สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

อำนวย นิ่มมะโน หารือเรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกแยะระหว่างสืบสวนและสอบสวน เพื่อให้การสอบสวนมีความอิสระและเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ลำดับที่ ๑๙๗ ผมขออนุญาตที่จะไม่ส่งเอกสาร เพราะว่า ผมส่งไปก่อนหน้านี้ ๒-๓ เดือนแล้ว เอกสารประกอบการอภิปรายของผมก็คือวาระที่ ๖ ๒๒ หน้านี่นะครับ ซึ่งท่านอาจารย์วันชัย ได้กรุณานำมาเสนอไปพอสมควรแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าเอาของผมไปพูดเกือบหมดแล้ว ผมขออนุญาตที่จะเพิ่มความชัดเจนเท่านั้นเองครับ คงใช้เวลาไม่มาก เราต้องตั้งโจทย์ การปฏิรูปให้ได้ก่อนว่าเราปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประชาชน เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อองค์กรใหญ่ขึ้น เพื่อเจ้าหน้าที่ได้รับประโยชน์มากขึ้น ต้องตั้งโจทย์อย่างนี้ก่อน เพราะขณะนี้มีความเคลื่อนไหวในเรื่องของงานสอบสวน เดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียด นิดหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักประมาณ ๑ นาทีเพื่อที่จะฉายให้เห็นร่องรอยเดิม ของการปฏิรูป ทั้งกฎหมาย ทั้งตำรวจ ทั้งองค์กรกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตนะครับ ถ้าหากว่าผมนำเรื่อง ท่านฟังแล้วอาจจะบอกว่ามันเกี่ยวหรือเปล่า ท่านต้องพยายามฟัง ให้มันเกี่ยว ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ครับเราทราบดีว่าชาติตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคม นิดเดียวครับท่านประธาน เข้ามาเห็นกระบวนการยุติธรรมไทย เข้ามาเห็นกฎหมายไทย ใช้กฎหมายจารีตนครบาล พิสูจน์พยานโดยการบีบขมับ ตอกเล็บ ใส่ตะกร้อให้ช้างเตะ พิสูจน์พยานใครเท็จใครจริง ดำน้ำแข่งกัน ฝรั่งบอกว่ารับไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมไทย ล้าสมัย ฝรั่งมังค่าก็เลยมาตั้งศาลในประเทศสยามเราเรียกกันว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เราสูญเสียอำนาจตุลาการแล้วครับ เราคือสยามประเทศ พระองค์ท่านหลายพระองค์ ใช้พระปรีชาสามารถอย่างแยบยลจนกระทั่งทำการปฏิรูปแต่ละด้านสำเร็จเป็นลำดับ ดังนี้ครับ ปฏิรูปตำรวจสำเร็จในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านได้รับการถวาย พระนามเป็นบิดาตำรวจไทย ผมพูดแผ่นเสียงตกร่องมาหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ปฏิรูปกฎหมาย ที่บอกว่าล้าสมัย สำเร็จในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เราถวายพระนามกรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ว่าเป็นบิดาแห่งนักกฎหมายไทย เรามีกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ เกิดขึ้น ผมเจาะมาที่ตำรวจ ปี ๒๔๐๕ ถึงปี ๒๔๗๕ เป็นตำรวจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ฝรั่งก็ยอมรับ เป็นที่รักของประชาชน จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมขอซ้ำอีกครั้ง ตำรวจเริ่มตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองเพราะตำรวจเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่จะนำไปใช้เป็น เครื่องมือแสวงหาอำนาจและเมื่อได้อำนาจทางการเมืองมาแล้วใช้ตำรวจรักษาอำนาจนั้นไว้ อย่างยั่งยืน ปี ๒๕๔๗ ชัดเจนที่สุด มีคำพูด ๓ คำครับ ใครพูดที่ไหนไม่มีเรกคอร์ด (Record) แต่ผมเชื่อว่าสมาชิกคงเคยได้ยิน ต้องทำให้ตำรวจอ่อนแอ เมื่อตำรวจอ่อนแอแล้วต้องเข้าไป แทรกแซง แทรกแซงเสร็จเรียบร้อยต้องตั้งรัฐตำรวจขึ้นท่านจะเห็นว่าระยะหลังมีคำพูดว่า รัฐตำรวจ มีตำรวจไปเป็นตรงโน้น เป็นตรงนี้ เป็นตรงนั้นเป็นไปทั่ว เพื่อรักษาอำนาจไว้ เพราะการเมืองเข้ามาตั้งตำรวจ ท่านอาจารย์วันชัยพูดไปแล้วเรื่องนี้ ขอบพระคุณ ว่าทำอย่างไรที่จะปลดแอกตำรวจออกจากการแทรกแซง แต่ไม่ได้หมายความว่าตำรวจ จะเป็นอิสระจนกระทั่งไม่ฟังรัฐบาลนะครับ เชิงนโยบาย ก.