สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด รวมถึงกระบวนการก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลและกระบวนการหลังจากการพิจารณาของศาลเสร็จ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการพัฒนากระบวนการเหล่านี้ และให้มีการพูดถึงในหลายหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรม

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านจะให้เจ้าหน้าที่ลบการออกเสียง เสียก็ได้ครับ เวลาใกล้ ๆ ไม่ต้องกดออดก็ได้ครับ ผมเข้าใจว่าถ้าท่านประธานเห็นว่า ผมอภิปรายพอสมควรแล้วท่านก็กดไมโครโฟนแล้วก็เตือนผม ผมก็คงจบการอภิปรายครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จ ขออภิปรายใน ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิกร จำนง ได้หารือท่านประธานไว้ และเพื่อนสมาชิก หลายคนข้องใจครับ ก็คือเวลาจะอภิปรายให้เสนอชื่อตัวเองไปก่อน เสนอชื่อตัวเองไม่ว่า ก็มีการกำหนดขึ้นมาคร่าว ๆ ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ใช่ข้อบังคับ ให้เขียนด้วยครับว่าจะอภิปราย อะไร ผมพยายามหันไปถามเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากมหาวิทยาลัยบ้าง มาจากกองทัพบ้าง มาจากหัวหน้าส่วนราชการบ้าง ถามว่าเวลาเขาประชุมกรรมการ สภามหาวิทยาลัยเขาต้องเขียนมาก่อนไหมครับว่าอภิปรายอะไร ถามในแต่ละองค์กร ไม่เคยเจอองค์กรไหนครับ ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมานานก็ไม่เคยเห็นครับ คือใครใคร่ อภิปรายก็ยกมือขึ้นแล้วก็อภิปราย อภิปรายถ้าไร้สาระไม่เข้าเรื่องคนเป็นประธาน ก็จะตักเตือนแล้วก็ให้ยุติการอภิปราย แต่อภิปรายประเภทส่งชื่อก่อนแล้วก็ทำการบ้าน มาเสร็จ แล้วก็พิมพ์ส่งประธานสภา อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกกล่าวเมื่อสักครู่ว่า ท่านไม่อภิปรายต่อแล้วครับ ช่วยไปอ่านที่ท่านเขียนมาก็แล้วกัน อย่างนี้ไม่ใช่สภาครับ แล้วก็คิดว่ากรรมาธิการทั้งหมด ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านสมาชิกทุกท่านครับ กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับก็เห็นปัญหานี้ครับ เรื่องนี้ก็ตกไปแล้วครับ ไม่เขียนแน่ครับ ในข้อบังคับการประชุมสภา ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะอภิปรายก็เรื่องการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม ผมคิดว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญของการที่จะพาประเทศ ออกจากความขัดแย้ง ถ้าเพื่อนสมาชิกจำกันได้ว่าวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกใช้มาก และเป็นข้ออ้างตลอดของการที่ไม่ยอมรับอำนาจรัฐก็คือ ๒ มาตรฐาน คำว่า ๒ มาตรฐาน ไม่ได้หนีไปไหนครับ อยู่ในกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่อยู่ที่ศาล อย่างเดียวครับ กระบวนการยุติธรรมมันมีกระบวนก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลและ กระบวนหลังจากการพิจารณาของศาลเสร็จ กระบวนก่อนการพิจารณาของศาล ก็กระบวนการของพนักงานตำรวจจับกุม พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ถ้ากระบวนการ ก่อนมาถึงศาลเป็นไปด้วยความตรงไปตรงมา ศาลก็จะได้การตัดสินที่ตรงไปตรงมา หลังจากศาลตัดสินเสร็จแล้วกระบวนการหลังการฟ้อง หลังคำพิพากษาก็จะเป็นบังคับคดี