สถิตย์ ชี้แยกพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคม หนุนปฏิรูปผ่านดัชนีชีวิตจริง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๗ มีนาคม ๒๕๕๙

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมอย่างเป็นเอกภาพ โดยเน้นให้ใช้ดัชนีการพัฒนามนุษย์เป็นเครื่องวัดคุณภาพชีวิตแทนการพึ่งพิงเพียงตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในภาคการศึกษา และเสนอแนวทางปฏิรูปผ่านการสร้างภาคส่วนที่สามที่ผสานความเชี่ยวชาญของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมธุรกิจที่ยั่งยืนและคำนึงถึงทั้งกำไร สิ่งแวดล้อม และสังคมตามแนวคิดทรีบอททอมไลน์

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อเรากล่าวถึงเศรษฐกิจเรามักจะกล่าวถึงความเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ทางเศรษฐกิจ ระยะหลังเริ่มเด่นชัดขึ้นว่าเราเริ่มพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ แต่น้อยมากที่จะกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจและสังคม แผนพัฒนาฉบับแรก ของประเทศคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจจนฉบับที่ ๒ จึงจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็ยังแยกระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเศรษฐกิจ ยิ่งขยายตัวยิ่งเจริญเติบโตสังคมยิ่งมีปัญหาและปัญหานั้นยิ่งขยายตัว ความเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจทําให้คนจนลดลงเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วจาก ๒๔ ล้านคน เหลือ ๘ ล้านคน แต่ความแตกต่างช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนไม่ได้แตกต่างกันออกไป เศรษฐกิจ ที่พัฒนาขึ้นนั้นไม่ได้ทําให้สังคมสงบสุขแต่กลับทําให้สังคมเลวร้ายลงไป ตัวเลขของ ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสวนทางกับตัวเลขดัชนีการพัฒนามนุษย์ ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ ฮิวแมน ดีเวลล็อปเมนต์ อินเด็กซ์ (Human Development Index) ซึ่งพัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวปากีสถาน ชื่อว่า มาห์บับ อุลฮัก ได้พัฒนาดัชนีการพัฒนา มนุษย์ขึ้นมา เพราะเชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นไม่ได้ทําให้มนุษย์พัฒนาขึ้น เขาจึงพยายาม ที่จะเชื่อมการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวเข้ามาสู่มิติของความอยู่ดีกินดีของคน อุลฮัก พยายาม ชักชวน อมรรตยะ เสน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล (Nobel) เพื่อที่จะให้มาทําดัชนีการ พัฒนามนุษย์ด้วยกัน ในช่วงแรก อมรรตยะ เสน ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อฟังไป ๆ ก็เริ่มเข้าใจ ว่าเศรษฐกิจที่พัฒนานั้นแท้ที่จริงแล้วเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของ เศรษฐกิจเอง จึงได้เกิดดัชนีการพัฒนามนุษย์ขึ้นมาและตัวเลขสถิติของประเทศไทยปรากฏ ว่าเศรษฐกิจยิ่งเจริญดัชนีการพัฒนามนุษย์ยิ่งลดน้อยถอยลงไป ดัชนีการพัฒนามนุษย์นั้น ประกอบด้วย ๓ ข้อ

ข้อแรก ก็คือ อายุเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องสาธารณสุข

ข้อที่สอง เรื่องการศึกษา ท่านเห็นข้อมูลแล้วว่าการศึกษาของเรานั้น แม้ว่าจะมีงบประมาณมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่ผลที่ปรากฏนั้นด้อยกว่าประเทศอื่น

ข้อที่สาม รายได้ต่อหัวของประชากรไม่ใช่รายได้ทั้งหมดของประเทศ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับสังคมเข้าด้วยกัน แต่จะทํา อย่างไรที่จะให้ เศรษฐกิจและสังคมที่เยี่ยมเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนี้สามารถที่จะมีการปฏิรูป นําไปสู่การที่จะทําให้เศรษฐกิจดีและสังคมดีไปด้วย

ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยอนุกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และทาง ท่าน ผอ.สํานักงานเสริมสร้างกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ผอ.ณัฐพงษ์ จึงได้เสนอการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคมขึ้นมา หลักใหญ่ของเศรษฐกิจเพื่อสังคมก็คือนําแนวความคิดหลักปฏิบัติ ในการบริหารธุรกิจมาใช้ในการพัฒนาสังคม เมื่อก่อนปัญหาสังคมเป็นปัญหาของรัฐบาล เป็นปัญหาของเอ็นจีโอ (NGOs) ระยะหลังบริษัทเอกชนเริ่มเห็นว่าตัวเองจะต้องคืนกําไรให้กับ สังคมบ้าง ไม่เช่นนั้นตัวเองก็จะอยู่ไม่ได้ จึงเกิดกิจกรรมที่เรียกว่าความรับผิดชอบขององค์กร ต่อสังคม หรือที่ได้ยินกันในนามซีเอสอาร์ (CSR) หรือคอร์เพอเรท โซเชียล เรสปอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) แต่แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของการให้ และเป็นการให้ ที่ไม่ยั่งยืน เพราะว่าต้องให้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความคิดว่าทําอย่างไรความตั้งใจในการ แก้ไขปัญหาสังคมสามารถบรรลุผลได้ เพราะว่าระบบงานภาครัฐก็ดี ระบบเอ็นจีโอ (NGOs) ก็ดี ยังขาดความเชี่ยวชาญในการบริหารที่จะทําให้กิจกรรมนั้นมีความยั่งยืน แต่ภาคธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารที่จะสร้างกําไร ทําอย่างไรให้ความเชี่ยวชาญในการบริหาร บวกกับความตั้งใจในการพัฒนาสังคมจะได้มาอยู่ด้วยกันได้ ๒ อย่างนี้เรียกว่าภาคส่วนที่ ๑ คือภาครัฐ กับภาคส่วนที่ ๒ คือภาคเอกชน มาบูรณาการรวมกันเป็นภาคส่วนที่ ๓ ซึ่งขอ อนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า เดอะ เธิร์ด เซกเตอร์ (The third sector) การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อสังคมนั้นเราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้าง เดอะ เธิร์ด เซกเตอร์ (The third sector) คือ ภาคส่วนที่ ๓ นี้ขึ้นมา เป็นภาคส่วนที่ทําธุรกิจ แต่ธุรกิจนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม ตัวอย่าง ที่ยกขึ้นมาไม่ว่ามูลนิธิดอยตุงทํากาแฟดอยตุงขึ้นมา ทําให้ผืนป่าดอยตุงกลับคืนมา ทําให้ ชาวเขาที่เคยปลูกฝิ่นหันมาปลูกกาแฟ สร้างประโยชน์ทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม กาแฟอาม่า อาข่า หรือบ้านแพ้วที่ยกตัวอย่างล้วนแล้วแต่เป็นหลักการของภาคส่วนที่ ๓ เป็นหลักการของ การทําประโยชน์เพื่อสังคม แต่นําวิธีการบริหารทางธุรกิจมาใช้ เป็นหลักการ ๓ ส่วนประกอบกัน มี ๓ พี (3P) ด้วยกัน ก็คือโพรฟิต (Profit) แพลนเนต (Planet) แล้วก็พีเพิล (People) โพรฟิต (Profit) ก็คือการที่พยายามบริหารให้มีกําไร เมื่อมีกําไรองค์กรนั้นก็อยู่อย่างยั่งยืน ไม่จําเป็นจะต้องขอรับการบริจาคอีกต่อไป แพลนเนต (Planet) ก็คือสิ่งแวดล้อม พีเพิล (People) ก็คือคนและสังคม เรียกว่า ทรี บอททอม ไลน์ (Three bottom line) ๓ อย่างที่จะ ต้องทําเพื่อให้เศรษฐกิจเพื่อสังคมเกิดขึ้น การนําเสนอเพื่อการปฏิรูป ๓ หัวข้อ และการปฏิรูป ๓ ระยะในวันนี้เพื่อที่จะนําไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างการทําให้เศรษฐกิจมีประโยชน์ต่อสังคม การทําให้เศรษฐกิจมีประโยชน์ต่อการทําให้คนในสังคมมีความเป็นดีอยู่ดีขึ้น วันนี้ถือว่าเป็น วันที่สําคัญที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้เรียกร้องหรือสร้างกระแสให้คน ในสังคมได้เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของการทําให้เศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อสังคม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงขอนําเสนอต่อท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้การสนับสนุนในการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคมในวันนี้ ขอบพระคุณครับ