รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕/๒๕๕๘
วันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๔๒ ท่าน ใน ๒๐๐ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอดำเนินการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระการประชุมจำนวน ๒ เรื่อง คือ
เรื่องแรก รับทราบการขอเชิญเข้าร่วมการประชุมร่วมกันระหว่าง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือการประชุมแม่น้ำ ๕ สาย ในวันพรุ่งนี้วันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘ ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมการประชุมร่วมกัน ระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือการประชุมแม่น้ำ ๕ สาย ในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมรัฐสภา และจะมีการรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมกันภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยขอความกรุณาให้ท่านสมาชิกมาลงทะเบียน บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภา และเข้าห้องประชุมโดยพร้อมเพรียงกันก่อนเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการติดผังที่นั่งไว้บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภาเพื่อให้ ท่านสมาชิกทราบ ส่วนการแต่งกายจะเป็นชุดสากลนิยม จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๒ รับทราบชื่อทีมโฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมจะขออนุญาตท่านสมาชิกตั้งทีมโฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อจะได้เป็น ผู้ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสภา โดยมีรายนาม ดังต่อไปนี้ ๑. นายคำนูณ สิทธิสมาน ๒. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล และ ๓. นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน
การอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน
ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
๑. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๒. ด้านการปกครองท้องถิ่น
ต่อไปเป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ โดยเริ่มจากด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยผมได้อนุญาตให้คุณเสรี สุวรรณภานนท์ นำเสนอภาพรวมของด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก่อน ขอเรียนเชิญ คุณเสรี สุวรรณภานนท์ นำเสนอภาพรวมของด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะที่เคยเป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ของ สปช. ในวันนี้ก็คงจะมากราบเรียนที่ประชุมเกี่ยวกับแผนงานการปฏิรูป ที่คณะกรรมาธิการของ สปช. ได้พิจารณาและศึกษาไว้ วันนี้ก็มีท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ซึ่งขณะนั้นท่านก็เป็นเลขานุการในคณะกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ เป็นอดีต สปช. ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน เดี๋ยวก็จะให้ข้อมูลกับท่านประธานและ ท่านสมาชิกเกี่ยวกับแนวทางหรือแผนการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้ดำเนินการจัดทำแผนงานดังกล่าวไว้ ซึ่งต้องกราบเรียนว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีระยะเวลาที่จำกัด ทำให้การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมไม่อาจจะลุล่วงสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็ได้จัดทำแผนปฏิรูป ในส่วนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อที่จะได้มีการปฏิรูปในส่วนงานดังกล่าวนี้ ให้สำเร็จให้สามารถที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบงานยุติธรรมและกฎหมาย ของประเทศเรา สิ่งที่คาดหวังของประชาชนนั้นต้องกราบเรียนว่าจากสิ่งที่กรรมาธิการ ได้ศึกษามาก็จะพบว่าประชาชนก็ยังมีความรู้สึกที่ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรกับกระบวนการ ยุติธรรมที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กรรมาธิการได้ตระหนักและให้ความสำคัญ ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง การที่จะให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ หรือกลไกในการที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาให้กับประเทศให้ได้ สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็จัดทำเป็นแผนนั้นจริง ๆ แล้วก็อยู่ในเอกสารซึ่งแจกท่านสมาชิกไปแล้ว แต่เพื่อ ทำความเข้าใจให้กระชับและรวดเร็วขึ้นก็ขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าแผนการทำงาน การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคณะกรรมาธิการ สปช. ที่ผ่านมานั้น ได้แบ่งกระบวนการของการปฏิรูป โดยกำหนดหลักการสำคัญอยู่ในส่วนของการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ แต่แผนงานดังกล่าวนั้นกำหนดเป็นเรื่องของแผนงานการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ ๑ การปฏิรูปกฎหมายและการจัดทำกฎหมาย
ส่วนที่ ๒ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนที่ ๓ การปฏิรูปองค์กรและการทำงานในกระบวนการยุติธรรม
ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องการปฏิรูปการแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษร้ายแรง
ส่วนที่ ๕ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน
ซึ่งในแต่ละส่วนงานนี้การศึกษาได้จัดแบ่งออกเป็น ๖ อนุกรรมาธิการ แต่ละอนุกรรมาธิการก็ได้มีการศึกษาแล้วก็จัดทำรายงานผลสรุปเป็นของกรรมาธิการ ดังกล่าว ในส่วนที่ ๑ เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายและการจัดทำกฎหมายนี้ ความสำคัญ ของการปฏิรูปการยกร่างกฎหมายนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะที่ผ่านมานั้นในเรื่องของการยกร่าง กฎหมายได้ผ่านกระบวนการการจัดทำกฎหมาย มีการเสนอร่างกฎหมายหรือร่างแนวทาง ที่จะให้มีกฎหมายเกิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการของหน่วยงานราชการ ผ่านที่คณะรัฐมนตรี แล้วข้อสำคัญก็คือร่างกฎหมายเหล่านั้นก็จะถูกส่งมาพิจารณาในรัฐสภา กระบวนการ ของการจัดทำกฎหมายดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ใช้มายาวนาน แต่ก็มีปัญหาอุปสรรค ในหลายขั้นตอนที่ทำให้การร่างกฎหมายหรือการจัดทำกฎหมายนั้นต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ดังนั้นแนวทางการปฏิรูปของการยกร่างกฎหมายในคณะกรรมาธิการจึงได้กำหนดหลักการ สำคัญที่จะจัดทำกฎหมายให้รวดเร็วขึ้น แล้วก็ให้สำเร็จเป็นผลสามารถนำไปใช้บังคับได้ สิ่งที่กำหนดไว้ประการสำคัญก็คือองค์กรหลักในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายนั้น ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าก็อยู่ที่รัฐสภาจะเป็นกระบวนการสุดท้ายที่จัดทำกฎหมาย ออกไปสู่สังคม ออกไปสู่การใช้บังคับ การปรับปรุงกระบวนการร่างกฎหมายของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็จะให้ความสำคัญไปที่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะในกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับที่ออกมานั้น ส่วนใหญ่ก็จะออกมาทางราชการ ก็ต้องยอมรับครับว่ากฎหมายที่ ออกมานั้นเป็นเครื่องมือหรือกลไกในการทำงานโดยจะให้ความสำคัญไปที่หน่วยงานราชการ เป็นหลักเป็นสำคัญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็จะมีส่วนน้อย ดังนั้น แนวทางของการจะออกกฎหมาย ในส่วนนี้ก็จะให้ความสำคัญไปที่การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเป็นส่วนสำคัญด้วยนะครับ และในส่วนที่กรรมาธิการได้ศึกษานั้นกรรมาธิการ ได้ให้ความสำคัญไปที่กฎหมายที่จะออกมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่จะออกมาแล้ว ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ในส่วนนี้ก็กำหนดกระบวนการให้มีการสร้าง ความเข้าใจกับผู้รักษาการตามกฎหมายตลอดถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจ ในบริบทอาเซียน (ASEAN) เกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายที่จำเป็นเพื่อรองรับสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายและสร้างแผนการปฏิรูปกฎหมายไทยว่าด้วยการจัดการ ประชาชนอาเซียน (ASEAN) ในการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้พร้อมต่อ การจัดการปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของคนสัญชาติไทยในประเทศอาเซียน (ASEAN) อื่น การปฏิรูปกฎหมายนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้พร้อมต่อการจัดการปัญหาคนต่างด้าว ทั้งที่ เป็นประชาชนอาเซียน (ASEAN) และที่ไม่เป็นประชาชนอาเซียน (ASEAN) สร้างแผนปฏิรูป กฎหมายและนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้ความยุติธรรมทางสังคมแก่มนุษย์ในสังคมไทยที่มี ปัญหาการรองรับสถานะบุคคลตามกฎหมายในทุกสถานการณ์ รวมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อันนี้ก็คือส่วนที่ได้มีการศึกษากฎหมายที่จะต้องใช้ในช่วงระยะเวลาที่ต้อง เปิดประเทศ ส่วนที่ ๒ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้วก็ถูกกล่าวขานมาก ๆ ก็คือเรื่อง ของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ เกิดขึ้นได้หลายกรณี การศึกษาได้พบว่าเกิดจากบทบัญญัติของตัวกฎหมายเอง เกิดจาก ผู้บังคับใช้กฎหมายแล้วก็เกิดจากผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นในการที่จะปฏิรูปในเรื่อง เหล่านี้นะครับก็ได้กำหนดการปฏิรูปด้านบทบัญญัติของกฎหมาย ด้านผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ถูกใช้บังคับกฎหมาย แล้วข้อสำคัญคือมาตรการการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพนั้น จะทำอย่างไรส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายนั้น จะถูกกล่าวหาหรือถูกครหาตลอดว่ากฎหมายล้าสมัยบ้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐหย่อนยาน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เคร่งครัดเอาจริงเอาจังกับกฎหมาย แล้วก็ยังอาศัยโอกาส อาศัย ช่องว่างของการทำหน้าที่นั้นแสวงหาประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการทำให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นไม่มีผลบังคับ เท่าที่ควร กรรมาธิการได้ศึกษาแล้วก็ได้ทำข้อเสนอของการปฏิรูปและการดำเนินการก็คือ สร้างกลุ่มผู้รับผิดชอบ ข้อที่ ๑ สร้างกลุ่มผู้รับผิดชอบซึ่งมีความเชี่ยวชาญดูแลรักษากฎหมาย และติดตามอย่างใกล้ชิด ข้อที่ ๒ การสอบข้อเท็จจริงสำหรับความเดือดร้อนจากการบังคับใช้ กฎหมายของประชาชนให้ดำเนินการโดยเร็ว โดยให้หน่วยงานของรัฐทำการประเมินผล การบังคับใช้กฎหมาย การจัดทำกฎหมาย ผลการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงผลของการปฏิบัติ ตามมาตรฐานของการบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ ๓. เพื่อการป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการบังคับใช้ กฎหมายให้พิจารณาดำเนินการในเรื่องความผิดทางวินัยและให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ ในส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งการจัดปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมนั้นให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปองค์กร แล้วก็การปฏิรูปการทำงานในกระบวนการ ยุติธรรม แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือจะไม่เน้นหนักในส่วนองค์กรแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่สามารถปฏิบัติได้แล้วก็รวดเร็วเป็นรูปธรรม ก็คือการปฏิรูปการทำงานของราชการ หรือของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษาไว้เขาแยกในหน่วยงานนั้น ออกเป็นอันที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปองค์กรศาล อันที่ ๒ ก็คือปฏิรูปองค์กรอัยการ อันที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปตำรวจ อันที่ ๔ ก็คือทนายความ อันที่ ๕ ก็คือหน่วยงานของรัฐในกระทรวง ยุติธรรม อันที่ ๖ ก็คือในส่วนขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
ในส่วนของการปฏิรูปองค์กรศาลนั้น ประเด็นการศึกษาก็เพื่อให้เกิด การอำนวยความยุติธรรมที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยกำหนดให้ตุลาการหรือผู้พิพากษา พิจารณาพิพากษาคดีหรือวินิจฉัยคดีไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตามหลัก นิติธรรม มีมาตรการการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม กรรมาธิการได้วางแผนการปฏิรูปเป็นข้อเสนอในการปฏิรูปแนวทางและดำเนินการก็คือ ๑. ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กรศาล ๒. ปฏิรูปการพัฒนาระบบวิธีพิจารณาคดี และระบบองค์คณะในองค์กรศาล อันที่ ๓ ปฏิรูปในเรื่องปัญหาของการขาดแคลนบุคลากร ที่เชี่ยวชาญในแต่ละองค์กรศาล อันที่ ๔ ก็คือการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ทั่วถึง ข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรศาลนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือได้ว่าองค์กรศาลเป็นองค์กรหัวใจหลักสำคัญเป็นกระบวนการ สุดท้ายที่จะให้ปัญหานั้นยุติให้เกิดสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ความเข้มแข็ง ขององค์กรศาลจึงเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้นในระบบการอุทธรณ์ ฎีกา ในส่วนของศาลเอง มีข้อถกเถียงกันอยู่หลายเรื่องหลายประการว่าการอุทธรณ์ ฎีกานั้น ควรจะเป็นกระบวนการ ที่ใช้กับคดีทุกเรื่อง หรือเป็นกระบวนการที่จะต้องมีการกำหนดที่สามารถยื่นฎีกาได้บางเรื่อง เพราะฉะนั้นในกรรมาธิการเห็นว่าในเมื่อกระบวนการเพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน กระบวนการอุทธรณ์ ฎีกา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรต้องใช้ในทุกคดี แล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับ ประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่แยกความเหลื่อมล้ำ ไม่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมโดยกระบวนการ ในทางศาล นอกจากนั้นการบริหารงานและการจัดสรรงบประมาณของฝ่ายธุรการ ในองค์กรศาลก็จะต้องมีการปรับปรุง การเกษียณอายุ การดำรงตำแหน่งผู้บริหาร และผู้พิพากษาอาวุโสหรือตุลาการอาวุโส อันนี้ก็คือเป็นเกณฑ์ที่จะต้องมากำหนดเสนอให้ บุคลากรศาลนั้นสามารถที่ใช้บุคลากรไม่ใช่อายุแค่ ๖๐ ปีก็เกษียณอายุราชการ เหมือนหน่วยงานอื่น ๆ นอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานรองรับการบังคับตามผู้พิพากษา หรือคำสั่งของศาลที่มีประสิทธิภาพ ส่วนต่อไปคือปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทย กระบวนการทางศาลก็จะเข้ามามีส่วนแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ใน สังคมไทยมายาวนาน นอกจากนั้นเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทุจริต และติดตามทรัพย์สินแผ่นดินคืนมา คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอในกระบวนการการปฏิรูป เรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลตามหลักการโดยเร็วและไปอนุวัตการให้เป็นไปตามสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ นี่ก็คือส่วนที่กรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็ได้นำเสนอ ตอนนี้ส่วนลำดับต่อไปนะครับ ในเรื่องการปฏิรูปอัยการก็ขอให้ สปช. ที่เป็นอัยการเป็นคนนำเสนอนะครับ ก็น่าจะตรงประเด็นกับการที่จะให้ท่านสมาชิกได้ทราบ ข้อมูลแนวทางหรือแผนงานการปฏิรูปองค์กรอัยการให้ชัดเจนขึ้น ขออนุญาตท่าน สปท. ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ให้ข้อมูลกับสมาชิกครับ ขออนุญาตครับ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สปท. หมายเลขที่ ๙๒ ขอนำเสนอสรุปถึงภาพรวมภารกิจของอัยการซึ่งในช่วงที่ทางสภาปฏิรูป แห่งชาติได้รวบรวมโดยท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ท่านได้มอบหมายให้กระผมได้นำเสนอในที่นี้ซึ่งเป็นภาพรวมสรุปก่อนที่จะหมดภารกิจของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ซึ่งทางท่านเข็มชัยนั้นท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก่อนชั้นศาล แล้วก็ได้สรุปเรื่องภารกิจ ของอัยการไว้ว่ามีสิ่งใดที่ควรจะต้องปฏิรูป ซึ่งถ้าดูในเล่มที่ได้แจกอยู่ในกล่องลังใหญ่ ๆ อันนั้นนะครับ ที่ทุกท่านรับไปนั้นจะอยู่ในเล่มปกสีเขียวด้านหน้าเป็นสีเขียวจะอยู่ใน หน้า ๒๘ และหน้า ๒๙ ซึ่งเป็นข้อสรุปภารกิจที่ควรจะปฏิรูปว่ามีสิ่งใดบ้าง ซึ่งทางงานของ อัยการนั้นได้มีการศึกษาแล้วก็ได้มีการวิเคราะห์การทำงานของพนักงานอัยการ แล้วก็ระบบการทำงานของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร แล้วก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วก็มีส่วนใดที่จะต้องแก้ไข ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์นะครับ ก็เห็นได้ว่างานของอัยการนั้นมีภารกิจหลากหลาย แล้วก็มีทั้งการใช้ดุลยพินิจในการสั่งคดี มีการให้ความเห็นแล้วก็มีดุลยพินิจในการที่จะตรวจร่างสัญญาต่าง ๆ ตรงนี้ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่บัญญัติให้เป็นภารกิจของอัยการด้วย ฉะนั้นในส่วนเหล่านี้ข้อสรุปทางของผู้ที่ทำการศึกษา แล้วก็วิเคราะห์ แล้วก็นำเข้าเสนอต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมคือคณะใหญ่ ซึ่งขณะนั้นมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ แล้วก็สรุป แล้วก็มีความเห็นตรงกันในงานของอัยการ แล้วก็มีการปรับแก้บ้างเล็กน้อย แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็คือก่อนที่จะหมดภารกิจไปนะครับ ซึ่งข้อสรุปเหล่านั้นก็จะมีอยู่ในข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานดังนี้นะครับ ก็ขออนุญาต กล่าวย่อ ๆ นะครับ ภารกิจของอัยการ เช่น เพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งการแทรกแซงด้านการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ แล้วก็การบริหารด้านองค์กรอื่น ๆ ๒. ก็คือองค์กรในการมีคณะกรรมการก็คือคณะกรรมการที่บริหารงานบุคคลหรือที่เรียกว่า ก.อ. ซึ่งตรงนี้ก็มีการเปิดกว้าง ในตัวกฎหมายเดิมนั้นเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกเข้ามา มีส่วนร่วมในการเสนอแนะให้ความเห็นต่าง ๆ แล้วก็นำมาปรับแก้เกี่ยวกับเรื่องงานของ อัยการ ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบการสั่งสำนวน ระบบการทำงาน กระบวนการพิจารณาในเบื้องต้นก่อนขึ้นสู่ศาลนั้น ให้มีความรอบคอบ ให้มีความรัดกุม แล้วก็มีความยุติธรรมเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้นะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนเบื้องต้น ซึ่งบุคคลภายนอกที่เข้ามานั้น กรรมการมีทั้งหมด ๑๕ ท่าน ๑๕ ท่านนั้นจะเป็นตัวแทนของอัยการที่ยังดำรงตำแหน่ง เป็นอัยการอยู่ ก็จะเป็น ๕ ท่าน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งอีก ๑๐ ท่านนั้นมาจากการเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการประจำ ๓ ท่าน แล้วก็ที่เคยเป็นข้าราชการ ของอัยการมา ๓ ท่าน อีก ๔ ท่านจะมาจากบุคคลภายนอก จาก ครม. ๑ ท่าน จากวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาสรรหาแล้วก็เลือกส่งมา ๒ ท่าน ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวแทน ของประชาชนในการที่จะเข้ามาสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี แล้วก็เป็นการตรวจสอบไปในตัว เท่ากับว่าให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วม ส่วนท่านสุดท้ายนั้น จะเป็นส่วนที่เหลือที่กรรมการทั้ง ๑๔ ท่านเลือกจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เป็นพนักงาน อัยการ แล้วก็ต้องเป็นบุคคลภายนอกจริง ๆ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ในการที่จะพิจารณาและให้ความเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากระบวนการ ยุติธรรมในชั้นต้นนั้นจะได้รับการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซงนะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนต่อไปเรื่องของตัวพนักงานอัยการนั้นก็มีความสอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชนแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ที่มองเห็นว่าพนักงานอัยการนั้น ไม่ควรไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้อง อันนั้นก็เป็นข้อสรุปว่าทางที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็เห็นพ้องด้วย ในส่วนนี้ ในเรื่องต่อไปเรื่องงานของอัยการที่เข้าสู่ระบบงานของสากล ซึ่งตรงนี้ทางองค์กร อัยการนั้นมีความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศในเรื่องของหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งจะต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วก็แลกเปลี่ยนระบบการทำงาน เพื่อเชื่อมโยงในการที่จะติดตามผู้กระทำความผิดหรือว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหรือว่าผู้ร้ายข้ามแดน ในการที่จะดำเนินการส่งตัวเพื่อที่จะหาข้อยุติแล้วก็นำตัวผู้ที่กระทำผิดจริง ๆ มาลงโทษ ให้ตรงตามข้อกฎหมายนะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง พนักงานอัยการนั้นจะต้องทำหน้าที่ เป็นทนายแผ่นดินอย่างแท้จริงแล้วก็เป็นโจทก์แทนให้รัฐในการฟ้องคดีอาญาหรือว่า แก้ต่างให้กับผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในกรณีที่ถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดีในกรณี ที่เป็นการดำเนินการหรือว่าปฏิบัติการตามหน้าที่ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ ข้อสรุปต่อไป ก็เรื่องของการสอบสวนนะครับ ซึ่งในข้อสรุปนั้นให้มีอำนาจร่วมการสอบสวนในบางคดี ในบางเรื่องกับพนักงานสอบสวนนะครับ ส่วนต่อไปก็คือมีความเห็นว่าเพื่อเป็นการลดทอน ปัญหาที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลให้คดีขึ้นสู่ศาลน้อยลงแล้วก็ขึ้นสู่ศาลโดยที่คิดว่าไม่จำเป็นนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดนั้นมีโอกาสที่จะได้รับการปฏิบัติเบื้องต้นในการที่จะ ไม่ต้องถูกนำตัวขึ้นสู่ศาลเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม ไม่มีปัญหา หรือว่ามีชนักติดหลัง ก็โดยมีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องระบบของการชะลอการฟ้อง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นมาตรการก่อนฟ้อง ซึ่งตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือเรื่องของระบบการไกล่เกลี่ยซึ่งก็นำมาใช้ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีดำเนินการอยู่แล้ว แล้วก็ทางพนักงานอัยการก็เข้าไปร่วมในส่วนนี้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ อันนั้นก็เป็นภาพรวมคร่าว ๆ ของข้อสรุปทางของภารกิจของอัยการ ส่วนเรื่องของอายุ การทำงานก็เช่นเดียวกับ ที่ทางท่านประธานเสรีท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่ายึดแนวทางเดียวกันกับตัวผู้พิพากษา ศาลยุติธรรมว่าตรงนั้นระบบการทำงานนั้นควรจะทำมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมาได้ข้อคิด หรือว่าแนวทางโดยส่วนใหญ่ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งควรจะอยู่เพียงแค่ อายุไม่เกิน ๖๕ ปีตามปีงบประมาณ อันนั้นก็เป็นแนวทางซึ่งปัจจุบันขณะนี้ก็เดินทางมาถึง ตรงจุดที่อายุ ๖๕ ปีพอดี และจะไม่มีผลกระทบกับตัวผู้พิพากษาศาลยุติธรรมหรือ พนักงานอัยการแต่อย่างใด ซึ่งยังมีเวลาอีกเกือบ ๒ ปีงบประมาณ ตรงนั้นก็อยู่ที่ว่าในข้อสรุป ตรงนี้เห็นว่าถ้าหากว่าเป็นลักษณะที่เสนอก็น่าที่จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย เพราะว่า ถ้าอายุมากเกินไปคุณภาพการทำงานอาจจะมีไม่เพียงพอ จะมีได้เฉพาะบางท่านเท่านั้นเอง เพราะว่าภารกิจในการที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารนั้นก็มีงานภารกิจเป็นจำนวนมาก แล้วบางครั้งการไปประชุมก็อาจจะเป็นปัญหา จึงเห็นว่าทางศาลยุติธรรมเอง ทางอัยการเอง ก็มีข้อเสนอที่ตรงกันว่าตรงนี้ควรจะมาอยู่ตรงจุดที่ ๖๕ ปี อันนั้นคืออายุการทำหน้าที่ แต่หลังจากที่พ้นอายุ ๖๕ ปีไปแล้วก็ยังคงให้ทำหน้าที่ต่อไปในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโส หรือว่าอัยการอาวุโสต่อไป อันนั้นก็จะเป็นคุณประโยชน์ให้กับองค์กรในการที่จะได้ผู้ที่มี ประสบการณ์ มีความชำนาญ แล้วก็สามารถมองปัญหาได้อย่างทะลุปรุโปร่งมาให้คำแนะนำ มาช่วยดูแล ช่วยขัดเกลาในการที่จะเสนอแนะข้อคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมจะได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องครับ อันนั้นก็เป็นภาพรวมนะครับ ท่านประธานเสรีท่านขอให้ต่อ ขอกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตต่อเรื่องของการปฏิรูป องค์กรอิสระนะครับ ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานอีกครั้งครับ ของผมเองนั้น ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระ ซึ่งการปฏิรูปองค์กรอิสระนั้นถ้าดูผิวเผินในตัวรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดซึ่งยังคงใช้อยู่ก็คือ ปี ๒๕๕๐ นั้น องค์กรอิสระนั้นจะแยกเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่แบ่งประเภทขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๗ องค์กร องค์กรทั้ง ๗ องค์กรนั้นเรียกโดยรวมว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่องค์กรอิสระนั้น จะมีเฉพาะ ๔ องค์กรก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตก็คือ ป.ป.ช. แล้วก็คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือว่า คตง. กรรมการครับ ไม่ใช่ตัวผู้ว่า สตง. ซึ่งเป็นผู้บริหาร แล้วก็ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรียกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตัดคำว่า ของรัฐสภา ออก ก็เหลือคำว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนองค์กรอื่นอีก ๓ องค์กร ก็จะเป็นองค์กรอัยการ แล้วก็คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลำดับสุดท้ายที่ ๗ ก็คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ใช่สภาพัฒน์ เป็นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ก็พักการดำเนินการ ก็เหลือเฉพาะองค์กรอัยการกับกรรมการ สิทธิมนุษยชน ซึ่งในตัวกรรมการสิทธิมนุษยชนในช่วงแรก ๆ ที่กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้นก็จะไปรวมอยู่ในผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ว่าภายหลังก็ได้มีการแยกออกมา เช่นเดิม ทีนี้นำเสนอวิธีการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระได้มีการจัดแบ่งองค์กรอิสระที่จะดำเนินการ ก็คือแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ใช้ดุลยพินิจแต่ว่าอำนาจการสั่งการยังไม่ชัดเจน แล้วก็กลุ่มที่ มีอำนาจการสั่งการ รวมทั้งกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นกลุ่มของศาล อันนั้นก็เป็นกลุ่มที่จัดอยู่ในทางศาลนั้นก็จะมี ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง แล้วก็ศาลทหาร ส่วนในกลุ่มของที่มีอำนาจ ดำเนินการ แล้วก็มีอำนาจสั่งการชัดเจนก็จะเช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อันนี้ ซึ่งยังแบ่งอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งจากการศึกษาแต่ละกลุ่มก็ได้มีการศึกษาแยกเป็นส่วน ศึกษา เรื่องปัญหาระบบการทำงาน ศึกษาเรื่องของโครงสร้าง ศึกษาเรื่องวิธีการทำงานว่าควรจะมี การปรับเปลี่ยนหรือว่าดีอยู่แล้ว หรือว่ามีส่วนใดที่เหมาะสมอยู่แล้ว ตรงนั้นก็ให้ดำเนินการ ต่อไป จากการศึกษาได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล แล้วก็มาขอความเห็น รวมทั้งคำแนะนำต่าง ๆ ก็จะทราบได้ว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีปัญหาที่ยังไม่ได้ปรับแก้ ส่วนใหญ่เกือบจะทุกหน่วยงานจะพูดถึงเรื่องปัญหาของบุคลากรไม่เพียงพอ แต่เรื่องการปรับ วิธีการทำงานนั้นยังไม่ได้มีการปรับ หลายหน่วยงานอย่างเช่นทางขององค์กรอิสระนะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น ป.ป.ช. ก็ต้องขออนุญาตกล่าวพาดพิงถึง ท่านประธานปานเทพด้วยนะครับซึ่งท่านก็อยู่ในที่นี้ด้วยก็ต้องขออภัย อันนี้เป็นผลการศึกษา วิเคราะห์นะครับว่าระบบการทำงานของ ป.ป.ช. นั้นยังมีปัญหาในเรื่องความล่าช้า ยังไม่สามารถที่จะชี้แจงให้มีความชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมาเท่าที่ควร เพราะว่าหลายหน่วยงานที่สอบถามมาก็ไม่สามารถที่จะทราบข้อมูลจากทาง ป.ป.ช. ได้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง รวมทั้งได้มีการเชิญผู้แทนของทาง ป.ป.ช. ทางเลขาธิการ ป.ป.ช. มาให้ข้อมูลก็ทราบว่าเนื่องจากว่าระบบการทำงานของทาง ป.ป.ช. นั้นยังเป็นการทำงาน ในลักษณะเป็นรูปตัวบุคคล ซึ่งจะต้องอาศัยตัวบุคคลที่จะต้องพิจารณาเข้าไปในทุก ๆ เรื่อง ฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้รับการพิจารณาอย่างทันท่วงที แล้วก็มีคดีที่คั่งค้างเป็นจำนวนมาก แต่ทราบว่าในช่วงปลายปีงบประมาณที่ผ่านมานี้ทาง ป.ป.ช. นั้นได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ในการที่จะรับบุคลากรที่จะมาดูแลเรื่องข้อกฎหมายเรื่องข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยเฉพาะ รับจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตมาอีกประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ อัตรา ซึ่งตรงนั้นคงจะช่วยแก้ปัญหาได้ในการที่จะปรับแก้ปัญหาเรื่องความล่าช้าในการดำเนินคดี อันนั้นก็เป็นภาพรวม ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็เช่นเดียวกัน ก็ติดปัญหาในเรื่อง ของการพิจารณาสำนวนต่าง ๆ แล้วก็ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังเห็นว่าตรงนี้ ในบางเรื่องถ้าเป็นไปได้จะพิจารณาคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงจนเกินไปนัก หรือว่า มีขีดจำกัดในการที่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้ว่าตรงนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องที่ส่งนั้น อาจจะไม่ต้องส่งให้กับ ป.ป.ช. ลดลงมาเหลือส่งให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ เป็นผู้ดำเนินการในการที่จะสอบสวนต่อไปก็จะทำให้คดีนั้นมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็ สามารถตรวจสอบและติดตามได้ ทั้งหมดนี้นะครับ ทั้งองค์กรอิสระที่ได้มีการดำเนินการ รวมทั้งภารกิจของอัยการนั้นจะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานมีความเห็นตรงกันว่าควรที่จะต้องมี ความเป็นอิสระในการที่จะดำเนินงานแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซง โดยเฉพาะงานของอัยการนั้น เป็นปัญหามากในการที่จะถูกแทรกแซง เนื่องจากว่าเป็น ลักษณะทั้งต้นทางและกลางทางในการที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล จะมีปัญหาในเรื่องของ ทางการเมืองหรือทางฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ ฉะนั้นถ้าหากว่างานของอัยการ มีความไม่อิสระแล้วโอกาสที่จะถูกแทรกแซงในเรื่องของการให้ดุลยพินิจในเรื่องการใช้ ความเห็นต่าง ๆ ก็อาจจะถูกแทรกแซงได้ เช่นเรื่องการให้ดุลยพินิจในการให้ข้อแนะนำ หรือตรวจสอบตัวร่างสัญญาซึ่งเป็นร่างสัญญาที่มีผลเกี่ยวกับข้อผูกพันหรือข้อผูกมัดของ หน่วยงานราชการหรือของรัฐในการที่จะไปทำสัญญา ตรงนั้นก็อาจจะถูกแทรกแซงได้ ฉะนั้นถ้าหากว่าขาดความเป็นอิสระแล้วนี้ก็จะทำให้การทำงานนั้นขาดความคล่องตัวหรือว่า เกิดความไม่ยุติธรรมได้ ฉะนั้นในที่ประชุมจึงเห็นว่าภารกิจของอัยการนั้นต้องมีความเป็นอิสระ และควรที่จะได้รับการบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ เช่นเดียวกับองค์กรอิสระก็เช่นเดียวกัน ซึ่งในการตรวจสอบองค์กรอิสระเฉพาะตามรัฐธรรมนูญก่อนนะครับ ส่วนหน่วยงานที่เป็น อิสระอันนั้นอีกส่วนหนึ่งอาจจะประสงค์ที่จะให้มีความเป็นอิสระ แต่ว่าการจะเป็นองค์กร อิสระนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของภารกิจงบประมาณในการที่จะสามารถไปบริหารได้เอง อันนั้นก็เป็นส่วนที่ทางของคณะอนุกรรมาธิการได้สรุปแล้วก็เสนอให้กับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นคณะใหญ่ แล้วก็มีการปรับแก้แล้วก็ถกแถลงกัน อย่างกว้างขวาง ซึ่งก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ได้มีข้อสังเกต มีข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในหลาย ๆ ข้อซึ่งเป็นประโยชน์ในการที่จะ นำไปปรับแก้แล้วก็เสนอ ดังเป็นรูปเล่มที่ทุกท่านได้เห็นนี้นะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