ก็จะเป็นราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการมันต้องพูดถึง กระบวนการทั้งหมด เมื่อเช้าเพื่อนสมาชิกหลายคนที่อภิปรายไปนะครับว่ากระบวนการ ยุติธรรมเราบางครั้งก็ใช้อำนาจในทางที่ก่อให้เกิดปัญหาในกระบวนการเอง ยกตัวอย่าง ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายเมื่อเช้าครับ คดีที่มากที่สุดอยู่ในศาลยุติธรรมวันนี้โดยเฉพาะ ศาลอาญาและศาลต่างจังหวัด คดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด และคดียาเสพติดจำนวนมากเป็นกระบวนการที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่ เริ่มต้น เช่น ถ้าจับยาเสพติดได้ ๑ เม็ด ถ้าพิสูจน์ต่อได้ว่าเสพก็อาจจะเข้าสู่กระบวนการ ของการบำบัดรักษา แต่ถ้าพนักงานสอบสวนพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบครองไว้เพื่อการจำหน่าย และได้จำหน่ายโทษเขาก็จะหนักขึ้น ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับว่ากระบวนการอย่างนี้ ทำให้นักโทษของประเทศไทยซึ่งคุกเราเตรียมไว้สำหรับขังคน ๑๔๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ คุกประเทศไทยเรามีคนที่อยู่ในคุกทั้งหมด ๓๗๐,๐๐๐ คน ล้นเป็น ๓ เท่าเลยครับ หาทางออกได้ไหมครับ หาทางออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ก่อนมาสู่การตัดสินของศาลกับกระบวนการหลังคำพิพากษาคือกระบวนการจำขัง ต้องมีการปฏิรูปทั้งหมด คดีบางคดีจำเป็นไหมต้องไปไว้ในเรือนจำ คดีบางคดีส่งกลับไปให้ ท้องถิ่นของท่านประธานเรื่องการกระจายอำนาจได้ไหมครับ อบต. มีที่ควบคุม ความประพฤติของคนได้ไหมแทนที่จะส่งเข้าไปอยู่ในศาล อยู่ในเรือนจำ ใช้ใต้ถุน อบจ. กักขังไว้ตอนกลางคืน กลางวันก็ออกไปทำงานที่บ้านได้ไหม สำหรับคนเสพยาเสพติด เมื่อถูกจับกุมแล้วไปอยู่ใต้ถุน อบต. เขาอาจจะรู้ทั้งตำบลแล้วว่าคนนี้ติดยาเสพติด กลางวัน อาจจะไปทำงานได้ กระบวนการเหล่านี้ต้องได้รับการพัฒนา และที่สำคัญในหลายหน่วยงาน ของกระบวนการยุติธรรมต้องมีการพูดถึงครับ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกที่มาจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านก็เสนอแนวทางหลายเรื่องดี ๆ เมื่อวานนี้มีพนักงานสอบสวน จำนวนหนึ่ง น้อง ๆ พนักงานสอบสวนเดินทางมาที่สภายื่นหนังสือต่อสภา เพราะเขารู้สึกว่า เขาอยู่อย่างต้อยต่ำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขามีหน้าที่ทำการสอบสวนคดีทั้งหมด แต่ปรากฏว่าในหนังสือที่เขายื่นร้องเรียนผ่านท่านประธานผมมีโอกาสได้อ่าน เขาบอกว่า เขาต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้บังคับบัญชาในการทำสำนวนผิดหรือไม่ผิด หรือทำสำนวน ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เขาไม่อยากอยู่ เขาขออนุญาตโยกตัวเองไปอยู่กับคุณหมอพรทิพย์ ที่กระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้ก็ต้องได้รับการพิจารณาว่ากระบวนการก่อนฟ้องระหว่าง คนจับกุมมาสู่พนักงานสอบสวน จากพนักงานสอบสวนก่อนที่จะไปถึงอัยการ ปัญหาว่า พนักงานสอบสวนโดนครอบงำโดยใครเขากำลังสะท้อนกับสังคม กระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องปรับไหมครับ ปรับครับ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้เทอะทะ หลายคนบอกว่า เอานายกรัฐมนตรีออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจะได้มีความเป็นอิสระ เราเห็นตัวอย่างครับ สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะ สร้างสำนักงานอัยการขึ้นมา สร้างกองสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) ขึ้นมา สุดท้ายในวิกฤติบ้านเมืองทุกครั้ง องค์กรอย่างอัยการ องค์กรอย่างดีเอสไอ (DSI) กลับรับใช้การเมืองอย่างสุดจิตสุดใจ จนถึงตัวตายก็มี เพราะฉะนั้นการที่เอานายกรัฐมนตรีออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะไม่ใช่คำตอบว่าจะไม่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลายเป็นสมุนรับใช้ของรัฐบาล แต่ผมคิดว่ามันมีกระบวนการที่ต้องทำให้องค์กรเหล่านี้จากที่เล็กไปใหญ่เกิน เขาพูดถึง การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คำตอบที่ออกมาก็คือยกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกระทรวงตำรวจ ซึ่งผมคิดว่ามันสวนกับความรู้สึกจริง ๆ เราจะทำให้กระบวนการ ราชการเล็กลง สั้นลง กระชับเข้า แต่เรากำลังจะปฏิรูปครั้งหนึ่งยุคท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมาปฏิรูประบบราชการดีเพิ่มกระทรวงขึ้นไปจาก ๑๓ กระทรวง เกือบ ๒๐ กระทรวง จนจำชื่อกระทรวงตัวเองไม่ได้ กรมกรมเดียวผ่าเป็น ๓-๔ กรม จนเดี๋ยวนี้ชาวบ้านติดต่อไม่ถูก ไอ้นั่นปฏิรูปราชการก็คือทำให้ตำแหน่งเยอะขึ้น แทนที่จะ สั้นเข้ากลายเป็นกระบวนการมากขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราต้องการจริง ๆ ตำรวจเขามี สะท้อนมาเรื่อย ๆ ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าง ๓-๔ เดือนที่แล้วเราได้ยิน อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพูดว่าหน่วยงานที่แย่ที่สุด ตม. โกงกันเหลือเกิน กินกันเหลือเกิน อย่างนี้ท่านก็ยอมรับกันมาทั้งหมด ตม. คืออะไรครับ ตม. คือข้าราชการ ส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าและออกประเทศ ถามว่าเกี่ยวกับความมั่นคงไหมครับ หลายหน่วยงานเกี่ยวกับความมั่นคงหมดครับ การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ การทำงานของศุลกากรล้วนแต่เกี่ยวกับความมั่นคงหมด ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติคิดว่า หน่วยงานนี้ปัญหามากออกไปได้ไหมครับ ไปอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศเขาเสีย เขาจะได้นับคนเข้าคนออก และที่นั่งนับเข้านับออกก็ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ อาจจะทาปาก ทาแก้มแดง ๆ สวย ๆ นั่งแสตมป์ (Stamp) เข้าประเทศมันจะส่งเสริมการท่องเที่ยวดียิ่งกว่า คอยนั่งที่จะขู่เอาสตางค์จากจีนหลงเข้ามาเมืองไทย กระบวนการอย่างนี้คือการปฏิรูป ในกระบวนการยุติธรรม องค์กรที่เทอะทะทำให้เล็กลง องค์กรที่มีภาระมากทำให้ลดภาระ เรือนจำที่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนกลายเป็น ๓๗๐,๐๐๐ คนก็ต้องทำให้ภาระเรือนจำลด ภาระเรือนจำลดไม่ใช่การไม่จับกุมหรือไม่ลงโทษคนกระทำความผิด แต่กระบวนการ หลังคำพิพากษาควรจะมีกระบวนการมากกว่านั้น คดีบางคดีควรจะได้รับการพิจารณา ในทางที่ไม่ถึงกับจำคุกก็ต้องหาวิธีการ อันนี้ที่ผมเสนอก็คือ ๑ ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีเพื่อนสมาชิกที่มาจาก ตำรวจเองได้อภิปรายกันไว้หลายคน