ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ระบุภาพรวมภารกิจของอัยการในขณะปฏิรูปประเทศ โดยเสนอให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารงานบุคคล ระบบการสั่งสำนวน ระบบการทำงาน และกระบวนการพิจารณาเพื่อให้เกิดความยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สปท. หมายเลขที่ ๙๒ ขอนำเสนอสรุปถึงภาพรวมภารกิจของอัยการซึ่งในช่วงที่ทางสภาปฏิรูป แห่งชาติได้รวบรวมโดยท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ท่านได้มอบหมายให้กระผมได้นำเสนอในที่นี้ซึ่งเป็นภาพรวมสรุปก่อนที่จะหมดภารกิจของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ซึ่งทางท่านเข็มชัยนั้นท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก่อนชั้นศาล แล้วก็ได้สรุปเรื่องภารกิจ ของอัยการไว้ว่ามีสิ่งใดที่ควรจะต้องปฏิรูป ซึ่งถ้าดูในเล่มที่ได้แจกอยู่ในกล่องลังใหญ่ ๆ อันนั้นนะครับ ที่ทุกท่านรับไปนั้นจะอยู่ในเล่มปกสีเขียวด้านหน้าเป็นสีเขียวจะอยู่ใน หน้า ๒๘ และหน้า ๒๙ ซึ่งเป็นข้อสรุปภารกิจที่ควรจะปฏิรูปว่ามีสิ่งใดบ้าง ซึ่งทางงานของ อัยการนั้นได้มีการศึกษาแล้วก็ได้มีการวิเคราะห์การทำงานของพนักงานอัยการ แล้วก็ระบบการทำงานของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร แล้วก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วก็มีส่วนใดที่จะต้องแก้ไข ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์นะครับ ก็เห็นได้ว่างานของอัยการนั้นมีภารกิจหลากหลาย แล้วก็มีทั้งการใช้ดุลยพินิจในการสั่งคดี มีการให้ความเห็นแล้วก็มีดุลยพินิจในการที่จะตรวจร่างสัญญาต่าง ๆ ตรงนี้ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่บัญญัติให้เป็นภารกิจของอัยการด้วย ฉะนั้นในส่วนเหล่านี้ข้อสรุปทางของผู้ที่ทำการศึกษา แล้วก็วิเคราะห์ แล้วก็นำเข้าเสนอต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมคือคณะใหญ่ ซึ่งขณะนั้นมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ แล้วก็สรุป แล้วก็มีความเห็นตรงกันในงานของอัยการ แล้วก็มีการปรับแก้บ้างเล็กน้อย แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็คือก่อนที่จะหมดภารกิจไปนะครับ ซึ่งข้อสรุปเหล่านั้นก็จะมีอยู่ในข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานดังนี้นะครับ ก็ขออนุญาต กล่าวย่อ ๆ นะครับ ภารกิจของอัยการ เช่น เพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งการแทรกแซงด้านการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ แล้วก็การบริหารด้านองค์กรอื่น ๆ ๒. ก็คือองค์กรในการมีคณะกรรมการก็คือคณะกรรมการที่บริหารงานบุคคลหรือที่เรียกว่า ก.อ. ซึ่งตรงนี้ก็มีการเปิดกว้าง ในตัวกฎหมายเดิมนั้นเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกเข้ามา มีส่วนร่วมในการเสนอแนะให้ความเห็นต่าง ๆ แล้วก็นำมาปรับแก้เกี่ยวกับเรื่องงานของ อัยการ ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบการสั่งสำนวน ระบบการทำงาน กระบวนการพิจารณาในเบื้องต้นก่อนขึ้นสู่ศาลนั้น ให้มีความรอบคอบ ให้มีความรัดกุม แล้วก็มีความยุติธรรมเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้นะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนเบื้องต้น ซึ่งบุคคลภายนอกที่เข้ามานั้น กรรมการมีทั้งหมด ๑๕ ท่าน ๑๕ ท่านนั้นจะเป็นตัวแทนของอัยการที่ยังดำรงตำแหน่ง เป็นอัยการอยู่ ก็จะเป็น ๕ ท่าน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งอีก ๑๐ ท่านนั้นมาจากการเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการประจำ ๓ ท่าน แล้วก็ที่เคยเป็นข้าราชการ ของอัยการมา ๓ ท่าน อีก ๔ ท่านจะมาจากบุคคลภายนอก จาก ครม. ๑ ท่าน จากวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาสรรหาแล้วก็เลือกส่งมา ๒ ท่าน ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวแทน ของประชาชนในการที่จะเข้ามาสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี แล้วก็เป็นการตรวจสอบไปในตัว เท่ากับว่าให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วม ส่วนท่านสุดท้ายนั้น จะเป็นส่วนที่เหลือที่กรรมการทั้ง ๑๔ ท่านเลือกจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เป็นพนักงาน