กราบเรียนขออนุญาตรายงานให้ครบถ้วนนะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสนอในส่วนกรอบแผนงานการปฏิรูปต่อนะครับ เอาอย่างกระชับแล้วก็รวดเร็วขึ้นนะครับ เนื่องจากเอกสารเราได้ส่งสมาชิกแล้ว รายละเอียด ทั้งหมดขอให้ท่านสมาชิกช่วยกรุณาไปช่วยดูรายละเอียดดังกล่าวทั้งหมดด้วยนะครับ ในส่วน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำก็คือองค์กรทนายความ องค์กรทนายความเราก็เสนอว่า ให้มีการปฏิรูปองค์กรทนายความและปฏิรูปการบริหารงานในองค์กรของสภาทนายความ การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพทนายความเพื่อให้มีการพัฒนาวิชาชีพทนายความให้ตอบสนอง ต่อความต้องการของประชาชนทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเป็นที่พึ่งหลักของ ประชาชนอีกองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทนายความสามารถช่วยเหลือ ประชาชนทางกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ให้ทนายความ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่สามารถพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นอัยการหรือศาลได้ อันนี้คือแนวทางที่จะให้เกิดการปฏิรูปงานกระบวนการทำในส่วนของสภาทนายความ นอกจากนั้นก็กราบเรียนว่าในส่วนงานของกระทรวงยุติธรรมเองมีเรื่องของการบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ หน่วยงานราชทัณฑ์ การคุ้มครอง การคุมประพฤติ และหน่วยงานสอบสวนคดีพิเศษ อันนี้ก็คือหน่วยงานที่กรรมาธิการได้ศึกษาและมีข้อเสนอ ให้มีการปฏิรูปในหน่วยงานดังกล่าวนะครับ ข้อสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือปัญหายาเสพติดให้โทษ กรรมาธิการก็ได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมากำหนดประเด็นหลัก ๆ ไว้นะครับ ในเรื่องของ การปฏิรูปด้านนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ปฏิรูปด้านการบำบัดฟื้นฟู ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด การปฏิรูปด้านการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้ค้ายาเสพติด อันนี้คือเป็น หลักการสำคัญในเรื่องแก้ปัญหายาเสพติด แต่มีรายละเอียดเยอะนะครับ อีกส่วนหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานของตำรวจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ในส่วนนี้มีอนุกรรมาธิการได้ศึกษา และกรรมาธิการก็ได้สรุป แนวทางการปฏิรูปของตำรวจไว้อยู่ระดับหนึ่ง เอกสารท่านสมาชิกไปแล้วครับมี ๑๕ ข้อ แต่ละข้อนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้เกิดการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงตำรวจ ได้แก่ ความเป็นอิสระของหน่วยงานตำรวจปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง ข้อ ๒ การกระจายอำนาจการบริหารราชการไปสู่ระดับจังหวัด ข้อ ๓ การถ่ายโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มิใช่ภารกิจหลักของตำรวจ กลับไปให้เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ข้อ ๔ การสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในกิจการตำรวจทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และสถานีตำรวจ ทุกแห่ง ข้อ ๕ การสร้างกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะอำนาจถ่วงดุลและการสอบสวนโดยไม่กระทบต่อความรวดเร็วในกระบวนการ ยุติธรรม ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุล การสอบสวนได้ในกรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ข้อ ๖ การพัฒนาคุณภาพ ข้าราชการตำรวจและวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตำรวจ ข้อ ๗ การปฏิรูปงานสอบสวน ข้อ ๘ การใช้อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงในขั้นตอน การสอบสวน ข้อ ๙ การพัฒนาระบบงบประมาณของตำรวจ การตรากฎหมาย ว่าด้วยกองทุน การให้ประชาชนเสียภาษีในเขตปกครองนั้น ๆ ในการนำไปใช้ ในกิจการตำรวจ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อ ๑๐ การจัดระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นแท่งให้ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อ ๑๑ การกำหนดมาตรการการแก้ปัญหาป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน การป้องกันไม่ให้มีการเรียกรับสินบน รวมถึงการซื้อขายตำแหน่ง และมีมาตรการ ในการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรู้เห็น หรือช่วยเหลือ หรือสนับสนุนกิจการ ที่ผิดกฎหมาย ข้อ ๑๒ การกำหนดแผนการเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยี และ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อ ๑๓ การกำหนด มาตรการการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสามารถและเพิ่มหลักประกันในการทำหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ข้อ ๑๔ การทบทวน ฝึกฝน ให้ความรู้ เพิ่มความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการตำรวจ และข้อ ๑๕ การประเมินผล ความพึงพอใจของประชาชนในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแนวทางการปฏิรูป เป็นแผนงานเหล่านี้ยังไม่อาจแล้วเสร็จในกรรมาธิการได้ เนื่องจากการทำหน้าที่ หรือกิจการตำรวจนั้นมีการครอส (Cross) หรือคร่อมไปกับกรรมาธิการชุดอื่น ๆ หลายคณะ ในส่วนนี้สภา สปช. ในขณะนั้นจึงได้มอบให้ท่านประธาน สปช. ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อจะศึกษางานในกิจการตำรวจ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนในส่วนนี้เพราะประชาชนสนใจมาก จึงขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยกรรมการในชุดนั้นก็คือท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมด้วย แล้วก็ไปอยู่ในชุด ที่ท่านประธานได้ตั้งในการศึกษากิจการตำรวจด้วย ได้ให้ข้อมูลกับท่านสมาชิกในช่วงนี้ คราวเดียวกัน ขออนุญาตท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมต่อประเด็นการปฏิรูป กิจการตำรวจ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็กราบเรียนผ่านไปยังท่านสมาชิก เอกสารฉบับนี้อยู่ในมือผม และเข้าใจว่าถ้าท่านสมาชิกได้มีโอกาสอ่านเรื่องการปฏิรูปกิจการ ตำรวจจะเข้าใจได้โดยง่าย และเป็นการเขียนข้อสรุปต่าง ๆ ครบถ้วนกระบวนความต่าง ๆ แทบจะทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตพูดย่อ ๆ พอสังเขป เพื่อให้เข้าใจ เป็นแนวทางว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปและแนวคิดอย่างไร รวมทั้งเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป ได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เดิมทีเดียวนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ทำภารกิจในเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ แต่ปรากฏว่า ครั้นเสนอเข้ามาสู่ที่ประชุมมีข้อขัดแย้งกันพอสมควรเกี่ยวกับเรื่องการสอบสวน จนในที่สุดที่ประชุมเห็นว่าเรื่องนี้ควรเอากลับไปทบทวนใหม่ ประเด็นสำคัญที่เรามีความเห็น แทบจะไม่ตรงกันในสภานี้คือเรื่องอำนาจของการสอบสวนว่าควรจะแยกออกจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติไปเลย หรือควรยังอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเป็นแท่งขึ้นมาใหม่ ในที่สุดในชุดคณะกรรมาธิการที่มีท่านเสรีเป็นประธานนั้นไม่อาจจะตกลงกันได้ ท่านประธาน ในขณะนั้นคือท่านอาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับหลายกรรมาธิการและรวมทั้งบุคคลภายนอกท่านจึงตั้งคณะกรรมการพิเศษ ขึ้นมาคณะหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจ อันประกอบด้วย คณะกรรมาธิการในหลายคณะ ๑๘ คณะมารวมกันอยู่ตรงนี้ เพราะเกี่ยวทั้งการเมือง เกี่ยวทั้งเรื่องของบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันหลาย ๆ ส่วนครับ มาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ และท่านประธานเทียนฉายเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับ กระทรวงมหาดไทยท่านก็ขอให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้เกี่ยวกับ กระทรวงยุติธรรมท่านก็ขอผู้แทนกระทรวงยุติธรรมเข้ามา เรื่องนี้เกี่ยวกับศาล ท่านก็ขอผู้แทนของศาลเข้ามา เรื่องนี้เกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุดท่านก็ขออัยการสูงสุด เข้ามา และเรื่องนี้เกี่ยวกับตำรวจโดยตรงก็มีตำรวจเข้ามาเป็นผู้แทนในที่นี้ วันนี้ท่าน เป็น สปท. ด้วยคือท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ก็ได้ทำการสรุปศึกษาเรื่องนี้ เป็นข้อสรุปชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ สาระที่ผมจะเอาย่อ ๆ และขอให้ท่านทั้งหลาย ถ้าอ่านดูแล้ว ผมเองเป็นเลขานุการเป็นคนสรุป เป็นคนเขียน แล้วก็โดยความเห็นชอบของ ที่ประชุม อ่านง่ายไม่ยุ่งยาก อ่านผัวะรู้เลยว่าแนวทางการปฏิรูปตำรวจเขาทำอย่างไร สิ่งที่ ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องของตำรวจนี้มีปัญหาใหญ่ ๆ อยู่ประมาณสัก ๔-๕ เรื่อง คือ เรื่องที่ ๑ ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจที่จากการแทรกแซงทางการเมือง เห็นว่าตำรวจที่มีปัญหาทุกวันนี้เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซงได้ตำรวจจึงกลายเป็น เครื่องมือทางการเมืองของนักการเมือง อันนี้ประเด็นที่ ๑ ที่ที่ประชุมตั้งเป็นประเด็นศึกษา ประเด็นที่ ๒ ที่ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาของตำรวจมีนั้นก็คือเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการตำรวจ และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ ควรจะต้องปฏิรูปเพื่อจะได้เป็นหลักประกันในการที่ทำหน้าที่ของตำรวจอย่างตรงไปตรงมา นี่คือข้อที่ ๒ ที่ที่ประชุมยกเป็นประเด็น ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือเรื่องงานสอบสวน เราเห็นว่า การสอบสวนนั้นมันเบี่ยงเบนได้เพราะถูกแทรกแซงของผู้มีอำนาจทั้งภายในและภายนอก อันนี้ต้องปฏิรูป และประการที่ ๔ นั้นเห็นว่าหน่วยงานของตำรวจเห็นพ้องต้องกัน ตรงกัน ขออภัยครับ ท่าน พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ท่านกรุณามาเป็นคณะกรรมการ ในชุดนี้ด้วย ตรงกันทั้งชุดในอดีต ชุดปัจจุบัน รวมทั้งตำรวจว่าภารกิจบางเรื่องนั้นไม่ควรจะ เกี่ยวข้องกับตำรวจแต่ตำรวจต้องรับภารกิจดังกล่าวนั้นมา เห็นว่าบางเรื่องนั้นมันรุงรัง เกินความจำเป็น อะไรที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับตำรวจก็น่าจะให้หน่วยงานอื่นไปดูแลเสีย เป็นไปได้ไหม ป่าไม้ ท่องเที่ยว อะไรต่อมิอะไรหลายเรื่องที่เราเขียนไว้ในนี้ไปดูในรายละเอียด รถไฟก็ดี อะไรก็ดี แต่ไปไม่ได้ มาได้เพราะอะไร ที่มาที่ไปได้เขียนไว้ละเอียด สุดท้าย เราเห็นว่าเรื่องอื่น ๆ ยังจำเป็น เช่น เรื่องนิติวิทยาศาสตร์บางทีก็เบี่ยงเบนได้ เรื่องการสร้าง กลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชนว่าประชาชนจะเข้ามา มีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับตำรวจ อันนี้เราก็เขียนไว้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราคิดว่า นี่คือปัญหาซึ่งผมขออนุญาตทวนเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่าสิ่งที่คณะชุดนี้ได้ทำ เมื่อเป็นอย่างนี้ถามว่าเขาแก้อย่างไร ผมขอย่อ ๆ นะครับท่านประธาน ประเด็นแรก การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง คือความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจ ที่ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง แม้ว่าจะทำได้ยากแต่ถ้าทำด้วยวิธีนี้เขาบอกว่าทำได้ ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันบอกก็คือต้องไปแก้ที่ ก.ตร. ปัจจุบันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สตช. พอเป็นประธาน สตช. มีอำนาจในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. อำนาจอยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อนายกรัฐมนตรีรวบหัวได้ในที่ประชุมนะครับเป็นศัพท์ของที่ประชุม ผมขออนุญาตพูดให้เข้าใจง่าย เมื่อรวบหัวได้แปลว่าท่านรวบได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น การเมืองมันก็แทรกแซงได้หมด ที่ประชุมจึงมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าเราจะปฏิรูปตำรวจ แบบง่าย ๆ และสบาย ๆ แก้กฎหมายที่ประชุมบอก ๑. แก้เรื่ององค์ประกอบของ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจคือ ก.ตร. เสีย อย่าให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ และอย่าให้ท่านมามีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลใน ก.ตร. ก.ตร. หลายคน ที่นั่งอยู่แล้วก็ต้องเกรงใจนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไรส่งสัญญาณ นิดเดียวไปหมด เพราะฉะนั้นต้องไม่ให้การเมืองเข้ามาเกี่ยว เขาก็เลยบอกว่าฉะนั้น คณะกรรมการ ก.ตร. นั้นคือประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้คัดเลือกจาก อดีตข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าขึ้นไป ยศพลตำรวจเอก โดยลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือ เทียบเท่าขึ้นไป แปลว่าประธานให้ตำรวจเลือกกันเอง ที่ประชุมคิดนะครับ ท่านเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเดี๋ยวค่อยว่ากัน ประการที่ ๒ กรรมการ ก.ตร. นั้นควรจะประกอบด้วย ๑. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเลขาธิการ ก.พ. โดยตำแหน่ง ๒. จเรตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่ายศพลตำรวจเอก จำนวน ๖ คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป ยศพลตำรวจเอกขึ้นไป แปลว่าให้ผู้กำกับยศพลตำรวจเอกขึ้นไปนั้นมาเลือก ข้าราชการประจำที่เป็นรอง ผบ.ตร. หรือจเรมา ๖ คน ที่ประชุมได้มีการถกแถลงกันเยอะ เขามีเหตุผลแยะ ลองไปอ่านดูนะครับ และข้อ ๓ อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไปยศพลตำรวจโท จำนวน ๓ คน นี่คือเป็นอดีต โดยลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับยศพันตำรวจเอก นั่นแปลว่า ให้ตำรวจทั้งมวลเลือกอดีตข้าราชการมาอีก ๓ คน ท่านประธานมองหน้าผม ผมจะพยายาม รีบสรุปเกรงใจท่านประธาน นั่นแปลว่าข้าราชการประจำที่มาเป็นกรรมการ ตำรวจเขาเลือกเอง ห้ามหาเสียงเขาว่าอย่างนั้น อดีตก็ให้ตำรวจเลือกกันเอง ประธานก็ให้ตำรวจเลือกกันเอง แล้วต่อมานั้นข้อ ๓ ก็คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ได้แก่ ให้ผู้แทนคณะรัฐมนตรีมา ๑ คน ต้องให้เกียรติฝ่ายบริหาร ผู้แทนจากวุฒิสภา ๑ คน และผู้มีความรู้ในสาขาต่าง ๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น โดยกรรมการ ก.ตร. ตามที่ผม ว่ามานี้สรรหามา ๒ คน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากรรมการของ ก.ตร. นั้นจะปราศจาก การแทรกแซงทางการเมืองของนักการเมือง ถ้าจะว่าไปแล้วกรรมการ ก.ตร. ที่ที่ประชุม คณะกรรมการปฏิรูปคิดกันว่าด้วยวิธีการแบบนี้เท่านั้นจะทำให้ปลอดจากการแทรกแซง ทุกคนต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นรู้ และคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเขารู้ว่าใครควรเป็น ไม่ควรเป็น เป็นการบริหารระหว่างตำรวจกับตำรวจ และมีบุคคลภายนอกบางส่วนเข้าไปร่วม นั่งดูแลกำกับด้วย นี่จะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายโดย ก.ตร. นั้นจะปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง และจะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้นเป็นไปด้วยปลอดจากการเมือง พอสมควร นี่ที่ประชุมคิด ประการต่อมา ปฏิรูปกรรมการนโยบายหรือ ก.ต.ช. นั้น นายกรัฐมนตรียังเป็นอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอยู่ แล้วก็มีอื่น ๆ อีกครับ นายกรัฐมนตรีและกรรมการอย่างที่ว่านั้นไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย เพียงแต่กำกับ ดูแลด้านนโยบาย นี่คือ ก.ตร. และ ก.ต.ช. และประการต่อมาปฏิรูปการแต่งตั้งผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ เดิมนายกรัฐมนตรีคนเดียวเสนอ ต่อไปนี้เขาบอกวิธีแบบนี้ไม่เอาครับ เพราะฉะนั้นใครจะเป็น ผบ.ตร. นั้น เพื่อลดการแทรกแซงเขาเขียนไว้เลยว่า เพราะฉะนั้น การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแต่เพียงองค์กรเดียว ด้วยการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชตำรวจ จเรตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่า ยศพลตำรวจเอก จำนวน ๓ คน แล้วให้ข้าราชการระดับผู้กำกับหรือยศ พันตำรวจเอกขึ้นไปลงคะแนนเลือกเหลือจำนวน ๑ คน เพื่อเสนอ ก.ตร. พิจารณานำเสนอ นายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบทูลโปรดเกล้าฯ ต่อไป นี่คือวิธีการแบบนี้เขาเสนอมา รายละเอียดท่านลองไปอ่านดูนะครับ และต่อไปเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย วิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง เขาก็ได้พูดไว้ถึงเรื่องระบบอาวุโส วิธีการ ไม่ใช่เป็นระบบที่ข้ามอาวุโสกันไป จากระดับ ๓๘ ข้ามอันดับ ๒ อันดับ ๕ อันดับ ๗ เขาให้พิจารณาลำดับอาวุโสเป็นสำคัญ เว้นแต่ ๑ ๒ ๓ ว่าไป อันนี้ให้ไปแก้ให้ชัดเจน เรื่องการปฏิรูปการสอบสวนยังเห็นว่า การสอบสวนนั้นยังควรอยู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ให้แยกแท่งต่างหาก เพราะการพัฒนา การดำเนินการ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ ทางตำรวจเขาพัฒนา มาไกลแล้ว เพียงแต่การแต่งตั้ง โยกย้ายมันไม่เป็นธรรม และการเจริญเติบโตของ พนักงานสอบสวนไม่เป็นธรรม มีปัญหา แต่ถ้าระบบแยกเป็นแท่งต่างหาก เขาเชื่อว่า แก้ปัญหาได้ รายละเอียดท่านลองไปอ่านดูนะครับ และประการต่อมาเรื่องถ่ายโอนภารกิจ หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องเขาเขียนไว้เยอะว่าอะไรบ้างควรถ่ายโอนไป ซึ่งตำรวจก็เห็นด้วย แต่บางเรื่องอาจทำไม่ได้ด้วยเหตุอะไร เขาก็เขียนไว้ด้วย สุดท้ายก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมในภาคประชาชน ทุกวันที่มีคณะกรรมการ กต.ตร. อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ เขาบอกว่ามันถูกครอบถูกควบโดยผู้มีอำนาจในจังหวัดหรือผู้กำกับ ผู้การอะไรอย่างนี้ เขาบอกควรจะมีกฎหมายให้มาเฉพาะต่างหาก ให้บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ มีอำนาจ มีส่วนร่วม มีการกลั่นกรอง มีกระบวนการที่มันไม่ใช่เหมือนปัจจุบัน และสุดท้ายนั้น ประชาชนน่าจะมีส่วนร่วมและในการตรวจสอบตำรวจโดยควรจะมีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม รายละเอียดเขาเขียนไว้ครับ และเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ด้วยครับ ถ้าท่านทั้งหลาย ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ได้โปรดเมตตาอ่าน แล้วจะชัดเจนมากกว่าผมสรุป ดังนั้นเชื่อเหลือเกินว่าได้เขียนไว้ชัด เหลืออีกนิดเดียวว่า รัฐบาลหรือพวกเราจะขับเคลื่อนให้มันบรรลุผลได้หรือไม่นั้นอยู่ตรงนี้ละครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ในส่วนรายงาน ดังกล่าวนั้นมีกรอบระยะเวลา ขออนุญาตให้ท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ รายงาน ให้ที่ประชุมทราบครับ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและสมาชิกทุกท่านครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ในขณะที่เป็น สปช. นั้น เป็นเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ ก็ขออนุญาต สรุปในสุดท้ายแล้วนะครับกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ได้กำหนด กรอบระยะเวลาไว้นะครับ หรือขั้นตอนการดำเนินการพอสรุปได้ดังนี้นะครับ ก็ให้มี การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สำเร็จก็แยกพิจารณาเป็น ๒ กรณีคือปฏิรูปหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมกับปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย การปฏิรูปหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมเราก็ได้ดำเนินการโดยการสร้างระบบคุณธรรมให้เจ้าหน้าที่ราชการในหน่วยงาน ยุติธรรมได้รับความเป็นธรรมในเบื้องต้น แล้วก็ให้ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ขับเคลื่อนการปฏิรูปหน่วยงานเพื่อให้มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็กำหนดสถานที่ รับเรื่องราวร้องทุกข์ให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า สุดท้ายก็ให้ทุกหน่วยงานมีคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนในทุก ๆ กรณี ในส่วนของมาตรการ การบังคับใช้กฎหมายก็ให้มีประสิทธิภาพโดยให้หัวหน้าหน่วยงานระดับปลัดกระทรวง และอธิบดี รวมถึงหัวหน้าสูงสุดทุกหน่วยงานและองค์กรตามรัฐธรรมนูญแถลงแนวทาง การทำงานและวางแนวทางและนโยบายการทำงานต่อสาธารณะด้วยการดำเนินการ ดังต่อไปนี้นะครับ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน หากพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนก็จะต้องถูกไล่ออกจากงาน แล้วก็งดบำเหน็จบำนาญ ถูกดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา ให้ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่า ๑ ชั้น มีส่วนรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างเข้มงวด ให้ใช้กฎหมาย เพื่อการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนและให้มีมาตรการทำให้กระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน การพัฒนาองค์กรในกระบวนการยุติธรรมจะต้องทำให้ ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม แล้วก็เป็นธรรม กระบวนการ ปฏิรูปต้องดำเนินการปฏิรูปร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและเสนอความต้องการในการพัฒนากระบวนการ ยุติธรรม ขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคม พัฒนาองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ให้มีมาตรฐานสากล รวมถึงให้มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยในการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ของรัฐให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีการประเมิน ความพึงพอใจของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมทุก ๆ ปี สุดท้ายการทำให้ประชาชนยอมรับและพึงพอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการ ยุติธรรม ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้เราก็ได้กำหนดกรอบระยะเวลาได้เป็น ๓ ระยะ ระยะทันที ระยะ ๑ ปีแล้วก็ระยะ ๓ ปีนะครับ ระยะทันทีทำอะไรบ้างนะครับ ก็ให้มี การตรวจและติดตามการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเสมอภาค สร้างจิตสำนึก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในราชการมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ พัฒนาการเรียนรู้ให้กับ ประชาชนตั้งแต่เยาว์วัย เริ่มมีวินัยแล้วก็รับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน ให้มีหลักสูตรวินัย และการบังคับใช้กฎหมายในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเป็นต้นไปเลยนะครับ ลดขั้นตอนของงานราชการที่สร้างภาระให้กับประชาชน ให้ข้าราชการให้บริการประชาชน โดยไม่มุ่งหวังประโยชน์ตอบแทนและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน สร้างมาตรการ การให้ความเป็นธรรมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ให้มีกระบวนการติดตาม การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ จัดระเบียบทางสังคมให้มีความเรียบร้อย ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด จัดให้มีกฎหมายและกระบวนการแก้ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบแล้วก็มีประสิทธิภาพ ให้มีศูนย์รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ สุดท้ายให้มีระบบ การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมและสามารถทบทวน ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ การปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๑ ปีมีอะไรบ้าง อาทิ ให้ศึกษา รวบรวมงานในกระบวนการยุติธรรมประเทศต่าง ๆ ที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เสนอปรับปรุง แก้ไขกฎหมายและเสนอกฎหมายใหม่เพื่อการปฏิรูปองค์กรและการทำงานของหน่วยงาน สร้างวัฒนธรรมหรือเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้มีระเบียบวินัย แก้ไขกฎหมาย ที่มีโทษไม่เหมาะสมกับความผิด สร้างกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพ ทั้งมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ แก้ไขกฎหมายที่ให้ลงโทษผู้กระทำความผิด ให้หนักขึ้นในความผิดบางประเภทเช่นความผิดเกี่ยวกับการขับรถยนต์ในขณะมึนเมา เป็นต้น การให้หน่วยงานศาลสามารถเปิดบริการศาลเคลื่อนที่หรือศาลแขวงในแต่ละอำเภอ เพื่อเป็นการถ่วงดุลให้พนักงานอัยการหรือฝ่ายปกครองมีอำนาจในการเข้าไปมีส่วนร่วม ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้การทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมีมาตรฐานและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน ให้ทนายความทำหน้าที่ในการเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนและช่วยเหลือ ทางคดีแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง การปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปีมีอะไรบ้างนะครับ จัดระบบให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเคร่งครัด ให้มีการปรับปรุง กฎหมายและการปรับปรุงหน่วยงานหรือองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย มีอุปกรณ์ และเครื่องมือการพัฒนาแล้วใช้ในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกำหนดแนวทางและแผนการปฏิรูปการทำงาน โดยมุ่งหวังการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้สำเร็จ จัดเก็บข้อมูลทุกด้านที่สามารถ ตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมได้นะครับ สุดท้ายก็สร้างมาตรการการลดปัญหา อาชญากรรมอย่างเป็นระบบและลดความล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรม ข้อเสนอ การแก้ไขกฎหมายปรับปรุงรายชื่อกฎหมายก็ค่อนข้างเยอะ ผมสรุปนิดเดียวนะครับ การปฏิรูปการจัดทำกฎหมาย กฎหมายที่จะต้องแก้ไขและปรับปรุงมีทั้งหมด ๕ ฉบับ ที่เสนอไป ตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติสัญชาติ การปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายก็เสนอไป ๕ ฉบับ เช่นกฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับเพศ กฎหมายที่ต้องยกร่างขึ้นใหม่ก็มี ๒ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติการยุติข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนขึ้นศาล พ.ศ. .... แล้วก็ ออกระเบียบว่าด้วยการกำหนดอุปกรณ์ หน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขเกี่ยวกับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบและจัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. .... การปฏิรูปองค์กรและการทำงานในกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปองค์กรศาลได้เสนอแก้ไข ปรับปรุงไป ๑๕ ฉบับ เช่นธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายที่ต้องยกร่างใหม่มี ๓ ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลป้องปรามการทุจริตและวิธีพิจารณาคดีป้องปรามการทุจริต ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง และร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปองค์กรอัยการได้แก้ไข ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. องค์กรอัยการ กฎหมายปฏิรูปองค์กรทนายความก็มี ๑ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติทนายความ การปฏิรูปองค์กรอิสระที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมก็เสนอ แก้ไขปรับปรุงไป ๔ ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กฎหมายที่ต้องยกร่างขึ้นใหม่ก็มี ๑ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต แล้วนอกจากนั้นยังมีการปฏิรูปการแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษร้ายแรง และเสนอกฎหมาย ที่ต้องแก้ไขปรับปรุงไป ๒ ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ทั้งหลายทั้งปวง ก็เป็นกฎหมายที่เราจะต้องแก้ไขและปรับปรุง กราบขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตสรุปครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านสมาชิก ในส่วนของแผนงานการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว สุดท้ายก็คือความคาดหวังในการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๑. ภายใน ๑-๓ ปี บ้านเมืองควรสงบเรียบร้อย ประชาชนต้องเห็น กระบวนการยุติธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
๒. การทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมต้องมีการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้มีการใช้กฎหมายในการสร้าง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาทางสังคมด้านต่าง ๆ ให้ประชาชนอยู่ในสังคมได้อย่างผาสุก และมีความสงบสุขในบ้านเมือง
๓. แก้ปัญหาและทำความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกกล่าวอ้างว่า กระบวนการยุติธรรมมี ๒ มาตรฐาน ควรได้รับการแก้ไข โดยระบบการพิจารณาคดีในคดี ของประชาชนทั่วไปให้มีการพิจารณาคดีใน ๓ ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา โดยเฉพาะคดีความผิดทางการเมืองที่เคยขึ้นกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองนั้น ควรให้มีการพิจารณาใน ๒ ชั้นศาล คือการเริ่มต้นในศาลอุทธรณ์และสิ้นสุดที่ศาลฎีกา
๔. กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นที่พึ่งพาโดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น
๕. การสร้างมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่กระบวนการก่อนชั้นศาล การพิจารณาคดีในชั้นศาล ต้องให้เป็นที่ยอมรับ กับทุกฝ่ายและให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทั่วไปโดยไม่เลือกปฏิบัติ
๖. ให้การทำงานในกระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็วในทุกระดับ
๗. สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจในส่วนงานในกระบวนการยุติธรรม ให้ประชาชนพึงพอใจต่อการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ รวมถึง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง
๘. เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมจะไม่สร้างภาระหรือปัญหา ความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และให้ขจัดเจ้าหน้าที่ ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้หมดสิ้นไป
๙. มีการประเมินการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ทุกปี เพื่อทราบความพึงพอใจของประชาชน
ทั้งหมดนี้ก็คือรายงานในส่วนของกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมของ สปช. ได้จัดทำแผนปฏิรูปไว้ครับ กราบเรียนท่านประธานและสภา เพื่อโปรดพิจารณาครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกกรุณาขออภิปรายตามคิว (Queue) ดังต่อไปนี้นะครับ ท่าน พลเอก สราวุฒิ ท่านบัญชา คุณหญิงพรทิพย์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านเพิ่มพงษ์ ท่านไวกูณฑ์ แต่ก่อนที่จะถึงคิว (Queue) อันนั้นที่เริ่มจะอภิปรายนี่ผมขออนุญาตหน่อยนะครับ เพื่อเรียนกราบเรียนให้ที่ประชุมทราบควบคู่กันไปว่าระหว่างที่มีการประชุมนั้น ผมก็ได้ ทำงานควบคู่กันไปด้วย คือกราบเรียนเวลาผมทำอะไรมาก็อยากจะเรียนความคืบหน้า ในการดำเนินงานให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้รับทราบร่วมกันด้วย ก็คือว่าในระหว่างทาง ผมก็ได้มีการประสานงานกับแม่น้ำ ๕ สายพอสมควร ในการทำงานร่วมกันเราคงไม่ได้ทำงาน ลำพังของเราเท่านั้น เพื่อให้งานสำเร็จก็ได้มีการทำงานกับแม่น้ำ ๕ สายร่วมกัน เช่น ทาง ครม. สนช. แล้วก็กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราทำงาน คู่ขนานกันไป ยกตัวอย่างเช่นจากนี้ไปจากการประสานงานร่วมกันเราจะมีคณะกรรมการวิป (Whip) ร่วมกัน ๓ องค์กร เช่น ครม. สนช. และ สปท. อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือว่า ในการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลทราบความต้องการและปัญหาของประชาชนเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนทั่วประเทศนั้น เราจะลงพื้นที่พร้อมกันหมดทั้ง ครม. สนช. กรธ. และ สปท. เพื่อว่ามันจะได้ไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็มันจะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันที่สำคัญยิ่งคือ ระหว่างที่เราไปขอทราบปัญหาความต้องการของประชาชนนั้น ผู้แทน ครม. จะได้ตอบ ประชาชนได้เลยว่าในปัญหาและความต้องการเหล่านี้รัฐบาลได้ทำงานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วด้วย มันก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน ที่สำคัญก็คือมันก็ช่วยประหยัดงบประมาณด้วยอีกต่างหากนะครับ ก็เรียนให้ท่านสมาชิกทราบดังนั้น ทีนี้เช่นเดียวกันในการที่เราจะพบกันแม่น้ำ ๕ สายพรุ่งนี้ ทางรัฐบาลเองก็คงอยากให้พวกเราทำงานในกรอบระยะเวลาที่สอดคล้องกันด้วย รวมทั้ง ในทิศทางเดียวกันด้วยนะครับ สอดคล้องก็คือว่าขณะนี้ทางรัฐบาลเองก็ผ่านระยะที่ ๑ มาแล้ว ผ่านพ้นระยะที่ ๑ แล้วนะ ตอนนี้อยู่ระยะที่ ๒ แล้วนะ ส่วนระยะที่ ๓ เราก็คงต้องให้ รัฐบาลจากการเลือกตั้งเขาไปสานต่ออย่างนี้เป็นต้น อันนี้เราก็ต้องเก็บไว้ในใจอย่างนั้นด้วย เหมือนกัน เช่นเดียวกันในการพบกันอย่างนี้เราก็ต้องเริ่มในการทำงานร่วมกัน ทั้งแม่น้ำ ๕ สาย เราต้องยึดมั่นในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ และแก้ไขเพิ่มเติม เป็นหลักนะครับ ซึ่งในมาตรา ๒๗ นั้นได้กำหนดกรอบการทำงานของ สปช. และ สปท. ไว้ว่า การปฏิรูป ๑๑ ด้าน เมื่อการปฏิรูป ๑๑ ด้านอย่างนี้แล้ว คสช. ก็ตาม ครม. ก็ตาม และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องก็จะถือ ๑๑ ด้านเป็นหลัก ดังนั้นการที่เราเสนอไปที่ ครม. ๓๗ วาระบวกต่าง ๆ นี้เราจะต้องมาปรับให้เข้าอยู่ใน ๑๑ ด้านดังกล่าว มันไม่ยากเลยมันก็อยู่ ใน ๑๑ ด้านนั่นแหละ มันจะได้ไม่มี ๓๗ บวกเยอะแยะไปหมดนะครับ เราก็จัดลงได้ทั้งหมด แน่นอนเราก็คงยึดมั่นใน ๑๑ ด้านกับภารกิจประมาณหลาย ๆ ภารกิจต่าง ๆ เช่นการเน้น เนื้อหาอะไรต่าง ๆ ก็ผสมผสานกันอย่างนั้นนะครับ ข้อสำคัญก็คือในรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับแก้ไขเพิ่มเติมก็ตามกำหนดอำนาจหน้าที่ของเราให้สานต่อ สปช. ซึ่งสานต่อ สปช. นี้ซึ่งเราคงไม่ได้เริ่มต้นจากจุดที่ศูนย์หรอกนะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก่อนที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ สปช. จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ทาง สปช. ได้ส่งมอบงานปฏิรูปทั้งหมด ๓๗ ด้านบวกนี่ไปให้ ครม. โดยท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบงานนั้น จากนั้นแล้วมันมีความคืบหน้าจึงอยากกราบเรียนให้ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติได้ทราบก็คือว่า ครม. ได้มีมติรับหลักการในเกือบทุกเรื่องเลยที่เสนอไป จากนั้นแล้ว ครม. ได้ส่งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปทำความคิดเห็นเพิ่มเติมมาว่าเรื่องที่ คณะกรรมการ สปช. ก็ตาม หรือ สปท. ก็ตามมันก็อันเดียวกันนั้นนะครับ ได้ทำขึ้นมานี้ ถ้าเราจะปฏิรูปดังนี้กระทรวงใดมีปัญหาอะไรเกี่ยวข้องไหม อย่างเมื่อกี้ยกตัวอย่างเช่น ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายนี่ท่านจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้วมันต้องปฏิรูป ต้องมีกฎหมายอื่นในด้านอื่น ๆ ออกมาด้วยนะ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นมันอีนุงตุงนังไปหมด จึงกราบเรียนให้ทราบว่าปัญหาในทางปฏิบัติคือมันเกิดขึ้นมา สมมุติว่าบางครั้งเราเสนอไป กราบเรียนให้ทราบนะครับ ที่เราเสนอไปมันมี ๒ รูปแบบ คือรูปแบบหนึ่งคือรายงานการวิจัย ที่สมบูรณ์สวยงามนี่มันเป็นเพียงคอนเซปต์เปเปอร์ (Concept paper) เฉย ๆ เพื่อผู้อ่านทั่วไป มันไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้เดี๋ยวนั้น มันจะต้องให้นักกฎหมายเขียนเป็น ภาษากฎหมายขึ้นมาอีก แต่ว่าที่เราส่ง ครม. ไป ควบคู่กันกับคอนเซปต์เปเปอร์ (Concept paper) ดังกล่าวที่เป็นรายงาน ๓๑ วาระบวกนี้ เราส่งไปเป็นเอกสารทางราชการในลักษณะ ที่มันสามารถจะไปปฏิรูปได้เลยทันที และที่สำคัญยิ่งนะครับ มันมีประมาณ ๔๐ วาระบวกลบ ที่มีร่างกฎหมายแนบไปเลย หมายความว่าในขั้นอุดมคติ ในหลักการแล้วนี่ถ้าผู้มีอำนาจเห็นด้วย มันสามารถออกเป็นกฎหมายได้เลย แต่มันมีปัญหาอย่างนี้เพราะเหตุว่าบางครั้งบางคราว เราส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการแล้วเราจะคิดในเรื่องของการวิจัยแบบการวิจัยในมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ว่าจริง ๆ แล้วในโลกปฏิบัติการจริง พอออกกฎหมายตามที่เราเสนอเข้าไปตามนั้น ซึ่งค่อนข้างจะมองในด้านโลกบริสุทธิ์ตามนี้ เพราะออกตรงขึ้นมานี้ บางทีกระทรวงการคลัง ไม่สามารถหยุด ต้องหยุดทำงานเดี๋ยวนั้นนะ เพราะกฎหมายที่เราออกไป ท่านทราบไหม หยุดหรือทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปเลย ถ้าเราออกกฎหมายทำนองนั้นออกมาตามนี้ นี่เราต้องเอาความจริงมาพูด ด้วยเหตุนั้นความเห็นของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การปฏิรูปแต่ละเรื่องมีคุณค่ามหาศาลเลย ดังนั้น ครม. เขาจึงบอกว่าให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทำความเห็นเพิ่มเติมมาส่ง ครม. ภายใน ๓๐ วัน ทีนี้มันบังเอิญเกิดช่องว่าง สุญญากาศ แห่งอำนาจหน้าที่ขึ้นมา พอ สปช. กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตามอย่างอื่น มันก็เริ่มต้นใหม่ สปท. มากัน เพราะฉะนั้นมันก็เกิด ช่องว่าง เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงเขาส่งความเห็นมานี่เราจะต้องติดตามความเห็น ที่กระทรวงส่งมาที่ ครม. และให้ ครม. ส่งคืนมาให้เรา พอเราพิจารณาเสร็จแล้วเราก็จะเสนอ เป็นต่อไปนี้ให้ออกกฎหมายแล้ว ส่วนกระบวนการออกกฎหมายมันก็มี ๒ วิธี เช่น ส่ง สนช. ตามปกติ หรือในแง่หนึ่งส่ง ครม. ซึ่ง ครม. เขาจะอาศัยคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยดูแลเรื่อง ภาษากฎหมาย เพราะฉะนั้นมันมีหนทางที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จมากมายก่ายกองเลย เพราะขณะนี้ทุกอย่างมันพร้อมแล้ว เพียงแต่ว่ารอความเห็นกระทรวงเจ้าของเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่านั้น กราบเรียนให้ที่ประชุมทราบอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นที่เรามีคณะนี้ ๑. มันมีคอนเซปต์ เปเปอร์ (Concept paper) แต่คอนเซปต์เปเปอร์ (Concept paper) มันเพียงเพื่ออ่านกัน เฉย ๆ แต่ว่าที่เราเสนอ ครม. ที่เป็นเรื่องเป็นราวคือมันไม่ใช่เป็นคอนเซปต์เปเปอร์ (Concept paper) มันเป็นปัญหาความต้องการที่ปฏิรูปได้ แต่แน่นอนมันเพียงติดขัดอยู่ที่ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง มันจะเกิดปัญหาอะไร เราต้องไปปลดล็อกตรงนั้นได้ด้วย เขาจะได้ ทำงานได้อย่างปกติ นั่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ หน้าที่ของเราก็คือนอกจากผลักดันขับเคลื่อนให้ ออกกฎหมายมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งวาระ ๓๗ วาระบวกนี้ หรือโดยเฉพาะร่างกฎหมาย ๓๗ ร่าง ที่มีอยู่แล้ว ผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายโดยเร็ว ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็คือว่าจัดลำดับ ความสำคัญเร่งด่วนของปัญหาสำคัญที่สุดและเป็นประโยชน์ที่สุดของการปฏิรูปควบคู่กันไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งแม่น้ำ ๕ สายจะมีผลงานที่ออกมาทันตาเห็น นี่คือผลงานที่เป็นรูปธรรม ที่จะต้องออกมาเป็นกฎหมายก่อน เมื่อออกเป็นกฎหมายมาแล้ว เราไม่ใช่ผลักดันขับเคลื่อน ให้มีกฎหมายเท่านั้น เราจะต้องช่วยขับเคลื่อนผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกมา ด้วย เรียกว่าอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือว่าลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law enforcement) ก็สุดแท้แต่ จนกระทั่งแก้ปัญหาสำคัญได้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง อันนั้นในอุดมคติของเราที่เรา จะต้องกวาดขยะให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง จึงอยากจะเรียนท่านสมาชิกให้ทราบความคืบหน้า ในการทำงานด้วยเหตุนั้นพรุ่งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมาพูดเพื่อให้แม่น้ำ ๕ สาย ทำงานสอดคล้องกันในด้านช่วงระยะเวลาทำงาน ในด้านไทม์เฟรม (Timeframe) ประการที่ ๒ ไปในทิศทางเดียวกันไม่ใช่พูดกันคนละทิศละทางซึ่งมันไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในนโยบาย อะไรต่าง ๆ นะครับ อย่างนี้เป็นต้น รายละเอียดท่านจะเอามาพูดพรุ่งนี้นะครับ ด้วยเหตุนั้น ตั้งแต่มีการปฏิรูประบบราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๓๕ จากนั้นมาจนบัดนี้ ๑๒๓ ปียังไม่เคยเกิดการปฏิรูปอีกเลย แล้วถ้าในกรณีรัฐบาลปกติ ไม่มีโอกาสบรรลุได้เลย ขณะนี้เป็นรัฐบาลไม่ปกติจึงสามารถทำอะไรได้หมดเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอความร่วมมือของท่านสมาชิก เรามาทำบุญให้ประเทศร่วมกันให้สำเร็จจงได้ ขอบพระคุณครับ นั่นคือเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าขอให้ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายและได้ทำเอกสารสรุปประเด็นการอภิปรายมาแล้ว ขอให้ส่งได้ที่ท่านรองประธานหรือผมนะครับ เพื่อจะได้อนุญาตให้แจกสมาชิกในที่ประชุม ต่อไป ขอขอบพระคุณ แล้วก็ขอดำเนินการต่อครับ
ขอบคุณท่านเสรี สุวรรณภานนท์ และคณะ ในฐานะที่เป็นอดีตประธาน และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ถือว่าเป็น ๑ ใน ๑๑ ด้านการปฏิรูปเพื่อให้เชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อนของ สปช. มาสู่ สปท. ได้อย่าง มีประสิทธิภาพนะครับ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้เราได้ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที ในการนำเสนอ ขณะเดียวกันผมคิดว่ามีสมาชิกได้แสดงความจำนงขณะนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ขอเชิญท่านสมาชิกตามที่ท่านประธานได้ประกาศรายชื่อไป ขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เป็นท่านแรกครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๖๓ ขออนุญาตอภิปรายเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคดีอาญานะครับ สำหรับ ปัจจุบันนั้นกระบวนการยุติธรรมมีแต่การดำเนินเกี่ยวข้องกับคดีทางด้านศาล แต่ว่า ส่วนใหญ่แล้วไม่มีการบริหารงานด้านยุติธรรมเท่าที่ควรนะครับ สำหรับกระบวนการ ยุติธรรมนั้นปัจจุบันเป็นกระบวนการในระบบการส่งต่อ กล่าวคือเริ่มจากพนักงานสอบสวน นำสู่พนักงานอัยการ แล้วจากพนักงานอัยการนำสู่ศาล ถ้าหากศาลพิจารณาลงโทษก็ทำให้ ผู้ต้องขังนำสู่ของพนักงานราชทัณฑ์ ปัญหาถ้าเรามองกลับกันถ้าเรามองไปที่ พนักงานราชทัณฑ์หรือส่วนของราชทัณฑ์นั้นจะพบได้ว่ามีผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ซึ่งปัญหา ดังกล่าวนี้ผมมีข้อเสนอว่าเราควรที่จะปฏิรูปในด้านของราชทัณฑ์ก็คือเพื่อลดปริมาณของ ผู้ต้องขัง แล้วก็เพิ่มปริมาณของผู้ต้องขังกลับสู่สังคมที่ดี สำหรับการลดปริมาณ เข้าสู่กระบวนการในทางนิติบัญญัตินั้น เช่น การยกเลิกความผิดลหุโทษออกจาก ประมวลกฎหมายอาญา หรือควรมีการสร้างยุติธรรมชุมชน ซึ่งอันนี้ผมขออนุญาตกล่าวนาม คือท่าน พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ท่านอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมฝากมาว่า กระบวนการยุติธรรมชุมชนนั้นจะเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งประชาชนสามารถไกล่เกลี่ยระหว่าง ผู้เสียหายก่อนที่จะเข้ากระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นการลดประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นการนำคนดีสู่สังคมได้ แล้วก็สามารถที่จะขจัด ความขัดแย้งในชุมชน แล้วก็สามารถที่จะเยียวยากันเองได้ภายในชุมชนของตัวเอง ประการที่ ๒ การลดปริมาณการสู่กระบวนการในการบริหารงานของคดีนั้น ส่วนที่เกี่ยวข้อง คืออัยการสามารถที่จะบริหารงานในวิธีการประการแรกคือใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องได้ หรือการชะลอการฟ้องด้วยการคุมประพฤติ ซึ่งกรณีหลังนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับอำนาจของ ศาลยุติธรรมมีการก้าวก่ายกันของอำนาจทั้ง ๒ ฝ่ายของฝ่ายอัยการแล้วก็ฝ่ายยุติธรรม อันนี้ ก็ต้องเป็นปัญหาซึ่งคณะกรรมการควรจะต้องศึกษาต่อไปนะครับ ประการที่ ๓ การลด ปริมาณคดีโดยศาลนั้น ปัจจุบันมีคดีที่คั่งค้างในศาลฎีกามีประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ คดี ซึ่งศาลสามารถลดคดีอาญานำสู่กระบวนการได้ กล่าวคือการปล่อยชั่วคราวทั้งที่มีการประกัน ไม่มีประกันหรือใช้หลักประกันนั้น ประการที่ ๒ คือรอการลงอาญา ประการที่ ๓ การรอ กำหนดโทษหรือการคุมประพฤติ อันนี้ขออนุญาตเสนอแนะว่าควรที่จะพิจารณาให้ศาล ใช้มาตรการไต่สวนมูลฟ้องของพนักงานอัยการก่อนก่อนที่จะประทับฟ้อง อันนี้ก็จะเป็น การลดคดีต่าง ๆ ได้นะครับ และการลดจำนวนผู้ต้องขังโดยฝ่ายราชทัณฑ์นั้น ซึ่งปัจจุบันนั้น ทั้งเรือนจำแล้วก็ทัณฑสถานทั้ง ๑๔๓ แห่งนั้นมีผู้ต้องขังประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีพนักงานของราชทัณฑ์เองประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งอัตราการดูแลถ้าตามหลักสากลแล้ว คือ ๑ ต่อ ๕ ถ้า ๑ ต่อ ๕ ถ้าเทียบกับ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งพนักงานทั้งทำงานทางด้านธุรการ ด้วย แล้วก็ควบคุมผู้ต้องขังด้วย ถ้า ๑ ต่อ ๕ ก็ประมาณแค่ ๕๐,๐๐๐ คนเอง แต่ตอนนี้มีถึง ๓๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็ควรที่จะมีการปล่อยก่อนกำหนด หรือมีการปรับสูง และการคุมประพฤติ และการอภัยโทษ สรุปได้ว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นควรดูที่สุดท้ายด้วย ไม่ใช่ดูที่กระบวนยุติธรรมคือราชทัณฑ์นะครับ โดยให้ประชาชนมีส่วนลด ลดขั้นตอน การนำเข้า แล้วก็มีขั้นตอนของพระราชบัญญัติต่าง ๆ แล้วสุดท้ายผมขออนุญาต ท่านประธานกล่าวนามบุคคลข้างนอกนะครับ คือท่านวีระพล ตั้งสุวรรณ ท่านประธาน ศาลฎีกานะครับ ท่านขออนุญาตฝากคณะกรรมาธิการว่าขอให้พิจารณาในเรื่องของ การสันนิษฐานและข้อเท็จจริงในประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งยาเสพติดนั้นคดีที่อยู่ในศาล ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คดี เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ๓๕๐,๐๐๐ ครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด ท่านก็ขออนุญาตฝากว่าขอให้ดูเรื่องของยาเสพติดและการครอบครอง การเสพ การจำหน่าย และในเรื่องของ ๑ เม็ด ๑๕ เม็ดหรืออะไร เพราะการลงโทษจะไม่เหมือนกันในเรื่องของ ผู้ป่วย และเรื่องของมีไว้ครอบครอง ก็ขออนุญาตฝากคณะกรรมาธิการด้วย ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านสราวุฒินะครับ ได้ประเด็นสารัตถะข้อมูล ข้อเสนอวิธีการปฏิรูป แล้วก็จัดลำดับความสำคัญไว้พร้อมทีเดียว ถ้ากรุณาทำเอกสารเพื่อให้สมาชิก ๒๐๐ ท่าน ได้มีไว้ก็จะขอบพระคุณอย่างยิ่ง ต่อไปเชิญท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพอย่างสูงนะครับ กระผม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๘๓ ขออนุญาตอภิปรายนะครับ คือกระผมก็เป็นทนายความท่านหนึ่งนะครับ ได้มีการพิจารณา พ.ร.บ. ทนายความ ๒๕๒๘ จึงมีความประสงค์ที่จะปรับปรุงองค์กรสภาทนายความ ซึ่งเป็นต้นน้ำแห่งกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากว่าทนายความมีบทบาทคดีที่สมควรจะเป็น คดีก็มีจำนวนมาก คดีที่ไม่สมควรจะเป็นคดีก็มีจำนวนมาก ดังนั้นจึงสมควรที่จะปรับปรุง โดยกระผมขออนุญาตนำเสนอเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ คือประการแรก พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มีการประกาศใช้มาเป็นเวลา ๓๐ ปีเศษแล้ว ปรากฏว่ายังไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วนี่ผิดกับพระราชบัญญัติฉบับอื่น ๆ ของหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มี การปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันนะครับ ประการที่ ๒ ต้องยอมรับว่าประชาชนที่มีคดี ไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานตำรวจ หรือก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องศาล รวมทั้งในช่วงที่มีการพิจารณาคดีในชั้นศาลประชาชนนึกถึง ทนายความเป็นอันดับแรกเลยนะครับ เพราะว่าจะต้องจัดหาทนายความเพื่อเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมในการทำหน้าที่ของทนายความ ก็จะต้องทำให้ประชาชนผู้ที่มีคดีความ เชื่อว่าทนายความที่ตนเองจัดหามามีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือความถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ในทางคดีให้กับลูกความ เพื่อให้ลูกความได้รับความเป็นธรรม ในทางคดี ประการที่ ๓ จะต้องจัดหามาตรการสนับสนุนทนายความทั้งฝ่ายโจทก์และ ฝ่ายจำเลย ในการร่วมไกล่เกลี่ยกับผู้ประนอมข้อพิพาทตามนโยบายการไกล่เกลี่ยของ ศาลยุติธรรมเพื่อให้คดียุติโดยเร็วและสามารถตกลงกันได้ แต่การตกลงกันก็จะต้อง ด้วยความเป็นธรรมทุกฝ่ายภายใต้ความสมัครใจของทุกฝ่ายซึ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ การยุติกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย สิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลือง การทำงานของศาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นที่จะต้องหามาตรการป้องกันทนายความ บางท่านที่ยุยงส่งเสริมหวังเพียงค่าทนายความเท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายต่อ กระบวนการยุติธรรมโดยตรง ดังนั้นจึงต้องหามาตรการที่เคร่งครัดเพื่อให้เข้ากับนโยบายของ การไกล่เกลี่ยของศาล ส่วนประการที่ ๔ ก็เป็นที่ทราบกันว่านายกสภาทนายความ กรรมการ รวมทั้งคณะกรรมการมรรยาททนายความ จึงมีความสำคัญในการควบคุม การทำหน้าที่ของทนายความ เพื่อให้ประชาชนผู้มีคดีความเกิดความเชื่อมั่นและ ได้รับประโยชน์สูงสุดในทางคดีด้วยความเป็นธรรม และจะต้องสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา การทำหน้าที่ของทนายความให้ตัวความ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าคณะกรรมการ สภาทนายความชุดเดิมจะผลัดกันดำรงตำแหน่งมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี แต่กลับ ไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือศรัทธาได้เท่าที่ควร ดังนั้นจึงสมควรที่จะต้องแก้ไข พระราชบัญญัติทนายความ โดยพระราชบัญญัติทนายความบัญญัติให้นายกสภาทนายความ และกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๓ ปี จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า ๒ วาระติดต่อกันมิได้ อันนี้คือข้อกำหนดเดิมนะครับ กระผมขอกราบเรียนว่าสมควรแก้ไข เป็น ให้นายกสภาทนายความและกรรมการสภาทนายความได้รับเลือกตั้งมีวาระ การดำรงตำแหน่ง ๕ ปี และให้ดำรงตำแหน่งวาระเดียวเท่านั้นนะครับ คือเหตุผล ขอกราบเรียนว่าที่ต้องมีการปรับปรุงก็เพื่อให้สอดคล้องกับวาระการดำรงตำแหน่งของ องค์กรอิสระต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่นวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ดีนะครับ เพื่อเปิดโอกาสให้ทนายความรุ่นใหม่ได้ผลัดเปลี่ยนกัน เข้ามาพัฒนา ส่วนประการต่อไป พ.ร.บ. ทนายความนะครับ ให้ประธานกรรมการมรรยาท มีอำนาจหน้าที่ควบคุมคดีมรรยาททนายความนะครับ ผมขอแก้ไขว่า ประธานกรรมการมรรยาททนายความสมควรเป็นผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นกรรมการ สภาทนายความโดยตำแหน่ง ให้เป็นประธานกรรมการมรรยาททนายความ เพื่อพิจารณา ตรวจสอบความประพฤติของทนายความ ดังนั้นเมื่อเห็นว่าผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา เป็นประธานกรรมการมรรยาททนายความจะได้มีโอกาสตรวจสอบการทำงาน การทำหน้าที่ ของนายกสภาทนายความก็ดี กรรมการสภาทนายความก็ดี รวมทั้งทนายความก็ดี ว่ามีความประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ โดยไม่ต้องเกรงใจ หากพบว่ามีกรรมการ ท่านใดหรือทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความจะได้มีคำสั่งให้รับสอบสวนคดี มรรยาทต่อไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้เชื่อถือได้นะครับ ซึ่งที่ผ่านมา ประชาชนก็ทราบว่าประธานกรรมการมรรยาททนายความก็เป็นทนายความ กรรมการ สอบสวนมรรยาททนายความก็เป็นทนายความทั้งสิ้น ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่าเราจะต้องสร้าง ความเชื่อมั่น ขออนุญาตนะครับอีก ๑ นาที โดยการกำหนดให้กรรมการสอบสวนจะต้องเป็น ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา ๑ ท่าน ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ๑ ท่าน ผู้แทนทนายความ ๑ ท่าน ร่วมในการสอบสวน เพื่อให้ประชาชนที่มาร้องมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรม ในการสอบสวน ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับวิชาชีพทนายความได้เป็นที่เชื่อถือด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านบัญชา ท่านได้ทำเอกสารถ้อยแถลง แล้วก็ผมอะลุ่มอล่วยเกินไปเกือบ ๒ นาทีเพราะว่าเห็นว่ามีสาระ แต่ว่าขอให้เรา ช่วยระมัดระวังตรงนี้เพราะว่าวันนี้มี ๒ สาขาปฏิรูปนะครับ ต่อไปเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะคะ ในฐานะที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภานี้ หมายเลข ๑๐๔ ขออนุญาตเสนอ ๕ ประเด็น หลังจากที่ได้ศึกษาเอกสารทั้งกล่องแล้วนะคะว่ามันไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ เรื่องที่ ๑ ขอเสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานความมั่นคงที่ชัดเจน เช่นกระทรวงความมั่นคง หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่ สืบเนื่องจากสถานการณ์ภาคใต้ที่เกิดขึ้นมา ๑๐ กว่าปี ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ทางภาคใต้เชื่อมโยงกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องค้ามนุษย์ เรื่องยาเสพติด เรื่องของการก่อเหตุร้าย เรื่องค้าของเถื่อน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่ได้อยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้จำเป็นจะต้องได้ผู้ที่มี องค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญและต้องมีอำนาจในการบูรณาการหลาย ๆ หน่วย ยกตัวอย่างล่าสุด ก็คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้ ๑ คน จากการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ก็พบว่าเขาคือเจ้าของดีเอ็นเอ (DNA) ของสำลีอุดหูในเหตุวางระเบิดเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งยากที่พนักงานสอบสวนจะรู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะวันนั้นเป็นวันที่เกิดระเบิด ๓ สะพานที่จะเข้าค่ายอิงคยุทธบริหาร เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิด กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นข้อเสนอข้อที่ ๑ นะคะ ข้อเสนอข้อที่ ๒ ก็คือ น่าจะมีการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางของชาติ ซึ่งถ้าเราใช้คำว่าฐานข้อมูลความมั่นคง มันก็จะแคบไป วันนี้เราพูดกันแต่ไบโอเมตริกส์ (Biometrics) จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็น ฐานข้อมูลกลางค่ะ คำว่าฐานข้อมูลกลางมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เพื่อขยายผล ยกตัวอย่างเช่นหลังจากเกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ตรงบริเวณศาลพระพรหม เราก็ใช้วิธี วิเคราะห์ข้อมูลหลาย ๆ ฐานผสมกัน เราเห็นความเชื่อมโยงของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ของพยานหลักฐานในปี ๒๕๕๓ ที่กรุงเทพมหานครกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ เราเห็นความเชื่อมโยงของจังหวัดชายแดนภาคใต้กับเรื่องค้ามนุษย์ นี่เป็นตัวอย่างว่ามันน่าจะ ถึงเวลาที่จะมีระบบฐานข้อมูลกลางซึ่งเป็นฐานข้อมูลชาติซึ่งรวมหลาย ๆ ฐาน ข้อเสนอข้อที่ ๓ เป็นการต่อยอดของสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้ทำเอาไว้ก็คือเรื่องการพัฒนาระบบงาน นิติวิทยาศาสตร์ทั้งระบบ กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ทั้งระบบมีทั้ง ๒ เรื่อง มีทั้งนิติเวชศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้เฉพาะ อำนวยความยุติธรรม แต่อีก ๒ ส่วนคือการลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็การคุ้มครองสิทธิ เพราะฉะนั้นตามข้อเสนอที่ท่านรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอต่อ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ และ ณ ขณะนี้ท่านได้ไปเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติว่าประเทศไทยน่าจะมีแผนพัฒนาเชิงระบบของเรื่องนี้ทั้งระบบให้ดีขึ้น เป็นการต่อยอดกับข้อเสนอของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อ ๔ ที่เป็นข้อเสนอค่ะ เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับศาลยุติธรรมคือสถาบัน รพีพัฒนศักดิ์ ซึ่งได้ทำการวิจัยเรื่องนี้มานานก็คือสิทธิของเหยื่อไรท์ ออฟ เดอะ วิกทิม (Rights of the victim) ซึ่งสหประชาชาติได้เป็นผู้เสนอ จริง ๆ แล้วสิทธิของเหยื่อมีอยู่ ๒ เรื่อง แต่ว่าเรื่องหนึ่งผ่านไปแล้วคือการชดเชยเยียวยาเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอาญา แต่อีกสิ่งหนึ่งถ้าเผื่อว่าจะทำให้เกิดขึ้นจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการเข้าไม่ถึงซึ่งความเป็นธรรม ก็คือสิทธิที่จะรู้ค่ะ สหประชาชาติจะกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าเหยื่อหรือญาติของเหยื่อมีสิทธิ ที่จะเข้าถึงซึ่งข้อมูลที่จะรู้ว่าทำไมจึงฟ้อง ทำไมจึงไม่ฟ้อง อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้ลดปัญหา ในขั้นตอนสุดท้ายที่อาจจะมีการลงโทษที่ไม่สมบูรณ์หรือเรียกได้ว่าจำเลยอาจจะหลุดหรือว่า มีแพะ ข้อเสนอข้อสุดท้ายคือข้อเสนอส่วนต่อยอดในเรื่องขององค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่ ให้ประชาชนสามารถไปร้องขอในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เท่าที่เห็นจะมีอยู่ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้ง ๒ องค์กรดูเหมือนจะ ไม่ค่อยมีอำนาจ ก็จะมีแต่การเรียกเข้ามาแต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เลย ดูตัวอย่างจากเรื่องของไม่ว่าจะเหมืองหรือคดีของหลาย ๆ คดีที่มีการร้องเข้าไปต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็เหมือน ผู้ที่ไม่มีอำนาจในการที่จะอำนวยความยุติธรรม ถ้าองค์กรเหล่านี้สามารถทำหน้าที่ ช่วยประชาชนก็น่าจะเป็นฟันเฟืองอีกส่วนหนึ่ง ก็คงเสนอใน ๕ ประเด็น แล้วจะทำเอกสาร ตามในภายหลัง กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณคุณหญิงครับ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต อภิปรายในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระผมเห็นว่ามีประเด็น ที่ถือว่าเป็นหัวใจเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะได้ให้ความสำคัญ บัญญัติไว้ในที่ต่าง ๆ ให้เป็นหลักในการที่จะดำเนินกระบวนการยุติธรรมและการปฏิรูป กฎหมายต่อไปในอนาคต ซึ่งรัฐธรรมนูญเองในปี ๒๕๔๐ ไม่ได้พูดถึงเรื่องหลักนิติธรรม ในปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ วรรคสอง ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้เน้นในเรื่องของหลักนิติธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้ ได้มีการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก สถาบันพระปกเกล้าจะจัดสัมมนาครั้งสำคัญ ประจำปีในวันที่ ๖ ๗ ๘ เดือนพฤศจิกายนนี้ที่สหประชาชาติในเรื่องหลักนิติธรรม กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย แล้วเราก็จะเห็นว่าในคำพิพากษาต่าง ๆ แม้แต่ของ ศาลรัฐธรรมนูญของเราเองในหลายคำพิพากษาได้อ้างหลักนิติธรรมเพื่อนำมาประกอบ การวินิจฉัยคดี หลักการพื้นฐานสำคัญของหลักนิติธรรมหรือที่เราเรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) นั้นก็มีวิธีแบ่งได้หลายอย่างจะแบ่งทางกว้าง ทางแคบ แต่หลักที่สำคัญ ๕ หลักนั่นก็คือ ๑. หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ๒. หลักการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ๓. หลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อันที่ ๔ คือหลักประกันในความถูกต้องชอบธรรม ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่เราเรียกว่าศุภนิติกระบวนหรือดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ (Due process of law) และ ๕. หลักประกันความเป็นอิสระของศาล และความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม หลักทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหลักกฎหมายนั้นเหนือความอำเภอใจ ของผู้ปกครองหรือของผู้มีอำนาจ และเป็นการแบ่งให้เห็นชัดเจนว่าจะต้องมีการคานอำนาจกัน ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นการคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามหลักนิติธรรมบุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผมขออนุญาตพูดสักประมาณ ๕ ประเด็น ประเด็นแรกคือสิทธิที่จะเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้โดยง่าย ๒. สิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง อย่างเคร่งครัด รวดเร็ว เป็นธรรม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ๓. สิทธิพื้นฐานในกระบวนการ พิจารณาซึ่งต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานและการได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผย ๔. นิติกระบวนซึ่งอย่างน้อยต้องไม่บังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายย้อนหลัง เป็นโทษทางอาญาแก่บุคคล ๕. ความอิสระของศาลและความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม ผมใคร่ขอเสนอ แนวทางในการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยโดยยึดหลักนิติธรรมไว้ ๕ ประการ ประการแรกคือให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย และคดี ให้ตรากฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี โดยมีหน่วยงาน ที่ให้คำแนะนำทางกฎหมายที่จำเป็นแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จัดทนายที่มีความสามารถ ทางคดีอย่างแท้จริงเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง อาญา และทางปกครองให้ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย และถ้าสามารถดำเนินงานได้ก็ควรจะจัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายและคดีขึ้นเพื่อการดังกล่าว แนวทางที่ ๒ คือการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วย กระบวนการยุติธรรมทางเลือก กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งการระงับ ข้อพิพาทระหว่างประชาชนโดยกระบวนการยุติธรรมชุมชนหรือประนีประนอมข้อพิพาท ระดับชุมชน ประเด็นปฏิรูปที่ ๓ คือจัดการศึกษาอบรม เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจ ในหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง มีความเคารพในกฎหมาย ยกย่องผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมา เรื่องที่ ๔ ที่สำคัญคือการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งละเลย ไม่บังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง และประเด็นปฏิรูปสุดท้ายที่ ๕ คือควรจะกำหนดหลักการพื้นฐานสำคัญของหลักนิติธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจและการปฏิบัติตามโดยฝ่ายต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับเป็นรัฐที่ปกครอง ด้วยกฎหมายหรือนิติรัฐ หรือจะเรียกว่าลีกัลสเตท (Legal state) อย่างแท้จริง กระผม ได้นำเสนอก็คิดว่าหลักนิติธรรมน่าจะเป็นหลักสูงสุดที่จะนำมากัฟเวิร์น (Govern) หรือนำมา เป็นหลักที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมและการออกกฎหมายต่อไป ในอนาคต ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เวลาตรงเป๊ะท่านเลิศรัตน์ท่านมืออาชีพ มีเอกสาร ขอบคุณมากครับ ส่วนท่านต่อไปก็ได้ส่งคำแถลงล่วงหน้าเช่นกันคือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๑๐ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมจากเอกสารที่ได้ มีการแจกไปแล้วว่าเท่าที่ได้ฟังมาสมาชิก สปท. อยากจะเห็นการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลง ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวก็ตามแต่นะครับ สำหรับในหัวข้อนี้มีอยู่ ๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าจะขอเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบ อันดับแรกคือการปฏิรูปตำรวจ ผมคิดว่าจากการที่ท่านสมาชิก สปช. ที่ได้นำเสนอมาเมื่อเช้า ก็ถือว่าครอบคลุมในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจ แต่ผมขอเพิ่มเติมนิดหนึ่งในฐานะ ที่มีประสบการณ์ในการประสานงานกับตำรวจมาเป็นเวลาหลายสิบปีในระหว่างที่รับราชการ อยู่ ป.