สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยมีข้อเสนอ ๕ เรื่อง รวมถึงการกระจายอำนาจให้ประชาชนในพื้นที่มีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองมากขึ้น

นายพงศ์โพยม วาศภูติ

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการบำนาญสังกัด กระทรวงมหาดไทย และในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอขอบพระคุณทางท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปท. ที่ได้ให้โอกาสทางกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สปช. ได้มานำเสนอข้อเสนอ ในการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่นในครั้งนี้ กระผมคงจะใช้เวลาไม่มากแต่อยากจะ กราบเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการของ สปช. นั้นได้จัดทำหนังสือซึ่งเพิ่งทำเสร็จก็ได้รวบรวม ข้อเสนอไว้เป็นหมวดหมู่ทั้งหมด แต่สำหรับที่ได้แจกท่านสมาชิก สปท. ในวันนี้จะเป็นเฉพาะ ข้อเสนอแบบสรุป ซึ่งถ้าท่านอ่านประมาณ ๒๒ หน้าก็จะมีความเข้าใจในเรื่องข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการชุดผมได้เป็นอย่างดีพอสมควร อยากจะกราบเรียนว่าผมไม่หนักใจ ในการที่จะนำเสนอก็เสนอในเรื่องของการปฏิรูปท้องถิ่น เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รู้จักและ คุ้นเคยกับการปกครองท้องถิ่นไทยมาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยบ้านของท่านคงต้อง อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง และอยากจะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อน สปท. ทุกท่านว่า ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สปช. นั้นได้ไปถึงมือ ครม. แล้ว แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวง ทบวง กรม ศึกษาเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้อง แต่ถ้าหากได้แรงผลักดันแล้วก็การดำเนินงานของ สปท. ให้เกิดมรรคเกิดผลในสิ่งที่ ท่านเห็นสมควรก็จะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผมอยากจะเรียนว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูปบ้านเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ หรือ ๑๒๐ กว่าปีมาแล้ว ก็ทำให้เกิดกระทรวง ทบวง กรม มณฑล จังหวัด อำเภอ บ้านเมืองก็เป็นปึกแผ่นมากขึ้น แต่หลายท่านอาจจะไม่รู้ว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ นั้นขณะที่ท่านปฏิรูประบบราชการ ของไทยท่านก็ได้ให้กำเนิดการปกครองท้องถิ่นในเวลาใกล้เคียงกันด้วย กล่าวคือมีการออก พระราชกำหนดสุขาภิบาลขึ้นมาในปี ๒๔๔๐ แล้วก็เกิดสุขาภิบาลท่าฉลอมขึ้น เราถือว่าเป็น กำเนิดของการปกครองท้องถิ่นไทยนับตั้งแต่บัดนั้นเมื่อปี ๒๔๔๘ ขณะนี้ก็ครบ ๑๑๐ ปี ฉะนั้นการปกครองท้องถิ่นไทยนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการบริหารบ้านเมือง แต่เป็นสิ่งที่ ได้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ หรือหลังจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเพียงเล็กน้อย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงปีเดียวก็ได้มีการออกระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับแรก แบ่งส่วนราชการออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นชัดเจน อยากจะเรียนว่าการปกครองท้องถิ่นนั้นถ้าท่านดูให้ดีจะเห็นได้ว่ามีความใกล้ชิดกับประชาชน อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินงานของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าวิวัฒนาการของท้องถิ่น ๑๑๐ ปีนั้นก็เป็นไปด้วยความเชื่องช้า เมื่อเทียบกับการดำเนินงานของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซึ่งก็มีความเป็นปึกแผ่น มีผู้คน มีข้าราชการเก่ง ๆ ที่รับใช้บ้านเมือง ในขณะที่ท้องถิ่นก็ยัง ผมใช้คำว่า กวาดถนน ขุดคู ปูฟุตปาธ (Footpath) อยู่ ก็ยังมีบทบาทไม่มาก จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วก็มีการออกพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็ทำให้ท้องถิ่นก็ดูกระชุ่มกระชวยขึ้น แล้วก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ข้อเสนอ สำคัญ ผมก็คงจะไปอย่างเร็ว ๆ เพราะว่ารายละเอียดอยู่ในเอกสารสรุปไว้หมดแล้ว แล้วเราก็ เตรียมไว้ที่จะมอบให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปท. ที่ ผมยังไม่แน่ใจว่าจะออกมา เป็นกรรมาธิการหรือไม่ ก็ได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้ว แล้วก็เดี๋ยวจะขอมอบให้ท่านประธาน รองประธานทุกท่านด้วย ข้อเสนอสำคัญมีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ ๑ หลักการปกครองตนเองหรือกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาของ การกระจายอำนาจนั่นเอง ท่านอาจารย์ทินพันธุ์ นาคะตะ ก็เคยสอนผมเรื่องเกี่ยวกับ การกระจายอำนาจ ฉะนั้นหลักก็คือว่ามันอยู่ที่ไมด์เซต (Mindset) หรือแอตติจูด (Attitude) คือทัศนคติว่าเราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้บริหารจัดการตนเองมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมว่าการปกครองตนเองหรือการกระจายอำนาจมันเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง บ้านเมืองแทบทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมก็มีการกระจาย อำนาจ อย่างประเทศจีนมณฑลต่าง ๆ เขาก็มีอำนาจมาก ดังนั้นมันเป็นความท้าทาย เหมือนกันว่าเราจะคิดอย่างไร เรื่องเกี่ยวกับการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะดูแลตนเอง แก้ไขปัญหาของตนเอง สนองความต้องการของตนเองในพื้นที่ได้ ยอมรับว่าประเทศไทยการรวมศูนย์อำนาจในปัจจุบันนี่นะครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ซึ่งก็พวกเดียวกันนี่มันเป็นแค่แบ่งอำนาจเท่านั้นเองก็มีคุณูปการกับชาติบ้านเมืองมา แต่ว่า ท่านประธานครับ เราคงต้องยอมรับว่าปัญหาและความต้องการของประชาชนในปัจจุบันนี้ มันมีมากมายหลากหลายแล้วก็แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การรวมศูนย์ การแก้ปัญหา โดยหนังสือสั่งการฉบับเดียวกันใช้ทั่วประเทศ ใช้ทุกจังหวัดมันอาจจะใช้ไม่ได้ หรือมีประสิทธิภาพน้อยในยุคปัจจุบัน ประกอบกับโลกแคบลง เมื่อวานนี้ทราบว่า อาจารย์สีลาภรณ์ก็มานำเสนอวิสัยทัศน์ในภาพกว้างแล้ว แล้วท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า โลกนี่แคบลง การแข่งขันสูงขึ้น เราต้องการให้รัฐบาลไปต่อสู้กับโลกซึ่งมันก็บีบรัดเราเข้ามา มากมาย แล้วก็ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายก็ต่อสู้ปัญหา ในระดับชาติ ส่วนปัญหาในระดับพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ การทำมาหากิน ความเป็นอยู่ ของประชาชนเราเปิดโอกาสให้รัฐบาลท้องถิ่นคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับ ภาคประชาสังคม เขาแก้ไขปัญหานี้จะได้หรือไม่ เพราะว่าผมเองก็เคยเป็นข้าราชการ ก็ทราบดีว่าก็มีฝ่ายการเมืองก็ดี ฝ่ายราชการประจำก็ดี ก็มีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือ ดูแลประชาชน ชี้นำในทางที่ถูกที่ควร แต่ท่านที่เคารพครับ ยิ่งเราช่วยเหลือมากเท่าไร แม้จะเป็นประโยชน์แต่ก็มันตามมาด้วยความอ่อนแอ ประชาชนก็อ่อนแอลงทุกวัน จะเห็นสภาพของความอ่อนแอนี้อยู่ทั่วไป ปลูกอะไรขายไม่ได้ก็ปิดถนน บังคับให้รัฐบาลซื้อ สิ่งเหล่านี้คิดว่าเราน่าจะต้องเปลี่ยนแปลง หาทางที่จะใช้พลังของคน ๖๐ กว่าล้านคน มาช่วยกันดูแลแก้ปัญหาของตัวเอง เปรียบเสมือนกับลูกหลานของเราเมื่ออายุมากขึ้นโตขึ้น ก็ให้เขาแต่งตัวเอง ไปโรงเรียนเอง ดูแลตัวเอง เราคงจะห่วงแต่คงจะไปทำให้ทุกอย่าง ไม่น่าจะเป็นผลดี ปัจจุบันนี้เรามีข้าราชการทุกประเภทอยู่ ๒,๗๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าทำไม เราไม่ใช้พลังของประชาชน ๓๐-๔๐ ล้านคนที่อยู่ในวัยแรงงาน หรือแม้แต่จะสูงวัยแต่ว่า ยังมีเรี่ยวแรงอยู่นี่มาช่วยกันดูแลชาติบ้านเมืองของเรา ดังนั้นมันเป็นความท้าทายว่า เราจะวางหลักการ จะมอบความไว้วางใจให้ประชาชนดูแลจัดการชีวิตตนเองได้มากน้อย แค่ไหน ปัญหาความเป็นอิสระ หลักออโตโนมี (Autonomy) เราควรจะเขียนอย่างไร ภายใต้เอกภาพแห่งความเป็นรัฐเดี่ยว ความชัดเจนของขอบเขตอำนาจหน้าที่ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสม เรื่องนี้คงจะต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะวางแนวทางเรื่องนี้ไว้อย่างไร แล้วก็ท่าน สปท. ก็อาจจะช่วยกันในการที่จะยกร่างกฎหมายลูกให้สอดคล้องกับแนวทางรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่นให้มีมรรคมีผลอันจะเป็นประโยชน์ใช้พลังของประชาชนทั่วประเทศ มาช่วยกันแก้ปัญหา นี่คือเรื่องแรกคือเรื่องของปรัชญาและหลักการที่จะต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่อไป เรื่องที่ ๒ ข้อเสนอด้านโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านทั้งหลายในเอกสารท้องถิ่นปัจจุบันมีทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง อันนั้นก็มีจำนวนมากมาย ที่แล้วมามีปัญหามันริจิด (Rigid) คือหมายความว่ามันแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น เทศบาลบนภูเขา เทศบาลริมทะเล เทศบาลริมแม่น้ำก็มีโครงสร้าง เหมือนกันหมด ทำอย่างไรถึงจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิมก็คงต้องไปปรับปรุงกฎหมาย กฎหมายจัดตั้งทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเขียนรวมกันเป็นประมวลกฎหมายท้องถิ่นฉบับเดียว หรือจะแยกกันแต่ว่าให้มันมีความทันสมัยแล้วก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เราเสนอ รูปแบบพิเศษกับรูปแบบทั่วไป รูปแบบพิเศษก็เต็มพื้นที่จังหวัด เป็นลักษณะของแอเรียแอพโพรช (Area approach) แล้วก็ ไม่เต็มพื้นที่จังหวัดก็เป็นลักษณะของฟังก์ชัน (Function) เช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อะไรอย่างนี้เป็นต้น รูปแบบทั่วไปเราเสนอให้มี ๒ ชั้น เรียกว่า ๒ เทียร์ส (2 tiers) คือระดับ จังหวัดเรียกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ล่างลงมาก็เป็นเทศบาล ปัจจุบันมี อบต. เราก็อยากให้ปรับปรุงยกฐานะ อบต. ทั้งหมดถ้าเป็นไปได้ให้เป็นเทศบาล ถ้ายังไม่เจริญ อาจจะเรียกเทศบาลชนบทหรืออะไรอย่างนี้เป็นต้น ระดับเทศบาลปัจจุบันมีเทศบาล นคร เมือง ตำบล เราอาจจะเสนอให้สร้างเทศบาลมหานครขึ้นมาได้ไหมอะไรพวกนี้นะครับ และที่สำคัญคือเรื่องของการควบรวม ปัจจุบัน ๗,๘๕๓ แห่ง