อัยการ แล้วก็ต้องเป็นบุคคลภายนอกจริง ๆ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ในการที่จะพิจารณาและให้ความเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากระบวนการ ยุติธรรมในชั้นต้นนั้นจะได้รับการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซงนะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนต่อไปเรื่องของตัวพนักงานอัยการนั้นก็มีความสอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชนแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ที่มองเห็นว่าพนักงานอัยการนั้น ไม่ควรไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้อง อันนั้นก็เป็นข้อสรุปว่าทางที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็เห็นพ้องด้วย ในส่วนนี้ ในเรื่องต่อไปเรื่องงานของอัยการที่เข้าสู่ระบบงานของสากล ซึ่งตรงนี้ทางองค์กร อัยการนั้นมีความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศในเรื่องของหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งจะต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วก็แลกเปลี่ยนระบบการทำงาน เพื่อเชื่อมโยงในการที่จะติดตามผู้กระทำความผิดหรือว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหรือว่าผู้ร้ายข้ามแดน ในการที่จะดำเนินการส่งตัวเพื่อที่จะหาข้อยุติแล้วก็นำตัวผู้ที่กระทำผิดจริง ๆ มาลงโทษ ให้ตรงตามข้อกฎหมายนะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง พนักงานอัยการนั้นจะต้องทำหน้าที่ เป็นทนายแผ่นดินอย่างแท้จริงแล้วก็เป็นโจทก์แทนให้รัฐในการฟ้องคดีอาญาหรือว่า แก้ต่างให้กับผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในกรณีที่ถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดีในกรณี ที่เป็นการดำเนินการหรือว่าปฏิบัติการตามหน้าที่ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ ข้อสรุปต่อไป ก็เรื่องของการสอบสวนนะครับ ซึ่งในข้อสรุปนั้นให้มีอำนาจร่วมการสอบสวนในบางคดี ในบางเรื่องกับพนักงานสอบสวนนะครับ ส่วนต่อไปก็คือมีความเห็นว่าเพื่อเป็นการลดทอน ปัญหาที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลให้คดีขึ้นสู่ศาลน้อยลงแล้วก็ขึ้นสู่ศาลโดยที่คิดว่าไม่จำเป็นนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดนั้นมีโอกาสที่จะได้รับการปฏิบัติเบื้องต้นในการที่จะ ไม่ต้องถูกนำตัวขึ้นสู่ศาลเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม ไม่มีปัญหา หรือว่ามีชนักติดหลัง ก็โดยมีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องระบบของการชะลอการฟ้อง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นมาตรการก่อนฟ้อง ซึ่งตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือเรื่องของระบบการไกล่เกลี่ยซึ่งก็นำมาใช้ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีดำเนินการอยู่แล้ว แล้วก็ทางพนักงานอัยการก็เข้าไปร่วมในส่วนนี้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ อันนั้นก็เป็นภาพรวมคร่าว ๆ ของข้อสรุปทางของภารกิจของอัยการ ส่วนเรื่องของอายุ การทำงานก็เช่นเดียวกับ ที่ทางท่านประธานเสรีท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่ายึดแนวทางเดียวกันกับตัวผู้พิพากษา ศาลยุติธรรมว่าตรงนั้นระบบการทำงานนั้นควรจะทำมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมาได้ข้อคิด หรือว่าแนวทางโดยส่วนใหญ่ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งควรจะอยู่เพียงแค่ อายุไม่เกิน ๖๕ ปีตามปีงบประมาณ อันนั้นก็เป็นแนวทางซึ่งปัจจุบันขณะนี้ก็เดินทางมาถึง ตรงจุดที่อายุ ๖๕ ปีพอดี และจะไม่มีผลกระทบกับตัวผู้พิพากษาศาลยุติธรรมหรือ พนักงานอัยการแต่อย่างใด ซึ่งยังมีเวลาอีกเกือบ ๒ ปีงบประมาณ ตรงนั้นก็อยู่ที่ว่าในข้อสรุป ตรงนี้เห็นว่าถ้าหากว่าเป็นลักษณะที่เสนอก็น่าที่จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย เพราะว่า ถ้าอายุมากเกินไปคุณภาพการทำงานอาจจะมีไม่เพียงพอ จะมีได้เฉพาะบางท่านเท่านั้นเอง เพราะว่าภารกิจในการที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารนั้นก็มีงานภารกิจเป็นจำนวนมาก แล้วบางครั้งการไปประชุมก็อาจจะเป็นปัญหา จึงเห็นว่าทางศาลยุติธรรมเอง