ป.ส. พบว่าจะมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่งเราจะปฏิรูปตำรวจ ในหลาย ๆ เรื่องก็ตามแต่ ทั้งโครงสร้าง ทั้งอำนาจ ทั้งการแต่งตั้ง โยกย้ายก็ดี แต่สิ่งหนึ่ง ที่สำคัญมากคือการสร้างความพร้อมให้กับการปฏิบัติงานของตำรวจในระดับโรงพัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบค่าปฏิบัติการก็ดี งบการข่าวก็ดี งบสืบสวนต่าง ๆ ก็ดี ถ้าตำรวจไม่มี งบเหล่านี้เพียงพอในการปฏิบัติงานเป็นไปได้ยากมากที่เราจะพูดถึงการปฏิรูปตำรวจ อันที่ ๒ อันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ตำรวจควรจะเน้นมากก็คือเรื่องของงานชุมชนสัมพันธ์ ที่จริงแล้ว งานตำรวจไม่ใช่งานบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว งานชุมชนสัมพันธ์ควรจะเป็นการมุ่งเน้น เหมือนกับแขนซ้ายแขนขวา ในระยะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าองค์กรตำรวจให้ความสำคัญ เรื่องชุมชนสัมพันธ์น้อยมาก จริง ๆ แล้วเป็นสาขาอันหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ประสบ ความสำเร็จในกิจการตำรวจเขาจะทำเรื่องนี้ อันที่ ๓ เรื่องตำรวจอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่อง ที่คนไม่ต้องพูดถึงมากนักคือเรื่องการขาดแคลนอัตรากำลัง ผมได้ไปประสานงานระดับโรงพัก ตำรวจหลาย ๆ โรงพักขึ้นมาพบว่าอัตรากำลังของตำรวจส่วนใหญ่ขาด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทุกโรงพัก ฉะนั้นถ้าเราไม่รู้ว่ามาตรฐานของอัตรากำลังตำรวจต่อประชาชน ควรเป็นเท่าไรผมว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องยากมาก อันนี้เรื่องแรกคงต้องขออนุญาตฝากไว้นะครับ เรื่องที่ ๒ คือการแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกด้วยมาตรการยุติธรรมทางเลือก ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วเราจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องเน้นในเรื่องของ ยุติธรรมทางเลือก เพราะจริง ๆ การใช้ยุติธรรมกระแสหลักในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิด นักโทษล้นคุก เกิดอาชญากรรม เกิดอะไรต่าง ๆ มากมาย และแก้ไขปัญหาไม่ได้ ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นจะต้องมีการพูดถึงให้ชัดเจนว่า การใช้มาตรการยุติธรรมทางเลือกในการเน้นในช่วง ๒ ปีนี้จะเป็นกิจกรรมอะไร โครงการ อะไรที่ไม่ให้ประชาชนหรือคนที่ทำผิดเข้าไปถึงคุกตะรางอย่างเดียว อย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติ สักครู่ได้เสนอไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ คนที่ถูกจับเป็นเรื่องของยาเสพติดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ฉะนั้นผมคิดว่าจากการที่เราดูสถิติต่างประเทศทั่วโลกนี่น้อยมากที่จะเห็น สถิติการจับกุมมากมายเท่ากับประเทศไทย อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องปฏิรูป ฉับพลันอย่างยิ่ง เรื่องสุดท้ายเรื่องของยาเสพติด เนื่องจากได้ทำงานในเรื่องยาเสพติด มาตลอดชีวิต ก็ได้พบเห็นว่าความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมสะท้อนให้เห็นจาก การแก้ไขปัญหายาเสพติด เรามีนักโทษที่ถูกจับคดียาเสพติดปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คดี หรือ ๔๐๐,๐๐๐ คดี ขณะที่เรือนจำมีความสามารถในการขังคุกได้ประมาณ แสนกว่าคน ฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่ได้ดำเนินการอยู่ แล้วก็ถ้าเราได้ร่วมกันในการผลักดัน ผมว่าจะเกิดความสำเร็จได้ดี คือการยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งถือว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญมากที่สุด ประมวลกฎหมายยาเสพติดจะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ มาตรการและยุติธรรมทางเลือกต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด เราจะแบ่งแยกคนกระทำผิด ยาเสพติดออกเป็น ๓ กลุ่ม เป็นเหยื่อคือผู้เสพ เป็นแรงงาน ผู้ขน กับนายทุนขนาดใหญ่ และมีมาตรการที่เหมาะสม ทางเลือกต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราสามารถทำได้ตรงนี้อย่างดีแล้วนี่ ผมคิดว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แล้วก็เพิ่มเติม ในเรื่องของมาตรการเรื่องบำบัดรักษา การใช้ยุติธรรมทางเลือกและข้อปฏิบัติหน่วยงาน ผมคิดว่าถ้าแม่น้ำ ๕ สายได้หยิบยกในเรื่องปัญหายาเสพติดมาเป็นปัญหาตุ๊กตาแล้วก็ผลักดัน ให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเราจะเห็นความเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูป ในกระบวนการยุติธรรมจากปัญหายาเสพติดที่สำคัญ ขออนุญาตเรียนคร่าว ๆ เท่านี้ครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านเพิ่มพงษ์ท่านอยู่ ป.ป.ส. มายาวนานตลอดชีวิต ก็มีประเด็นที่เป็นประโยชน์ทีเดียว ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากใกล้เวลาอาหารนะครับ ท่านสมาชิกทราบดีว่าหลายท่านต้องงานหนัก ต้องอ่านเยอะ นอนดึก บางท่านก็อาจจะ อ่อนเพลีย ก็เลยเรียนว่าเรามีการถ่ายทอดวิทยุและโทรทัศน์นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่าน อยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกเวลารู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียก็จะเป็นการดี มิฉะนั้นภาพ อาจจะออกไปไม่พึงประสงค์เท่าไรนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ รำไพพรรณี จันทบุรี ท่านอาจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขอนำเสนอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้รับฟังจาก อดีตคณะกรรมาธิการศึกษาด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ๖ ประเด็นครับ เรื่องแรก อยากจะกราบเรียนว่าหลักกฎหมายสูงสุดที่ปกครองประเทศที่ว่าด้วยหลักของ ๓ อำนาจ คือ ๑. อำนาจนิติบัญญัติ ๒. อำนาจบริหาร ๓. อำนาจตุลาการ ซึ่งทั้ง ๓ อำนาจนี้จะเป็น อิสระถ่วงดุล เชื่อมโยงกับประชาชน ทั้งกระบวนการทำงานและผลของการทำงาน และ ทั้ง ๓ อำนาจจะเป็นอิสระต่อกัน และตรวจสอบได้ทั้ง ๓ อำนาจ นี่คือหลักประชาธิปไตย ของสากลโดยทั่วไปนะครับ แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัจจุบันนี้ ประเด็นที่ ๑ คือความเป็นอิสระของ ๓ อำนาจนั้นมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่ น่าที่จะต้องจัดทำ ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา จนกระทั่ง ฉบับร่างที่ได้เสนอผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อต้นเดือนกันยายน และไม่ผ่านความเห็นชอบไป ดังกล่าวนั้น ได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยการกำหนดตัวบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ในเกือบจะทุกองค์กรอิสระ ดังกล่าวมีการกำหนดตัวบุคคลจากอำนาจของตุลาการ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าจะมี การแทรกแซงและก้าวก่ายซึ่งกันและกันอันจะเป็นผลเสียต่อระบบการปกครองของประเทศ ทั้ง ๓ อำนาจ ประเด็นที่ ๒ ที่กล่าวถึงคือ ทั้ง ๓ อำนาจนี้ควรจะสามารถตรวจสอบได้จาก ภาคประชาชน ถึงกระบวนการของการทำงานและผลของความสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน อำนาจที่ ๑ อำนาจที่ ๒ คืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้นมีองค์กรอิสระต่าง ๆ เป็นผู้ตรวจสอบ หรือสอบทานตามที่เราได้รับทราบอยู่แล้ว แต่อำนาจที่ ๓ ท่านสมาชิกซึ่งเป็นอดีตสภาปฏิรูป แห่งชาติและทำหน้าที่กรรมาธิการได้นำเสนอว่าอย่างกรณีของกรรมการอัยการนั้นก็มี ๑๕ ท่าน แต่เมื่อดูตัวบุคคลแล้วก็ปรากฏว่าเป็นหน่วยงาน เป็นบุคคลที่อยู่ใน หน่วยงานภายในหรือหน่วยงานของอัยการเองถึง ๑๑ ท่าน ๔ ท่านเป็นประชาชน ซึ่งสำหรับ กรรมการตุลาการหรือ ก.ต. นั้นก็จะมีบุคคลที่เป็นจากภาคประชาชนเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่งในการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้มีการนำเสนอจำนวนที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับ การตอบรับ จะเห็นว่าหากตัวแทนของภาคประชาชนมีสัดส่วนที่น้อยก็จะเหมือนกับการที่จะ ตรวจสอบกันเอง ดูกันเองในห้องแคบ ๆ ก็จะเป็นที่กังขาหรือที่ขาดความเชื่อมั่น ของประชาชนโดยทั่วไป โดยหลักการทั่วไปก็อยากจะได้นำเรียนว่าสัดส่วนของประชาชนที่จะ เข้าไปอยู่ในองค์กรที่สามารถตรวจสอบอำนาจที่ ๓ หรืออำนาจตุลาการได้นั้นน่าจะมีสัดส่วน ที่มากกว่านี้ สภามหาวิทยาลัยยังมีสัดส่วนของฝ่ายภายในจำนวนหนึ่งและผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอกใกล้เคียงกันก็จะมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบหรือในการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนั้นสิ่งที่ได้มีการนำเสนอว่าหลักการของกระบวนการยุติธรรมที่ดีนั้นต้องถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ความรวดเร็วคือข้อกังขาของการที่จะดำเนินการหรือที่จะต้องปฏิรูป โดยเร็วต่อไป คงจะรับทราบในบางคดีนั้นมีการตัดสินถึง ๑๐ กว่าปีจึงจะสามารถ สิ้นสุดกระบวนการของศาลฎีกาก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อผู้เสียหาย ต่อจำเลย บางคดี มีการยกฟ้องในกระบวนการของศาลฎีกา แต่จำเลยนั้นเสียหายมากมายทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง เกียรติยศ เช่นคดีการจ้างฆ่าอดีตประธานศาลฎีกา ผู้เสียหายนั้นไม่สามารถที่จะเรียกร้องหรือ หาสิ่งที่เป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองของตนเองกลับคืนมาได้เลยนะครับ อันนี้ก็เป็นผลถึง การที่จะสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ดีว่ามีความรวดเร็วนั้นเราจะทำได้อย่างไร ควรจะกำหนดศาลชั้นต้นสักปีครึ่ง ศาลอุทธรณ์ ๒ ปีครึ่ง ศาลฎีกาสักปีครึ่ง อย่างนี้ก็จะมี ความชัดเจนขึ้นและรวบรัดขึ้น เพราะว่ามันจะเกิดปัญหาในการเยียวยากับผู้ประสบ ขออภัย ขออนุญาตต่ออีกนิดเดียว กรณีการเยียวยาก็เช่นเดียวกันควรจะมีความเป็นธรรมมากกว่านี้ เพราะว่าผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรมเมื่อได้รับผลกระทบเสียหายมากมาย แต่การเยียวยานั้นไม่ยุติธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ สุดท้ายคือปลายน้ำที่หน่วยงานของ กระบวนการยุติธรรมจะมารับผิดชอบก็คือราชทัณฑ์หรือคุกต่าง ๆ เป็นปัญหามากมาย ในคุณภาพชีวิตของนักโทษ บุคคลเหล่านั้นควรจะได้การคุ้มครองดูแลคุณภาพชีวิต อย่างเหมาะสมก็ตามอัตภาพของเขาถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผู้ต้องโทษก็ตาม อันนี้เพื่อคุณภาพ หรือหลักการสากลของสิทธิมนุษยชนที่เราพึงจะได้ปฏิบัติต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านอธิการบดีไวกูณฑ์ครับ เรามีผู้แสดงความจำนงอภิปรายทั้งสิ้น ๑๑ ท่าน บัดนี้อภิปรายแล้ว ๖ ท่าน ผมจะอ่านชื่อทั้ง ๕ ท่านที่เหลือนะครับ ท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลังท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านจุมพล สุขมั่น ท่านสมพงษ์ สระกวี และท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เชิญ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ลำดับที่ ๑๙๗ ผมขออนุญาตที่จะไม่ส่งเอกสาร เพราะว่า ผมส่งไปก่อนหน้านี้ ๒-๓ เดือนแล้ว เอกสารประกอบการอภิปรายของผมก็คือวาระที่ ๖ ๒๒ หน้านี่นะครับ ซึ่งท่านอาจารย์วันชัย ได้กรุณานำมาเสนอไปพอสมควรแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าเอาของผมไปพูดเกือบหมดแล้ว ผมขออนุญาตที่จะเพิ่มความชัดเจนเท่านั้นเองครับ คงใช้เวลาไม่มาก เราต้องตั้งโจทย์ การปฏิรูปให้ได้ก่อนว่าเราปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประชาชน เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อองค์กรใหญ่ขึ้น เพื่อเจ้าหน้าที่ได้รับประโยชน์มากขึ้น ต้องตั้งโจทย์อย่างนี้ก่อน เพราะขณะนี้มีความเคลื่อนไหวในเรื่องของงานสอบสวน เดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียด นิดหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักประมาณ ๑ นาทีเพื่อที่จะฉายให้เห็นร่องรอยเดิม ของการปฏิรูป ทั้งกฎหมาย ทั้งตำรวจ ทั้งองค์กรกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตนะครับ ถ้าหากว่าผมนำเรื่อง ท่านฟังแล้วอาจจะบอกว่ามันเกี่ยวหรือเปล่า ท่านต้องพยายามฟัง ให้มันเกี่ยว ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ครับเราทราบดีว่าชาติตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคม นิดเดียวครับท่านประธาน เข้ามาเห็นกระบวนการยุติธรรมไทย เข้ามาเห็นกฎหมายไทย ใช้กฎหมายจารีตนครบาล พิสูจน์พยานโดยการบีบขมับ ตอกเล็บ ใส่ตะกร้อให้ช้างเตะ พิสูจน์พยานใครเท็จใครจริง ดำน้ำแข่งกัน ฝรั่งบอกว่ารับไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมไทย ล้าสมัย ฝรั่งมังค่าก็เลยมาตั้งศาลในประเทศสยามเราเรียกกันว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เราสูญเสียอำนาจตุลาการแล้วครับ เราคือสยามประเทศ พระองค์ท่านหลายพระองค์ ใช้พระปรีชาสามารถอย่างแยบยลจนกระทั่งทำการปฏิรูปแต่ละด้านสำเร็จเป็นลำดับ ดังนี้ครับ ปฏิรูปตำรวจสำเร็จในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านได้รับการถวาย พระนามเป็นบิดาตำรวจไทย ผมพูดแผ่นเสียงตกร่องมาหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ปฏิรูปกฎหมาย ที่บอกว่าล้าสมัย สำเร็จในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เราถวายพระนามกรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ว่าเป็นบิดาแห่งนักกฎหมายไทย เรามีกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ เกิดขึ้น ผมเจาะมาที่ตำรวจ ปี ๒๔๐๕ ถึงปี ๒๔๗๕ เป็นตำรวจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ฝรั่งก็ยอมรับ เป็นที่รักของประชาชน จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมขอซ้ำอีกครั้ง ตำรวจเริ่มตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองเพราะตำรวจเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่จะนำไปใช้เป็น เครื่องมือแสวงหาอำนาจและเมื่อได้อำนาจทางการเมืองมาแล้วใช้ตำรวจรักษาอำนาจนั้นไว้ อย่างยั่งยืน ปี ๒๕๔๗ ชัดเจนที่สุด มีคำพูด ๓ คำครับ ใครพูดที่ไหนไม่มีเรกคอร์ด (Record) แต่ผมเชื่อว่าสมาชิกคงเคยได้ยิน ต้องทำให้ตำรวจอ่อนแอ เมื่อตำรวจอ่อนแอแล้วต้องเข้าไป แทรกแซง แทรกแซงเสร็จเรียบร้อยต้องตั้งรัฐตำรวจขึ้นท่านจะเห็นว่าระยะหลังมีคำพูดว่า รัฐตำรวจ มีตำรวจไปเป็นตรงโน้น เป็นตรงนี้ เป็นตรงนั้นเป็นไปทั่ว เพื่อรักษาอำนาจไว้ เพราะการเมืองเข้ามาตั้งตำรวจ ท่านอาจารย์วันชัยพูดไปแล้วเรื่องนี้ ขอบพระคุณ ว่าทำอย่างไรที่จะปลดแอกตำรวจออกจากการแทรกแซง แต่ไม่ได้หมายความว่าตำรวจ จะเป็นอิสระจนกระทั่งไม่ฟังรัฐบาลนะครับ เชิงนโยบาย ก.ต.ช. ยังอยู่ คณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรียังมานั่งอยู่ แต่เรื่องการแต่งตั้งถอดออกมา ก็จะไม่เห็นภาพพลตำรวจเอกไปเดินตามหลังคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเมือง เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานได้รับการแต่งตั้ง เพราะต่อไปนายกรัฐมนตรีจะตั้ง ผบ. ไม่ได้แล้ว อาจารย์วันชัยพูดไปแล้ว ผมไปในเรื่องของงานสอบสวน น่าเป็นห่วงมากครับ เมื่อวานนี้ ก็มีสหพันธ์หรือสมาพันธ์อะไรสักอย่างไปยื่นกับท่านอาจารย์มีชัยให้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรจุลงในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้แยกงานสอบสวนไปเป็นอิสระ ไปอยู่กับกระทรวง ยุติธรรม ไปมีงบประมาณของตัวเอง น่าเป็นห่วง เป็นห่วงตรงไหนครับ เป็นห่วงตรงที่ว่าถามว่าเพื่ออะไร คำตอบคือเพื่อให้มีอิสระ สืบสวนกับ สอบสวน คำ ๒ คำนี้จะพูดหรือจะละเมอก็แล้วแต่มันต้องพูดไปด้วยกัน สืบสวนคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตาม อำนาจหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อทราบรายละเอียด แห่งความผิดอยู่ใน วิ. อาญา มาตรา ๒ (๑๐) มาตรา ๒ (๑๑) ถัดไปอนุมาตราเดียว สอบสวนคือการรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งพนักงานสอบสวนได้กระทำไปเกี่ยวกับความผิด ที่กล่าวหา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ แล้วเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ๒ อย่างนี้คือเหรียญเดียวกันอยู่คนละด้าน ขณะนี้มันเป็นเหรียญเดียวกัน แต่มันอาจจะ เหลื่อมกันอยู่ด้านเดียว ก็คือเอาผู้กำกับมาเป็นหัวหน้าสืบสวนด้วย หัวหน้าสอบสวนด้วย แยกครับ ให้ผู้กำกับโรงพักไม่มีอำนาจสอบสวน ทำเฉพาะสืบ อำนาจสอบสวนให้ไปขึ้นกับ สายสอบสวน คือ สบ ๔ แล้วเป็นแท่งอิสระยันไปถึงรอง ผบ.ตร. การสั่งคดีไปคอนโดอีกแท่งหนึ่ง การไปสืบสวนเพื่อสนับสนุนงานสอบสวนอยู่ด้วยกัน ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นเหรียญเดียวกันอยู่คนละด้าน นั่นแหละครับ ยังจำเป็นอยู่แต่ต้องสร้างความเป็นอิสระ รายละเอียดอยู่ในเอกสารประกอบการอภิปราย ๒๒ หน้าของผมแหละครับ ทีนี้ปัญหา สุดท้ายเลยครับ มีเสียงพูดจากข้างนอกผมจะไม่บอกว่าเป็นใคร บอกว่าอำนวยอย่าหวัง จะปฏิรูปตำรวจเลย ไปงมเข็มในมหาสมุทรดีกว่า แปลว่ายาก ผมก็ตอบกลับไปว่า ถ้าไม่มีความเพียรพยายามที่จะงมมันก็จะจมไปใต้โคลนตมต้องงมมาให้ได้ ก็ที่มันยาก เพราะว่าถ้าปฏิรูปตำรวจปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ก็แปลว่าต้องไป ลดอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งให้เขาไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายพล ให้เขา ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ. ซึ่งถามว่าเขาจะยอมไหม ผมไม่ได้รังเกียจการเมืองครับ แต่โดยหลักการถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่ก็ต้องเลือกปฏิบัติละครับ ดังนั้นจะต้องปฏิรูป ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ ภายใน ๒ ปีนี้ แล้วเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมยังคิดเลยว่าน่าจะเป็น การสมควรอย่างยิ่ง ถ้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ สำหรับเรื่องการปลดแอก การเมืองออกจากตำรวจ ปลดตำรวจออกจากการเมือง เพื่อให้กลับมาเป็นตำรวจในพระองค์ และของประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านสมาชิกครับ ขอความร่วมมืออย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าเราเพิ่งมีการประชุมเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะฉะนั้น ในช่วงที่แนะนำชื่อ ถ้าท่านจะบอกว่ามาจากไหน ตำแหน่งสุดท้ายจะอดีตหรือว่าปัจจุบัน จะทำให้สมาชิกได้รู้จักกันมากขึ้นครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอชื่นชมท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๔ ท่าน ที่ได้นำเสนอเรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้อย่างชัดเจน ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อประกอบ การพิจารณาในการดำเนินการต่อเนื่องต่อไป ผมเข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้ง ๔ ท่านได้กล่าวถึงนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญา ผมอยากกราบเรียนว่าความผิดทางอาญามี ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน ขออนุญาตเป็นพื้นฐาน สำหรับท่านที่ไม่ได้อยู่ในวงการกฎหมาย คือความผิดทางอาญาในตัวเอง หรือภาษาละตินเรียกว่ามาลาอินเซ (Mala in se) เป็นความผิดที่เห็นได้ในตัวเอง ความผิด ที่เห็นได้โดยธรรมชาติ เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และความสงบ เรียบร้อยโดยรวม กับความผิดทางอาญาอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่าเป็นความผิดโดยข้อห้าม หรือความผิดทางเทคนิคที่ภาษาละตินเรียกว่ามาลาโปรฮิบิตา (Mala Prohibita) ซึ่งเมื่อ สถานการณ์วิวัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจซับซ้อนขึ้น ความผิดประเภทที่ ๒ มีอยู่ เรื่องหนึ่งเรียกว่าความผิดอาญาทางด้านเศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรมจึงควรจะต้อง พิจารณาเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เมื่อกล่าวถึง เรื่องกระบวนการยุติธรรมมีหลักอยู่ ๒ ประการ หลักประการแรกก็คือว่าทำอย่างไร ให้การให้ความยุติธรรมนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด เพราะการประวิง ความยุติธรรมคือความอยุติธรรมซึ่งเป็นสุภาษิตทางด้านกฎหมายที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งก็จะเห็นว่าต้องการพัฒนาปฏิรูปให้กระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งนั้นคือการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง องค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพราะความยุติธรรมที่รวดเร็วนั้นต้องประกอบไปด้วย กระบวนการยุติธรรมที่ให้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งของการที่ให้ความยุติธรรม อย่างแท้จริงได้นั้นก็คือการถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่อำนาจสอบสวน อำนาจฟ้องร้อง อำนาจวินิจฉัยและพิพากษาคดี ในเรื่องของ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปัจจุบันนั้นในขั้นตอนของการสอบสวนอยู่ที่ตำรวจ บางเรื่องอยู่ที่ดีเอสไอ (DSI) ผมอยากกราบเรียนว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญา ด้านเศรษฐกิจนั้น เนื่องจากว่าเป็นความผิดทางอาญาทางเทคนิคไม่ได้เป็นความผิดทางอาญา ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อความสงบเรียบร้อย แต่ทำให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความรวดเร็วของกระบวนการพิจารณาการให้ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ อาจจะต้องพิจารณาอีกมุมหนึ่ง ในขณะนี้ยกตัวอย่างความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อตลาดหลักทรัพย์พบความผิดส่งไปยัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ส่งไปยังตำรวจบ้าง ส่งไปยังดีเอสไอ (DSI) บ้าง กว่าจะส่งฟ้องไปยังอัยการ กว่าอัยการจะส่งฟ้องไปยังศาลใช้เวลามากพอสมควร ผมจึงอยากเสนอว่าในกระบวนการของการสอบสวน ขั้นตอนของการสอบสวนนั้นน่าจะให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจสอบสวนเสียเอง หลายท่านอาจจะบอกว่าสอบสวนเองเช่นนี้ไม่มีการถ่วงดุล แต่แท้ที่จริงแล้วคดีอาญาทั่วไป ตำรวจก็จับเองสอบสวนเอง การถ่วงดุลอำนาจนั้นอยู่ที่ชั้นอัยการ อัยการจะพิจารณาว่า ควรจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง เพราะฉะนั้นคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางด้านหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลายที่ผมเชื่อว่าหลายท่านก็ได้แสดงความกังวลว่าล่าช้า กว่าจะพิพากษาคดีออกมา กว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องก็สายเกินกาลก่อให้เกิด ความเสียหายในวงกว้างไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าให้อำนาจสอบสวนนั้นอยู่ที่สำนักงาน กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็จะทำให้ชั้นสอบสวนเร็วขึ้นและประกอบด้วยผู้ที่รู้จริง ในเรื่องนั้นและส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องร้อง ซึ่งพนักงานอัยการก็จะถ่วงดุลว่า สมควรที่จะฟ้องร้องหรือไม่ฟ้องร้อง ถ้าเช่นนี้แล้วก็จะทำให้การอำนวยความยุติธรรมนั้น เป็นไปโดยความรวดเร็วไม่เป็นการประวิงความยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ยังมีการถ่วงดุลอำนาจ ที่เหมาะสมอีกด้วย ผมจึงกราบเรียนเสนอเพิ่มเติมสำหรับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านปลัดกระทรวงและท่านอดีตประธาน ก.ล.