อลงกรณ์ เปิดหารือเศรษฐกิจฐานราก เน้นชุมชนยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๗ มีนาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านวิสาหกิจชุมชนและเศรษฐกิจเพื่อสังคม เพื่อเสริมความเข้มแข็ง ลดช่องว่างรายได้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน ก่อนแจ้งสถานะการประชุมและเตรียมปิดการอภิปรายเพื่อลงมติ หลังมีผู้ขออภิปรายเหลือเพียงสองท่าน โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องและสมาชิกขึ้นชี้แจงก่อนปิดเวที

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจและคณะที่เสนอแนวทางในการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ในการผลักดัน การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับฐานรากให้เข้มแข็ง อย่างยั่งยืน อันเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ อีกทั้งยังเป็นการลด ช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้สูงของคนในชาติให้มีความแตกต่างเฉลี่ย หรือช่องว่างลดลง นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณเพื่อการ แก้ไขปัญหาหรืองบประมาณของรัฐบาลเพื่อการพัฒนาจะทําให้งบประมาณจากในอดีต เป็นการให้เปล่าอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นการสนับสนุนเรื่องการลงทุนของวิสาหกิจชุมชน หรือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) จะทําให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นการแก้ไขปัญหา ที่ตรงจุด แล้วก็ตรงกับความต้องการของชุมชนสังคมอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วยังเป็น การแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือแบบให้เปล่าซ้ําซาก เช่น การช่วยเหลือราคาผลผลิต ทางการเกษตรตกต่ําแทนที่จะเดิมต้องจ่ายทุกปีไปเรื่อย ๆ กลับจ่ายเพื่อการลงทุนหรือ สนับสนุนเพื่อการลงทุนหรือตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาด้วยการลงทุน ระดมทุนของเกษตรกร ในชุมชนนั้นเอง เพื่อพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรหรือพัฒนาการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ให้สูงขึ้นอย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสร้างให้ชุมชนมีความรู้สึกการเป็นเจ้าของ โครงการต่าง ๆ ที่ดําเนินการเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือของชุมชนนั้นเอง และประโยชน์ อันที่ ๔ ก็คือป้องกันไม่ให้เกษตรกรหรือประชาชนในชุมชนชนบทถูกเอารัดเอาเปรียบจาก ผู้ประกอบการหรือจากคนกลาง นอกจากนี้แล้วอาจจะเป็นช่องทางที่สําคัญอันหนึ่งที่เปลี่ยน จากกองทุนหมู่บ้านพัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุมชน ในการดําเนินการนั้นสามารถใช้ได้ หลากหลายในหลายด้านกิจการ เช่น การจดสิทธิบัตร จดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับถิ่นกําเนิด สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ในเรื่องของการทอ ผ้าไหมอาจจะมีภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเฉพาะกับท้องถิ่นนี้ก็ท้องถิ่นนี้รวมกันเป็นวิสาหกิจ ชุมชนนี้แล้วก็จดสิทธิบัตรในนามวิสาหกิจชุมชนนี้ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีใครมาจดได้ และทําให้ต่างชาตินั้นแย่งภูมิปัญญาท้องถิ่นอันนี้ไปจดเป็นสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สิน ทางปัญญา ตรงนี้ก็สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชพันธุ์บางอย่าง มีเฉพาะในชุมชน ๆ หนึ่งของโลกเป็นหนึ่งในแห่งเดียวของโลก เราก็สามารถจดได้หรือพืช ที่เป็นสมุนไพรเราก็สามารถจดได้ เพราะฉะนั้นจดในส่วนบุคคลไม่ได้แต่อาจจะจดในรูปแบบ นี้ได้ก็ทําให้เป็นช่องทางอีกทางหนึ่งครับ ในเรื่องของสามารถไปใช้การศึกษาเราจะเห็นได้มาก เลยนะครับ ในบ้านเราก็มีครับ โรงเรียนนานาชาติที่โด่งดังแถว ๆ แจ้งวัฒนะหรือแถว