รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ครบองค์ประชุมนะครับ ผมจะอนุญาตให้ท่านได้หารือท่านละ ๒ นาที ถึงปัญหาต่าง ๆ นะครับ ผมไปที่ท่านแรก ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล แล้วต่อด้วยท่านเกียรติ์อุดมนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมหารือต่อท่านประธานถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดสุโขทัยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนว่าได้มีถนนจากอําเภอคีรีมาศไปอําเภอบ้านด่านลานหอยของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นถนนแยกจากทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ ซึ่งเป็นทางหลวงชนบทระยะทางยาวเป็น ๑๐ กิโลเมตร ๑๐ กว่ากิโลเมตรขึ้นไป ชํารุดเสียหายเป็นจํานวนมาก แล้วก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ได้รับการดูแลและซ่อมแซมมาหลายปีแล้วนะครับ ก็ฝากต่อท่านประธานไปถึง กรมทางหลวงชนบทได้จัดสรรงบประมาณในการที่จะบํารุงเส้นทางนี้ หรือว่ามีการปรับผิว ถนนลาดยาง สายอําเภอคีรีมาศไปอําเภอบ้านด่านลานหอย แล้วผ่านตําบลบ้านน้ําพุ ของอําเภอคีรีมาศนะครับ ก็ฝากต่อท่านประธานด้วยนะครับ แล้วก็อีกสายหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ก็คือถนนแยกทางหลวงหมายเลข ๑๓๑๑ นะครับ ก็อีกเส้นหนึ่งซึ่งผ่าน บ้านใหม่ทุ่งโพธิ์เงิน ตําบลหนองกระดิ่ง อําเภอคีรีมาศ ก็อยากให้ทางทางกรมหลวงชนบท และรัฐบาลนั้นได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงถนนเส้นทางหลวงหมายเลข ๑๓๑๑ นะครับ ไปบ้านใหม่ทุ่งโพธิ์เงิน ตําบลหนองกระดิ่ง อําเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ทั้ง ๒ สาย ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ แล้วต่อด้วยท่านนริศ ขํานุรักษ์ เชิญครับ ท่านเกียรติ์อุดมยังไม่มานะครับ ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านสหรัฐ กุลศรี ก่อนครับ อยู่ไหมครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมรอนะครับ แต่เอาท่านนริศ ก่อนแล้วกัน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงเรื่องที่ผมหารือเป็นเรื่องของสัดส่วนของสมาชิกของกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร นะครับ แต่ว่าขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาสั่งด้วยนะครับ เพราะว่าท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรก็อยู่พอดี คือขณะนี้จํานวนผู้แทนราษฎรมันเปลี่ยนแปลงจากที่คํานวณ สัดส่วนไว้เดิม คือพรรคเพื่อไทย ลดลง ๑ พรรคภูมิใจไทย ลดลง ๑ พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้นมา ๒ การคํานวณสัดส่วนจึงต้องคํานวณใหม่ ก็คือกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทย ต้องลดลง ๑ ของพรรคภูมิใจไทย ลดลง ๑ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องได้มา ๒ ทีนี้ได้มา ๒ ขณะนี้ ๒ ที่ที่ว่างก็ยังไม่มีการแต่งตั้งแต่อย่างใด ผมคิดว่าขณะนี้มันต้นปีงบประมาณพอดี จึงอยากที่จะให้ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาแจ้งพรรคการเมือง ๒ พรรคการเมือง ดังกล่าวได้มอบกรรมาธิการ ๒ กรรมาธิการนั้นมาให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพวกกระผมจะได้ แต่งตั้งพรุ่งนี้ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมเพื่อที่จะเกลี่ยกรรมาธิการกันใหม่ ในวันพรุ่งนี้ จึงขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาสั่งการให้มีการมอบตําแหน่งกรรมาธิการ ที่ว่าง ๒ ตําแหน่งให้กับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ท่าน ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องนโยบาย ของรัฐบาลที่จะทําการก่อสร้างโครงสร้างทางพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ (Motorway) ท่านประธานครับ พี่น้องชาวอําเภอปากช่องนั้น ได้ดีใจและเสียใจ ที่ดีใจก็คือจะมีความเจริญตัดผ่านมายังอําเภอปากช่อง ผ่านไปยังจังหวัด นครราชสีมา ถือว่าเป็นสิ่งดี พี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่องไม่ได้ขัดขวาง ยินดีครับ แต่ในขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวได้สูญเสียที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย ทําให้เดือดร้อน จึงฝากกระผมนั้นมาหารือประธานรัฐสภา ให้หารือท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าพี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่องนั้นต้องการให้หาที่ทํากินให้กับพี่น้อง ประชาชนหากว่าที่ดินทํากินได้ถูกรถไฟฟ้าความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟรางคู่ได้ตัดผ่าน
อีกประการหนึ่งนั้นก็คือ พี่น้องประชาชนต้องการที่จะให้เวนคืนในราคา ที่เป็นธรรม เพื่อให้เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว ขอกราบขอบคุณครับ
ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ต่อด้วยท่านวรชัย เหมะ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนกรณีปัญหาอุทกภัย ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของกระผมอยู่ในขณะนี้ ที่อําเภอม่วงสามสิบ ทั้งบ้านน้ําอ้อม บ้านผักกะย่า บ้านหนองผํา บ้านไผ่ใหญ่ บ้านโนนรังใหญ่ บ้านหลักชัย บ้านเหล่าบก บ้านเศรษฐี บ้านหนองบัวดอนดอนส้มป่อย บ้านน้ําคําแดง บ้านหนองแสง บ้านหนองเม็ก บ้านพระโรจน์ พื้นที่เหล่านี้ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักนะครับ ที่อําเภอดอนมดแดง ทั้งตําบลดอนมดแดง บ้านดงบัง บ้านค้อ ตําบลท่าเมือง บ้านสว่าง บ้านโนนสวาง บ้านนาคําภูฮี บ้านยางกระเดา บ้านท่าศิลา และบ้านท่าลาด ก็ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นกัน ที่อําเภอตาลสุม ทั้งบ้านเป็ด บ้านนาคาย บ้านปากเซ หมู่บ้านต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานเป็นหมู่บ้านที่ประสบ ปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในขณะนี้ ปัญหาที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ๒ หน่วยงานที่ผมกราบเรียนในเบื้องต้นก็คือ ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งประกาศพื้นที่ ภัยพิบัติโดยด่วน ถ้าเผื่อว่าประกาศพื้นที่ภัยพิบัติช้า การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็จะ ช้าตามไปด้วย
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ว่ากระทรวงนี้มีความสําคัญต่อการเยียวยา การดูแลพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ในรอบปีที่ผ่านมามีพี่น้องที่ประสบปัญหาอุทกภัยแล้วไม่ได้รับการดูแล เกษตรตําบล เกษตรอําเภอบางพื้นที่แจ้งกับพี่น้องประชาชนว่าความเสียหายนั้นเสียหายไม่มาก คือไม่เสียหายทั้งหมด เพราะฉะนั้นนิยามของคําว่า เสียหาย ขอให้ชี้แจงให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าใจว่าคําว่า เสียหาย อาจจะมีทั้งเสียหายเล็กน้อย เสียหายปานกลาง เสียหายมาก และเสียหายทั้งหมด การดูแลของรัฐบาลจะได้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเป็นธรรม จึงอยาก กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ๒ หน่วยงานให้เร่งดําเนินการเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ของเราครับ ขอบคุณครับ
ท่านวรชัย เหมะ ต่อด้วย ท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ มีผู้รับเหมาเกี่ยวกับทํางานหน่วยงานของรัฐได้ร้องเรียนมาว่า วันนี้เขาทํางานเสร็จแล้ว แล้วก็งบประมาณผูกพันตั้งแต่ปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ เขาไม่สามารถที่จะ เบิกเงินได้ เพราะว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องงบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาล ได้ผ่านวาระที่สามไปแล้ว งบจะต้องใช้วันนี้ครับ เพราะฉะนั้นเป็นความเดือดร้อนของ ผู้รับเหมา นักธุรกิจ ที่ไม่สามารถเบิกเงินได้ ผู้รับเหมาเหล่านี้จะต้องนําเงินไปใช้ค่าวัสดุก่อสร้าง แล้วก็ค่าใช้จ่าย ค่าคนงาน ค่าแรงงาน เพราะงบประมาณปี ๒๕๕๖ นั้นมีความผูกพันถึงปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นรับเงินไม่ครบผู้รับเหมาเดือดร้อนครับท่านประธาน ก็ฝากบอกท่านประธาน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องงบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องงบประมาณที่จะต้อง ใช้จ่ายในประเทศ เป็นความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศ ท่านรับเรื่องเรื่องนี้ทําให้ ภาพของงบประมาณแผ่นดิน ทําให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความเชื่อมั่นของคนที่จะมา ทํางานให้รัฐเขาต้องชะงัก งานเดินไม่ได้ เสียหายครับ งานไม่สําเร็จครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเป็นความเสียหายของรัฐอย่างยิ่งใหญ่ และต่อไปนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ประเทศจะเดินไป ได้อย่างไรครับท่านประธาน ต่อไปนี้เงินเดือน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะต้องอยู่ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นก็ฝากบอกท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าช่วยอย่ามา เกี่ยวยุ่งกับเรื่องงบประมาณของประเทศเลยครับ เพราะท่านก็รับเงินเดือนอยู่ในงบประมาณนี้ เหมือนกันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านวัชระ เพชรทอง ต่อด้วย ท่านปาริชาติ ชาลีเครือ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขอให้กําลังใจศาลรัฐธรรมนูญในการปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ อย่าได้เกรงกลัวอํานาจมืดหรืออิทธิพลใด ๆ ท่านประธานครับ
เรื่องแรก ท่านอดีตสมาชิกสภาจังหวัดร้อยเอ็ด ท่านบุญเหลือ ปัดชาศรี ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงกระผม กรณีนางสาวอนุธิดา ศรีสมบัติ ข้าราชการครู โรงเรียน วัดปลายคลองขุนศรี อบจ. นนทบุรี ขอโอนย้ายไปรับราชการที่ สพป. ร้อยเอ็ด เขต ๒ ตั้งแต่ เดือนมกราคม ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อเรียกรับเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่บัดนี้ข้าราชการคนดังกล่าวก็ไม่ได้รับการโยกย้ายแต่ประการใด จึงขอส่งเรื่องนี้ไปยัง ท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์ ฉายแสง เพื่อได้โปรดดําเนินการให้เกิดความยุติธรรมต่อข้าราชครู สุภาพสตรีรายนี้ต่อไป
เรื่องที่ ๒ ต้องขออภัยแทนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากว่าทุกสี่แยกไฟแดงในตัวอําเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่มีสัญญาณจราจรนับถอยหลัง เมื่อเวลามีไฟแดง ขอความกรุณากรมทางหลวง เทศบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดมีตัวเลขสัญญาณนับถอยหลังให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อเวลาจะ ผ่านสี่แยกจะได้ผ่านได้ง่าย ๆ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ได้รับจดหมายร้องเรียนจากนายประยูร ชุมวงศ์ ซึ่งเป็นผู้พิการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอกู้ยืมเงินจากกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็ไม่ได้ แม่บ้านไปทํางานที่ศาลแขวงได้เงินเดือนเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไม่ได้ตามค่าจ้างแรงงานขั้นต่ําขอประสานงานไปยังสํานักงานศาลยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อให้ความเป็นธรรมกับ นายประยูร ชุมวงศ์ ถ้าท่านไม่ให้ความเป็นธรรม ผมจะไปร้องเรียนกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านประธานครับ
เรื่องถัดมา ข่าวของสภาทนายความฉบับนี้ ท่านประธานครับ ได้ลงบทความ เนื้อหาข่าวบอกว่า ป.ป.ช.ตั้งทนายความฟ้องคดีแทนอัยการว่านําคนโกงเข้าคุกได้ สิ่งนี้ จึงกราบเรียนท่านประธาน จะให้ท่านประธานไปอ่านครับ ว่าทําไมสภาทนายความ ถึงสามารถที่จะฟ้องร้องนําคนขี้โกงสามารถติดคุกได้โดยที่อัยการไม่ทําหน้าที่
และเรื่องการทุจริตในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมได้ขอเอกสาร จากการประชุมคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะ นายสุวิจักขณ์นั่งอยู่ตรงนี้ ยอมรับในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะที่มีนายสมศักดิ์เป็นประธาน ว่ามีการทําสัญญาเช่าอาคารรัฐสภา ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเงินถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ส่งสัญญาเช่าให้ผมเพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ส่งเอกสารสัญญาเช่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้กับกระผมด้วย
และสุดท้ายท่านประธานครับ เป็นหนังสือที่ผมจะมอบให้กับท่านประธาน วิพากษ์หนังสือพิมพ์ “มติชน” “ข่าวสด” เขียนโดย คุณมานะ มติธรรม ท่านประธานครับ ในหนังสือนี้จะบอกทั้งหมดครับว่าทําไมหนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสดจึงกลายเป็น กระบอกเสียงของรัฐบาลนี้ ขอกราบขอบพระคุณ
ท่านปริชาติ ชาลีเครือ ต่อด้วยท่านธานี เทือกสุบรรณ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ดิฉันใคร่กราบเรียนหารือท่านประธานรัฐสภา ก็คือเนื่องจากว่า เขตอําเภอจัตุรัส อําเภอบ้านเขว้า อําเภอเนินสง่า ในเขตเลือกตั้ง ได้เจอปัญหาน้ําท่วม อย่างรุนแรงมากกว่าปีที่แล้วนะคะ เป็นบริเวณกว้างเกือบทุกตําบล ปัญหาอุปสรรคที่ดิฉัน ได้ออกพื้นที่ไปช่วยน้ําท่วมเมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปัญหาก็คือพี่น้องประชาชนได้รับ ผลกระทบหนักคือไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพไม่เพียงพอค่ะ ถนนถูกตัดหลายเส้น แล้วก็การสัญจรพี่น้องลําบากมาก จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ในพื้นที่ไม่ว่า จะเป็นทางจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้แทนราษฎรและประชาชนก็ช่วยกันเต็มที่ แต่สรรพกําลังไม่พอค่ะ อยากให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานอื่นเร่งรัดหางบประมาณ และถุงยังชีพและอื่น ๆ ไปช่วยอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ นี่คือประเด็นที่ ๑ ในเขตเลือกตั้งหมด นะคะ อําเภอจัตุรัส อําเภอบ้านเขว้า อําเภอเนินสง่า อันนี้เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ จากผลกระทบที่ฝนตกต่อเนื่องค่ะท่านประธาน ในพื้นที่ที่เป็น เขตที่สูง ที่ไม่ใช่น้ําท่วม แต่ปรากฏว่าน้ําฝนได้ท่วมที่ไร่มันสําปะหลังเป็นจํานวนบริเวณกว้าง ในหลายอําเภอที่ปลูกมันสําปะหลัง ไม่ว่าจะเป็นอําเภอจัตุรัสแล้วก็อําเภอซับใหญ่ รวมถึง ข้าวโพดด้วย เน่าตาย คือลักษณะน้ําขังในที่ไร่ ปรากฏว่ามันเก็บไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ทัน แล้วโรงงานรับซื้อมันสําปะหลังก็ไม่รับด้วย พี่น้องเกษตรกรร้องเรียนมาว่าอยากจะให้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ หาทางช่วยเหลือว่าจะชดเชยเงินค่าเสียหายได้อย่างไร เขาเดือดร้อนอย่างมากเลยค่ะท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เร่งด่วน รวมทั้งเรื่องการซ่อมแซมถนน หลังน้ําท่วมด้วยนะคะ ทั้งหมดนี้คือความเดือดร้อนของพี่น้องจังหวัดชัยภูมิ เขต ๓ ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณมากค่ะ
พอท่านธานี แล้วก็ไป ท่านวันชัย แล้วก็ท่านสนธยานะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ฤดูฝนเข้ามาแล้วครับ แต่ถนนหลายสายในจังหวัด สุราษฎร์ธานีก็พังเสียหายมากมาย ก็ฝาก ๑. ถนนสายที่เป็นปัจจัยสําคัญสูงสุดของพี่น้อง ชาวใต้ก็คือ ถนนสาย ๔๑ ครับ ถนนพังไปตลอดนะครับ ก็ขอฝากว่าให้กระทรวงคมนาคม ได้ซ่อมแซมถนนสาย ๔๑ ให้ด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน สะพานข้ามแม่น้ําตาปี ที่ถนนอ้อมเมืองสุราษฎร์ สายใหม่ ขณะนี้ได้เปิดใช้แล้ว พี่น้องประชาชนที่จะขับรถผ่านไปมาจากกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องเข้าเมืองสุราษฎร์ก็วิ่งเข้าถนนสายใหม่ก็เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานแม่น้ําตาปี แล้วก็ไปออกที่ ปากน้ําบ้านดอนนะครับ ไปออกอําเภอกาญจนดิษฐ์ได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปรถติดในเมือง สุราษฎร์ อันนี้พี่น้องประชาชนก็ขอฝากขอบพระคุณ เมื่อสมัยที่รัฐบาลท่านชวน หลีกภัย ท่านได้มีดําริจากท่านสุเทพให้ทําถนนสายนี้ขึ้นมา ทําให้พี่น้องประชาชน ๖ ตําบลในบาง ก็ได้รับความเจริญ ท่านประธานครับ ก็ขอฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า ๖ ตําบลในบางนี้ก็ประสบ ปัญหาอยากจะให้รัฐบาลช่วย ขณะนี้คลองร้อยสาย ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ใน ๖ ตําบลในบางนี้ มีหลายสายที่ตื้นเขินเรือไม่สามารถสัญจรไปได้ ก็ขอฝากให้กรมทรัพยากรน้ําได้เข้าไป ขุดลอกคลอง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรไปมาสะดวก
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งปาล์มน้ํามันราคาตกต่ํา ขณะนี้ก็ตกอีกแล้ว ก็ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลให้นําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ว่า จะนํามาใช้ในการบริหารประเทศ ให้นําปาล์มน้ํามันมาทําไบโอดีเซล บี ๑๐๐ (Biodiesel B 100) ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ตรัสไว้ว่า เมื่อหลายประเทศ ขาดแคลนน้ํามัน ประเทศเราไม่ขาดแคลน เพราะเรามีไบโอดีเซล ก็ขอให้ท่านประธาน บอกรัฐบาลได้เอาไปทําด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านวันชัย บุษบา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวันชัย บุษบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอนําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ หารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนต่อไปสัก ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเลย ขณะนี้ได้แพร่ระบาดในหมู่ พี่น้องประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา อยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้ช่วยกําชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ความเอาใจใส่กับพี่น้อง ในพื้นที่จังหวัดเลยด้วย
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลนาดอกคํา ว่าถนนสายเทศบาลตําบลนาดอกคําถึงตําบลเชียงกลม อําเภอปากชม ถนนชํารุดมากกว่า ๒๐ กิโลเมตร ขอฝากท่านประธานไปยังสํานักงานทางหลวงชนบทจังหวัดเลย ได้ให้ การซ่อมแซมให้กับพี่น้องที่สัญจรไปมาระหว่าง ๒ อําเภอให้กับกระผมด้วย
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายกจรูญ พานิช นายกองค์การ บริหารส่วนตําบลน้ําสวย ว่าฝายนาหนองเอี่ยน หมู่ที่ ๑๑ และฝายนาป่ายาง หมู่ที่ ๙ ตําบลน้ําสวย ซึ่งขาดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ขณะนี้ทางสํานักงานชลประทานที่ ๕ จังหวัด อุดรธานีได้สํารวจและออกแบบเป็นที่เรียบร้อย แต่บอกว่าไม่มีงบประมาณ ซึ่งทางองค์การ บริหารส่วนตําบลน้ําสวยได้ทําหนังสือไปยังสํานักงานชลประทานที่ ๕ จังหวัดอุดรธานีทุกปี แล้วก็ได้รับคําตอบว่างบประมาณปี ๒๕๔๙ ไม่ได้บรรจุไว้ งบประมาณปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้บรรจุไว้ จนถึงขณะนี้ก็บอกมาอีกว่างบประมาณปี ๒๕๕๖ ก็ไม่ได้บรรจุไว้ จะบรรจุไว้ในปี ๒๕๕๘ ให้ ทําอย่างนี้มาโดยตลอดครับ อยากฝากท่านประธานไปยังสํานักงานชลประทานที่ ๕ จังหวัด อุดรธานีได้ก่อสร้างฝายให้กับพี่น้องที่ผมกล่าวมานี้ครับ ขอขอบคุณท่านประธานมากครับ
พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ต่อด้วยท่านเรวัต อารีรอบ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และพลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ซึ่งกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ช่วงบ่าย ท่านพลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ได้กรุณามาตอบกระทู้ถามของกระผมในเรื่อง ความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายและสวัสดิการตํารวจ แต่นั่นเป็นภาคที่ ๑ ครับ เนื่องจากเมื่อวานนี้มีแต่ออกวิทยุของรัฐสภา ๘๗.๕ เมกกะเฮิร์ต แล้ววันนี้ครับ ตํารวจซึ่งอยู่ ทั่วประเทศได้ถามว่า ต่อไปนี้ระฆังยกที่ ๒ จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจตั้งแต่ รองผู้บังคับการจนกระทั่งถึงสารวัตร ผมเองได้ลงพื้นที่ครับ กองบัญชาการตํารวจภูธร ๑-๙ และ ศชต. ทั่วประเทศได้ปรารภผ่านกระผมมาว่า ในการแต่งตั้งโยกย้ายต่อไปนี้ ผู้บัญชาการตํารวจแต่ละกองบัญชาการ รวมทั้งผู้บังคับการนั้น ในการแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้บังคับการและผู้กํากับเขาแทบจะไม่มีอํานาจเลยครับ มีใบสั่ง มีตั๋วโดยตลอด จะเป็นคําสั่งภายในประเทศหรือนอกประเทศก็แล้วแต่กรณี แต่สิ่งที่ผม จะวิงวอนผ่านท่านประธานไปยังผู้กํากับดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็คือขอความกรุณา ได้ให้สิทธิผู้บัญชาการครับ สมมุติมีรองผู้บังคับการกับผู้กํากับสัก ๑๐ คน ขอให้ ท่านผู้บัญชาการมีสิทธิสัก ๒ คนก็พอครับในส่วนของผู้บังคับการขอให้มีสิทธิแต่งตั้ง รองสารวัตรอะไรต่าง ๆ ภายในกองบังคับการ ๒-๓ คนก็พอครับ ดังนั้นก็อยากจะเรียนว่า เพื่อเป็นขวัญกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการตํารวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ในกองบัญชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม มีความจําเป็นครับ และอีกประการหนึ่ง ข้าราชการตํารวจชั้นประทวนที่ขาดแคลน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ อัตรานั้น ขอความกรุณาได้เร่งรัดด้วยนะครับ เพื่อเป็นขวัญกําลังใจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศและประชาชนจะได้อยู่ดีมีสุขครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงครับ
พอดีท่านเรวัตขอสละสิทธิ นะครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วก็ต่อด้วยท่านอาจารย์นิยม วรปัญญา แล้วกลับมาที่ ท่านฉัตรพันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมี ๒ ประเด็นที่จะขอหารือท่านประธาน ผ่านไปถึงรัฐบาล