ต. นะครับ ก็เป็นประเด็นวาระใหม่ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว ต่อไปเชิญท่านจุมพล สุขมั่น ท่านเป็นอดีต สปช. แล้วก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมด้วย เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ จุมพล สุขมั่น ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในการระดมสมองกัน ของสภาแห่งนี้ ๑ ใน ๕ ด้านที่สำคัญที่เราได้คัดกันมาก็คือในเรื่องของการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมุ่งมาที่ตรงนี้ทั้งหมดเลยนะครับ แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าในเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ท่านกรรมาธิการได้จัดทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม สมควรและจำเป็นที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนครับ เราได้คุยกันมา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แต่ส่วนใหญ่แล้วผมเห็นว่าเราคุยกันในส่วนของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญา เนื่องจากว่ากระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง มีผลกระทบทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และที่สำคัญนะครับในเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเชื่อมั่นที่ต่อไปเราจะเข้าสู่เออีซี (AEC) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วนะครับ ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผมขอกราบเรียน เป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ ประการแรกในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ผมไปถึงปลายน้ำครับ ในเรื่องของหน่วยงานเพื่อรองรับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ถ้าพูดกันชัด ๆ ก็คือกรมบังคับคดีที่เป็นหน่วยงานที่จะบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในทางแพ่ง ไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งสามัญ ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ หรือแม้กระทั่ง การวางทรัพย์ ในเรื่องนี้เป็นหลักสำคัญในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย หลักสำคัญของ การบังคับใช้กฎหมายนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ความและผู้เกี่ยวข้อง ในหลักของ ทางแพ่ง ประเด็นข้อพิพาทในทางแพ่งเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน เพราะฉะนั้นต้องมี คนกลางที่มีความเป็นธรรมและต้องยึดถือหลักกฎหมายเป็นสำคัญในการที่จะมาพิจารณา ดำเนินการในเรื่องนี้นะครับ และที่สำคัญความถูกต้องในเรื่องนี้เป็นความถูกต้องในเรื่องของ หลักการแบ่งแยกอำนาจด้วยเช่นเดียวกัน ความถูกต้องในเรื่องของการแบ่งแยกอำนาจ พาดไปถึงเรื่องของความเป็นอิสระและการปราศจากการแทรกแซง ณ ปัจจุบันนี้ กรมบังคับคดีอยู่กับฝ่ายบริหาร แต่เดิมมานี้นะครับกรมบังคับคดีหรือว่าหน่วยงาน ในการบังคับคดีทางแพ่งอยู่กับศาลยุติธรรม ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ผมกล่าวถึงในเรื่องของ ความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซง ประการต่อมาครับ ในเรื่องของการทำงาน ที่กระชับรวดเร็ว ท่านครับ ในเรื่องของการบังคับคดีทางแพ่งนี่นะครับ หลักกฎหมายที่ใช้ เป็นหลักกฎหมายทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พระราชบัญญัติฟื้นฟูกิจการ รวมถึงประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกฎหมายหลักและไม่ใช่กฎหมายทางปกครอง ต้องกราบเรียนดังนี้นะครับ เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของความสอดคล้องในเรื่องของการจัดองค์กรเพื่อรองรับการบังคับคดี ทางแพ่ง ความสอดคล้องในเรื่องที่ว่านี้เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในมาตรา ๓๕ (๖) ในเรื่องของหลักนิติธรรม ความสอดคล้องต่อมาในเรื่องของ อำนาจตุลาการที่เป็นอำนาจที่ใช้กฎหมายในการบังคับคดีทางแพ่ง กฎหมายที่ว่านี้ ผมได้กล่าวไว้แล้วนะครับ หลักต่อมาครับประการที่ ๓ หลักต่อมาก็คือหน่วยงาน ในการบังคับคดี ผมใช้คำกว้างอย่างนี้นะครับว่าหน่วยงานในการบังคับคดีเป็นหน่วยงาน ธุรการของศาล ถ้าศาลใดมีเหตุที่จะต้องบังคับคดี หน่วยงานดังกล่าวจะต้องอยู่กับศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือแม้กระทั่งศาลปกครองก็ตามนะครับ เรื่องที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับ วิธีการปฏิรูป ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในเรื่องของวิธีการปฏิรูปนี้ มีการศึกษากันมาแล้วนะครับ การศึกษากันมาแล้วมีอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องของการปฏิรูปองค์กรการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งคืนศาลยุติธรรม ฉบับนี้ครับซึ่งได้ผ่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแล้ว เช่นเดียวกัน และในกรณีดังกล่าวในการศึกษาก็จะมีรายงานอ้างอิงอยู่ด้วย รายงานที่ว่านี้ก็คือรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องการศึกษาทัศนคติของสังคมต่อ ศาลยุติธรรมภายหลังการแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมของสถาบันวิจัย ให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขออีกนิดเดียวไม่เกิน ๑ นาที โดยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ได้ศึกษาไว้นะครับ แล้วก็ยังมีปรากฏ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ในมาตรา ๒๑๓ ให้มีหน่วยงานการบังคับคดีที่มีประสิทธิภาพ สังกัดอยู่กับศาลนะครับ วิธีการปฏิรูปสอดคล้องกับมาตรา ๓๙/๒ ทำแล้วรวดเร็ว เพราะว่า สามารถทำได้ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๒ (๕) แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๖ ต้องกราบเรียนว่าทำไมถึงรวดเร็ว เรื่องนี้เป็นการแก้ไขกฎหมาย และมิใช่เป็นการตั้งองค์กรใหม่ เป็นการปฏิรูปองค์กรที่มีหน้าที่ในการบังคับคดีปรับเปลี่ยน ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เท่านั้นเอง เหลือเพียงแค่การขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ถูกต้องเท่านั้น ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านจุมพลนะครับ เรื่องกฎหมายเรียนท่านสมาชิกนะครับ ขณะนี้ มีตัวร่างกฎหมายอยู่ ๔๐ กว่าฉบับแล้วที่ทาง สปช. ได้ยกร่างเป็นตัวร่างกฎหมายเลย เป็นมาตรา มีหลักการ เหตุผลครบสมบูรณ์อยู่แล้ว ตรงนี้ที่ภายใน ๖๐ วันแรกเราจะเริ่ม ส่งตรงนี้ไปยัง สนช. เริ่มส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ก็จะเห็นการขับเคลื่อนโดยทันที เราจะเห็น อย่างเป็นรูปธรรม ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งก็รบกวนช่วยส่งเอกสารนะครับท่านจุมพล เป็นประโยชน์มากทีเดียว ต่อไปขอเชิญท่านอดีตวุฒิสมาชิกจากจังหวัดสงขลา ท่านสมพงษ์ สระกวี ส่วนท่านจะแนะนำตนอย่างไร เชิญครับ สังกัดอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม สมพงษ์ สระกวี ในประเด็นปัญหาเรื่องวาระการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้ลงสู่ปัญหาสำคัญเรื่องการปฏิรูปการแก้ปัญหา ยาเสพติดให้โทษร้ายแรง ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้ให้ข้อมูลที่น่าตระหนกตกใจอยู่แล้วว่าแค่ปัญหา ยาเสพติดปัญหาเดียวมีคดีอยู่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคดี เกินกว่าครึ่งของจำนวนผู้ต้องคดี ในเรือนจำทั้งหมด ท่านประธานครับ การปฏิรูปปัญหาซึ่งเป็นวิกฤติของชาติที่มาเคาะประตู เรียกหาการปฏิรูปของสภาแห่งนี้อยู่นั้นมีเพียงการแก้ปัญหายาเสพติดเท่านั้นหรือ ท่านประธานครับ วิกฤติของชาติซึ่งท้าทายเรียกหาการปฏิรูปทั้งในรูปของกฎหมายด้วยนั้น ยังจะมีเรื่องของความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ยังมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งสภาแห่งนี้ ก็ได้วิเคราะห์ วิจารณ์และพูดกันไปมากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติดแล้ว คอร์รัปชันแล้ว เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ยังเป็นวิกฤติปัญหาที่เราเรียก ปัญหาความปรองดองก็รออยู่เช่นเดียวกัน ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งสังคมเรียกหา และถูกกล่าวว่าเป็นวิกฤติ นั่นก็คือปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาเรื่องเสรีภาพ ปัญหา เรื่องความเสมอภาค ก็เคาะประตูรอเราอยู่เช่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นปัญหาบางปัญหา ก็เป็นวิกฤติซึ่งหมักหมมมาเป็นความทุกข์ของแผ่นดินมานานนับ ๒๐-๓๐ ปี ก็คือปัญหา เรื่องความรุนแรงของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็รออยู่อีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมได้ลงไปสู่รายละเอียดที่มีความสำคัญและท้าทายอีกเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการจัดทำ กฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าแค่ที่เป็นพันธกรณีนั้น ยังไม่พอ โลกใบนี้แคบลงทุกวัน เราเกี่ยวพันกับโลกใบนี้อย่างหลีกลี้ไม่พ้น เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีระหว่างประเทศของเราก็ไปพันอยู่กับโลกแคบ ๆ ใบนี้แล้ว นอกจากพันธกรณีที่ผม เห็นว่ามีส่วนที่มาเกี่ยวข้องกับเรานั้นก็คือกระแสหลักของค่านิยมของสังคมประชาธิปไตย ของโลกใบนี้ซึ่งเราจะหลีกหนีไม่ได้เลย วันนี้เราพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ถูก ลดทอนลง วันนี้เราพูดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยที่ถูกตรวจสอบจาก นานาชาติ และเราทำเป็นเฉยเสีย เรารู้จักองค์การสิทธิมนุษยชนสากล แต่เราก็บอกว่า เป็นองค์กรข้างนอกไม่ใช่เรื่องของประเทศไทย เรารู้จักองค์การนิรโทษกรรมสากล เราก็มี ความรู้สึกว่าคุณไปนิรโทษกันประเทศอื่นเถิด อย่ามายุ่งกับประเทศไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ จริงอยู่หลายปัญหานั้นสอดคล้องกับประเทศเราในเรื่องของค่านิยมและกระแสนิยม ของโลกใบนี้ นั่นก็คือเรื่องการต่อต้านทุจริต เรื่องการต่อต้านยาเสพติด แต่ลึกซึ้งกว่านั้น ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านสถิตย์ได้กล่าวไปบ้างแล้ว เราอยู่ในโลกที่มีการค้าเสรี เราอยู่ ในโลกที่การไหลเลื่อนของการลงทุนและการเงินเสรี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนจะต้องเกี่ยวพันกับ กฎหมายในบ้านเราที่จะสอดคล้องกับโลกใบนี้ ท่านประธานครับ เราได้ยินเรื่องซิงเกิล เกตเวย์ (Single gateway) เมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมาเพราะโลกใบนี้ได้ใช้การสื่อสาร ที่ไร้พรมแดน เราจะงมโข่งอยู่ในถ้ำดังแต่ก่อนอยู่ชาติเดียวประเทศเดียวเห็นจะไม่ได้ ท่านประธานครับ ยังจะมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิทธิผู้ใช้แรงงาน ปัญหาสิทธิเด็ก และอีกนานัปการของโลกใบนี้ที่ได้ยึดหลักกติกาอันเป็นสากล ดังนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่อง ท้าทายอย่างยิ่งของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะต้องสนใจ ปัญหาความเป็นประเทศบนโลกใบนี้ จะอ้างแต่ความเป็นไทย ไทย ไทย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เห็นจะไม่ได้ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี นะครับ เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ก็คือ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตวุฒิสมาชิกนะครับ แล้วก็ท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติครับ ขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สมาชิก สปท. เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะอภิปราย บังเอิญว่าได้ฟังคำแถลงผลการศึกษาของทางกรรมาธิการ สปช. คณะกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงคิดว่ามีประเด็นที่น่าจะแลกเปลี่ยนกันเพื่อจะเป็น การต่อยอด แล้วก็พยายามเติมเต็มสิ่งที่ท่านได้ศึกษาเอาไว้ มีประเด็นที่ทาง สปช. คณะนี้ ได้นำเรียนไว้ เสนอเอาไว้ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือประเด็นเรื่องของการที่เห็นด้วย กับการศึกษาว่าอัยการไม่ควรจะเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ผมเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอ ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง แทบจะกล่าวได้ว่าเกือบจะทุกครั้งที่เวลามีข้อขัดแย้งระหว่างรัฐ เอกชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามักจะพูดเสมอว่าน่าจะต้องเขียนเอาไว้หรือบัญญัติเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญเลย มิให้อัยการเป็นบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจ เมื่อประมาณเดือนที่ผ่านมาข้อเสนอนี้ปรากฏเป็นจริงแต่ก็ยังไม่ลุล่วงเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ที่คณะผู้ร่างได้ร่างเอาไว้เกิดล้มคว่ำไปเสียก่อน ข้อเสนอดังกล่าวมีบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปครับ มาตรา ๒๑๔ ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ ข้าราชการอัยการ ต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกันหรือ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท ไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด ในลักษณะเดียวกัน ทั้งต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันเป็น การกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ของ ข้าราชการอัยการ สาธุ ขอให้บทบัญญัตินี้เป็นจริงและเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทาง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำลังร่างอยู่ ผมขออนุญาตเรียนเสนอท่านเสรีถ้าท่านจะเป็น ประธานในกรรมาธิการคณะนี้ต่อไปนะครับ ท่านนำเสนอเรื่องนี้เป็นบทบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย อยากให้ปรากฏเป็นจริง แต่สิ่งที่ผมได้ยินมาก็ไม่สบายใจ ครับ หรืออยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลง ไหน ๆ จะปฏิรูปแล้วก็เอาให้มันสุดซอยไปเลย ท่านประธานครับ ก็มีคนมากระซิบข้างหูผมบอกว่าเขียนไว้อย่างนี้ก็เข้าทางสิครับ บอกเข้าทางอย่างไร มันก็ไปเข้าทาง ขออภัยครับ อาชีพทนายความ ผมมิได้รังเกียจท่าน แต่ผมเห็นว่าเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์แห่งรัฐ เพื่อมิให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เราเคยได้ยินมาในอดีต ขออภัยครับบางครั้งมีทนายความประจำตัวบ้าง ประจำครอบครัวบ้าง หรือขออภัยครับ ประจำพรรคบ้าง เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ใหญ่ ๆ ด้วยครับ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ ผมจึงเห็นว่าเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์แห่งรัฐ ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ให้มีปัญหาเป็นที่ครหาก็ทำให้สุดซอยไปเลย การจะเขียน ไว้ในรัฐธรรมนูญถ้าทำได้ก็ดีครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ท่านเสรีเป็นทนายความใหญ่ ถ้าท่านมีบทบาท มีอำนาจหน้าที่ตรงนี้ได้ท่านเสนอไปที่สภาทนายความหรือที่ไหน ที่มีอำนาจหน้าที่ในตรงนี้ครับ เขียนไว้อย่างไรไม่ให้ทนายความเข้าไปเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจด้วยอีกเหมือนกัน อันนี้จะเป็นการรักษาผลประโยชน์แห่งรัฐ เป็นการรักษา ในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการแก้ปัญหาอินไซเดอร์ (Insider) หรืออะไรต่าง ๆ ที่มีข้อครหากันอยู่ หรือปัญหาตอบแทนบุญคุณนะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอ อันนี้เป็น เรื่องเล็ก ๆ แต่เรื่องใหญ่ ๆ ที่ผมขออนุญาตนำเสนอ มีเวลาอีกนิดเดียวท่านประธานครับ ผมรองสุดท้ายแล้ว ถ้าต่ออายุให้ผมอีกนิดเดียวครับ ๒ นาทีได้ก็จะเป็นพระคุณครับ ผมก็ได้รับฝากมา ผมเป็นแพทย์ ประกอบวิชาชีพแพทย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะมองว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะมองว่าเล็กก็เล็ก มันเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกันระหว่างกรรมาธิการสาธารณสุข กับกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเห็นว่าน้ำหนักมันค่อนมาทาง ด้านนี้มากกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้วิชาชีพแพทย์และผู้ดำรงหน้าที่ทางสาธารณสุข ถูกใส่ไว้ในเรื่องของการเป็นผู้ให้บริการ และถึงขนาดใส่ไว้ในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค คำจำกัดความของคำว่าผู้บริโภคนั้นถูกใส่ไว้ในเรื่องของแพทย์และการรักษาพยาบาลด้วย ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีคดีอาญาที่แพทย์ผู้ให้การรักษาพยาบาลต้องติดคุก ขออภัยครับ ต้องคำพิพากษาถึงขั้นศาลฎีกาติดคุกติดตะราง คำพิพากษาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับ มีอยู่หลายคดีมีมาเกือบทุกปี เป็นปัญหาในการปฏิบัติวิชาชีพแพทย์เป็นอันมาก แพทย์ เป็นผู้บริบาล เป็นผู้ให้การรักษาพยาบาลไม่ใช่เป็นผู้ให้บริการ ไม่ได้เป็นผู้ขายบริการ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นบ้าง ชั้นกลางบ้าง ชั้นฎีกาบ้าง ผมขออนุญาตไม่ไปกล่าวล่วง บางครั้งถึงขั้นตัดสินให้แพทย์ต้องคดีอาญาถึงขั้นติดคุก เพราะฉะนั้นอันนี้ผมจึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมีศาลชำนัญพิเศษ มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทางการแพทย์ ชื่อว่าศาลชำนัญพิเศษทางการแพทย์ เหมือนกับที่เรามีศาลภาษี มีศาลแรงงาน มีศาลครอบครัวและเยาวชน และกำลังจะมีศาลเลือกตั้งหรือศาลคดีทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น อันนี้เป็นที่ถูกเรียกร้องจาก ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์และทางการสาธารณสุขเป็นอันมาก แพทย์ไม่เคยมีเจตนาที่จะให้ การรักษาพยาบาลผู้ใดแล้วถึงเสียชีวิตว่าโดยเจตนา ส่วนมากแล้วเป็นการรักษาที่อาจจะ มีการผิดพลาด เป็นโรคแทรกซ้อน หรือมีอย่างอื่นอีกมากมาย จำเป็นต้องอาศัยวิธีพิจารณา เป็นกรณีพิเศษ จึงสมควรให้มีกฎหมายพิเศษขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ ชื่อว่าพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์และสาธารณสุข อันนี้จะครอบคลุมถึงวิชาชีพ ทางด้านสาธารณสุขมากมายครับ วิชาชีพแพทย์ พยาบาล เภสัชกรรม ทันตแพทย์ กายภาพบำบัด รังสีรักษา เทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวิชาชีพ ที่มีพระราชบัญญัติรองรับทั้งสิ้น เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญ มีผู้ให้การรักษาอยู่นับจำนวน เป็นแสน ๆ คนครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตนำเรียนอย่างน้อยที่สุดผมได้อภิปรายนี้แล้ว ไว้ใน สปท. บันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อที่จะมีการต่อยอด มีการนำไปดำเนินการต่อ เรื่องนี้แพทยสภาเรียกร้องมามากครับ แล้วก็ดำเนินการอยู่ในขั้นพอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตนำเรียนทางคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เราจะนำความเห็นประเด็นที่ท่านเสนอและจัดลำดับความสำคัญ รวมทั้งวิธีการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องแต่ละด้านของ ๑๑ ด้านปฏิรูปนั้นส่งให้กับคณะกรรมาธิการ ด้านนั้น ๆ เป็นการเฉพาะนะครับ หลังจากเราเห็นชอบข้อบังคับในวันที่ ๒ พฤศจิกายนแล้ว ภายใน ๑๐ วันจะตั้งคณะกรรมาธิการ จากนั้นข้อมูลและความเห็นทั้งหมดจะถูกส่งไป ท่านก็ไปปฏิบัติการออกมาให้เป็นรายงานปฏิรูปประเทศในชั้นของการเป็นแอกชันแพลน (Action plan) ต่อไปขอเชิญท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านรองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ความจริงแล้วท่านสมาชิก ได้อภิปรายในสาระของการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นภาพกว้าง ผมเองจะเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันตำรวจคือเกี่ยวกับการปฏิรูปตรวจสอบ การใช้อำนาจของรัฐ แล้วก็การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ กระบวนการทำงานของ ตำรวจซึ่งเป็นคอนเทนต์ (Content) หรือเป็นสาระที่แทรกอยู่ในส่วนของโครงสร้าง หรือสถาบันสั้น ๆ นะครับ จริง ๆ แล้วสถาบันตำรวจก็เป็นสถาบันหลักของสังคมมายาวนาน หลายร้อยปี อย่างท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านอำนวย เมื่อสักครู่ท่านก็ได้พูดเท้าความ มาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ มีการพัฒนาเรื่อยยาวมานะครับ เพราะฉะนั้นรากเหง้า ของการพัฒนามีมาแต่ดั้งเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะก้าวสู่การจะไปรีฟอร์ม (Reform) หรือจะเป็นการทำให้ดีขึ้น ก็เป็นความคาดหวังของสถาบันตำรวจเอง ของผู้มีวิชาชีพหรือสายงานของตำรวจเอง เพื่อจะได้จัดทำ มีกำลังใจ แล้วก็มีความพร้อม ที่จะทำงานให้กับประชาชนและสังคมต่อไป แต่ในเมื่อเราเดินมาถึงจุดนี้แล้วต้อง กราบขอบคุณในทุก ๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง สปช. แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสักครู่ผมเอ่ยนามไม่หมด สมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้นำเสนอ อย่างล่าสุดก็ท่านอาจารย์วันชัย ประมาณ ๖ ข้อ ผมก็นั่งจดไว้หมดนะครับ และผมเองก็ติดตามแต่ว่าผมไม่ได้อยู่ในส่วนของ การขับเคลื่อนในเรื่องนี้โดยตรง อย่างท่านอำนวยนี่ท่านอยู่โดยตรงนะครับ ในส่วนต่าง ๆ นี่ ผมขอชื่นชมนะครับ ผมอยากให้ฝันนี้เป็นจริงในเรื่องการที่จะแต่งตั้งในระบบคุณธรรม เพราะคนในบ้านรู้ว่าบ้านตัวเองดีว่าต้องการอะไรและปกครองกันเอง ซึ่งในความเป็นจริง ผมก็ได้ยินผู้บังคับบัญชา ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราก็อยากให้หน่วยของตำรวจปกครองกันเอง พ่อปกครองลูก พ่อต้องรู้จักลูกดีที่สุด แต่ถ้าพ่อนั้นมีหัวใจเป็นธรรมพ่อจะต้องรักลูกทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าพ่อต้องเอาสิ่งที่ดี ๆ ไปให้คนอื่น ให้คนนอกบ้านด้วยความจำเป็นอะไรต่าง ๆ โดยการแทรกแซงต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นความจำเป็นของพ่อนะครับ แต่ว่าถ้าเหนือพ่อมา ที่ท่านอาจารย์วันชัยบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องยุ่ง หรือท่านพูดว่าถ้ารวบหัวได้แล้ว จะรวบหางได้อะไรอย่างนี้ จริง ๆ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนไม่ใช่รวบง่าย ๆ นะครับ ก็คือว่าผมว่าในระบบคุณธรรมในความเป็นจริงต้องมีอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อปลีกย่อย อื่น ๆ ผมอยากจะให้มีความเป็นจริงมากขึ้น แล้วก็คิดว่าถึงแม้ว่าในส่วนของ การถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้างก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่าเรามีทั้งบวกและลบ เพราะการบังคับใช้ กฎหมายของตำรวจก็ต้องมีส่วนที่ถูกกระทำ ถูกลงโทษ แล้วก็มีส่วนที่ได้รับการเยียวยา เพราะฉะนั้นโดยระหว่างกลางก็ต้องมีซ้ายและขวาเป็นเรื่องธรรมดาเฉกเช่นผู้บังคับบัญชา ของเราหลายท่านที่เกษียณไปท่านก็บอกว่าอาชีพตำรวจเหมือนอาชีพที่ถูกสาป แต่เราต้อง แปลงสิ่งนี้ให้เป็นคุณเราจะไม่ท้อถอย เราจะต้องสร้างแรงจูงใจคือสร้างแรงจูงใจก็คือ สร้างเกียรติยศของตำรวจให้เกิดขึ้นโดยจะตามมาด้วยความรักและความสามัคคีภายในบ้าน แต่ว่าถ้าตำรวจยังไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ในสายอาชีพตัวเองมันก็ยาก เพราะฉะนั้น ผมขอกราบขอบคุณทางสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านเป็นเลขา ป.ป.ส. ท่านไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ที่ท่านพูดอยู่ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าต้องเร่งสร้างความพร้อมในการทำงานของตำรวจ อย่างเพียงพอและพอเพียง ตรงนี้เป็นหัวใจผมอ่านผมชอบใจมาก เพราะว่าตำรวจทำงานแล้ว เหมือนกับทำงานแบบเคยชิน เคยชินคือทำงานไม่มีงบ หน่วยอื่นอาจจะไม่มีงบก็ไม่ต้องทำ ยังรอไว้ได้ ประชาชนรอความเดือดร้อนได้ ความเดือดร้อนมันจะคลี่คลายไป แต่ตำรวจ ก็ต้องทำทำไปท่ามกลางงบไม่พอเพียงก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่ควรจะต้องเริ่ม หลายสิ่งหลายอย่างมันคงต้องเริ่มหลายอย่าง แต่ว่าส่วนหนึ่งผมประเมิน ได้ว่า ๒ จุดคือความเป็นอิสระ ความเป็นอิสระก็คือว่าก็อย่าไปยุ่งมากก็คือที่เขาทำอยู่ก็ดีแล้ว ก็คือว่าคนบ้านเขาเขาต้องรู้เรื่องเขาเองเป็นโรคอะไรก็รักษาให้ตรงโรค หรือว่าใครดี ใครไม่ดี ก็ดูแววออกว่าคนไหนควรจะส่งเสริม ไม่ส่งเสริม ก็อย่าไปยุ่งกับเขา แต่ถ้ายุ่งก็คือว่า ยุ่งเพื่อการบริหารงาน อย่างผู้ปกครองประเทศจำเป็นต้องยุ่งเพราะว่าท่านเป็นผู้รับผิดชอบ แผ่นดิน รับผิดชอบทั้งประเทศ ใครดี ใครไม่ดี คนดีส่งเสริม คนไม่ดีก็ต้องท้วงติง สรุปโดยย่อ ๆ ผมขอฝากเพียง ๓ ข้อสั้น ๆ คือข้อที่ ๑ ผมเห็นด้วยและสนับสนุนข้อเสนอ ต่าง ๆ ที่ทาง สปช. แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้นำเสนอไปแล้ว แต่ก็ขอว่าขอให้ทำได้นะครับ ๒. ก็คือว่าการจะทำในรายละเอียดต่าง ๆ ทำรายละเอียดที่เราตั้งเป็นโครงไว้แล้วขอให้ มีการฟังเสียงเจ้าของบ้าน ฟังคนในบ้านบ้าง เพราะว่าตำรวจเองพูดแล้วเสียงไม่ดัง คนไม่ฟัง ขนาดตำรวจด้วยกันเองยังบอกว่าตำรวจพูดนี่เชื่อตำรวจได้หรือ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ฟัง เพราะผมว่าเขารู้ดีว่าบ้านเขาควรจะเป็นไปอย่างไร แล้วอะไรมันขาด ก็ขอให้ฟังบ้างนะครับ แล้วอาจจะฟังไม่หมดทั้ง ๒๐๐,๐๐๐ คน ก็ส่งตัวแทนที่สังคมเขายอมรับว่าคนนี้ควรจะเป็น ตัวแทนได้ก็มาพูด อันที่ ๓ ก็คือว่าเร่งสร้างการสนับสนุนที่เราพูดว่าให้ตำรวจมีความพร้อม ในการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอเพื่อผดุงเกียรติ รักษาเกียรติให้เพียงพอและพอเพียง ตรงนี้ เราต้องพยายามเร่งสร้างให้ได้ครับ กราบขอบคุณทุกท่านครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านเรืองศักดิ์นะครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิในการอภิปราย ในการเสนอวิธีการปฏิรูปในสาขากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมขอที่จะให้ทาง ท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ได้สรุปในประเด็นนี้ แล้วก็จากนั้นเราจะเข้าสู่การอภิปราย ในสาขาการปฏิรูปในเรื่องของการปกครองท้องถิ่นต่อไปครับ เชิญท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สปท. เสรี สุวรรณภานนท์ ก่อนอื่นต้องกราบขอขอบพระคุณแนวคิด ข้อเสนอของสมาชิกทุกท่าน ที่ได้เสนอความเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปในครั้งนี้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชน มีความคาดหวังว่าต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญก็คือวิธีการ จะมีวิธีการอย่างไรในการที่จะให้เกิดการปฏิรูปให้สำเร็จ ก็คงจะต้องพึ่งพาอาศัยท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านช่วยกันคิดวิธีการว่าจะทำการอย่างไรในการปฏิรูปหลาย ๆ ด้าน รวมถึง ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่จะสร้างความอบอุ่นให้กับพี่น้องประชาชนรู้สึกว่า ได้รับความปลอดภัย ให้กระบวนการยุติธรรมคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนต้องไม่ถูกเบียดเบียน จากกฎหมายและจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐควรต้องเป็นพี่เลี้ยงคอยแก้ไขให้กับ พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนมาคอยจับผิดประชาชนอย่างที่ผ่าน ๆ มา สปท. เรามีสมาชิกหลายคนที่เป็นตำรวจ ต่อไปคงเห็นว่าตำรวจไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน ตำรวจต้องเริ่มเสนอขับเคลื่อนปฏิรูปตำรวจกันเองด้วยตั้งแต่ชั้นโรงพักเป็นต้นไป ต้องเสนอแนวทางข้อปฏิรูปการทำงานของตำรวจให้เห็นเป็นรูปธรรม ก็หวังว่ากฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นให้เป็นที่พึงพอใจของพี่น้องประชาชน ทั้งหลายทั้งปวงนี้อยู่ที่วิธีการที่พวกเราจะทำอย่างไร ขอให้การปฏิรูปหรือการขับเคลื่อน การปฏิรูปในคราวนี้พวกเราสมาชิก สปช. ทุกท่านขอให้ช่วยกันขับเคลื่อนปฏิรูปให้สำเร็จ ในครั้งนี้คราวนี้เพื่อสังคมเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติสืบไป ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่เสนอความคิดเห็นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของ สปช. และขอบคุณท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ท่านวันชัย สอนศิริ ซึ่งก็เป็น สปท. อยู่ในสภาเรา เผอิญท่านจะเชื่อมโยงต่อยอดในประเด็นรายงาน ที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นอันว่าที่ประชุมได้มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแล้ว
ต่อไปเป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ด้านการปกครองท้องถิ่น โดยได้อนุญาตให้ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ซึ่งเป็นอดีตประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของ สปช. และเป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมครับ ขอเชิญท่านพงศ์โพยมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการบำนาญสังกัด กระทรวงมหาดไทย และในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอขอบพระคุณทางท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปท. ที่ได้ให้โอกาสทางกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สปช. ได้มานำเสนอข้อเสนอ ในการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่นในครั้งนี้ กระผมคงจะใช้เวลาไม่มากแต่อยากจะ กราบเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการของ สปช. นั้นได้จัดทำหนังสือซึ่งเพิ่งทำเสร็จก็ได้รวบรวม ข้อเสนอไว้เป็นหมวดหมู่ทั้งหมด แต่สำหรับที่ได้แจกท่านสมาชิก สปท. ในวันนี้จะเป็นเฉพาะ ข้อเสนอแบบสรุป ซึ่งถ้าท่านอ่านประมาณ ๒๒ หน้าก็จะมีความเข้าใจในเรื่องข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการชุดผมได้เป็นอย่างดีพอสมควร อยากจะกราบเรียนว่าผมไม่หนักใจ ในการที่จะนำเสนอก็เสนอในเรื่องของการปฏิรูปท้องถิ่น เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รู้จักและ คุ้นเคยกับการปกครองท้องถิ่นไทยมาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยบ้านของท่านคงต้อง อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง และอยากจะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อน สปท. ทุกท่านว่า ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สปช. นั้นได้ไปถึงมือ ครม. แล้ว แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวง ทบวง กรม ศึกษาเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้อง แต่ถ้าหากได้แรงผลักดันแล้วก็การดำเนินงานของ สปท. ให้เกิดมรรคเกิดผลในสิ่งที่ ท่านเห็นสมควรก็จะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผมอยากจะเรียนว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูปบ้านเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ หรือ ๑๒๐ กว่าปีมาแล้ว ก็ทำให้เกิดกระทรวง ทบวง กรม มณฑล จังหวัด อำเภอ บ้านเมืองก็เป็นปึกแผ่นมากขึ้น แต่หลายท่านอาจจะไม่รู้ว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ นั้นขณะที่ท่านปฏิรูประบบราชการ ของไทยท่านก็ได้ให้กำเนิดการปกครองท้องถิ่นในเวลาใกล้เคียงกันด้วย กล่าวคือมีการออก พระราชกำหนดสุขาภิบาลขึ้นมาในปี ๒๔๔๐ แล้วก็เกิดสุขาภิบาลท่าฉลอมขึ้น เราถือว่าเป็น กำเนิดของการปกครองท้องถิ่นไทยนับตั้งแต่บัดนั้นเมื่อปี ๒๔๔๘ ขณะนี้ก็ครบ ๑๑๐ ปี ฉะนั้นการปกครองท้องถิ่นไทยนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการบริหารบ้านเมือง แต่เป็นสิ่งที่ ได้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ หรือหลังจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเพียงเล็กน้อย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงปีเดียวก็ได้มีการออกระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับแรก แบ่งส่วนราชการออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นชัดเจน อยากจะเรียนว่าการปกครองท้องถิ่นนั้นถ้าท่านดูให้ดีจะเห็นได้ว่ามีความใกล้ชิดกับประชาชน อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินงานของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าวิวัฒนาการของท้องถิ่น ๑๑๐ ปีนั้นก็เป็นไปด้วยความเชื่องช้า เมื่อเทียบกับการดำเนินงานของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซึ่งก็มีความเป็นปึกแผ่น มีผู้คน มีข้าราชการเก่ง ๆ ที่รับใช้บ้านเมือง ในขณะที่ท้องถิ่นก็ยัง ผมใช้คำว่า กวาดถนน ขุดคู ปูฟุตปาธ (Footpath) อยู่ ก็ยังมีบทบาทไม่มาก จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วก็มีการออกพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็ทำให้ท้องถิ่นก็ดูกระชุ่มกระชวยขึ้น แล้วก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ข้อเสนอ สำคัญ ผมก็คงจะไปอย่างเร็ว ๆ เพราะว่ารายละเอียดอยู่ในเอกสารสรุปไว้หมดแล้ว แล้วเราก็ เตรียมไว้ที่จะมอบให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปท. ที่ ผมยังไม่แน่ใจว่าจะออกมา เป็นกรรมาธิการหรือไม่ ก็ได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้ว แล้วก็เดี๋ยวจะขอมอบให้ท่านประธาน รองประธานทุกท่านด้วย ข้อเสนอสำคัญมีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ ๑ หลักการปกครองตนเองหรือกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาของ การกระจายอำนาจนั่นเอง ท่านอาจารย์ทินพันธุ์ นาคะตะ ก็เคยสอนผมเรื่องเกี่ยวกับ การกระจายอำนาจ ฉะนั้นหลักก็คือว่ามันอยู่ที่ไมด์เซต (Mindset) หรือแอตติจูด (Attitude) คือทัศนคติว่าเราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้บริหารจัดการตนเองมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมว่าการปกครองตนเองหรือการกระจายอำนาจมันเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง บ้านเมืองแทบทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมก็มีการกระจาย อำนาจ อย่างประเทศจีนมณฑลต่าง ๆ เขาก็มีอำนาจมาก ดังนั้นมันเป็นความท้าทาย เหมือนกันว่าเราจะคิดอย่างไร เรื่องเกี่ยวกับการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะดูแลตนเอง แก้ไขปัญหาของตนเอง สนองความต้องการของตนเองในพื้นที่ได้ ยอมรับว่าประเทศไทยการรวมศูนย์อำนาจในปัจจุบันนี่นะครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ซึ่งก็พวกเดียวกันนี่มันเป็นแค่แบ่งอำนาจเท่านั้นเองก็มีคุณูปการกับชาติบ้านเมืองมา