ๆ บางนา อันนี้ก็เป็นลักษณะของกองทุนเหมือนกัน เราไปในต่างประเทศไปเรียนทั้งโรงเรียน มัธยมและระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยดัง ๆ นั้น ก็มาจากกองทุนมาจากลักษณะนี้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีการพัฒนา ในทุก ๆ ด้านนะครับ เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการศึกษานะครับ การบริการด้านสุขภาพ เมื่อสักครู่มีตัวอย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วนะครับเรื่องการผลิตและการแปรรูปพืชสมุนไพร เป็นอาหารเสริมหรือเป็นยา นอกจากนี้แล้วอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อปลูกพืชสมุนไพร หรือปลูกพืชที่ใช้ผลิตเป็นยารักษาโรคก็ได้นะครับ นอกจากนี้แล้วโรงพยาบาลในต่างประเทศหรือประเทศไทยเรานี่ก็มีนะครับ โรงพยาบาล ที่เป็นลักษณะนี้ก็สามารถทําให้กิจการทางด้านสุขภาพเป็นโรงพยาบาลของประชาชน อย่างแท้จริงไม่หวังกําไรจนเกินควรนะครับ ท่านจะสังเกตเห็นครับโรงพยาบาลที่เป็นลักษณะ ของกองทุนเหล่านี้ราคาค่ารักษาพยาบาลจะไม่แพงเท่ากับโรงพยาบาลที่เป็นของเอกชนครับ ในเรื่องการยกตัวอย่างสามารถเอาไปใช้ได้ในเรื่องการจัดหาน้ําเพื่อการเกษตรอาจจะเป็นการ ตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาเพื่อจัดหาน้ําเพื่อการเกษตร อันนี้ก็เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ในการจัดหาน้ําเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงภัยแล้งนี้ และที่สําคัญจะเป็นการ จัดหาน้ําในเรื่องปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้งบประมาณน้อย รวมตลอดไปถึง การจัดหาน้ําเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ได้ หรือการผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อชุมชนก็ได้ เป็นการลด การนําเข้า เป็นการป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบหรือปุ๋ยปลอมจากผู้ที่ไม่หวังดีกับเกษตรกร หรือผู้ที่หวังกําไรอย่างเดียวนะครับ หรือการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อการเกษตร หรือการผลิต พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์เลี้ยงในกิจการหรือธุรกิจปศุสัตว์ก็ได้นะครับ หรือใช้ในกิจการผลิต พลังงานทดแทนซึ่งในแนวนโยบายของกรรมาธิการพลังงานนั้นได้กําหนดไว้ว่าอยากจะ ส่งเสริมปฏิรูปประเทศให้ผลิตพลังงานทดแทนของชุมชนโดยชุมชนและเพื่อชุมชนครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ทางคณะทํางานได้เสนอแนวทางการปฏิรูปมานี้นะครับ จะถือว่าเป็นการ ดําเนินการที่เป็นการดําเนินการแห่งอนาคตของประเทศเราในการดําเนินกิจการเพื่อสังคม หรือว่าโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นะครับ เพื่อให้เกิดการร่วมลงทุนทางสังคม หรือโซเชียล เวนเจนร์ แคปิตอล (Social Venture Capital) แล้วก็ส่งผลให้เกิดธุรกิจ เพื่อสังคมขึ้นมา โซเชียลบิซซิเนส (Social Business) แล้วก็ธุรกิจนี้มีผลที่ดีหรือผลกระทบ ทางที่ดีต่อสังคม โซเชียล กู๊ด อิมแพกต์ บิซซิเนส (Social Good Impact Business) และท้ายสุด จะทําให้เกิดโซเชียลเอาต์คัม (Social Outcome) ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีถือได้ว่าเป็นธุรกิจ ทางสังคมของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง ผมขอสนับสนุนแนวทางที่นําแนวทาง การปฏิรูปที่นําเสนอมานี้และขอเอาใจช่วยให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องดําเนินการฟันฝ่าอุปสรรค ที่มีอยู่ข้างหน้าให้หมดสิ้นไป แล้วก็ให้โครงการนี้สําเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขอบคุณครับ

ท่านสมาชิกครับ ยังมีผู้แสดงความจํานงที่จะอภิปรายเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติมผมจะเริ่มส่งสัญญาณไฟลงมติไปยังห้องกรรมาธิการคณะต่าง ๆ นะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา