สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

เสรี สุวรรณภานนท์ เสนอการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 5 ส่วน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการสร้างความเข้าใจในกฎหมายและนโยบายที่จำเป็นเพื่อรองรับสิทธิของบุคคลตามกฎหมาย รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้พร้อมต่อการจัดการปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของคนสัญชาติไทยในประเทศอาเซียน และการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสนอการปฏิรูปองค์กรศาลเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินการในองค์กรศาล เช่น การพิจารณาพิพากษาคดี การอำนวยความยุติธรรม การบริหารงานและการจัดสรรงบประมาณ การปฏิรูปในเรื่องปัญหาของการขาดแคลนบุคลากร การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน และการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศไทย

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะที่เคยเป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ของ สปช. ในวันนี้ก็คงจะมากราบเรียนที่ประชุมเกี่ยวกับแผนงานการปฏิรูป ที่คณะกรรมาธิการของ สปช. ได้พิจารณาและศึกษาไว้ วันนี้ก็มีท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ซึ่งขณะนั้นท่านก็เป็นเลขานุการในคณะกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ เป็นอดีต สปช. ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน เดี๋ยวก็จะให้ข้อมูลกับท่านประธานและ ท่านสมาชิกเกี่ยวกับแนวทางหรือแผนการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้ดำเนินการจัดทำแผนงานดังกล่าวไว้ ซึ่งต้องกราบเรียนว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีระยะเวลาที่จำกัด ทำให้การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมไม่อาจจะลุล่วงสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็ได้จัดทำแผนปฏิรูป ในส่วนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อที่จะได้มีการปฏิรูปในส่วนงานดังกล่าวนี้ ให้สำเร็จให้สามารถที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบงานยุติธรรมและกฎหมาย ของประเทศเรา สิ่งที่คาดหวังของประชาชนนั้นต้องกราบเรียนว่าจากสิ่งที่กรรมาธิการ ได้ศึกษามาก็จะพบว่าประชาชนก็ยังมีความรู้สึกที่ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรกับกระบวนการ ยุติธรรมที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กรรมาธิการได้ตระหนักและให้ความสำคัญ ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง การที่จะให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ หรือกลไกในการที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาให้กับประเทศให้ได้ สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็จัดทำเป็นแผนนั้นจริง ๆ แล้วก็อยู่ในเอกสารซึ่งแจกท่านสมาชิกไปแล้ว แต่เพื่อ ทำความเข้าใจให้กระชับและรวดเร็วขึ้นก็ขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าแผนการทำงาน การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคณะกรรมาธิการ สปช. ที่ผ่านมานั้น ได้แบ่งกระบวนการของการปฏิรูป โดยกำหนดหลักการสำคัญอยู่ในส่วนของการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ แต่แผนงานดังกล่าวนั้นกำหนดเป็นเรื่องของแผนงานการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ ๑ การปฏิรูปกฎหมายและการจัดทำกฎหมาย

ส่วนที่ ๒ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๓ การปฏิรูปองค์กรและการทำงานในกระบวนการยุติธรรม

ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องการปฏิรูปการแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษร้ายแรง

