นิกร จํานง แสดงความเห็นสนับสนุนนโยบายเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเสริมความมั่นคงอาหารและลดความเหลื่อมล้ำ แต่ตั้งข้อกังวลต่อความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งกองทุนและหน่วยงานใหม่ที่อาจขัดต่อกฎหมายและมติครม. รวมถึงปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการของสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน พร้อมคัดค้านข้อเสนอใช้งบจากสลากกินแบ่งหรือธนาคารพาณิชย์ เหตุซ้ำซ้อนและขัดหลักกฎหมาย จึงเรียกร้องให้มีทางออกที่กล้าหาญและหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในอดีต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภา ลําดับที่ ๗๙ ผมอยากจะเรียนว่า สําหรับวาระนี้ผมเองเห็นด้วยแล้วก็ขอชื่นชม ต่อท่านผู้เสนอทั้ง ๒ ท่านนะครับ วิธีนี้เป็นวิธีปฏิรูป ที่เสนอตรงนี้ขึ้นมาคือออกนอกกรอบ ไปเลยในการคิดที่จะแก้ปัญหาแล้วก็คิดแบบยั่งยืน คิดที่จะเพาะปลาขึ้นมาเอง เพราะปลา มันขาดแคลนอย่างที่ท่านว่า แต่ในฐานะที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายที่ผมเห็นด้วยว่าเราคง จะต้องมีขึ้นมา ลักษณะแบบนี้มาช่วยดูแลสังคมบ้างเพราะความเหลือมล้ํามีปัญหา มากเหลือเกิน นโยบายเห็นด้วย แต่การขับเคลื่อนผมเกรงว่าจะมีปัญหาเยอะมากเท่าที่ผมดู ผมยินดีด้วยว่าท่านกล้าที่จะเดินไปข้างหน้า ที่เรากําลังจะเจอขณะนี้คือภูเขาลูกสูงมาก ผมมองว่าจะข้ามไม่พ้นเอา ผมเองในฐานะเป็นนักปีนเขาคนหนึ่งก็อยากจะเสนอความเห็น ประกอบ แล้วก็เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเป็นกังวลมากต่อการไปถึง เป้าหมาย เนื่องจากว่าผมเห็นปัญหาว่า ปัญหาที่จะมีต่อวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้นะครับ อันแรก เป็นปัญหาใหญ่มาก คือปัญหาเรื่องทุน เพราะว่าท่านก็เสนอว่า ทุนจะเอาจากไหน จะเสนอ ตั้งเป็นกองทุน มีการกําหนดว่าจะเอาเงินมาจากงบประมาณของรัฐระยะสั้นนะครับ นําเงิน มาจากสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นําเงินมาเกี่ยวกับเรื่องรางวัลที่คนไม่มารับ เอาเงินจาก ธนาคารที่ไม่มีการเคลื่อนไหว แล้วก็เอาเงินจากส่วนอื่น ๆ ตรงนี้จะเอามาใช้ในเรื่องนี้ เป็นระยะสั้น แล้วก็จะยืนขึ้นเองแล้วก็เดินไปข้างหน้าตามที่ท่านประธานได้กล่าว ตรงนี้ เป็นเงินในกระเป๋าคนอื่นทั้งสิ้น แล้วก็ผมมองว่าเป็นภูเขาลูกใหญ่เลยนะครับ ผมได้แจก เอกสารเรื่องการตั้งกองทุนซึ่งผมสู้มาหลายอันแล้ว ได้ชนะครั้งเดียวก็คือว่ากองทุนเลขสวย เท่านั้นที่ได้เงินมา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ ซึ่งกองทุนนี้เงินเราหามาเอง คือเอาป้าย ไปประมูล ส่วนอื่นผมทํากฎหมายเรื่องป้องกันการทําทารุณกรรมสัตว์ขอตั้งกองทุน ไม่ได้ ทําไม่ได้ พ.