เรียนท่านประธานและท่าน สปท. ได้เลยว่าช่วยตัวเองแทบจะไม่ได้ ประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ แห่งที่มีเงินรายได้ รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาทลงมา ท่านก็ทราบดีว่าส่วนใหญ่จะไปลง งบประจำหมดเหลืองบลงทุนที่คิดเองทำเอง ท่านครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ๑๐๐ ล้านบาท ก็มี ๑๐ ล้านบาท ถ้า ๒๐ ล้านบาทก็มี ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันแทบจะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการควบรวมให้น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมีความจำเป็นครับ ต้องอาศัยแรง ของท่าน สปท. ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้นมันต้อง มีการเปลี่ยนแปลงออกจากภายนอก เรื่องนี้ถ้าเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วมี ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ปัจจุบันนี้มีไม่ถึง ๑,๘๐๐ แห่ง ดังนั้นมันก็แอสซูม (Assume) ได้ว่าน่าจะมีประโยชน์นะกับการที่มันเล็กลง มีจำนวนน้อยลง ไม่ใช่เล็กลงครับ มีจำนวนน้อยลง แต่ใหญ่ขึ้นในการที่จะดูแลประชาชน สภาท้องถิ่นเราเสนอให้เป็น การเลือกตั้งทางตรง แต่เราก็สนใจว่ามันน่าจะมีเปิดช่องสำหรับการเลือกตั้งทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่น สภา อบจ. สภาข้างล่าง สภา อบต. สภาเทศบาล มันก็มีสภาตัวแทน ประชาชนอยู่แล้ว เราเลือกพวกนี้เข้ามาเป็นสภา อบจ. ทางอ้อมไหม ซึ่งเรื่องนี้ในคณะของผม ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาก็ยังตกลงกันไม่ได้เพราะว่าทาง อบจ. ไม่ยอม ทาง สปท. ก็อาจจะ ช่วยกรุณาพิจารณาเรื่องนี้ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เรื่องสำคัญมากแล้วเป็น เรื่องท้าทายมากก็คือปัจจุบันท้องถิ่น อบท. ๗,๘๕๓ แห่ง หาคนดูแลใกล้ชิดช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาของเขาได้ไม่มากครับ ปัจจุบันคนที่ดูแลท้องถิ่นอยู่ก็มีสำนักงานคณะกรรมการ การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ที่สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรีแล้วก็กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเป็นคนดูแลอยู่ แต่ถามว่าเขาดูแลดีไหม ดีครับ แต่ว่าพอไหม ไม่พอครับ ปัญหาต่าง ๆ ของ อบท. ที่มีปัญหา เรื่องระเบียบกับ สตง. เรื่องอะไรต่าง ๆ การทุจริต การอะไรนะครับ มันจำเป็นต้องมี กระบวนการ มีองค์กรที่คอยดำเนินการให้มันรวดเร็วกว่านี้ ท่านที่เคารพครับ ท้องถิ่นนี่ บรรพชาสามเณรฤดูร้อนไม่ได้ สตง. บอกว่าผิด ไม่ใช่หน้าที่ เป็นเรื่องของสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติซื้อยาฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับสัตวแพทย์ไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จัดติวเด็กนักเรียนเพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เรียกเงินคืน เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น สตง. ก็มีปัญหากับเรามาก สตง. แต่เดิมนั้นตรวจทางบัญชี ตอนหลังมาตรวจทางระเบียบ แล้วก็ตีความว่าใครก็ตาม ที่ทำผิดระเบียบมีแนวโน้มจะทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ท่านก็รู้ว่าเรื่องการตีความกฎหมายมันทำได้ทั้งอย่างแคบและอย่างกว้าง เราเสนอ ให้มีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ ซึ่งคณะอาจารย์บวรศักดิ์ก็ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตกไปว่าเป็นคณะกรรมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติ ทำไมเราถึงเสนอเรื่องสภาเพราะว่า เราก็ไม่อยากให้นักการเมืองมามากมาเป็นประธาน อันนี้เพราะว่าถ้าเป็นสภาอาจจะเป็น บุคคลอื่นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามันจำเป็นที่นักการเมืองจะต้องมาคุม เราก็ยอมรับได้ มีหลายท่านที่นอกกรรมาธิการชุดผมเสนอให้มีกระทรวงบริหารท้องถิ่นขึ้นมา อันนี้ท่าน สปท. ก็อาจจะกรุณาพิจารณาดูถึงความเหมาะสมต่าง ๆ เรื่องที่ ๓ ข้อเสนอด้านการกำกับ ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น การกำกับดูแลนั้น เราไม่ปฏิเสธการกำกับดูแลของรัฐและองค์กรอิสระ แต่ว่าควรจะกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น ปัจจุบันรัฐคุมชิด เป็นไปได้ไหมรัฐคุมห่างออกมาแล้วก็ให้ประชาชนซึ่งเขาเป็นเจ้าของ เป็นคนเลือกเข้าไปเพื่อจะคุมให้ชิดแทนรัฐ เราเสนอให้มีมาตรฐานกลาง ถ้าในกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขจะมอบภารกิจอะไรไป กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะมอบภารกิจให้ท้องถิ่น มอบไปโดยมีมาตรฐานกลางคอยกำกับแทนการกำกับ ควบคุมจากรายละเอียดเสนอให้มีระบบตุลาการแทนอำนาจบริหารในการถอดถอนหรือ ยุบสภาท้องถิ่น ยกเว้นกรณีคุ้มครองฉุกเฉิน เพราะว่าท้องถิ่นมาจากประชาชนถ้าจะมี อันล้มหายตายจากก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เราเสนอให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ เสนอการตรวจสอบ เสนอการถอดถอนได้ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราเสนอให้มีการเปิดเวทีประชาคมหรือเวทีสมัชชาพลเมือง ให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบถ่วงดุลกับภาคการเมืองที่เป็นนักบริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น เราอยากเห็น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนง่ายขึ้น ไม่ต้องไปขอดู สัญญาทุกสัญญามันควรจะ ลงอยู่ในเน็ต (Net) ชาวบ้านไปเปิดดูได้จะได้รู้ว่าฟุตปาธ (Footpath) ที่ปูอยู่หน้าบ้านเรา ขณะนี้รูปแบบรายการโดยคร่าว ๆ มันเป็นอะไร แล้วจะได้ช่วยกันตรวจสอบควบคุมดูแล ท้องถิ่นของเขา ไม่ต้องให้นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาคอยดูอย่างเดียว ผมเรียนได้เลยว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับ เพราะว่าแค่งานของทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ก็เต็มมืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็แตะ ๆ ไว้ ไม่ได้มีมรรคผลอะไรในการตรวจสอบ ยกเว้นแต่มันมี เรื่องใหญ่ขึ้นมาเช่นสอบทุจริตอะไรอย่างนี้ สอบเข้าแล้วก็เกิดทุจริต ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ในการให้อิสระหรือการปกครองตนเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือการตรวจสอบควบคุม โดยประชาชนไม่ใช่ราชการ แต่ราชการก็ยังคงต้องอยู่ แต่ว่าอยู่แบบกำกับดูแลจริง ๆ ไม่ใช่การควบคุม ปัจจุบันนี้มันเป็นลักษณะของการควบคุม เรื่องที่ ๔ ข้อเสนอด้านการเงิน การคลัง ปัจจุบันนี้ท้องถิ่นมีรายได้จาก ๔ แหล่ง จัดเก็บเองประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐจัดเก็บแล้วก็ส่งให้ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ รัฐแบ่งเพิ่มคือหมายความว่ารัฐใจดีก็แบ่งเพิ่มให้ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เงินอุดหนุนอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านที่เคารพครับ ท่านประธาน และสมาชิก สปท. ครับ งบประมาณของท้องถิ่นเป็นเงินมิใช่น้อย ในงบปี ๒๕๕๘ ๖๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบปี ๒๕๕๙ ๖๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่ากับ ๒๘.