วิทยา แก้วภราดัย หารือประเด็นผู้สูงอายุและระบบดูแลในสังคมไทย โดยเสนอให้ทบทวนการกำหนดอายุ 60 ปีเป็นเกณฑ์ผู้สูงอายุ และเน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเขตเมือง พร้อมยกตัวอย่างบทบาทของ อสม. ในการดูแลสุขภาพชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการ ดูการสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้วก็ค่อนข้างจะมีความรู้สึกเหมือนกับเพื่อนสมาชิกว่า เป็นการสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงได้ค่อนข้างจะครอบคลุม กว้างขวาง แต่ก็เสียดายครับ ก็คือ บทสรุปของเราก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในส่วนนี้ของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เราแก้ไป ทําแก้ไขกฎระเบียบ เพื่อเปิดช่องให้ท้องถิ่นเขาทํางาน ได้สะดวกขึ้น แต่อย่าคิดเลยว่าเราจะเพิ่มภาระให้กับท้องถิ่น หรือว่าทําให้ท้องถิ่นมีหน้าที่ เพิ่มขึ้นมา การแก้กฎระเบียบทั้งหมดที่เรานําเสนอนี่เป็นการแก้เปิดช่องให้เขาปฏิบัติ ได้โดยสะดวกแค่นั้นเอง เราไปติดกับครับ ท่านประธานครับ ว่าผู้สูงอายุเราไปขีดเกณฑ์ ๖๐ ปี ถ้าขีดเกณฑ์ ๖๐ ปี ผู้สูงอายุเหล่านั้นกลายเป็นผู้ที่ต้องดูแลแล้ว ท่านครับ ในสภานี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เป็นผู้ที่สมควรถูกดูแลทั้งหมดแล้ว นั่งอยู่ในนี้เกิน ๖๐ ปี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วครับ เราไม่ได้กังวลกับคนอายุเกิน ๖๐ ปี แต่เรากําลังกังวลกับสังคมที่จะต้องมีผู้สูงอายุ ที่ต้องการผู้ดูแล ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คนที่กระทรวงสาธารณสุข ดูแลหลัก ๆ ก็คือผู้ป่วย กลุ่มลูกค้าประจําของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ๓ กลุ่มครับ ๑. คือเด็ก ๒. ผู้พิการ ๓. ผู้สูงอายุ ที่ต้องถูกดูแล วันนี้การพัฒนาการของระบบสาธารณสุขไทย สมัยก่อนเฉลี่ยคนไทยอายุ ๔๕ ปีก็ตาย โดยเฉลี่ย วันนี้อายุคนไทยยืนขึ้นโดยพัฒนา ทางการแพทย์ ผู้ชายเริ่มเป็น ๖๕ ผู้หญิงเริ่มเป็น ๗๐ และมีแนวโน้มที่จะอายุยืนขึ้นทุกวัน ระบบราชการหลายส่วนเริ่มแก้การเกษียณอายุเป็น ๖๕ ปี เป็น ๗๐ ปี และกําลังจะขยาย เป็น ๗๕ ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากังวลวันนี้ก็คือผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล ไม่ใช่คนอายุเกิน ๖๐ ปี หลายท่านก็เป็นห่วงกังวลห่วงใยกับคนในชนบท เราเชื่อมั่นว่าพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งหมดมีปัญญาที่จะจ้างคนมาดูแลพ่อแม่ ยังมีผู้อนุบาลที่ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑๕,๐๐๐ ๑๘,๐๐๐ ดูแลผู้สูงอายุ แต่เรากําลังลืมไปว่าเราที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นผู้ที่เข้าสู่การเตรียมเป็น ผู้สูงอายุ เราทุกคนตรงนี้วัยกําลังทํางาน ไม่ใช่วัยถูกดูแล เรากําลังเป็นวัยที่จะต้องดูแลสังคม ทั้งหมด เรากําลังเตรียมตัวกลายเป็นผู้สูงอายุ หลายคนเริ่มพูดถึงอาหารการกิน หลายคนก็ เริ่มพูดถึงการดูแลสุขภาพ หลายคนก็ต้องเจอกับหมอเพื่อการตรวจสุขภาพ ทั้งหมดวัย ๖๐ ปี เป็นวัยของการเตรียมตัวเข้าสู่ผู้สูงอายุ เมื่อไปจากนั้นอีกหน่อยก็เตรียมใจครับ เตรียมตัวเป็น ผู้สูงอายุ แล้วก็สุดท้ายก็ต้องทําใจ เพราะเป็นผู้ต้องถูกดูแลแล้ว คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนพวกเราละครับ ที่คิดว่ามีสตางค์และจ้างคนมาเลี้ยงดูได้ คนแก่ คนนะครับ คนดูแลคนนี่ เหนื่อยเกือบตายนะครับ พ่อแม่ ๒ คน มีลูก ๕ คนดูแลง่ายครับ ยิ่งดูนับวันลูกก็ยิ่งโตขึ้นทุกวัน ลูก ๒ คนดูแลพ่อแม่ ๒ คน ยิ่งดูพ่อแม่ยิ่งดูไม่ได้เข้าทุกวันครับ ตั้งแต่เดินทางไปเที่ยวได้ จนเข็นรถพาไปเที่ยว ตั้งแต่นอนกับที่จนหนักยิ่งกว่าเด็กทารกแรกเกิด ถามว่าวันข้างหน้าเมื่อจํานวนตัวเลขของ การเกิดประชากรลดลงทุกวัน จากเราใช้นโยบายเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วครับ ลดจํานวนประชากร จาก ๘๐ ปีที่แล้วก็มีนโยบายในการที่ใครมีลูกมากก็จะได้รางวัลจากรัฐ เมื่อทุกอย่างเปลี่ยน กลับหมด วิถีสังคมเปลี่ยนแปลงไปหมด วันนี้คนที่อยู่ในวัยแรงงานเริ่มลดลงทุกวัน ๆ ผมยัง ขอเสนอความคิดเห็นไปยังคณะกรรมาธิการครับ อย่าขีดเส้น ๖๐ ปีสําหรับผู้สูงอายุ และอย่า ประเมินว่าเขาเป็นผู้ที่ถูกดูแล ถ้าเราประเมินอย่างนั้นพวกเราที่นั่งที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ ถูกดูแล ควรจะเกลี่ยคนที่อายุตั้งแต่ ๖๐ ปีไป เตรียมการสําหรับการเป็นผู้ที่ถูกดูแลจริง ๆ คนอายุเริ่ม ๖๐ ปีเป็นวัยที่ยังสามารถที่จะดูแลคนอายุ ๘๕ ปีได้ ไม่ต้องรอเด็กอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี จ้างเดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาทมาดูแล กระบวนการนี้เกิดจากกระทรวง สาธารณสุขเขาเริ่มทํามาแล้วครับ กระทรวงสาธารณสุขมีอาสาสมัครที่เรียกว่า อสม. ทั่วประเทศทั้งหมดครับ วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีแล้วก็เริ่มจ่ายค่าตอบแทนครั้งแรกแก่ อสม. เราสํารวจ อสม. ทั่วประเทศครับ มีทั้งหมด ๙๘๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ผมเข้าใจว่าวันนี้เรามี อสม. ทั่วประเทศประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน โดยตัวเลขสถิติเราจะให้ อสม. คนหนึ่งดูแล ครอบครัวในชนบทไม่เกินคนละ ๑๕ ครอบครัว ๑ ต่อ ๑๕ ครัวเรือนครับ ตัวเลขคนป่วย ทุกหมู่บ้านมีอยู่ที่ อสม. หมดครับ อสม. ได้แค่เบี้ยขวัญกําลังใจเดือนละ ๕๐๐-๖๐๐ บาท แล้วก็จะได้รับไปตลอด อสม. มีฐานข้อมูลเหล่านี้ แต่ที่ผมบอกว่าผมไม่เป็นห่วงในชนบท มากนัก เพราะสังคมไทยเราเป็นสังคมเครือญาติ ในชนบทเขาดูแลกันครับ การดูแล ของชนบทค่อนข้างจะเข้มแข็งโดยวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือสังคมเมือง ซึ่งนับวันระบบทุนนิยมจะเข้าพัฒนาจนความห่างเหินเชิงครอบครัวยิ่งน้อยไปทุกวัน คนในเมืองปัจจุบันมีลูกแยกย้ายครอบครัวไปหมด ถึงเวลาวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไปดูพ่อแม่ วันที่ยังพอไปดูได้ก็ไปดูแล วันที่พ่อแม่อยู่ในวัยที่ต้องมีผู้ดูแลจริง ๆ ลูกก็มีปัญญาจ้างคน ไปดูแลพ่อแม่ ท่านประธานครับ ถ้าปล่อยสภาพอย่างนี้ไปอีก ๒๐-๓๐ ปี ถามว่าจะจ้างคน ที่ไหนไปดูแลพ่อแม่ ถึงคนรุ่นพวกเราขณะนี้ ๕๙-๖๐ ปี ถึง ๗๐ ปี บางท่าน ๘๐ ปี ในสภาครับ อีก ๑๕ ปีข้างหน้าท่านจะไปจ้างคนหนุ่มสาวที่ไหนมาดูแลท่าน