เรื่องที่ ๑ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมการป้องกันน้ําท่วมในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะ รวมทั้งผมด้วยได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนราษฎรในหลายภาค เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่น้ําท่วมซ้ําซากแล้วก็ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทํานา แล้วก็ถูกน้ําท่วมเช่นที่จังหวัดปราจีนบุรี ปรากฏว่าปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ น้ําท่วม และปีนี้ท่วมมากกว่าเดิมด้วย หลังจากลงพื้นที่ก็ทราบว่าโครงการในการป้องกันน้ําท่วม จากงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี หรือว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ มีผลต่อการป้องกันน้ําท่วมเลย ดังนั้นจึงเห็นน้ําท่วมตั้งแต่จังหวัดสระแก้วไล่ลงมาเข้าสู่พื้นที่ ของจังหวัดปราจีนบุรี น้ําก็ท่วมมาก และเป็นที่น่าสงสาร โดยเฉพาะราษฎรและประชาชน ในพื้นที่ ทั้งที่อําเภอกบินทร์บุรีก็ดี อําเภอศรีมหาโพธิก็ดี อําเภอเมือง อําเภอบ้านสร้าง และอําเภออื่น ๆ แล้วก็จะลงมาที่จังหวัดฉะเชิงเทราของท่านประธานนั่นเอง นอกจากนั้นแล้ว ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งผมแล้วก็คณะ โดยเฉพาะคุณเอกชัย นาคบุรินทร์ ก็ได้ไปที่คลองรังสิตครับ ซึ่งท่าน ส.ส. เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ส.ส. จังหวัด ปทุมธานีก็ไปด้วย ปรากฏว่าไม่น่าเชื่อนะครับ มีการสร้างประตูน้ําชั่วคราวกึ่งถาวรบริเวณ ที่จะสูบน้ําจากคลองรังสิตออกไปยังแม่น้ําเจ้าพระยา บริเวณตําบลบ้านใหม่ อําเภอเมือง ปทุมธานี ปรากฏว่ามอเตอร์ (Motor) สูบน้ําไม่เพียงพอครับ ขาดงบประมาณในการ ดําเนินการ ซึ่งความจริงจะต้องดําเนินการเสร็จแล้ว ปรากฏฝนลงมาไม่กี่วันน้ําท่วมเข้าไปที่ ตําบลบ้านใหม่ จากการลองเครื่องก็ดีและปริมาณที่ยกระดับขึ้นมาแล้วก็ไปท่วมขังอยู่ที่ อําเภอลําลูกกาครับ ตรงนี้เองคือสิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลนะครับว่า งบประมาณก็มี ปัญหาก็เห็น บทเรียนก็ได้ทราบ แต่ทําไมเรื่องสําคัญอย่างนี้ในการที่จะดึงน้ํา ออกจากคลองรังสิตออกไปยังแม่น้ําเจ้าพระยานั้น เครื่องสูบน้ําโดยเฉพาะมอเตอร์ที่ใช้สูบนั้น มีไม่เพียงพอครับ ก็ฝากท่านประธานช่วยเร่งรัดทางรัฐบาล เพราะว่าขณะนี้เริ่มเข้า หน้ามรสุมหนักนะครับ พายุหลายลูกเข้ามาเป็นระลอก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเราจะเผชิญกับภาวะวิกฤติ เหมือนปี ๒๕๕๔ หรือไม่ ยังไม่มีใครพยากรณ์ได้นอกจากเทวดา แต่หน้าที่ของพวกเรา คือการป้องกันไม่ให้บ้านเมืองประสบชะตากรรมเหมือนปี ๒๕๕๔ หรือราษฎรประสบปัญหา เหมือนปี ๒๕๕๔ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมจัดลําดับเรียงเลยนะครับ อีกแค่ ๕ คนเราก็จะปิดการหารือนะครับ ท่านต่อไปท่านนิยม วรปัญญา ตามด้วย ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร แล้วก็ท่านอนุรักษ์ บุญศล และท่านอุดมลักษณ์ แล้วก็ไป ท่านเกียรติ์อุดมและท่านสหรัฐนะครับ เชิญท่านนิยมครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทยครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากราษฎรจํานวนมากครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้นําความเดือดร้อนมาเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
๑. เนื่องจากวันที่ ๓๐ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ได้กรุณาไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดลพบุรีไปดูแลความทุกข์สุขของประชาชน ชาวลพบุรีขอฝาก ขอบพระคุณมา แล้วก็มีหลายเรื่องที่จะต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเป็นหนังสือ ไปแล้วครับ
๒. แล้วก็เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไปเยี่ยมผู้กําลังประสบภัย น้ําท่วมที่อําเภอชัยบาดาล แล้วก็อําเภอใกล้เคียงรวมทั้งหมด ทราบว่าเป็น ๑๑ อําเภอ
๓. เรื่องน้ําท่วมขณะนี้ถนนเสียหายมากก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทแล้วก็ทาง อบจ. อบต. ช่วยเร่งสํารวจแล้วก็เตรียม ทําแผนงบประมาณช่วยเหลือบูรณะปรับปรุงให้ต่อไปครับ
๔. ตอนนี้ราคาข้าวโพดตกต่ํา ที่มีการร้องเรียนก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เท่าที่ควรครับ ก็ขอให้ทางรัฐบาลเร่งแก้ไข แล้วก็น้ํามันปาล์มเวลานี้เหลือกิโลกรัมละ ๓ บาทกว่า ทําแล้วไม่คุ้มค่าลงทุน ปาล์มนี่ก็นอกจากจะใช้เป็นน้ํามันปาล์มปกติแล้วยังใช้ ประโยชน์อย่างอื่นได้มาก สิ่งที่สําคัญสุดก็คือจะทําให้ความชุ่มชื้นเกิดขึ้น เพราะถ้าปลูก ปาล์มแล้วมันจะคลุมดินเป็นเหมือนกับป่าทึบเลยครับ
๕. ทางจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อําเภอลําสนธิ ได้เชิญให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมคนไข้ติดเตียง คนไข้ติดเตียง ก็คือว่าคนที่เป็นไข้แล้ว อยู่ทางบ้านครับ ไปไหนไม่ได้ ตอนนี้ก็มีหลายพันคนที่อําเภอลําสนธิ ร้องเรียนมาขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปดูหาทางแก้ไข เพราะเรื่องนี้คงจะต้องเป็นเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปถึงพวก อสม. ได้ไปเยี่ยมเยียนแล้วก็ไปดูให้ความแนะนําช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวชนบทก็เป็นคนยากจนก็มาขายแรงงานอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อแม่ป่วยไข้อยู่บ้านก็ไม่มีใคร ดูแล ก็นอนลําบากอยู่ ฉะนั้นขอให้หาทางแก้ไข
๖. ขอให้เปิดตั้งสนามเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินของจังหวัดลพบุรี ๑๑ อําเภอ ที่สํารวจไปแล้วปีหนึ่งก็ทํา ๓-๔ เดือน ก็ไม่ได้งานเท่าไรครับ เพราะว่าไปก็จะปลายปี แล้วก็ไปถึงหน้าน้ํา พอถึงเดือนกรกฎาคมก็จะหยุด ฉะนั้นปีนี้ขอให้เปิดต้นปีหน่อยครับ ถ้าเปิดเดินสํารวจได้คนจนก็จะได้มีโอกาสมีโฉนด จะได้มีหลักฐานในที่ดินไว้เป็นหลักทรัพย์ เพื่อจะได้กู้เศรษฐกิจที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพง ๆ หรือดอกเบี้ยนอกระบบ จะได้ลดน้อยลงครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ ผมขอส่งเป็นหนังสือด้วยครับ
ท่านฉัตรพันธ์ครับ ผมอนุญาตให้ท่านฉายภาพได้นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมี เรื่องหารือกับท่านประธานรัฐสภาไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ล้วน ๆ เลยครับ เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผมขออนุญาตใช้ภาพที่ ท่านประธานได้กรุณาอนุญาต
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
เป็นการร้องเรียนของพี่น้องราษฎรผ่านมายังท่าน ส.ส. ประชา โพธิพิพิธ เขต ๔ จังหวัดกาญจนบุรี ท่านประธานเห็นไหมครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า มอบโครงการแห่งนี้ให้ประชาชนเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์และช่วยกัน บํารุงรักษา ซึ่งก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี้เองครับ ภาพต่อไปครับ ผลปรากฏว่ายังไม่ทันถึงครบ ๑ ปีเลยครับ พังแล้วครับ ท่านประธานครับ ฝายทดน้ํา เลื่อนภาพต่อไปเรื่อย ๆ เลยครับ สภาพเป็นอย่างนี้นะครับ กรมทรัพยากรน้ําครับ นี่คือปัญหาของท่านครับ หลายโครงการที่ไปก่อสร้างในจังหวัดกาญจนบุรี แทนที่ประชาชน จะได้รับประโยชน์ฝายทดน้ําบางฝาย ผมไม่ได้เอาภาพมาด้วยครับ สร้างไม่ทัน ๓ เดือนก็พัง อันนี้ยังไม่ครบปีก็พังยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยครับ โปรดช่วยทําการแก้ไขด้วยครับ ท่านอย่าทิ้งสมบัติอย่างนี้ไว้ให้ประชาชนรักษา ประชาชนต้องการใช้ประโยชน์และต้องการ ให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของกรมทรัพยากรน้ําบาดาล โรงเรียนวัดวังศาลา ตําบล วังศาลา อําเภอท่าม่วง โรงเรียนบ้านไทรทอง ตําบลจรเข้เผือก อําเภอด่านมะขามเตี้ย และโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยพิทยาคม อําเภอด่านมะขามเตี้ย ซึ่งผมได้อภิปรายปรึกษาหารือ ไปเมื่อปีที่แล้วว่า ๓ โรงเรียนแห่งนี้เด็กนักเรียนไม่มีน้ําดื่ม ไม่มีน้ําอุปโภคบริโภคที่สะอาด เพียงพอ และทางกรมทรัพยากรน้ําบาดาลก็ได้กรุณาลงไปสํารวจ สํารวจไปแล้ว ๑ ปี ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ โปรดลงไปช่วยดูแลด้วยครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ กรมทรัพยากรน้ําบาดาลเช่นเดียวกันครับ ท่านไปสร้าง ความหวังให้แก่ประชาชน หมู่ที่ ๖ ตําบลวังขนาย อําเภอท่าม่วง และประชาชน หมู่ที่ ๑๒ ตําบลด่านมะขามเตี้ย บอกว่าจะไปขุดเจาะบ่อน้ําบาดาลให้ เพราะ ๒ หมู่บ้านแห่งนี้เขาไม่มี น้ําที่จะใช้ดื่มครับ ถึงวันนี้ปรากฏว่าเช่นเดียวกันก็โกหกชาวบ้านอีกละครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่เราอภิปรายปรึกษาหารือต่อรัฐสภาแห่งนี้ประชาชนเขามีความหวังครับ เขาหวังว่า เสียงสะท้อนของสมาชิกรัฐสภาเมื่อสะท้อนไปยังรัฐบาลแล้วจะได้รับการดูแลและแก้ไข ดังนั้นผมขอรบกวนใคร่ขอความกรุณาจากประธานรัฐสภาได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก้ไขให้โดยด่วนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอนุรักษ์ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขอให้ขยายไฟฟ้า เพื่อการเกษตร ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายประยงค์ แก้วบุญมา ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองกุง ตําบลทรายมูล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ถึงเรื่องของไฟฟ้าไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม ทั้งหมู่บ้าน ซึ่งในหนังสือร้องเรียนนั้นแนบภาพถ่ายของบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้มา ๑๔ ครัวเรือน จริง ๆ แล้วท่านประธานที่เคารพคะ มีทั้งหมด ๒๐ ครัวเรือนประมาณแค่ ๒ กิโลเมตรเท่านั้น ดิฉันขออนุญาตฉายภาพใกล้เพื่อให้เห็นได้เด่นชัดว่า นี่เป็นความทุกข์ยากของพี่น้อง ประชาชนทั้ง ๒๐ ครัวเรือน ซึ่งทั้ง ๑๔ ครัวเรือนที่มีทั้งภาพถ่าย บัตรประชาชน และต้อง บอกว่าสําเนาทะเบียนบ้าน ภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายจริง ท่านประธานคะ นี่คือภาพถ่าย ที่เป็นครอบครัวที่ไม่มีไฟฟ้าใช้และกองอยู่กับดิฉันซึ่งจะกราบเรียนส่งท่านประธานต่อไปค่ะ ทั้ง ๑๔ ครัวเรือน ๒ กิโลเมตรแค่นั้นท่านประธานที่เคารพ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งประเทศไทยนั้น จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนแล้วต่อไป แต่พี่น้องประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการมาก ๆ เลยทีเดียว นั่นก็คือไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าเพื่อการเกษตรนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว ไฟฟ้าไปถึงไหน ถนนไปถึงไหนความเจริญไปถึงนั่นค่ะ จึงร้องขอท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้แก้ไขปัญหา อย่างเร่งด่วนเพื่อพี่น้องบ้านหนองกุง ตําบลทรายมูล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ก็ต้องการไฟฟ้าเยี่ยงคนเมือง ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอุดมลักษณ์ครับ ต่อด้วยท่านเกียรติ์อุดมนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มานําเรียนท่านประธานนะคะ เรื่องที่เสนอนะคะ
เรื่องแรกก็เป็นเรื่องของถนนพังนะคะ เนื่องจากฝนตกหนักแล้วก็มีน้ําท่วม ก็อยากจะให้ท่านประธานนําไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ เส้นแรกก็คือเป็นของ ทางหลวงชนบทนะคะ ถนนบ้านบึงมะลู ผ่านไปยังบ้านโนนแสนคํา ไปยังบ้านท่าสว่าง ตําบลขนุน อําเภอกันทรลักษณ์ เส้นที่ ๒ คือเป็นของท้องถิ่นนะคะ อันนี้พังมากจนไม่มีที่จะ หลบหลุมนะคะ ชาวบ้านก็แจ้งความเดือดร้อนมา เส้นแรกก็คือเส้นบ้านโนนสําราญ ตําบล สังเม็ก ผ่านไปยังบ้านโนนกลาง บ้านโนนคําแก้ว บ้านนาขนวน ตําบลขนุน ซึ่งต่อมาก็คือ ถนนบ้านตาแท่น ผ่านบ้านพรทิพย์ ผ่านบ้านโนนสว่าง เป็นทางที่จะขึ้นเขาพระวิหารนะคะ ถนนเส้นต่อมาก็คือถนนเลียบห้วยขะยุง อันนี้เป็นถนนที่มีน้ําเลียบชายฝั่ง ตอนนี้น้ําซัดถนน ขาดไปครึ่งหนึ่งแล้วนะคะ ถนนนี้ผ่านบ้านนาตาล บ้านวังชมภู ไปบ้านโนนเปือย อําเภอ กันทรลักษณ์นะคะ
อีกเรื่องหนึ่งนะคะท่านประธาน มีแหล่งท่องเที่ยวที่ค้นพบน่าจะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวใหม่ที่คนยังไม่ค่อยได้ไปท่องเที่ยวคือ ปราสาทโดนตวล แล้วก็มีสระพันปี ตอนนี้ ปราสาททรุดโทรมมาก ที่อยู่ใกล้ปราสาทเขาพระวิหารนะคะ ก็สามารถที่จะพัฒนาเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวได้ อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้บูรณะซ่อมแซม เพื่อที่จะให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ท่านเกียรติ์อุดม ต่อด้วย ท่านสหรัฐ แล้วก็ท่านวิชาญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจะหารือขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง และท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านพงษ์เทพ เทพกาญจนา ที่ได้อนุมัติเงินสร้างอาคารเรียนให้กับพี่น้องบ้านหนองหลัก ตําบลหนองหลัก อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ก็จะหารือท่านประธานเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาถนนทางหลวงหมายเลข ๒๐๒๓ จากอําเภอกุมภวาปี ผ่านไปยังอําเภอศรีธาตุ อําเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี และแยกซ้าย จะไปอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ถ้าไปทางขวาก็จะไปอําเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ถนนไม่มีไหล่ทาง เป็นถนนช่องแคบ ถนนตรงที่ว่านี้มีโรงงานหีบอ้อย แล้วก็โรงงานยางพารา มีรถขนถ่ายสินค้ามากมายแต่ไม่มีไหล่ทาง อยากจะฝากท่านประธานนะครับได้ช่วยแจ้งไปยัง กระทรวงคมนาคม ท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ไปตรวจราชการแล้วแต่ว่ายังไม่เห็นงบประมาณ ไปยังถนนตรงนี้ ฝากท่านประธานด้วยนะครับ
แล้วก็เรื่องไฟฟ้าส่องสว่างตามถนน ตอนนี้หน้าฝน อันตรายมากนะครับ ท่านประธาน เพราะว่าเส้นทางดังกล่าวนั้นมีทั้งรถอีแต๋น มีทั้งรถแต็ก ๆ นะครับท่านประธาน แล้วก็ขนมันสําปะหลังบ้าง ขนอ้อยบ้าง ขนยางพาราบ้าง ชนกันเกิดอุบัติเหตุมากมายครับ ท่านประธาน ขอให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมได้จัดสรรเงินงบประมาณไปช่วย พี่น้องประชาชนใน ๓-๔ จังหวัดนี้ด้วยนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านสหรัฐ ท่านวิชาญ แล้วต่อด้วยท่านกุสุมาลวตี ท่านคุณหมอเชิดชัย แล้วก็ท่านธีรรัตน์ ท่านพิษณุ อีกคนนะครับ เดี๋ยวบอกชื่อเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอนําเรื่องความเดือดร้อนของ ประชาชนมาปรึกษาหารือท่านสัก ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ท่านประธานครับ เนื่องจากประชาชนเขาร้องเรียนมาว่าในพื้นที่ ของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยเฉพาะถนนสายท่าช้าง-ด่านช้าง บริเวณริมข้างถนนดังกล่าวครับ มีต้นไม้เล็ก ๆ มีหญ้าปกคลุมเป็นจํานวนมาก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุเป็นประจํา ก็ฝากไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมให้ช่วยดําเนินการแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วย และในขณะเดียวกันถนนเส้นดังกล่าวครับท่านประธาน เส้นท่าช้าง-ด่านช้าง ซึ่งเริ่มตั้งแต่บริเวณบ้านสระบัวก่ํา ตําบลหนองมะค่าโมง อําเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงตลาดด่านช้าง ปรากฏว่าถนนสายดังกล่าวมีโรงงานถึง ๓ โรงงาน โรงงานที่ ๑ โรงงานน้ําตาลมิตรผล โรงงานที่ ๒ โรงงานไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จํากัด (มหาชน) โรงงานที่ ๓ โรงงานผลิตเอทานอล ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าว ถนนดังกล่าวนั้นขรุขระครับ ทางชํารุด เป็นอย่างมาก ใช้การไม่ค่อยได้ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมเช่นเดียวกัน ให้ช่วยแก้ไขปัญหาถนนดังกล่าวด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านประธานสังเกตนะครับว่าเวลามีการ ประชุมสภา จะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา เวลาทําการถ่ายทอดเขาจะถ่ายเฉพาะ ผู้อภิปราย พอถ่ายเฉพาะผู้อภิปราย ชาวบ้านดูที่บ้าน ปรากฏเขาจะถามว่า ส.ส. ไม่เห็นหน้าเลย มาประชุมหรือเปล่า ผมก็ต้องนําเรียนด้วยความเคารพว่ามาประชุม แต่กล้อง ไม่จับหรือกล้องไม่ถ่าย ฝากเรื่องว่าเวลามีการประชุมช่วยแพลน (Plan) กล้องด้วยครับ ในห้องจะอยู่สักกี่คนก็จับดูหน่อยว่ามีใครนั่งอยู่ไหม ใครจะทําอะไร อยู่ที่ไหนช่วยด้วยครับ ฝากท่านประธานด้วยครับว่ากล้องฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ช่วยแพลนกล้องด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะทักท้วงการขานคะแนนของท่านประธาน เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ ที่ผ่านมา ที่เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการลงมติวาระที่สาม ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ว่าท่านประธานได้ขานคะแนนตอนก่อนปิดประชุมนี่ นะครับ ก็คือว่ามีผู้ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ๓๕๘ เสียง แล้วก็งดออกเสียง ๓๐ เสียง แล้วก็ไม่เห็นชอบ ๒ เสียงนะครับ ซึ่งผมเองถ้าท่านประธานจําได้ ก็คือว่าผมขอใช้สิทธิ ในการแสดงตน แต่ไม่ขอใช้สิทธิในการลงคะแนน ผมได้พูดชัดเจนนะครับว่าไม่ขอลงคะแนน แต่ปรากฏว่าผลการลงออกเสียงของผมนั้นไม่ปรากฏในการขานคะแนนของท่านประธาน ในวันนั้นนะครับ แล้วท่านประธานเร่งปิดประชุมไปก่อน โดยที่ไม่ได้ให้ผมได้ทักท้วง ฉะนั้นขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาตรวจสอบ ให้ทางเลขาธิการรัฐสภาได้ตรวจสอบ ในเรื่องนี้แล้วก็ให้มีการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านกุสุมาลวตี อยู่ไหมครับ
(นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ไม่อยู่ ในที่ประชุม)
ท่านกุสุมาลวตีไม่อยู่ ก็เอา คุณหมอเชิดชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ ถึงความคับข้องใจของทั้งประชาชนและปัญญาชนนะครับ ท่านประธานครับ ทุกประเทศ ที่เขาเจริญนะครับ เขาจะยกย่องบรรพบุรุษหรือผู้นํา หรือบูรพมหากษัตริย์ต่าง ๆ ไว้ให้ปรากฏ นะครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านดูนี้ ดูแบงก์ นะครับ ปกติที่ผมดูเราจะยกย่องพระมหากษัตริย์ที่ทําคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง องค์แรก ก็คือพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ที่ประดิษฐ์อักษรไทย องค์ที่ ๒ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่กู้ชาติครั้งที่ ๑ องค์ที่ ๓ คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งกู้ชาติครั้งที่ ๒ และเป็นเอกราชเท่าปัจจุบันนี้ แล้วอื่น ๆ นะครับ แล้วส่วนใหญ่เขาจะเอาไว้ในแบงก์นี้ครับ ท่านประธานครับ แล้วเคยมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ในแบงก์ยี่สิบ แบงก์นี้นะครับ แล้วทําไมตอนนี้ ไม่มีครับ กลายมาเป็นพ่อขุนรามคําแหงครับ ผมเห็นด้วยนะครับว่าจะเปลี่ยนอะไร ก็เปลี่ยนไปเถอะ แต่ควรจะทําเป็นเหมือนประวัติศาสตร์ของอเมริกา เห็นไหมครับ แบงก์ยูเอส ดอลลาร์ (US Dollar) แบงก์หนึ่งเหรียญเขาใช้ของจอร์จ วอชิงตัน แล้วก็ไล่มา ตามลําดับครับ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าบูรพมหากษัตริย์หรือคนที่สําคัญที่ช่วยเหลือ บ้านเมือง อยู่ให้เขาเห็นตลอดจะได้สอนคนให้รู้จักความกตัญญูกตเวทีครับ ผมอยากปรึกษา ท่านประธานฝากเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้โปรดพิจารณา ขอคืนพื้นที่ให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วยครับ
ต่อไปคุณธีรรัตน์ เสร็จแล้ว ผมไปที่คุณบุญดํารง ท่านพิษณุ ท่านลีลาวดี แล้วท่านนิยมครับ
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเพทมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานคะ
เรื่องแรก กล้องซีซีทีวี (CCTV) ที่ติดตามถนนในกรุงเทพมหานคร รวมถึง ตามชุมชนในเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ยังมีกล้องดัมมี่ (Dummy) อยู่ ได้โปรดให้ทางกรุงเทพมหานครเข้าไปสํารวจแล้วก็ติดตั้งกล้องให้ถูกต้องด้วย เพื่อที่จะ ป้องกันปัญหาต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ เพราะที่ผ่านมาดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชนว่ามีการปล้นจี้กันในส่วนของมุมมืดต่าง ๆ ตามชุมชน และเมื่อไปตรวจ ที่กล้องวงจรปิดแล้ว สรุปว่าไม่มีกล้องอยู่ในกล่องนั้น ก็ขอให้ทางกรุงเทพมหานครได้ร่วม ดําเนินการด้วยค่ะ
ส่วนต่อไปในเรื่องของเตียงของโรงพยาบาลลาดกระบัง ซึ่งดิฉันได้เคยหารือ ไปกับทางสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้งแล้ว ร่วมกับทางกรุงเทพมหานครด้วย เพราะว่า เป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ตอนนี้เตียงของโรงพยาบาลลาดกระบังมีอยู่จํานวน ๖๐ เตียง แต่ดิฉันได้หารือกับทางท่านผู้อํานวยการโรงพยาบาล ท่านจะเชื่อมต่อในส่วนของห้องพัก พยาบาลจะทําให้เป็นห้องพักของผู้ป่วยให้ แต่ว่ายังไม่ได้รับการอนุมัติจากกรุงเทพมหานคร หรือว่าการดําเนินการเป็นไปด้วยความล่าช้า อย่างไรของให้ทางกรุงเทพมหานครได้โปรด ชี้แจงด้วยในเรื่องของขั้นตอนการดําเนินงานครับว่า จะสามารถเพิ่มห้องพักตรงนี้ได้อย่างไร เพราะว่าในส่วนของบุคลากรก็พร้อมที่จะยินดีใช้ห้องที่พักนั้นให้กับทางผู้ป่วยได้อยู่กัน และส่วนของพยาบาลเองก็เสียสละที่จะไปอยู่ในพื้นที่ข้างนอกด้วยนะคะ ก็ขอให้ ทางกรุงเทพมหานครที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงได้โปรดดําเนินการด้วยค่ะ
ในส่วนของการเก็บขยะในชุมชน ดิฉันก็ได้รับการร้องเรียนมาเช่นเดียวกันค่ะ มีการเก็บขยะอย่างล่าช้า บางครั้งก็เป็นจุดที่ก่อให้เกิดพาหนะนําโรคต่าง ๆ ด้วย ในส่วนของ ชุมชน แล้วก็บ้านเอื้ออาทรด้วยที่ทางกรุงเทพมหานครเข้าไปดูแล พี่น้องบอกว่าได้เสียเงินให้ ตามปกติ แต่บางครั้งนั้น ๑ เดือนถึงจะเข้าไปเก็บสักครั้งหนึ่ง ดิฉันก็เห็นใจแล้วก็เพื่อเป็น การสาธารณสุขที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ แล้วก็ดิฉันต้องขอขอบคุณกระทรวง คมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาด้วยที่เข้าไปจัดกิจกรรมในพื้นที่เขตลาดกระบังในเรื่องของการส่งเสริมสินค้าโอทอป (OTOP) ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ถึงสินค้าที่มาจากภูมิปัญญาของพี่น้องในพื้นที่ลาดกระบัง แล้วก็ในวันนั้นดิฉันได้จัดกิจกรรมไปเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ก็ได้รับการตอบรับจากพี่น้องที่ดี นะคะ กระทรวงสาธารณสุขเข้าไปตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานให้ ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรงต่าง ๆ แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการได้นําศูนย์ซ่อมสร้างเข้าไปซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยค่ะ ท่านประธานคะ จบเรื่องของการหารือไป
ดิฉันขอเพิ่มนิดหนึ่งในส่วนที่ทางท่าน ส.ว. วิชาญได้หารือเมื่อสักครู่ ดิฉัน เป็นหนึ่งในกรรมการผู้ตรวจนับคะแนน ได้สอบถามไป ท่าน ส.ว. แจ้งว่าประสงค์ที่จะ ไม่ลงคะแนนเสียง แต่วันนั้นในส่วนของคณะกรรมการที่ตรวจนับคะแนนได้บอกว่าท่านอยู่ ในส่วนของไม่เห็นชอบ แต่อย่างไรก็ขอให้ได้มีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อความถูกต้อง ท่านไม่ติดขัดประการใด ดิฉันได้คุยแล้วในเบื้องต้น ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