๒๑ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นมากกว่านี้ครับ งบประมาณที่ควรจะต้องสัมพันธ์ งบประมาณนี่มันจะต้องสัมพันธ์กับภารกิจ เราเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภาษี อากร ค่าธรรมเนียมท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เพิ่มความโปร่งใสและ ธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่าย รักษาวินัยและดุลการคลัง ระบบงบประมาณ ของท้องถิ่นนี้มันจะต้องไปสัมพันธ์กับระบบงบประมาณของประเทศซึ่งทาง สปช. ก็เสนอให้ มีการเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเดิมเน้นทางด้านฟังก์ชัน (Function) กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เป็นผู้ของบประมาณขึ้นไป เราเสนอให้มีแอเรียแอพโพรช หรือแอเรียเบส (Area based) ก็คือว่างบประมาณที่เน้นพื้นที่ซึ่งมันจะไปสัมพันธ์กันกับ งบของท้องถิ่น การเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นอันนี้สำคัญนะครับ เราเสนอให้มีการกำหนดภาษี จัดเก็บเองประเภทใหม่ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ๒. เราเสนอให้มีการแบ่งรายได้ภาษี ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ๓. เราเสนอให้มีการเพิ่มส่วนแบ่ง ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือวีเอที (VAT) จากตอนนี้ ๐.๗ ก็เป็น ๒.๑ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ข้อ ๔ คือเราเสนอให้มีการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ภาษีที่จัดสรรให้ อบท. มากขึ้น คือเรื่องเงินตราบใดที่รัฐบาลยังคุมเงินอยู่ก็ยังสามารถกำกับดูแลท้องถิ่นได้นะครับ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของคนที่จะต้องขอเงินจากพ่อแม่ เราก็อยากเห็นลูกเติบโตขึ้น แล้วก็หาเงินเอง ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าท้องถิ่นจัดเก็บเองแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เองนะครับ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นท้องถิ่นเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นก็ต้องหาทางให้เขาจัดเก็บเพิ่ม ข้อสุดท้ายครับ ข้อเสนอด้านการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ท่านที่เคารพครับ การเมือง ฝ่ายการเมืองคือผู้บริหารและสภา ๑๕๐,๐๐๐ คน พนักงานหรือข้าราชการประจำ ๑๗๐,๐๐๐ คน ลูกจ้าง ๒๐,๐๐๐ คน พนักงานจ้างอีก ๒๑๐,๐๐๐ คน รวมแล้ว ๕๕๐,๐๐๐ คน ครูที่เราว่าเป็นข้าราชการที่มากที่สุดผมก็ไม่แน่ใจว่าถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนไหม แต่ท้องถิ่นครับ ๕๕๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นมันเป็นระบบการบริหารงานบุคคลที่ใหญ่โตมาก ปัจจุบันนี้ มีปัญหาสารพัดเพราะว่านอกจาก กทม. และเมืองพัทยาแล้วการบริหารงานบุคคลนี้แยกจากกัน พนักงานเทศบาล ข้าราชการ อบจ. พนักงาน อบต. มันแยกกฎหมายคนละฉบับ คนละประเภทกัน ดังนั้นโยกย้ายเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้เว้นแต่ต้องไปขอซึ่งก็ยากที่เขาจะรับ เพราะว่าท้องถิ่นแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคล ดังนั้นเราจะเห็นปลัด อบต. เดินหลับตาออกจาก บ้านไปที่ทำงาน แล้วก็หลับตาสั่งงานเพราะเขาอยู่มา ๑๐ ปีแล้วยังไม่ได้ย้ายไปไหนเลย ไม่ได้ย้ายด้วยแล้วไม่มีใครเอา เพราะฉะนั้นมันเป็นการบริหารงานบุคคลที่ท้อแท้สิ้นหวัง แล้วก็ไม่มีอนาคต ท่านลองคิดดูนะครับ เราเอาคนที่รับผิดชอบชาวบ้านที่ไม่มีอนาคตมาอยู่ ทำงานมันจะเหลืออะไรครับ เพราะฉะนั้นเมื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเจอพนักงาน ข้าราชการฝ่ายประจำที่ท้อแท้ก็ผสมโรงกันสวยเลย มันก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ดังนั้น เรามีความเชื่อว่าถ้าระบบราชการประจำดี ผู้บริหารท้องถิ่นก็มีระบบที่รองรับได้ดี แล้วก็สามารถจะยังประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ฉะนั้นเราเสนอให้มีการรวม ก คือเอาคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นนี่มารวมกันให้หมด ยกเว้นแต่แบบพิเศษ เช่น กทม. หรือเมืองพัทยา รีบออกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... เลยครับ สปท. สามารถทำเรื่องนี้แล้วเป็นคุณูปการแล้วก็ไม่กระทบกระเทือนใครเลย ไม่กระทบกระเทือนกระทรวงมหาดไทย ไม่กระทบกระเทือนรัฐบาล แต่จะทำให้ ระบบบริหารงานบุคคลมันเข้าที่เข้าทางสักทีหนึ่งนี่เป็นเรื่องที่ท่านทำได้ทันที แล้วก็ ไม่กระทบอะไรนะครับ เพราะฉะนั้น เราอยากเห็นระบบการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ใช้ระบบเมอริตซิสเตม (Merit System) มีเรื่องของสมรรถนะ คอมพิเทนซี (Competency) มีความยืดหยุ่น ในแต่ละพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่จำเป็นจะต้องเหมือนจังหวัดระนอง ไม่จำเป็นจะต้อง เหมือนจังหวัดภูเก็ต แล้วก็อยากเห็นประชาชนมีส่วนร่วมครับ ท่านประธานครับ ก็เป็นข้อเสนอโดยภาพรวมทั้งหมด ๕ เรื่องด้วยกัน ผมอยากจะสรุปว่าอย่างนี้ครับท่านว่า ความหวังในการปฏิรูปท้องถิ่นนั้นก็อยู่ที่ความจริงใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายครับ ทั้งทางฝ่าย ผู้มีอำนาจ ทางฝ่ายพวกเรา ทางฝ่ายกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ทางฝ่ายท้องถิ่นเองครับ เราหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีเรื่องของท้องถิ่นที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้วก็ ทำให้ประเทศชาติสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยการใช้พลังของท้องถิ่นให้มากกว่าเดิม เราหวังว่ากฎหมายลูกจะรีบออกตามหลังรัฐธรรมนูญแล้วก็นำไปสู่สิ่งที่ดี ๆ สุดท้าย คือผมมีความเชื่อมั่นว่าถ้าเราปรับปรุงกลไกของชาติที่สำคัญแห่งนี้ก็คือเรื่องของการปกครอง ท้องถิ่นแล้ว โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมพลังของประชาชนเข้าไปก็น่าจะทำให้ประเทศชาติ ของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสมดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายการเมือง กระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ ในส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหลายที่จะก้าวไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ว่าถ่วงดุลกันไปถ่วงดุลกันมา ท่านประธานและ ท่านสมาชิก สปท. ครับ ผมก็คงจะขออนุญาตนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ รายละเอียด อยู่ในเล่มนี้แล้วก็เอกสารต่าง ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐสภาก็ได้เตรียมรองรับให้ท่านทั้งหมดอยู่แล้ว กราบขอบพระคุณครับ