วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่สำคัญทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ความเป็นอิสระในการบริหารงานของตำรวจ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการสอบสวน โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมต่อประเด็นการปฏิรูป กิจการตำรวจ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็กราบเรียนผ่านไปยังท่านสมาชิก เอกสารฉบับนี้อยู่ในมือผม และเข้าใจว่าถ้าท่านสมาชิกได้มีโอกาสอ่านเรื่องการปฏิรูปกิจการ ตำรวจจะเข้าใจได้โดยง่าย และเป็นการเขียนข้อสรุปต่าง ๆ ครบถ้วนกระบวนความต่าง ๆ แทบจะทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตพูดย่อ ๆ พอสังเขป เพื่อให้เข้าใจ เป็นแนวทางว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปและแนวคิดอย่างไร รวมทั้งเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป ได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เดิมทีเดียวนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ทำภารกิจในเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ แต่ปรากฏว่า ครั้นเสนอเข้ามาสู่ที่ประชุมมีข้อขัดแย้งกันพอสมควรเกี่ยวกับเรื่องการสอบสวน จนในที่สุดที่ประชุมเห็นว่าเรื่องนี้ควรเอากลับไปทบทวนใหม่ ประเด็นสำคัญที่เรามีความเห็น แทบจะไม่ตรงกันในสภานี้คือเรื่องอำนาจของการสอบสวนว่าควรจะแยกออกจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติไปเลย หรือควรยังอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเป็นแท่งขึ้นมาใหม่ ในที่สุดในชุดคณะกรรมาธิการที่มีท่านเสรีเป็นประธานนั้นไม่อาจจะตกลงกันได้ ท่านประธาน ในขณะนั้นคือท่านอาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับหลายกรรมาธิการและรวมทั้งบุคคลภายนอกท่านจึงตั้งคณะกรรมการพิเศษ ขึ้นมาคณะหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจ อันประกอบด้วย คณะกรรมาธิการในหลายคณะ ๑๘ คณะมารวมกันอยู่ตรงนี้ เพราะเกี่ยวทั้งการเมือง เกี่ยวทั้งเรื่องของบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันหลาย ๆ ส่วนครับ มาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ และท่านประธานเทียนฉายเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับ กระทรวงมหาดไทยท่านก็ขอให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้เกี่ยวกับ กระทรวงยุติธรรมท่านก็ขอผู้แทนกระทรวงยุติธรรมเข้ามา เรื่องนี้เกี่ยวกับศาล ท่านก็ขอผู้แทนของศาลเข้ามา เรื่องนี้เกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุดท่านก็ขออัยการสูงสุด เข้ามา และเรื่องนี้เกี่ยวกับตำรวจโดยตรงก็มีตำรวจเข้ามาเป็นผู้แทนในที่นี้ วันนี้ท่าน เป็น สปท. ด้วยคือท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ก็ได้ทำการสรุปศึกษาเรื่องนี้ เป็นข้อสรุปชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ สาระที่ผมจะเอาย่อ ๆ และขอให้ท่านทั้งหลาย ถ้าอ่านดูแล้ว ผมเองเป็นเลขานุการเป็นคนสรุป เป็นคนเขียน แล้วก็โดยความเห็นชอบของ ที่ประชุม อ่านง่ายไม่ยุ่งยาก อ่านผัวะรู้เลยว่าแนวทางการปฏิรูปตำรวจเขาทำอย่างไร สิ่งที่ ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องของตำรวจนี้มีปัญหาใหญ่ ๆ อยู่ประมาณสัก ๔-๕ เรื่อง คือ เรื่องที่ ๑ ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจที่จากการแทรกแซงทางการเมือง เห็นว่าตำรวจที่มีปัญหาทุกวันนี้เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซงได้ตำรวจจึงกลายเป็น เครื่องมือทางการเมืองของนักการเมือง อันนี้ประเด็นที่ ๑ ที่ที่ประชุมตั้งเป็นประเด็นศึกษา ประเด็นที่ ๒ ที่ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาของตำรวจมีนั้นก็คือเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการตำรวจ และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ ควรจะต้องปฏิรูปเพื่อจะได้เป็นหลักประกันในการที่ทำหน้าที่ของตำรวจอย่างตรงไปตรงมา นี่คือข้อที่ ๒ ที่ที่ประชุมยกเป็นประเด็น ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือเรื่องงานสอบสวน เราเห็นว่า การสอบสวนนั้นมันเบี่ยงเบนได้เพราะถูกแทรกแซงของผู้มีอำนาจทั้งภายในและภายนอก อันนี้ต้องปฏิรูป และประการที่ ๔ นั้นเห็นว่าหน่วยงานของตำรวจเห็นพ้องต้องกัน ตรงกัน ขออภัยครับ ท่าน พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ท่านกรุณามาเป็นคณะกรรมการ ในชุดนี้ด้วย ตรงกันทั้งชุดในอดีต ชุดปัจจุบัน รวมทั้งตำรวจว่าภารกิจบางเรื่องนั้นไม่ควรจะ เกี่ยวข้องกับตำรวจแต่ตำรวจต้องรับภารกิจดังกล่าวนั้นมา เห็นว่าบางเรื่องนั้นมันรุงรัง เกินความจำเป็น อะไรที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับตำรวจก็น่าจะให้หน่วยงานอื่นไปดูแลเสีย เป็นไปได้ไหม ป่าไม้ ท่องเที่ยว อะไรต่อมิอะไรหลายเรื่องที่เราเขียนไว้ในนี้ไปดูในรายละเอียด รถไฟก็ดี อะไรก็ดี แต่ไปไม่ได้ มาได้เพราะอะไร ที่มาที่ไปได้เขียนไว้ละเอียด สุดท้าย เราเห็นว่าเรื่องอื่น ๆ ยังจำเป็น เช่น เรื่องนิติวิทยาศาสตร์บางทีก็เบี่ยงเบนได้ เรื่องการสร้าง กลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชนว่าประชาชนจะเข้ามา มีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับตำรวจ อันนี้เราก็เขียนไว้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราคิดว่า นี่คือปัญหาซึ่งผมขออนุญาตทวนเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่าสิ่งที่คณะชุดนี้ได้ทำ เมื่อเป็นอย่างนี้ถามว่าเขาแก้อย่างไร ผมขอย่อ ๆ นะครับท่านประธาน ประเด็นแรก การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง คือความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจ ที่ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง แม้ว่าจะทำได้ยากแต่ถ้าทำด้วยวิธีนี้เขาบอกว่าทำได้ ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันบอกก็คือต้องไปแก้ที่ ก.ตร. ปัจจุบันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สตช. พอเป็นประธาน สตช. มีอำนาจในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. อำนาจอยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อนายกรัฐมนตรีรวบหัวได้ในที่ประชุมนะครับเป็นศัพท์ของที่ประชุม ผมขออนุญาตพูดให้เข้าใจง่าย เมื่อรวบหัวได้แปลว่าท่านรวบได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น การเมืองมันก็แทรกแซงได้หมด ที่ประชุมจึงมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าเราจะปฏิรูปตำรวจ แบบง่าย ๆ และสบาย ๆ แก้กฎหมายที่ประชุมบอก ๑. แก้เรื่ององค์ประกอบของ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจคือ ก.ตร. เสีย อย่าให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ และอย่าให้ท่านมามีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลใน ก.ตร. ก.ตร. หลายคน ที่นั่งอยู่แล้วก็ต้องเกรงใจนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไรส่งสัญญาณ นิดเดียวไปหมด เพราะฉะนั้นต้องไม่ให้การเมืองเข้ามาเกี่ยว เขาก็เลยบอกว่าฉะนั้น คณะกรรมการ ก.ตร. นั้นคือประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้คัดเลือกจาก อดีตข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าขึ้นไป ยศพลตำรวจเอก โดยลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือ เทียบเท่าขึ้นไป แปลว่าประธานให้ตำรวจเลือกกันเอง ที่ประชุมคิดนะครับ ท่านเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเดี๋ยวค่อยว่ากัน ประการที่ ๒ กรรมการ ก.ตร. นั้นควรจะประกอบด้วย ๑. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเลขาธิการ ก.พ. โดยตำแหน่ง ๒. จเรตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่ายศพลตำรวจเอก จำนวน ๖ คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป ยศพลตำรวจเอกขึ้นไป แปลว่าให้ผู้กำกับยศพลตำรวจเอกขึ้นไปนั้นมาเลือก ข้าราชการประจำที่เป็นรอง ผบ.ตร. หรือจเรมา ๖ คน ที่ประชุมได้มีการถกแถลงกันเยอะ เขามีเหตุผลแยะ ลองไปอ่านดูนะครับ และข้อ ๓ อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไปยศพลตำรวจโท จำนวน ๓ คน นี่คือเป็นอดีต โดยลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับยศพันตำรวจเอก นั่นแปลว่า ให้ตำรวจทั้งมวลเลือกอดีตข้าราชการมาอีก ๓ คน ท่านประธานมองหน้าผม ผมจะพยายาม รีบสรุปเกรงใจท่านประธาน นั่นแปลว่าข้าราชการประจำที่มาเป็นกรรมการ ตำรวจเขาเลือกเอง ห้ามหาเสียงเขาว่าอย่างนั้น อดีตก็ให้ตำรวจเลือกกันเอง ประธานก็ให้ตำรวจเลือกกันเอง แล้วต่อมานั้นข้อ ๓ ก็คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ได้แก่ ให้ผู้แทนคณะรัฐมนตรีมา ๑ คน ต้องให้เกียรติฝ่ายบริหาร ผู้แทนจากวุฒิสภา ๑ คน และผู้มีความรู้ในสาขาต่าง ๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น โดยกรรมการ ก.