พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยเฉพาะการตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลในการบริหารท้องถิ่น และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญและสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกแบบองค์กรที่เหมาะสมและโปร่งใส
กราบขอบคุณท่านประธาน สปท. แล้วก็บรรดา สมาชิก สปท. ทุกท่านที่ได้ให้เกียรติพาร์ทิซิเพต (Participate) ในเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ค่อนข้างกว้างขวางใช้เวลามาก แสดงว่าท่านได้ให้ความสนใจ ผมดีใจที่เห็นว่า แทบทุกท่านได้เห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองตนเอง แล้วก็มีข้อห่วงใย ซึ่งเป็นความจริงนั้น ผมเองก็คงหมดหน้าที่แล้ว ก็หวังว่าทาง สปท. นี้จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งดี ๆ ที่ สปช. ได้เสนอแนะแล้วก็เพิ่มเติมในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับท่าน สปท. สั้น ๆ ครับ คงใช้เวลาไม่นาน เรื่องแรกเรื่อง กทม. ต้องยอมรับว่าระยะเวลา ๑๑ เดือนของเรานี้ไม่พอที่จะก้าวไปถึง กทม. และเมืองพัทยา กทม. นี่ผมเป็นคนเกิดกรุงเทพฯ ผมก็ไม่ได้พอใจอะไรกับโครงสร้าง ระบบงานของ กทม. เลย แล้วก็เราไม่ได้ถือเป็นไอดอล (Idol) ไม่ได้ถือเป็นแบบอย่างเลย ต้องขอโทษท่านนินนาทว่ามันไม่ได้เรื่องจริง ๆ แต่ว่าไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะแค่รูปแบบทั่วไปนี่เราก็ใช้เวลาไปมากแล้วนะครับ แล้วก็ระยะเวลาสั้นเกินกว่าที่จะศึกษาได้ทุกเรื่อง ก็ฝาก สปท. ไว้ก็แล้วกัน เรื่องที่ ๒ เรื่องอำนาจของพลเมือง การมีส่วนร่วม อันนี้เราเน้นเลย แต่ว่ามันก็ยังไม่ตกผลึกในช่วงของ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ เราคุยกันเรื่องของ สมัชชาพลเมืองว่าจะเป็นสภาดี หรือจะเป็นสมัชชาดี หรือจะเป็นแค่เวที แล้วก็เราพูดไปถึง สภาตรวจสอบด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนหลังก็ตัดออกอะไรพวกนี้ แต่ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ สิ่งสำคัญ คือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของพลเมือง ก็คือว่าเราไม่อยากเห็นเวทีพลเมืองหรือเวทีประชาชน ที่จะมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่เป็นโครงสร้างที่เป็นองค์กรที่เป็นรูปแบบ มีกฎหมายเหมือนอย่างสภาองค์กรชุมชน ผมเองอยู่ใน สนช. เมื่อครั้งออกกฎหมาย สภาองค์กรชุมชน ผมเป็นคนอภิปรายไม่เห็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าในซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ผมคิดว่าอำนาจของประชาชนที่ไม่มีรูปแบบนั้นมีความยืดหยุ่นแล้วก็มีพลัง มากกว่าองค์กรที่เป็นทางการ ผมได้เตือนแล้วว่าอย่าตั้งเลย เราหาทางส่งเสริมองค์กรชุมชน ในลักษณะที่ไม่มีรูปแบบดีกว่าไหม ยืดหยุ่น มีพลัง ถ้าเป็นหนังจีนหรืออะไรก็แบบเป็น กำลังภายในจริง ๆ เด็กวัยรุ่น ๑๔-๑๕ ปีรวมกลุ่มกันอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง พอเป็น สภาองค์กรชุมชนเขาบอกว่าอายุ ๑๘ ปีอย่างนี้มันก็เข้าไปไม่ได้แล้ว แล้วท่านต้องเข้าใจ นิสัยคนไทย ถ้าเขาอินคลูซีฟ (Inclusive) คือหมายความว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วเขาจะ ไม่มานะครับ ไม่มา เออ เอ็งเป็นก็เป็นไป ดังนั้นเราอยากเห็นเวทีประชาชนที่เกี่ยวกับ การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบของท้องถิ่นนั้นเป็นเวทีหลวม ๆ ใครทุกคนในท้องถิ่นนั้น เป็นสมาชิกของเวทีนี้หมด แต่อาจจะมีการออกกฎหมาย ตั้งแกนหรือออร์แกไนเซอร์ (Organizer) ขึ้นมา ๕ คน ๑๐ คนสำหรับจัดเวทีนี้ แต่ไม่ใช่สมาชิกถาวรชี้เป็นชี้ตายของเวที เพราะฉะนั้นเมื่อจัดแล้วใครเข้ามาทุกคนก็เป็นสมาชิก เป็นพลังประชาชนหมด อย่างนี้ ผมก็ขออนุญาตเสนอแนะไว้ว่าทาง สปช. เห็นว่าฮาร์ดเพาเวอร์ (Hard power) สู้ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ไม่ได้ ก็ฝากในการพิจารณาของท่าน เรื่องที่มาของ นักการเมืองที่จะต้องเป็นคนดีอะไรนี่นะครับ ผมเชื่อว่าก็คงต้องดูระดับชาติว่าร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่นี่กำหนดออกมาอย่างไร ผมเชื่อว่าก็คงจะนำมาใช้กับนักการเมืองท้องถิ่น ฉะนั้น ถ้าระดับชาติแก้ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินสติปัญญา เรื่องของท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรืออะไรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนี่ก็น่าจะแก้ไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นเราก็ถกเถียงกันเรื่องว่า จะต้องมีบทลงโทษคนขายเสียงไหมใช่ไหมครับ อะไรพวกนี้ จะต้องมีการล่อซื้อไหม จะต้องมี การฝังตัวอะไรที่บางท่านพูดอะไรไหม ผมคิดว่าโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยติดคุกสัก ๗ วัน ๑๕ วันนี่มันไม่มีใครอยากหรอกครับ แต่ว่านิสัยคนไทยเรื่องเห็นแก่เล็กแก่น้อย เรื่องเงินทองนี่ ผมเพิ่งอ่านในการสำรวจของฝรั่งนะครับ เขาบอกว่าคนไทยนี่ดีทุกอย่างเลย เรื่อง การท่องเที่ยว แต่ที่ไม่ดีคือติดนิสัยขี้โกงครับ โกงค่าโดยสาร โกงขายของที่ระลึกอะไรพวกนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรเหมือนกัน มันก็คงเป็นภาพใหญ่ มันเป็นเรื่องของสังคมโดยรวม เรื่องการศึกษา เรื่องครอบครัว เรื่องการฝังจิตสำนึกพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแล้วก็ทาง สปท. ช่วยกันหาทางออกแบบ ซึ่งการออกแบบองค์กรให้เหมาะสม มีความโปร่งใส ผมคิดว่าไม่ยาก แล้วก็เติมพลังประชาชน การตรวจสอบ การเข้าถึงข้อมูล ลองหลับตานึกภาพว่าถ้าตึกแห่งนี้ สภาแห่งนี้เป็นกระจกหมด เห็นหมดใครทำอะไร มันก็คงโกงยากขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าเราจะสกัดกั้นคนขี้โกงได้เพราะมันอยู่ในใจ แต่ว่าเราออกแบบองค์กรว่าคนขี้โกงหรือคนไม่ดีเข้ามาในองค์กรแล้วโดนจับได้ง่าย มันก็อาจจะช่วยได้ ผมก็ฝากไว้ ผมเชื่อว่าสังคมเปลี่ยนได้ครับ ประเทศเกาหลีใต้ครั้งหนึ่ง ก็มีขี้โกงอะไรแบบบ้านเรานี่แหละ แต่ตอนนี้ผมยืนยันได้ว่าประชาชนเกาหลีรับไม่ได้กับ การทุจริตคอร์รัปชัน ประเทศจีนกำลังทำ บางอย่างซึ่งเราไม่เชื่อคือเรื่องของความสกปรก รกเลอะเทอะ คนมารวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนคน กระดาษเต็มไปหมดผมเคยเห็นครับ การรวมตัวของคนเกือบแสนคนเลิกงานแล้วไม่มีเศษกระดาษอยู่เลยครับ มันทำได้ เมื่อถึงจุดที่มันจะต้องทำ ขณะนี้ก็มีคนเริ่มเลิกกีฬาแล้วก็เก็บขยะอะไรอย่างนี้ พวกนี้มันจะ เกิดขึ้น ถ้าท่านสังเกตเห็นขณะนี้คนที่อนุสาวรีย์หรือตามป้ายรถเมล์ที่ขึ้นรถตู้เข้าแถวกัน ซึ่งผมเองก็เพิ่งสังเกตก็แปลกใจแล้วก็ดีใจ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีศรัทธาในเรื่องพวกนี้เราจะ แก้ไขได้ แล้วก็สุดท้ายก็คือเรื่องของโรงเรียนประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมฝึกเอาการปกครองท้องถิ่นหรืออำนาจของชุมชนที่จะเข้าไปร่วมงาน กับท้องถิ่นเป็นโรงเรียนสอนประชาธิปไตย เขาจะเรียนรู้วิธีการเลือกนักการเมือง ตัวแทน แล้วก็วิธีควบคุมตรวจสอบ มันต้องฝึกครับ นี่เราไม่ได้ฝึกเลย เรากากบาททีหนึ่ง ๔ ปี เจอกันทีหนึ่ง เราไม่มีกระบวนการที่จะให้ประชาชนแอกเซส (Access) เข้าไปในข้อมูล ข่าวสาร และต่อไปนี้ผู้บริหารท้องถิ่นเมื่อได้รับเลือกตั้งมีสเตทเมนต์ (Statement) ไหม สัญญาเลย คุณจะต้องประกาศสัญญาประชาคมว่า ๔ ปีคุณจะทำอะไร แล้วทุกปีคุณจะต้อง รายงานประชาชนว่าคุณทำอะไรสำเร็จ อะไรไม่สำเร็จ ขอความช่วยเหลือจากประชาชน อย่างไร อะไรพวกนี้ รวมทั้งการเรตติง (Rating) แรงกิง (Ranking) ให้มีสถาบัน เช่นสถาบันพระปกเกล้าไปเรตติง (Rating) ไปแรงกิง (Ranking) ให้ประชาชนรู้ว่า คุณสอบตกอะไร คุณอยู่ลำดับที่เท่าไรของท้องถิ่นในจังหวัด อะไรพวกนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกินวิสัย ที่เราจะออกแบบองค์กรพวกนี้ได้ สุดท้ายจริง ๆ ผมขออนุญาตบังอาจเสนอแนะ สปท. ว่า ถ้าหากท่านอยากพบความสำเร็จในการปฏิรูปท่านต้องทำงานร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม ความผิดพลาดของ สปช. อย่างหนึ่งที่เห็นก็คือว่า สปช. ทำงานโดดเดี่ยว ถึงแม้ว่าจะมี การเชิญกระทรวง ทบวง กรมมาให้ข้อมูล ให้ความคิดเห็น แต่มันไม่ใช่การทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอแนะผ่านท่านประธานไปว่าอยากเห็น สปท. เมื่อได้ ข้อสรุปอะไรแล้วก็ทำอย่างไรอาจจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี หรือ คสช. ว่าให้มัน มีกระบวนการที่เป็นทางการจริง ๆ เข้ามา ไม่ใช่แค่เชิญมาครั้งคราว เพราะว่าอะไรครับ ท่านทั้งหลายที่เป็นข้าราชการอยู่เคยเป็นข้าราชการก็จะรู้ว่ากระทรวง ทบวง กรม เขาก็คิดว่า เขาเก่ง เขารู้ดี คนอื่นจะมารู้ดีกว่าเขาได้อย่างไร ถึงแม้จะเป็นอดีตอะไรก็ตาม หรือแม้จะเป็น นักวิชาการ ดอกเตอร์อะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้า สปท. อยากประสบความสำเร็จ ไม่อยากล้มเหลวในบางส่วนเหมือนกับ สปช. ก็คือการทำงานร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็มีสายสัมพันธ์กับ ครม. ที่ใกล้ชิดว่าเราทำอะไรกัน ก็น่าจะประสบความสำเร็จ ได้ดีกว่าครับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