สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือเรื่องการกระจายอำนาจและพื้นที่กลางของการปกครอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการผนึกกำลังของชุมชน ท้องถิ่น และบริหารท้องถิ่น เพื่อสร้างพลังของประชาชนและพัฒนาประเทศ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านอดีตประธานกรรมาธิการและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๕ ครับ เคยเป็นรองประธานสภาพัฒนาการเมืองครับ แล้วก็เคยเป็น อดีต สปช. นะครับ สำหรับประเด็นนี้ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเล็กน้อย ประการที่ ๑ ผมอยากเพิ่มเติมประเด็นคำว่ากระจายอำนาจนิดหนึ่ง คือต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงว่าหลักการสำคัญของการปกครองท้องถิ่นก็จะหนีไม่พ้นคำว่ากระจายอำนาจ แต่สาระสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ก็คือว่า จะทำอย่างไรการกระจายอำนาจมันลงไปถึงชุมชนท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ได้เพียงแค่ ที่บริหารท้องถิ่นเท่านั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนน่าจะเป็นสาระสำคัญของ การกระจายอำนาจ แล้วก็การปกครองท้องถิ่นที่มีคุณภาพมากที่สุด มากกว่าคำว่า การประชาคม จะทำอย่างไรถึงจะให้มีพื้นที่ทางการเมืองการปกครองของชุมชนท้องถิ่น ให้มากที่สุด ต้องยอมรับข้อเท็จจริงนะครับว่าปัจจุบันนี้ถ้ามองไปที่พื้นที่ระดับตำบลก็จะมี อบต. กับเทศบาล ปัจจุบันนี้มี พ.ร.บ. อยู่ ๓ พ.ร.บ. อยู่ในท้องถิ่นแห่งนั้น พ.ร.บ. ปกครอง ท้องที่ พ.ร.บ. ปกครองท้องถิ่น และอันสุดท้ายเป็น พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ถ้า ๓ พ.ร.บ. นี้ มาบูรณาการกันและสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากที่สุดพลังของท้องถิ่น จะมีความเข้มแข็ง ผมมีความเชื่อตัวหนึ่งว่าวิธีงบประมาณอย่างไรที่จะเติมจากข้างบนอย่างไร ก็เติมไม่เต็ม ถ้าสร้างพลังจากชุมชนข้างล่างที่มีฐานสำคัญที่เรียกว่าสภาองค์กรชุมชนที่มาจาก กลุ่มองค์กรต่าง ๆ มาผนึกกำลังท้องถิ่นแห่งนั้นจะมีศักยภาพมากขึ้นทั้งเชิงการบริหาร แล้วก็เชิงการพัฒนา วันนี้ถ้าก้าวไปถึงขั้นของการที่เปิดพื้นที่กลางให้กับภาคประชาสังคม เอาชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็ภาคประชาชนเข้ามาเป็นเวทีกลางร่วมกัน ท่านอดีตประธานกรรมาธิการได้พูดเมื่อกี้นิดหนึ่งว่าพื้นที่กลางตรงนี้อาจจะเรียกชื่อว่า สมัชชาพลเมืองก็ได้ หรือสภาพลเมืองก็ได้ พื้นที่กลางตรงนี้เป็นพื้นที่ในการกำหนดทิศทาง นโยบายแล้วก็ติดตามการทำงานของท้องถิ่นแห่งนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าฐานทรัพยากร ฐานทุน ฐานภูมิปัญญาของท้องถิ่นตรงนั้นมีจำนวนมหาศาล ทำอย่างไรถึงจะยกระดับคำว่า ท้องถิ่นที่มากกว่าการบริหารท้องถิ่นครอบคลุมไปถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด ในขณะเดียวกันรูปธรรมปัจจุบันในระดับจังหวัดเองก็มีทั้งหน่วยงานราชการที่มาจาก ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคบวกกับ อบจ. ที่เรียกว่าท้องถิ่น สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมืองเองก็มีพื้นที่ของภาคประชาชนในการโยงกัน ทั้งจังหวัดที่เรียกว่าที่ประชุมสภาองค์กรชุมชน ถ้าเกิดพื้นที่กลางของท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนมันเกิดพลังของประชาชนของคนทั้งจังหวัดนั้นกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทาง ร่วมกัน แล้วก็ระดมทุนจากข้างล่างร่วมกันจัดระบบทุนใหม่ทั้งทุนทางด้านทรัพยากร ทุนทางด้านบุคคล และทุนทางด้านที่เงินตรา พลังตรงนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับมหาศาล สาระสำคัญ ของการกระจายอำนาจนี่ผมอยากเติมเรื่องของพื้นที่กลางและการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนให้มากที่สุด ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะเพิ่มเติมจากท่านประธาน ได้นำเสนอเมื่อกี้ก็คือว่าเราจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ บริหารท้องที่ ผมเชื่อว่าบริหารท้องที่พูดถึงเรื่องของการปกครองสาระสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ส่วนของท้องถิ่นพูดถึงเรื่องของการบริหารท้องถิ่น ส่วนของชุมชนที่เรียกว่าสภาองค์กรชุมชน สมัชชาพลเมืองในอนาคตนี่ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับที่ตกไปนี่ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ให้ความสำคัญ ของเรื่องนี้เป็นประการสำคัญ จะทำอย่างไรถึงจะกำหนดทิศทางสำคัญร่วมกัน ชุมชน มีการรวมกลุ่มรวมองค์กร มีศักยภาพ มีรูปธรรม มีโมเดล (Model) เยอะแยะมากมาย ทำอย่างไรจะให้โมเดล (Model) เหล่านี้มันเป็นเรื่องของการเคลื่อนการพัฒนาซึ่งชัดเจนก็คือว่า แต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดภูมินิเวศไม่เหมือนกันแน่นอน ภูมิศาสตร์ไม่เหมือนกันแน่นอน เพราะฉะนั้นทิศทางการพัฒนาของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความต่างกัน พลังของทุนข้างล่าง จะเป็นพลังสำคัญ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ผมอยากเน้นย้ำเพิ่มเติมประเด็นการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนให้มีน้ำหนักของประชาชนเข้ามา ซึ่งมีสถานะ มี พ.ร.บ. รองรับนะครับ ของสภาพัฒนาการเมือง ของสภาองค์กรชุมชน โยงภาคประชาชนที่รวมกลุ่มรวมองค์กรกันมานี้ มาผนึกกำลังกับบริหารท้องถิ่น มาผนึกกำลังกับบริหารท้องที่ ผมเชื่อว่าทิศทางของ การขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นกำลังสำคัญครับ ขอบคุณมากครับ