กษิต ภิรมย์ หารือการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้มีการจัดทำแผนแม่บทระดับชาติ ร่วมกับการโอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นอย่างครบวงจร เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝากท่านประธานไปที่กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนะครับ ว่าน่าจะนําสถิติเกี่ยวกับผู้สูงอายุมาด้วย เราจะได้เห็นภาพรวมว่า ณ วันนี้มีคนที่อายุเกิน ๖๐ ปีอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้างทั่วประเทศ แล้วก็น่าจะขอได้จากสํานักงานสถิติแห่งชาติ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ จากกระทรวงสาธารณสุข จากสภาพัฒน์แล้วก็จากกระทรวงมหาดไทย การที่ผมได้ระบุชื่อหน่วยงานเหล่านี้ มันก็หมายความว่าเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุนั้น มันกระจัดกระจายไปหลายกระทรวง ทบวง กรม ของราชการไทย เพราะฉะนั้นการที่อยู่ดี ๆ จะมอบงานดูแลผู้สูงอายุไปให้ท้องถิ่นผ่านการเปลี่ยนแปลงคําสั่งของกระทรวงมหาดไทย ดูจะไม่เป็นการเพียงพอครับเสมือนมันดูทํางานกันง่าย ๆ ไปแล้วก็ไม่ทราบว่าก่อนที่เรื่องนี้ จะมาสู่ที่ประชุม สปท. ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนี้ ได้พูดจากับทุกหน่วยงานที่ผมได้กล่าวไว้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกับกระทรวงการต่างประเทศด้วย เพราะว่าเรื่องผู้สูงอายุมันเป็นเรื่องสากลระดับโลก ระดับสหประชาชาติ มีองค์กรกลางของ สหประชาชาติก็หลายองค์กร อย่างน้อยก็คือองค์การอนามัยโลก เวิลด์ เฮลธ์ ออแกไนเซชัน (World Health Organization) ในขณะเดียวกันทางหน่วยงานของสหประชาชาติคือยูเอ็นดีพี (UNDP) เขาก็มีหน่วยประจําประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ธนาคารโลกก็ดี ธนาคารเอดีบี (ADB) ก็ดี มันก็มีผลงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากมาย และฉะนั้นก็หมายความว่าประเทศไทย ต้องมีแผนแม่บทว่าด้วยการดูแลผู้สูงอายุ ผมไม่ทราบว่าแผนแม่บทอันนี้อยู่ที่กระทรวงใด ฝากทางท่านประธานไปที่กรรมาธิการด้วยแล้วก็ภายใต้แผนแม่บทหรือว่าแผนงานระดับชาติ อันนี้จะโอนงานไปให้ท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่กฎหรือว่าระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวคงไม่ใช่ อีกทั้งที่สําคัญมาก ท่านประธานครับ เราเข้ามาทํางานที่นี่เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ไม่ได้มาปฏิรูปหน่วยราชการ เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมพูดหลายครั้งแล้วผมก็จะพูดไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่เรายังทํางานกันแบบนี้อยู่ แล้วเราก็พูดกันมากนะครับในเรื่องของการกระจายอํานาจ ซึ่งถึงแม้ว่าเรื่องที่เรากําลัง พิจารณาอยู่นี้การดูแลผู้สูงอายุจะมาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม แต่ต้องไปคุยกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดินด้วย หรือแม้กระทั่งกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพราะว่าเป็นเรื่องของกระจายอํานาจ จะเป็นคําสั่งกระทรวงมหาดไทยว่าจะโอนงานไปให้ ท้องถิ่นดูแลผู้สูงอายุ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเผื่อไม่คู่ขนานกันไปนั้นต้องโอนอํานาจ อย่างเป็นกิจจะลักษณะไปให้ท้องถิ่นเป็นการกระจายอํานาจเพื่อความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็ยังไม่เก็บอํานาจไว้ที่ส่วนกลางก็คือกระทรวงมหาดไทย แล้วถ้าเผื่อจะโอนอํานาจแล้วก็ ความรับผิดชอบไปให้ท้องถิ่นจะเป็น อบจ. อบต. หรือเทศบาลเมืองและต้องโอนงานทั้งหมด ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่กระจัดกระจายอยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ นอกเหนือจากกระทรวงมหาดไทย คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุขเป็นสําคัญ ต้องโอนไปที่ท้องถิ่นด้วย ต้องไปเป็นแพคเกจ (Package) ใช่ไหมครับ เป็นกลุ่มเป็นก้อนไป และเมื่อโอนไปแล้วก็ต้องโอนงบประมาณที่ยังอยู่ที่หน่วยงานกลาง ๔–๕ หน่วยงานนี้ แล้วก็ต้องโอนบุคลากรไปด้วย เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทางท้องถิ่นจะมีขีดความสามารถ ในการที่จะดูแลผู้สูงอายุ ถ้าเผื่อว่าไม่มีการเตรียมการทั้งการที่จะเตรียมบุคลากรขึ้นมาใหม่ ของท้องถิ่น กับอันที่ ๒ การที่จะรับบุคลากรที่มีความชํานาญในการดูแลผู้สูงอายุจากกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายต้องทําให้เป็นกิจจะลักษณะครับ การที่จะมาออกระเบียบแก้ไขระเบียบ ผมว่ามันไม่เป็นการเพียงพอไม่ครอบคลุมทุกประเด็น แล้วมันก็ทิ้งห่างออกไปจาก การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นไม่ได้ ท่านประธานครับถ้าเผื่อจะให้ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะเห็นว่างานดูแล ผู้สูงอายุนี้เขาไม่ทํากันแล้วที่หน่วยงานส่วนกลางหรือว่าที่เมืองหลวง เขาโอนไปให้ท้องถิ่น หมดแล้ว เพราะว่าท้องถิ่นจะรู้ดีว่ามีคนแก่คนเฒ่า คนพิการ คนชรา คนช่วยตัวเองมากน้อย แค่ไหน เพราะฉะนั้นจะปฏิรูปกันทั้งทีก็ต้องโอนไปให้ท้องถิ่น แต่ว่าให้เวลาสัก ๒ ปี ๓ ปี เพื่อจะให้ท้องถิ่นมีความพร้อมในการเตรียมตัวเองที่จะรองรับงานนี้ แล้วก็เริ่มทยอย ทั้งอํานาจ ทั้งบุคลากร ทั้งงบประมาณลงไปที่ท้องถิ่น แต่ว่าทําให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็ จะมองโดด ๆ แค่จากมุมมองของปฏิรูปสังคมคงไม่เป็นการเพียงพอ เพราะมันไปเกี่ยวกับ โครงสร้างของการบริหารราชการด้วย แล้วจะฝึกบุคลากรอย่างไร ใครจะฝึก จะไปที่โรงเรียน พยาบาล ไปที่มหาวิทยาลัย หรือว่ากระทรวงสาธารณสุขจะรับทําคอร์ส (Course) ขึ้นมาเป็น การพิเศษ มันไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ มันต้องเตรียมการ มันต้องมีแผนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมก็อยากจะเสนอว่าเรื่องนี้ไม่รีบร้อนและผมก็ได้พูดหลายครั้ง บางทีเรามาคุยแล้วก็ถกกัน ให้เข้าใจแต่ว่าไม่ต้องลงคะแนนได้ไหมครับ ผมก็จะกดปุ่มไม่เห็นด้วยอยู่ตลอดเวลา ก็ชักเบื่อ ตนเองแล้ว ท่านประธานก็อาจจะเบื่อผมด้วย แต่เรามาทํางานกันให้เป็นกิจจะลักษณะในการ ที่จะปฏิรูปประเทศไทยในเรื่องสําคัญ ๆ อย่างจริงจัง แล้วก็แน่นอนเรื่องผู้สูงอายุเป็นประเด็น ปัญหาของประเทศไทย อัตราการเกิดมันต่ํามาก จะมีประชากรอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๑๕ ปี ๒๐ ปีที่จะเป็นผู้สูงอายุจะเป็นภาระต่อสังคมต้องดูแลให้ดี และถ้าเผื่อเขาสามารถที่ยังจะทํางานเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย ภาระต่อสังคมก็ลดลงไป แต่เพียงแค่มาเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทยคงจะไม่เป็นการเพียงพอ และทําอะไร ผมคิดว่าเรามาช่วยกันคิดช่วยกันทําให้สิ่งที่เราอยากจะทํานั้นครอบคลุม ทุกหมู่เหล่าไม่ตกไม่หล่น ไม่อย่างนั้นมันก็จะดูเป็นการทํางานผิว ๆ เผิน ๆ แล้วผมคิดว่าไม่ต้องมาเข้าประชุมที่นี้เพื่อจะบอกว่าจะไปรวบรวมต้องออกมาเป็นระเบียบ อะไรต่าง ๆ เพราะว่าสถิติมันมีอยู่มากมายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหาองค์กรกลางในการที่จะ ประมวลให้มันเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็นํามาเสนอที่นี้อีกที เราจะได้เห็นภาพรวมว่าผู้สูงอายุ ของประเทศไทยนั้นอยู่ที่ไหน แล้วแต่ละกลุ่มต้องการความช่วยเหลืออย่างไร แล้วมันก็ต้อง คู่ขนานกันไปว่าคนอายุ ๖๐ ปีในแวดวงราชการ ณ วันนี้ก็จะขยายให้ทํางานไปจนถึง ๗๐ ปี เพื่อเป็นกําลังต่อไป มันก็จะมีจํานวนของผู้ที่สูงอายุที่สังคมต้องดูแลจริง ๆ ก็คือ ๗๐ ปีขึ้นไป กับคนที่ช่วยตนเองไม่ได้ เราก็จะได้ช่วยกันแก้ไขประเด็นปัญหา แล้วก็วางแผนว่าเราจะ ปฏิรูปทางด้านสังคมของประเทศอย่างไร ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