ส่วนที่ ๕ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ซึ่งในแต่ละส่วนงานนี้การศึกษาได้จัดแบ่งออกเป็น ๖ อนุกรรมาธิการ แต่ละอนุกรรมาธิการก็ได้มีการศึกษาแล้วก็จัดทำรายงานผลสรุปเป็นของกรรมาธิการ ดังกล่าว ในส่วนที่ ๑ เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายและการจัดทำกฎหมายนี้ ความสำคัญ ของการปฏิรูปการยกร่างกฎหมายนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะที่ผ่านมานั้นในเรื่องของการยกร่าง กฎหมายได้ผ่านกระบวนการการจัดทำกฎหมาย มีการเสนอร่างกฎหมายหรือร่างแนวทาง ที่จะให้มีกฎหมายเกิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการของหน่วยงานราชการ ผ่านที่คณะรัฐมนตรี แล้วข้อสำคัญก็คือร่างกฎหมายเหล่านั้นก็จะถูกส่งมาพิจารณาในรัฐสภา กระบวนการ ของการจัดทำกฎหมายดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ใช้มายาวนาน แต่ก็มีปัญหาอุปสรรค ในหลายขั้นตอนที่ทำให้การร่างกฎหมายหรือการจัดทำกฎหมายนั้นต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ดังนั้นแนวทางการปฏิรูปของการยกร่างกฎหมายในคณะกรรมาธิการจึงได้กำหนดหลักการ สำคัญที่จะจัดทำกฎหมายให้รวดเร็วขึ้น แล้วก็ให้สำเร็จเป็นผลสามารถนำไปใช้บังคับได้ สิ่งที่กำหนดไว้ประการสำคัญก็คือองค์กรหลักในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายนั้น ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าก็อยู่ที่รัฐสภาจะเป็นกระบวนการสุดท้ายที่จัดทำกฎหมาย ออกไปสู่สังคม ออกไปสู่การใช้บังคับ การปรับปรุงกระบวนการร่างกฎหมายของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็จะให้ความสำคัญไปที่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะในกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับที่ออกมานั้น ส่วนใหญ่ก็จะออกมาทางราชการ ก็ต้องยอมรับครับว่ากฎหมายที่ ออกมานั้นเป็นเครื่องมือหรือกลไกในการทำงานโดยจะให้ความสำคัญไปที่หน่วยงานราชการ เป็นหลักเป็นสำคัญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็จะมีส่วนน้อย ดังนั้น แนวทางของการจะออกกฎหมาย ในส่วนนี้ก็จะให้ความสำคัญไปที่การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเป็นส่วนสำคัญด้วยนะครับ และในส่วนที่กรรมาธิการได้ศึกษานั้นกรรมาธิการ ได้ให้ความสำคัญไปที่กฎหมายที่จะออกมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่จะออกมาแล้ว ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ในส่วนนี้ก็กำหนดกระบวนการให้มีการสร้าง ความเข้าใจกับผู้รักษาการตามกฎหมายตลอดถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจ ในบริบทอาเซียน (ASEAN) เกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายที่จำเป็นเพื่อรองรับสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายและสร้างแผนการปฏิรูปกฎหมายไทยว่าด้วยการจัดการ ประชาชนอาเซียน (ASEAN) ในการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้พร้อมต่อ การจัดการปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของคนสัญชาติไทยในประเทศอาเซียน (ASEAN) อื่น การปฏิรูปกฎหมายนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้พร้อมต่อการจัดการปัญหาคนต่างด้าว ทั้งที่ เป็นประชาชนอาเซียน (ASEAN) และที่ไม่เป็นประชาชนอาเซียน (ASEAN) สร้างแผนปฏิรูป กฎหมายและนโยบายของรัฐไทยเพื่อให้ความยุติธรรมทางสังคมแก่มนุษย์ในสังคมไทยที่มี ปัญหาการรองรับสถานะบุคคลตามกฎหมายในทุกสถานการณ์ รวมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อันนี้ก็คือส่วนที่ได้มีการศึกษากฎหมายที่จะต้องใช้ในช่วงระยะเวลาที่ต้อง เปิดประเทศ ส่วนที่ ๒ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้วก็ถูกกล่าวขานมาก ๆ ก็คือเรื่อง ของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ เกิดขึ้นได้หลายกรณี การศึกษาได้พบว่าเกิดจากบทบัญญัติของตัวกฎหมายเอง เกิดจาก ผู้บังคับใช้กฎหมายแล้วก็เกิดจากผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นในการที่จะปฏิรูปในเรื่อง เหล่านี้นะครับก็ได้กำหนดการปฏิรูปด้านบทบัญญัติของกฎหมาย ด้านผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ถูกใช้บังคับกฎหมาย แล้วข้อสำคัญคือมาตรการการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพนั้น จะทำอย่างไรส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายนั้น จะถูกกล่าวหาหรือถูกครหาตลอดว่ากฎหมายล้าสมัยบ้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐหย่อนยาน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เคร่งครัดเอาจริงเอาจังกับกฎหมาย แล้วก็ยังอาศัยโอกาส อาศัย ช่องว่างของการทำหน้าที่นั้นแสวงหาประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการทำให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นไม่มีผลบังคับ เท่าที่ควร กรรมาธิการได้ศึกษาแล้วก็ได้ทำข้อเสนอของการปฏิรูปและการดำเนินการก็คือ สร้างกลุ่มผู้รับผิดชอบ ข้อที่ ๑ สร้างกลุ่มผู้รับผิดชอบซึ่งมีความเชี่ยวชาญดูแลรักษากฎหมาย และติดตามอย่างใกล้ชิด ข้อที่ ๒ การสอบข้อเท็จจริงสำหรับความเดือดร้อนจากการบังคับใช้ กฎหมายของประชาชนให้ดำเนินการโดยเร็ว โดยให้หน่วยงานของรัฐทำการประเมินผล การบังคับใช้กฎหมาย การจัดทำกฎหมาย ผลการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงผลของการปฏิบัติ ตามมาตรฐานของการบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ ๓. เพื่อการป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการบังคับใช้ กฎหมายให้พิจารณาดำเนินการในเรื่องความผิดทางวินัยและให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ ในส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งการจัดปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมนั้นให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปองค์กร แล้วก็การปฏิรูปการทำงานในกระบวนการ ยุติธรรม แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือจะไม่เน้นหนักในส่วนองค์กรแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่สามารถปฏิบัติได้แล้วก็รวดเร็วเป็นรูปธรรม ก็คือการปฏิรูปการทำงานของราชการ หรือของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษาไว้เขาแยกในหน่วยงานนั้น ออกเป็นอันที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปองค์กรศาล อันที่ ๒ ก็คือปฏิรูปองค์กรอัยการ อันที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปตำรวจ อันที่ ๔ ก็คือทนายความ อันที่ ๕ ก็คือหน่วยงานของรัฐในกระทรวง ยุติธรรม อันที่ ๖ ก็คือในส่วนขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม

ในส่วนของการปฏิรูปองค์กรศาลนั้น ประเด็นการศึกษาก็เพื่อให้เกิด การอำนวยความยุติธรรมที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยกำหนดให้ตุลาการหรือผู้พิพากษา พิจารณาพิพากษาคดีหรือวินิจฉัยคดีไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตามหลัก นิติธรรม มีมาตรการการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม กรรมาธิการได้วางแผนการปฏิรูปเป็นข้อเสนอในการปฏิรูปแนวทางและดำเนินการก็คือ ๑. ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กรศาล ๒. ปฏิรูปการพัฒนาระบบวิธีพิจารณาคดี และระบบองค์คณะในองค์กรศาล อันที่ ๓ ปฏิรูปในเรื่องปัญหาของการขาดแคลนบุคลากร ที่เชี่ยวชาญในแต่ละองค์กรศาล อันที่ ๔ ก็คือการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ทั่วถึง ข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรศาลนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือได้ว่าองค์กรศาลเป็นองค์กรหัวใจหลักสำคัญเป็นกระบวนการ สุดท้ายที่จะให้ปัญหานั้นยุติให้เกิดสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ความเข้มแข็ง ขององค์กรศาลจึงเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้นในระบบการอุทธรณ์ ฎีกา ในส่วนของศาลเอง มีข้อถกเถียงกันอยู่หลายเรื่องหลายประการว่าการอุทธรณ์ ฎีกานั้น ควรจะเป็นกระบวนการ ที่ใช้กับคดีทุกเรื่อง หรือเป็นกระบวนการที่จะต้องมีการกำหนดที่สามารถยื่นฎีกาได้บางเรื่อง เพราะฉะนั้นในกรรมาธิการเห็นว่าในเมื่อกระบวนการเพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน กระบวนการอุทธรณ์ ฎีกา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรต้องใช้ในทุกคดี แล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับ ประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่แยกความเหลื่อมล้ำ ไม่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมโดยกระบวนการ ในทางศาล นอกจากนั้นการบริหารงานและการจัดสรรงบประมาณของฝ่ายธุรการ ในองค์กรศาลก็จะต้องมีการปรับปรุง การเกษียณอายุ การดำรงตำแหน่งผู้บริหาร และผู้พิพากษาอาวุโสหรือตุลาการอาวุโส อันนี้ก็คือเป็นเกณฑ์ที่จะต้องมากำหนดเสนอให้ บุคลากรศาลนั้นสามารถที่ใช้บุคลากรไม่ใช่อายุแค่ ๖๐ ปีก็เกษียณอายุราชการ เหมือนหน่วยงานอื่น ๆ นอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานรองรับการบังคับตามผู้พิพากษา หรือคำสั่งของศาลที่มีประสิทธิภาพ ส่วนต่อไปคือปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทย กระบวนการทางศาลก็จะเข้ามามีส่วนแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ใน สังคมไทยมายาวนาน นอกจากนั้นเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทุจริต และติดตามทรัพย์สินแผ่นดินคืนมา คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอในกระบวนการการปฏิรูป เรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลตามหลักการโดยเร็วและไปอนุวัตการให้เป็นไปตามสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ นี่ก็คือส่วนที่กรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็ได้นำเสนอ ตอนนี้ส่วนลำดับต่อไปนะครับ ในเรื่องการปฏิรูปอัยการก็ขอให้ สปช. ที่เป็นอัยการเป็นคนนำเสนอนะครับ ก็น่าจะตรงประเด็นกับการที่จะให้ท่านสมาชิกได้ทราบ ข้อมูลแนวทางหรือแผนงานการปฏิรูปองค์กรอัยการให้ชัดเจนขึ้น ขออนุญาตท่าน สปท. ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ให้ข้อมูลกับสมาชิกครับ ขออนุญาตครับ