าเปรียบกับต้นไม้นะครับ ๓ เรื่องนี้ ที่ว่า เรื่องแรกคือการคัดสรรเมล็ดครับ เราจําเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้องค์กรเกิดองค์กร รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้การจัดการแบบธุรกิจ แต่ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะหากําไรสูงสุด เราต้องมีกลไกมาตรการพิเศษเพื่อส่งเสริมให้เกิดกลไกลักษณะนี้นะครับ ในต่างประเทศเขา เรียกองค์กรภาคส่วนที่ ๓ นะครับ เธิร์ดเซกเตอร์ (Third sector) อันที่ ๒ เราจําเป็น ที่จะต้องมีปุ๋ยครับ ปลูกต้นไม้เมล็ดดีถ้าไม่มีปุ๋ยก็ไม่โตนะครับ สิ่งที่จะทําให้เมล็ดพันธุ์ เมื่อสักครู่ที่ผมพูดสามารถเติบโตได้ของเธิร์ดเซกเตอร์ (Third sector) คือตลาดการลงทุน ทางสังคมครับ ซึ่งเป็นตลาดที่ที่ผ่านมานี่เราแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยนะครับ คนไทยเป็นคน ที่ชอบบริจาคอันดับ ๔ ของโลกนะครับถ้าเทียบกับรายได้ ปีหนึ่งแสนกว่าล้านครับ แต่ทางเลือกเรามีจํากัดมากครับ ผมไม่ทราบท่านสมาชิกเป็นแบบผมหรือเปล่าว่าทุกวันนี้ เราจะบริจาคเราคิดหนักนะครับว่าเงินไปไหน เราไม่มีทางเลือกครับ เราไม่รู้ว่าเงินนี้มันจะ ไปเกิดเพื่อสังคมจริงหรือเปล่า ตลาดการลงทุนทางสังคมจะช่วยทําให้เป็นปุ๋ยชั้นดีเลยครับ ที่จะทําให้เมล็ดพันธุ์ที่เราสร้างขึ้นมาเขาสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของภาครัฐ แล้วก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนเพราะเขาอยากเห็นสังคม ที่ดีขึ้นครับ แต่นั้นรูปแบบก็สามารถเข้ามาผสมผสานได้ครับ เรื่องที่ ๓ คือการทําให้เรื่อง ๑ กับ ๒ สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะยาวแล้วก็ยั่งยืนนะครับ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะ ทําให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เกิดการเติบโตขยายตัวทําให้ปุ๋ยมันมีความหลากหลายมากขึ้นตรงกับ เมล็ดพันธุ์นะครับ ทั้ง ๓ เรื่องนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมากนะครับ ผมอาจจะนําเสนอคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ ที่จําเป็นจะต้องทําเราอาจจะจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย บางฉบับครับ อย่างเช่น การปฏิรูปกฎหมายสหกรณ์ ผมเข้าใจว่ามีสมาชิกบางท่านแล้วก็มี กรรมาธิการบางชุดได้พูดถึงประเด็นนี้อยู่แล้วนะครับ สหกรณ์สามารถมีบทบาทสําคัญให้กับ การทําเรื่องนี้ได้ค่อนข้างมาก ถ้ามีการปรับแก้ในบางเรื่องนะครับ เราจําเป็นจะต้องมีรูปแบบ นิติบุคคลแบบใหม่ครับที่ไม่ใช่ขาวกับดําคือไม่ใช่ว่าเป็นบริษัทที่หากําไรสูงสุดและไม่ใช่ว่าห้าม ทําการค้าเลยครับ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิจําเป็นจะต้องลงบัญชีแบบไม่ถูกต้องลงเป็นบริจาค เวลาจําหน่ายสินค้า เราไม่มีลีกัลฟอร์ม (Legal Form) เราไม่มีรูปแบบนิติบุคคลครับที่บอกว่า ทําการค้าแบบปกติ แต่กําไรเอามาช่วยสังคม สิ่งที่จําเป็นอาจจะต้องแก้ก็อาจจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงกฎหมายบางฉบับนะครับเพื่อทําให้เรื่องนี้สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ที่ทําให้องค์กร ทั้ง ๔ ภาคส่วนที่ผมได้นําเรียนเกิดทางเลือกมากขึ้นในการดําเนินการ
ส่วนที่ ๒ ครับ ตลาดนัดลงทุนในสังคมเรามีนวัตกรรมทางการเงินจํานวนมาก ซึ่งได้ทดลองในต่างประเทศนะครับ แล้วก็ประสบความสําเร็จค่อนข้างมากนะครับ ผมคง จะไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่หนึ่งในเรื่องที่น่าจะมีความสําคัญมากก็คือการปฏิรูประบบ ของสลากกินแบ่งนะครับ ซึ่งทําอย่างไรจะทําให้แทนที่จะทําในรูปแบบซีเอสอาร์ (CSR) แบบเดิมสามารถเข้ามาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมได้ด้วย