แต่ว่า ท่านประธานครับ เราคงต้องยอมรับว่าปัญหาและความต้องการของประชาชนในปัจจุบันนี้ มันมีมากมายหลากหลายแล้วก็แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การรวมศูนย์ การแก้ปัญหา โดยหนังสือสั่งการฉบับเดียวกันใช้ทั่วประเทศ ใช้ทุกจังหวัดมันอาจจะใช้ไม่ได้ หรือมีประสิทธิภาพน้อยในยุคปัจจุบัน ประกอบกับโลกแคบลง เมื่อวานนี้ทราบว่า อาจารย์สีลาภรณ์ก็มานำเสนอวิสัยทัศน์ในภาพกว้างแล้ว แล้วท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า โลกนี่แคบลง การแข่งขันสูงขึ้น เราต้องการให้รัฐบาลไปต่อสู้กับโลกซึ่งมันก็บีบรัดเราเข้ามา มากมาย แล้วก็ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายก็ต่อสู้ปัญหา ในระดับชาติ ส่วนปัญหาในระดับพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ การทำมาหากิน ความเป็นอยู่ ของประชาชนเราเปิดโอกาสให้รัฐบาลท้องถิ่นคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับ ภาคประชาสังคม เขาแก้ไขปัญหานี้จะได้หรือไม่ เพราะว่าผมเองก็เคยเป็นข้าราชการ ก็ทราบดีว่าก็มีฝ่ายการเมืองก็ดี ฝ่ายราชการประจำก็ดี ก็มีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือ ดูแลประชาชน ชี้นำในทางที่ถูกที่ควร แต่ท่านที่เคารพครับ ยิ่งเราช่วยเหลือมากเท่าไร แม้จะเป็นประโยชน์แต่ก็มันตามมาด้วยความอ่อนแอ ประชาชนก็อ่อนแอลงทุกวัน จะเห็นสภาพของความอ่อนแอนี้อยู่ทั่วไป ปลูกอะไรขายไม่ได้ก็ปิดถนน บังคับให้รัฐบาลซื้อ สิ่งเหล่านี้คิดว่าเราน่าจะต้องเปลี่ยนแปลง หาทางที่จะใช้พลังของคน ๖๐ กว่าล้านคน มาช่วยกันดูแลแก้ปัญหาของตัวเอง เปรียบเสมือนกับลูกหลานของเราเมื่ออายุมากขึ้นโตขึ้น ก็ให้เขาแต่งตัวเอง ไปโรงเรียนเอง ดูแลตัวเอง เราคงจะห่วงแต่คงจะไปทำให้ทุกอย่าง ไม่น่าจะเป็นผลดี ปัจจุบันนี้เรามีข้าราชการทุกประเภทอยู่ ๒,๗๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าทำไม เราไม่ใช้พลังของประชาชน ๓๐-๔๐ ล้านคนที่อยู่ในวัยแรงงาน หรือแม้แต่จะสูงวัยแต่ว่า ยังมีเรี่ยวแรงอยู่นี่มาช่วยกันดูแลชาติบ้านเมืองของเรา ดังนั้นมันเป็นความท้าทายว่า เราจะวางหลักการ จะมอบความไว้วางใจให้ประชาชนดูแลจัดการชีวิตตนเองได้มากน้อย แค่ไหน ปัญหาความเป็นอิสระ หลักออโตโนมี (Autonomy) เราควรจะเขียนอย่างไร ภายใต้เอกภาพแห่งความเป็นรัฐเดี่ยว ความชัดเจนของขอบเขตอำนาจหน้าที่ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสม เรื่องนี้คงจะต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะวางแนวทางเรื่องนี้ไว้อย่างไร แล้วก็ท่าน สปท. ก็อาจจะช่วยกันในการที่จะยกร่างกฎหมายลูกให้สอดคล้องกับแนวทางรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่นให้มีมรรคมีผลอันจะเป็นประโยชน์ใช้พลังของประชาชนทั่วประเทศ มาช่วยกันแก้ปัญหา นี่คือเรื่องแรกคือเรื่องของปรัชญาและหลักการที่จะต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่อไป เรื่องที่ ๒ ข้อเสนอด้านโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านทั้งหลายในเอกสารท้องถิ่นปัจจุบันมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง อันนั้นก็มีจำนวนมากมาย ที่แล้วมามีปัญหามันริจิด (Rigid) คือหมายความว่ามันแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น เทศบาลบนภูเขา เทศบาลริมทะเล เทศบาลริมแม่น้ำก็มีโครงสร้าง เหมือนกันหมด ทำอย่างไรถึงจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิมก็คงต้องไปปรับปรุงกฎหมาย กฎหมายจัดตั้งทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเขียนรวมกันเป็นประมวลกฎหมายท้องถิ่นฉบับเดียว หรือจะแยกกันแต่ว่าให้มันมีความทันสมัยแล้วก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เราเสนอ รูปแบบพิเศษกับรูปแบบทั่วไป รูปแบบพิเศษก็เต็มพื้นที่จังหวัด เป็นลักษณะของแอเรียแอพโพรช (Area approach) แล้วก็ ไม่เต็มพื้นที่จังหวัดก็เป็นลักษณะของฟังก์ชัน (Function) เช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อะไรอย่างนี้เป็นต้น รูปแบบทั่วไปเราเสนอให้มี ๒ ชั้น เรียกว่า ๒ เทียร์ส (2 tiers) คือระดับ จังหวัดเรียกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ล่างลงมาก็เป็นเทศบาล ปัจจุบันมี อบต. เราก็อยากให้ปรับปรุงยกฐานะ อบต. ทั้งหมดถ้าเป็นไปได้ให้เป็นเทศบาล ถ้ายังไม่เจริญ อาจจะเรียกเทศบาลชนบทหรืออะไรอย่างนี้เป็นต้น ระดับเทศบาลปัจจุบันมีเทศบาล นคร เมือง ตำบล เราอาจจะเสนอให้สร้างเทศบาลมหานครขึ้นมาได้ไหมอะไรพวกนี้นะครับ และที่สำคัญคือเรื่องของการควบรวม ปัจจุบัน ๗,๘๕๓ แห่ง เรียนท่านประธานและท่าน สปท. ได้เลยว่าช่วยตัวเองแทบจะไม่ได้ ประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ แห่งที่มีเงินรายได้ รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาทลงมา ท่านก็ทราบดีว่าส่วนใหญ่จะไปลง งบประจำหมดเหลืองบลงทุนที่คิดเองทำเอง ท่านครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ๑๐๐ ล้านบาท ก็มี ๑๐ ล้านบาท ถ้า ๒๐ ล้านบาทก็มี ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันแทบจะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการควบรวมให้น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมีความจำเป็นครับ ต้องอาศัยแรง ของท่าน สปท. ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้นมันต้อง มีการเปลี่ยนแปลงออกจากภายนอก เรื่องนี้ถ้าเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วมี ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ปัจจุบันนี้มีไม่ถึง ๑,๘๐๐ แห่ง ดังนั้นมันก็แอสซูม (Assume) ได้ว่าน่าจะมีประโยชน์นะกับการที่มันเล็กลง มีจำนวนน้อยลง ไม่ใช่เล็กลงครับ มีจำนวนน้อยลง แต่ใหญ่ขึ้นในการที่จะดูแลประชาชน สภาท้องถิ่นเราเสนอให้เป็น การเลือกตั้งทางตรง แต่เราก็สนใจว่ามันน่าจะมีเปิดช่องสำหรับการเลือกตั้งทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่น สภา อบจ. สภาข้างล่าง สภา อบต. สภาเทศบาล มันก็มีสภาตัวแทน ประชาชนอยู่แล้ว เราเลือกพวกนี้เข้ามาเป็นสภา อบจ. ทางอ้อมไหม ซึ่งเรื่องนี้ในคณะของผม ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาก็ยังตกลงกันไม่ได้เพราะว่าทาง อบจ. ไม่ยอม ทาง สปท. ก็อาจจะ ช่วยกรุณาพิจารณาเรื่องนี้ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เรื่องสำคัญมากแล้วเป็น เรื่องท้าทายมากก็คือปัจจุบันท้องถิ่น อบท. ๗,๘๕๓ แห่ง หาคนดูแลใกล้ชิดช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาของเขาได้ไม่มากครับ ปัจจุบันคนที่ดูแลท้องถิ่นอยู่ก็มีสำนักงานคณะกรรมการ การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ที่สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรีแล้วก็กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเป็นคนดูแลอยู่ แต่ถามว่าเขาดูแลดีไหม ดีครับ แต่ว่าพอไหม ไม่พอครับ ปัญหาต่าง ๆ ของ อบท. ที่มีปัญหา เรื่องระเบียบกับ สตง. เรื่องอะไรต่าง ๆ การทุจริต การอะไรนะครับ มันจำเป็นต้องมี กระบวนการ มีองค์กรที่คอยดำเนินการให้มันรวดเร็วกว่านี้ ท่านที่เคารพครับ ท้องถิ่นนี่ บรรพชาสามเณรฤดูร้อนไม่ได้ สตง. บอกว่าผิด ไม่ใช่หน้าที่ เป็นเรื่องของสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติซื้อยาฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับสัตวแพทย์ไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จัดติวเด็กนักเรียนเพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เรียกเงินคืน เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น สตง. ก็มีปัญหากับเรามาก สตง. แต่เดิมนั้นตรวจทางบัญชี ตอนหลังมาตรวจทางระเบียบ แล้วก็ตีความว่าใครก็ตาม ที่ทำผิดระเบียบมีแนวโน้มจะทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ท่านก็รู้ว่าเรื่องการตีความกฎหมายมันทำได้ทั้งอย่างแคบและอย่างกว้าง เราเสนอ ให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ ซึ่งคณะอาจารย์บวรศักดิ์ก็ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตกไปว่าเป็นคณะกรรมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติ ทำไมเราถึงเสนอเรื่องสภาเพราะว่า เราก็ไม่อยากให้นักการเมืองมามากมาเป็นประธาน อันนี้เพราะว่าถ้าเป็นสภาอาจจะเป็น บุคคลอื่นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามันจำเป็นที่นักการเมืองจะต้องมาคุม เราก็ยอมรับได้ มีหลายท่านที่นอกกรรมาธิการชุดผมเสนอให้มีกระทรวงบริหารท้องถิ่นขึ้นมา อันนี้ท่าน สปท. ก็อาจจะกรุณาพิจารณาดูถึงความเหมาะสมต่าง ๆ เรื่องที่ ๓ ข้อเสนอด้านการกำกับ ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น การกำกับดูแลนั้น เราไม่ปฏิเสธการกำกับดูแลของรัฐและองค์กรอิสระ แต่ว่าควรจะกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น ปัจจุบันรัฐคุมชิด เป็นไปได้ไหมรัฐคุมห่างออกมาแล้วก็ให้ประชาชนซึ่งเขาเป็นเจ้าของ เป็นคนเลือกเข้าไปเพื่อจะคุมให้ชิดแทนรัฐ เราเสนอให้มีมาตรฐานกลาง ถ้าในกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขจะมอบภารกิจอะไรไป กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะมอบภารกิจให้ท้องถิ่น มอบไปโดยมีมาตรฐานกลางคอยกำกับแทนการกำกับ ควบคุมจากรายละเอียดเสนอให้มีระบบตุลาการแทนอำนาจบริหารในการถอดถอนหรือ ยุบสภาท้องถิ่น ยกเว้นกรณีคุ้มครองฉุกเฉิน เพราะว่าท้องถิ่นมาจากประชาชนถ้าจะมี อันล้มหายตายจากก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เราเสนอให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ เสนอการตรวจสอบ เสนอการถอดถอนได้ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราเสนอให้มีการเปิดเวทีประชาคมหรือเวทีสมัชชาพลเมือง ให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบถ่วงดุลกับภาคการเมืองที่เป็นนักบริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น เราอยากเห็น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนง่ายขึ้น ไม่ต้องไปขอดู สัญญาทุกสัญญามันควรจะ ลงอยู่ในเน็ต (Net) ชาวบ้านไปเปิดดูได้จะได้รู้ว่าฟุตปาธ (Footpath) ที่ปูอยู่หน้าบ้านเรา ขณะนี้รูปแบบรายการโดยคร่าว ๆ มันเป็นอะไร แล้วจะได้ช่วยกันตรวจสอบควบคุมดูแล ท้องถิ่นของเขา ไม่ต้องให้นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาคอยดูอย่างเดียว ผมเรียนได้เลยว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับ เพราะว่าแค่งานของทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ก็เต็มมืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็แตะ ๆ ไว้ ไม่ได้มีมรรคผลอะไรในการตรวจสอบ ยกเว้นแต่มันมี เรื่องใหญ่ขึ้นมาเช่นสอบทุจริตอะไรอย่างนี้ สอบเข้าแล้วก็เกิดทุจริต ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ในการให้อิสระหรือการปกครองตนเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือการตรวจสอบควบคุม โดยประชาชนไม่ใช่ราชการ แต่ราชการก็ยังคงต้องอยู่ แต่ว่าอยู่แบบกำกับดูแลจริง ๆ ไม่ใช่การควบคุม ปัจจุบันนี้มันเป็นลักษณะของการควบคุม เรื่องที่ ๔ ข้อเสนอด้านการเงิน การคลัง ปัจจุบันนี้ท้องถิ่นมีรายได้จาก ๔ แหล่ง จัดเก็บเองประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐจัดเก็บแล้วก็ส่งให้ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ รัฐแบ่งเพิ่มคือหมายความว่ารัฐใจดีก็แบ่งเพิ่มให้ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เงินอุดหนุนอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านที่เคารพครับ ท่านประธาน และสมาชิก สปท. ครับ งบประมาณของท้องถิ่นเป็นเงินมิใช่น้อย ในงบปี ๒๕๕๘ ๖๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบปี ๒๕๕๙ ๖๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่ากับ ๒๘.๒๑ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นมากกว่านี้ครับ งบประมาณที่ควรจะต้องสัมพันธ์ งบประมาณนี่มันจะต้องสัมพันธ์กับภารกิจ เราเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภาษี อากร ค่าธรรมเนียมท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เพิ่มความโปร่งใสและ ธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่าย รักษาวินัยและดุลการคลัง ระบบงบประมาณ ของท้องถิ่นนี้มันจะต้องไปสัมพันธ์กับระบบงบประมาณของประเทศซึ่งทาง สปช. ก็เสนอให้ มีการเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเดิมเน้นทางด้านฟังก์ชัน (Function) กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เป็นผู้ของบประมาณขึ้นไป เราเสนอให้มีแอเรียแอพโพรช หรือแอเรียเบส (Area based) ก็คือว่างบประมาณที่เน้นพื้นที่ซึ่งมันจะไปสัมพันธ์กันกับ งบของท้องถิ่น การเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นอันนี้สำคัญนะครับ เราเสนอให้มีการกำหนดภาษี จัดเก็บเองประเภทใหม่ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ๒. เราเสนอให้มีการแบ่งรายได้ภาษี ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ๓. เราเสนอให้มีการเพิ่มส่วนแบ่ง ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือวีเอที (VAT) จากตอนนี้ ๐.๗ ก็เป็น ๒.๑ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ข้อ ๔ คือเราเสนอให้มีการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ภาษีที่จัดสรรให้ อบท. มากขึ้น คือเรื่องเงินตราบใดที่รัฐบาลยังคุมเงินอยู่ก็ยังสามารถกำกับดูแลท้องถิ่นได้นะครับ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของคนที่จะต้องขอเงินจากพ่อแม่ เราก็อยากเห็นลูกเติบโตขึ้น แล้วก็หาเงินเอง ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าท้องถิ่นจัดเก็บเองแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เองนะครับ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นท้องถิ่นเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นก็ต้องหาทางให้เขาจัดเก็บเพิ่ม ข้อสุดท้ายครับ ข้อเสนอด้านการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ท่านที่เคารพครับ การเมือง ฝ่ายการเมืองคือผู้บริหารและสภา ๑๕๐,๐๐๐ คน พนักงานหรือข้าราชการประจำ ๑๗๐,๐๐๐ คน ลูกจ้าง ๒๐,๐๐๐ คน พนักงานจ้างอีก ๒๑๐,๐๐๐ คน รวมแล้ว ๕๕๐,๐๐๐ คน ครูที่เราว่าเป็นข้าราชการที่มากที่สุดผมก็ไม่แน่ใจว่าถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนไหม แต่ท้องถิ่นครับ ๕๕๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นมันเป็นระบบการบริหารงานบุคคลที่ใหญ่โตมาก ปัจจุบันนี้ มีปัญหาสารพัดเพราะว่านอกจาก กทม. และเมืองพัทยาแล้วการบริหารงานบุคคลนี้แยกจากกัน พนักงานเทศบาล ข้าราชการ อบจ. พนักงาน อบต. มันแยกกฎหมายคนละฉบับ คนละประเภทกัน ดังนั้นโยกย้ายเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้เว้นแต่ต้องไปขอซึ่งก็ยากที่เขาจะรับ เพราะว่าท้องถิ่นแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคล ดังนั้นเราจะเห็นปลัด อบต. เดินหลับตาออกจาก บ้านไปที่ทำงาน แล้วก็หลับตาสั่งงานเพราะเขาอยู่มา ๑๐ ปีแล้วยังไม่ได้ย้ายไปไหนเลย ไม่ได้ย้ายด้วยแล้วไม่มีใครเอา เพราะฉะนั้นมันเป็นการบริหารงานบุคคลที่ท้อแท้สิ้นหวัง แล้วก็ไม่มีอนาคต ท่านลองคิดดูนะครับ เราเอาคนที่รับผิดชอบชาวบ้านที่ไม่มีอนาคตมาอยู่ ทำงานมันจะเหลืออะไรครับ เพราะฉะนั้นเมื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเจอพนักงาน ข้าราชการฝ่ายประจำที่ท้อแท้ก็ผสมโรงกันสวยเลย มันก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ดังนั้น เรามีความเชื่อว่าถ้าระบบราชการประจำดี ผู้บริหารท้องถิ่นก็มีระบบที่รองรับได้ดี แล้วก็สามารถจะยังประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ฉะนั้นเราเสนอให้มีการรวม ก คือเอาคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นนี่มารวมกันให้หมด ยกเว้นแต่แบบพิเศษ เช่น กทม. หรือเมืองพัทยา รีบออกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... เลยครับ สปท. สามารถทำเรื่องนี้แล้วเป็นคุณูปการแล้วก็ไม่กระทบกระเทือนใครเลย ไม่กระทบกระเทือนกระทรวงมหาดไทย ไม่กระทบกระเทือนรัฐบาล แต่จะทำให้ ระบบบริหารงานบุคคลมันเข้าที่เข้าทางสักทีหนึ่งนี่เป็นเรื่องที่ท่านทำได้ทันที แล้วก็ ไม่กระทบอะไรนะครับ เพราะฉะนั้น เราอยากเห็นระบบการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ใช้ระบบเมอริตซิสเตม (Merit System) มีเรื่องของสมรรถนะ คอมพิเทนซี (Competency) มีความยืดหยุ่น ในแต่ละพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่จำเป็นจะต้องเหมือนจังหวัดระนอง ไม่จำเป็นจะต้อง เหมือนจังหวัดภูเก็ต แล้วก็อยากเห็นประชาชนมีส่วนร่วมครับ ท่านประธานครับ ก็เป็นข้อเสนอโดยภาพรวมทั้งหมด ๕ เรื่องด้วยกัน ผมอยากจะสรุปว่าอย่างนี้ครับท่านว่า ความหวังในการปฏิรูปท้องถิ่นนั้นก็อยู่ที่ความจริงใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายครับ ทั้งทางฝ่าย ผู้มีอำนาจ ทางฝ่ายพวกเรา ทางฝ่ายกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ทางฝ่ายท้องถิ่นเองครับ เราหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีเรื่องของท้องถิ่นที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้วก็ ทำให้ประเทศชาติสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยการใช้พลังของท้องถิ่นให้มากกว่าเดิม เราหวังว่ากฎหมายลูกจะรีบออกตามหลังรัฐธรรมนูญแล้วก็นำไปสู่สิ่งที่ดี ๆ สุดท้าย คือผมมีความเชื่อมั่นว่าถ้าเราปรับปรุงกลไกของชาติที่สำคัญแห่งนี้ก็คือเรื่องของการปกครอง ท้องถิ่นแล้ว โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมพลังของประชาชนเข้าไปก็น่าจะทำให้ประเทศชาติ ของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสมดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายการเมือง กระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ ในส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหลายที่จะก้าวไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ว่าถ่วงดุลกันไปถ่วงดุลกันมา ท่านประธานและ ท่านสมาชิก สปท. ครับ ผมก็คงจะขออนุญาตนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ รายละเอียด อยู่ในเล่มนี้แล้วก็เอกสารต่าง ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐสภาก็ได้เตรียมรองรับให้ท่านทั้งหมดอยู่แล้ว กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เมื่อการนำเสนอภาพรวมด้านการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยท่านพงศ์โพยม วาศภูติ เป็นอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น แล้วท่านก็ใช้ชีวิตราชการในตำแหน่งสุดท้ายคือปลัดกระทรวงมหาดไทยนะครับ ดังนั้นก็ได้นำเสนอพร้อมเอกสารรายงานที่ทาง สปท. ได้มอบให้ท่านอยู่ในลังใหญ่นะครับ แล้วก็เอกสารประกอบการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่สมาชิก ได้รับตอนที่มาลงชื่อนะครับ ดังนั้นก็ขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น เน้นการจัดลำดับความสำคัญวาระปฏิรูปที่อยู่ในกรอบสาขาการปกครองท้องถิ่น และวิธีการปฏิรูป ซึ่งวันนี้ก็จะเห็นว่าในรายงานดังกล่าวที่ท่านพงศ์โพยมได้นำเสนอนั้น จะมีทั้งในเรื่องของข้อเสนอที่สามารถใช้อำนาจทางบริหารในระดับของคณะรัฐมนตรี หรือว่าข้อเสนอที่เป็นตัวร่างกฎหมายที่ได้มีการจัดทำไว้ ดังนั้นก็เป็นภารกิจของ สปท. ในการต่อยอด กลั่นกรองนำเสนอรายงานดังกล่าวไปยัง สนช. หรือว่าคณะรัฐมนตรีนะครับ ตามที่ได้ตกลงกันไว้นะครับ ท่านหนึ่งก็ไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ แล้วก็ยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ท่านที่ได้มีการนำส่งเอกสารประกอบคำแถลงการอภิปรายนั้น ท่านประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ ก็จะแจกให้กับท่านสมาชิกเพื่อประกอบการอภิปราย ขณะนี้ผมจะอ่านรายชื่อก่อน ๓ ท่าน มีท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด โดยที่ท่านได้มีเอกสาร และผ่านการอนุญาตเพื่อแจกให้สมาชิกนะครับ ท่านที่ ๒ คือท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองนะครับ แล้วก็เป็นอดีต สปช. และเป็น สปท. ปัจจุบัน อีกท่านหนึ่งคือท่านปรีชา บุตรศรี เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ขอเชิญท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม นายธวัชชัย ฟักอังกูร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๗๒ กระผมมีความยินดีที่ได้มาอภิปรายในหัวข้อนี้ต่อจากผู้บังคับบัญชาผมเอง คือท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ผมคิดว่าประเด็นการนำเสนอของท่านในฐานะสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้ง ๕ ด้าน แล้วก็มีประเด็นย่อย ๆ อีกมากในเอกสารที่ท่านได้แจกไปแล้ว ผมได้อ่านหมดแล้ว แล้วก็เห็นด้วยกับการปฏิรูปตามที่ได้มีการจัดทำข้อเสนอ ผมคิดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ทำเรื่องนี้ไปมาก มากถึงขั้นจัดทำเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายการกระจายอำนาจ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรูปแบบ กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารบุคคล กฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ก้าวหน้าไปเรียกว่า คณะของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถ้าหยิบมาทำนี่ต่อยอดอีกไม่เท่าไรผมก็คิดว่า คงจะเสร็จสิ้นตามภารกิจ แต่อยากเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำไปมากแล้ว ถ้าดูในอำนาจหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา เรามีเป้าหมายอยู่ที่ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย ว่าการปฏิรูปทั้งหลายทุกด้านทั้ง ๑๑ ด้าน รวมทั้งการปกครองท้องถิ่น ที่เรากำลังจะพูดถึงมีเป้าหมายจะต้องเป็นไปเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปเพื่อให้การเข้าสู่ตำแหน่งของนักการเมืองเป็นไปด้วยความสุจริต มีเป้าหมายเพื่อที่จะขจัดการทุจริต การประพฤติมิชอบให้หมด มีเป้าหมายเพื่อที่จะให้ กลไกของรัฐสามารถที่จะอำนวยบริการให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีเป้าหมายเพื่อที่จะ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเคร่งครัดและเกิดความยุติธรรม เพราะฉะนั้น ในบรรดาข้อเสนอที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราจะต้องรับเอามรดกจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติมาศึกษา แล้วเราก็จะต้องหยิบยกเอาประเด็นที่มีความสำคัญและ เกิดสัมฤทธิผล ก็คือเกิดความเป็นรูปธรรมตรงนี้เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่เราจะต้องมาช่วยกันทำ ในรูปของคณะกรรมาธิการในโอกาสต่อไป ในความเห็นของผมเองนั้นผมคิดว่าสิ่งสำคัญ เกี่ยวกับการกระจายอำนาจก็ดี การปกครองท้องถิ่นก็ดี ที่เราจะต้องขับเคลื่อนออกมาให้ได้ ซึ่งเป็นความรีบด่วนในประการแรกที่สำคัญ ก็คือการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ปราศจากการซื้อขายเสียง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ รีบด่วนที่ต้องแก้ แล้วก็ต้องแก้ควบคู่ไปกับการเมืองระดับชาติ เพราะถ้าเราแก้สิ่งนี้สำเร็จ ผมคิดว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันแก้ไขได้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง แล้วก็จะทำให้คนที่เขาอยากจะ อาสาเข้ามาช่วยเหลือบ้านเมืองในระดับท้องถิ่นกล้าที่จะลงสนามเลือกตั้ง ถ้าเราแก้ได้นะครับ ซึ่งก็คงจะต้องมีวิธีการแก้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดระบบ การจัดการเลือกตั้ง การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเราไม่เคยเจอ ผู้ที่ถูกจับกุมเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง ทั้ง ๆ ที่รู้กันอยู่ว่ามันมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะเกิดคุณูปการ ต่อการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าในส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติยังพูดเรื่องนี้น้อยไปก็คือ เรื่องของกระบวนการมีส่วนร่วมนะครับ ซึ่งคิดว่ามันก็คงจะต้องมีวิธีการให้เป็นรูปธรรม มากขึ้นกว่านี้ แล้วที่สำคัญสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติยังไม่ได้พูดถึงและมีความสำคัญก็คือเรื่อง ของการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษคือกรุงเทพมหานครที่เราอยู่นี่ ในฐานะที่เป็นเมืองหลวง ในฐานะที่เป็นเมืองสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้มีการกล่าวถึงว่า เราจะต้องปฏิรูปอย่างไร ซึ่งเราก็ทราบดีนะครับว่าปัจจุบันกรุงเทพมหานครนั้นมีปัญหา ในการบริหารงานอยู่มาก ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นหน้าที่ของเราจะต้องมาดำเนินการต่อ ก็หมดเวลานะครับ ก็ขอเรียนอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านผู้ว่าธวัชชัยนะคะ รักษาเวลามากเลยนะคะ ท่านต่อไป ดิฉันขอเรียนเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ท่านเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ขอเรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านอดีตประธานกรรมาธิการและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๕ ครับ เคยเป็นรองประธานสภาพัฒนาการเมืองครับ แล้วก็เคยเป็น อดีต สปช. นะครับ สำหรับประเด็นนี้ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเล็กน้อย ประการที่ ๑ ผมอยากเพิ่มเติมประเด็นคำว่ากระจายอำนาจนิดหนึ่ง คือต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงว่าหลักการสำคัญของการปกครองท้องถิ่นก็จะหนีไม่พ้นคำว่ากระจายอำนาจ แต่สาระสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ก็คือว่า จะทำอย่างไรการกระจายอำนาจมันลงไปถึงชุมชนท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ได้เพียงแค่ ที่บริหารท้องถิ่นเท่านั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนน่าจะเป็นสาระสำคัญของ การกระจายอำนาจ แล้วก็การปกครองท้องถิ่นที่มีคุณภาพมากที่สุด มากกว่าคำว่า การประชาคม จะทำอย่างไรถึงจะให้มีพื้นที่ทางการเมืองการปกครองของชุมชนท้องถิ่น ให้มากที่สุด ต้องยอมรับข้อเท็จจริงนะครับว่าปัจจุบันนี้ถ้ามองไปที่พื้นที่ระดับตำบลก็จะมี อบต. กับเทศบาล ปัจจุบันนี้มี พ.ร.บ. อยู่ ๓ พ.ร.บ. อยู่ในท้องถิ่นแห่งนั้น พ.ร.บ. ปกครอง ท้องที่ พ.ร.บ. ปกครองท้องถิ่น และอันสุดท้ายเป็น พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ถ้า ๓ พ.ร.บ. นี้ มาบูรณาการกันและสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากที่สุดพลังของท้องถิ่น จะมีความเข้มแข็ง ผมมีความเชื่อตัวหนึ่งว่าวิธีงบประมาณอย่างไรที่จะเติมจากข้างบนอย่างไร ก็เติมไม่เต็ม ถ้าสร้างพลังจากชุมชนข้างล่างที่มีฐานสำคัญที่เรียกว่าสภาองค์กรชุมชนที่มาจาก กลุ่มองค์กรต่าง ๆ มาผนึกกำลังท้องถิ่นแห่งนั้นจะมีศักยภาพมากขึ้นทั้งเชิงการบริหาร แล้วก็เชิงการพัฒนา วันนี้ถ้าก้าวไปถึงขั้นของการที่เปิดพื้นที่กลางให้กับภาคประชาสังคม เอาชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็ภาคประชาชนเข้ามาเป็นเวทีกลางร่วมกัน ท่านอดีตประธานกรรมาธิการได้พูดเมื่อกี้นิดหนึ่งว่าพื้นที่กลางตรงนี้อาจจะเรียกชื่อว่า สมัชชาพลเมืองก็ได้ หรือสภาพลเมืองก็ได้ พื้นที่กลางตรงนี้เป็นพื้นที่ในการกำหนดทิศทาง นโยบายแล้วก็ติดตามการทำงานของท้องถิ่นแห่งนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าฐานทรัพยากร ฐานทุน ฐานภูมิปัญญาของท้องถิ่นตรงนั้นมีจำนวนมหาศาล ทำอย่างไรถึงจะยกระดับคำว่า ท้องถิ่นที่มากกว่าการบริหารท้องถิ่นครอบคลุมไปถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด ในขณะเดียวกันรูปธรรมปัจจุบันในระดับจังหวัดเองก็มีทั้งหน่วยงานราชการที่มาจาก ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคบวกกับ อบจ. ที่เรียกว่าท้องถิ่น สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมืองเองก็มีพื้นที่ของภาคประชาชนในการโยงกัน ทั้งจังหวัดที่เรียกว่าที่ประชุมสภาองค์กรชุมชน ถ้าเกิดพื้นที่กลางของท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนมันเกิดพลังของประชาชนของคนทั้งจังหวัดนั้นกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทาง ร่วมกัน แล้วก็ระดมทุนจากข้างล่างร่วมกันจัดระบบทุนใหม่ทั้งทุนทางด้านทรัพยากร ทุนทางด้านบุคคล และทุนทางด้านที่เงินตรา พลังตรงนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับมหาศาล สาระสำคัญ ของการกระจายอำนาจนี่ผมอยากเติมเรื่องของพื้นที่กลางและการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนให้มากที่สุด ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะเพิ่มเติมจากท่านประธาน ได้นำเสนอเมื่อกี้ก็คือว่าเราจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ บริหารท้องที่ ผมเชื่อว่าบริหารท้องที่พูดถึงเรื่องของการปกครองสาระสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ส่วนของท้องถิ่นพูดถึงเรื่องของการบริหารท้องถิ่น ส่วนของชุมชนที่เรียกว่าสภาองค์กรชุมชน สมัชชาพลเมืองในอนาคตนี่ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับที่ตกไปนี่ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ให้ความสำคัญ ของเรื่องนี้เป็นประการสำคัญ จะทำอย่างไรถึงจะกำหนดทิศทางสำคัญร่วมกัน ชุมชน มีการรวมกลุ่มรวมองค์กร มีศักยภาพ มีรูปธรรม มีโมเดล (Model) เยอะแยะมากมาย ทำอย่างไรจะให้โมเดล (Model) เหล่านี้มันเป็นเรื่องของการเคลื่อนการพัฒนาซึ่งชัดเจนก็คือว่า แต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดภูมินิเวศไม่เหมือนกันแน่นอน ภูมิศาสตร์ไม่เหมือนกันแน่นอน เพราะฉะนั้นทิศทางการพัฒนาของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความต่างกัน พลังของทุนข้างล่าง จะเป็นพลังสำคัญ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ผมอยากเน้นย้ำเพิ่มเติมประเด็นการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนให้มีน้ำหนักของประชาชนเข้ามา ซึ่งมีสถานะ มี พ.ร.