ตร. ตามที่ผม ว่ามานี้สรรหามา ๒ คน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากรรมการของ ก.ตร. นั้นจะปราศจาก การแทรกแซงทางการเมืองของนักการเมือง ถ้าจะว่าไปแล้วกรรมการ ก.ตร. ที่ที่ประชุม คณะกรรมการปฏิรูปคิดกันว่าด้วยวิธีการแบบนี้เท่านั้นจะทำให้ปลอดจากการแทรกแซง ทุกคนต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นรู้ และคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเขารู้ว่าใครควรเป็น ไม่ควรเป็น เป็นการบริหารระหว่างตำรวจกับตำรวจ และมีบุคคลภายนอกบางส่วนเข้าไปร่วม นั่งดูแลกำกับด้วย นี่จะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายโดย ก.ตร. นั้นจะปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง และจะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้นเป็นไปด้วยปลอดจากการเมือง พอสมควร นี่ที่ประชุมคิด ประการต่อมา ปฏิรูปกรรมการนโยบายหรือ ก.ต.ช. นั้น นายกรัฐมนตรียังเป็นอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอยู่ แล้วก็มีอื่น ๆ อีกครับ นายกรัฐมนตรีและกรรมการอย่างที่ว่านั้นไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย เพียงแต่กำกับ ดูแลด้านนโยบาย นี่คือ ก.ตร. และ ก.ต.ช. และประการต่อมาปฏิรูปการแต่งตั้งผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ เดิมนายกรัฐมนตรีคนเดียวเสนอ ต่อไปนี้เขาบอกวิธีแบบนี้ไม่เอาครับ เพราะฉะนั้นใครจะเป็น ผบ.ตร. นั้น เพื่อลดการแทรกแซงเขาเขียนไว้เลยว่า เพราะฉะนั้น การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแต่เพียงองค์กรเดียว ด้วยการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชตำรวจ จเรตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่า ยศพลตำรวจเอก จำนวน ๓ คน แล้วให้ข้าราชการระดับผู้กำกับหรือยศ พันตำรวจเอกขึ้นไปลงคะแนนเลือกเหลือจำนวน ๑ คน เพื่อเสนอ ก.ตร. พิจารณานำเสนอ นายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบทูลโปรดเกล้าฯ ต่อไป นี่คือวิธีการแบบนี้เขาเสนอมา รายละเอียดท่านลองไปอ่านดูนะครับ และต่อไปเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย วิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง เขาก็ได้พูดไว้ถึงเรื่องระบบอาวุโส วิธีการ ไม่ใช่เป็นระบบที่ข้ามอาวุโสกันไป จากระดับ ๓๘ ข้ามอันดับ ๒ อันดับ ๕ อันดับ ๗ เขาให้พิจารณาลำดับอาวุโสเป็นสำคัญ เว้นแต่ ๑ ๒ ๓ ว่าไป อันนี้ให้ไปแก้ให้ชัดเจน เรื่องการปฏิรูปการสอบสวนยังเห็นว่า การสอบสวนนั้นยังควรอยู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ให้แยกแท่งต่างหาก เพราะการพัฒนา การดำเนินการ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ ทางตำรวจเขาพัฒนา มาไกลแล้ว เพียงแต่การแต่งตั้ง โยกย้ายมันไม่เป็นธรรม และการเจริญเติบโตของ พนักงานสอบสวนไม่เป็นธรรม มีปัญหา แต่ถ้าระบบแยกเป็นแท่งต่างหาก เขาเชื่อว่า แก้ปัญหาได้ รายละเอียดท่านลองไปอ่านดูนะครับ และประการต่อมาเรื่องถ่ายโอนภารกิจ หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องเขาเขียนไว้เยอะว่าอะไรบ้างควรถ่ายโอนไป ซึ่งตำรวจก็เห็นด้วย แต่บางเรื่องอาจทำไม่ได้ด้วยเหตุอะไร เขาก็เขียนไว้ด้วย สุดท้ายก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมในภาคประชาชน ทุกวันที่มีคณะกรรมการ กต.ตร. อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ เขาบอกว่ามันถูกครอบถูกควบโดยผู้มีอำนาจในจังหวัดหรือผู้กำกับ ผู้การอะไรอย่างนี้ เขาบอกควรจะมีกฎหมายให้มาเฉพาะต่างหาก ให้บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ มีอำนาจ มีส่วนร่วม มีการกลั่นกรอง มีกระบวนการที่มันไม่ใช่เหมือนปัจจุบัน และสุดท้ายนั้น ประชาชนน่าจะมีส่วนร่วมและในการตรวจสอบตำรวจโดยควรจะมีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม รายละเอียดเขาเขียนไว้ครับ และเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ด้วยครับ ถ้าท่านทั้งหลาย ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ได้โปรดเมตตาอ่าน แล้วจะชัดเจนมากกว่าผมสรุป ดังนั้นเชื่อเหลือเกินว่าได้เขียนไว้ชัด เหลืออีกนิดเดียวว่า รัฐบาลหรือพวกเราจะขับเคลื่อนให้มันบรรลุผลได้หรือไม่นั้นอยู่ตรงนี้ละครับ