เรื่องสุดท้ายนะครับ เรื่องของสภาพแวดล้อมอย่างที่ท่านปีติพงศ์ได้นําเรียน แล้วนะครับ เมื่อปีที่แล้ว สปช. สภาปฏิรูปประเทศได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เรื่องกําลังรอการพิจารณาของรัฐบาลนะครับ เราคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยทําให้เรื่อง ที่เกิดขึ้นสามารถขับเคลื่อนได้ในระยะยาวแล้วก็มีความยั่งยืนขึ้นนะครับ แล้วก็เรื่องของ ระบบจัดซื้อจัดจ้างทั้งของภาครัฐและเอกชนที่สามารถเข้ามาเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ได้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เราคาดว่าถ้ามีการปฏิรูปจริงใน ๑๘ เดือนนี้ครับ เป็นความริเริ่ม เชิงยุทธศาสตร์ที่จําเป็นจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จนะครับ
สุดท้ายครับถ้านําเรื่องเมื่อสักครู่ที่ผมนําเรียนมาฉายเป็นปฏิทินเวลานะครับ เราแบ่งงานออกเป็น ๓ เฟส (Phase) นะครับ เฟส (Phase) แรกในช่วง ๓ เดือนแรกเราคิด ว่าอาจจะต้องมีคณะทํางานขับเคลื่อนครับ เฉพาะเจาะจงที่มาทําเรื่องนี้ ซึ่งมีวิสัยทัศน์แล้วก็ แผนร่วมกันนะครับจนแล้วเสร็จก็จะกลายเป็นกลไกสําคัญในการทํางาน ๑๘ เดือนนี้ครับ ถัดไปอีก ๖ เดือนครับส่วนตัวกฎหมายที่มีการรอการพิจารณาอยู่นี้ถ้าได้มีการผลักดัน นิติบุคคลที่มารองรับองค์กรภาคส่วนที่ ๓ ถ้าแล้วเสร็จก็สามารถเปิดประตูทําให้งานเรื่องนี้ ขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นนะครับ แล้วก็อาจจะต้องมีการทํารายงานศึกษาการปรับแก้กฎหมาย ที่จําเป็นเพื่อมานําเสนอต่อสภา แล้วก็กลไกที่เกี่ยวข้องต่อไปนะครับ แล้วก็สุดท้ายก็คือตลาด การลงทุนทางสังคม บางเรื่องครับ ที่สามารถทดลองดําเนินการได้ ในระยะยาวเราแอบฝัน แล้วก็คิดว่าเป็นไปได้ก็คือ ถ้าเรื่องนี้มันสามารถมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ครับ สิ่งเหล่านี้ แทนที่จะไปปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตัวอักษรนะครับ เราคิดว่า เรื่องนี้สามารถเป็นสาระสําคัญได้ครับ อันนี้เป็นเป้าในระยะยาวนะครับว่าแทนที่เราจะไปเน้น ที่การลงเป็นตัวอักษร ผมคิดว่ารูปธรรมที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๑๘ เดือนนี้จะสามารถเปลี่ยน วิธีการดําเนินการพัฒนาของประเทศ ซึ่งเป็นตัวเข็มทิศหลักว่าจากเรื่องที่เป็นเรื่องรอง ไม่สําคัญ สามารถมาเป็นเรื่องสําคัญได้ แล้วระหว่างนั้นข้อเสนอต่าง ๆ ที่จะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนเชิงกฎหมายก็อาจจะต้องมีการดําเนินการ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถดําเนินการ แล้วเสร็จใน ๑๘ เดือนนะครับ งานทั้งหมดนี้ครับผมอยากสรุปสั้น ๆ ให้ท่านประธาน และสมาชิกได้เห็นภาพโดยย่ออีกครั้งหนึ่งนะครับ เรามีวลีที่เราชอบพูดบ่อย ๆ เรื่อง เราไม่อยากเอาปลาให้คนกิน เราอยากสอนจับปลา แต่วันนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่นั้นแล้วครับ ปัญหามันอยู่ที่ว่าปลาที่เราไปสอนเขาจับนี้มันค่อย ๆ หมดไปครับ เราไม่สามารถแค่ไปสอน คนจับปลาแล้วจับแบบไม่มีประสิทธิภาพได้ครับ เพราะเราไม่เคยมีปลาพอสําหรับ ความหิวโหยของทุกคน สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมกําลังจะทํานอกจากสอนเขาจับปลา เราอยากสร้างระบบนิเวศอันหนึ่งขึ้นมาครับ ที่คนที่จะกินปลาเรียกว่ามีการกินแบบ บันยะบันยังนะครับคือกินอย่างเหมาะสม ปลาที่เกิดขึ้นถูกจัดสรรอย่างเท่าเทียมกันครับ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ แล้วสุดท้ายสิ่งที่เราอยากเห็นก็คือไม่ใช่แค่ทําให้คนมีปลากิน แต่ต้องทําให้เขาสามารถรู้ได้ว่าปลาก็เป็นทรัพยากรอันหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด นะครับ เศรษฐกิจเป็นแค่เครื่องมือครับไม่ใช่เป้าหมาย ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมจะช่วยทําให้ คนจํานวนมากขึ้นมีเครื่องมือแบบใหม่ที่ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกันมีความสุข ได้นะครับ แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ําก็จะลดลงแล้วก็บรรเทาลงครับ ขอบคุณครับ