เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม พร้อมเสนอให้ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างจริงจังผ่านความร่วมมือทุกภาคส่วน การสนับสนุนจากรัฐในด้านนโยบาย กฎหมาย การศึกษา และนวัตกรรม รวมถึงการจัดตั้งกองทุนและมาตรการพิเศษด้านภาษีและรางวัลเพื่อยกย่องผู้ประกอบการเพื่อสังคม โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของกาแฟดอยตุงที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการพระราชดำริในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียล อีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ได้นําเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณาในวันนี้นะครับ ในประการแรกคงต้อง ขอแสดงความชื่นชมกับท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ และอนุกรรมาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้เลือกเรื่องนี้ขึ้นมานําเสนอเป็นวาระ ปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งกระผมเองก็คงมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมให้กับทางคณะกรรมาธิการ ไปประกอบการพิจารณา แต่โดยส่วนรวมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สมควรให้มีการดําเนินการอย่างเร่งด่วน แล้วถ้าเราไปดูในร่างรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ในมาตรา ๒๗ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้มี สภาปฏิรูปแห่งชาติดําเนินการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ในการปฏิรูปประเทศใน ๑๑ ด้าน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ๓-๔ ประการ วัตถุประสงค์ที่สําคัญประการหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นรากเหง้าของความสําเร็จในการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่อง คือเพื่อความมุ่งหมายในการขจัด ความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องมีการดําเนินงานที่ในทุกด้าน ทุกมิติเชิงรุก เพื่อให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ผมฟังท่าน สปท. นิกร ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ก็เกือบจะหมดแรงเหมือนกันนะครับ รู้สึกท่านพูดถึงปัญหาร้อยแปด ในฐานะ ที่ท่านเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาโดยตรง ท่านพูดถึงภูเขาว่ามันเป็นภูเขาที่เราจะต้องก้าวข้าม ผมก็อยากจะเรียนว่าภูเขายิ่งสูงยิ่งท้าทายครับ ยิ่งเราเป็น สปท. แล้วก็อย่างที่ท่านประธาน ได้กรุณาให้ข้อมูลว่าข้อคิดเห็นของหน่วยงานราชการนั้นเป็นข้อคิดเห็นขั้นต้นและเป็น ข้อคิดเห็นที่เป็นส่วน ๆ ก็อาจจะยังมองไม่เห็นภาพรวม ภาพรวมที่ชัดเจนก็เป็นสิทธิที่จะคิด อย่างนั้นได้ ไม่มีการปฏิรูปอะไรที่จะสําเร็จได้โดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ฝรั่งเขาบอกโนเพน โนเกน (No Pain No Gain) เป็นหนังสือที่เรื่องสั้นมากแต่เป็นที่นิยมแล้วก็นํามาใช้กันมาก ในผู้นําองค์กรใหญ่ ๆ และในผู้นําประเทศที่จะพูดถึงโนเพน โนเกน (No Pain No Gain) วันนี้เราจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคมากมายเพื่อที่จะให้บรรลุผลสําเร็จในการขจัดความเหลื่อมล้ํา ตามภารกิจที่ สปท. ได้รับมอบหมายให้ดําเนินการ เรื่องของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) กับโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ผมคิดว่าแทบจะแยกกันไม่ออก มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ในปัจจุบันนี้ ก็ครอบคลุมในมิติของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอ ในวันนี้ ไม่ได้พูดถึงเฉพาะเรื่องขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทําธุรกิจเพื่อสังคมเท่านั้น วิสาหกิจ เพื่อสังคมเท่านั้น