ต.ช. ยังอยู่ คณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรียังมานั่งอยู่ แต่เรื่องการแต่งตั้งถอดออกมา ก็จะไม่เห็นภาพพลตำรวจเอกไปเดินตามหลังคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเมือง เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานได้รับการแต่งตั้ง เพราะต่อไปนายกรัฐมนตรีจะตั้ง ผบ. ไม่ได้แล้ว อาจารย์วันชัยพูดไปแล้ว ผมไปในเรื่องของงานสอบสวน น่าเป็นห่วงมากครับ เมื่อวานนี้ ก็มีสหพันธ์หรือสมาพันธ์อะไรสักอย่างไปยื่นกับท่านอาจารย์มีชัยให้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรจุลงในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้แยกงานสอบสวนไปเป็นอิสระ ไปอยู่กับกระทรวง ยุติธรรม ไปมีงบประมาณของตัวเอง น่าเป็นห่วง เป็นห่วงตรงไหนครับ เป็นห่วงตรงที่ว่าถามว่าเพื่ออะไร คำตอบคือเพื่อให้มีอิสระ สืบสวนกับ สอบสวน คำ ๒ คำนี้จะพูดหรือจะละเมอก็แล้วแต่มันต้องพูดไปด้วยกัน สืบสวนคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตาม อำนาจหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อทราบรายละเอียด แห่งความผิดอยู่ใน วิ. อาญา มาตรา ๒ (๑๐) มาตรา ๒ (๑๑) ถัดไปอนุมาตราเดียว สอบสวนคือการรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งพนักงานสอบสวนได้กระทำไปเกี่ยวกับความผิด ที่กล่าวหา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ แล้วเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ๒ อย่างนี้คือเหรียญเดียวกันอยู่คนละด้าน ขณะนี้มันเป็นเหรียญเดียวกัน แต่มันอาจจะ เหลื่อมกันอยู่ด้านเดียว ก็คือเอาผู้กำกับมาเป็นหัวหน้าสืบสวนด้วย หัวหน้าสอบสวนด้วย แยกครับ ให้ผู้กำกับโรงพักไม่มีอำนาจสอบสวน ทำเฉพาะสืบ อำนาจสอบสวนให้ไปขึ้นกับ สายสอบสวน คือ สบ ๔ แล้วเป็นแท่งอิสระยันไปถึงรอง ผบ.ตร. การสั่งคดีไปคอนโดอีกแท่งหนึ่ง การไปสืบสวนเพื่อสนับสนุนงานสอบสวนอยู่ด้วยกัน ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นเหรียญเดียวกันอยู่คนละด้าน นั่นแหละครับ ยังจำเป็นอยู่แต่ต้องสร้างความเป็นอิสระ รายละเอียดอยู่ในเอกสารประกอบการอภิปราย ๒๒ หน้าของผมแหละครับ ทีนี้ปัญหา สุดท้ายเลยครับ มีเสียงพูดจากข้างนอกผมจะไม่บอกว่าเป็นใคร บอกว่าอำนวยอย่าหวัง จะปฏิรูปตำรวจเลย ไปงมเข็มในมหาสมุทรดีกว่า แปลว่ายาก ผมก็ตอบกลับไปว่า ถ้าไม่มีความเพียรพยายามที่จะงมมันก็จะจมไปใต้โคลนตมต้องงมมาให้ได้ ก็ที่มันยาก เพราะว่าถ้าปฏิรูปตำรวจปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ก็แปลว่าต้องไป ลดอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งให้เขาไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายพล ให้เขา ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ. ซึ่งถามว่าเขาจะยอมไหม ผมไม่ได้รังเกียจการเมืองครับ แต่โดยหลักการถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่ก็ต้องเลือกปฏิบัติละครับ ดังนั้นจะต้องปฏิรูป ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ ภายใน ๒ ปีนี้ แล้วเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมยังคิดเลยว่าน่าจะเป็น การสมควรอย่างยิ่ง ถ้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ สำหรับเรื่องการปลดแอก การเมืองออกจากตำรวจ ปลดตำรวจออกจากการเมือง เพื่อให้กลับมาเป็นตำรวจในพระองค์ และของประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