บ. รองรับนะครับ ของสภาพัฒนาการเมือง ของสภาองค์กรชุมชน โยงภาคประชาชนที่รวมกลุ่มรวมองค์กรกันมานี้ มาผนึกกำลังกับบริหารท้องถิ่น มาผนึกกำลังกับบริหารท้องที่ ผมเชื่อว่าทิศทางของ การขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นกำลังสำคัญครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านรักษาเวลาดีมาก ดิฉันมีเวลาเยอะจะแถมให้หลายท่านเลยนะคะ ปรากฏท่านไม่ยอมรับแถมทั้ง ๒ ท่าน ท่านต่อไปท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปรีชา บุตรศรี เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายปรีชา บุตรศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๐๙๔ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านอดีตผู้บังคับบัญชาครับ ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ที่ท่านได้ให้ความกรุณามาสรุปผลการทำงานของ สปช. เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่น ต้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่งครับ ผมคิดว่าการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนั้น สปช. ได้ศึกษาไว้อย่างครบถ้วนรอบด้าน และมีประเด็นการปฏิรูปที่สำคัญ ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ การกระจายอำนาจ อันที่ ๒ คือการกำหนดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ อันที่ ๓ คือ การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันที่ ๔ ก็คือระบบงบประมาณ อันที่ ๕ ก็คือ ระบบการบริหารงานบุคคล อันนี้เป็นประเด็นสำคัญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้ศึกษาไว้ ท่านประธานครับ ผมมีข้อห่วงใยในการปฏิรูปครั้งนี้ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งอยากจะนำมาเรียนเสนอสั้น ๆ นะครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องประเด็นของ การกระจายอำนาจ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรามีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจมาแต่ปี ๒๕๔๒ นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว แต่การกระจายอำนาจ ของเรานั้นยังไม่ไปถึงไหน ปัญหาสำคัญก็คือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นยังมีลักษณะของ การหวงอำนาจ ประการที่ ๒ ผู้ที่จะรับการถ่ายโอนอำนาจต่าง ๆ นั้นก็คือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นยังไม่พร้อมที่จะรับการถ่ายโอน ประการที่ ๓ กลไกที่ใช้ ในการกระจายอำนาจนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ ผมคิดว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่จะต้องมาดำเนินการให้มันมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นข้อห่วงใยอันนี้ผมก็มีข้อเสนอว่า สิ่งแรกที่เราควรจะต้องทำก็คือการรีบดำเนินการกำหนดภารกิจของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีความชัดเจนว่าส่วนกลางทำอะไร ส่วนภูมิภาคทำอะไร ส่วนท้องถิ่นทำอะไรนะครับ เมื่อกำหนดมีความชัดเจนอันนี้ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่คณะกรรมาธิการบริหารระบบราชการได้ทำเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่จะต้องรีบทำ เมื่อกำหนดความชัดเจนอันนี้แล้วผมคิดว่าประการที่ ๒ ก็คือคุณจะต้อง มีคณะทำงานระดับกระทรวงที่จะพิจารณาทบทวนภารกิจอำนาจหน้าที่ของกระทรวงตัวเอง ให้สอดรับกับกรอบอันใหม่นี้ ให้มีความชัดเจนว่าอันไหนที่จะคงไว้ อันไหนที่จะถ่ายโอน ออกไปนะครับ และประการที่ ๓ ก็ควรจะมีการมอบภารกิจให้สอดคล้องกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ อันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะต้องรีบทำ ในประการที่ ๒ นั้นผมคิดว่าเราควรจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ก็คือคณะกรรมการ การกระจายอำนาจ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าที่ผ่านมานั้นคณะกรรมการกระจายอำนาจนั้นก็เปรียบเสมือนยักษ์ ที่ไม่ค่อยมีกระบองเท่าไร ควรจะมีการกำหนดอำนาจให้คุณให้โทษกับส่วนราชการ ที่ไม่ยอมถ่ายโอน หรือถ่ายโอนล่าช้าอะไรต่าง ๆ ดึงเกมอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ให้มีเวลาที่ชัดเจน ให้มีแผนที่ชัดเจน ให้มีขั้นตอนที่ชัดเจน อันนี้น่าจะช่วยได้มาก ผมว่าควรจะกำหนดให้เลยว่าการถ่ายโอนครั้งนี้ไม่ควรเกิน ๕ ปี สมมุติอย่างนี้เป็นต้น ทุกส่วนราชการต้องถ่ายโอนลงไปให้ได้ นอกจากนั้นเราจะต้องมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย ก็คือเราจะต้องเตรียมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความพร้อมที่จะรับ การถ่ายโอนด้วยการให้ความรู้ อบรมอะไรก็แล้วแต่นะครับ ให้มีการเตรียมบุคลากร เตรียมสถานที่ เตรียมงบประมาณให้พร้อม เพื่อให้เกิดความพร้อมในการถ่ายโอน อันนี้เป็น ประเด็นที่ ๑ นะครับ ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งโดยหลักการนั้นจะกำกับเท่าที่จำเป็น เรามีการกำกับโดยหน่วยงานภูมิภาคก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เรามีการกำกับโดยองค์กรอิสระก็คือ สตง. ก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี หรือ อบท. ก็ดี อันนี้เป็นหน่วยงานอิสระที่ต้องกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่การกำกับภาคประชาชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเราถ่ายโอนอำนาจไปมากประชาชนต้องดูแล อย่างใกล้ชิดเป็นหูเป็นตาให้เรา ประชาชนนั้นจะต้องมีบทบาทในการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชนนั้นต้องมีบทบาทในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ประชาชนนั้น จะต้องมีการให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ ให้ความเข้าใจในระเบียบ กฎหมาย และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง มิเช่นนั้นประชาชน ก็จะไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีการอบรมแกนนำ ประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ถึงจะทำให้การกำกับของภาคประชาชนนั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อห่วงใยของกระผมก็คือเรื่องของรูปแบบ การปกครองโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอเวลานิดเดียวครับ ซึ่งกำหนดไว้ ๒ รูปแบบ ก็คือ รูปแบบพิเศษ รูปแบบพิเศษก็มีเต็มพื้นที่จังหวัดหรือไม่เต็มพื้นที่จังหวัด รูปแบบพิเศษที่เต็มพื้นที่จังหวัดที่เรียกว่าเป็นจังหวัดปกครองตนเองนั้น ซึ่งมีข้อเสนอ ที่จะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องใหม่และมีความจำเป็น ที่จะต้องมีการศึกษา มีการวิจัยให้ถ่องแท้ มิเช่นนั้นแล้วถ้าเกิดความล้มเหลวแล้วก็จะไม่เป็น ผลดีต่อประเทศชาติ อยากจะให้มีการศึกษารูปแบบที่ชัดเจนว่าถ้ามีการปกครอง ได้เต็มพื้นที่แล้วภูมิภาคจะอยู่อย่างไร จะทำหน้าที่อะไร งานที่ถ่ายโอนลงไปนี่มีงานสำคัญ อะไรบ้าง อันนี้ต้องมีความชัดเจนในระดับหนึ่งนะครับ มิเช่นนั้นแล้วก็จะทำให้การกำหนด รูปแบบไม่มีประสิทธิภาพ ประการที่ ๒ ก็คือรูปแบบทั่วไป ซึ่งเราเห็นว่ามี ๒ ระดับ เช่นเดียวกัน คือระดับจังหวัดและระดับล่างก็คือมีเทศบาล การควบรวมนี่ก็เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ เช่น ให้เทศบาลควบรวมกับ อบต. หรือ อบต. ด้วยกันควบรวมกัน อันนี้ก็ยังไม่มี ความชัดเจนว่ารูปแบบแบบไหน อย่างไร ควรจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าพื้นที่แบบไหน รายได้แบบไหน ประชากรเท่าไร ที่จะให้มีการควบรวม และควรจะต้องมีการศึกษา มีการวิจัยให้ถ่องแท้ด้วยเช่นเดียวกันถึงจะทำให้การควบรวมนั้นมีประสิทธิภาพได้ และการควบรวมนั้นจำเป็นที่จะต้องทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานของท้องถิ่นนั้น มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นแล้วก็จะทำให้การควบรวมนั้นล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน ผมขออนุญาตให้ความเห็นเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันหมดรายชื่อที่จะมีผู้ขออภิปรายแล้วนะคะ นอกจาก ท่านใดจะยกมือขออภิปรายก็เชิญได้นะคะ เชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ
ท่านประธานครับ ผม นิกร จำนง สปท. ลำดับที่ ๐๗๙ คงจะไม่พูดในประเด็น ที่จริงแล้วท่านพงศ์โพยมท่านพูด ผมเห็นประเด็นที่จำเป็นมาก ในการปฏิรูปอยู่เป็นจำนวนมากนะครับ ท่านได้เสนอได้ดี แล้วในเอกสารก็มีรายละเอียด ตามสมควร ประเด็นเรื่องการแก้กฎหมายอะไรนี่เห็นด้วยบางส่วนก็อยากจะเพิ่มเติม แต่เนื่องจากว่าไม่ได้เตรียมการเพื่อมาอภิปราย เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดว่าจำเป็นต้องใช้เวลา ๕ นาที แล้วก็จำเป็นจะต้องส่งรายละเอียดก่อน อยากจะเรียนท่านประธานกรณีนี้เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมการยกร่างเราได้คุยกันเรื่องนี้ ถ้าจะมีระเบียบที่ว่าจะมีการกำหนด ว่าให้เสนอชื่อและให้มีการส่งเอกสารในการอภิปราย ๒ หน้า ในที่ประชุมเราเหมือนจะไม่เห็นด้วยว่าในส่วนนี้ควรจะเป็นอำนาจของท่านประธาน เราสังเกตได้ว่าในกรณีนี้มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ๓ ท่าน แล้วก็เวลาก็พออยู่ แต่ว่า ทั้ง ๓ ท่านพยายามจะบีบตัวเอง ๒ ท่านที่แล้วได้ตรงเป๊ะตามเวลาแต่อาจจะไม่ได้ประเด็น ซึ่งตรงนี้เองจริง ๆ แล้วถ้าปล่อยให้ท่านได้มีการอธิบายคือบางเรื่องต้องใช้เวลาตามสมควร ยกเว้นว่าถ้าในกรณีที่เรากำลังจะพูดเรื่องที่ว่าสมาชิกสนใจเป็นประเด็นใหญ่แล้วก็อาจจะต้อง แบ่งเวลาตรงนั้นเป็นอำนาจของท่านประธาน แต่ระบบที่เราเสนอขึ้นมาก็คือว่าให้ทุกคน ส่งชื่อก่อน ผมฟังท่านเมื่อกี้ผมมีประเด็นแต่ว่าไม่สามารถที่จะพูดได้เพราะไม่ได้ส่งชื่อ ถึงถ้าจะส่งก็การที่ผมจะต้องไปพิมพ์ ๒ หน้าแบบนี้ผมทำไม่ได้ก็เลยไม่พูด ผมก็เลยหารือว่า ในที่ประชุมของกรรมการยกร่างเมื่อวานนี้เราได้คุยกันเรื่องนี้แล้วมีความเห็นว่าขอให้เป็น อำนาจท่านประธานว่าถ้ามันจำเป็นจะต้องคนละ ๕ นาทีก็เอา แต่ว่าอย่างวันนี้หลายคน ไม่ได้เตรียมมาเวลาที่เหลือพอไม่มีคนพูดเราก็ต้องปิดการประชุมใช่ไหมครับ ก็เป็นเรื่อง ที่น่าเสียดาย หารือที่ประชุมเท่านั้นเองครับ นำเรียนครับ ขอบคุณครับ
ดิฉันเห็นด้วยกับท่านนิกรนะคะ การกำหนดระยะเวลาไว้ ๕ นาทีนั้น เป็นเพียงแต่กรอบคร่าว ๆ ในกรณีที่มีผู้อภิปรายจำนวนมาก แต่อย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนไว้ ตอนต้นว่ามีเวลาจะแถมให้ตั้งเยอะแยะนะคะ เพราะฉะนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง ๓ ท่าน ถ้าหากว่าท่านจะไม่เสร็จ พูดไม่จบไปนะคะ รู้สึกประเด็นของท่านธวัชชัย ดิฉันมีเอกสารท่านอยู่ในมือรู้สึกท่านจะตัดประเด็นเพราะท่านพูดภายในเวลาที่กำหนด ก็อยากจะเรียนเชิญว่าถ้าหากว่าท่านจะอภิปรายขึ้นดิฉันในฐานะประธานก็เห็นควรว่า ควรจะให้ผู้ที่อภิปรายไปแล้วสามารถกลับมาอภิปรายเพิ่มเติมได้นะคะ ขอที่ประชุม เห็นด้วยกับความเห็นดิฉันไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ดิฉันถือว่าทุกท่านเห็นด้วยกับการที่ว่าทั้งท่านที่อภิปรายไปแล้ว แล้วท่านที่ไม่ได้อภิปรายแล้วไม่ได้ส่งชื่อมีสิทธิที่จะยกมือเสนอขอพูดขออภิปรายได้ค่ะ ดิฉันก็กราบเรียนเชิญท่านไหนจะต่อท่านผู้ว่าธวัชชัยท่านรู้สึกเมื่อกี้ท่านไม่ได้จบของท่าน ท่านจะต่อไหมคะ เชิญท่านก่อนแล้วท่านผู้ว่าธวัชชัยทีหลัง มีท่านข้างหลังยกมือก่อนท่าน เลยต้องให้ท่านข้างหลังก่อน แล้วเดี๋ยวท่านผู้ว่าธวัชชัยต่อนะคะ เชิญค่ะ เชิญได้เลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๑๑ ขอเรียนหารือ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่จะมีการอภิปรายนั้นอาจจะต้องส่งเอกสาร ทีนี้กระผมนั้น ไม่ได้เตรียมเรื่องเอกสารทันนะครับ ก็ขอให้ท่านประธานได้โปรดอะลุ่มอล่วยให้กับ ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายนั้นได้นำเสนอไปก่อนแล้วค่อยส่งบันทึกการอภิปรายภายหลัง ได้ไหมครับ ขอหารือนะครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ
ใน ๓ ท่านที่อภิปรายไปแล้วมีเอกสารเพียงท่านเดียว การส่งเอกสารนี้ ยังไม่ได้ถือว่าเป็นข้อบังคับที่ต้องส่ง เพียงแต่ว่าขอความร่วมมือว่าถ้าท่านจะอภิปราย และเพื่อความเข้าใจและติดตามเรื่องได้ ทางของท่านสมาชิกถ้าท่านจะกรุณาส่งเอกสาร ประมาณ ๒ หน้าก่อนได้จะเป็นการดี เพราะฉะนั้นท่านอภิปรายได้ค่ะ ตอนนี้ขอเชิญ ท่านผู้ว่าธวัชชัยก่อนค่ะ
เรียนท่านประธานครับ ผมกำลังจะบอกว่า ผมให้สิทธิกับทุกท่านได้ขึ้นพูดนะครับ เพราะว่าเอกสารที่ผมส่งไปผมเข้าใจว่าเดี๋ยวก็คง จะแจกแล้วผมก็คงจะพูดตามนั้น เพราะฉะนั้นอ่านเอาก็ได้นะครับ อยากให้ท่านอื่น ได้มีโอกาสพูดครับ ขอบคุณครับ
ตกลงท่านสมาชิกทุกท่านได้รับเอกสารของท่านธวัชชัยหรือยังคะ แจกหมดแล้วนะคะ ๒ หน้า มีท่านอนุสิษฐ คุณากร ขออภิปราย เชิญท่านค่ะ ลำดับที่ ๑๘๓ เชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ลำดับที่ ๑๘๓ ผมขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมทั้งในเรื่องของ การปฏิรูปในเรื่องของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แล้วก็การปฏิรูปในเรื่องของ การปกครองส่วนท้องถิ่นควบคู่กันไปเลยนะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าในอดีตผมดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองในระยะเวลาที่ผ่านมาผมคิดว่าเราต้องสะท้อนถึงความเป็นจริง โจทย์ที่สำคัญในการปฏิรูปประเทศนั้นหลายท่านได้มุ่งเน้นในเรื่องประโยชน์ของประชาชน เป็นแก่นหลัก มุ่งถึงประโยชน์ของสาธารณะเป็นแก่นหลัก สิ่งที่สำคัญแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ในระยะเวลาที่ผ่านมานอกเหนือจากประเด็นที่เป็นปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนา ประเทศนั้นนอกเหนือจากเรื่องของการทุจริตการประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง อย่างหลากหลายในวิธีการ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการมีอำนาจที่ไม่เป็นธรรม การมีอำนาจเถื่อน การมีอิทธิพลมืด การใช้อาวุธไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็น วัตถุระเบิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงข่มขู่ ฉะนั้นการกระจายอำนาจ หรือการสร้างกระบวนการยุติธรรมในระยะเวลาต่อจากนี้ไป ผมเชื่อว่าถ้าประเด็นในเรื่อง ของอิทธิพลมืด อิทธิพลเถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ถูกปฏิรูป ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีมาตรการกำกับดูแล หรือการควบคุมที่ชัดเจน ประเด็นที่เรากำลังทำต่อจากนี้ไปผมคิดว่าเราจะมีอุปสรรค ที่ซ่อนอยู่แล้วจะทำให้การปฏิรูปนั้นบังเกิดผลได้ไม่เต็มที่นัก ฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายในครั้งนี้ เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นของสังคมเราขณะนี้ประชาชนโดยรวมตกอยู่ใน ความหวาดกลัว การที่บอกว่าเราจะกระจายอำนาจก็ดี การที่จะทำให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยหรือการบริหารจัดการประเทศในระยะ ต่อไปนั้นผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญแล้วมีสถิติ มีคดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อสังคมเราอย่างมากมาย การปกครองส่วนท้องถิ่นเรากระจายอำนาจมิใช่เพียง ในเรื่องของการมองว่าเรามีโครงสร้าง เรามีกลไกเพียงพอหรือไม่ หรือว่ามีอัตรากำลังของ ท้องถิ่นมากเกินไปหรือไม่ หรือมีงบประมาณเพียงพอหรือไม่เพียงพอกับบางท้องถิ่นหรือไม่ ประเด็นที่สำคัญคือการกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นโครงสร้างหลัก ของประเทศในอนาคตว่าเมื่อไรก็ตามประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องทรัพย์ ปกป้อง ผลประโยชน์สาธารณะ ปกป้องบ้านเมืองของตัวเอง ผมคิดว่าเมื่อนั้นประชาธิปไตย จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง อย่างยั่งยืน ฉะนั้นมิติและมุมมองในเรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเป็น ประเด็นที่สำคัญ และผมได้นำเรียนท่านรองประธานอลงกรณ์ในขณะที่พักท่านได้ไปเสนอ ต่อสมาชิกในห้องพักว่าอยากจะให้สมาชิกได้เสนอข้อคิดเห็นต่อท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่าการตั้งคำถามก็ดีต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีประเด็นใดบ้างที่ สปท. เราอยากจะ ได้มีข้อเสนอที่เป็นประเด็นหลักและประเด็นที่สำคัญ ซึ่งในส่วนนี้ผมได้นำเรียนเป็นเอกสาร ต่อท่านประธานอลงกรณ์ไปไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่อยากจะขอขึ้นมาอภิปรายเสริมกับสิ่งที่ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกำลังดำเนินการอยู่ ถ้าหัวใจสำคัญของประชาชนนั้น ไม่ได้รับการปกป้อง ไม่ได้รับการแก้ไข และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงของโครงสร้าง ที่บิดเบี้ยวที่ผิดปกติ เราจะได้ประชาชนที่รับเงินดีกว่ารับลูกกระสุนปืน แล้วในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยเกิดขึ้นไม่ได้ครับ อันนี้เป็นประเด็นของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งผมคิดว่า เราคงต้องให้ความสำคัญแล้วก็ห่วงใยในประเด็นนี้ และจะเชื่อมโยงไปในการปฏิรูป ในทุก ๆ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านอนุสิษฐคะ ดิฉันขอให้ถือว่าการกดออดเวลา ๕ นาทีนี้ เป็นเพียงการเป็นไปตามระเบียบของเขา แต่เวลาเรามีเหลือมากมาย หรือท่านจะให้ดิฉัน ขยับเวลาเป็น ๑๐ นาทีต่อท่านคะ จะให้ขยับเลยไหมคะ ท่านเห็นด้วยไหมคะ เชิญ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านจะให้เจ้าหน้าที่ลบการออกเสียง เสียก็ได้ครับ เวลาใกล้ ๆ ไม่ต้องกดออดก็ได้ครับ ผมเข้าใจว่าถ้าท่านประธานเห็นว่า ผมอภิปรายพอสมควรแล้วท่านก็กดไมโครโฟนแล้วก็เตือนผม ผมก็คงจบการอภิปรายครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จ ขออภิปรายใน ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิกร จำนง ได้หารือท่านประธานไว้ และเพื่อนสมาชิก หลายคนข้องใจครับ ก็คือเวลาจะอภิปรายให้เสนอชื่อตัวเองไปก่อน เสนอชื่อตัวเองไม่ว่า ก็มีการกำหนดขึ้นมาคร่าว ๆ ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ใช่ข้อบังคับ ให้เขียนด้วยครับว่าจะอภิปราย อะไร ผมพยายามหันไปถามเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากมหาวิทยาลัยบ้าง มาจากกองทัพบ้าง มาจากหัวหน้าส่วนราชการบ้าง ถามว่าเวลาเขาประชุมกรรมการ สภามหาวิทยาลัยเขาต้องเขียนมาก่อนไหมครับว่าอภิปรายอะไร ถามในแต่ละองค์กร ไม่เคยเจอองค์กรไหนครับ ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมานานก็ไม่เคยเห็นครับ คือใครใคร่ อภิปรายก็ยกมือขึ้นแล้วก็อภิปราย อภิปรายถ้าไร้สาระไม่เข้าเรื่องคนเป็นประธาน ก็จะตักเตือนแล้วก็ให้ยุติการอภิปราย แต่อภิปรายประเภทส่งชื่อก่อนแล้วก็ทำการบ้าน มาเสร็จ แล้วก็พิมพ์ส่งประธานสภา อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกกล่าวเมื่อสักครู่ว่า ท่านไม่อภิปรายต่อแล้วครับ ช่วยไปอ่านที่ท่านเขียนมาก็แล้วกัน อย่างนี้ไม่ใช่สภาครับ แล้วก็คิดว่ากรรมาธิการทั้งหมด ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านสมาชิกทุกท่านครับ กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับก็เห็นปัญหานี้ครับ เรื่องนี้ก็ตกไปแล้วครับ ไม่เขียนแน่ครับ ในข้อบังคับการประชุมสภา ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะอภิปรายก็เรื่องการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม ผมคิดว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญของการที่จะพาประเทศ ออกจากความขัดแย้ง ถ้าเพื่อนสมาชิกจำกันได้ว่าวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกใช้มาก และเป็นข้ออ้างตลอดของการที่ไม่ยอมรับอำนาจรัฐก็คือ ๒ มาตรฐาน คำว่า ๒ มาตรฐาน ไม่ได้หนีไปไหนครับ อยู่ในกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่อยู่ที่ศาล อย่างเดียวครับ กระบวนการยุติธรรมมันมีกระบวนก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลและ กระบวนหลังจากการพิจารณาของศาลเสร็จ กระบวนก่อนการพิจารณาของศาล ก็กระบวนการของพนักงานตำรวจจับกุม พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ถ้ากระบวนการ ก่อนมาถึงศาลเป็นไปด้วยความตรงไปตรงมา ศาลก็จะได้การตัดสินที่ตรงไปตรงมา หลังจากศาลตัดสินเสร็จแล้วกระบวนการหลังการฟ้อง หลังคำพิพากษาก็จะเป็นบังคับคดี ก็จะเป็นราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการมันต้องพูดถึง กระบวนการทั้งหมด เมื่อเช้าเพื่อนสมาชิกหลายคนที่อภิปรายไปนะครับว่ากระบวนการ ยุติธรรมเราบางครั้งก็ใช้อำนาจในทางที่ก่อให้เกิดปัญหาในกระบวนการเอง ยกตัวอย่าง ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายเมื่อเช้าครับ คดีที่มากที่สุดอยู่ในศาลยุติธรรมวันนี้โดยเฉพาะ ศาลอาญาและศาลต่างจังหวัด คดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด และคดียาเสพติดจำนวนมากเป็นกระบวนการที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่ เริ่มต้น เช่น ถ้าจับยาเสพติดได้ ๑ เม็ด ถ้าพิสูจน์ต่อได้ว่าเสพก็อาจจะเข้าสู่กระบวนการ ของการบำบัดรักษา แต่ถ้าพนักงานสอบสวนพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบครองไว้เพื่อการจำหน่าย และได้จำหน่ายโทษเขาก็จะหนักขึ้น ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับว่ากระบวนการอย่างนี้ ทำให้นักโทษของประเทศไทยซึ่งคุกเราเตรียมไว้สำหรับขังคน ๑๔๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ คุกประเทศไทยเรามีคนที่อยู่ในคุกทั้งหมด ๓๗๐,๐๐๐ คน ล้นเป็น ๓ เท่าเลยครับ หาทางออกได้ไหมครับ หาทางออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ก่อนมาสู่การตัดสินของศาลกับกระบวนการหลังคำพิพากษาคือกระบวนการจำขัง ต้องมีการปฏิรูปทั้งหมด คดีบางคดีจำเป็นไหมต้องไปไว้ในเรือนจำ คดีบางคดีส่งกลับไปให้ ท้องถิ่นของท่านประธานเรื่องการกระจายอำนาจได้ไหมครับ อบต. มีที่ควบคุม ความประพฤติของคนได้ไหมแทนที่จะส่งเข้าไปอยู่ในศาล อยู่ในเรือนจำ ใช้ใต้ถุน อบจ. กักขังไว้ตอนกลางคืน กลางวันก็ออกไปทำงานที่บ้านได้ไหม สำหรับคนเสพยาเสพติด เมื่อถูกจับกุมแล้วไปอยู่ใต้ถุน อบต. เขาอาจจะรู้ทั้งตำบลแล้วว่าคนนี้ติดยาเสพติด กลางวัน อาจจะไปทำงานได้ กระบวนการเหล่านี้ต้องได้รับการพัฒนา และที่สำคัญในหลายหน่วยงาน ของกระบวนการยุติธรรมต้องมีการพูดถึงครับ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกที่มาจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านก็เสนอแนวทางหลายเรื่องดี ๆ เมื่อวานนี้มีพนักงานสอบสวน จำนวนหนึ่ง น้อง ๆ พนักงานสอบสวนเดินทางมาที่สภายื่นหนังสือต่อสภา เพราะเขารู้สึกว่า เขาอยู่อย่างต้อยต่ำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขามีหน้าที่ทำการสอบสวนคดีทั้งหมด แต่ปรากฏว่าในหนังสือที่เขายื่นร้องเรียนผ่านท่านประธานผมมีโอกาสได้อ่าน เขาบอกว่า เขาต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้บังคับบัญชาในการทำสำนวนผิดหรือไม่ผิด หรือทำสำนวน ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เขาไม่อยากอยู่ เขาขออนุญาตโยกตัวเองไปอยู่กับคุณหมอพรทิพย์ ที่กระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้ก็ต้องได้รับการพิจารณาว่ากระบวนการก่อนฟ้องระหว่าง คนจับกุมมาสู่พนักงานสอบสวน จากพนักงานสอบสวนก่อนที่จะไปถึงอัยการ ปัญหาว่า พนักงานสอบสวนโดนครอบงำโดยใครเขากำลังสะท้อนกับสังคม กระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องปรับไหมครับ ปรับครับ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้เทอะทะ หลายคนบอกว่า เอานายกรัฐมนตรีออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจะได้มีความเป็นอิสระ เราเห็นตัวอย่างครับ สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะ สร้างสำนักงานอัยการขึ้นมา สร้างกองสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) ขึ้นมา สุดท้ายในวิกฤติบ้านเมืองทุกครั้ง องค์กรอย่างอัยการ องค์กรอย่างดีเอสไอ (DSI) กลับรับใช้การเมืองอย่างสุดจิตสุดใจ จนถึงตัวตายก็มี เพราะฉะนั้นการที่เอานายกรัฐมนตรีออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะไม่ใช่คำตอบว่าจะไม่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลายเป็นสมุนรับใช้ของรัฐบาล แต่ผมคิดว่ามันมีกระบวนการที่ต้องทำให้องค์กรเหล่านี้จากที่เล็กไปใหญ่เกิน เขาพูดถึง การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คำตอบที่ออกมาก็คือยกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกระทรวงตำรวจ ซึ่งผมคิดว่ามันสวนกับความรู้สึกจริง ๆ เราจะทำให้กระบวนการ ราชการเล็กลง สั้นลง กระชับเข้า แต่เรากำลังจะปฏิรูปครั้งหนึ่งยุคท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมาปฏิรูประบบราชการดีเพิ่มกระทรวงขึ้นไปจาก ๑๓ กระทรวง เกือบ ๒๐ กระทรวง จนจำชื่อกระทรวงตัวเองไม่ได้ กรมกรมเดียวผ่าเป็น ๓-๔ กรม จนเดี๋ยวนี้ชาวบ้านติดต่อไม่ถูก ไอ้นั่นปฏิรูปราชการก็คือทำให้ตำแหน่งเยอะขึ้น แทนที่จะ สั้นเข้ากลายเป็นกระบวนการมากขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราต้องการจริง ๆ ตำรวจเขามี สะท้อนมาเรื่อย ๆ ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าง ๓-๔ เดือนที่แล้วเราได้ยิน อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพูดว่าหน่วยงานที่แย่ที่สุด ตม. โกงกันเหลือเกิน กินกันเหลือเกิน อย่างนี้ท่านก็ยอมรับกันมาทั้งหมด ตม. คืออะไรครับ ตม. คือข้าราชการ ส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าและออกประเทศ ถามว่าเกี่ยวกับความมั่นคงไหมครับ หลายหน่วยงานเกี่ยวกับความมั่นคงหมดครับ การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ การทำงานของศุลกากรล้วนแต่เกี่ยวกับความมั่นคงหมด ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติคิดว่า หน่วยงานนี้ปัญหามากออกไปได้ไหมครับ ไปอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศเขาเสีย เขาจะได้นับคนเข้าคนออก และที่นั่งนับเข้านับออกก็ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ อาจจะทาปาก ทาแก้มแดง ๆ สวย ๆ นั่งแสตมป์ (Stamp) เข้าประเทศมันจะส่งเสริมการท่องเที่ยวดียิ่งกว่า คอยนั่งที่จะขู่เอาสตางค์จากจีนหลงเข้ามาเมืองไทย กระบวนการอย่างนี้คือการปฏิรูป ในกระบวนการยุติธรรม องค์กรที่เทอะทะทำให้เล็กลง องค์กรที่มีภาระมากทำให้ลดภาระ เรือนจำที่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนกลายเป็น ๓๗๐,๐๐๐ คนก็ต้องทำให้ภาระเรือนจำลด ภาระเรือนจำลดไม่ใช่การไม่จับกุมหรือไม่ลงโทษคนกระทำความผิด แต่กระบวนการ หลังคำพิพากษาควรจะมีกระบวนการมากกว่านั้น คดีบางคดีควรจะได้รับการพิจารณา ในทางที่ไม่ถึงกับจำคุกก็ต้องหาวิธีการ อันนี้ที่ผมเสนอก็คือ ๑ ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีเพื่อนสมาชิกที่มาจาก ตำรวจเองได้อภิปรายกันไว้หลายคน ส่วนที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตอภิปรายให้กับท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็คือเรื่องการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ผมคิดว่าเรื่องการกระจายอำนาจ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกพูดก็เป็นข้อที่น่าสนใจครับ เป็นข้อกังวลแต่ข้อกังวลนั้นก็เริ่มพัฒนาไปอย่างอื่น ก็คือการกระจายอำนาจที่ประชาชน ในชนบทโดนคุกคามโดยผู้มีอิทธิพล ไม่สามารถสะท้อนการใช้สิทธิใช้เสียงด้วยใจที่รัก หรือศรัทธาจริง ๆ ผมรักผมศรัทธาท่านประธานอยากเลือกท่าน แต่ว่าที่นั่งข้างหลังผม เขาบอกถ้าผมเลือกท่านกลับมาบ้านผมจะไม่ปลอดภัย ผมก็ต้องรักชีวิต กระบวนการเลือกตั้ง อย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ครับ จะปล่อยให้กระบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะผมต้องตัดสินใจ ไปเลือกคนที่อยู่ข้างเดียวกับอันธพาล คนชั่วเข้ามาปกครอง แต่เนื่องจากพัฒนาการของ บ้านเมืองดีขึ้น จำนวนผู้มีอิทธิพลก็ลดถอยลงไปพอสมควร และผมมั่นใจครับว่ารัฐบาล ชุดปัจจุบันท่านประกาศนโยบายเอาจริงเอาจังกับขบวนการเรื่องอิทธิพล ผมเชื่อมั่นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าปราบอิทธิพลภายใน ๓ เดือนเงียบครับ เงียบก็คืออิทธิพล เรื่องเงียบจริง ๆ ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรีเงียบนะครับ อิทธิพลได้เงียบจริง ๆ เพราะถ้าท่าน เดินหน้าเอาจริงในยุคนี้ไม่มีใครขวางท่านได้ แต่สิ่งที่ขึ้นมาทดแทนการเลือกตั้งท้องถิ่น และเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือพัฒนาการของระบบทุนนิยม วันนี้การเมืองสมัยยุคพวกผม สมัครกันครับ นักธุรกิจนายทุนน้อยมากครับ เป็นครูกับทนายความ นักกฎหมาย จากต่างจังหวัดมาสมัครผู้แทนกัน รอบสภาผมกลายเป็นลูกเถ้าแก่หมดแล้ว กลายเป็น คนรวยหมดแล้ว เพราะหนทางในการถอนทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนทางการเมืองที่เขาเรียกว่า ธนบัตรการเมืองหรืออะไรทำนองนี้ครับ การตัดสินแบบนี้เริ่มลามไปในความรู้สึกของ ประชาชนมากยิ่งขึ้น ๆ จนสุดท้ายครับ ท่านพงศ์โพยมครับ เดี๋ยวนี้มันรุนแรงอาละวาด ไปถึงภาคใต้ แล้วต้นกำเนิดที่ผมต้องฝากท่านไปแก้ไขก็คือภาคใต้เริ่มมีการซื้อเสียงหนักขึ้น ๆ ตั้งแต่ยุค คมช. ประกาศให้เลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกผู้ใหญ่บ้านโดยเลือกเสร็จ ครองอายุจนถึง ๖๐ ปี คนอายุ ๓๐ ปีเริ่มคำนวณครับ เป็นผู้ใหญ่บ้านเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นกัน ๓๐ ปี รวมแล้วกี่ล้าน เขานับได้ครับ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่บ้าน หาเสียงกันกี่คนครับ คนทั้งหมู่บ้าน ๑๐๐ คน นับได้ ๔๐ เสียง แล้วขาดอีก ๑๑ เสียง ชนะขาดแน่ ๆ ๑๑ เสียงนั้นราคาเสียงเป็นหมื่นครับ ผมก็เห็นรับคนจากหน้ารามคำแหง ไปลงคะแนนที่ภาคใต้ นั่งเครื่องบินไปกลับครับ ขากลับใส่กระเป๋ามาอีกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไปเลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกผู้ใหญ่บ้านกลายเป็นลงทุนเป็นล้านครับ ถามว่า คุ้มไม่คุ้ม พ่อแม่คนที่ส่งไปให้ลงทุนเป็นล้านมันบอกคุ้ม ไอ้นี่ไม่เอาเรื่องไม่เอาถ่าน เป็นลูกคนเดียวที่ไม่เอาถ่าน ลงทุนให้มัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันอยู่ได้อีก ๓๐ ปี แล้วถึงเวลา เลือกกำนันก็ง่ายครับ ที่ คมช. เขาแก้ไขก็คือให้ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐ คนประชุมกัน เสียงข้างมาก เลือกใครคนนั้นก็ได้เป็นกำนัน ชาวบ้านไม่รู้กันทั้งตำบลครับว่าคนนี้จะเป็นกำนัน รู้แต่ว่า ผู้ใหญ่หมู่นั้นมันได้เป็นกำนัน แล้ววิธีนับง่ายครับ ๑๐ คนครับผู้ใหญ่บ้าน วิธีเลือกกำนัน ก็ตัวเอง ๑ แล้ว หาอีกสัก ๕ จะหาอีกสัก ๕ ก็เท่ากับ ๖ เสียงชนะขาดครับ เดี๋ยวก็เป็นกำนัน เป็นกำนันแล้วเป็นกัน ๖๐ ปี ที่จริงระบบนี้มันโดนพังทลายไปครั้งหนึ่งแล้ว แล้วท่ามกลาง ความยุ่งยากครับ จะเลือกกำนันมา ๕ ปีเขาสู้กันมา ๓๐ ปีกว่าจะได้แก้กฎหมาย ไปในสภา รัฐบาลล้มไปไม่น้อยกว่า ๓-๔ รัฐบาล เพราะจะแก้กฎหมายให้เลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน จากตลอด ๖๐ ปีมาเหลือ ๕ ปี แก้เสร็จพอกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเริ่มเข้าระบบจบครับ ปฏิวัติคราวก่อนทีเดียวไปแก้กฎหมายย้อนกลับคราวนี้ยุ่งเลยครับ แล้วก็ไม่ใช่ใช้อิทธิพลอะไรครับ สตางค์ทั้งนั้น ถ้าเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มต้นใช้สตางค์ท่านคิดว่ามันจะเอาไปทำอะไร แล้วก็เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่าเลือกกันมาตั้งนาน หลายครั้งไม่เห็น กกต. เคยจับเรื่องซื้อเสียงได้ ก็ต้องพิจารณาครับ การกระจายอำนาจเป็นเรื่องจำเป็นและ เรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าวันข้างหน้าว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม ผมเป็นคนจากชนบทนะครับ วันที่เป็นสมาชิกในสภานี้ครั้งแรกไม่มีท้องถิ่นครับ โครงการทุกโครงการผู้ใหญ่บ้านจะเป็น คนพิจารณา ขอถนนลูกรังสายหนึ่งต้องเขียนส่งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านต้องประชุมกับกำนัน เขียนผ่านกำนัน กำนันส่งเรื่องให้นายอำเภอ นายอำเภอส่งเรื่องให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดส่งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งอธิบดี อธิบดีเสนอ ปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงส่งมาที่สภา ถนนลูกรังในชนบทสายเมื่อก่อนครับแทงหนังสือ หนาเป็นคืบครับ จนลืมไปแล้วถึงจะได้ แต่หลังจากท้องถิ่นเกิดเดี๋ยวนี้ อบต. ทุก อบต. ไม่ได้ สนใจหน้าผู้แทนหรอกครับ ถนนลูกรังขณะนี้ก็ทำได้ งบก็มีปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ทำถนน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาททำได้ ชนบทเริ่มเปลี่ยนแปลงครับ เดี๋ยวนี้ไปที่ไหน ในประเทศไทยคำว่าชนบทกับเมืองเริ่มจะชิดกันมากครับ ไม่มีอำเภอไหนในประเทศนี้ ถ้ามีก็ยกเว้น ๒-๓ อำเภอในภาคเหนือที่อยู่บนดอย ที่วิ่งจากอำเภอมาถึงจังหวัดใช้เวลาเกิน ๔๐ นาที ไม่มีแล้วครับ ไม่มีอำเภอไหนในประเทศนี้ครับที่ไม่มีถนนลาดยาง เราเคยบอกว่า โรงเรียนกันดารเมื่อก่อนต้องห่างถนนลาดยาง ๕๐๐ เมตรให้ถือว่าเป็นโรงเรียนกันดาร ได้เบี้ยกันดารเพิ่ม ๕๐๐ บาท เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ โรงพยาบาลอำเภอไหนก็ตามทั่วประเทศนี้ ไม่มีโรงพยาบาลไหนไกลจากถนนลาดยางถึงหมดแล้วครับ คำว่าชนบทมันเริ่มหายไป ปฏิเสธไม่ได้ครับที่มันพัฒนามาเร็วในรอบ ๒๐ ปีนี้เนื่องจากการกระจายอำนาจ พอถึงกระบวนการกระจายอำนาจวันนี้ผมคิดว่าเราไม่มีสิทธิปฏิเสธในการที่จะส่งเสริม และท่านก็คงทราบว่าสังคมเรื่องพูดถึงการกระจายอำนาจระดับเมืองใหญ่หรือการเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัด พอเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดปัญหาก็ติดอีก อบต. ก็ซื้อเสียง ส.