ทางอัยการเอง ก็มีข้อเสนอที่ตรงกันว่าตรงนี้ควรจะมาอยู่ตรงจุดที่ ๖๕ ปี อันนั้นคืออายุการทำหน้าที่ แต่หลังจากที่พ้นอายุ ๖๕ ปีไปแล้วก็ยังคงให้ทำหน้าที่ต่อไปในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโส หรือว่าอัยการอาวุโสต่อไป อันนั้นก็จะเป็นคุณประโยชน์ให้กับองค์กรในการที่จะได้ผู้ที่มี ประสบการณ์ มีความชำนาญ แล้วก็สามารถมองปัญหาได้อย่างทะลุปรุโปร่งมาให้คำแนะนำ มาช่วยดูแล ช่วยขัดเกลาในการที่จะเสนอแนะข้อคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมจะได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องครับ อันนั้นก็เป็นภาพรวมนะครับ ท่านประธานเสรีท่านขอให้ต่อ ขอกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตต่อเรื่องของการปฏิรูป องค์กรอิสระนะครับ ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานอีกครั้งครับ ของผมเองนั้น ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระ ซึ่งการปฏิรูปองค์กรอิสระนั้นถ้าดูผิวเผินในตัวรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดซึ่งยังคงใช้อยู่ก็คือ ปี ๒๕๕๐ นั้น องค์กรอิสระนั้นจะแยกเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่แบ่งประเภทขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๗ องค์กร องค์กรทั้ง ๗ องค์กรนั้นเรียกโดยรวมว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่องค์กรอิสระนั้น จะมีเฉพาะ ๔ องค์กรก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตก็คือ ป.ป.ช. แล้วก็คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือว่า คตง. กรรมการครับ ไม่ใช่ตัวผู้ว่า สตง. ซึ่งเป็นผู้บริหาร แล้วก็ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรียกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตัดคำว่า ของรัฐสภา ออก ก็เหลือคำว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนองค์กรอื่นอีก ๓ องค์กร ก็จะเป็นองค์กรอัยการ แล้วก็คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลำดับสุดท้ายที่ ๗ ก็คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ใช่สภาพัฒน์ เป็นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ก็พักการดำเนินการ ก็เหลือเฉพาะองค์กรอัยการกับกรรมการ สิทธิมนุษยชน ซึ่งในตัวกรรมการสิทธิมนุษยชนในช่วงแรก ๆ ที่กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้นก็จะไปรวมอยู่ในผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ว่าภายหลังก็ได้มีการแยกออกมา เช่นเดิม ทีนี้นำเสนอวิธีการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระได้มีการจัดแบ่งองค์กรอิสระที่จะดำเนินการ ก็คือแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ใช้ดุลยพินิจแต่ว่าอำนาจการสั่งการยังไม่ชัดเจน แล้วก็กลุ่มที่ มีอำนาจการสั่งการ รวมทั้งกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นกลุ่มของศาล อันนั้นก็เป็นกลุ่มที่จัดอยู่ในทางศาลนั้นก็จะมี ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง แล้วก็ศาลทหาร ส่วนในกลุ่มของที่มีอำนาจ ดำเนินการ แล้วก็มีอำนาจสั่งการชัดเจนก็จะเช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อันนี้ ซึ่งยังแบ่งอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งจากการศึกษาแต่ละกลุ่มก็ได้มีการศึกษาแยกเป็นส่วน ศึกษา เรื่องปัญหาระบบการทำงาน ศึกษาเรื่องของโครงสร้าง ศึกษาเรื่องวิธีการทำงานว่าควรจะมี การปรับเปลี่ยนหรือว่าดีอยู่แล้ว หรือว่ามีส่วนใดที่เหมาะสมอยู่แล้ว ตรงนั้นก็ให้ดำเนินการ ต่อไป จากการศึกษาได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล แล้วก็มาขอความเห็น รวมทั้งคำแนะนำต่าง ๆ ก็จะทราบได้ว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีปัญหาที่ยังไม่ได้ปรับแก้ ส่วนใหญ่เกือบจะทุกหน่วยงานจะพูดถึงเรื่องปัญหาของบุคลากรไม่เพียงพอ แต่เรื่องการปรับ วิธีการทำงานนั้นยังไม่ได้มีการปรับ หลายหน่วยงานอย่างเช่นทางขององค์กรอิสระนะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น ป.ป.ช. ก็ต้องขออนุญาตกล่าวพาดพิงถึง ท่านประธานปานเทพด้วยนะครับซึ่งท่านก็อยู่ในที่นี้ด้วยก็ต้องขออภัย อันนี้เป็นผลการศึกษา วิเคราะห์นะครับว่าระบบการทำงานของ ป.