ร.บ. ประมงที่ประกาศใช้ขณะนี้ มีกองทุนอยู่ในนั้น เรายอมถอยตัดออกเพื่อให้ กฎหมายผ่าน ไม่อย่างนั้นเราจะถูกกดดันจาก อียู (EU) นะครับ เพราะถ้าใส่กองทุนเข้าไป ด้วยกฎหมายจะล่มทั้งฉบับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมไม่เชื่อว่าท่านจะข้ามพ้นจริง ๆ ด้วย ความสัตย์จริง ในนี้จะมีกลไกที่ผมได้แจกท่านสมาชิกไปว่า กลไกในการจัดทํากองทุนเป็น ความเห็นของรัฐบาลเดิม อันนี้เป็นกรรมเก่าของเรา ไม่ใช่เป็นบุญเก่า เพราะว่าเรามีกองทุน เยอะ แล้วเรามีปัญหากับกองทุนมาตลอด เขาก็เลยมีมติ ครม. และเป็นหลักการมาตลอดว่า ไม่ให้ตั้งกองทุนอีกแล้ว ถ้าจะตั้งก็ต้องมีกลไกซับซ้อนมาก จะต้องมีการพิจารณา มีการ นําเสนอ ต้องสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต้องบอกว่าเงินรายได้จะเอาจากไหน จะใช้อย่างไร ซึ่งยากมาก ๆ แล้วหลังจากนั้นพอมาเจอ กับนโยบายอีกอย่างก็คือว่าการไม่ให้ตั้งหน่วยงานใหม่ ขณะนี้เราก็ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีก กลายเป็น ๒ ประสานตรงนี้ผมมองว่ายากที่จะข้ามพ้น ประเด็นต่อมาก็คือสิทธิประโยชน์ สิทธิประโยชน์เองที่จะมีปัญหาก็คือว่า เราขอเสนอว่า ถ้าเราสามารถจะทําได้ เราต้องได้สิทธิพิเศษทางภาษี เพราะไม่อย่างนั้นกําไร กลไกนี้ตั้งขึ้นมา หน่วยนี้ตั้งขึ้นมาหากําไรจากปกติไม่ได้ ต้องเป็นกึ่งสังคม ดังนั้นต้องให้สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งตรงนี้เองเราก็หวังว่าจะมีการนําเสนอแล้วก็มีการแก้ไขปัญหา คือจุดเรื่องภาษีจะเอาเงิน ส่วนลดภาษีมาใช้ ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้มีการตอบมาแล้วว่าทําไม่ได้ ชัด ๆ สุดท้ายปัญหาที่จะมี ก็คือเป้าหมาย อยากจะเรียนว่าเป้าหมายที่มีการนําเสนอขึ้นมาจะเห็นได้ว่าในเอกสารนี้ ที่บอกว่า เราจะมีเป้าหมายไปที่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งคุมอยู่ เราเห็นว่าเป็นกลไก ที่ต่อยอด ผมอยากจะเรียนว่าผมได้อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยงานอยู่ในนี้กับท่านปีติพงศ์ ท่านรัฐมนตรีปีติพงศ์ เราได้เห็นว่า ๒ หน่วยนี้ขณะนี้มีปัญหามาก คือสหกรณ์เองตอนนี้ ก็มีเรื่องเครดิตยูเนียน (Credit Union) ที่มีปัญหาอยู่ คือตัวสหกรณ์เองลักษณะการควบคุม เริ่มมีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว คือเดิมสหกรณ์เราตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน แต่ตอนหลังมีสหกรณ์การเงินขึ้นมาซ้อนและใหญ่กว่า แต่กลไกตามกฎหมายไม่ใช่ควบคุม ลักษณะเป็นด้านการเงิน เราคุมกันแบบสหกรณ์ เพราะถ้าเราบีบรัดมากเกษตรกรจะไปไม่ได้ แต่พอกฎหมายเป็นแบบนั้นการเข้าไปตรวจสอบดูแลก็เลยมีปัญหา ดังนั้นเหตุการณ์ แบบสหกรณ์เครดิตยูเนียน (Credit