ส่วนที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตอภิปรายให้กับท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็คือเรื่องการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ผมคิดว่าเรื่องการกระจายอำนาจ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกพูดก็เป็นข้อที่น่าสนใจครับ เป็นข้อกังวลแต่ข้อกังวลนั้นก็เริ่มพัฒนาไปอย่างอื่น ก็คือการกระจายอำนาจที่ประชาชน ในชนบทโดนคุกคามโดยผู้มีอิทธิพล ไม่สามารถสะท้อนการใช้สิทธิใช้เสียงด้วยใจที่รัก หรือศรัทธาจริง ๆ ผมรักผมศรัทธาท่านประธานอยากเลือกท่าน แต่ว่าที่นั่งข้างหลังผม เขาบอกถ้าผมเลือกท่านกลับมาบ้านผมจะไม่ปลอดภัย ผมก็ต้องรักชีวิต กระบวนการเลือกตั้ง อย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ครับ จะปล่อยให้กระบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะผมต้องตัดสินใจ ไปเลือกคนที่อยู่ข้างเดียวกับอันธพาล คนชั่วเข้ามาปกครอง แต่เนื่องจากพัฒนาการของ บ้านเมืองดีขึ้น จำนวนผู้มีอิทธิพลก็ลดถอยลงไปพอสมควร และผมมั่นใจครับว่ารัฐบาล ชุดปัจจุบันท่านประกาศนโยบายเอาจริงเอาจังกับขบวนการเรื่องอิทธิพล ผมเชื่อมั่นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าปราบอิทธิพลภายใน ๓ เดือนเงียบครับ เงียบก็คืออิทธิพล เรื่องเงียบจริง ๆ ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรีเงียบนะครับ อิทธิพลได้เงียบจริง ๆ เพราะถ้าท่าน เดินหน้าเอาจริงในยุคนี้ไม่มีใครขวางท่านได้ แต่สิ่งที่ขึ้นมาทดแทนการเลือกตั้งท้องถิ่น และเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือพัฒนาการของระบบทุนนิยม วันนี้การเมืองสมัยยุคพวกผม สมัครกันครับ นักธุรกิจนายทุนน้อยมากครับ เป็นครูกับทนายความ นักกฎหมาย จากต่างจังหวัดมาสมัครผู้แทนกัน รอบสภาผมกลายเป็นลูกเถ้าแก่หมดแล้ว กลายเป็น คนรวยหมดแล้ว เพราะหนทางในการถอนทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนทางการเมืองที่เขาเรียกว่า ธนบัตรการเมืองหรืออะไรทำนองนี้ครับ การตัดสินแบบนี้เริ่มลามไปในความรู้สึกของ ประชาชนมากยิ่งขึ้น ๆ จนสุดท้ายครับ ท่านพงศ์โพยมครับ เดี๋ยวนี้มันรุนแรงอาละวาด ไปถึงภาคใต้ แล้วต้นกำเนิดที่ผมต้องฝากท่านไปแก้ไขก็คือภาคใต้เริ่มมีการซื้อเสียงหนักขึ้น ๆ ตั้งแต่ยุค คมช. ประกาศให้เลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกผู้ใหญ่บ้านโดยเลือกเสร็จ ครองอายุจนถึง ๖๐ ปี คนอายุ ๓๐ ปีเริ่มคำนวณครับ เป็นผู้ใหญ่บ้านเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นกัน ๓๐ ปี รวมแล้วกี่ล้าน เขานับได้ครับ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่บ้าน หาเสียงกันกี่คนครับ คนทั้งหมู่บ้าน ๑๐๐ คน นับได้ ๔๐ เสียง แล้วขาดอีก ๑๑ เสียง ชนะขาดแน่ ๆ ๑๑ เสียงนั้นราคาเสียงเป็นหมื่นครับ ผมก็เห็นรับคนจากหน้ารามคำแหง ไปลงคะแนนที่ภาคใต้ นั่งเครื่องบินไปกลับครับ ขากลับใส่กระเป๋ามาอีกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไปเลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกผู้ใหญ่บ้านกลายเป็นลงทุนเป็นล้านครับ ถามว่า คุ้มไม่คุ้ม พ่อแม่คนที่ส่งไปให้ลงทุนเป็นล้านมันบอกคุ้ม ไอ้นี่ไม่เอาเรื่องไม่เอาถ่าน เป็นลูกคนเดียวที่ไม่เอาถ่าน ลงทุนให้มัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันอยู่ได้อีก ๓๐ ปี แล้วถึงเวลา เลือกกำนันก็ง่ายครับ ที่ คมช. เขาแก้ไขก็คือให้ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐ คนประชุมกัน เสียงข้างมาก เลือกใครคนนั้นก็ได้เป็นกำนัน ชาวบ้านไม่รู้กันทั้งตำบลครับว่าคนนี้จะเป็นกำนัน รู้แต่ว่า ผู้ใหญ่หมู่นั้นมันได้เป็นกำนัน แล้ววิธีนับง่ายครับ ๑๐ คนครับผู้ใหญ่บ้าน วิธีเลือกกำนัน ก็ตัวเอง ๑ แล้ว หาอีกสัก ๕ จะหาอีกสัก ๕ ก็เท่ากับ ๖ เสียงชนะขาดครับ เดี๋ยวก็เป็นกำนัน เป็นกำนันแล้วเป็นกัน ๖๐ ปี ที่จริงระบบนี้มันโดนพังทลายไปครั้งหนึ่งแล้ว แล้วท่ามกลาง ความยุ่งยากครับ จะเลือกกำนันมา ๕ ปีเขาสู้กันมา ๓๐ ปีกว่าจะได้แก้กฎหมาย ไปในสภา รัฐบาลล้มไปไม่น้อยกว่า ๓-๔ รัฐบาล เพราะจะแก้กฎหมายให้เลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน จากตลอด ๖๐ ปีมาเหลือ ๕ ปี แก้เสร็จพอกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเริ่มเข้าระบบจบครับ ปฏิวัติคราวก่อนทีเดียวไปแก้กฎหมายย้อนกลับคราวนี้ยุ่งเลยครับ แล้วก็ไม่ใช่ใช้อิทธิพลอะไรครับ สตางค์ทั้งนั้น ถ้าเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มต้นใช้สตางค์ท่านคิดว่ามันจะเอาไปทำอะไร แล้วก็เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่าเลือกกันมาตั้งนาน หลายครั้งไม่เห็น กกต. เคยจับเรื่องซื้อเสียงได้ ก็ต้องพิจารณาครับ การกระจายอำนาจเป็นเรื่องจำเป็นและ เรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าวันข้างหน้าว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม ผมเป็นคนจากชนบทนะครับ วันที่เป็นสมาชิกในสภานี้ครั้งแรกไม่มีท้องถิ่นครับ โครงการทุกโครงการผู้ใหญ่บ้านจะเป็น คนพิจารณา ขอถนนลูกรังสายหนึ่งต้องเขียนส่งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านต้องประชุมกับกำนัน เขียนผ่านกำนัน กำนันส่งเรื่องให้นายอำเภอ นายอำเภอส่งเรื่องให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดส่งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งอธิบดี อธิบดีเสนอ ปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงส่งมาที่สภา ถนนลูกรังในชนบทสายเมื่อก่อนครับแทงหนังสือ หนาเป็นคืบครับ จนลืมไปแล้วถึงจะได้ แต่หลังจากท้องถิ่นเกิดเดี๋ยวนี้ อบต. ทุก อบต. ไม่ได้ สนใจหน้าผู้แทนหรอกครับ ถนนลูกรังขณะนี้ก็ทำได้ งบก็มีปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ทำถนน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาททำได้ ชนบทเริ่มเปลี่ยนแปลงครับ เดี๋ยวนี้ไปที่ไหน ในประเทศไทยคำว่าชนบทกับเมืองเริ่มจะชิดกันมากครับ ไม่มีอำเภอไหนในประเทศนี้ ถ้ามีก็ยกเว้น ๒-๓ อำเภอในภาคเหนือที่อยู่บนดอย ที่วิ่งจากอำเภอมาถึงจังหวัดใช้เวลาเกิน ๔๐ นาที ไม่มีแล้วครับ ไม่มีอำเภอไหนในประเทศนี้ครับที่ไม่มีถนนลาดยาง เราเคยบอกว่า โรงเรียนกันดารเมื่อก่อนต้องห่างถนนลาดยาง ๕๐๐ เมตรให้ถือว่าเป็นโรงเรียนกันดาร ได้เบี้ยกันดารเพิ่ม ๕๐๐ บาท เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ โรงพยาบาลอำเภอไหนก็ตามทั่วประเทศนี้ ไม่มีโรงพยาบาลไหนไกลจากถนนลาดยางถึงหมดแล้วครับ คำว่าชนบทมันเริ่มหายไป ปฏิเสธไม่ได้ครับที่มันพัฒนามาเร็วในรอบ ๒๐ ปีนี้เนื่องจากการกระจายอำนาจ พอถึงกระบวนการกระจายอำนาจวันนี้ผมคิดว่าเราไม่มีสิทธิปฏิเสธในการที่จะส่งเสริม และท่านก็คงทราบว่าสังคมเรื่องพูดถึงการกระจายอำนาจระดับเมืองใหญ่หรือการเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัด พอเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดปัญหาก็ติดอีก อบต. ก็ซื้อเสียง ส.