จ. ก็ซื้อเสียง เลือกผู้แทนก็ซื้อเสียง เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดก็ซื้อเสียง ที่ผมโยงทั้งหมด ผมยอมรับว่ามันเป็นปัญหา แต่สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าจริง ๆ ขออนุญาตกราบเรียน เพื่อนสมาชิกทั้งสภาครับ เรื่องซื้อเสียงครับท่าน ถ้าก่อน ๒๐ เดือน ครบ ๒๐ เดือนนะครับ คิดไม่ออกว่าแก้ซื้อเสียงอย่างไร เสี่ยงมากครับ คือถ้า ๒๐ เดือนที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคิดเรื่องป้องกันการซื้อเสียงไม่ออกนะครับ อีก ๒๐ เดือนข้างหน้า ท่านจะเสี่ยงอีกรอบ และชีวิตท่านก็จะเป็นเสี่ยง ๆ กันทั้งหมด เพราะไม่มีใครมาเสี่ยงปฏิวัติ ให้แบบนี้อีกแล้ว ที่ผมพูดทั้งหมดกำลังโยงให้เห็นว่าระบบทั้งหมดมันมีที่ไปที่มาครับ ถ้าไม่แก้ ที่รากฐานปัญหา ไปนั่งหยิบปัญหาปลีกย่อยทั้งหมดเราจะแก้อะไรไม่ได้ ผมอภิปราย เป็นครั้งที่ ๓ แล้วคิดว่าก็พยายามจะลดการอภิปรายลงครับ ผมพยายามโยงทั้งหมดให้เห็นว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราทั้งหมดเริ่มต้นจากเราไม่ใช่สภานิติบัญญัติ เราไม่ใช่ สภาบริหาร เราเป็นสภาที่นายกรัฐมนตรีตั้งมาช่วยคิด คิดในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คิดให้เสร็จเมื่อไรครับ คิดให้ใครครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้มีหน้าที่คิด ให้ท่านนายกรัฐมนตรีให้กับรัฐบาล แล้วต้องเป็นรัฐบาลนี้ครับ ไม่ต้องคิดเผื่อรัฐบาลหน้า เพราะรัฐบาลหน้ามาถึงตำราท่านเขาฉีกทิ้งหมดครับ คิดต้องคิดให้จบก่อน ๒๐ เดือนนี้ แล้ว ๒๐ เดือนนี้เราจะเผชิญหน้าอะไรครับ หลังจากครบ ๒๐ เดือนเราจะไปเผชิญหน้ากับ การเลือกตั้ง ถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศปล่อยให้ขับเคลื่อนประเทศนี้ไปสู่ การเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมโหฬาร วินาศสันตะโรเราก็ต้องรับผิดชอบครับ อย่าคิดอย่างอื่นมากครับ เราไม่ได้มีอำนาจเลยครับ สภานี้มาช่วยค้นคิดแล้วให้ทางรัฐบาลเป็นคนทำ แต่ถ้าเราคิดมากครับ จะตั้งโน่นตั้งนี่ผมมีประสบการณ์มาเยอะครับในสภา ๒๗ ปี เริ่มตั้งแต่เป็นผู้แทนเดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาทจนมาเดือนละแสนบาทครับ เริ่มจากประชุมกรรมาธิการทีละ ๕๐๐ บาทครับ จนเพิ่มมาทีละ ๑,๐๐๐ บาท ขึ้นเงินเดือน ส.ส. ทุกทีจาก ๑๖,๐๐๐ บาทเป็น ๔๐,๐๐๐ บาทโดนด่าอยู่ ๔ เดือนครับ แล้วได้รับการขึ้นเงินเดือนทุกครั้งที่เขาปฏิวัติครับ เพราะกับดักของสภามันทำให้สภาปฏิรูป แห่งชาติหลงกับดักไป ๑๘ กรรมาธิการ ๕๐ อนุกรรมาธิการ ศึกษาอะไรครับ ศึกษาไปให้ใคร เราก็อย่าไปตกกับดักอย่างนั้นครับ สภานี้ศึกษาเพื่อให้กับรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลชุดนี้ครบวาระ สภานี้จบครับ เพราะตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็ขอเสนอความคิดเห็น ต่อเพื่อนสมาชิกทั้งหมดผ่านไปยังท่านประธานที่ศึกษาเรื่องการกระจายอำนาจด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเปิดเวลาให้ท่านวิทยา แก้วภราดัย เสนอได้อย่างเต็มที่ เพราะยังไม่เห็นมีสมาชิกท่านใดยกมือนะคะ เชิญค่ะ เพราะว่าเรามีเวลาจนถึง ๕ โมงเย็นเลย ตอนนี้ แล้วก็เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วเรื่องด้านการปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ สำคัญ สำคัญมาก ๆ ซึ่งประเทศจะต้องก้าวไปสู่การกระจายอำนาจที่เต็มรูปแบบนะคะ ก็ขอให้สมาชิกใช้เวลาให้เต็มที่ ดิฉันจะเขยิบเวลาเป็นท่านละ ๑๐ นาทีนะคะ ในชั้นนี้ เราจะไม่เตือนเมื่อ ๕ นาที แต่เราจะเตือนเมื่อ ๑๐ นาทีนะคะ เชิญได้เลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลำดับที่ ๘๐ ค่ะ ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส คนที่ไม่ได้ยื่นแล้วก็ไม่ได้ลงชื่อนะคะ ดิฉันได้รับฟังการนำเสนอของท่านพงศ์โพยมซึ่งดิฉันเอง เคยมีโอกาสได้รู้จักท่านเมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว ท่านก็คงจำดิฉันไม่ได้ ท่านก็คงยังแข็งขัน ในการทำงานเหมือนเดิม และดิฉันก็เห็นด้วยกับที่ท่านได้นำเสนอในเรื่องของการปฏิรูป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีจำนวนน้อยลง แต่ว่าให้มีบริเวณที่กว้างขึ้นเพื่อการบริหารงานที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น แล้วก็ การที่จะดูแลท่านผู้บริหารให้ดำเนินแนวทางถูกทิศถูกทางมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเอกสาร ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการศึกษาในเรื่องนี้ก็มักจะเป็นเรื่องที่พูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ดิฉันก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้กรุณากล่าวถึงกรุงเทพมหานครว่าในการปฏิรูปนั้นเราคงจะต้องนึกถึงกรุงเทพมหานครด้วย เพราะว่ากรุงเทพมหานครนั้นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุด ของประเทศไทย แล้วก็มีโอกาสที่ดูแลเมืองหลวงด้วยนะคะ ดิฉันไม่อยากให้สภาของเรานี่ ลืมเรื่องการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นกรุงเทพมหานคร เพราะว่า กรุงเทพมหานครเองนั้นตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ปัจจุบันพุทธศักราช ๒๕๕๘ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว กฎหมายหลักที่ใช้นั้นคือกฎหมายที่เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๒๘ แต่จนปัจจุบัน ๓๐ ปีไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขในหลักใหญ่ ๆ อีกหลายเรื่อง หลายประเด็น อาจจะเป็นความบังเอิญหรือโชคไม่ค่อยดีสำหรับกรุงเทพมหานครนะคะ ซึ่งผู้บริหารของเรานั้นแม้จะไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะต้องสังกัดพรรคแต่บังเอิญท่านก็ สังกัดพรรคนะคะ แล้วส่วนใหญ่จะสังกัดพรรค แล้วก็มักจะเป็นพรรคที่อยู่คนละฝ่ายกับ พรรครัฐบาล ดังนั้นการที่จะขอแก้กฎหมายอะไรไปนี่ก็มักจะอยู่ท้าย ๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้รับ การพิจารณา ซึ่งเมื่อ คสช. ท่านเข้ามาท่านก็บอกว่าหน่วยงานใด องค์กรใดที่อยากจะแก้ไข กฎหมายก็ให้เร่งดำเนินการ เพราะเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้ใช้ กรุงเทพมหานครเองนั้น ก็ได้นำเสนอการขอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานครมา ซึ่งขณะนี้ ก็ต้องผ่านเข้ากระทรวงมหาดไทย แต่ว่าได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการนะคะว่าปัจจุบันนั้น คืนไปที่กรุงเทพมหานครอีกแล้ว เพื่อที่จะให้ไปนำเสนอใหม่หรือทบทวนอย่างไรก็ไม่ทราบ ดิฉันอยากให้การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้องคำนึงถึงการปฏิรูป กรุงเทพมหานครด้วย แม้ว่ากรุงเทพมหานครนั้นจะเป็นราชการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ได้ดำเนินการมา ในช่วงระยะเวลาหนึ่งและในปัจจุบันนี้ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นถึงพัฒนาการของ การบริหารราชการนั้นว่าเป็นไปด้วยดีเป็นลำดับ แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีเรื่องที่จะต้อง ได้รับการแก้ไขอีกหลายเรื่องหลายประเด็น แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นกรุงเทพมหานครนั้นดูแลเมืองหลวงของเรา อยากจะให้ทุกคนซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านทั้งหลายก็มีพื้นเพอยู่ในกรุงเทพมหานครแล้วละค่ะ การที่เราจะทำให้กรุงเทพมหานครนั้น มีการบริหารราชการที่ดี และได้รับการพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้นย่อมส่งผลถึงประเทศชาติ ของเราแน่นอน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นการที่จะปฏิรูป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ดิฉันก็อยากจะให้เรานี้มีการคำนึงถึงกรุงเทพมหานครควบคู่ ไปด้วยอยู่ตลอดเวลา และในการพัฒนาหรือปฏิรูปนั้นบางครั้งไม่ได้เป็นแนวทางเดียวกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ แต่เป็นเรื่องเฉพาะที่กรุงเทพมหานครจะต้องได้รับ การพัฒนาไป ในขณะนี้ดิฉันก็คิดว่าเรื่องที่จะต้องปฏิรูปมากที่สุดก็คือเรื่องของกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งดิฉันคิดว่าเราคงจะมีโอกาสไปพิจารณากัน ในชั้นคณะกรรมาธิการที่ว่าด้วยเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ก็อยากจะให้สภาแห่งนี้ได้ ตระหนักแล้วก็ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจในเรื่องของการปฏิรูปกรุงเทพมหานครด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบพระคุณท่านนินนาทค่ะ ท่านวันชัย สอนศิริ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ฟังจากการชี้แจงของท่านพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ประเด็นสำคัญ ๆ ในการปฏิรูปหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ว่าปัญหาเป็นอย่างไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ท่านเองได้พูดละเอียดแล้ว รวมทั้งขออภัยที่เอ่ยนามท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้พูดไว้ชัดแล้ว แต่ผมอยากจะขอเสริม เติม แล้วก็พูดถึงว่าจะทำอย่างไรต่อไปในเวลาไม่นานนัก ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาอันสำคัญนั้นก็คือการเข้าดำรงตำแหน่งของผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล การเข้าดำรงตำแหน่งมีปัญหา ประการต่อมา เมื่อดำรงตำแหน่งแล้วท่านประธานใช้อำนาจในการแสวงประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย ทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน ผมแทบจะกล่าวว่าเป็นส่วนใหญ่ครับท่านประธาน ชัดเจนเป็นข้อสรุป เอาแบบเป็นรูปธรรมที่ผมยกตัวอย่างกล้าพูดตรงไปตรงมา เพราะตอนที่ มีการไปรับฟังความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญคราวที่แล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปบรรยายไปชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็น ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ท่าน สปท. วรรณธรรมนั่งอยู่ตรงนี้ เป็นผู้ที่จัดการ เชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ๑,๐๐๐ กว่าคนทั่วประเทศมารับฟังการบรรยายเกี่ยวกับ เรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมถามกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มานั่งประชุมสัมมนา ในวันนั้น ๑,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธาน ขอยืนยัน ขอเรียนอีกครั้งว่าอาจารย์วรรณธรรมเป็นพยานได้ ถามว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่นั่งอยู่ในที่นี้ซื้อเสียงหรือเปล่า ทุกคนแทบจะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่าซื้อ ตัวเขาเองนี่แหละครับ ถามว่า อบต. เทศบาล อบจ. ที่ท่านเลือกเขา ซื้อเสียงไหม ทุกคนตะโกนแทบเป็นเสียงเดียวกันครับท่านประธาน ซื้อ ชัดเจนดังลั่นห้องประชุมมาก ประการต่อมาผมถามต่อไปว่าเมื่อเขาเป็น อบต. อบจ. เป็นเทศบาลแล้วโกงไหม ผมถามอย่างนี้นะครับขออภัย ทุกคนแทบจะตะโกนเป็นเสียงเดียวเหมือนกันว่าโกง คอร์รัปชัน ไม่ได้กล่าวหา ไม่ได้ใส่ร้ายเลยนะครับ ไล่ถามทีละแถวยังได้ อันนี้เป็นข้อมูล เชิงประจักษ์ตรงไปตรงมา แต่แน่นอนผมว่าทั้งประเทศต้องมี อบจ. อบต. เทศบาล ที่ดีหลายที่หลายแห่ง แต่เป็นที่ยอมรับกันว่าส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับท่านประธาน นี่คือเรื่องอันตราย เรื่องอื่นท่านพงศ์โพยมที่เคารพครับ ผมเองไม่ค่อยติดใจเท่าไร ไม่ว่าท่านจะยุบ ไม่ว่าท่านจะควบ ไม่ว่าท่านจะรวม ผมไม่ขัดข้อง นั่นก็เป็น กระบวนการหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะยุบ ควบ รวม ประการใดก็แล้วแต่ ถ้าตราบใดยังแก้ไข เรื่องการเข้ามาดำรงตำแหน่งด้วยวิธีการซื้อสิทธิขายเสียงไม่ได้ ท่านจะยุบ ควบ รวม ไปประการใดก็แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องดำเนินการเป็นประการแรก เร่งด่วน ในการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับท่านวิทยา แก้วภราดัย และคิดว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ทำเรื่องนี้ไม่ได้ ทำเรื่องนี้ ไม่สำเร็จ และไม่เป็นมรรคเป็นผล ผมถือว่าการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะล้มเหลว อย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นถามว่าทำอย่างไร สิ่งที่จะต้องทำแน่นอนในปัญหาเบื้องต้นนั้นคือ แก้เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงให้ได้ แก้เรื่องการทุจริตต่อการเข้าดำรงตำแหน่งให้ได้ ที่ใช้คำว่า ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมตรงนี้ ทำให้คนดีมีที่ยืน ทำให้คนดีมีโอกาสบริหารท้องถิ่น ของตน ท่านประธานครับ ดังนั้นทั้ง กกต. ทั้งพวกเรา ทั้งรัฐบาล ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดของการปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสุมหัวทำกันอย่างจริงจัง ให้การเลือกตั้ง มันสุจริตให้ได้ กกต. ต้องเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ การเลือกตั้งในระบบแบบเดิม ๆ ทำงานกันแบบเดิม ๆ นั่งอยู่ที่ กกต. เป็น ๕ เสือแบบเดิม ๆ จังหวัดควบคุมการเลือกตั้ง แบบเดิม ๆ เลิก ขับเคลื่อนใหม่ ปฏิรูปใหม่ บางยุคบางสมัยเขาไปฝังเนื้อฝังตัว ดูแลการเลือกตั้งทำให้นักการเมืองเกรงกลัว หลังจากนั้นมาไม่เคยมีเลยครับท่านประธาน ดังนั้นผมว่าจะต้องปฏิรูปกลไกทั้งตัวบทกฎหมาย กระบวนการ วิธีการ รวมทั้งสรรพกำลัง ทั้งหมด ให้การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศนี้ให้มันดีได้สัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็น บุญหัวของประเทศนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำนอกจากสร้างกลไก ตัวบทกฎหมายประสานกันทุกภาคส่วนดังที่ผมกราบเรียนซึ่งพวกเราคงจะต้องขับเคลื่อนกัน ต่อไปนั้น แต่ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำครับท่านประธานผ่านไปยังท่านพงศ์โพยม และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาลนี้ละครับ ผมว่าในระยะเวลา ๑ ปีต่อไปนี้จะต้องมีการรณรงค์กัน อย่างจริงจังเข้มแข็งทุกลูก ทุกเม็ด ทุกดอกเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งให้มันสุจริตให้ได้ ท่านประธานก็คงจะเคยเห็นเรื่องการสูบบุหรี่ มีท่านปลัดกระทรวงนั่งอยู่ในนี้ท่านเคยรณรงค์ เมื่อก่อนคนสูบบุหรี่ ท่านประธาน เดี๋ยวนี้เขารณรงค์กันจนคนจะสูบบุหรี่หาที่ยืนในบ้านนี้ เมืองนี้ลำบากแล้วครับท่านประธาน นั่นแปลว่าการรณรงค์มันเกิดผล ผมยังไม่เคยเห็น มีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงทุจริตการเลือกตั้งแบบจริงจังเหมือนเรื่องบุหรี่ เหมือนเรื่องเหล้าอะไรสักทีหนึ่งท่านประธาน ต้องรณรงค์กันแบบจริงจังเป็นปีให้คนรังเกียจ ว่าการซื้อสิทธิขายเสียงมันเป็นเรื่องเลวร้าย มันไม่น่ารับได้ การรับนั้นถือว่าเป็นเรื่องผิด ที่ยิ่งใหญ่ มันต้องรณรงค์กันแบบจริงจังครับท่านประธาน ท่านประธานเคยเห็นไหม ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่มีการเลือกตั้งเคยมีการรณรงค์แบบนี้ไหม ผมว่ารัฐบาลชุดนี้ทำได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่าไปหวัง ถ้าเป็นไปได้ผมว่าออดนี่ ท่านประธานถ้าเป็นไปได้ บางทีมันทำให้สะดุด ท่านประธานเตือนเอาก็แล้วกันเสียงจะไม่สะดุด คุณวันชัย ใกล้หมดเวลาแล้วมันดูดี แต่พอคุณเตือนด้วยออด ผมว่าถ้าเป็นไปได้เลิกสักที ผมว่านะครับ บางทีมันทำให้เสียอารมณ์เหมือนกันครับ
ดิฉันให้คุณวันชัยอีก ๕ นาทีค่ะ
ท่านประธานครับ นี่เริ่มใหม่เลยนะครับ มันกำลัง จะไปเลยนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการรณรงค์ ท่านประธานครับ เราต้อง เริ่มกันจริงจังซึ่งมันเป็นบริบทแรกก่อนแก้ตัวบทกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น และเป็นเรื่องแรกของ ก่อนการปฏิบัติ ผมอยากให้ทำครับ ท่านประธานครับ รณรงค์จนกระทั่งชาวบ้านมีความรู้สึก ว่าเรื่องนี้ทำแล้วเราแย่นะ บางประเทศผมเคยไปไปดูงานเรื่องพวกนี้ เขางงมากครับว่าสิทธิ นี่มันขายกันได้หรือ เสียงนี่มันขายได้อย่างไร แต่บ้านเรามองเป็นเรื่องปกติเลยครับ ผมอยาก ให้มันเกิดขึ้นเหมือนเรื่องการไม่สูบบุหรี่ครับท่านประธานว่าถ้าซื้อสิทธิขายเสียงเมื่อไรนี่เลว ชั่วมาก และใครก็ตามที่มันมาจากการซื้อสิทธิขายเสียง มาจากการทุจริต รวมทั้งทุจริตโกงกิน ถนนหนทางคอร์รัปชันต้องให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่ารังเกียจ อย่าเชิญมันมาคล้องพวงมาลัย ลูกสาวแต่งงาน เป็นเสนียดอย่าเชิญมา งานบุญ งานบวช งานผ้าป่า กฐิน พวกนี้มันเป็น ตัวเสนียดของสังคม มันต้องรณรงค์กันแบบนั้นเลยครับท่านประธาน ให้เห็นว่าท่านรวย มาจากการทุจริต เป็นนายกที่มาจากการทุจริต ต้องไม่ให้เกียรติ ผมว่านี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาล ชุดนี้สามารถทำได้ ผมไม่เคยหวังว่าเรื่องแบบนี้จะทำขึ้นได้ในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่พึงกระทำซึ่งถามว่าฮาวทู (How-to) อยู่ตรงไหน อยู่ตรงนี้แหละครับท่านประธาน เริ่มจากการรณรงค์ ๑ ปีนับแต่นี้เป็นต้นไปให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ทั้งท้องถิ่นและ ทั่วประเทศรังเกียจต่อการทุจริตคอร์รัปชัน รังเกียจต่อการซื้อสิทธิขายเสียง แค่นี้แหละครับ ผมเชื่อว่าแก้การเลือกตั้งและแก้ปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมได้มากพอสมควรแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะท่านวันชัย ดิฉันฟังท่านเพลิน หรือจะขอเวลาต่อก็ให้นะคะ มีท่านไหนจะอภิปรายอีกไหมคะ จะไม่มีหรือคะเรื่องท้องถิ่น คือเรื่องท้องถิ่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชน ถ้าหากประชาชนไม่เข้มแข็งและประชาชนไม่รังเกียจการทุจริต การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนี่ยิ่งนับวันยิ่งทำก็เหมือนเอาเงินไปละลายในน้ำหายไปหมด สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็งและเป็นผู้สอดส่องดูแลนะคะ ดิฉันเห็นด้วยเลย กับการที่จะต้องรณรงค์ให้เลิกทุจริต ดิฉันอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ เราได้มีการรณรงค์แล้ว แต่เป้าหมายเรานี่อนุกรรมการไปลงที่เด็ก บอกว่าโตไปไม่โกง ขณะนี้ถ้าท่านเปิดทีวี (TV) ท่านจะเริ่มเห็นทีวีมีสปอต (Spot) รณรงค์ โตไปไม่โกงนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะนำกลับไปบอกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ต้องไม่โกงด้วย โตแล้ว ก็ไม่โกง ไม่ใช่โตไปไม่โกงนะคะ แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของอย่างที่เมื่อวาน ได้กราบเรียนแล้วว่าเรื่องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นนี่ ก็คือเรื่องคุณภาพ ศักยภาพของท้องถิ่น ที่จะรับการถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ไปมีไม่เท่ากัน ทั้ง ๗,๘๕๓ แห่งนี่มีศักยภาพไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการถ่ายโอนอะไรก็ดีก็จะต้องทำตามความพร้อมแล้วก็ค่อย ๆ หมายความว่า ส่วนที่ยังไม่พร้อมนี่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล การถ่ายโอนโดยที่แม้บางแห่งนะคะ ด้วยความเคารพท่านพงศ์โพยม จะมีการควบรวมแล้วนี่ก็ยังมีความที่ว่าไม่แข็งแรง ไม่แข็งแรงพอที่จะรับการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ทั้งหมดที่เป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นได้นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้จุดแรกคือประชาชน จุดที่ ๒ คือท้องถิ่นเอง แล้วก็จุดที่ ๓ ก็ที่ทุกท่านพูดมานี่ ดิฉันเห็นด้วยอย่างที่สุดคือการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าเข้ามาโดยไม่สุจริตแล้วนี่ ก็จะทำให้เกิดวงจรที่เป็นอยู่อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ค่ะ จะมีท่านสมาชิกท่านใดที่จะอภิปรายใน ด้านการปกครองท้องถิ่นอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีดิฉันจะขออนุญาตให้ท่านพงศ์โพยมกรุณาสะท้อนความคิดเห็น จากที่ท่านได้ฟังท่านสมาชิกอภิปรายกันมาแล้วทั้งหมดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
กราบขอบคุณท่านประธาน สปท. แล้วก็บรรดา สมาชิก สปท. ทุกท่านที่ได้ให้เกียรติพาร์ทิซิเพต (Participate) ในเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ค่อนข้างกว้างขวางใช้เวลามาก แสดงว่าท่านได้ให้ความสนใจ ผมดีใจที่เห็นว่า แทบทุกท่านได้เห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองตนเอง แล้วก็มีข้อห่วงใย ซึ่งเป็นความจริงนั้น ผมเองก็คงหมดหน้าที่แล้ว ก็หวังว่าทาง สปท. นี้จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งดี ๆ ที่ สปช. ได้เสนอแนะแล้วก็เพิ่มเติมในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับท่าน สปท. สั้น ๆ ครับ คงใช้เวลาไม่นาน เรื่องแรกเรื่อง กทม. ต้องยอมรับว่าระยะเวลา ๑๑ เดือนของเรานี้ไม่พอที่จะก้าวไปถึง กทม. และเมืองพัทยา กทม. นี่ผมเป็นคนเกิดกรุงเทพฯ ผมก็ไม่ได้พอใจอะไรกับโครงสร้าง ระบบงานของ กทม. เลย แล้วก็เราไม่ได้ถือเป็นไอดอล (Idol) ไม่ได้ถือเป็นแบบอย่างเลย ต้องขอโทษท่านนินนาทว่ามันไม่ได้เรื่องจริง ๆ แต่ว่าไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะแค่รูปแบบทั่วไปนี่เราก็ใช้เวลาไปมากแล้วนะครับ แล้วก็ระยะเวลาสั้นเกินกว่าที่จะศึกษาได้ทุกเรื่อง ก็ฝาก สปท. ไว้ก็แล้วกัน เรื่องที่ ๒ เรื่องอำนาจของพลเมือง การมีส่วนร่วม อันนี้เราเน้นเลย แต่ว่ามันก็ยังไม่ตกผลึกในช่วงของ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ เราคุยกันเรื่องของ สมัชชาพลเมืองว่าจะเป็นสภาดี หรือจะเป็นสมัชชาดี หรือจะเป็นแค่เวที แล้วก็เราพูดไปถึง สภาตรวจสอบด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนหลังก็ตัดออกอะไรพวกนี้ แต่ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ สิ่งสำคัญ คือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของพลเมือง ก็คือว่าเราไม่อยากเห็นเวทีพลเมืองหรือเวทีประชาชน ที่จะมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่เป็นโครงสร้างที่เป็นองค์กรที่เป็นรูปแบบ มีกฎหมายเหมือนอย่างสภาองค์กรชุมชน ผมเองอยู่ใน สนช. เมื่อครั้งออกกฎหมาย สภาองค์กรชุมชน ผมเป็นคนอภิปรายไม่เห็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าในซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ผมคิดว่าอำนาจของประชาชนที่ไม่มีรูปแบบนั้นมีความยืดหยุ่นแล้วก็มีพลัง มากกว่าองค์กรที่เป็นทางการ ผมได้เตือนแล้วว่าอย่าตั้งเลย เราหาทางส่งเสริมองค์กรชุมชน ในลักษณะที่ไม่มีรูปแบบดีกว่าไหม ยืดหยุ่น มีพลัง ถ้าเป็นหนังจีนหรืออะไรก็แบบเป็น กำลังภายในจริง ๆ เด็กวัยรุ่น ๑๔-๑๕ ปีรวมกลุ่มกันอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง พอเป็น สภาองค์กรชุมชนเขาบอกว่าอายุ ๑๘ ปีอย่างนี้มันก็เข้าไปไม่ได้แล้ว แล้วท่านต้องเข้าใจ นิสัยคนไทย ถ้าเขาอินคลูซีฟ (Inclusive) คือหมายความว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วเขาจะ ไม่มานะครับ ไม่มา เออ เอ็งเป็นก็เป็นไป ดังนั้นเราอยากเห็นเวทีประชาชนที่เกี่ยวกับ การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบของท้องถิ่นนั้นเป็นเวทีหลวม ๆ ใครทุกคนในท้องถิ่นนั้น เป็นสมาชิกของเวทีนี้หมด แต่อาจจะมีการออกกฎหมาย ตั้งแกนหรือออร์แกไนเซอร์ (Organizer) ขึ้นมา ๕ คน ๑๐ คนสำหรับจัดเวทีนี้ แต่ไม่ใช่สมาชิกถาวรชี้เป็นชี้ตายของเวที เพราะฉะนั้นเมื่อจัดแล้วใครเข้ามาทุกคนก็เป็นสมาชิก เป็นพลังประชาชนหมด อย่างนี้ ผมก็ขออนุญาตเสนอแนะไว้ว่าทาง สปช. เห็นว่าฮาร์ดเพาเวอร์ (Hard power) สู้ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ไม่ได้ ก็ฝากในการพิจารณาของท่าน เรื่องที่มาของ นักการเมืองที่จะต้องเป็นคนดีอะไรนี่นะครับ ผมเชื่อว่าก็คงต้องดูระดับชาติว่าร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่นี่กำหนดออกมาอย่างไร ผมเชื่อว่าก็คงจะนำมาใช้กับนักการเมืองท้องถิ่น ฉะนั้น ถ้าระดับชาติแก้ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินสติปัญญา เรื่องของท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรืออะไรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนี่ก็น่าจะแก้ไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นเราก็ถกเถียงกันเรื่องว่า จะต้องมีบทลงโทษคนขายเสียงไหมใช่ไหมครับ อะไรพวกนี้ จะต้องมีการล่อซื้อไหม จะต้องมี การฝังตัวอะไรที่บางท่านพูดอะไรไหม ผมคิดว่าโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยติดคุกสัก ๗ วัน ๑๕ วันนี่มันไม่มีใครอยากหรอกครับ แต่ว่านิสัยคนไทยเรื่องเห็นแก่เล็กแก่น้อย เรื่องเงินทองนี่ ผมเพิ่งอ่านในการสำรวจของฝรั่งนะครับ เขาบอกว่าคนไทยนี่ดีทุกอย่างเลย เรื่อง การท่องเที่ยว แต่ที่ไม่ดีคือติดนิสัยขี้โกงครับ โกงค่าโดยสาร โกงขายของที่ระลึกอะไรพวกนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรเหมือนกัน มันก็คงเป็นภาพใหญ่ มันเป็นเรื่องของสังคมโดยรวม เรื่องการศึกษา เรื่องครอบครัว เรื่องการฝังจิตสำนึกพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแล้วก็ทาง สปท. ช่วยกันหาทางออกแบบ ซึ่งการออกแบบองค์กรให้เหมาะสม มีความโปร่งใส ผมคิดว่าไม่ยาก แล้วก็เติมพลังประชาชน การตรวจสอบ การเข้าถึงข้อมูล ลองหลับตานึกภาพว่าถ้าตึกแห่งนี้ สภาแห่งนี้เป็นกระจกหมด เห็นหมดใครทำอะไร มันก็คงโกงยากขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าเราจะสกัดกั้นคนขี้โกงได้เพราะมันอยู่ในใจ แต่ว่าเราออกแบบองค์กรว่าคนขี้โกงหรือคนไม่ดีเข้ามาในองค์กรแล้วโดนจับได้ง่าย มันก็อาจจะช่วยได้ ผมก็ฝากไว้ ผมเชื่อว่าสังคมเปลี่ยนได้ครับ ประเทศเกาหลีใต้ครั้งหนึ่ง ก็มีขี้โกงอะไรแบบบ้านเรานี่แหละ แต่ตอนนี้ผมยืนยันได้ว่าประชาชนเกาหลีรับไม่ได้กับ การทุจริตคอร์รัปชัน ประเทศจีนกำลังทำ บางอย่างซึ่งเราไม่เชื่อคือเรื่องของความสกปรก รกเลอะเทอะ คนมารวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนคน กระดาษเต็มไปหมดผมเคยเห็นครับ การรวมตัวของคนเกือบแสนคนเลิกงานแล้วไม่มีเศษกระดาษอยู่เลยครับ มันทำได้ เมื่อถึงจุดที่มันจะต้องทำ ขณะนี้ก็มีคนเริ่มเลิกกีฬาแล้วก็เก็บขยะอะไรอย่างนี้ พวกนี้มันจะ เกิดขึ้น ถ้าท่านสังเกตเห็นขณะนี้คนที่อนุสาวรีย์หรือตามป้ายรถเมล์ที่ขึ้นรถตู้เข้าแถวกัน ซึ่งผมเองก็เพิ่งสังเกตก็แปลกใจแล้วก็ดีใจ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีศรัทธาในเรื่องพวกนี้เราจะ แก้ไขได้ แล้วก็สุดท้ายก็คือเรื่องของโรงเรียนประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมฝึกเอาการปกครองท้องถิ่นหรืออำนาจของชุมชนที่จะเข้าไปร่วมงาน กับท้องถิ่นเป็นโรงเรียนสอนประชาธิปไตย เขาจะเรียนรู้วิธีการเลือกนักการเมือง ตัวแทน แล้วก็วิธีควบคุมตรวจสอบ มันต้องฝึกครับ นี่เราไม่ได้ฝึกเลย เรากากบาททีหนึ่ง ๔ ปี เจอกันทีหนึ่ง เราไม่มีกระบวนการที่จะให้ประชาชนแอกเซส (Access) เข้าไปในข้อมูล ข่าวสาร และต่อไปนี้ผู้บริหารท้องถิ่นเมื่อได้รับเลือกตั้งมีสเตทเมนต์ (Statement) ไหม สัญญาเลย คุณจะต้องประกาศสัญญาประชาคมว่า ๔ ปีคุณจะทำอะไร แล้วทุกปีคุณจะต้อง รายงานประชาชนว่าคุณทำอะไรสำเร็จ อะไรไม่สำเร็จ ขอความช่วยเหลือจากประชาชน อย่างไร อะไรพวกนี้ รวมทั้งการเรตติง (Rating) แรงกิง (Ranking) ให้มีสถาบัน เช่นสถาบันพระปกเกล้าไปเรตติง (Rating) ไปแรงกิง (Ranking) ให้ประชาชนรู้ว่า คุณสอบตกอะไร คุณอยู่ลำดับที่เท่าไรของท้องถิ่นในจังหวัด อะไรพวกนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกินวิสัย ที่เราจะออกแบบองค์กรพวกนี้ได้ สุดท้ายจริง ๆ ผมขออนุญาตบังอาจเสนอแนะ สปท. ว่า ถ้าหากท่านอยากพบความสำเร็จในการปฏิรูปท่านต้องทำงานร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม ความผิดพลาดของ สปช. อย่างหนึ่งที่เห็นก็คือว่า สปช. ทำงานโดดเดี่ยว ถึงแม้ว่าจะมี การเชิญกระทรวง ทบวง กรมมาให้ข้อมูล ให้ความคิดเห็น แต่มันไม่ใช่การทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอแนะผ่านท่านประธานไปว่าอยากเห็น สปท. เมื่อได้ ข้อสรุปอะไรแล้วก็ทำอย่างไรอาจจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี หรือ คสช. ว่าให้มัน มีกระบวนการที่เป็นทางการจริง ๆ เข้ามา ไม่ใช่แค่เชิญมาครั้งคราว เพราะว่าอะไรครับ ท่านทั้งหลายที่เป็นข้าราชการอยู่เคยเป็นข้าราชการก็จะรู้ว่ากระทรวง ทบวง กรม เขาก็คิดว่า เขาเก่ง เขารู้ดี คนอื่นจะมารู้ดีกว่าเขาได้อย่างไร ถึงแม้จะเป็นอดีตอะไรก็ตาม หรือแม้จะเป็น นักวิชาการ ดอกเตอร์อะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้า สปท. อยากประสบความสำเร็จ ไม่อยากล้มเหลวในบางส่วนเหมือนกับ สปช. ก็คือการทำงานร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็มีสายสัมพันธ์กับ ครม. ที่ใกล้ชิดว่าเราทำอะไรกัน ก็น่าจะประสบความสำเร็จ ได้ดีกว่าครับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านพงศ์โพยมค่ะ ก็เป็นอันว่าบัดนี้เราได้มีการอภิปรายกันในเรื่อง การปฏิรูปประเทศทางด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นเรียบร้อยแล้วนะคะ ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหลายจะได้ถูกนำไปใช้ในคณะกรรมาธิการซึ่งจะตั้งขึ้นหลังจากร่างข้อบังคับเสร็จนะคะ เดี๋ยวดิฉันขออนุญาตดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
ถือว่าหมดระเบียบวาระการประชุมสำหรับวันนี้แล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ ขอปิดประชุมค่ะ