ป.ช. นั้นยังมีปัญหาในเรื่องความล่าช้า ยังไม่สามารถที่จะชี้แจงให้มีความชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมาเท่าที่ควร เพราะว่าหลายหน่วยงานที่สอบถามมาก็ไม่สามารถที่จะทราบข้อมูลจากทาง ป.ป.ช. ได้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง รวมทั้งได้มีการเชิญผู้แทนของทาง ป.ป.ช. ทางเลขาธิการ ป.ป.ช. มาให้ข้อมูลก็ทราบว่าเนื่องจากว่าระบบการทำงานของทาง ป.ป.ช. นั้นยังเป็นการทำงาน ในลักษณะเป็นรูปตัวบุคคล ซึ่งจะต้องอาศัยตัวบุคคลที่จะต้องพิจารณาเข้าไปในทุก ๆ เรื่อง ฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้รับการพิจารณาอย่างทันท่วงที แล้วก็มีคดีที่คั่งค้างเป็นจำนวนมาก แต่ทราบว่าในช่วงปลายปีงบประมาณที่ผ่านมานี้ทาง ป.ป.ช. นั้นได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ในการที่จะรับบุคลากรที่จะมาดูแลเรื่องข้อกฎหมายเรื่องข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยเฉพาะ รับจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตมาอีกประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ อัตรา ซึ่งตรงนั้นคงจะช่วยแก้ปัญหาได้ในการที่จะปรับแก้ปัญหาเรื่องความล่าช้าในการดำเนินคดี อันนั้นก็เป็นภาพรวม ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็เช่นเดียวกัน ก็ติดปัญหาในเรื่อง ของการพิจารณาสำนวนต่าง ๆ แล้วก็ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังเห็นว่าตรงนี้ ในบางเรื่องถ้าเป็นไปได้จะพิจารณาคดีที่มีอัตราโทษไม่สูงจนเกินไปนัก หรือว่า มีขีดจำกัดในการที่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้ว่าตรงนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องที่ส่งนั้น อาจจะไม่ต้องส่งให้กับ ป.ป.ช. ลดลงมาเหลือส่งให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ เป็นผู้ดำเนินการในการที่จะสอบสวนต่อไปก็จะทำให้คดีนั้นมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็ สามารถตรวจสอบและติดตามได้ ทั้งหมดนี้นะครับ ทั้งองค์กรอิสระที่ได้มีการดำเนินการ รวมทั้งภารกิจของอัยการนั้นจะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานมีความเห็นตรงกันว่าควรที่จะต้องมี ความเป็นอิสระในการที่จะดำเนินงานแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซง โดยเฉพาะงานของอัยการนั้น เป็นปัญหามากในการที่จะถูกแทรกแซง เนื่องจากว่าเป็น ลักษณะทั้งต้นทางและกลางทางในการที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล จะมีปัญหาในเรื่องของ ทางการเมืองหรือทางฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ ฉะนั้นถ้าหากว่างานของอัยการ มีความไม่อิสระแล้วโอกาสที่จะถูกแทรกแซงในเรื่องของการให้ดุลยพินิจในเรื่องการใช้ ความเห็นต่าง ๆ ก็อาจจะถูกแทรกแซงได้ เช่นเรื่องการให้ดุลยพินิจในการให้ข้อแนะนำ หรือตรวจสอบตัวร่างสัญญาซึ่งเป็นร่างสัญญาที่มีผลเกี่ยวกับข้อผูกพันหรือข้อผูกมัดของ หน่วยงานราชการหรือของรัฐในการที่จะไปทำสัญญา ตรงนั้นก็อาจจะถูกแทรกแซงได้ ฉะนั้นถ้าหากว่าขาดความเป็นอิสระแล้วนี้ก็จะทำให้การทำงานนั้นขาดความคล่องตัวหรือว่า เกิดความไม่ยุติธรรมได้ ฉะนั้นในที่ประชุมจึงเห็นว่าภารกิจของอัยการนั้นต้องมีความเป็นอิสระ และควรที่จะได้รับการบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ เช่นเดียวกับองค์กรอิสระก็เช่นเดียวกัน ซึ่งในการตรวจสอบองค์กรอิสระเฉพาะตามรัฐธรรมนูญก่อนนะครับ ส่วนหน่วยงานที่เป็น อิสระอันนั้นอีกส่วนหนึ่งอาจจะประสงค์ที่จะให้มีความเป็นอิสระ แต่ว่าการจะเป็นองค์กร อิสระนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของภารกิจงบประมาณในการที่จะสามารถไปบริหารได้เอง อันนั้นก็เป็นส่วนที่ทางของคณะอนุกรรมาธิการได้สรุปแล้วก็เสนอให้กับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นคณะใหญ่ แล้วก็มีการปรับแก้แล้วก็ถกแถลงกัน อย่างกว้างขวาง ซึ่งก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ได้มีข้อสังเกต มีข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในหลาย ๆ ข้อซึ่งเป็นประโยชน์ในการที่จะ นำไปปรับแก้แล้วก็เสนอ ดังเป็นรูปเล่มที่ทุกท่านได้เห็นนี้นะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