เดี๋ยวตรวจสอบนะครับ ท่านบุญดํารง ประเสริฐโสภา แล้วก็ท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายบุญดํารง ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๕ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมีปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาปรึกษาหารือท่านประธานสัก ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรกคือปัญหาเกี่ยวกับการตั้งด่านของตํารวจ สภ.อ. เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับเขตพื้นที่ของผม กล่าวคือเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วนั้นผมได้ผ่านไปยัง บริเวณดังกล่าว เพื่อไปสักการะบูชาหลวงปู่ทวด วัดช่องลม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม และได้รับการร้องเรียนจากพระสงฆ์ในวัดช่องลม ว่าตามที่ผมได้เคยหารือกับที่ประชุมแห่งนี้ กราบเรียนถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พระสงฆ์รูปดังกล่าวได้แจ้งผมว่า ตามที่ ส.ส. ได้หารือในที่ประชุมนั้น หยุดไปสักพักหนึ่ง ต่อมาตอนนี้ได้มีตํารวจ สภ.อ. เมืองสมุทรสงครามได้มาตั้งด่านบริเวณตรงข้ามวัดช่องลม ซึ่งใกล้ชิดกับที่กลับรถ สร้างปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่จะไปสักการบูชาหลวงปู่ทวด ที่วัดช่องลม ซึ่งอยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยกเลิกด่านของตํารวจที่ตั้ง ด่านตรวจรถดังกล่าวบริเวณดังกล่าวอย่างถาวร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนการจราจร ติดขัดบริเวณดังกล่าวด้วย
เรื่องที่ ๒ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ามีเส้นจราจรคืออยู่ในเขตจังหวัด นนทบุรี บริเวณถนนพระรามห้ามุ่งหน้าไปยังแยกแคลายไปทางอําเภอปากเกร็ด แยกไฟแดงนั้น ปรากฏว่ามีสัญญาจราจรนั้นเปิดผิดปกติ หมายความว่าช่วงเวลาจะเลี้ยวรถไปยังแยกเกษตร จราจรเปิดไฟสัญญาณเพียงประมาณ ๓๐ วินาที แต่เวลาทางตรงไปยังแยกปากเกร็ดนั้น เปิดและเลนอื่น ๆ เป็นหลายแยก เปิดไว้เป็นเวลานาน เพราะผมได้เคยร้องเรียนไปยัง ท่านผู้กํากับ สภ.อ. เมืองนนทบุรีหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการแก้ไข ฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาการจราจรช่วงแยกแคลายเป็นการด่วน ขอบคุณมากครับ
ผมว่าจะปิดการหารือ นะครับ เดี๋ยวเชิญท่านพิษณุ ท่านลีลาวดี แล้วก็ท่านนิยม เวชกามา แล้วกลับมาที่ท่านกุสุมาลวตี และหมดแล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด หนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณท่านประธานครับที่ยังให้เวลาสมาชิกในการ ร้องเรียน แล้วก็นําปัญหาของพี่น้องประชาชนมาสู่สภาแห่งนี้ ผมมีเรื่องที่จะนําเสนอ ท่านประธาน ๒-๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ขอให้ท่านประธานสภาส่งหนังสือไปยังกรมชลประทานเพื่อหาวิธี ยกระดับการเก็บน้ําของอ่างเก็บน้ําห้วยเหล่ายาง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ําสําคัญในเขตเทศบาลเมือง
เรื่องที่ ๒ เป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ําห้วยโคโล่ อําเภอนากลาง จังหวัด หนองบัวลําภู ท่านประธานครับ ที่อื่นมีปัญหา แต่จังหวัดหนองบัวลําภูไม่มีปัญหาครับ สร้างได้ อ่างเก็บน้ําเรารออยู่ครับ เนื่องจากว่าน้ําเราไม่ค่อยมีในหน้าแล้ง ถ้าหากมีการสร้าง อ่างเก็บน้ําเพิ่มก็จะได้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนในเรื่องของการชํารุดเสียหายของถนน โดยเฉพาะถนนรอบเมืองในเขตเทศบาลเมืองหนองบัวลําภู เนื่องจากว่าขณะนี้มีรถขนดิน ขนดินไปถมโครงการหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ ที่อยู่รอบบริเวณนั้น ทําให้ถนนเสียหาย และมี เศษดินเศษหินติดอยู่ที่ถนน รถมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มีฝนลงมาก็กลายเป็นโคลนเลน รถล้ม เกิดอุบัติเหตุเกือบจะถึงชีวิตหลายครั้ง
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของการก่อสร้างถนนสี่เลนจากจังหวัดหนองบัวลําภู ไปจังหวัดเลย ขณะนี้รองบประมาณจากเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ ก็ฝากท่านประธาน ด้วยครับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรุณาดําเนินการหาผู้รับจ้างแล้วก็เตรียมความพร้อม เพราะเมื่อเงินอนุมัติเมื่อไรก็จะได้สร้างได้ทันที
เรื่องสุดท้าย ขอขอบคุณรัฐบาลนะครับ เงินชดเชยภัยแล้งจาก ธ.ก.ส. ซึ่งท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ดูแลอยู่ ขณะนี้เข้าบัญชีเกษตรกรแล้วนะครับ ไร่ละ ๑,๑๑๓ บาท แต่ว่ามีปัญหานิดหนึ่งครับตอนนี้เกษตรกรรีบไปเบิกเงินครับ ก็เลยทําให้ การบริการนั้นล่าช้า ก็ฝากบอกไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศนะครับ เงินโอนเข้าบัญชี ตรงนะครับ ไม่ต้องรีบกดก็ได้ครับ ใช้เวลาสัก ๓-๔ วัน หรืออาทิตย์ก็ได้ จะได้ไม่ต้อง ไปเสียเวลารอ ขอกราบขอบพระคุณรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
ท่านลีลาวดี วัชโรบล ครับ ต่อด้วยท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ท่านกุสุมาลวตี
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดุสิต ราชเทวี พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอหารือถึงเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนสัก ๔ เรื่องนะคะ
เรื่องแรกดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณณรงค์ บดีรัฐ อยู่ในซอยพิชัยญาติ อยู่ในเขตดุสิตนี้ แจ้งมานะคะบอกว่ามีผู้ที่เอาขยะไปลักลอบทิ้งบริเวณทางสัญจรนี่นะคะ มีทั้งเศษไม้ ตะปู แล้วก็สังกะสี ทําให้ในแต่ละวันนั้นการสัญจรผ่านในซอยพิชัยญาตินี้ จะลําบากมาก ก็แจ้งไปแล้วหลายที่นะคะ จึงอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ได้โปรดนําขยะนี้ออกไปจากบริเวณนะคะ และอีกส่วนหนึ่ง ก็เนื่องจากว่าช่วงนี้ฝนตกนะคะก็จะมีสัตว์ร้าย เช่น งู ตะขาบ ไปหลบซ่อน ก็กลัวว่าเด็ก ๆ ที่ต้องเดินทางผ่านในซอยพิชัยญาตินี้อาจจะได้รับอันตรายได้ค่ะ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องขอความอนุเคราะห์ในเรื่องขอรั้วที่จะกั้นริมคลองค่ะ แฟลตที่ ๕ หลัง สน. ดุสิต บริเวณหลังแฟลตจะเป็นบริเวณที่อยู่ริมคลองเปรมประชา ซึ่งไม่มี รั้วแล้วก็เกรงว่าถ้าเกิดรถที่ไม่ได้เข้าเกียร์ บางทีอาจจะไหลลงคลองไปได้ รวมไปถึงเด็กเล็ก ๆ ที่เวลาเดิน พอดีคุณแม่หันไป พลาดแป๊บเดียวนะคะ เด็กก็จะเดิน อาจจะหล่นคลองไปได้ ก็อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูเรื่องรั้วกั้นริมคลองเปรมประชาด้วยนะคะ
อีก ๑ เรื่องนะคะ เรื่องของการตัดกิ่งไม้ บริเวณชุมชนบ้านพักรถไฟ นิคมมักกะสัน เนื่องจากบริเวณนี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่ค่ะ แล้วก็ช่วงที่มีพายุ กิ่งไม้ก็จะหัก หล่นใส่บ้าน ทีนี้กิ่งใหญ่ ๆ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ ก็เกรงว่าถ้าหล่นลงมาบ้านทั้งหลังอาจจะหายไปได้ นะคะ จึงอยากจะฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตัดต้นไม้
และอีก ๑ เรื่องนะคะซึ่งเมื่อสักครู่ท่านดอกเตอร์ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ จากลาดกระบังก็ได้แจ้งผ่านท่านประธาน ในเขตของดิฉันเขตดุสิต ตรงวัดสวัสดิวารีสีมาราม ก็เจอกรณีใกล้เคียงกันนะคะ เนื่องจากว่าชาวบ้านมาแจ้งดิฉันบอกว่าเห็นกล้องวงจรปิด ที่ กทม. ติดไว้ ก็นํารถจักรยานยนต์ไปจอด ปรากฏว่ากลับมาอีกทีรถหายนะคะ แล้วก็ บอกขอดูภาพในกล้องวงจรปิด ปรากฏว่าเป็นกล้องดัมมี่ ค่ะ แล้วก็รถคันนี้ก็หายแล้วหายเลย ก็จะฝากมาร้องเรียนผ่าน ส.ส. นะคะว่าช่วยดูแลหน่อย หรือกล้องไหนจะติดเป็นดัมมี่ ก็ให้ช่วยแจ้งด้วย จะได้เอารถไปจอดที่อื่นนะคะ ขอบคุณท่านประธานมาก ๆ ค่ะ
ท่านนิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับขอหารือความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากถนนเส้นบ้านโพนงามโคก ตําบลบ้านแป้น อําเภอโพนนาแก้ว ที่จะเดินทางเข้าสู่ที่ว่าการอําเภอ ระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร ชํารุดเสียหาย เป็นทางลาดยางเก่า ซึ่งสร้างมาแล้วประมาณ ๑๐ กว่าปี ตอนนี้ไปไม่ได้ ท่านประธานครับ เป็นถนนที่อยู่ในความดูแลของ อบจ. ผมก็สอบถามไปทาง ส.จ. บอกว่า ขอไปหลายรอบ แต่เป็นฝ่าย สจ. ฝ่ายค้าน เขาเลยไม่ให้ อันนี้ฝากท่านประธานไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกเส้นหนึ่งเป็นถนนทางหลวงชนบทที่อยู่เส้นจากหน้า อบต. นาตงวัฒนาไปยังหมู่บ้าน ผ่านวัดโนนคุ้งเงิน เส้นนี้ระยะทางก็ประมาณสัก ๕-๖ กิโลเมตรเหมือนกัน สร้างมาแล้ว ๑๕ ปี ไปไม่ได้จริง ๆ
อีกเรื่องครับท่านประธานครับ เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากตัวแทน ของเกษตรกรซึ่งเลือกตั้งเข้ามา เป็นเวลา ๒ ปีแล้ว เขาบอกว่าได้รับความเดือดร้อน ไปประชุมก็ไม่มีค่าตอบแทน ได้ครั้งละ ๑๐๐-๒๐๐ บาท ฝากให้ท่านรัฐบาลซึ่งดูแลในส่วนนี้ ซึ่งเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือด้วย ได้รับความเดือดร้อน
ส่วนอีกเรื่องท่านประธานครับ ต้องบอกกล่าวกันเนื่องจากได้รับการร้องเรียน จากนายดนัย ไม่ขอเอ่ยนามสกุล ซึ่งได้รับการคัดเลือกผ่านการประชุมของ อ.ก.ค.ศ. สกลนคร เขต ๑ ประถมศึกษานะครับ ได้รับตัวจาก อบต. นักวิชาการ ไปเป็นครูตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ วันนี้ปีกว่า ๆ อ.ก.ค.ศ. ไม่นําเข้าที่ประชุมเลย เขาบอกได้รับ ความเดือดร้อน ซึ่งรออยู่ ตําแหน่งก็มี อ.ก.ค.ศ. ในพื้นที่ก็รับรองมาแล้ว แต่วันนี้ ก.ค.ศ. ใหญ่ทําอะไรอยู่ไม่นําเข้าเลย ขอเอกสารไปหลายรอบจัดมาให้ ๔-๕ ครั้งแล้ว หนังสือมีชัดเจน วันนี้ฝากกระทรวงศึกษาธิการดูแลด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านกุสุมาลวตี ศิริโกมุท เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอกราบเรียนหารือกรณีในพื้นที่เขต ๕ จังหวัดมหาสารคามได้เกิดไฟไหม้โรงเรียน คือโรงเรียนบ้านสร้างแก้ว ตําบลเชียงยืน อําเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม อาคารเรียนไหม้หมดทั้งหลัง อุปกรณ์การเรียนการสอน คอมพิวเตอร์เสียหายนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงกราบเรียนท่านประธานมาเพื่อให้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้โปรดแก้ไขปัญหาด้วย โดยปัญหาเร่งด่วนนั้นก็อยากจะให้มีการแก้ไข ก็คือให้ได้มีการเรียนการสอนชั่วคราวให้กับลูกหลานเยาวชน รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องเสียง นะคะ ก็อยากให้กระทรวงศึกษาธิการได้โปรดดูแลแก้ไขด้วยค่ะ แล้วก็ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้กรุณาตั้งงบประมาณในการก่อสร้างโรงเรียนเพื่อทดแทนอาคารเรียนหลังเก่าที่ถูกไฟไหม้ โดยเร่งด่วนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสุดท้ายท่านจิรายุ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวาครับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนฝากแจ้งมานะครับ โดยเฉพาะคน กทม. บอกว่าวันนี้ช่วยบอกผู้บัญชาการตํารวจนครบาล หรือผู้บังคับการ ตํารวจจราจรช่วยดูแลถนนหนทางด้วย จิ๊กโก๋ไปเก็บค่าคุ้มครองกันริมถนนหลายสาย ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะค่าจอดรถราคาตั้งแต่ ๕๐ บาท จนถึง ๑๐๐ บาท เลยรัฐสภาไป เลี้ยวซ้ายไปแถวลานพระบรมรูปทรงม้านี้ก็เยอะนะครับ
เรื่องต่อมาใกล้เคียงกันครับ เรื่องการวางสิ่งของจองบนทางเท้า ไม่ว่าจะเป็น ป้ายโฆษณา ช่วยเร่งรัดให้กรุงเทพมหานครหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยไปดูแลด้วยครับ เดี๋ยวนี้ประชาชนเดินกันไม่ได้แล้ว
เรื่องต่อมาครับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ฝากร้องเรียนมาบอกว่าไม่รู้ราคาค่าเรือว่าตกลงราคาค่าเรือนั้นเท่าไรกันแน่ ไม่มีป้ายบอก บางเที่ยวก็ ๑๐๐ บาท บางเที่ยวก็ ๕๐๐ บาท บางเที่ยวก็ ๕๕๐ บาท ก็ขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยไปดูด้วยนะครับ
เรื่องเกี่ยวเนื่องกันครับ เรื่องกล้องซีซีทีวี หลายพื้นที่ ในเขตคลองสามวา ใช้การไม่ได้ ชาวบ้านมอเตอร์ไซค์หายเช่นเดียวกับท่าน ส.ส. ดอกเตอร์ลีลาวดี วัชโรบล ครับ ไปดูปรากฏว่ากล้องไม่มีไฟใช้งานไม่ได้ เรียกร้องให้ผู้ว่ากรุงเทพมหานครช่วยไปดูกล้องดัมมี่ ด้วย เรื่องของกล้องไฟแดงครับ จับเวลาที่คนผ่าไฟแดง ขณะนี้ถามไปยังกองบังคับการตํารวจนครบาล และกองบังคับการตํารวจจราจรว่าวันนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ประชาชนร้องมาครับ เดี๋ยวนี้นับเลข กันไม่ทันเนื่องจากนับเลขถอยหลังแล้วนี่ละครับผ่าไฟแดงกันตลอดก่อนที่จะได้ไฟเขียวครับ
เรื่องต่อมาครับ ชาวบ้านแถว ๆ รอบสนามหลวงร้องเรียนมาบอกว่าเห็นแล้ว อับอายขายหน้าเดี๋ยวนี้ตุ๊ก ๆ ใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ เสื้อยืด เสื้อกล้าม นักท่องเที่ยวก็ไป โบกรถกันก็เลยถามว่า นี่คือเครื่องแบบของพนักงานขับรถสาธารณะของกรุงเทพมหานคร หรือไม่ กรมการขนส่งทางบกผู้มีหน้าที่ช่วยตรวจสอบด้วยนะครับ รวมทั้งเรื่องของแท็กซี่ (Taxi) ครับ วันนี้คํายอดฮิต ก็คือ ส่งรถ แล้วก็ไกล ถ้าหน้าตาไม่เหมือนฝรั่งก็ไม่จอดรับ ก็ขอให้กรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูด้วยนะครับ เพราะว่าวันนี้แท็กซี่ ปฏิเสธผู้โดยสารเยอะ
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่น้องในเขตลาดพร้าว ในถนน ต.อุดมโชค ซอยโชคชัย ๔/๕๔ แยก ๒๓ บอกว่าขณะนี้โดนด่าเป็นประจําเนื่องจากไม่มีท่อระบายน้ํา ก็เลยต้องปล่อยน้ําลงบนท้องถนน และสํานักงานเขตลาดพร้าวช่วยแวะเข้าไปดูด้วย ถ้ามีงบประมาณก็ช่วยจัดสรรด้วยนะครับ เนื่องจากถนนหนทางรกรุงรังในขณะนี้ครับ
เรื่องสุดท้ายครับ โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ และโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในเขต พื้นที่เขตคลองสามวา ทําจดหมายถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการบอกว่า ของบปรับปรุงหรือที่เรียกกันว่างบค้างท่อ วันนี้โรงเรียน ๒ โรงเรียนนั้น ต้องการการแก้ไข อย่างโดยด่วนนะครับ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
จบเรื่องหารือนะครับ
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๐๑ คน
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมนะครับ ๔๓๖ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑๒ เชิญท่านปรีชาพลครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สืบเนื่องจากที่ท่านประธานได้มีบัญชาให้มีการบรรจุระเบียบวาระนะครับ ซึ่งพวกกระผมเอง ได้เห็นถึงเรื่องด่วนซึ่งมีความสําคัญและมีความจําเป็นที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ควรจะได้ มีโอกาสในการพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ เพื่อที่จะเป็น เครื่องมือให้กับทางรัฐบาลในการเจรจาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินต่อไป กระผม จึงขอเสนอเลื่อนระเบียบวาระการประชุม โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๑ (๒) ประกอบกับข้อ ๑๕ โดยขอเลื่อนระเบียบวาระเรื่องด่วนลําดับที่ ๒๕ และลําดับที่ ๒๒ ขึ้นมาพิจารณาเป็นลําดับแรก โดยเรื่องด่วน เรื่องที่ ๒๕ ก็คือความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้องและการแก้ไขความคลาดเคลื่อน ในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย โดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ต่อด้วย เรื่องด่วนที่ ๒๒ ครับ นั่นก็คือร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ยูโรเปียน ฟรี เทรด แอสโซเอชัน (European Free Trade Association : EFTA) ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ โดยเรื่องด่วนลําดับที่ ๒๕ และลําดับ ที่ ๒๒ นี้กระผมขอเสนอให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นลําดับแรกครับ ก่อนเรื่องที่ท่านประธาน แจ้งต่อที่ประชุม ก็คือเรื่องรับทราบการทบทวนแหล่งเงินกู้สําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ระยะที่ ๓ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกครับ ผมจะเลื่อนเอาเรื่องด่วนที่ ๒๕ คือเรื่องว่าด้วยความตกลง การค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและเอกสาร ที่เกี่ยวข้องและการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย เป็นเรื่องแรก เชิญท่านหมอสุกิจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีความสงสัยว่าทําไมท่านประธานไม่เอาเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมมาแจ้ง ให้เรียบร้อยก่อน เพราะว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องสําคัญนะครับ เป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ของ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ระยะที่ ๓ ซึ่งเป็นเงินกู้ตั้ง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นะครับ แล้วทําไมท่านประธานไม่เอามาแจ้งก่อนในที่ประชุม ก็ว่าก็คงใช้เวลาไม่มากเรื่องนี้ นะครับ
ผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ ตามข้อบังคับการประชุม เรื่องด่วนจะไปบรรจุไว้ตรงไหนก็ได้ ในเมื่อมีสมาชิกเสนอให้เอา เรื่องด่วน เรื่องที่ ๒๕ และเรื่องที่ ๒๒ ขึ้นมาพิจารณาก่อน มีผู้รับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมก็คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ก็คือต้องทําตามที่ท่านสมาชิกได้เสนอนะครับ เชิญท่านปรีชาพลอีกที
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อเรื่องหารือที่เพื่อนสมาชิกได้สอบถามท่านประธานในเรื่องของเรื่องรับทราบการทบทวน แหล่งเงินกู้สําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง พวกกระผมเองก็ได้หารือกันนะครับ แล้วก็ คิดว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ก็จะมีผู้อภิปรายเป็นจํานวนไม่น้อยเลยทีเดียว ฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ที่ผมขอเสนอเลื่อนเรื่องทั้ง ๒ เรื่องขึ้นมา เนื่องจาก ทั้ง ๒ เรื่องนั้นมีความจําเป็นและเร่งด่วนจริง ๆ ประกอบกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงบ่ายนี้ก็จะมี พ.ร.บ. ซึ่งมีความสําคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ พ.ร.บ. ในเรื่อง คตง. และ พ.ร.บ. ในเรื่องของสาธารณสุขชุมชน ซึ่งจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นเพื่อให้การใช้เวลามีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด กระผมจึง ขอเสนอเรื่องดังกล่าว ก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะเข้าใจในเหตุผลที่ผมได้นําเรียนท่านประธาน ไปถึงเพื่อนสมาชิก กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือความเป็นจริงท่านประธานครับ เราทราบกันดีว่าเรื่องที่ทางรัฐบาลขอเลื่อนขึ้นมานี้มีความจําเป็นเพราะว่านายกรัฐมนตรี ของชิลีจะมาประเทศไทยเพื่อลงนามข้อตกลง ในวันที่ ๔ คือมะรืนนี้ แต่ท่านประธานครับ ความเป็นจริงเรามีปัญหามากเรื่องการเลื่อนระเบียบวาระ แล้วก็ทําให้ระบบของการบรรจุ ระเบียบวาระนี้เสียหายหลายครั้ง ท่านประธานครับ จะไปบอกว่าเรื่องของการกู้เงินนี้ เปลี่ยนแปลงการกู้เงินไม่มีความสําคัญก็ไม่ใช่ เพราะรัฐบาลมีมติไปตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ ท่านประธานลองเรียงลําดับไล่ความดูครับ ทําไมตั้ง ๔ เดือนแล้ว จะย่างเข้า เดือนที่ ๕ แล้ว ทําไมเพิ่งเอามาเสนอให้รัฐสภารับทราบครับ เพราะอะไร มันเป็น ความบกพร่องใช่ไหมครับของรัฐบาล ที่ทําเรื่องอย่างนี้ช้า แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงการกู้เงิน การกู้เงินของรัฐบาลเราทราบกันดีครับ มีปัญหาเยอะ ไม่ว่าเรื่องรถไฟฟ้า ไม่ว่าเรื่อง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องน้ํา ไม่ว่าเรื่องจํานําข้าว แต่ความเป็นจริงเรื่องอย่างนี้มันต้องเอามา เสนอรัฐสภาตั้งแต่หลังจากวันที่ ๒๕ มิถุนายน เดือนกรกฎาคมก็ต้องเสนอมาแล้วครับ ส่งมา ที่รัฐสภาให้รับทราบ ส่วนเรื่องของสภาจะบรรจุ ช้าเร็วเป็นเรื่องของสภา อันนี้ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ นายกรัฐมนตรีของชิลีจะเดินทางมาลงนามข้อตกลง ในวันที่ ๔ คือวันมะรืนนี้ แล้วก็มาเร่งรัด รวบรัดให้รัฐสภาพิจารณากันในวันที่ ๒ อย่างนี้ควรไม่ควรครับ ทุกเรื่องมีความสําคัญหมดละครับ เรื่องของประเทศ รัฐสภาก็จําเป็นจะต้องดําเนินการเพื่อให้ ประเทศไม่เกิดความเสียหาย ที่ทักท้วงอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะไม่เห็นด้วย แต่เพียงแต่ทักท้วงว่ารัฐบาลเร่งรัด รวบรัด แล้วบางเรื่องมีความจําเป็นก็ไม่ดําเนินการส่งให้ รัฐสภาพิจารณา ขอให้รัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขในความบกพร่องอย่างนี้ด้วยครับ
พอดีเดี๋ยวมีท่านสุรศักดิ์ครับ เดี๋ยว ๆ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๑๕ นะครับ วาระนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นวาระที่หนึ่งคือเรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ เกี่ยวกับเรื่อง โครงการรถไฟฟ้าสีม่วง ผมว่ามันใช้เวลาไม่นาน ท่านประธานก็น่าจะนํามาพิจารณาก่อน เพื่อจะให้จบนะครับ ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ไปเปลี่ยนตามที่มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเสนอครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยว ๆ ผมขอต้อนรับ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จํานวน ๑๐๐ คน ซึ่งวันนี้มาเยี่ยมชมการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ขณะนี้เปิดประชุมแล้วยังไม่เข้าวาระนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า เรื่องที่รัฐบาลขอเลื่อนมานี้มันก็เป็นความจําเป็นของประเทศที่จะต้องเตรียม ที่จะเจรจากับเขา แต่ว่าผมคิดว่าเรื่ออย่างนี้เกิดซ้ํากันหลายครั้งครับท่านประธาน ผมว่า ท่านประธานตั้งกติการอย่างนี้ได้ไหมครับว่าครั้งหน้าให้ทางกระทรวงที่จะต้องรับผิดชอบ เรื่องต่าง ๆ ที่จะต้องเข้าสภาครับท่านประธาน ท่านประธานมอบให้แจ้งทําเป็นตารางครับว่าจริง ๆ เรื่องนี้ฝ่ายราชการประจําเสร็จมานานกี่เดือนแล้ว แล้วทําไมไม่ส่งมาให้สภา แล้วส่งมาให้ สภานี่ ฝ่ายราชการประจําก็ต้องชี้แจงด้วยครับว่าต้องการให้สภาพิจารณาภายในกี่เดือน เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็เจรจาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด ให้ได้ เพราะในกรณีที่ว่าถ้าเผื่อเกิดขอมติสภาไปแล้วมันไม่ผ่าน มันก็จะมีปัญหากับรัฐบาล ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ําซาก จึงอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาล วันนี้มีตัวแทนนั่งอยู่ ก็คือกระทรวงพาณิชย์ ว่าท่านไปดูสิครับว่าที่เรื่องนี้เริ่มเจรจามาแล้ว ตั้งแต่วันที่เท่าไร แล้วก็เสร็จแล้วส่งมาสภาวันที่เท่าไร บางทีส่งมาแบบประเภทไม่ให้สภามีเวลา อะไรเลย แล้วถึงเวลามา บาปมันจะตกกับพวกเราว่าพวกเรานั้นทําเรื่องล่าช้า แม้กระทั่งผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเผื่อเกิดเราพิจารณาไปแล้ว แล้วเราเกิดความ ผิดพลาดขึ้นมาในการปฏิบัติการ ก็จะโทษสภานั้นผ่านกฎหมายหรือผ่านความเห็นชอบ อย่างไม่รอบคอบ แล้วความผิดก็จะตกอยู่กับฝ่ายการเมือง ทั้ง ๆ ที่เราไม่ค่อยมีเวลาเท่าไร จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าช่วยกําหนดเป็นกฎกติกาในอนาคตครับท่านประธาน เป็นตารางเลยครับว่าฝ่ายราชการประจํานั้น เสร็จเรื่องนี้เมื่อไร แล้วก็ส่งให้ทางรัฐบาลเมื่อไร รัฐบาลส่งให้สภา สภามีเวลาพิจารณากี่เดือน กี่วัน เราจะได้ทําให้ด้วยความรอบคอบ และมีเวลามากกว่านี้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ท่านสมาชิกครับ ความจริง ข้อเสนอท่านจุติก็เป็นข้อเสนอที่ดีนะครับ เรื่องนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ส่งมานี้ รัฐสภาเพิ่งรับ วันที่ ๙ กันยายน แล้วก็เป็นเรื่องที่ ครม. ก็มีหนังสือเร่งรัดมาอีกเพราะฉะนั้นถึงบรรจุ เอาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะว่าท่านประธานาธิบดีของชิลีจะมาวันที่ ๔ จะต้องเซ็นลงนาม นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดําเนินการประชุม โดยที่จะเลื่อนเอาเรื่องที่ ๒๕ กับเรื่องที่ ๒๒ ขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นเข้าสู่วาระปกตินะครับ เรื่องที่ ๒๕ ผมขอซ้ําอีกครั้งครับ
เรื่องด่วน ๒๕ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการแก้ไขความคลาดเคลื่อน ในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเหตุและผลของการดําเนินการเรื่องนี้ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ตระหนักถึงความสําคัญและความ เร่งด่วนของประเด็นที่จะได้มีการหยิบยกมาพิจารณาในวันนี้ นั่นก็คือความตกลงการค้าเสรี ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เราคงเรียกเรื่องนี้โดยย่อว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี และการแก้ไขความคลาดเคลื่อน ในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยนะครับ เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาได้กรุณา พิจารณาให้ความเห็นชอบ เรื่องนี้จริง ๆ ได้ถูกนําเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภามาแล้ว ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาให้ความเห็นชอบข้อตกลงนี้ในฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยลําดับ แต่ว่าทางการของชิลีประสงค์ที่จะลงนามความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลีเป็นภาษาสเปนนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาไทยด้วย จึงมีความจําเป็น จะต้องแปลความตกลงพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นภาษาไทยเพิ่มเติมเพื่อลงนามด้วย เช่นเดียวกัน ในขณะที่กระทรวงการคลังซึ่งทําหน้าที่เจรจาและนําผลการเจรจาไปปฏิบัติ ได้ตรวจพบความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย แล้วก็ได้ ดําเนินการแก้ไขความคลาดเคลื่อนดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานเกี่ยวข้องของไทยและชิลีร่วมกัน พิจารณาความคลาดเคลื่อนและยอมรับตรงกันแล้วในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้า ฉบับแก้ไขนะครับ ในการนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานประสานหลักของ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลีพิจารณาแล้วก็เห็นว่า ความตกลงในฉบับภาษาไทย และภาษาสเปนที่จะมีการลงนามรวมถึงการแก้ไขตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้า ของไทย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เป็นหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง ง่าย ๆ ว่าต้องตาม ความในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๑๙๐ จึงเห็นควรนําเสนอคณะรัฐมนตรี ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๔ (๓) และ (๗) เพื่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ ๓ กันยายนที่ผ่านมาครับ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้ความเห็นชอบความตกลง การค้าเสรีระหว่างชิลีและไทย พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการแก้ไขความ คลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยแล้ว ผ่านจาก ครม. มา วันที่ ๓ ก็ได้เร่งรัดกระบวนการในการนําเสนอต่อรัฐสภาโดยเร็วตามวันเวลาที่ท่านประธาน ได้กรุณาแจ้งต่อที่ประชุมเมื่อสักครู่นะครับ สําหรับสาระสําคัญของความตกลงและการแก้ไข ตารางข้อผูกพัน ผมขออนุญาตนําเรียนโดยสรุปต่อที่ประชุมดังนี้นะครับ
ประการแรก ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลีและเอกสารประกอบความตกลง ทั้ง ๓ ภาษาถือเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี ซึ่งต้องใช้ประกอบการลงนาม ในวันที่ ๔ ตุลาคมนี้ ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาพูดถึงเมื่อสักครู่ครับว่า ในวันดังกล่าวเป็นวันที่ ฯพณฯ ประธานาธิบดีของชิลีเดินทางมาในประเทศไทย ก็เห็นเป็น โอกาสเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะให้มีการลงนาม ความตกลงดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นความตกลงที่มี ความถูกต้องเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามถ้าหากในอนาคตเมื่อนําไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติแล้ว เกิดปัญหาในการตีความ ทั้ง ๒ ฝ่ายจะยึดความตกลงฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก กระทรวง พาณิชย์ได้มีการจัดประชุมหารือในเรื่องนี้ ตลอดจนนําเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความตกลง ฉบับภาษาไทยนี้เข้าไปสู่กระบวนการปรึกษาหารือต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นแล้ว ๑๕ ครั้ง รวมทั้ง ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ให้ความเห็นชอบความตกลง ฉบับภาษาไทยดังกล่าวแล้ว
ประการที่ ๒ ตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยภายใต้ความตกลง การค้าเสรีไทย-ชิลี ซึ่งตรวจพบความคลาดเคลื่อน ส่วนใหญ่เป็นข้อผิดพลาดอันเนื่องมาจาก การพิมพ์ ซึ่งอาจจะสรุปสาระสําคัญของการแก้ไขเป็น ๓ ส่วน คือ
๑. การแก้ไขอัตราภาษีฐาน ซึ่งใช้ในการคํานวณการลดภาษีที่การแก้ไขอัตรา ภาษีดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจาก ระยะเวลาสิ้นสุดของการลดภาษียังคงเป็นปีเดิมที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกัน
๒. การแก้ไขรายการสินค้าโควตาภาษี จํานวน ๓ รายการ เนื่องจากสินค้า ที่ระบุไว้ไม่ใช่สินค้าโควตาภาษีตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ย้ายรายการสินค้า ดังกล่าวมาอยู่ในกลุ่มสินค้าที่จะยกเลิกการลดภาษีทันทีในวันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้
๓. ได้มีการตัดรายการสินค้าที่แตกย่อยออกมาจากรายการสินค้าหลัก ซึ่งไม่มี ความจําเป็นต้องใส่ลงไป ๑,๐๖๓ รายการ อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับ การแก้ไข ดังกล่าวแม้จะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย แต่ถ้าหากไม่มีการแก้ไขก็อาจจะส่งผลในทาง ปฏิบัติที่เป็นปัญหาได้ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ประสานหลักภายใต้ความตกลงดังกล่าว ได้มีการจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย ซึ่งต่อมากระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักเรื่องตารางข้อผูกพันการเปิดตลาด ได้แก้ไขตารางให้ถูกต้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณาความถูกต้องของ ตารางด้วยแล้ว และทางชิลีเองก็แจ้งว่าสามารถยอมรับความคลาดเคลื่อนและการแก้ไข ตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดดังกล่าวของไทยได้ ชิลีก็ประสานงานนะครับอยากจะให้เราเร่งรัด ในการดําเนินการด้วยเหตุผลที่จะเกิดภาพแห่งความเชื่อมั่นของทั้ง ๒ ประเทศ ในวาระที่ ประธานาธิบดีของชิลีจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันที่ ๔ ตุลาคม ประโยชน์ที่คาดว่า ประเทศไทยจะได้รับจากความตกลงดังกล่าว ก็คือการจัดทําความตกลงนี้ เป้าหมายหลัก ก็เพื่อขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น รวมทั้งจะเป็นประตูสําหรับภาคธุรกิจไทย การขยายเครือข่ายทางการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวาง ทั้งกับประเทศอื่น ๆ ในลาติน อเมริกาและประเทศในภูมิภาคอื่นทั่วโลก เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาคู่ค้า ประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ซึ่งปัจจุบันนี้ในภูมิภาคลาตินอเมริกาก็ถือว่าชิลีเป็นคู่ค้า อันดับที่ ๓ ของไทยรองจากบราซิลและอาร์เจนตินา ทางด้านชิลีก็ได้กําหนดให้ไทย เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการเป็นฐานการผลิตและการกระจายสินค้าและการตลาด ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ และภูมิภาคอื่นใกล้เคียง เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในการนี้ก็อยากจะนําเสนอ ต่อที่ประชุมรัฐสภาได้กรุณาพิจารณานะครับ เพื่อให้ไทยและชิลีสามารถลงนามในความ ตกลงดังกล่าวได้ในวันที่ ๔ ตุลาคมนี้ ผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีกับรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ แล้วก็สเปน รวมถึงให้ความเห็นชอบตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยฉบับที่แก้ไขแล้ว ซึ่งหลังจากได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ฝ่ายบริหารจะดําเนินการเพื่อเตรียม กระบวนการให้ทางฝ่ายไทยและชิลีได้ลงนามความตกลง ในวันที่ ๔ ตุลาคม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ แล้วก็จากนั้นจะดําเนินการภายใน เพื่อรองรับการมีผลบังคับใช้ของความตกลงนะครับ เช่น การประกาศลดอากรศุลกากรของกระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ จะมีหนังสือทางการทูตแจ้งต่อชิลี เพื่อให้ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เชิญสมาชิกอภิปรายครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย และมาท่านอาจารย์เกียรติ แล้วก็ ท่านวรชัย ลงไปแค่นี้ก่อนนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยจดด้วยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีก่อนนะครับ ว่าท่านกํากับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศหรือไม่ หรือว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ
เชิญรัฐมนตรีชี้แจงครับ
ผมได้รับ มอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ให้มาทําหน้าที่ในการนําเสนอแล้วก็ ชี้แจงเนื้อหาสาระในความตกลงนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นคน กํากับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ว่าเนื่องจากว่าวันนี้ เวลานี้ท่านมีภารกิจครับ
เชิญต่อครับ
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ กระผมตั้งคําถามก่อน เพราะว่าการที่รัฐสภาจะพิจารณาความตกลง การค้าระหว่างไทยกับชิลีนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง หลายประเด็นที่จะเป็น ข้อซักถามนั้น จําเป็นต้องได้รับคําตอบจากรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าท่านรัฐมนตรีจะได้ใช้ความพยายามในการนําคําตอบจากทางตัวแทนของกระทรวง มาชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ความตกลงการค้าไทย-ชิลีนั้นถือได้ว่ามีความล่าช้า หลังจากที่ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วท่านประธานาธิบดีชิลี ท่านก่อนนะครับ คือท่านริคาร์โด ลากอส เอสโคบาร์ ได้มาเยือนประเทศไทย แล้วก็ได้ริเริ่มในการขอให้ประเทศไทยนั้นได้เปิดการเจรจา แต่ความล่าช้าดังกล่าวนั้นมันมีที่มาที่ไป แล้วก็ประเด็นที่มานําเสนอขอความเห็นชอบ รอบที่ ๒ ในความเห็นชอบขั้นสุดท้ายก่อนจะมีการลงนามนั้น เนื่องจากมีข้อผิดพลาด บางประการ แล้วก็มีข้อเสนอใหม่ ๆ จากคู่เจรจา ซึ่งเป็นประเด็นที่จะได้ซักถามต่อไป
ผมใคร่ขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ว่าในความตกลง ทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปนนั้น ซึ่งหนามากนะครับ และถือเป็นการ พิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนการลงนามในการเยือนของท่านประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา ในการลงนามวันที่ ๔ ตุลาคม จะเรียกว่ามัดมือชกก็คงไม่เชิงเสียทีเดียวสําหรับรัฐสภา ซึ่งมีข้อจํากัดของเวลาแล้วก็มีภารกิจกําหนดการที่นัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ก็เห็นใจ แต่มันก็ ขึ้นกับการทํางานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ความจริงเรื่องความตกลงไทย-ชิลีนั้น มันเริ่มต้นมาเมื่อปี ๒๕๔๖ แล้วก็ศึกษา ผลการศึกษาสรุปในปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้น เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร หลังจากนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์ซับไพร์ม (Sub-Prime) ในสหรัฐอเมริกา แล้วก็ลุกลามจนกลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) กระทบต่อยุโรป และสหรัฐอเมริกาและกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง ในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เราได้ ดําเนินการลงนามกับประเทศแรกในลาตินอเมริกานะครับ ก็คือความตกลงว่าด้วยการค้า ระหว่างไทยกับเปรู กระผมเองก็ทําหน้าที่เหมือนท่านรัฐมนตรีครับ ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นตัวแทนราชอาณาจักรไทย ในการลงนามความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับเปรูในระหว่างการประชุมเอเปค (APEC) ที่สิงคโปร์ เมื่อปลายปี ๒๕๕๒ ในระหว่างนั้นเราได้มีการหารือกับทางชิลี ว่าหลังจากที่ชะงักงันชะลอตัวมา จําเป็นที่ ๒ ประเทศจะต้องเร่งรัดในการทําความตกลง แต่ความตกลงการค้าดังกล่าวที่ท่านประธานส่งให้พวกกระผมได้พิจารณานี้นะครับ แตกต่าง กับความตกลงที่ทํากับเปรู เพราะว่าการตกลงการค้าระหว่างไทย-ชิลีนั้นจะเป็นแบบ คอมพรีเฮนซีฝ (Comprehensive) เป็นลักษณะของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ใน ๔ ด้าน คือความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ความตกลงว่าด้วยสินค้าบริการ ความตกลง ว่าด้วยการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังจาก ที่ได้มีการหารือนอกรอบในการประชุมเอเปก ที่สิงคโปร์ในปลายปี ๒๕๕๒ ตัวกระผมเอง ก็ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ท่านพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น เดินทางไปเยือนลาตินอเมริกาเพื่อที่จะเปิด ตลาดใหม่ เพื่อที่จะสร้างโอกาสใหม่ เพราะว่าผลกระทบจากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ครั้งนั้น ทําให้ตลาดยุโรปอเมริกานั้นมีตัวเลขการส่งออกที่ติดลบหรือเติบโตชะลอตัวอย่างมากจึงต้อง เร่งในการบุกตลาดเข้าไปเพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นรายได้จีดีพี (GDP) รวมกัน ๑๒๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้จากการส่งออกและนําเข้าหรือที่เรียกรวม ๆ ว่า การค้าระหว่าง ประเทศ เหมือนตอนนี้ครับ ๗ เดือนมานี้การส่งออกโตไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ และทั้งปีเข้าใจว่า จะต่ํากว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่อันตรายมากสําหรับการขับเคลื่อนการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างขยายตัวและมั่นคง มีเสรีภาพ ดังนั้นจึงได้กําหนดให้เอฟทีเอ หรือว่า ความตกลงการค้าเป็นเครื่องมือสําคัญในการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งเสริม การพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้เองการเยือน ๔ ประเทศลาตินอเมริกาดังกล่าวนั้น แน่นอน เพื่อไปเร่งรัดในเรื่องของเอฟทีเอไทย-เปรู ให้มีผลบังคับโดยเร็วและแก้ไขบางประการ พร้อมกันนั้นก็ได้เยือนชิลีที่ซานดีเอโก (San Diego) การเยือนดังกล่าวนั้นนํามาซึ่ง การประชุมของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือว่า กนศ. ซึ่งท่านประธานคงทราบนะครับว่าเวลาที่ประเทศไทยจะไปเจรจาความตกลงใด ๆ โดยเฉพาะ ด้านเศรษฐกิจจะมีคณะกรรมการระดับชาติในการกําหนดนโยบายทิศทางดังกล่าวว่าถึงเวลา หรือยัง เหมาะสมหรือไม่ และคู่เจรจาที่เราจะดําเนินความตกลงควรหรืออย่างไร คณะกรรมการดังกล่าวนั้นมีท่านรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งต่อเนื่องจากคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กนศ. ได้ให้ความเห็นชอบในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ และเราตั้งเป้าว่าในการประชุมเอเปกที่โยโกฮาม่า ที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นั้นท่านประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งรัฐมนตรีการค้าของไทย แล้วก็ชิลีนั้นจะมีการแถลงร่วมที่เรียกว่าจอยน์ สเตทเม้นท์ (Join statement) เพราะโดยปกติแล้วการทําความตกลงทางการค้าหรือความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจสําคัญ ๆ ในลักษณะของเอฟทีเอระหว่างประเทศในเอเชียกับแปซิฟิกนั้น เราจะถือเอาเวทีเอเปกนี้เป็นการลงนาม เพื่อให้เป็นสักขีพยานของประเทศใน ๒ ภูมิภาคนี้ ดังนั้นก่อนที่จะถึงการประชุมเอเปกดังกล่าวจึงได้มีการให้ความเห็นชอบในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ โดยคณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาตามที่ กนศ. ได้เห็นชอบกรอบที่กระทรวง พาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้นําเสนอ จากนั้นรัฐสภาก็ได้เห็นชอบ กรอบการเจรจาในเดือนกันยายน ผมจําได้ท่านประธานครับว่าในการประชุมเอเปก ที่โยโกฮาม่านั้น ผมเองได้มีส่วนร่วมในพิธีการสําคัญดังกล่าวหลังจากการแถลงร่วมระหว่าง ผู้นําของชิลีและไทยตอนนั้น ปรากฏว่าบริษัทเอสซีจี (SCG) ได้มีหนังสือส่งมาถึงท่านนายกรัฐมนตรีโดยผ่านกระผม บอกว่าขอให้เร่งรัดโดยเร็วที่สุดให้ความตกลงการค้า ซึ่งเป็นคอมพรีเฮนซีพ คือรวมทั้งสินค้า รวมทั้งภาคบริการ รวมทั้งการลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจอื่น ๆ นั้น ให้ดําเนินการ โดยเร็วที่สุดเพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะว่าชิลีได้ทําความตกลงเอฟทีเอกับประเทศเกาหลี เม็ดพลาสติกที่เราส่งไปหลายแสนตันต่อปี โดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทยหรือเอสซีจีของเรานี่ครับ ปรากฏกว่าได้สูญเสียมาร์เก็ต แชร์ (Market Share) ในตลาดอย่างฮวบฮาบทีเดียว เพราะว่า เมื่อเกาหลีได้ทําเอฟทีเอกับชิลี เม็ดพลาสติกที่ส่งเข้าไปไม่ต้องเสียภาษีครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ของเรายังต้องเสียภาษีอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับราคาซีไอเอฟ (C.I.F.) ของเรานั้นสูงกว่าของประเทศเกาหลี แล้วใครเขาจะซื้อสินค้าไทย นั่นคือเหตุผลที่อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปถึงทางรัฐบาลว่าจะต้องดําเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะว่าวันเวลา มันไม่ได้หมายถึงโอกาสทางธุรกิจของประเทศ ซึ่งขุนพลเศรษฐกิจที่นําพาประเทศนี้มีรายได้ จากการค้าส่งออกนั้นคือภาคเอกชนครับ เราสูญเสียตีมูลค่าในความล่าช้าที่ผ่านมานี้ไม่ต่ํากว่า ปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าเสียดายว่าตรงนี้เองรัฐบาลได้ตระหนักหรือไม่ ถ้าดูตาราง การทํางานในรัฐบาลชุดที่แล้ว เราเร่งรัดอย่างมากครับ เดินทางไปด้วยตัวเอง ไปเจรจากับ โปรเฟสซันนอล (professional) ประเทศชิลี ซึ่งเป็นองค์สําคัญทางด้านการค้าของเขา พบภาคเอกชน พบรัฐมนตรีการค้า ระดับผู้นํา ประธานาธิบดีชิลีก็พบกับนายกรัฐมนตรี เพราะเราเห็นว่า ๑. ลาตินอเมริกาประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน ชิลีนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศ ที่เป็นโมเดล (Model) ครับ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนและก้าวหน้า ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพ แม้ว่ามีประชากรเพียงแค่ ๑๐ กว่าล้านคน ยาวเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว เลยครับจากอเมริกากลางยาวมาตลอดอเมริกาใต้ ตลอดแนวเทือกเขาแอนดีส มีพื้นที่ เพาะปลูกก็ไม่มากหรอกครับ แต่เขาใช้โมเดลของของเครื่องมือเอฟทีเอนี่ครับ ในการสร้าง ความก้าวหน้าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศที่มีเอฟทีเอมากที่สุดในโลกครับ เป็นประเทศที่ทําความตกลงไม่น้อยกว่า ๒๖ ฉบับ กับ ๖๐ ประเทศทั่วโลกเข้าถึงประชากร ที่เป็นลูกค้า คิดเป็น ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ๔,๐๐๐ ล้านคน ด้วยเครื่องมือ เอฟทีเอ ด้วยภาษีที่เป็น ๐ ด้วยภาคบริการที่สามารถไปร่วมทุนตั้งกิจการธุรกิจ หรือการประกอบอาชีพในประเทศที่เป็นคู่สัญญา รวมไปถึงการที่เขาเข้าไปอยู่ในจีดีพี ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลกครับ ด้วยเครื่องมือเอฟทีเอดังกล่าว เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงมีความสําคัญว่าตอนตัวอย่างที่ผมยกมา อย่างเอสซีจีเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ แต่ละปีนั้นเราได้สูญเสียโอกาสทําให้ขีดความสามารถในการแข่งขันการค้า ของภาคเอกชนของเราที่บุกไปไกลถึงตลาดอย่างลาตินอเมริกานั้นไม่สามารถแข่งขันได้ นี่เป็นบริษัทหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกระผมถึงเรียนว่าหลังจากที่ได้มีการแถลงร่วม แล้ว ๒ ประเทศได้มุ่งมั่นมากครับ การทํางานระดับเจ้าหน้าที่ ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี จึงได้เปิดการเจรจารอบแรกที่ว่าเฟริสท์ ราวด์ เนโกติเอชัน (first round negotiations) ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีนะครับ ผมเองเป็นคนแรกครับที่เป็นหัวหน้า คณะระดับนโยบายในนามตัวแทนประเทศไทย เจรจาที่กรุงเทพมหานครนะครับกับหัวหน้า คณะเจรจาของชิลี หลังจากนั้นครั้งที่ ๒ ก็ส่งอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปที่ กรุงซานเตียโกเพื่อเจรจา เราตั้งเป้าหมายอย่างไรครับท่านประธานครับ ตั้งเป้าหมายว่า ในการประชุมเอเปคที่รัสเซีย ในเดือนกันยายนปีที่แล้วครับ คือการลงนาม ไม่ใช่ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ครับ นั่นหมายความว่าเราล่าช้ามาเป็นเวลา ๑ ปี ๑ เดือน นั่นคือโอกาสที่เราสูญเสียครับ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาล ๒ รัฐบาลทํางานต่อเนื่อง หรือหลายรัฐบาลทํางานต่อเนื่องในวาระ ที่เป็นวาระของประเทศชาติอย่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดครับ ก้าวข้ามการเมือง เสียงข้างมากข้างน้อย เอาประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ก็เหมือนการส่งไม้วิ่งผลัด ก็รับไม้ เพียงแต่รับไม้แล้ววิ่งเข้าสู่เป้าหมายได้ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าลงนาม แต่ต้องทําให้รวดเร็ว เพราะเราตั้งเป้าอยู่แล้วท่านประธานครับว่า ๕๐๐ กว่าล้านคนในลาตินอเมริกา โดยมีชิลี เหมือนเป็นฮับ เกตเวย์ (Hub Gateway) ของเราในการที่กระจายสินค้าและบริการของเรา รวมทั้งการลงทุนของเราไปในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและประเทศอีก ๖๐ ประเทศ ที่เขาทําเอฟทีเอ รวมถึงการมาลงทุนในประเทศไทย ประเทศไทยไปลงทุนในชิลี แล้วก็ใช้ สิทธิพิเศษในเอฟทีเอที่มีระหว่างกัน เขาก็หวังว่าเราจะเป็นฮับของเขาในอาเซียน ซึ่งใน ๒ ปี ข้างหน้า ปี ๒๕๕๘ ก็จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ความล่าช้าดังกล่าวนี้คือ คําถามที่ ๑ ละครับ ว่าประเด็นที่มาขอความเห็นชอบหลังจากที่เราให้ความเห็นชอบไป ในขั้นสุดท้าย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เมื่อ ๑๒ มีนาคม ปีนี้ครับ ทําไมยังมี ประเด็น ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงบอกว่าเป็นประเด็นเล็กน้อย ไม่ได้มีเกณฑ์เกี่ยวข้อง ต่อการเปลี่ยนแปลงสารัตถะสําคัญในความตกลงดังกล่าว หรือแม้แต่ประเด็นภาษา ซึ่งก็แปลกใจมากครับ ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้มีการหารือกันก่อนหน้านี้หรืออย่างไร แล้วถ้าหากว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้น จะยึดถือภาษาใดเป็นภาษาหลัก ซึ่งโดยปกติแล้วเราก็ยึดถือ ภาษาอังกฤษครับ คราวนี้มีภาษาไทยเพิ่ม เพราะว่าเหตุว่าชิลีขอให้ทําภาษาสเปน ตรงนี้ ก็เป็นอีกข้อหนึ่งครับ ว่าข้อเสนอดังกล่าวของทางชิลีนั้นนําเสนอเมื่อไรครับ แล้วเราแก้ไข ปัญหานี้เมื่อไรครับ หรือรวมไปถึงในเรื่องของพิกัด ฮาร์โมไนซ์ ซิสเต็ม (Harmonize System) ในเรื่องพิกัดศุลกากร แล้วก็ตารางข้อผูกพันสินค้า มันหลุดไปได้อย่างไรครับ เราไม่ใช่ไม่มีประสบการณ์เลยครับ ประเทศไทยถือว่าได้เป็นประเทศชั้นนําในเอเชีย ที่ใช้เครื่องมือเอฟทีเอนี้ครับ ในการทําความตกลง ทั้งในกรอบทวิภาคีไทยกับประเทศ คู่สัญญา หรือในกรอบคู่ภาคี แบบทวิภาคีภายใต้กรอบของอาเซียน เราก็มีอาเซียนบวก ๓ อาเซียนบวก ๖ มีกรอบเอฟทีเอในส่วนนั้นอยู่ ตรงนี้ถามว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร เพื่อที่จะให้เป็น บทเรียนอย่างไรครับ ว่าต่อไปนี้เรื่องที่มีความสําคัญต่อโอกาสของประเทศ แล้วผมเรียน หลายครั้งเวลาของประเทศมีค่า รัฐมนตรีหรือรัฐบาลก็ต้องใช้เวลาของประเทศให้มีค่าเช่นกัน ไม่ใช่ใช้เวลาโดยสูญเปล่าหรือทํางานไร้ประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่การบรรลุถึง เป้าหมาย ต้องพิจารณาสปีด (Speed) ด้วยครับ พิจารณาความเร็ว ความรอบคอบและรัดกุม
ประเด็นที่ ๒ ที่จะถามท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ในความตกลงดังกล่าวซึ่งรัฐสภา จะให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อมอบอาณัติ ให้รัฐบาลไปลงนามแทนประเทศไทยทั้งหมดนี้ครับ ในอีก ๒ วันข้างหน้านั้น ถามว่าท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีได้ดูได้ละเอียดเรียบร้อย และนี่จะเป็นฉบับหลังสุดของประเทศไทยนะครับ ถามบอกว่า ในความตกลงทางการค้า ข้อผูกพันสินค้าและชุดข้อผูกพันภาคบริการนี้ครับ มากหรือน้อยกว่าความตกลงที่เรามีพันธกรณี ผมไม่แน่ใจว่าเราไปตกลงอ่อนข้อให้มากไป หรือว่าเข้มไป หรือว่าทําให้ประเทศหรือภาคเอกชนของเราเสียเปรียบมากกว่าของชิลีหรือไม่ อย่างไร อันนี้เราต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยภาคธุรกิจไทย ภาครัฐของไทย อย่างเต็มที่ครับ แม้ว่าในส่วนชิลีก็เช่นกันครับ เขาก็ต้องดูแลปกป้องผลประโยชน์ของเขา เช่นเดียวกัน ดังนั้นต่างฝ่ายต่างดูแล แล้วมาบรรลุซึ่งความตกลง จึงถามท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ความตกลงที่ไปตกลงในเรื่องของตารางข้อผูกพันรายการ สินค้าและสินค้ารายการอ่อนไหว สินค้ารายการยกเว้นนั้นมีอะไรที่มากหรือน้อยกว่าความตกลง ในกรอบอาฟตา (AFTA) ในกรอบของดับบลิวทีโอ (WTO) นี่ถือว่าเป็นความตกลงพื้นฐาน ทั่วไปนะครับ และความตกลงทวิภาคีระหว่างไทยกับประเทศอื่นซึ่งถือว่าจะต้องมีมากกว่า แบบเดียวกับไทยกับชิลี นอกจากนั้นแล้วเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าในฐานะที่เราอยู่ระหว่าง การเจรจาเอฟทีเอ กับสหภาพยุโรป และเดี๋ยวสักครู่ก็มีจะมีเรื่องของเอฟตา (EFTA) สมาคม การค้าเสรียุโรป ๔ ประเทศ และกําลังมีข้อเสนอมาตลอดให้เข้าร่วมในการเจรจาเพื่อ ทําความตกลงกับทีพีพี (TPP) ซึ่งชิลีนั้นถือว่าเป็นประเทศพีโฟร์ (P4) ก่อตั้งทีพีพีก่อน สหรัฐอเมริกาเสียอีก ดังนั้นความตกลงดังกล่าวนั้นแน่นอนชิลีถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระดับ การเปิดเอฟทีเอที่ก้าวหน้าที่สุดครับ จึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มทีพีพี ของเราไปตกลงก้าวหน้า เปิดโล่งโจ้งแบบนั้นหรือไม่ เพราะว่าโพซิชัน (Position) ในเรื่องการทําความตกลงการค้า สินค้า บริการ และการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยนั้นเราอยู่กึ่งกลาง อยู่กึ่งกลางระหว่างอาฟตาแล้วก็ทีพีพี ก็หมายความว่าในการทําความตกลงการค้าเสรี แบบทวิภาคีระหว่างไทยซึ่งมันจะต้องมากกว่าพหุภาคีจึงต้องมาทําความตกลง เป็นการเฉพาะตัวต่อตัวนั้นเราอยู่ที่ตรงกลางครับ ส่วนทีพีพีผมก็กังวลใจว่าโดยแนวทาง เรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทยในอดีต ซึ่ง ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านก็คงจะ ยืนยันได้ในฐานะที่เป็นอดีตประธานผู้แทนการค้าไทยที่เรียกว่า ไทย เทรด เรพพรีเซนเททีฟ (Thai Trade Representative) มีสถานะถึงไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรี แต่มีฐานะเทียบเท่า รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สถานะในการเจรจา ท่านก็คงยืนยันกับผมได้ ว่าความสมดุล ในการวางจุดยืนของประเทศเพื่อไม่ให้เสียสัมพันธไมตรี ไม่ให้เสียน้ําใจ สําหรับคู่ค้าของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป ในกลุ่มของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระดับความก้าวหน้าทางการค้า ภาคบริการและกองทุนนี้สูงกว่าเรา เหมือนรุ่นเฮฟวี่เวท (Heavyweight) อ้ายเรามันรุ่น มิดเดิ้ลเวท (Middleweight) ยังมีฟลายเวท (Flyweight) อยู่ เรามาอยู่ที่รุ่นมิดเดิ้ลเวท เพราะฉะนั้นเราก็ระมัดระวังมากในการที่จะทําความตกลงหรือข้อผูกพัน ไม่ว่ารายการสินค้า ภาคบริการหรือแม้แต่เรื่องของการลงทุน เพราะว่ารุ่นมิดเดิ้ลเวทมันชกสู้รุ่นเฮฟวี่เวทไม่ได้ ทุกครั้งที่ผ่านมาเราจึงยืนในจุดยืนที่ ๒ ก็คือว่าเวลาจะไปชกกับรุ่นใหญ่เราก็ต้องไปชก โดยเอาอาเซียน คือเอา ๑๐ ประเทศนี้ไปเจรจา เว้นแต่ว่าคู่เจรจาบอกไม่เอาแล้ว หลังจาก พยายามมาหลายปี ก็เช่นอียู (EU) เช่นสหรัฐอเมริกาและที่สําคัญคือที่มาเกี่ยวข้องกับชิลี คือทีพีพีตรงนี้ก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้สร้างความชัดเจนเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เรายังอยู่ในจุดที่เหมาะสม ไม่ก้าวล้ําพลาดไป หรือผูกพันมากไป หรือเปิดมากไป เพราะว่า ความตกลงทางการค้าเสรีนั้นมันมีทั้งโอกาสและก็ปัญหาภัยคุกคาม ระดับความพร้อม ของหลายภาคเอกชนของเรา โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ก็ดี สินค้าเกษตร เกษตรกรของเรา ชาวนาชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมงและปศุสัตว์ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะต้องมีมาตรการเยียวยา แต่ตรงนี้เขาก็ฝากความหวังไว้ว่ารัฐบาลจะไม่ไปตกหลุม รัฐบาลจะฉลาดพอและมีใจที่เห็นประโยชน์สาธารณะเพียงพอในการที่จะยืนอยู่ในจุดยืน ที่ประเทศควรจะยืนอยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขอถามเป็นคําถามที่ ๒ นะครับว่า มากหรือน้อยในระดับของการไปทําความผูกพันทั้งสินค้าและบริการ
๓. ก็คือท่านรัฐมนตรีจะตอบได้ไหมครับว่าถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ และมีการลงนาม วันที่ ๔ ตุลาคม ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร จะเสียประโยชน์ อย่างไร จะมีกลุ่มอะไรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และกลุ่มใดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และเราได้เตรียมมาตรการในการเยียวยาผลกระทบมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายก็คือเราได้มี แผนเผด็จการที่เรียกว่า แอคชัน แพลน (Action Plan) ในการใช้ประโยชน์หรือไม่ ความจริง เรื่องของการทําความตกลงการค้าเสรีนั้น หัวใจสําคัญนอกเหนือจากความรอบคอบรัดกุม การตกลงในจุดที่เหมาะสมได้ประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศแล้ว ก็อยู่ที่การใช้ประโยชน์ ไม่อย่างนั้นความตกลงที่ส่งมาก็กลายเป็นเพียงกระดาษเท่านั้นเอง ง่ายที่สุดก็คือสินค้ากว่า ๙๐ รายการ หลายพันรายการจะมีภาษีเป็น ๐ ครับ มีภาษีเป็น ๐ ๒. ก็คือว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ผู้นําเข้า นักลงทุนของไทย ได้เข้าใจและจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อย แค่ไหน ความจริงการทําความตกลงการค้าเสรีนี่คือก้าวแรกเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ขั้นสุดท้าย มันเป็นขั้นแรกของการไขกุญแจเปิดโอกาสไปสู่สินค้าไทย ภาคบริการของไทย แล้วก็ นักลงทุนของไทยและชิลีในการที่จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน เพื่อให้เศรษฐกิจ เติบโตขยายตัวเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ประเทศ แล้วเราได้วางมากกว่านั้นก็คือประเด็นเรื่อง แผนเผด็จการนอกเหนือจากการใช้ประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ก็คือการเตรียมพร้อมในเรื่อง ของโลจิสติกส์ (Logistics) ตอนที่ผมไปเยือนลาตินอเมริกานั้น หลายคนก็บอกว่าอยู่ไกลมาก ผมก็บอกว่าเราต้องทําไกลให้ใกล้ ทําใกล้ให้ไกล นั่นคือการบริหารด้านโลจิสติกส์ครับ เพราะฉะนั้นต้องเดินทางไปดูท่าเรือ ไปดูสนามบิน ไปดูคาร์โก้ (Cargo) เพราะเราไม่สามารถ ที่จะส่งสินค้าทางอื่นได้ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังชิลีและเข้าสู่ลาตินอเมริกา มีหนทางเดียวก็คือการขนส่งทางเรือครับ ซึ่งในส่วนนี้ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลได้เตรียม แผนปฏิบัติการในการใช้ประโยชน์และก็ลดข้อจํากัดของระยะทางหรือไม่ อย่างไร แต่เรียนว่า ในข้อเท็จจริงท่านจะต้องทําแผนบริการตรงนี้ครับ กระทรวงพาณิชย์เองมีสํานักงาน โลจิสติกส์การค้าเดิม ซึ่งสําคัญมากเพราะว่าตัวมูลค่าสินค้าอย่างหนึ่ง เมื่อรวมค่าเฟส (Phase) ค่าขนส่งแล้วมันต้องแข่งขันได้ด้วย แต่ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยสนับสนุนโดยเฉพาะ การบุกตลาดใหม่ ๆ ภาครัฐจะต้องเป็นเสมือนสะพาน เป็นเสมือนหัวเจาะเข้าไป แล้วภาคเอกชนก็ก้าวเหยียบย่ําข้ามไปสู่การค้าขายสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ น่าสนใจ ที่ฝากเป็นประเด็น ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่อยากให้ท่านรัฐมนตรีเพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศ ช่วยภาคเอกชนของเราก็คือว่า ค่าเฟสในการขนสินค้าคาร์โก้จากไทยไปยังลาตินอเมริกานั้น แน่นอนที่สุดก็คงจะต้องเข้าท่าใหญ่ เช่นอย่างที่ลองบีช หลังจากนั้นก็จะเข้ามายัง ลาตินอเมริกา จะฝั่งตะวันตกหรือตะวันออกก็แล้วแต่ของอเมริกาใต้ แต่ปรากฏว่าค่าเฟสจาก อเมริกามายังซีกบราซิลและอาร์เจนตินาที่ผมไปเยือนมาครั้งก่อนนั้นได้ไปดูที่ฟอร์ดซานโตส บ้านเกิดของเปเล่นักเตะดังเป็นอมตะ ค่าเฟสถูกกว่าค่าเฟสที่มาทางเปรูและก็ชิลีครับ ทั้งที่เทียบระยะแล้ว ไม่ต้องผ่านคลองปานามา แต่ทําไมค่าเฟส ตรงนี้เป็นโจทย์สําคัญ ถ้าเราจะแข่งขันกับเกาหลี อย่างตัวอย่างที่ผมยกกรณีของเอสซีจี นั้นชัดเจนมากครับ เราจะได้มูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาทกลับมา แม้เพียงสินค้าตัวเดียว อย่างเช่น เม็ดพาลาสติก ซึ่งเรามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ําของเราอยู่ แต่วันนี้เราเสียเชิงเขาด้วย ความล่าช้าในเรื่องของภาษี กับ ๒. ก็คือ การบริหารเรื่องเฟสเพราะเกาหลีเก่งมากในเรื่อง ของโลจิสติกส์ มีสายการเดินเรือแห่งชาติของตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น ก็ฝากเป็นประเด็น
สุดท้ายครับท่านประธาน กรณีของการแข่งขันกันเองในอาเซียน คือวันนี้ มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรากําหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทยกับประเทศ เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นลาตินอเมริกา อย่างชิลีตอนนี้ก็ดี หรือว่าเอฟตา ๔ ประเทศ ที่เราจะ พิจารณาเป็นฉบับที่ ๒ ในยุโรปก็ดี หรือว่ากลุ่มจีซีซี (GCC) กลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เชียก็ดี แต่ว่าภายในอาเซียน ภายใต้ความเป็นพันธมิตร ยุทธศาสตร์สําคัญของการก้าวสู่ประชาคม อาเซียน ๑๐ ประเทศนี้ครับ แต่ละประเทศสมาชิกในอาเซียนเองก็แข่งขันในการที่จะส่งออก แข่งขันในการที่จะนําเข้า แข่งขันในการที่จะลงทุน แข่งขันในการที่จะขยายธุรกิจ มาเลเซีย ก้าวไปก่อนเรา ทําเอฟทีเอกับประเทศชิลีไปก่อนเรา เกือบ ๒ ปีครับ เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า ได้ทําแผนปฏิบัติการเอฟทีเอไทย ในภาพรวมแล้วหรือยัง วางลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าเรามีภาพรวมอย่างนี้ ความชัดเจนอย่างนี้ อธิบดีกรมเจรจาการค้า กรมเจรจาการค้า และก็กระทรวงที่เกี่ยวข้องเขาจะได้ทํางาน ที่เรียกว่า กราวด์เวิร์ค (Groundwork) พื้นฐานอย่างไรครับ จ้างให้สถาบันศึกษาหรือบริษัท มืออาชีพเอกชน ทําการศึกษาผลกระทบเตรียมไว้ล่วงหน้าเลยตามลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วจะไม่สะเปะสะปะครับ เพราะการเจรจานี้มันใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งคน ปีหนึ่งมันไม่ง่ายที่เรา จะเจรจาได้หลายประเทศครับ และเจรจาได้อย่างรอบคอบ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่เกิด ข้อผิดพลาดดังกล่าวนี้มา เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ทําแผนปฏิบัติการ และก็มีการสนับสนุน การเจรจาของคณะผู้แทนเจรจาและหน่วยงานสนับสนุนในด้านข้อมูลการวิจัยมากน้อย แค่ไหน แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นบทเรียน อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกครับ เราได้คลาดเคลื่อนจาก เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ และเราตั้งเป้าไว้เลยว่าครบรอบความสัมพันธ์ไทย-ชิลี ๕๐ ปีนี้ มันจะมีผลแล้ว มีการลงนาม ในส่วนนี้ก็ฝากหลายประเด็นนะครับ ๓ ข้อ ไปถึง แล้วก็หวังว่า ท่านรัฐมนตรีจะได้ให้คําชี้แจงนะครับ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการให้ความ เห็นชอบการตกลงการค้าไทย-ชิลี หรือไม่อย่างไร ขอบคุณครับ
เดี๋ยวเอาท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ก่อนนะครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบตอนไหนก็ได้นะครับ เดี๋ยวเอาท่านชรินทร์ ท่านจดข้อคําถามของท่านอลงกรณ์ไว้นะครับ ท่านชรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดตาก ก่อนอื่น ผมก็ใคร่ขอชมเชยสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จัดเตรียมเอกสารประกอบ การพิจารณาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการแก้ไข ความคลาดเคลื่อนในตารางความผูกพันการเปิดตลาดเสรีของไทย คือแม้เอกสารจะไม่ยาว แต่ว่าสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบครัน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกทุกท่าน เป็นอย่างดีนะครับ เรื่องการจัดทําการค้าเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ผมว่าทางรัฐสภาเรา ก็ได้พิจารณากันหลายร่างหลายฉบับ ผมก็แน่ใจว่าพวกเราต่างตระหนักถึงความสําคัญ ของเอฟทีเอหรือว่าเขตการค้าเสรีในยุคการค้าปัจจุบัน เพราะว่าในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้ ความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ ต้องการที่ให้การค้านี้นะครับ มันขับเคลื่อนไป อย่างรวดเร็ว มีอุปสรรคน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษีอากรหรือว่าสิ่งที่ไม่ใช่ภาษี คือทั้ง ทาริฟ (Tariff) และนอนทาริฟ (Non-Tariff) ที่เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ แบร์ริเออร์ (Barrier) นะครับ จริง ๆ แล้วประเทศทั้งหลายในโลกนี้ที่ผ่านมาจริง ๆ แล้วเราหวังพึ่งว่า เราจะได้อาศัยองค์การการค้า หรือว่าดับบลิวทีโอที่จะเป็นผู้เปิดการค้า องค์การการค้า ประเทศต่าง ๆ แต่ในรอบหลาย ๆ รอบที่ผ่านมานั้นก็ไปได้ดี แต่จนกระทั่งรอบสุดท้าย คือรอบโดฮาราวด์ (Doha Round) นะครับ เจรจาถึงวันนี้ก็ ๑๑ ปีเศษ ๆ เข้าไปแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะตกลงกันได้ ดังนั้นการค้าจึงไม่ค่อยที่จะคล่องตัวเท่าที่ควร แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายประเทศที่เห็นว่าเมื่อเจรจากันในกรอบพหุภาคีหรือหลาย ๆ ประเทศ ไม่ประสบความสําเร็จ ก็หันมาใช้วิธีการเจรจาประเทศต่อประเทศ คือการแบบทวิภาคี ประเทศหลายประเทศก็สามารถที่จะค้าขายกันได้มากขึ้นโดยอาศัย กรอบการค้าระหว่างกัน เพราะฉะนั้นประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่เราต้องพึ่งพา การส่งออกเป็นสําคัญ เศรษฐกิจของประเทศไทยถ้าไม่มีการส่งออกนะครับ เราก็คงจะ ไม่มีเงินมาทํารถไฟใต้ดินหรือว่าทํารถไฟฟ้า หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากมาย เหมือนปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการส่งออกถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญของประเทศไทยนะครับ ในเมื่อประเทศต่าง ๆ เขาจับคู่เจรจาการค้ากัน ถ้าหากว่าเราไม่ทําอย่างเดียวกันเราก็จะ ถอยหลัง ขีดความสามารถของเราก็จะสู้ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้ พูดถึงเรื่องขีดความสามารถ นะครับที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าคอมเพททิทีฟเนส (Competitiveness) มีการรายงาน ในหลายหน่วยงานที่สําคัญ โดยเฉพาะเวิลด์ อิคอนอมิค ฟอรัม (World Economic Forum) หรือว่าที่ประชุมของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ล่าสุดก็รู้สึกของเราจะอยู่ที่ อันดับ ๓๗ อันดับ ๓๘ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของเรามันถอยหลังลงไป แย่ลงกว่าเดิม การส่งออกเป็นเรื่องหนึ่ง การส่งออก การลงทุนเป็นตัวสําคัญที่จะชี้วัดว่า เราไปได้ดีมากน้อยแค่ไหน และในกรณีของชิลีซึ่งเป็นประเทศหนึ่ง ที่จริง ๆ อย่างที่ ท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็พูดไว้แล้วว่าตั้ง ๑๐ ปีมาแล้ว หรือกว่า ๑๐ ปี ทําให้เราเสียโอกาสมากมาย แทนที่ว่าเราจะได้วัตถุดิบราคาถูกลง ต้นทุนต่ํา แล้วก็ สามารถที่จะส่งออกสินค้าไปให้กับชิลีได้มากขึ้น เราก็ทําไม่ได้ แต่จะเป็นเพราะเหตุใดก็ลอง วิเคราะห์กันดูนะครับว่าทําไมเราถึงดําเนินการล่าช้า ในขณะที่หลาย ๆ ความตกลง เราสามารถทําไปได้รวดเร็ว แล้วก็ทําให้การส่งออกของเรา การค้าระหว่างเรากับประเทศ ต่าง ๆ นั้นมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นนะครับ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการค้าระหว่างไทย กับชิลี จากเอกสารที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรรวบรวมมานี้นะครับก็จะเห็นว่า ตั้งแต่ในปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๕ หรือว่าเป็นระยะเวลา ๔ ปี การค้าของ ๒ ประเทศก็มีการค้า เพิ่มพูนมาโดยตลอด โดยในปี ๒๕๕๕ คือปีที่แล้ว ไทยส่งออกไปถึง ๖๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าสัก ๔ ปีเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทยเรานําเข้าจาก ชิลีหรือว่าชิลีส่งมาให้ไทยในปีที่แล้ว ๓๑๕ ล้านเหรียญ แต่เมื่อรวมทั้ง ๔ ปีแล้วก็เพิ่มขึ้น ๗๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อดูตัวเลขนําเข้าส่งออกก็จะเห็นว่าไทยเราเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าหรือภาษา ชาวบ้านเรียกว่า ได้เปรียบดุลการค้า นี่ก็เป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งนะครับว่าเรามีโอกาสดีมาก ที่จะค้าขายกับชิลี แต่ว่าที่บอกว่าเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์ ส่งออกที่ไทยเราส่งไปชิลี ในรอบปี ๔ ปีส่งออกเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มากเลยนะครับ ศักยภาพที่เราจะ ส่งสินค้าให้กับชิลีนั้นมากกว่านี้อีกมากมายนะครับ ดูนะครับ ตัวอย่างสินค้าที่เราส่งไป ไม่ว่า จะเป็นยานยนต์ ปลากระป๋อง เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางและก็ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก แล้วก็ เครื่องวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปูนซีเมนต์ ซึ่งศักยภาพก็สูงมาก และโอกาสที่เราจะ เปิดตลาดข้าวซึ่งเรามีปัญหาค่อนข้างจะมากว่าไม่มีประเทศที่จะรองรับ รวมทั้งตลาดข้าวนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการทําเขตการค้าเสรีหรือว่าเอฟทีเอระหว่าง ๒ ประเทศนะครับ ผมก็เชื่อและมั่นใจว่าเราจะสามารถสิ่งสินค้าดังกล่าวข้างต้นเมื่อสักครู่นี้ไปให้ชิลีได้มากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะนําสินค้าจากชิลีมามากขึ้น พวกนักดื่มสุรา คอไวน์ทั้งหลายนะครับ ท่านคงจะทราบดีนะครับว่าเหล้าองุ่นหรือไวน์ของชิลีนั้นราคาไม่แพง แต่ว่าคุณภาพก็ไม่เป็นรองใครนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้การค้า ๒ ฝ่ายมีปริมาณ เพิ่มขึ้นก็จะมีโอกาสเช่นเดียวกันนะครับ ชิลีมีสินค้าที่เราจะสามารถนําเข้า เช่น พวกทองแดง พวกสินแร่เหล็ก แล้วก็แร่ธาตุต่าง ๆ อีกมากมาย รวมทั้งปลาป่นด้วยนะครับ ผมเองได้เคยไป ประเทศชิลีเมื่อประมาณสัก ๑๐ ปีที่ผ่านมานะครับ ก็อยากจะเรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่าชิลีมีความรู้เรื่องประเทศไทยมากพอสมควร แล้วก็มีทัศนคติที่ดีต่อคนไทยมาก ๆ นะครับ มองประเทศไทยในแง่ดีนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าการเพิ่มศักยภาพ กระชับความสัมพันธไมตรีระหว่างกันให้มากขึ้น โดยการทําเอฟทีเอ ระหว่างกันก็จะทําให้การค้าและการลงทุน ๒ ฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ ในโอกาสที่ ประธานาธิบดีของชิลีจะมาเยือนประเทศไทยในต้นเดือนตุลาคม ตอนนี้ก็ต้นเดือนแล้ว ผมยังไม่ได้ทราบข่าวเลยว่าต้นเดือนนั้นวันที่เท่าไรกันแน่นะครับ ที่จะมาประเทศไทย แวะประเทศไทยก่อนที่จะไปประชุมเอเปค ที่อินโดนีเซียนะครับ ผมว่าอันนี้ก็เป็น โอกาสอันดีมากเลยที่ทางรัฐสภาเราจะต้องผ่านความตกลงฉบับนี้นะครับ เพื่อว่า ท่านประธานาธิบดีชิลีจะได้เป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงระหว่างกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเราพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการจัดทําเขตค้าเสรีระหว่างกัน นะครับ แน่นอนว่าก็คงมีบ้างหรอกว่าเราเสียเปรียบได้เปรียบ จะเสียเปรียบอย่างนั้นตรงนี้ แต่การทําการค้า การทําความตกลงลักษณะนี้นะครับ ผมต้องเรียนความเห็นเลยว่า เราจะต้องมองระยะยาวไม่ใช่มองระยะสั้นหรือมองระยะเฉพาะหน้า การทําเขตการค้าเสรี ระหว่างกันมันจะทําให้สินค้าของเรานั้นมีโอกาสที่จะเข้าไปขายในประเทศคู่ความตกลงของ เรา โดยเสียค่าใช้น้อยที่น้อยลงคืออย่างน้อยที่สุดเสียภาษีน้อยลงแล้ว เสียภาษีน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะทางไกลมากนะครับ การเดินทางจากไทยไปชิลี ชิลีมาไทย จําได้ว่า ไม่ต่ํากว่า ๒๐ ชั่วโมงนะครับ ๒๑-๒๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการค้านี้ ระยะทางไกลก็จะต้องเสีย ค่าขนส่งค่อนข้างจะแพงอยู่แล้ว ค่าขนส่ง ฉะนั้นถ้าหากว่าไทยได้ภาษีลดลงมา คือทางชิลีเอง เขาลดภาษีลง เพราะว่าเรามีข้อตกลงกัน แล้วถ้าชิลีส่งมาให้ประเทศไทย แล้วเราเองก็ต้องลด ภาษีให้กับเขา ตามข้อแลกเปลี่ยนครับอันนี้จะเกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย อาจจะมีการเสียเปรียบ ได้เปรียบกันบ้าง แต่ขอให้มองระยาว การทําข้อตกลงระยะยาวแล้วจะเป็นประโยชน์ระยะยาว อย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อที่น่าคิดเหมือนกันว่าเมื่อทําการค้า เขตการค้าเสรีเรียบร้อยแล้ว เอฟทีเอเรียบร้อยนี่นะครับ สิ่งที่น่าวิตกและน่ากลัวคือว่า แล้วเอกชนของเราจะรู้ประโยชน์ไหม จะทราบหรือเปล่า แล้วจะใช้ประโยชน์มากน้อย เพียงใด คุ้มค่ากับความพยายามของภาครัฐที่อุตส่าห์ริเริ่มให้มีการเจราระหว่างกัน จากการเสียเงินค่าใช้จ่ายไปก็มากมายพอสมควรนะครับ แต่ว่าเมื่อมีความตกลงขึ้นมาใช้ แล้วเราได้ใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ใคร่จะขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังทางท่านรัฐมนตรีว่า เรามีแผนอย่างไรว่า เมื่อทําความตกลงเรียบร้อยแล้วเอกชนของเราจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ สมกับที่รัฐบาล เห็นความสําคัญ หรือเอกชนบางฝ่ายเองก็เรียกร้องว่าอยากจะให้ดําเนินการโดยเร็วที่สุด นะครับ ก็จากการพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ โดยรอบด้าน ผมคิดว่าสาระสําคัญของความตกลง อันนี้ก็มีเนื้อหาความตกลงที่จะต้องตกลงกัน ที่ ๒ ฝ่ายได้ตกลงเห็นชอบแล้ว คือตาราง ข้อผูกพันในการค้าต่าง ๆ และต่อมาก็คือเอกสารที่เกี่ยวข้องคือทั้ง ๓ ภาษานะครับ ไทย อังกฤษ แล้วก็สเปน แล้วก็การแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพัน ซึ่งก็เป็น เรื่องปกติ การทํางานมันก็จะมีการผิดพลาดกันบ้าง แต่ว่าการแก้ไขตัวเลขความคลาดเคลื่อน ในตารางข้อผูกพัน รัฐบาลไทยกับรัฐบาลชิลีก็มีความเข้าใจสอดคล้องต้องกันแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าผมจะขอสนับสนุนความตกลงนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย และการส่งออกของไทยต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ผมขอดําเนินการตามนี้ก่อน นะครับ เพราะตอนที่ผมบอก ๔ ท่านแรก แล้วพอตอนหลังผมเพิ่มอีกนะครับ ผมมาที่ อาจารย์เกียรติ แล้วก็ท่านวรชัย แล้วก็ไปท่านวิทยา แล้วก็มาที่คุณหมอชลน่านนะครับ ขณะนี้มีชื่ออยู่ ๖ ชื่อเท่านั้นเองนะครับ เชิญอาจารย์เกียรติครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานครับ ที่เรียงตามคิวนะครับ ผมก็ขอร่วม ตั้งข้อสังเกตในเรื่องที่ส่งเป็นวาระเข้าสภาในวันนี้นะครับ
ประการแรกครับท่านประธาน เอกสารที่ส่งมาให้มันได้รับวันนี้นะครับ แล้วมี ทั้งหมด ๓ ตั้ง และท่านประธานก็จะให้พวกเราอนุมัติเอกสาร ๓ ตั้งนี้ ภาษาสเปนนี่ ผมยังหาคนแปลไม่เจอเลยครับ ไม่ได้ให้โอกาสเราเลย เอกสารที่มีความละเอียดอ่อน และมีสาระสําคัญมากขนาดนี้ครับท่านประธานครับ ท่านบรรจุวาระโดยไม่ส่งเอกสาร ให้ล่วงหน้า ๑ อาทิตย์ไม่ได้หรอกครับ ใครจะศึกษาครับ มันก็กลายเป็นว่าโดยกระบวนการ ของมันเองจะทําให้สมาชิกไม่กล้าอภิปรายครับ ยกเว้นคนที่ติดตามใกล้ชิดเท่านั้น คนที่เหลือ ไม่มีสิทธิอภิปรายเลยครับ ผมว่ากระบวนการตรงนี้ครับต้องขอเรียนท่านประธานว่า ต้องปรับปรุงครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีความสําคัญครับ แล้วรู้ล่วงหน้าว่าจะบินมาวันที่ ๔ ที่จะมาลงนามกันนี้ รู้ล่วงหน้ากันเป็นอาทิตย์ครับ ไม่ใช่เพิ่งรู้ครับ เพราะฉะนั้นต้องขอ กราบเรียนท่านประธานว่ากระบวนการของสภาของเราเองก็ต้องปรับปรุง เพราะไม่อย่างนั้น สมาชิกจะมีเพียงไม่กี่คนที่จะลุกขึ้นอภิปราย เพราะไม่มีโอกาสศึกษา แต่เป็นความตกลง ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง
ประการที่ ๒ ที่ผมได้อ่านอย่างรวดเร็วในฐานะผู้ติดตามใกล้ชิดนี้นะครับ ก็จับประเด็นได้ว่าที่ท่านเอาเข้ามาสภาวันนี้ เพราะมันมีความคลาดเคลื่อน อันนี้ก็ถูกต้อง และก็เขียนไว้ในเอกสารอยู่แล้ว และท่านรัฐมนตรีก็รายงานกับสภาอยู่แล้ว แต่อยู่ดี ๆ แค่บอกว่า คลาดเคลื่อน แล้วก็ขอเข้าสภานะ พลาดไปแล้ว ข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว โปรดอภัย ให้ข้าพเจ้าเถิด และช่วยอนุมัติให้ด้วย เป็นอย่างนั้นหรือครับ ความตกลงสําคัญขนาดนี้ พลาดได้ขนาดนี้ ผมต้องการทราบว่าใครทําผิดครับ ใครพลาด พลาดที่ใคร อยู่ดี ๆ มาบอก พลาดกันขนาดนี้ครับ มันไม่ได้หรอกครับท่านประธาน นี่คือสภาครับ นี่คือรัฐสภาครับ การทํางานของหน่วยงานของรัฐและฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ต้องรับผิดชอบครับ แสดงว่า เอกสารที่ส่งให้เข้าสภานี่ครับ มันผิดตั้งแต่วันที่ส่งเข้ามา และเมื่อมีความคลาดเคลื่อนแล้ว อะไรคือหลักประกันว่าที่เหลือนี่ ที่ผ่านมามีอะไรคลาดเคลื่อนอีกไหม แล้วจากนี้ไปจะมีอะไร คลาดเคลื่อนอีกไหม ถ้าไม่มีการสอบข้อเท็จจริงว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ตรงนี้ผมคิดว่า สําคัญนะครับท่านประธานครับ เราจะมองว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่ได้ครับ พอเอาเข้าสภา เอาอย่างไรเดี๋ยวสภาก็อนุมัติให้ แต่พลาดได้อย่างไรครับ เรื่องที่เป็นสาระสําคัญขนาดนี้ ที่พลาดประเด็นแรกก็คือว่าท่านบอกว่า มันมีรายการโควตาภาษี ซึ่งเคยใส่เข้าไปเอาไปเจรจา ท่านประธานครับ คนติดตามองค์การการค้าโลกรู้ดีครับ โควตาภาษีเขาเลิกใช้ตั้งนานแล้ว พลาดได้อย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจครับ คนที่จะทําด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รู้ตั้งนานแล้วครับ เรื่องนี้ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเลยนะครับ อัตราภาษีฐานไปเขียนมาจากไหน ไปลอกมาจากไหนภาษีฐาน เอาเข้าสภาผิดได้ และวันนี้ขอแก้ รัฐมนตรีหน้าแตกครับ อย่างนี้ครับ รัฐบาลเองก็เสียหน้า เสียความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง นะครับ ต้องทราบว่าที่พลาดมาครั้งที่แล้วมันจะเป็นครั้งเดียวและจะไม่เกิดขึ้นอีก ก็คือ ต้องมีการตรวจสอบว่ามันพลาดเพราะอะไร เพราะใคร และรัฐมนตรีควรจะต้องเป็นคนตอบ ให้ได้
ประการที่ ๓ ที่บอกว่ารายการสินค้าแตกย่อยนะครับ คือท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีครับ แตกย่อยนี่ครับ มันขึ้นอยู่กับวันที่เราเดินไปเจรจากับเขา เราบอกเราจะใช้พิกัดกี่หลักครับ แสดงว่าท่านไปเปลี่ยนใจใช่ไหมครับ เคยจะใช้พิกัด ๖ หลัก ๘ หลัก วันนี้จะใช้ ๔ หลักหรือเปล่า มันไม่ใช่เรื่องความผิดพลาดครับ ผมไม่แน่ใจนะว่า มันเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการไปเจรจา เพราะปกติเขาตกลงกันแต่ต้นว่าจะลงลึกกี่หลักครับ ไม่ใช่รายการแตกย่อย อันนี้ช่วยตอบให้มันชัดเจนหน่อยได้ไหมครับ ว่าจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เชื่อครับว่าอยู่ดี ๆ วันที่เดินเข้าไปเจรจาบอกจะคุยกัน ๘ หลัก ซึ่งละเอียดมากนะครับ แล้ววันนี้กลับมาบอกว่าไม่เอาแล้ว ๘ หลัก ขอถอดออกหมดเลย ท่านรัฐมนตรีอาจจะ ไม่คุ้นเคยนะครับเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งเลยครับ แล้วเป็นเรื่องที่อยู่ดี ๆ เขามา เปลี่ยนแปลงระหว่างทางครับท่านประธาน ก็ขอคําอธิบายที่ชัดเจนนะครับว่าสาระ ที่มันเปลี่ยนแปลงไป ใครรับผิดชอบ เกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากกรอบ การเจรจาที่รัฐสภาเคยให้ไว้หรือไม่ ตรงนี้ขอความชัดเจนนะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องภาษา ผมคิดว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกที่สภาแห่งนี้ ถูกร้องขอให้เห็นชอบกับภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ความตกลงระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาเท่าที่ผมทราบจนถึงวันนี้ก็ขอความเห็นชอบภาษาอังกฤษเป็นหลัก วันนี้เอาละ ทางโน้นเขาขอมา ประเด็นที่สําคัญก็คือว่า เราจัดการกับปัญหาการตีความอย่างไร ผมก็ไล่ดู อย่างรวดเร็วในฉบับภาษาไทยที่ท่านส่งเข้ามาในตั้งนี้เขียนไว้นะครับ แต่มันอยู่ในบทบัญญัติ สุดท้าย ไม่ได้อยู่ในบทบัญญัติการระงับข้อพิพาท ท่านฟังให้ดีนะครับ อยู่ในบทบัญญัติ สุดท้าย และหัวข้อที่พูดถึงเรื่องภาษาเป็นหัวข้อเดียว ๑๖.๖ ความถูกต้องของตัวบท ไม่ได้พูดถึงการตีความนะครับ ความถูกต้องของตัวบท แล้วก็เขียนไว้ว่าทั้ง ๓ ภาษานี้ มีความถูกต้องโดยเท่าเทียมกันในกรณีที่แตกต่างกันให้ตัวบทฉบับภาษาอังกฤษมีผลเหนือกว่า ในแง่ความตกลงระหว่างประเทศครับท่านประธาน เขียนอย่างนี้อ่อนที่สุด อ่อนที่สุดแล้วก็ เคยมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วเพราะเขียนกันอ่อนอย่างนี้ จริง ๆ จะต้องไปเขียน แยกหมวดเลยครับ หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการระงับข้อพิพาทว่าในการตีความ ข้อตกลงถึงจะมี ๓ ภาษาเท่าเทียมกันให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งท่านเขียนไว้ในรายงาน ส่งให้สภานะครับ แต่คําพูดที่เขียนไว้ในรายงานที่ส่งสภาไม่ตรงกับคําพูดที่ปรากฏในข้อตกลง ท่านประธานช่วยอธิบายทีครับ เอกสารที่รายงานให้สภาฉบับนี้ หน้า ๒ เขียนว่ามีความถูกต้อง เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดีในอนาคตหากเกิดปัญหาในการตีความ ชัดเลยนะครับ มีปัญหา ในการตีความให้ยึดความตกลงฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก เขียนอย่างนี้ถูกครับ แต่ทําไม ไม่อยู่ในข้อตกลงนี้ แสดงว่าเอกสารนี้ท่านให้พวกเราหลงเชื่อว่าที่เขียนไว้ในเอกสารที่เป็น ข้อตกลงนั้นดีแล้วหรือครับ ไม่ตรงกันนะครับ และความหมายในการแก้ปัญหาคําขัดแย้ง ไม่ตรงกันนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นความเสี่ยง และต้องบอกว่าคนที่ไปเจรจานี้ ไม่รอบคอบ ไปยอมให้มีการบันทึกในบทบัญญัติสุดท้าย ไม่ได้พูดในเรื่องของการระงับ ข้อพิพาท ผิดพลาดนะครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมการอนุญาโตตุลาการระหว่าง ประเทศอยู่ ๓ ปี เรื่องอย่างน้ําไปสู่ความขัดแย้งในการปฏิบัติตามข้อตกลงชัดเจน มันขัดแย้ง กันไหมครับท่านประธานว่ามันถูกต้องเท่าเทียมกันหมด เขียนไว้อย่างนี้นะครับ แต่ไม่ได้ บอกด้วยว่าตีความอย่างไร ใช้อะไรเป็นหลัก แต่บอกว่าถ้ามันต่างกันภาษาอังกฤษเหนือกว่า แล้วท่านประธานไปดูนะครับ ฉบับภาษาอังกฤษนะครับ ผมก็เชื่อว่าที่แปลมานี้ก็ไม่ตรงกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษใช้คําพูดถ้อยคําที่เข้มกว่า เข้มกว่าที่แปลมาเป็นภาษาไทย เล็กน้อย แต่ยังเข้มไม่พอและหมวดหมู่จัดไม่ถูก เราเสียเปรียบนะครับ โดยเฉพาะถ้าเมื่อไร เขาจะหยิบภาษาสเปนมาใช้ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐมนตรีต้องชี้แจงให้ชัดเจน ท่านก็คงจะบอกว่า มันเขียนไว้อย่างนี้ไม่มีปัญหาหรอก ภาษาอังกฤษมันเหนือกว่า ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมบอก ท่านนะครับ ผมเห็นมาแล้วว่าขัดแย้งกัน เพราะเขียนอย่างนี้ไม่รู้กี่กรณีแล้ว แล้วท่านกําลัง จะบอกสภาแห่งนี้ช่วยอนุมัติที รอบคอบแล้ว ผมกําลังชี้ว่าไม่รอบคอบและยังไม่เป็นข้อตกลง ตรงที่ สอดคล้องกับบทสรุปที่ท่านเขียนให้กับสภาแห่งนี้ ไม่ตรงนะครับ ถ้อยคําไม่ตรง ผมอยากได้ถ้อยคําที่ท่านเขียนในบทสรุปลงไปในบทความ ในข้อตกลงตรงนี้ คําถามมีอยู่ว่า ท่านพร้อมจะแก้ไหม แก้ได้ไหม แก้กันในสภาตรงนี้ได้ไหม ยังทันนะครับ ควรจะเขียนเลยครับ ตีความเอาภาษาอังกฤษเป็นหลักแค่นั้นละครับ ชัดแล้วครับ แต่ไม่ได้เขียนอย่างนี้ นี่คือประเด็นของภาษา
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ในการที่จะให้สมาชิกอนุมัติภาษาสเปนนี้ หารือท่านประธานจริง ๆ ครับว่า ให้พวกเราทําวิธีไหน ผมไม่รู้ภาษาสเปนเลยครับ มันหมายความว่าถ้าท่านจะให้เราเห็นชอบ เราก็เห็นชอบได้แค่ว่า เพราะฉบับเป็นภาษาสเปน นั้นมีคนรับผิดชอบในการแปล ตรงนี้ใครรับผิดชอบครับ ภาษาสเปนนี้ใครตรวจสอบ ใครแปล ในรายงานที่ท่านส่งมาท่านบอกว่า กรมสนธิสัญญา ถามหน่อยครับใคร ในกรมสนธิสัญญารู้ภาษาสเปนครับ มีไม่กี่คนและไม่มีใครที่มีความสามารถถึงขนาด เป็นนักกฎหมายรู้ภาษาสเปน รู้กฎหมายสเปนในการที่จะอนุมัติแล้วส่งต่อมาให้สภาแห่งนี้ เห็นชอบ ผมว่าที่เราทําได้คือเห็นชอบภาษาอังกฤษ เห็นชอบภาษาไทย ได้ ภาษาอังกฤษ คือมันภาษาสากลอยู่แล้ว แล้วเราก็ทํากันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ให้เราเห็นชอบภาษาสเปน เราก็บอกได้ต้องเห็นชอบแบบมีเงื่อนไข หมายความว่าเห็นชอบตามที่คุณส่งมาและยืนยัน โดยรัฐมนตรีว่าแปลถูก และผู้ยืนยันเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องของการแปลนั้น ๆ ไม่ใช่ ให้สภาแห่งนี้เป็นคนรับผิดชอบภาษาสเปน ท่านประธานเห็นความแตกต่างไหมครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีความสามารถ ขีดความสามารถผมไม่พอที่จะเห็นชอบภาษาสเปน ที่ส่งมาให้เลย แต่ถ้าให้ผมเห็นชอบ เพราะว่ารัฐมนตรียืนยันว่ามันถูกต้องนะครับ และพร้อม จะรับผิดชอบกับความถูกต้องของภาษานี้ ยินดีครับ มันต้องเป็นการรับรองอย่างมีเงื่อนไข ท่านประธานต้องพิจารณาให้ดีนะครับ วันนี้ให้สภาแห่งนี้รับรองภาษสเปน เราทําไม่ได้ ไม่มีใครทําได้สมาชิกในห้องนี้ อันนี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าประเทศไทย ไม่เคยนะครับ แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วท่านไปเจรจาอย่างไร ทําไม่ต้องยอมครับข้อนี้ ทุกประเทศร้องขอหมดครับท่านประธาน แต่ประเทศไทยไม่เคยยอมหรอกครับ เพราะว่า สิ่งที่เราใช้เป็นบรรทัดฐานเป็นหลักสากล ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ภาษาไทยเราก็เอาภาษาไทย ใช้ในประเทศแต่ไม่เป็นหลักของความตกลง ทําไมยอมครับ ขอความรู้หน่อยครับ ไม่เคยเห็น เหมือนกันครับ ยอมได้อย่างไรครับ ยอมแล้วสร้างปัญหาให้พวกเราในฐานะสมาชิกที่จะ ไปอนุมัติในสิ่งที่เราไม่รู้เลย ตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องนะครับ
ประการต่อมาครับ เรื่องที่ท่านนําเข้า ครม. ก็ดีละครับ แต่ถ้าท่านจําได้ วันที่กรอบการเจรจานําเข้าสภานี้ วันนั้นท่านก็บอกว่าการศึกษาในเรื่องผลกระทบยังพร้อม แล้วรัฐธรรมนูญก็บอกว่ายังไม่ต้องพร้อมก็ได้ วันที่เอากรอบการเจรจาเข้า อันนั้น ทุกฝ่ายยอมรับ แต่วันนี้ วันนี้ที่ท่านเอาเข้าสภานี้เข้ามาพิจารณาครั้งนี้ มันไปถึงวรรคสาม แล้วครับของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ไปถึงวรรคสี่แล้วนะครับ ไม่ใช่วรรคสามแล้ว วรรคสามกรอบเจรจา วันนั้นท่านไม่พร้อม ไม่มีใครว่าท่านได้ แต่วันนี้มันมาถึงวรรคสี่ ซึ่งขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรี ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ทําหรือยัง ประชาชน เข้าถึงหรือยัง และในกรณีที่มีการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการ แก้ไขหรือเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรม ท่านกําลัง จะลงนามวันศุกร์นี้ วรรคสี่ท่านทําหรือยังครับ ตรงไหนคือรายงานว่าผลกระทบเป็นอย่างไร กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม มีผลกระทบเป็นอย่างไร และมีมาตรการเยียวยา เขาอย่างไร วันนี้ไม่มีนะครับ ที่ท่านเอามาเข้าสภานี้ไม่มีเรื่องนี้เลย แสดงว่าท่านประธานครับ เรากําลังจะไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ได้ปฏิบัติตามแล้วนะครับ แต่ทุกครั้งถ้าท่านประธานจําได้ เราอนุมัติตอนมันอยู่วรรคสาม ตอนกรอบการเจรจา ซึ่งยัง ไม่ต้องศึกษาสําเร็จ แต่วันนี้มันอยู่วรรคสี่ครับ ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าที่รัฐมนตรีเสนอเข้ามา ยังไม่ครบถ้วน ก็ต้องยืนยันกันว่าท่านจะทําอย่างไรต่อครับ แล้วท่านประธานจะให้สภาแห่งนี้ อนุมัติเห็นชอบข้อตกลงนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ปฏิบัติครบถ้วนตามมาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ใครรับผิดชอบครับ ที่เราไม่ทําตามมาตรา ๑๙๐ ใครรับผิดชอบ ที่ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะไปทําความตกลงกับประเทศชิลีนะครับ ท่านประธาน ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใน กนส. อนุมัติกรอบการเจรจา เพราะผมเห็นด้วยว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีหรือ ครม. จะไม่ทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และจะให้สภาแห่งนี้ สมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องนี้อนุมัติทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ทํา ตามกระบวนการครบถ้วน ของมาตรา ๑๙๐ ไม่ถูกต้องครับ ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ท่านเอง ตอนอภิปราย ตอนแถลงนโยบายกับสภา ๒ ปีที่แล้ว ผมติงครับ ผมติงรัฐบาล ทําไม กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาไม่อยู่ในเป้าหมายสําคัญของท่าน ของรัฐบาล ไม่เขียนนะครับ ไม่ได้อยู่ในนโยบายเลยนะครับ แต่วันนี้ถ้าเขาไม่บินมาท่านคงไม่กระตือรือร้นขนาดนี้ หรอกครับ แต่ตัวเลขมันฟ้องครับท่านประธาน ตัวเลขมันฟ้องว่าไม่ได้สนใจเขาจริง ๆ หรอก วันนี้ท่านมารายงานในสภาแห่งนี้ บอกสําคัญอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ในความเป็นจริงตัวเลข ฟ้องมากครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ตัวเลขการค้าไทย-ชิลี วันที่พวกผมเข้ามาดูแลนี้ ปี ๒๐๐๙ ไทยค้ากับชิลี ๓๐๐ ล้านเหรียญ ทราบไหมครับ ปี ๒๐๑๐ เท่าไรครับ เพิ่มขึ้น ๓ เท่าครับ ๘๐๐ กว่าล้านบาท ส่งออก ประเทศไทยเคยส่งออก ๑๓๙ ล้านเหรียญ ปี ๒๐๑๐ ส่งออก ๕๑๔ ล้านบาท ๓.๕ เท่าครับ แต่จากนั้นเป็นต้นมาครับ มันก็ขึ้นมาเรื่อย ๆ พอปี ๒๐๑๑ หรือปี ๒๕๕๔ หลังจากนั้นต่อมาเพิ่มขึ้นไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ อย่างนี้ เพิ่มขึ้นไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาเรียกโตตามธรรมชาติ ไม่ได้โตด้วยการบริหารจัดการ แต่โต ๓ เท่านี้โตเพราะบริหารจัดการ แล้ววันนี้ท่านก็มาบอกว่ามันสําคัญ ต้องรีบอนุมัติ ต้องรีบเซ็น มันจะดีกับเราอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลเลยครับ ท่านช่วยชี้แจงหน่อยครับ ตอนนี้หมายความว่ารัฐบาลเปลี่ยนนโยบายแล้วใช่ไหมครับ จะให้ ความสําคัญกับกลุ่มประเทศลาตินใช่ไหมครับ กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ท่านประธานทราบไหม ๒-๓ ปีที่แล้วเราค้ากันประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญ ทั้งภูมิภาคกับประเทศไทย จริง ๆ มีโครงการที่วางไว้เยอะมากเลยครับ ที่จะทําให้มันขยับได้ไปถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ภายใน ๒-๓ ปี ผมจัดคณะไปเยือน ท่านประธานทราบไหมครับเขามีออเดอร์ (Order) เลยครับ สั่งเดี๋ยวนั้นเลยครับ แต่รัฐบาลชุดนี้ยังไม่เคยมีคณะไปลาตินอเมริกาเลย สํานักงาน ผู้แทนการค้าไม่เคยไปลาตินอเมริกาเลย แต่วันนี้ท่านเดินมาบอกสภาแห่งนี้ช่วยอนุมัติที มันสําคัญเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่กระบวนการท่านก็ยังไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๆ ที่ ข้อความในข้อตกลง ผมคิดว่ามันเป็นข้อความที่กํากวมและสร้างปัญหาได้ ผมคิดว่ารัฐมนตรี ต้องชี้แจงนะครับ ก่อนที่สภาแห่งนี้จะอนุมัตินี่ ขอความชัดเจนในคําถามผมทั้งหมดนะครับ แล้วท่านประธานเองก็ต้องรับผิดชอบด้วยว่า ถ้าจะให้เราเห็นชอบ ทั้ง ๆ ที่มาตรา ๑๙๐ ยังไม่ทําสมบูรณ์ ทําได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วรัฐมนตรีต้องรายงานครับว่า ผลการศึกษาเป็นอย่างไร และมาตรการรัฐบาลจะรองรับเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ เป็นอย่างไรนะครับ ท่านประธานต้องรับผิดชอบในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ความครบถ้วน นะครับ แล้วก็ขอความกรุณารัฐมนตรีตอบทุกข้อนะครับ แล้วขออย่าใช้เวทีสภาว่าเขาตอบ อย่างไรก็ได้ ไม่ต้องตอบทุกคําถามก็ได้ ผมเจอหลายรอบแล้วครับท่านประธาน เขาตอบแล้ว เขาเลือกจะตอบแค่นี้ให้ประชาชนตัดสิน ไม่ใช่ครับ วันนี้สมาชิกตัดสินครับ ท่านต้องตอบ ทุกข้อที่ถาม เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่อยู่ในสถานะที่จะใช้ดุลยพินิจในการเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบได้เลยครับ ขอบคุณครับ