ก็ยังครอบคลุมถึงมูลนิธิ ถึงชาริตี (Charity) ต่าง ๆ ถึงสหกรณ์อย่างที่ท่าน ได้กล่าวไว้ ผมว่าโมเดล (Model) ที่ดีที่สุดที่จะดูในเรื่องของโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ถ้าเราไปศึกษาของอังกฤษจะเห็นภาพของ การดําเนินงานในเรื่องนี้มาอย่างเข้มข้น ปัจจุบันนี้มีประมาณเกือบ ๗๐,๐๐๐ แห่งที่เป็น วิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับรัฐบาล เกี่ยวข้องกับวงเงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท ก็จะเห็นว่า มีเครือข่ายที่ใหญ่โตมาก ล่าสุดนี่เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๒ คือเมื่อ ๔ ปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ คือเดวิด วิลเลียม โดนัลด์ แคเมอรอน นี้ได้รณรงค์ตั้งกองทุนเพื่อนํามาใช้ในการสนับสนุน วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเงินถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะนําไปช่วยในการดําเนินงานในเรื่อง ของการให้เกิดวิสาหกิจและสังคม แล้วก็เพื่อให้องค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีอยู่แล้วสามารถ ที่จะเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นการให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมใหม่ ๆ ที่เราเรียกว่า สตาร์ตอัป (Start up) นี่มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทุกภาคส่วน ยิ่งคนที่มีสตางค์ในสังคมนี้จะต้องคํานึงถึงเรื่องนี้ ผมได้ดูรายการโทรทัศน์ของเมืองไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อรายการเสือติดปีก ก็มีแนวคิดอย่างนี้ครับ เขาโยนเงินลงมาคนมีสตางค์แล้วก็ ให้คนกู้ไป ไปทําวิสาหกิจเพื่อสังคม พอได้กําไรแล้วก็มาคืนเขาจากนั้นก็ดําเนินการธุรกิจ ต่อไป กองทุนนี้ก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ มันต้องช่วยกันครับจะหวังพึ่งแต่รัฐอย่างเดียว ทําไม่ได้ที่จะให้มันกว้างขวาง เพราะรัฐก็มีภาระมีลูกมากมาย เพราะฉะนั้นการดําเนินงาน เพื่อให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างกว้างขวางนั้นเป็นความท้าทาย การเขียนแผน การเขียน ข้อเสนอแนะ การเขียนวาระการปฏิรูปเป็นเรื่องง่ายใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ใช้คนที่มีประสบการณ์ ไม่กี่ท่านก็สามารถที่จะเขียนแผน เขียนวาระการปฏิรูปได้ แต่การจะขับเคลื่อนให้สําเร็จ อย่างที่ท่านนิกรเป็นห่วงนี่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือของ ทุก ๆ คนเลย และต้องสร้างคําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม นี่ หรือต้องสร้างโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) นี่ให้เป็นวัฒนธรรมของคนไทยให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ ผมก็คงจะขออนุญาตสรุปโดยการฝากประเด็นไว้สัก ๗ ประเด็นนะครับ ซึ่งบางส่วนก็เหมือนกับที่ท่านประธานสถิตย์ ท่านปีติพงศ์ได้กรุณากล่าวแล้ว แต่ก็เพื่อให้เห็น เป็นภาพชัดเจน
ประการแรก การสนับสนุนของรัฐเป็นหัวใจของความสําเร็จในการขับเคลื่อน โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) อย่างที่มีตัวอย่างในหลาย ๆ ประเทศบอกว่ารัฐจะต้อง เป็นแกนนําแต่ไม่ใช่รัฐแต่ฝ่ายเดียว
ประการที่สอง จะต้องส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนในสถานศึกษาในทุก ระดับชั้น ยิ่งสอนเด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับเด็ก ๆ ได้ยิ่งดี ให้เขาเข้าใจว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม คืออะไร ซึ่งก็แน่นอนมันไม่ใช่หมายความถึงนอนโพรฟิต ออแกไนเซชัน (Non-Profit Organization) อย่างเดียว มันจะเป็นโพรฟิตออแกไนเซชัน (Profit Organization) ก็ได้ แต่โพรฟิต (Profit) หรือกําไรตัวนั้นก็ต้องนํามาคืนให้กับสังคมหรือให้กับสิ่งแวดล้อม หรือให้กับชุมชน ไม่ใช่นําไปแบ่งปันกันเหมือนกับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์