Union) ที่มีปัญหาอย่างรุนแรงขณะนี้รวมทั้งหลาย ๆ อันตรงนี้มีปัญหามาก กําลังจะแก้ไขกันอยู่ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเสนอไปแล้ว ทางรัฐก็ไม่เห็นด้วยเพราะกําลังดําเนินการอยู่ สหกรณ์ยังมีปัญหาอยู่มาก ภายในเอง การตรวจสอบภายในของสหกรณ์เองก็ตั้งคนในสหกรณ์มาควบคุมตัวเอง ตรงนี้ก็ไม่เวิร์ก (Work) หน่วยงาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดิมอยู่กระทรวงการคลัง ตอนหลังเราย้ายไปอยู่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในชายคาเดียวกัน ตอนหลังมาอยู่กับอธิบดีกรมส่งเสริม สหกรณ์ ตรงนี้ก็ไม่เวิร์ก (Work) ตรงนี้ต้องรื้อกันใหญ่เลย สหกรณ์ถึงจะยืนขึ้นมาได้ ช่วงนั้น เราก็หนีไปว่ามีหน่วยงานขึ้นมาใหม่ก็คือวิสาหกิจชุมชน ที่ท่านพูดถึงประเด็นส่วนที่ ๒ หน่วยนี้เองผมเองได้เข้าไปเกี่ยวข้อง และผมจะยกตัวอย่างตอนนี้ ขออนุญาตท่านประธานว่า มาชี้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ชื่อเหมือนกันคล้ายกัน แล้วท่านก็ไปสัมพันธ์กับเขาแล้วไปคุยกับ เขาแล้วเสียด้วยซ้ํา หน่วยนี้จะเป็นต้นแบบในปัญหาของการ อิมพลีเมนเทชัน (Implementation) ที่ชัดเจนมาก วิสาหกิจชุมชนเองผมเองเห็นว่าเป็นหน่วยงานอีกหน่วยที่ช่วงที่สหกรณ์มีปัญหา เราสามารถจะเอามาได้ เพราะสามารถจะรองรับเงินช่วยเหลือจากรัฐได้ และท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีท่านสนั่น ขจรประศาสน์ ได้มอบหมายให้ผมเข้าไปช่วยดู เพราะท่านเคย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อน ท่านก็เห็นปัญหา เพราะว่าท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกลไกของวิสาหกิจชุมชน ผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งสองครั้ง ไปประชุม แล้วก็ไปพบว่าวิสาหกิจชุมชนช่วงที่ผมเข้าไปดูอายุประมาณ ๗ ปีแล้วหลังจากตั้ง มีปัญหาภายในรุนแรงมาก มีปัญหาหมายความว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนปี ๒๕๔๘ ครั้งแรก ตอนที่ตั้งคล้ายกับที่ท่านจะตั้งตอนนี้เลย คือประเด็นก็คือว่ามีความปรารถนาที่ดี สร้างกลไก ขึ้นมาช่วยเกษตรกร แต่ตอนตั้งขึ้นมาเสนอให้มีการตั้งกองทุนเหมือนกันเลย ขณะนั้นก็ติด ปัญหาคือข้ามภูเขาไม่พ้น เขาก็บอกว่าตั้งกองทุนตั้งไม่ได้เพราะไปซ้ําซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้ว กองทุนฟื้นฟูเกษตรคือกองทุนมีเยอะในนั้น ไม่ให้ตั้ง ผู้ที่เขียนกฎหมายนี้ก็มีความปรารถนาดี ก็เดินต่อก็คือว่าขอตั้ง ขอตั้งโดยไม่ตั้งกองทุน แต่แก้ไขปัญหาโดยการที่ว่า เขาบอกว่า มีกองทุนอยู่มาก เพราะฉะนั้นคุณสามารถไปประสานเอาเงินจากกองทุน เพราะซ้ําซ้อน ซ้ําซ้อนแน่ ๆ เขาก็เลยแก้ปัญหาโดยการตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมา เป็นคณะกรรมการ ประสานงานนโยบายกองทุนเพื่อพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชน คือวิสาหกิจชุมชนอยู่ใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนนี้เป็นแค่กองกองหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมาย ตัวประธานเอง คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมอบหมาย มีรัฐมนตรีเต็มไปหมดอยู่ในนั้น เป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก แต่ขณะนี้เป็นกอง กองหนึ่งในกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้นเอง พอตั้งขึ้นมาก็ให้กรรมการประสานงาน ก็คือตั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการชุดนี้เลย แล้วก็ตอนที่ตั้งคราวนั้นให้กรมบัญชีกลางเป็นเลขานุการ ตั้งแต่ต้น หลักการก็คือไม่ตั้งกองทุน ไปหาเงินมาแล้วใช้รัฐมนตรีที่คุมเงินนี่เป็นคนไปเอาเงิน มาจากกองทุนต่าง ๆ เป็นการประสาน ปรากฏว่าผมไปพบว่าตอนนั้น ๗ ปีแล้ว ไม่มี การประชุมสักครั้งเดียว ไม่มีเลยนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสไปคุยกับรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนั้น ผมบอกว่าคงจะไม่ได้แล้ว เราค้นพบว่า กรมบัญชีกลางงานเยอะและไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไกตรงนี้กับกองทุน ก็เลยขอให้ท่านกรณ์ จาติกวณิช ตอนนั้นแก้ เพราะว่ากรรมการตามที่รัฐมนตรีเสนอ มาเป็นอธิบดีกรมกิจการ เกี่ยวกับเรื่องคลังมาดูแลเรื่องนี้ กําลังจะมีการประชุมเป็นครั้งแรกตั้งแต่ประกาศเป็น กฎหมายขึ้นมา ปรากฏว่ารัฐบาลล้มไปก่อน ก็ล้มเหลวอีก ไม่ได้ประชุมนะครับ ไม่ได้ประชุม เงินไม่มีเลย คือ เงินที่ใช้อยู่แค่เลี้ยงองค์กรก็แย่แล้ว แต่เป้าหมายมีการผลักนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน อีกนิดหน่อยนะครับเวลา ก็คือมีการผลักดันว่าให้ขยาย เรามีสหกรณ์วิสาหกิจชุมชน ไม่ใช่ สหกรณ์วิสาหกิจชุมชน ประมาณ ๖๕,๐๐๐ แล้วขยายไปเรื่อย ๆ ผมเสนอในการประชุม กรรมการว่าหยุดเถอะ เรากําลังหลอกทั้งตัวเอง หลอกทั้งประชาชน เพราะว่าที่ขยายไป ๖๐,๐๐๐ ๗๐,๐๐๐ ขณะนี้ไม่มีผลงาน ไม่มีอะไร แค่เราจะประกวดเพื่อจะเลือกที่ดี ๆ เงินรางวัลก็หาไม่ได้ ต้องไปขอเขาเพื่อจะมาให้เงินรางวัลวิสาหกิจชุมชนที่ดีเลิศในประเทศ ไม่กี่แห่งก็หาไม่ได้ จะเลี้ยงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในกองก็เลี้ยงไม่ไหว เราก็เลยเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนนโยบายว่าถ้าอย่างนั้นเราจําเป็นต้องดิ้นรนแล้วละเพราะว่าเงินกองทุนไปขัดกับ กฎหมายกองทุนที่มีอยู่ เขาไม่ให้เลย บาทหนึ่งก็ไม่ได้เพราะว่ากฎหมายกองทุนที่ว่านี้เขาจะมี กําหนด กําหนด กําหนด ถ้าไม่แก้กฎหมายวิสาหกิจชุมชน หรือไม่แก้กฎหมายกองทุน