สมพงษ์ สระกวี หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและให้โอกาสคนจนได้มีวินัยทางการเงิน โดยยกตัวอย่างกองทุนสัจจะและธนาคารกรามีนเป็นแนวทางเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
ท่านประธานครับ ผม สมพงษ์ สระกวี ๑๖๑ ครับ ด้วยความชื่นชมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ ของท่านประธานสถิตย์และคณะที่ได้วางกรอบการปฏิรูปเรื่องระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมขึ้น ในครั้งนี้ ซึ่งนับว่าอันนี้ไม่เพียงแต่เป็นความคิดริเริ่มด้านการปฏิรูปตามกระแสเศรษฐกิจใหม่ เท่านั้นนะครับ แต่เป็นการปฏิรูปที่สอดคล้องกับปัญหาที่เผชิญหน้าสังคมไทยอยู่อย่างท้าทาย ที่สุด ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีเพื่อนสมาชิกก็ทราบดีนะครับว่าสังคมไทยนั้นเราเจอปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง เราเห็นตึกรามบ้านช่อง การเติบโตที่เห็นได้ ด้วยสายตา แต่ในเวลาต่อมาคนไทยก็ได้รู้จักมหาเศรษฐีที่ติดอันดับโลก เราได้รู้จักเศรษฐกิจ ที่ท้าทายใหม่ ๆ แต่กระนั้นก็ตามบนความน่าชื่นชมของมหาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกนั้น เราก็ทิ้งคนจนไว้ข้างหลังจํานวนมาก อาจารย์นิด้า (NIDA) อาจารย์ของท่านประธานสถิตย์ และเป็นอาจารย์เดียวกับผม จะพูดเรื่องรวยกระจุกจนกระจายมาเป็นเวลาหลายสิบปี ต่อเนื่องกัน สังคมไทยรู้จักคําว่า คนจนที่โง่ จน เจ็บ แล้วก็ดูเหมือนจะไร้ทางออก ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สังคมทั้งสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปของพวกเราในที่แห่งนี้ด้วย ด้วยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระการปฏิรูป จริงอยู่ครับหนทางข้างหน้านี้เห็นทีจะไม่ง่าย ไม่ง่ายเหมือนปูเสื่อลงนั่งแน่ ๆ ไม่ง่ายเหมือน ปลอกกล้วยเข้าปากแน่ ๆ เรื่องภาวะเศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามการได้ เริ่มต้นพูดถึงการได้เริ่มต้นวางแนวทางเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมอันเป็นกระแส เศรษฐกิจใหม่ในครั้งนี้ อย่างน้อยก็ได้บอกถึงว่าในการพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือการพัฒนา เศรษฐกิจนั้นเราจะไม่ทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง เราได้เห็นคุณค่าของความเป็นคน และยิ่งกว่านั้น การจะสร้างเศรษฐกิจเพื่อสังคมซึ่งกระจายอยู่จนถึงฐานราก หรือรากหญ้า หรือคนจนซึ่งอยู่ ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก จะทําให้คนไทยรู้จักคนจนมากขึ้น จะทําให้นักเศรษฐกิจ หรือนักพัฒนาเศรษฐกิจที่วางโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมไทยได้รู้จักคนจน มากขึ้น ว่าคนจนนั้นแท้จริงแล้วพวกเขามีความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง คนจนนั้นห่วงเรื่อง หน้าตา เป็นหนี้แล้วถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ แล้วเขาพยายามจะชดใช้ มีกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้น ในรัฐบาลสมัยหนึ่ง กู้เงินงบกองทุนหมู่บ้านไปแล้วพอถึงเวลาส่งไปกู้ดอกเบี้ยนอกระบบมาส่ง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์นะใช่ แต่เพื่อจะบอกว่าคนจนนั้นไม่มีหรอกครับที่เขาจะเป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้วหนีหรือล้มละลายลงบนฟูกอย่างที่เราเคยได้ยินกัน อย่างพวกเศรษฐีเขาทํากัน เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์ของคนจนนั้นพิสูจน์ได้ จะเห็นได้ จากกิจกรรมที่เราจะทําเรื่อง ระบบเศรษฐกิจหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมกันในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างดี ๆ ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ยกขึ้นมา ซึ่งผมยังเสียดายว่า สังคมไทยยังรู้จักกันน้อยไป แต่ในเอกสารที่ทางท่านกรรมาธิการให้เรามานั้นก็มีอยู่บางหน้าแล้ว ที่ได้ยกตัวอย่างเรื่องธนาคารกรามีนของศาสตราจารย์ดอกเตอร์ยูนูส แห่งบังกลาเทศ ซึ่งอันนั้น ก็เป็นบทเรียน ซึ่งเราเรียนรู้กันได้ว่าชาวบังกลาเทศที่ยากจนเขาสามารถสร้างธนาคารของ คนยากคนจนขึ้นมาได้และแก้ปัญหาได้ และคนที่มุ่งมั่นในเรื่องนี้ก็ได้รับการยกย่องจากสังคม โลกจนได้รับรางวัลโนเบล (Nobel) สาขาสันติภาพ ที่จังหวัดสงขลาบ้านผมครูธรรมดา ชื่อครูชุบ ยอดแก้ว เรียกร้อง ส่งเสริม กระตุ้น ให้ประชาชนช่วยกันออมเงินวันละบาท ตั้งขึ้น เรียกว่า กองทุนสัจจะ ซึ่งกองทุนสัจจะของครูชุบ ยอดแก้ว จากจังหวัดสงขลานั้นก็เป็น แบบอย่างอันดีงามว่าคนจนนั้นก็มีวินัย เก็บเงินวันละบาท ๆ ได้อย่างไร แต่พวกเขาก็เก็บได้ กู้ยืมกันหนี้ไม่มีสูญ เรียกว่าหนี้ไม่ถึงกับสูญ แต่ใช้ช้าหรืออะไรนี้นะครับ ๐.๐ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์อะไรทํานองนี้ เพราะตัวเลขแบบนี้เห็นได้ครับว่าการพัฒนาอาชีพ การพัฒนา เศรษฐกิจจากฐานล่าง จากเงินออม – เพราะตัวเลขแบบนี้เห็นได้ครับว่าการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานล่าง จากเงินออม ของประชาชนก็ยังได้ เพราะฉะนั้นกองทุนสัจจะ หรือกองทุนเงินออมของภาคประชาชน ที่เกิดจากคนฐานล่าง คนฐานราก เกิดจากความซื่อสัตย์ของคนจน เกิดจากความรักหน้ารักตา หรือความประหยัดของคนจน ซึ่งทําในสิ่งที่พวกเขาทําได้ครับ ไม่มีอย่างอื่นเลย กองทุนสัจจะ ที่ออมเงินวันละบาท ก็สามารถทําให้เป็นกองทุนซึ่งมีนับจํานวนพัน ๆ กองทุน มีเงิน หลายร้อยหลายพันล้านบาท ประเด็นต่อมาก็เหลือเรื่องสุดท้าย ที่สุดแล้วเมื่อชุมชนรู้จัก การออม ชุมชนมีพื้นฐานของความซื่อสัตย์ และชุมชนมีพื้นฐานของการให้กับส่วนร่วมด้วย ซึ่งท่านประธานยืนยันเห็นตรงกับผมได้ว่า วัดนับหมื่น ๆ วัดของประเทศนี้ สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างโรงเรียน เลี้ยงพระได้ ก็คือคนในสังคมเขาประสงค์จะให้กับสังคม ให้กับส่วนร่วม สังคมและส่วนร่วมที่จับต้องได้ง่ายที่สุด ที่เขาเห็นตรงที่สุดก็คือวัด มัสยิด หรือโรงเรียน อะไรทํานองนี้ ซึ่งชุมชนเขาก็ดูแล รัฐบาลไม่ได้ดูแลวัดเท่าไรหรอกครับ โบสถ์อันสวยงาม พระพุทธรูปที่สวย ๆ ดี ๆ วัดที่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้ ชุมชนเขาเป็นคนจัดการทั้งสิ้น ดังนั้นขณะนี้ เหลือแต่เพียงประการเดียวคือความรู้ คือทิศทางที่พวกเขาพึงประสงค์จะได้ เมื่อเศรษฐกิจ ชุมชนหรือเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งทาง สปท. เรา โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจได้นําเสนอ การปฏิรูปเรื่องนี้ขึ้น จึงนับว่าทันการทันเวลา และหรือถ้าจะเป็นการต่อยอดอย่างที่ท่านประธาน ได้พูดไว้ว่าเคยมีมา ก็ขอให้ต่อยอดให้ออกดอกออกผลจะเป็นคุณูปการกับสังคมไทย และจะ ถือเป็นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งสําคัญที่แม้นว่าจะไม่เพิ่มยอด จีดีพี (GDP) หรือเพิ่มยอด ส่งออกให้ปรากฏชัดในทันที แต่ผมคิดว่าการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือการ ปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของท่านประธานกษิตในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ท้าทาย และกระผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านคงอยากเห็นความสําเร็จ และดอกผลจากการปฏิรูปในเรื่องอย่างสําคัญยิ่ง ขอบคุณครับ