แม้ท่านจะสะสม สมบัติไว้มากเพียงใดก็ตาม ผมจึงคิดว่าฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมช่วยไปดูแลไกลกว่านั้นสักนิดหนึ่งว่าคนในเมืองที่มีปัญหาในวันอนาคตข้างหน้า เราจะดูแลเขาอย่างไร เราจะผลิตคนพวกไหนมาดูแลคนเหล่านี้ ในเมื่อคนหนุ่มสาวเริ่มลดลง ทุกวัน ๆ และคนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ก็ก้าวเข้าสู่โรงงาน ก้าวเข้าสู่ทํางาน ก้าวเข้าสู่ภาคบริการมาก เข้าทุกวัน ๆ หาคนที่จะเป็นแม่บ้านยากเข้าทุกวัน ๆ เดี๋ยวนี้คนใช้ตามบ้านเรือนเป็นลาว เป็นเขมร เป็นพม่าไปหมดแล้วครับ เราจะให้ลาว เขมร พม่ามาดูแลพ่อแม่เรา มานั่งดูแลเรา ในวันข้างหน้าหรือครับ ผมคิดว่าถ้าเตรียมการมากกว่านี้นะครับว่า ๑. ถ้าเป็นห่วงชนบท คนในชนบทอายุ ๖๐ ปี มีภารกิจทําได้เยอะครับ ผมไปต่างประเทศเห็นครูที่สอนตาม โรงเรียนเด็กอนุบาลต่าง ๆ เขาเอาคนแก่อายุ ๗๐ กว่าปีนะครับ ไปสอนวิชาเย็บปักถักร้อย หรือวิธีการใช้ชีวิตดูแลของตัวเองในครอบครัวต่าง ๆ ก็สอนเด็กตั้งแต่เด็ก สร้างสายใย สัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก เด็กก็พร้อมจะอยู่กับผู้สูงอายุ แต่วันที่เด็กเกลียดผู้สูงอายุ เมื่อไร พวกเราเตรียมแก่ตายเถอะครับ ไม่มีใครดูแล แต่การเอาคนที่เตรียมการเข้าสู่ วัยผู้สูงอายุเริ่มไปผูกสัมพันธ์กับเด็กใหม่ที่เป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน และวัยขนาดพวกเราเป็นวัย ที่มาดูแลพ่อแม่เอง ถ้าเรามีพ่อแม่อายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี เริ่มต้นเตรียมตัวความพร้อมก่อนที่ตรงนี้ ผมคิดว่าอยากให้งานสังคมเราไปอย่างนี้ หรืออาจจะคิดเลยเถิดไปครับว่าเมื่อแรงงาน ในประเทศไทยเราขาดแคลน วันข้างหน้ารัฐอาจจะต้องส่งเสริมการมีลูกมากไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะคนมีลูก ๕ คนไม่ต้องกลัวเลี้ยงไม่รอดหรอกครับ ยุคที่ผ่านมาคุณยายผมมีลูก ๑๔ คน จบปริญญาตรีหมดทุกคนครับ เพราะว่าเลี้ยงลูกยิ่งโตครับ แต่เลี้ยงพ่อแม่ยิ่งแก่ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ก้าวพ้นการแก้กฎ ระเบียบ แก้กฎให้กับ อบต. เขาแล้ว อย่าลืมนะครับว่าให้ภารกิจเขาเพิ่ม อย่าลืมให้สตางค์เพิ่ม เราโอนสตางค์ค่าเบี้ยผู้สูงอายุไปผ่าน อบต. เราโอนสตางค์ค่า อสม. ไปผ่าน อบต. ขึ้นบัญชีว่า เป็นของ อบต. แต่ทั้งหมดผลิตเป็นนโยบายของกระทรวงหมดครับ กระทรวงสาธารณสุข เอาสตางค์ที่จ่าย อสม. ฝากไว้ อบต. หัวละ ๕๐๐ บาท ไปคํานวณ อบต. ก็สตางค์เยอะขึ้น ๆ ที่จริงงานเหล่านั้นผูกพันหมดแล้ว วันนี้ถ้าผู้สูงอายุจะต้องดูแลเราจะฝากเขาไปอีก ก็อย่าลืม ตัดงบประมาณจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวง ไหนครับแตะให้เขาไปด้วย คนจะทํางานได้ต้องมีงบประมาณ อย่าคิดว่าท้องถิ่นทําได้ ทุกอย่างครับ ทําได้ทุกอย่างจริงครับ แต่อย่าลืมดูแลงบประมาณเขาด้วย ก็ฝากเลยเถิดไปว่า เรื่องการกระจายอํานาจที่ท่านกษิต ภิรมย์ เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายไว้ เป็นเรื่องที่ สภานี้ต้องทํามากกว่านี้ครับ เพราะที่ผ่านมาคิดแต่มอบงานให้เขา เราไม่เคยคิดกระจาย อํานาจให้เขาจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