เหล่านั้น เงินที่เราหวังตั้งแต่ตอนที่เราตั้งกฎหมายนี้ขึ้นมา ออกกฎหมายพระราชบัญญัตินี้ จะไม่ได้เลย เราก็เลยดิ้นไปอีกทางหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเราต้องทําตัวเองให้งอกจากพื้นให้ได้ เป็นนโยบายที่ใช้ตอนนั้น แล้วก็เอื้อมมือไปยังเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือหมายความว่าถ้าพัฒนา ตัวเองไปได้ระดับหนึ่งแล้วก็ไปจัด ผมยังอนุมัติเงินจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปส่วนหนึ่งแล้วก็ไปทําปลากุเลาที่ตากใบให้เป็นระบบขึ้นมาเพื่อจะเป็นโอทอป (OTOP) เพราะเป้าหมายรัฐบาลมีนโยบายเรื่องโอทอป (OTOP) กับนโยบายเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าเราดันตัวเองคือเขย่งขึ้นไปจนถึง เราสามารถจะเอาเงินนั้นมาช่วยวิสาหกิจชุมชนได้บ้าง ก็ปรากฏว่าทําได้จริง ได้จริงบ้าง เหมือนปีนี้ผมชี้ให้ท่านประธานทราบก็ได้ว่าเงินที่เรามี ในวิสาหกิจชุมชนที่ขณะนี้เรามีอยู่ ๗๐,๐๐๐ แห่ง ดูเหมือนใหญ่มาก เงินที่ได้ของสํานักงาน ในงบประมาณ ๒๐ ล้านบาท ท่านประธาน แค่ไปจัดประชุม เงินจัดประชุมก็ไม่พอแล้ว แค่ไปเยี่ยมเงินก็หมดแล้ว แล้วก็สามารถที่จะดันหน่วยวิสาหกิจชุมชนบางหน่วยขึ้นมา พอที่จะเข้าเกณฑ์คือขอ ขณะนี้ปีนี้ขอวิสาหกิจชุมชน ๓๕ ล้านบาท ตามเป้า แล้วก็คาดว่า จะได้จากโอทอป (OTOP) ประมาณ ๓๒ ล้านบาท เท่านั้นเอง กฎหมายใหญ่อยู่มาขณะนี้ ๑๑ ปีแล้ว ได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าเป็นการออก นอกกรอบ หมายถึงว่าไปสร้างกลไกที่จะมาช่วย แต่ภูเขามันสูงเหลือเกินถ้าจะข้ามตรงนี้ กลไกในการตั้งกองทุน และที่สําคัญ ท่านประธานครับ ผมพิสูจน์ได้ว่าเรากําลังจะเจอ ไม่ใช่ หลังจากนี้นาน ๆ หรอก เรามีหนังสือ ท่านประธานที่เคารพครับ จาก สปช. ตอนนี้ สภาปฏิรูปไปที่รัฐบาล รัฐบาลตอบมาแล้ว ไม่เห็นด้วยเลย ตอบมาที่ท่านบอกว่าทางกฤษฎีกา เขารับเรื่องไปทําแล้ว ทางกฤษฎีกาแจ้งกลับมาที่ ครม. ซึ่งแจ้งกลับมาเมื่อวันที่ ๙ กันยายน หนังสือมาถึงที่นี่แล้วนะครับ เราลงรับเมื่อ ๑๐ กันยายน ทางกฤษฎีกาบอกว่าต้องถาม ความเห็นคนอื่น ความเห็นใคร ความเห็นทางกระทรวงการคลังที่ตอบมา ประเด็นที่เราพูดถึง เมื่อกี้ชัด ๆ เลยนะครับ ๑. ก็คือว่าการตั้งกองทุนหมุนเวียนที่ไม่ต้องส่งรายได้เข้ารัฐ ตรงนี้ ควรผ่านกระบวนการและอนุมัตินะครับ แล้วก็กองทุนหมุนเวียนให้เข้าระบบที่เอกสาร ที่ผมแจก ต้องไปเข้าแบบโน้น ให้ตั้งไม่ได้ ไม่เห็นด้วย
อันที่ ๒ เขาบอกว่าต้องไม่ซ้ําซ้อนกับกองทุนหมุนเวียนที่ดําเนินการอยู่แล้ว ข้อนี้เหมือนกับตอนตั้งวิสาหกิจชุมชนเลยที่เขาไม่เห็นด้วย เหมือนกัน อันเดียวกันนะครับ ที่ไปตายเอาดาบหน้า และตอนนี้ตะเกียกตะกายอยู่กลางทาง เอาตัวไม่รอดอยู่นะครับ
ประเด็นที่เราบอกว่าเรื่องนี้จะเอาเงินจากทางสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทางกระทรวงการคลังตอบว่าไม่ควรมีบทบัญญัติไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าเงินส่วนนี้ ต้องนําส่งเป็นรายได้แผ่นดินเท่านั้นตาม พ.ร.บ. ไม่อนุญาต ไม่เห็นด้วย เงินจากธนาคาร พาณิชย์ที่ท่านว่า เมื่อกี้ที่บอกว่าจะโอนเข้ามาเพื่อใช้ เขาบอกว่าเงินรับฝากเป็นข้อตกลง ระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝาก ส่วนใหญ่เป็นกรณีเงินฝากไม่เคลื่อนไหว ที่ว่า ๑๕ ปีใช่ไหม นาน ๆ จะเอามาใช้ สิทธิเรียกร้องยังอยู่ การชําระหนี้ ไม่เห็นด้วย ทางกระทรวงการคลังแจ้งมาว่า อย่างนี้
ประเด็นต่อมาตั้งธนาคาร บอกว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีธนาคาร เพราะปัจจุบันนี้ธนาคารก็มีอยู่แล้ว การตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะในอนาคตไม่ควรจะมี ไม่เห็นด้วยนะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือวิสาหกิจที่จดทะเบียนแล้ว สิทธิประโยชน์ที่พูดถึงตรงนี้ว่า กําไรที่จะได้ ทางกระทรวงการคลังตอบว่าไม่ควรมีบทบัญญัติตามนี้ เพราะเนื่องจากว่า แนวทางปฏิบัติตรงนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร เหมือนกับว่าทําไม่ได้ นี่กระทรวงการคลัง นะครับ แล้วก็ต่อจากนั้นทางอุตสาหกรรมบอกไม่เห็นด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม ทาง ก.พ. เห็นว่าไม่ควรจะตั้งหน่วยงานใหม่ กพร. ควรจะอยู่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต่อมาก็คือสภาพัฒน์ก็เห็นด้วยกึ่งปฏิเสธ ก็คือว่าเสนอว่าให้ไปตั้งกองทุนตามที่ว่าเมื่อกี้ก็คือ ให้ไปเข้ากรอบการตั้งกองทุน ซึ่งไม่มีทางผ่านแน่นะครับ หรือไม่ก็เรื่องธนาคารก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็ต่อจากนั้นก็มีทางกระทรวงที่เห็นด้วยมีหน่วยเดียวเท่านั้นเองหน่วยที่เห็นด้วย ผมใส่สีเขียวไว้ คือผู้อํานวยการสํานักสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ คือตัวเราเอง เท่านั้นที่เห็นด้วย คนอื่นไม่เห็นด้วยเลย ดังนั้นผมเรียนท่านประธานที่เคารพ ด้วยความหวัง ที่ว่าเรื่องนี้ท่านประธานกล้าคิด และกรรมาธิการกล้าคิด ผมเห็นด้วยว่าต้องหลุดออก นอกกรอบ แต่ขณะนี้มีภูเขาใหญ่มากที่ขวางอยู่เราจะข้ามได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นประเด็นตามนี้ แล้ว แต่ผมไม่อยากให้ไปตั้งแล้วไปตายเอาดาบหน้าเหมือนวิสาหกิจชุมชน ประสบการณ์มันมี อยู่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะลําบากกันทั้งหมดเลย ก็อยากให้พิจารณาตรงนี้ แล้วช่วยตอบ คําถามประเด็นเหล่านี้ด้วย เป็นทั้งความเห็นและคําถาม กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณครับ