ไวกูณฑ์ ทองอร่าม หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 6 ประเด็น เช่น หลักการถ่วงดุล 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และการตรวจสอบของภาคประชาชน รวมถึงการตรวจสอบขององค์กรอิสระ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เร็วและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขอนำเสนอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้รับฟังจาก อดีตคณะกรรมาธิการศึกษาด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ๖ ประเด็นครับ เรื่องแรก อยากจะกราบเรียนว่าหลักกฎหมายสูงสุดที่ปกครองประเทศที่ว่าด้วยหลักของ ๓ อำนาจ คือ ๑. อำนาจนิติบัญญัติ ๒. อำนาจบริหาร ๓. อำนาจตุลาการ ซึ่งทั้ง ๓ อำนาจนี้จะเป็น อิสระถ่วงดุล เชื่อมโยงกับประชาชน ทั้งกระบวนการทำงานและผลของการทำงาน และ ทั้ง ๓ อำนาจจะเป็นอิสระต่อกัน และตรวจสอบได้ทั้ง ๓ อำนาจ นี่คือหลักประชาธิปไตย ของสากลโดยทั่วไปนะครับ แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัจจุบันนี้ ประเด็นที่ ๑ คือความเป็นอิสระของ ๓ อำนาจนั้นมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่ น่าที่จะต้องจัดทำ ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา จนกระทั่ง ฉบับร่างที่ได้เสนอผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อต้นเดือนกันยายน และไม่ผ่านความเห็นชอบไป ดังกล่าวนั้น ได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยการกำหนดตัวบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ในเกือบจะทุกองค์กรอิสระ ดังกล่าวมีการกำหนดตัวบุคคลจากอำนาจของตุลาการ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าจะมี การแทรกแซงและก้าวก่ายซึ่งกันและกันอันจะเป็นผลเสียต่อระบบการปกครองของประเทศ ทั้ง ๓ อำนาจ ประเด็นที่ ๒ ที่กล่าวถึงคือ ทั้ง ๓ อำนาจนี้ควรจะสามารถตรวจสอบได้จาก ภาคประชาชน ถึงกระบวนการของการทำงานและผลของความสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน อำนาจที่ ๑ อำนาจที่ ๒ คืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้นมีองค์กรอิสระต่าง ๆ เป็นผู้ตรวจสอบ หรือสอบทานตามที่เราได้รับทราบอยู่แล้ว แต่อำนาจที่ ๓ ท่านสมาชิกซึ่งเป็นอดีตสภาปฏิรูป แห่งชาติและทำหน้าที่กรรมาธิการได้นำเสนอว่าอย่างกรณีของกรรมการอัยการนั้นก็มี ๑๕ ท่าน แต่เมื่อดูตัวบุคคลแล้วก็ปรากฏว่าเป็นหน่วยงาน เป็นบุคคลที่อยู่ใน หน่วยงานภายในหรือหน่วยงานของอัยการเองถึง ๑๑ ท่าน ๔ ท่านเป็นประชาชน ซึ่งสำหรับ กรรมการตุลาการหรือ ก.ต. นั้นก็จะมีบุคคลที่เป็นจากภาคประชาชนเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่งในการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้มีการนำเสนอจำนวนที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับ การตอบรับ จะเห็นว่าหากตัวแทนของภาคประชาชนมีสัดส่วนที่น้อยก็จะเหมือนกับการที่จะ ตรวจสอบกันเอง ดูกันเองในห้องแคบ ๆ ก็จะเป็นที่กังขาหรือที่ขาดความเชื่อมั่น ของประชาชนโดยทั่วไป โดยหลักการทั่วไปก็อยากจะได้นำเรียนว่าสัดส่วนของประชาชนที่จะ เข้าไปอยู่ในองค์กรที่สามารถตรวจสอบอำนาจที่ ๓ หรืออำนาจตุลาการได้นั้นน่าจะมีสัดส่วน ที่มากกว่านี้ สภามหาวิทยาลัยยังมีสัดส่วนของฝ่ายภายในจำนวนหนึ่งและผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอกใกล้เคียงกันก็จะมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบหรือในการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนั้นสิ่งที่ได้มีการนำเสนอว่าหลักการของกระบวนการยุติธรรมที่ดีนั้นต้องถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ความรวดเร็วคือข้อกังขาของการที่จะดำเนินการหรือที่จะต้องปฏิรูป โดยเร็วต่อไป คงจะรับทราบในบางคดีนั้นมีการตัดสินถึง ๑๐ กว่าปีจึงจะสามารถ สิ้นสุดกระบวนการของศาลฎีกาก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อผู้เสียหาย ต่อจำเลย บางคดี มีการยกฟ้องในกระบวนการของศาลฎีกา แต่จำเลยนั้นเสียหายมากมายทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง เกียรติยศ เช่นคดีการจ้างฆ่าอดีตประธานศาลฎีกา ผู้เสียหายนั้นไม่สามารถที่จะเรียกร้องหรือ หาสิ่งที่เป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองของตนเองกลับคืนมาได้เลยนะครับ อันนี้ก็เป็นผลถึง การที่จะสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ดีว่ามีความรวดเร็วนั้นเราจะทำได้อย่างไร ควรจะกำหนดศาลชั้นต้นสักปีครึ่ง ศาลอุทธรณ์ ๒ ปีครึ่ง ศาลฎีกาสักปีครึ่ง อย่างนี้ก็จะมี ความชัดเจนขึ้นและรวบรัดขึ้น เพราะว่ามันจะเกิดปัญหาในการเยียวยากับผู้ประสบ ขออภัย ขออนุญาตต่ออีกนิดเดียว กรณีการเยียวยาก็เช่นเดียวกันควรจะมีความเป็นธรรมมากกว่านี้ เพราะว่าผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรมเมื่อได้รับผลกระทบเสียหายมากมาย แต่การเยียวยานั้นไม่ยุติธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ สุดท้ายคือปลายน้ำที่หน่วยงานของ กระบวนการยุติธรรมจะมารับผิดชอบก็คือราชทัณฑ์หรือคุกต่าง ๆ เป็นปัญหามากมาย ในคุณภาพชีวิตของนักโทษ บุคคลเหล่านั้นควรจะได้การคุ้มครองดูแลคุณภาพชีวิต อย่างเหมาะสมก็ตามอัตภาพของเขาถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผู้ต้องโทษก็ตาม อันนี้เพื่อคุณภาพ หรือหลักการสากลของสิทธิมนุษยชนที่เราพึงจะได้ปฏิบัติต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