จ. ก็ซื้อเสียง เลือกผู้แทนก็ซื้อเสียง เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดก็ซื้อเสียง ที่ผมโยงทั้งหมด ผมยอมรับว่ามันเป็นปัญหา แต่สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าจริง ๆ ขออนุญาตกราบเรียน เพื่อนสมาชิกทั้งสภาครับ เรื่องซื้อเสียงครับท่าน ถ้าก่อน ๒๐ เดือน ครบ ๒๐ เดือนนะครับ คิดไม่ออกว่าแก้ซื้อเสียงอย่างไร เสี่ยงมากครับ คือถ้า ๒๐ เดือนที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคิดเรื่องป้องกันการซื้อเสียงไม่ออกนะครับ อีก ๒๐ เดือนข้างหน้า ท่านจะเสี่ยงอีกรอบ และชีวิตท่านก็จะเป็นเสี่ยง ๆ กันทั้งหมด เพราะไม่มีใครมาเสี่ยงปฏิวัติ ให้แบบนี้อีกแล้ว ที่ผมพูดทั้งหมดกำลังโยงให้เห็นว่าระบบทั้งหมดมันมีที่ไปที่มาครับ ถ้าไม่แก้ ที่รากฐานปัญหา ไปนั่งหยิบปัญหาปลีกย่อยทั้งหมดเราจะแก้อะไรไม่ได้ ผมอภิปราย เป็นครั้งที่ ๓ แล้วคิดว่าก็พยายามจะลดการอภิปรายลงครับ ผมพยายามโยงทั้งหมดให้เห็นว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราทั้งหมดเริ่มต้นจากเราไม่ใช่สภานิติบัญญัติ เราไม่ใช่ สภาบริหาร เราเป็นสภาที่นายกรัฐมนตรีตั้งมาช่วยคิด คิดในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คิดให้เสร็จเมื่อไรครับ คิดให้ใครครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้มีหน้าที่คิด ให้ท่านนายกรัฐมนตรีให้กับรัฐบาล แล้วต้องเป็นรัฐบาลนี้ครับ ไม่ต้องคิดเผื่อรัฐบาลหน้า เพราะรัฐบาลหน้ามาถึงตำราท่านเขาฉีกทิ้งหมดครับ คิดต้องคิดให้จบก่อน ๒๐ เดือนนี้ แล้ว ๒๐ เดือนนี้เราจะเผชิญหน้าอะไรครับ หลังจากครบ ๒๐ เดือนเราจะไปเผชิญหน้ากับ การเลือกตั้ง ถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศปล่อยให้ขับเคลื่อนประเทศนี้ไปสู่ การเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมโหฬาร วินาศสันตะโรเราก็ต้องรับผิดชอบครับ อย่าคิดอย่างอื่นมากครับ เราไม่ได้มีอำนาจเลยครับ สภานี้มาช่วยค้นคิดแล้วให้ทางรัฐบาลเป็นคนทำ แต่ถ้าเราคิดมากครับ จะตั้งโน่นตั้งนี่ผมมีประสบการณ์มาเยอะครับในสภา ๒๗ ปี เริ่มตั้งแต่เป็นผู้แทนเดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาทจนมาเดือนละแสนบาทครับ เริ่มจากประชุมกรรมาธิการทีละ ๕๐๐ บาทครับ จนเพิ่มมาทีละ ๑,๐๐๐ บาท ขึ้นเงินเดือน ส.ส. ทุกทีจาก ๑๖,๐๐๐ บาทเป็น ๔๐,๐๐๐ บาทโดนด่าอยู่ ๔ เดือนครับ แล้วได้รับการขึ้นเงินเดือนทุกครั้งที่เขาปฏิวัติครับ เพราะกับดักของสภามันทำให้สภาปฏิรูป แห่งชาติหลงกับดักไป ๑๘ กรรมาธิการ ๕๐ อนุกรรมาธิการ ศึกษาอะไรครับ ศึกษาไปให้ใคร เราก็อย่าไปตกกับดักอย่างนั้นครับ สภานี้ศึกษาเพื่อให้กับรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลชุดนี้ครบวาระ สภานี้จบครับ เพราะตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็ขอเสนอความคิดเห็น ต่อเพื่อนสมาชิกทั้งหมดผ่านไปยังท่านประธานที่ศึกษาเรื่องการกระจายอำนาจด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