เรื่องที่ ๓ ก็คือการจะต้องนํางานด้านวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ มา ประยุกต์ใช้ให้มากที่สุด ฉะนั้นก็จะต้องมีหน่วยงานที่ช่วยทําในเรื่องนี้ ไม่ใช่ให้เขาเติบโต กันเองตามมีตามเกิด
เรื่องที่ ๔ คือการปรับปรุงกฎหมายให้มีการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม อย่างจริงจัง รับรองสถานะ
เรื่องที่ ๕ คือให้มีกองทุนสนับสนุนการดําเนินงาน การจัดตั้ง การคงอยู่ของ วิสาหกิจหรือสังคมในระดับต่าง ๆ ซึ่งกองทุนนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า ไม่จําเป็น จะต้องมาจากภาครัฐอย่างเดียว จะต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน ในแต่ละจังหวัด แต่ละอําเภอ ผู้มีสถานะ ผู้มีธุรกิจก็สามารถที่จะแปลธุรกิจเขาให้มาดําเนินการในเรื่องนี้ได้ ถ้าผมไม่พูดถึง บุคคลท่านหนึ่งที่ทําเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือ โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ไม่น้อยหน้าใครในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ผมก็คงจะยังไม่ได้กล่าวได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็อยากจะขอกล่าวนามท่านคือท่านอดีตรัฐมนตรี มีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นบุคคลที่บุกเบิกในเรื่องนี้อย่างมาก มีตัวอย่างของท่านอยู่หลายแห่ง มีร้านอาหารบนถนนสุขุมวิทที่เงินรายได้ เงินกําไรส่งกลับไปช่วยพี่น้องประชาชนในบุรีรัมย์ แล้วชาวบุรีรัมย์เองก็มาทํางานอยู่ในร้านอาหาร แล้วท่านก็ไปเปิดร้านอาหารในอังกฤษอยู่ ๒-๓ แห่ง เพื่อดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ธุรกิจของท่านก็มีมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่ไม่ได้มีสักบาทเดียวที่จะนําไปสู่การแบ่งปันให้กับผู้ถือหุ้นหรือให้กับผู้ที่ดําเนินธุรกิจนี้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งแห่งความสําเร็จ
ประเด็นที่ ๖ คือการสนับสนุนมาตรการทางภาษี ซึ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งในภาวะเริ่มต้น ภาวะตั้งไข่ มาตรการทางภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะให้เกิดโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ก็เกิดขึ้นได้
และประการสุดท้ายคือการส่งเสริมบุคคลและองค์กรในด้านวิสาหกิจ เพื่อสังคม หมายความว่าหลาย ๆ ประเทศเขาก็ตั้ง มีรางวัลระดับชาติ มีการที่เราเรียกว่า รีคอนเนกชัน (Reconnection) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก คนที่ทําอาจจะไม่ต้องการ การสรรเสริญเยินยอ แต่ว่ามันเป็นตัวอย่างให้คนอื่นจะได้ทําตามบ้าง ฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญเช่นเดียวกันที่จะให้ผู้ที่อยากจะทํางานเพื่อสังคมก็คือทํางานเพื่อประชาชนที่เขา ด้อยโอกาสกว่าเกิดมากขึ้น แล้วก็อยากจะเข้ามาทําในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ท่านพูดถึงกาแฟดอยตุง บังเอิญเมื่อวานผมได้พบกับ ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเบอร์ลิน (Berlin) ก็คุยกันเรื่องนี้เหมือนกัน ท่านบอก กาแฟดอยตุงตอนนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศเยอรมนี หาซื้อยากมากเลย ฉะนั้นนี่เป็น ตัวอย่างให้เห็นว่าโครงการลักษณะเช่นนี้ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดําริเป็นโครงการหลวง ก็สามารถทําให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเผยแพร่ไปในต่างประเทศ แล้วก็สร้างชื่อเสียงให้กับ บ้านเรา แล้วก็คงจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ในระดับหนึ่งด้วย ก็ขออภัย ท่านประธานใช้เวลาเกินไปเกือบ ๒ นาที ขอบพระคุณครับ