ท่านวรชัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นเสียโอกาสทางการค้า เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี่ละครับ ทําให้ การเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ทําให้ผู้เจรจานั้นไม่มีความมั่นใจ ทําให้คู่เจรจาไม่มี ความมั่นใจ เพราะเขารู้ว่าอํานาจของรัฐบาลนั้นไม่ได้มีความสําเร็จในการเจรจา เพราะว่า ถ้ากรอบเจรจาอย่างไรไม่สามารถตกลงในการที่จะทําสัญญาได้ในทันทีเลย ต้องเอาเรื่อง การเจรจา กรอบเจรจามายื่นให้รัฐสภามีการเห็นชอบครับท่านประธาน นี่คือความด้อย โอกาสและความล้าหลังของประเทศไทย เพราะมาตรา ๑๙๐ นี่ละครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ เป็นเรื่องที่ประเทศจะต้องเดินหน้าในทางการค้า เพราะว่าวันนี้โลกยุคใหม่นั้นมันเป็นโลกของ การต่อสู้ เป็นโลกของสงครามเศรษฐกิจ นี่เป็นสาระสําคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน วันนี้ ประเทศไทยนั้นเราก็ทราบครับว่าเงินตราที่ใช้ภายในประเทศนั้นมันเป็นเงินตราที่มาจาก ต่างประเทศครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่ว่าการทําสัญญาใด ๆ กับต่างประเทศที่มี ผูกพันกับเจรจาการค้า ธุรกิจและการลงทุนจะต้องให้รัฐสภาอนุมัติครับท่านประธาน วันนี้เรา ได้เจรจากับชิลีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ครม. ได้มีการเจรจาแล้วก็มีกรอบข้อตกลง วันนี้เราต้อง ทราบว่าประเทศชิลีนั้นอยู่ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ซึ่งทั้งหมดในกลุ่มประเทศนี้ มีประชากรประมาณ ๕๐๐ ล้านคนครับท่านประธาน ถ้าเรามีการเจรจาเสร็จ ตกลงเสร็จ เราก็สามารถนําสินค้าผ่านประเทศชิลีไปสู่ประเทศในลาตินอเมริกาได้ครับ เป็นประโยชน์ของ ประเทศอย่างมากครับท่านประธาน เราจะเห็นว่าการค้าไทยกับชิลีนั้นเราได้ดุลการค้าตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนําเข้า เราจะเห็นว่าการนําเข้าสินค้าจากประเทศชิลีนั้นลดลงครับ แต่การส่งออกไทยเพิ่มสินค้าเราได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น ปี ๒๕๕๖ เราสามารถส่งสินค้าไปขายได้ เพิ่มถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๘ ครับท่านประธาน ถือว่าเราได้ดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นจากการที่ รัฐบาลนี้ได้เข้ามาในการบริหารแล้วก็ส่งสินค้าไปขายในประเทศต่าง ๆ เราได้เปรียบ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเดิมนั้น ครม. มีมติเห็นชอบความตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลไทยกับ ชิลีเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แล้วก็ชิลีได้แจ้งมาว่าประสงค์จะทําข้อตกลงในนาม การค้าระหว่างไทยกับชิลีเป็นภาษาไทย ภาษาสเปน แล้วก็ภาษาอังกฤษ ๓ ภาษา เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องมีการทบทวนครับท่านประธาน ผลที่สุดกระทรวงการคลังทําหน้าที่ เจรจานําผลเจรจาให้ตรวจสอบ พบความคลาดเคลื่อนในเรื่องของข้อมูลผูกพันเกี่ยวกับ การค้าไทยกับชิลีจึงได้แก้ไขครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ชิลีก็เลยเร่งให้ไทยดําเนินการในเรื่องของการตกลงในวันที่ ๔ และท่านประธานาธิบดีชิลี ท่านได้เดินทางมาเองครับ ท่านเห็นความสําคัญกับการเจรจาการค้าในครั้งนี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งครับ เพราะเรามีการเจรจามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ครับ มันมีการเจรจา มานานพอสมควรแล้วครับ รัฐบาลไม่ได้เร่งรีบครับ ท่านประธานครับ และวันนี้รัฐบาลได้ส่ง เอกสารไปถึงบ้าน ในเรื่องกรอบเจรจาการค้าครับท่านประธาน สาระสําคัญข้อตกลงครับ แล้วก็เป็นความตกลงทั้งภาษาที่มีส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลชิลี กับรัฐบาลไทย ซึ่งต้องให้เป็นประกอบลงนามในเดือนตุลาคม ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดประชุมหารือ รวมทั้งขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้ง ๑๕ ครั้งครับ ท่านประธาน นี่คือการดําเนินงานของรัฐบาลเพราะฉะนั้นตารางข้อผูกพันเกี่ยวกับเปิดตลาด สินค้าไทยภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีมีความคลาดเคลื่อนในส่วนของอัตราภาษีแล้วก็ได้แก้ไข และก็ได้ดําเนินการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ทางรัฐบาลเขาได้มีการเจรจาแล้วก็ได้มีการแก้ไข ความคลาดเคลื่อนทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนครับ เพราะวันนี้เราก็ทราบครับ ว่าเศรษฐกิจของโลกนั้นมันเป็นเรื่องของการวิกฤติของหลายประเทศครับ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจําเป็นอย่างยิ่งต้องรีบเจรจาการค้าระหว่างไทยกับชิลีเพื่อนํารายได้ไม่ว่าจะเป็น การส่งออกในเรื่องของยางพารา ที่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องครับ สินค้าอาหารสําเร็จรูป ที่เราจะต้องนําไปส่งออกและไปขายนําเงินตราต่างประเทศเข้ามาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเป็นความชอบธรรม แล้วก็เป็นสิ่งที่จะต้องทําอย่างรวดเร็ว ท่านประธานครับ ผมเห็นชอบเรื่องนี้ เห็นว่ารัฐบาลได้ดําเนินการถูกต้องครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านวิทยา อินาลา ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะไม่ขอ อภิปรายในรายละเอียดนะครับ แต่ผมจะถามท่านประธานสั้น ๆ มีอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกที่เจรจากันนี่นะครับ บอกว่ามีการเจรจาการค้าและการลงทุน ก็คือมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ผมอยากจะถามว่าถ้าการบริการที่ไม่มีตัวแทนเข้ามา ในเจรจา หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าการลงทุนในด้านการบริการหรือว่า บริการในการท่องเที่ยว ขอให้ท่านตอบประเด็นนี้ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะถาม มีสมาชิกบางท่านถามมาแล้วว่าการเจรจานี้ ในระบบของฮาร์โมไนซ์ (Harmonize) ระบบพิกัดอัตราศุลกากร ท่านมี ๔ ดิจิต (Digit) เขาเรียกภาษาก็คือ ๔ ตัวเลข กับ ๖ ตัวเลขนี่นะครับ เริ่มแรกนี้ท่านเจรจากี่ตัวเลข ๘ หรือ ๔ หรือ ๖ ถ้า ๖ จํานวน ๖ ดิจิต เขาเรียกว่าฟอร์มตัวเอฟทีเอออกมา พิกัด ๖ ตัวนี้ของศุลกากรไทย กับศุลกากรชิลีในการตีความหมาย บางทีตีพิกัด ๔ ตัวเหมือนกัน แต่พิกัดย่อย ๖ ตัว ตัวเลข ๖ ตัวนี้มันต่างกัน ที่มันต่างกัน บางอันภาษีเป็นภาษีไม่เท่ากันระหว่างไทยกับชิลี สมมุติว่า ชิลีออกมาพิกัด ๖ ตัว หนึ่งหนึ่งหนึ่งหนึ่ง แล้วก็จุดหนึ่งศูนย์ เวลาไทยเข้ามาหนึ่งศูนย์ของไทย เราบอกว่าตีเป็นเก้าเก้า หนึ่งหนึ่งหนึ่งจุดเก้าเก้า ภาษีอัตราศุลกากรไม่เท่ากันถามว่าชิลีออกฟอร์มของเอฟทีเอมาให้ไทยแล้ว ไทยได้เบเนฟิท (Benefit) จากตรงนี้ไหม ข้อที่ ๒ นะครับ ข้อที่ ๓ ในพาร์ท ที่ ๒ ปีที่ ๕ ท่านบอกว่าวันที่ มีผลบังคับใช้ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑ มกราคม ปีที่ ๑ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑ มกราคม ปีที่ ๒ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๓ มกราคม ปีที่ ๓ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายวันที่ ๑ มกราคม ปีที่ ๕ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กับอีกอันหนึ่งก็บอกว่าเอสแอล (SL) ข้อ ๔ เอสแอลนะครับ วันที่ มีผลบังคับใช้๑๑ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑ มกราคม ปีที่ ๑ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑ มกราคม ปีที่ ๒ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายมกราคม ปีที่ ๘ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้หลักคิดตรงไหนว่า ทําไมต้อง ๑๗ เปอร์เซ็นต์เริ่มแรก ทําไมต้อง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเลข ๑๗ เลข ๑๑ นี่ ในมาตรฐานทั่ว ๆ ไปในการทํากันแล้วมันจะไม่ค่อยใช้กัน เพราะว่ามันจะเป็นทศนิยม ศูนย์ จุดอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ขึ้นมา มันต้องตัดตัวเลขออกมา มันจะไม่สะดวกในการที่จะเราให้ จ่ายสตางค์จ่ายอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ โดยทั่ว ๆ ไปก็จะใช้เป็น ๑๐ ๑๕ ๒๐ อะไรอย่างนี้ ผมอยากจะถามว่าหลักการตรงนี้คิดมาจากไหน ขอบคุณท่านประธานครับ
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว นะครับ อย่างนี้ครับ คือผมขอจัดลําดับคิวในการอภิปรายตามลําดับของการที่แจ้งความจํานง นะครับ เดี๋ยวจะบอกไว้ ทําไมไม่สลับกันนะครับ จากนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ก็จะไปที่ ท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ แล้วท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ แล้วมาที่ท่านสุชาติ ธาดาธํารงเวช แล้วไปที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณี ที่ท่านประธานได้กรุณาบรรจุเรื่องในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วนนะครับ ในที่ ๒๕ เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในสิ่งที่ ท่านประธานมาขอความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้ถ้าเราจํากันได้นะครับ ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ ๓ ที่สภาจะต้องพิจารณา ในเรื่องนี้ ทําไมเป็นครั้งที่ ๓ ท่านประธานครับ ครั้งแรกถ้าพวกเราจําได้เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ปี ๒๕๕๓ รัฐสภาสมัยที่ผ่านมา ไม่ใช่สมัยนี้นะครับ ได้ให้ความเห็นชอบกรอบ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลีไปแล้ว เมื่อ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งก่อนหน้านี้ก่อนที่คณะรัฐมนตรีในยุคนั้นจะให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็เคยมีการพูดคุยกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๙ จะนําเข้าปี ๒๕๔๙ แต่ว่าสภายุบ ไม่สามารถนําสู่การพิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งแรกเป็นกรอบการเจรจาพวกเราให้อนุมัติกรอบไป อนุมัติกรอบ เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ ก็เป็นการให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม เขียนไว้ชัดว่านํากรอบมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจาก ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วคณะผู้เจรจา ซึ่งประกอบด้วยกรมเจรจาการค้า กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงการคลังและคณะผู้เจรจาที่เกี่ยวข้องได้ไปทําการเจรจาในรูปของข้อตกลง นะครับ ข้อที่เสนอเรามาเป็นร่างกรอบเจรจาเรื่องข้อตกลงนะครับ ก็นําข้อตกลงนั้นไปเจรจา ตามกรอบที่เราให้ไป ท่านประธานที่เคารพครับ คณะผู้เจรจาเสนอให้รัฐมนตรีเห็นชอบ แล้วนําเอาข้อตกลงนั้นที่เป็นร่างมาให้รัฐสภาเห็นชอบข้อตกลง คณะผู้เจรจาเสนอให้รัฐมนตรีเห็นชอบและนําเอาข้อตกลงนั้นที่เป็นร่างมาให้รัฐสภาเห็นชอบ ข้อตกลง ครั้งสุดท้ายหลังจากมีเจรจาเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้วทั้ง ๑๑ กลุ่มสาขาที่ตาม กรอบไปนี้นะครับ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ นั่นคือครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒ ข้อตกลงนั้นควรจะ ได้รับการลงนามให้เป็นหนังสือสัญญาตามวรรคสอง วันนี้เราเข้ามาตามวรรคสองครับ เพราะ จะลงนามเป็นหนังสือสัญญาแล้ว แต่เผอิญว่ามันมีเหตุจําเป็นที่คณะคู่เจรจา คู่ทําความตกลง กันก่อนนําหนังสือเจรจาเขาไปมีข้อเสนอและข้อตรวจพบอยู่ ๒ เรื่องหลัก เรื่องแรกก็คือ เรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้พูดไปแล้ว เรื่องที่ชิลีขอใช้ภาษาสเปนเป็นภาษา อีกภาษาหนึ่งในการบันทึกเป็นข้อตกลง แล้วไทยเราเองแน่นอนครับ มีภาษาไทยเป็นการใช้ ภายในอยู่แล้ว จากเดิมมีข้อตกลงใช้เฉพาะภาษาอังกฤษ คณะเจรจามีข้อตกลงตามนั้น ซึ่งก็เป็นไปตามร่างข้อตกลงเดิมหรือข้อตกลงที่ไปเจรจามาแล้วในบทที่ ๑๖ บทบัญญัติ สุดท้ายที่พูดด้วยเรื่องของการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเรียน ท่านประธานในข้อ ๑๖.๒ ขออนุญาตอ่านนะครับ
การแก้ไข ในข้อที่ ๑ เขาบอกว่าคู่ภาคีอาจตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร ในการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมใด ๆ ต่อข้อความตกลงนี้แล้วก็มีเรื่องของมีการแก้ไข มีการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็ให้คู่ภาคีได้มีความตกลงกัน แต่กฎหมายไทย นะครับ รัฐธรรมนูญไทย มาตรา ๑๙๐ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในข้อตกลงที่เป็น สาระสําคัญ แน่นอนครับ ภาษาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีสาระสําคัญในข้อตกลง
เรื่องที่ ๑ ที่เป็นเรื่องที่คณะผู้เจรจาหรือผู้ทําความตกลงได้พบว่าตาราง แนบท้ายในข้อผูกพันการค้าเสรีกับชิลีมีความคลาดเคลื่อน เรื่องแรกสุดที่มีความคลาดเคลื่อนแล้ว ก็หน่วยงานภายในได้ไปตรวจสอบความถูกต้องแล้วโดยเฉพาะระหว่างกระทรวงการคลัง เรื่องของอัตราภาษีฐานที่ใช้เป็นหลักในการคํานวณเพื่อจะลดภาษี ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้พบว่ามีการคํานวณที่จะต้องแก้ไข ที่มีความคลาดเคลื่อนถึง ๑๙๑ รายการ ผมยกตัวอย่างเช่น สินค้ารหัส เอชเอส โคด (HS Code) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ๐๒๐๘.๙๐.๐๐ ที่ท่านบอกว่า ๘ หลักนี้ เดิมภาษีฐานกําหนดไว้ที่ร้อยละ ๓๐ ไปพบว่ามันไม่ สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็ปรับภาษีใหม่เป็นร้อยละ ๔๐ อันนี้อันใหม่ ยกตัวอย่างมี การปรับทั้งหมด ๑๙๑ รายการ ในการปรับฐานภาษีใหม่ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่า มีผลกระทบต่อเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบในการเจรจาหรือการทําความตกลงหรือไม่ กราบเรียนท่านประธานครับ คณะผู้เจรจาและหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องเขาไปตรวจสอบ ทั้งหมดเลยว่า ๑๙๑ รายการเป็นสินค้าที่สามารถยกเลิกได้ทันทีหลังจากมีข้อตกลง เพราะฉะนั้นการปรับอัตราภาษีจะเป็นเท่าไรไม่มีผลกระทบใด ๆ คือเมื่อมีข้อตกลง ประกาศใช้อันนี้เป็น ๐ ทันที เพราะว่าเป็นสินค้าที่สามารถยกเลิกได้ทันทีในวันที่มี ความตกลง มีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้น ๑๙๑ รายการก็สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยไม่มี ผลกระทบ เพราะฉะนั้นกราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพว่าการให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้ ก็ปราศจากความคลางแคลงว่าเราจะสูญเสียผลประโยชน์ใด ๆ หรือไม่
ในเรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ การแก้ไขภาษีตรงนี้มีทั้งแก้ไขอัตราภาษี ให้สูงขึ้น เช่น จากเดิมเรากําหนดภาษีฐานอยู่ที่ร้อยละ ๕ เมื่อไปตรวจสอบความถูกต้องแล้ว มันอยู่ที่ร้อยละ ๑๘ ในรหัสสินค้า ๐๔ ๐๒.๒๑.๒๐ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เราบอกว่าต้องทยอย ลดภาษีจนเหลือ ๐ ในเวลา ๕ ปี อันนี้อัตราภาษีเดิมที่ในร่างข้อตกลงเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ยกตัวอย่างครับท่านประธาน
ในเรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่มีความคลาดเคลื่อนในรายการ สินค้า มีการนํากลุ่มสินค้าที่สามารถยกเลิกภาษีสินค้าได้ทันทีในวันที่มีความตกลงที่เป็นสินค้า ในโควตา สินค้ามันจะมี ๒ ประเภทครับท่านประธาน สินค้าในโควตาที่สามารถยกเลิก ได้ทันทีกับสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในโควตา แต่สามารถยกเลิกได้ทันทีเหมือนกัน ในการบันทึก ข้อตกลงมีการคลาดเคลื่อนนําเอารายการสินค้าที่ไม่อยู่ในโควตา คือสามารถยกเลิกได้ทันที เหมือนกันนะครับเมื่อตกลงบังคับใช้ มาบันทึกเป็นสินค้าในโควตา ๓ รายการ ก็ต้องเอา รายการนี้ออกไปจากสินค้าที่มีโควตา นั่นเรื่องที่ ๒ ครับ
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกให้ความสนใจ ที่ถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับอัตราพิกัดที่ ๘ หลักหรืออะไรต่าง ๆ ๖ หลัก ๔ หลักนะครับ ท่านประธานครับ ทางคณะผู้เจรจาผู้ทําข้อตกลงได้มีความเห็นชอบทั้งสองฝ่ายให้ตัดรายการ สินค้าที่เป็นการแตกย่อยออกมาจากรายการสินค้าหลัก ซึ่งไม่จําเป็นต้องใส่ มีทั้งหมด ๑,๐๖๓ รายการ มันมีรายการหลักอยู่แล้ว ที่ท่านสงสัยว่าจําเป็นต้องใช้ ๘ หลัก หรือ ๖ หลัก นี่นะครับ ออกจากในรายการ ไม่จําเป็นต้องพิมพ์ลงไป ถือว่าเป็นการพิมพ์ซ้ําซ้อน นั่นหมายความว่าในการเจรจาพิกัดเราใช้สินค้าหลักตรงนั้นเป็นตัวกําหนด อันนี้คือสิ่งที่มี ความคลาดเคลื่อนที่จะต้องมีการแก้ไขในข้อตกลง ซึ่งถ้าท่านดูรายละเอียดก็จะอยู่ในเอกสาร เล่มที่ ๒ ฉบับภาษาไทย แต่ว่าเขียนภาษาอังกฤษไว้บนมุมกระดาษว่า พาร์ท (Part) ที่ ๒ ต้องขออนุญาตท่านประธานที่ใช้ภาษาอังกฤษ อยู่ในตรงนี้ทั้งหมดนะครับในรายละเอียด เอกสารตรงนี้เป็นเอกสารบันทึกตารางแนบท้ายที่ถูกต้องและผ่านการแก้ไขแล้ว นั่นหมายความว่าถ้ารัฐสภาเห็นชอบ เอกสารนี้จะเป็นหนังสือทันที เป็นข้อตกลงที่เป็น หนังสือสัญญาทันที ทั้งหมดมีอยู่ ๔ เล่มครับท่านประธาน ๓ ภาษา ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานในรายละเอียดเป็นการที่จะกราบเรียนท่านประธาน บอกว่าอยากให้สมาชิกได้ให้ความเห็นชอบ จริง ๆ เรื่องนี้ก็ตรงไปตรงมา เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขในข้อตกลงที่เป็นสาระสําคัญแล้ว แน่นอนจะต้องยอมเข้าสู่รัฐสภา เพราะมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เขียนไว้อย่างนั้น ท่านประธานครับ ในข้อห่วงใยของ เพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษาที่เป็นข้อเสนอของคู่ภาคีที่จะขอใช้ภาษา ของตัวเองหรือภาษาอื่นประกอบ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐสภาเราต้องให้ความสําคัญ เราคง ไม่สามารถปฏิเสธได้นะครับ ถ้าจะปฏิเสธบอกว่าใช้ไม่ได้ เราก็ใช้ภาษาไทยประกอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาขอใช้ภาษาของเขา เราก็มีภาษาของเรา แต่แน่นอนครับผมเห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไว้ชัดเจนนะครับ เมื่อมี ๓ ภาษาแล้ว จะต้องมีหลัก ถ้อยคําที่เขียน ในภาษาอังกฤษกับคําแปลภาษาไทยกับคําแปลภาษาอื่น ในเรื่องนี้คือภาษาสเปน คําแปล นะครับ หลักคือภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ที่เหลือเป็นคําแปลที่เอาไปใช้ประกอบเป็นข้อตกลง เพราะฉะนั้นถ้อยคําอะไรที่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้มันชัดเจนผมก็เห็นด้วย แต่ผมไม่แน่ใจว่าในการลงนามในวันที่ ๔ จะต้องไปเขียนฉบับภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับ ภาษาไทยหรือไม่ เพราะตรงนั้นผ่านการเจรจามาแล้ว ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ข้อห่วงใยประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวต่อไป กรณีวรรคสี่ก่อนแสดงเจตนาที่จะมีผลผูกพัน ให้พี่น้องประชาชนเข้าถึง ให้ผู้ประกอบการได้รับการเยียวยา ท่านประธานครับถ้าดูวรรคนี้ ให้ชัดเจน ก่อนจะแสดงให้มีผลการผูกพันเพื่อนําไปบังคับใช้ตามกฎหมายภายในของแต่ละที่ จะต้องมีการลงนามก่อนครับ จะต้องมีการลงนามก่อน เพราะฉะนั้นในวันที่ ๔ ถ้ามีการ ลงนามเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะนํากฎหมายฉบับนี้หรือข้อตกลงนี้ไปใช้จะต้อง ไปดูบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับภายใน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในที่เกี่ยวกับข้อตกลงนี้ ที่จะแสดงเรื่องของเจตนาให้มีการผูกพันบังคับใช้ นั่นละครับจะต้องให้เขาเข้าถึงและให้เห็น ชัดเจนว่าจะเยียวยากับผู้เสียหายอย่างไร ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ที่ผมพูดมา ทั้งหมดนี้อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกเรื่องนี้ตรงไปตรงมาครับ น่าจะให้ความเห็นชอบได้โดยที่ไม่มีข้อกังขาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานภาษีและการแก้ไข รายการสินค้าที่คลาดเคลื่อนและเรื่องของตัวภาษา รัฐสภาควรให้ความเห็นชอบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ ถ้าท่านไม่อยู่นะครับ แสดงว่าท่านไม่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ ลําดับต่อไป ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ อยู่ไหมครับ อยู่ เชิญครับ
ยังหา เอกสารอยู่ครับ
ท่านจิตต์มาทันนะครับ ท่านประเสริฐเดี๋ยวให้ท่านจิตต์ก่อนครับ เชิญครับ
ท่านจิตต์ ก่อนก็ได้ครับ
เชิญคุณจิตต์ก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานสมาชิกรัฐสภา กรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และการแก้ไขความ คลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย จะเห็นได้ว่าประเทศชิลี เป็นประเทศคู่ค้าของไทยจากประเทศบราซิลและประเทศอาร์เจนติน่าในระยะเวลา ๕ ปีทีผ่านมา สินค้าที่ไทยส่งออกไปขายกับชิลี ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักรกล ส่วนประกอบ รถยนต์ พลาสติก ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ปลากระป๋อง เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์วัสดุ ก่อสร้าง อัญมณี ข้าว ปูนซีเมนต์ เป็นต้น และจะเห็นได้ว่าสินค้าชิลีที่ส่งมาขายให้กับ ประเทศไทย ก็ได้แก่ ๑. ทองแดง ๒. สินแร่เหล็ก เหล็กกล้า และกระดาษ ในกลุ่มประเทศ ลาตินอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย ประเทศบราซิล อาร์เจนติน่า ชิลี และประเทศอื่น ๆ ในแถบนี้ มีประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน การเปิดประชุมรัฐสภาในวันนี้เพื่อขอความเห็นชอบในกรอบ เจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลชิลี ซึ่งรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบ ไปเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ซึ่งได้ทําการตกลงกันในสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเดียว แต่ปรากฏว่าเมื่อไปทําการเจรจาตกลงกัน ประเทศชิลีก็ได้แจ้งความประสงค์ว่า จะขอลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เป็น ๓ ภาษา ก็คือ ๑. ภาษาอังกฤษ ๒. ภาษาไทย และ ๓. ภาษาสเปน จะเห็นว่าการค้าระหว่างไทยกับชิลีที่ผ่านมา ประเทศไทย ได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศชิลีตลอดมา ที่สําคัญที่สุดก็คือประธานาธิบดีประเทศชิลี จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและชิลี ในเดือน ตุลาคมนี้ ซึ่งประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในทางภาษี หลังจากลงนามเจรจา ในความตกลงกันแล้วภาษีก็จะกลายเป็นศูนย์ และผู้ประกอบการไทยก็จะส่งสินค้าไทย ออกไปขายยังประเทศชิลีได้มากขึ้น สิ่งที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการทําความตกลง การค้าเสรีในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ๑. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เปิดประตูการค้า ประเทศไทยสู่ภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางด้านการทูตต่อกันมาแล้ว ๕๐ ปี ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ด้านที่ ๒ ก็คือด้านหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ประเทศชิลีได้กําหนดให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการเข้ามาทําการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนบวกสอง ก็คือประเทศ ออสเตรียและประเทศนิวซีแลนด์ โดยประเทศชิลีได้ย้ายสํานักงานการส่งเสริมการค้าของชิลี ซึ่งที่ผ่านมาตั้งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม มาเป็นสํานักงานส่งเสริมการค้าของประเทศชิลี ในที่ประเทศไทย อันนี้ก็เป็นด้านยุทธศาสตร์นะครับ
ด้านที่ ๓ ก็คือการค้าและการลงทุน ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาประเทศไทย ได้เปรียบดุลการค้าประเทศชิลี ตกปีละ ๒๑,๐๖๐ ล้านบาท หรือ ๗๐๒ ล้านเหรียญ สหรัฐอเมริกา เมื่อรวมการค้าที่ผ่านมา ๕ มีมูลค่ารวม ๑๐๕,๓๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้แล้ว ประเทศชิลีในประเทศไทยก็จะมีการส่งเสริมการลงทุนด้านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม สปา (Spa) การค้าปลีก การธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง อสังหาริมทรัพย์ และ การลงทุนที่ใช้วัตถุดิบที่มาจากประเทศชิลี ในการผลิตสินค้าในประเทศไทยก็ได้ทองแดง หนังสัตว์ เยื้อไม้ อัญมณี ศูนย์จัดจําหน่ายรถยนต์ และศูนย์การให้บริการซ่อมบํารุง เพราะฉะนั้นจากที่ทางรัฐบาลได้ข้อความเห็นชอบรัฐสภาในวันนี้ เกี่ยวกับกรอบการค้าเสรี ระหว่างไทย-ชิลีในครั้งนี้ กระผมจึงขอให้การสนับสนุนกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลี ในครั้งนี้ด้วยความยินดีครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ
กราบเรียน ท่านประธาน กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานและพี่น้องทุกท่าน ที่รับฟังอยู่ทางสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศว่า กรอบความร่วมมือไทย-ชิลี ประเทศไทยกับประเทศชิลีอยู่ห่างกันคนละซีกโลก ขณะนี้เวลาไทย ๑๒.๔๕ นาฬิกา ที่นั่น ๐๐.๔๕ นาฬิกาเช่นกัน ดังนั้นเวลาห่างกัน ๑๒ ชั่วโมง เป็นประเทศที่สวยงาม กระผมมีโอกาสได้บินแล้วก็เดินทางไปครั้งแรกกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เมื่อ ๑๓-๑๔ ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนะครับ ประเทศทางแอฟริกาใต้ เป็นประเทศน่าอยู่นะครับ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก มีปลาทะเลมาก มีสิ่งของที่น่าค้าขาย ระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลีด้วยกัน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของประเทศชิลี เป็นเศรษฐกิจน่าส่งเสริม ประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีเอฟทีเอกับประเทศไทย เฉกเช่นเดียวกับประเทศเปรู ในลาตินอเมริกาจะมีอยู่ ๒ ประเทศเท่านั้น ก็คือประเทศเปรู และก็ประเทศชิลี ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศต่อเอฟทีเอไทยจะเป็นแหล่ง ที่สามารถกระจายสินค้าของไทยเพื่อไปกระจายในลาตินอเมริกาทั้งหมด อันนี้รวมถึง แคริบเบียนด้วยนะครับ ในลาตินอเมริกา อเมริกาใต้มีประมาณ ๑๕ ประเทศ แล้วในทะเล แคริบเบียนคือทางประเทศคิวบาทางต่าง ๆ นี้ก็อีกเยอะนะครับ ดังนั้นถ้าประเทศไทย กับประเทศชิลีสามารถขยายธุรกิจการค้านี้ได้ ลงเอฟทีเอขณะนี้เรียบร้อยแล้ว วันนี้แจ้งต่อ ราชการ ท่านประธานาธิบดีของประเทศชิลีท่านจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ คือวันที่ ๓ ประธานาธิบดีของประเทศชิลีท่านจะเดินทาง แล้วก็จะมีการเซ็นสัญญาร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันของประเทศเปรูก็ถือว่าประเทศหนึ่งที่ได้เอฟทีเอด้วย ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ก็ถือว่าเสร็จแล้ว เพียงแต่ว่าก็เป็นความตกลงกัน แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้เซ็นกันในโอกาส ที่ท่านประธานาธิบดีของประเทศเปรูจะเดินทางมาวันที่ ๔ นะครับ คือหลังประธานาธิบดีชิลีมา ๑ วัน แต่เอฟทีเอทั้ง ๒ ประเทศเรียบร้อยครับ ๙๙.๙๙ เปรู แต่ว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์สําหรับชิลีแล้วครับ ดังนั้นเศรษฐกิจอเมริกาใต้เติบโตได้ดี แล้วก็ทั้งเปรูและชิลีเป็นประเทศเกื้อหนุน ต้องเรียนนิดหนึ่งครับเกื้อหนุน ไม่ได้เป็นคู่แข่ง กับประเทศไทย เราช่วยกัน เกื้อหนุนก็คือไทยเราสั่งสินค้าจากเปรูเข้ามา สินค้าที่เข้ามา ต้องกราบเรียนนิดหนึ่งว่าเราแข่งขันกับประเทศอื่นอาจจะยากนิดหนึ่ง แต่เราเกื้อหนุนกัน เหตุผลก็คือเราต้องส่งเสริมให้เกิดความแข็งแรงในพื้นฐานของการลงทุน สิ่งที่เรา ต้องปรับปรุงแก้ไข รัฐบาลก็พยายามจะช่วย รัฐบาลพยายามจะทําความเข้าใจนะครับว่า เอกชนต้องไปลงทุนที่ชิลี ลงทุนที่เปรู การที่ต้องเดินทางระยะไกลคือต้นทุน ดังนั้นต้นทุน ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจากค่าขนส่ง ต้นทุนต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจากในกรณีที่เกิดพายุ เรือต้องจอด ชายฝั่งต่าง ๆ ก็เป็นระยะเวลาที่เสียหาย สินค้าอาจจะเน่าในกรณีที่เป็นผัก ผลไม้ ในกรณีที่ เป็นโลหะก็คงไม่มากมายเท่าไร อันนี้ก็จุดหนึ่งนะครับ กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นสิ่งที่ รัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์นะครับ ท่านปลัดกระทรวงท่านใหม่คือท่านศรีรัตน์ ท่านเป็นคนที่แอคทีฟ (Active) มากแล้วท่านก็เป็นคนที่ เดิมเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้า ผลักดันเรื่องนี้จนสําเร็จ เห็นทราบข่าวว่าเมื่อคืนนี้ก็ยังเจรจากับทางเปรู แล้วก็ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์เรียบร้อยนะครับ ก็พร้อมรับประธานาธิบดีทั้ง ๒ ประเทศในวันที่ ๓ และวันที่ ๔ นี้นะครับ ดังนั้นทั้งชิลีและเปรูจึงเป็นเกตเวย์ (Gateway) มาสู่ประเทศไทย ที่จะไปลงทุนในทางลาตินอเมริกานะครับ ระยะทางไกลก็เป็นหนทางหนึ่งที่เราต้องช่วยกัน แก้ไข เอกชนอาจจะให้ความสําคัญน้อย แต่ขอกราบเรียนนิดหนึ่งว่าตอนนี้ใช้อี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce) ได้ คงลดต้นทุนสิ่งเหล่านี้ได้นะครับ ฉะนั้นในระยะทางไกลเอาอี-คอมเมิร์ซ เข้าไปช่วยโดยที่กระทรวงพาณิชย์พยายามส่งเสริมอยู่ ขณะนี้นะครับตลาดการบุกของชิลี กับเปรูไปด้วยกันได้รวดเร็วมาก ทั้ง ๒ ประเทศมีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ดังนั้นสิ่งที่จะเป็น พื้นฐานที่ทําให้ทั้ง ๒ ประเทศไปได้ ๑. ต้อง ต้องนะครับ แก้ปัญหาระยะทาง ต้องส่งเสริม วัฒนธรรมให้คนไทยเรารู้จักกัน รู้จักวัฒนธรรม รู้จักสังคม รู้จักการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้จะทํา ให้ทุกอย่างต้นทุนถูกลง ดังนั้นถ้าคนไทยเราไปเที่ยวเปรู ไปเที่ยวที่ชิลีมากขึ้น ต้นทุนทุกอย่าง ก็ถูกลง ชิลีก็จะมาเที่ยวเมืองไทย เปรูก็มาเที่ยวเมืองไทย ค่าเครื่องบินไปกลับเราก็สามารถ บินไปได้โดยที่ไม่ต้องไปต่อเครื่องบินไปถึงเมืองอัมสเตอร์ดัม หรือไปถึงสเปนและต้องไป เปลี่ยนเครื่องของประเทศหนึ่ง ไม่ต้องครับ เราไทยกับไทยบินไปถึงที่นั่นได้ นี่คือจุดหนึ่งที่ ท่านปลัดศรีรัตน์พยายามผลักดันว่าที่จะส่งเสริมให้ความสัมพันธ์เชิงสังคมได้จาก การท่องเที่ยวก่อน ได้จากการส่งเสริมวัฒนธรรมก่อนนะครับ ทั้ง ๒ ประเทศท่านครับ กราบเรียนนิดหนึ่ง มวยไทย สนใจมากนะครับ มีหลายค่ายด้วยนะครับ ถ้าท่านยังไม่เคยไป อยากจะเชิญชวนนะครับ มีมวยไทยซึ่งเขาชื่นชอบ มวยไทยนะครับ แล้วก็อาหารไทย แต่ปรากฏว่าอาหารไทยเป็นคนเวียดนาม อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่น่าเสียดาย ไม่ใช่ออริจินัล (Original) นะครับ ไม่ใช่ออริจินัลเลย ดังนั้นพี่น้องชาวไทยถ้าท่านสนใจติดต่อที่กรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศก็ได้นะครับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของกระทรวง พาณิชย์ หรือติดต่อท่านปลัดศรีรัตน์โดยตรงก็ได้ครับ ผมเรียนตามตรงได้ว่าท่านให้ ความสนใจเรื่องนี้ต่อพี่น้องที่สนใจที่จะไปลงทุนที่เปรูและชิลีนะครับ
อีกข้อหนึ่งที่อยากกราบเรียนนิดหนึ่งก็คือว่าทําอย่างไร ท่านประธานครับ เกิดความเชื่อมั่นของประชาชนระหว่าง ๒ ประเทศ ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ดังนั้นในคราวที่ ท่านประธานาธิบดีชิลีจะมาเมืองไทยก็ดี ท่านประธานาธิบดีเปรูจะมาเมืองไทยก็ดี คือวันที่ ๓ ท่านประธานาธิบดีของชิลีถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๔ ประธานาธิบดีของเปรูมาถึงกรุงเทพมหานคร แต่ทั้งหมดนั้นครั้งนี้ก็คือจะเดินทางไปประชุมเอเปค (APEC) ที่บาหลี อินโดนีเซีย อันนั้นความสัมพันธ์ที่เราจะต้องเชื่อมต่อในระหว่างที่ท่านมานะครับ กระผมเองในฐานะ ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เปรู ในวันที่ ๕ ขออนุญาตกราบเรียนอันนี้นะครับ ว่าทางท่านประธานาธิบดีของเปรูก็จะมีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี แล้วพระองค์ท่านก็ทรงประทานเลี้ยงพระกระยาหารเที่ยงครับ แต่ช่วงเช้ามีการให้ทุนการศึกษา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอเข้าพบ ท่านประธานาธิบดีที่โรงแรมแชงกรีล่าตอนเช้า มีอธิการบดีอยู่ ๕ มหาวิทยาลัย ที่ท่านประธานาธิบดีเชิญเข้าพบ ของเปรูนะครับ แล้วก็จะให้ทุนการศึกษาด้วย แล้วก็มีพบนักธุรกิจ ประมาณ ๕๐ ท่าน ๖๐ ท่านนะครับ นักธุรกิจทางด้านโลหะทองแดง เป็นนักธุรกิจทางด้านปลากระป๋อง เป็นนักธุรกิจทางด้านรถยนต์ อย่างท่านไพรม์ซัมมิต นะครับ อย่างเช่น กันยงวัฒนา แอร์ (Air) ตู้เย็นต่าง ๆ ของกันยงวัฒนา อย่างเช่น คุณพี่ประภัสร์ แล้วก็ประยุทธ มหากิจศิริ หลายท่านครับ ที่ติดต่อผ่านทางผมมานะครับ ผมก็เตรียมว่าจะได้พบนั่นคือจุดเริ่มต้นครับ ท่านประธานครับ คือจุดเริ่มต้นที่ว่าไทย กับลาตินอเมริกาเราสามารถส่งสินค้าไปขายได้จุดนี้เป็นจุดที่อยากเรียกร้องให้นักลงทุนไทย นะครับ ถ้ายังไม่เคยไป กระผมขออนุญาตกราบเรียนนิดหนึ่งว่ากระผมเองจะมีโอกาสเดินทาง ไปในต้นปีหน้า จะพานักธุรกิจ ประมาณ ๑๐ ประเภท เดินทางไป เราจะพบทั้งประธานาธิบดี ที่กําลังจะเดินทางมา แล้วก็พบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายกรัฐมนตรี หลายท่านนะครับ เพื่อสานต่อให้นักธุรกิจไทยกับทาง ลาตินอเมริกา คือทั้งเปรูและชิลีประสบความสําเร็จ ในการขยาย ให้เกิดความมั่นคง ทางพื้นฐานการลงทุน ทุกอย่างต้นทุนจะถูกลงนะครับ มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า การเกิดความเชื่อมั่นตรงนี้คือเรื่องของภาษา กระผมกราบเรียนนิดหนึ่งว่า คณะเดินทางไปเปรูมาหลายครั้ง แต่มีปัญหาเรื่องของภาษาครับ กระผมเองอยู่ที่สนามบิน ของลิมาจะออกประเทศปรากฏว่า เนื่องจากเรามีสมาชิกไปกันหลายท่าน ถ้าเป็น ส.ส. ส.ว. คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีเอกชนไปนะครับท่าน เกิดปัญหาแล้วว่าเราต้องไปต่อเครื่องที่สเปน ปรากฏว่าที่สเปนครับ ทางเจ้าหน้าที่บอกว่ากระเป๋านี้ทรู (True) ไม่ได้มากรุงเทพมหานคร ต้องไปออกข้างนอกก่อนเพื่อไปรับกระเป๋าแล้วก็เข้ามาใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีวีซ่า (Visa) ท่านให้ทําอย่างไรครับ ท่านก็บอกว่าแล้วท่านก็กลับประเทศไม่ได้ นี่ละครับ ก็คงต้องใช้กําลังกัน ขนาดมีเจ้าหน้าที่สถานทูตไปแล้วนะครับ ก็ยังไม่ยอมกัน แต่สุดท้ายกับคณะไทย-เปรู นะครับที่เข้าพบ เรามีรูปถ่ายของท่านลงหนังสือพิมพ์ ต้องเอาหนังสือพิมพ์ท่านโชว์ (Show) ให้ทางสถานทูต โชว์ให้ทางศุลกากรด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพาสปอร์ต (Passport) นี้ นะครับ เช็คอิน (Check in) เข้า เขาเสียงอ่อนลง พอเสียงอ่อนลงแล้วเขาเข้าไปคุยข้างใน คุยไปคุยมาสุดท้ายก็ไปต้อนรับอยู่ข้างในนะครับ อันนี้ประสบการณ์อันหนึ่ง เวลามาถึงสเปน อีกครับ พูดภาษาสเปนไม่เป็นนะครับ บอกว่าเราบอกสถานทูตแล้วว่าจะขึ้นไปบนห้องรอพัก แล้วถึงเวลาจะลงมาเช็คอินข้างล่าง ปรากฏว่าเขาก็ไม่ยอมอีก คุยกันอยู่ตั้งนาน พวกภาษา สเปนคุยกันแล้วภาษาอังกฤษก็คุยได้นะครับ ภาษาสเปนคุยเสร็จแล้วเขาก็ไม่ยอม จุดนี้ ผมกราบเรียนว่า ถ้าเป็นเอกชนไปก็จะมีปัญหานะครับ ท่านจะต้องนั่งรออยู่ต้องออกไป ข้างนอกเชงเกน (Schengen) วีซ่าเราก็ไม่ได้ทําไป นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ก็อยากจะฝากทาง กระทรวงการต่างประเทศช่วยพิจารณาตรงจุดตรงนี้ด้วยนะครับ กระผมไป ๔ ครั้งแล้วครับ เจอปัญหานี้ ต้องขอกราบเรียนว่ามกราคมนี้ ถ้าคิดว่าถ้ามีโอกาสจะเดินทางไปเพื่อสานต่อ แล้วก็พานักธุรกิจไทยไปเจรจาลงทุนการค้าอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นจุดนี้เป็นปัญหาหนึ่ง ที่อยากกราบเรียนว่า เป็นจุดที่ถ้าคนไปแล้วเจอปัญหาเช่นนี้บางครั้งไปแล้วก็เหนื่อยครับ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวก ดังนั้นภาษาสเปนที่ท่านประธานาธิบดีมาส่งเสริม อยากให้คนไทยเรียนภาษาสเปนที่จังหวัดขอนแก่น บิ๊กโคล่า ท่านประธานครับ ไปลงทุน หลายพันล้านบาทนะครับ เป็นแห่งที่ ๒ ในประเทศไทยที่ลงทุน นอกจากที่จังหวัดชลบุรีแล้วจะไปลงทุนที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อกระจายไปต่างประเทศก็คือ ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศจีนตอนใต้ แล้วก็ประเทศกัมพูชา นี่ครับจุดนี้คือจุดที่ มองเห็นว่าทําไมประเทศสเปนเขามาลงทุนประเทศไทยเราเยอะแยะเลย แต่ประเทศไทยเรา กลับไปลงทุนที่โน่นน้อยมาก ปูนซีเมนต์ไทยของเขาต้องการนะครับ สนามบินที่มาชูปิกชู (Machu Picchu) ที่เปรู เขาต้องการนักลงทุนจากไทยไปลงทุน แต่เนื่องจากระยะทาง และภาษาต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ผมอยากกราบเรียนทางท่านรัฐบาลผ่านทางท่านประธานรัฐสภา ว่าขอโอกาสอํานวยความสะดวกให้กับนักลงทุนไทยที่อยากจะไปลงทุน
อีกประการหนึ่งก็คือ ค่าเดินทางท่านประธานครับ เที่ยวบินหนึ่งบังเอิญผมไป ในฐานะกรรมาธิการของกลุ่มไทย-เปรู การเดินทางก็อาจจะได้รับความสะดวก แต่ค่าใช้จ่าย ในการเดินทางค่อนข้างจะสูง เฉพาะค่าเครื่องบิน ดังนั้นจุดเหล่านี้ถ้าเกิดว่าสามารถที่จะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้น ๆ เครื่องบินมีคนเดินทางไปมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลง ประเทศชิลีก็เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากมีเหมืองทองแดง มีต้นทุนที่ถูก แต่ปรากฏว่า อย่างนี้ครับ โลหะทองแดงเป็นโลหะที่เหมือนทองคํานะครับ ขึ้นลงทุกนาทีหรือทุกวินาทีได้ ดังนั้นปัจจุบันนักลงทุนไทยเราใช้ทองแดงประมาณปีหนึ่ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน แต่คนไม่ค่อย ซื้อแล้วครับประเทศชิลี ซื้อบ้าง เพราะเราใช้ราคาอ้างอิงของโกเดลโก (CODELCO) ก็คือ ทั่วโลกใช้ราคาอ้างอิงของ โกเดลโก พรีเมียม (CODELCO Premium) แต่เราจะไม่สั่งซื้อ มากนัก เพราะกว่าจะมาถึงประเทศไทย ๔๕ วันถึง ๖๐ วัน กว่าจะถึงประเทศไทยราคา อาจจะขึ้นจนเรารวยไปเลยก็ได้ หรือลงจนเราพับฐานไปเลยก็ได้ ดังนั้นเราจะซื้อทั้งทาง ประเทศออสเตรเลียทางด้านประเทศลาว ทางด้านประเทศพม่า ทางด้านประเทศฟิลิปปินส์ เสียมากกว่า แต่ว่าแหล่งแร่จริง ๆ ประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีแหล่งแร่มากที่สุดในโลก ประเทศเปรู ประเทศเซอร์เบีย นี่ก็ตามมา ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลี ก็ขอให้การสนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านศาสตราจารย์สุชาติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจะขอ อนุญาตอภิปรายในเรื่องความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลชิลีใน ๓ หัวข้อ นะครับ ประกอบด้วย เรื่องของการทําการค้าเสรี เรื่องของประเทศชิลี แล้วก็เรื่องของ ประโยชน์ในการทําข้อตกลงครั้งนี้ต่อประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ แล้วก็หวังว่าการอภิปรายครั้งนี้จะบันทึกไว้เพื่อเป็นนโยบายของรัฐบาลประเทศไทยต่อ ๆ ไป โดยปกติประเทศไทยก็เป็นประเทศเล็กผลิตสินค้าไม่มาก แต่ต้องการตลาดจํานวนมาก เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต นั้นคือเหตุผลที่สําคัญว่า ประเทศเล็กทั้งหลายจะมีปริมาณการส่งออกสินค้าเป็นสัดส่วนของผลผลิตของชาติที่เรียกว่า จีดีพี (GDP) สูงกว่าประเทศใหญ่ ๆ โดยทั่วไป ของประเทศไทยก็ประมาณร้อยละ ๗๐ ของผลผลิตของชาติ เหมือน ๆ กับประเทศอื่น อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ส่งออกก็ประมาณ ร้อยละ ๑๒๐ ของจีดีพีของเขา บางท่านอาจจะสงสัยว่าทําไมส่งออกตั้งเยอะแยะแล้วเอา ที่ไหนกิน คือสินค้าส่วนใหญ่เราผลิตขึ้นมาแล้วเราก็ส่งไปขาย เราได้เงินตราต่างประเทศมา เราก็เอาไปซื้อเข้ามาใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการนําเข้าของประเทศไทยก็ประมาณร้อยละ ๗๐ เช่นเดียวกันนะครับ เหตุที่ผมอยากจะส่งเสริมให้รัฐบาลทั่ว ๆ ไปได้มุ่งเน้นเรื่องของการทํา เขตการค้าเสรี ซึ่งมี ๒ รูปแบบ คือเขตการค้าเสรีแบบหลายประเทศ กับเขตการค้าเสรีแบบ ๒ ประเทศ โดยปกติถ้าเป็นการเจรจาผ่านองค์กรการค้าโลกดับเบิ้ลยูทีโอก็จะเป็นเขตการค้าเสรี โดยทั่วไปหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ ประเทศในโลกมาตกลงร่วมกันว่าจะเปิดตลาดให้แก่กัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย เช่น ประเทศไทยเราก็จะส่งจํานวนสินค้าไปขาย ในปริมาณที่มากขึ้นในโลก ทําให้ต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตลดลง ขณะเดียวกันเมื่อเราได้ เงินมาเราก็จะไปซื้อสินค้าจากหลายประเทศทั่วโลกในอัตราภาษีที่ต่ําหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย ก็จะทําให้เราได้สินค้าในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะทําให้คุณภาพชีวิตที่เรียกว่ามาตรการการครองชีพ ของประชาชนคนไทยดีขึ้น นี่คือข้อพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจของประเทศที่เจริญแล้ว โดยทั่วไป เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเก็บภาษีต่อประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่มาก ประมาณ ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นเซ็นเขตการค้าเสรีกับเขาหรือไม่ เพราะเขา ต้องการต่าง ๆ ทั่วโลกในราคาที่ถูก ๆ ต่อประชาชนของเขาเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ดังนั้นการเซ็นเขตการค้าเสรีกับประเทศชิลีและบางประเทศที่เราได้เซ็นมาแล้วก็จะเป็น ประโยชน์ทําให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งส่งสินค้าออกผ่านระบบต่าง ๆ มีฐานะ ความเป็นอยู่ดีขึ้น ผลผลิตมากขึ้น เพราะฉะนั้นต้นทุนต่อหน่วยก็ลดลง ประเทศเราก็จะมี การจ้างงานมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ประเทศก็จะเจริญเติบโต
ส่วนที่ ๒ ก็จะพูดเรื่องของประเทศชิลีกับประเทศไทยนะครับ ที่ต้องพูดส่วนนี้ เพื่อให้เป็นหลักฐาน เป็นบันทึกซึ่งจะใช้เป็นประโยชน์ต่อไปในการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลต่าง ๆ ในอนาคตนะครับ ประเทศชิลีมีเนื้อที่ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ ๑.๕ เท่า ก็คือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ประชากรของเขาก็ประมาณ ๑๘ ล้านคน อาจจะดูน้อยกว่าประเทศไทย แต่ว่ารายได้ต่อหัวของเขามากกว่ารายได้ต่อหัว ของคนไทยกว่าหนึ่งเท่าตัว ของไทยก็ประมาณ ๖,๐๐๐ เหรียญต่อคนต่อปี ก็ใกล้ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ของเขาประมาณ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ เหรียญ เพราะฉะนั้นเป็นประเทศ ที่มีฐานะ มีความเป็นอยู่ที่ดี ที่สําคัญก็คือประเทศชิลีเป็นประเทศในอเมริกาใต้ที่ทํา เขตการค้าเสรีมากที่สุด ในประเทศเหล่านั้น คือได้ทําเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ แล้ว กว่า ๖๐ ประเทศ ประเทศใหญ่ ๆ นี่ทําหมดในเอเชีย แม้ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ได้ทําแล้ว ก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศในเอเชียตะวันออกก็ได้ ทําเขตการค้าเสรีแล้ว มีผลแล้วกับประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้นในนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะเพิกเฉยไม่ได้ บังเอิญในช่วงนี้เรามีปัญหา ภายในประเทศมาก เราก็เลยลืมที่จะมองออกไปทํามาค้าขายกับนอกบ้าน ดังนั้นปัญหา ในประเทศเหล่านี้ถ้ายืดเยื้อต่อไปการสร้างขนาดเศรษฐกิจ สร้างชาติให้เจริญก็จะมีปัญหา ยิ่งขึ้น ทีนี้ดูประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับนะครับ จริง ๆ แล้วการเซ็นเขตการค้าเสรี คราวนี้เราจะได้ประโยชน์จํานวนมากทีเดียว เป็นประโยชน์ที่เป็นสินค้าที่เราส่งไปขายอยู่แล้ว สินค้าเหล่านั้นได้แก่ยานยนต์ซึ่งประเทศชิลีไม่มีวัตถุประสงค์ที่ผลิตสินค้าเหล่านี้นะครับ เนื่องจากเป็นประเทศที่เปิดเขตการค้าเสรีแข่งขัน ดังนั้นของอะไรที่เขาทําแล้วไม่ถนัดเขาก็ไป ซื้อมาใช้ดีกว่า จะได้ของที่ดีกว่า เราสามารถส่งปลากระป๋องไปขายได้ โพลิเมอร์ (Polymer) เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก เป็นต้นนะครับ แม้กระทั่งสินค้าทางการเกษตรเอง เช่น ข้าวภาษีก็จะถูกยกเลิกไปภายใน ๕ ปีนะครับ สิ่งที่สําคัญก็คือเรามีจุดแข็งทางภาคบริการ เช่น สปา ร้านอาหารไทย บริการสุภาพ อันนี้ เราก็สามารถเปิดตลาดชิลี โดยเข้าไปทํากิจการเหล่านี้ในอนาคตอันไม่ไกลนะครับ เมื่อแสดง เขตการค้าเสรีแล้วประมาณร้อยละ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าจะลดภาษีเป็น ๐ ทันที คือเปิดตลาดออกหมดทันทีนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณา ประเทศ ซึ่งบางทีแล้วดูเหมือนอยู่หางไกลกับเรามาก ในอเมริกาใต้ใช้เวลาเดินทางนานมาก แต่เมื่อเปิดการค้าเสรีอันนี้แล้วเราก็จะมีเหมือนกับจุดเป็นตลาดสินค้าที่เรียกว่าเอาท์เลท (Outlet) ก็คือไปสถานที่เป็นตลาดในต่างประเทศ ซึ่งเดิมก็เคยเป็นนโยบายของรัฐบาล ก่อน ๆ นั้น ว่าเราจะอยู่ในภูมิภาคนี้อย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องไปเปิดช่องทางการจําหน่าย นะครับ เพราะฉะนั้นช่องทางการจําหน่ายสินค้าที่จะเปิดขึ้น ที่ชิลีก็จะกระจายไปในประเทศ ต่าง ๆ ทั่วอเมริกาใต้นะครับ สิ่งที่เราจะทํานี้ ผมเพียงแต่เสียดายว่าการเจรจาเขตการค้าเสรี กับประเทศชิลีทํามาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ แล้วนะครับ สมัยนั้นผมก็เป็นที่ปรึกษารัฐบาล ผมก็ได้ ร่วมเจรจาด้วย ได้ไปปรึกษาหารือกับท่านทูตชิลีหลายครั้ง ที่บ้านท่านเองที่สถานทูตก็ดี การเซ็นสัญญานี้น่าจะเกิดขึ้นก่อน ปี ๒๕๔๙ ด้วยซ้ําไป คือก่อนการปฏิวัตินะครับ เสียดาย ที่ว่ามีปัญหาภายใน มีการปฏิวัติ แล้วประเทศก็มีสิ่งที่จะต้องแก้ไข มีปัญหามากมาย ในประเทศนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็เลยล่วงเลยมาเป็นเวลานานนะครับ อย่างไรก็ตามถ้าเราดูยอด การค้าระหว่างกัน จากปี ๒๕๕๑ ถึง ปี ๒๕๕๕ สินค้าหลายชนิดที่เราส่งไปขายที่ชิลี เพิ่มขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวนะครับ วันนี้มูลค่าทางการค้าก็ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เราส่งออกประมาณ ๗๐๐ ล้านเหรียญ นําเข้าประมาณ ๓๐๐ ล้านเหรียญ สินค้าทางการเกษตรเองเพิ่มขึ้นเกือบ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ปี ๒๕๕๑ นี้ เราส่งออกประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญ ก็เพิ่มเป็นกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ นะครับ สิ่งเหล่านี้จึงขออภิปรายไว้ว่าในอนาคตก็หวังว่ารัฐบาลจะมีความมุ่งเน้นที่จะกลับมาดู เรื่องเขตการค้าเสรีในแง่พหุภาคีก็ดี ในแง่ทวิภาคีก็ดี จากการดูเอกสาร ๔ เล่มนี้ที่ทาง เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผมก็เห็นว่า ทางเจ้าหน้าที่ คือข้าราชการนี้นะครับ ได้อุตสาหะ เพียรพยายามทํามาอย่างดียิ่งนะครับ เป็นแบบอย่างของการบริหารประเทศที่ดี และผมก็เข้าใจว่าการเจรจาเขตการค้าเสรีใด ๆ ของรัฐบาลไทยก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเวลามีปัญหากัน แน่นอนถ้าเป็นประเทศที่ไม่ใช่ พูดภาษาอังกฤษเป็นแม่บท ต่างคนต่างก็หวังว่าจะมีปัญหาของตนเอง เช่นประเทศไทย ก็มีภาษาไทย ชิลีก็มีภาษาสเปน เพื่อที่ว่านักธุรกิจของเขาและของเราจะได้ทําความเข้าใจ ได้ง่ายนะครับ เป็นเพราะว่าไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่ ๆ เท่านั้น ที่จะได้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี ความจริงเกษตรกรชาวไร่ ชาวนาต่าง ๆ ซึ่งส่งเข้าออกผ่านระบบกลไกต่าง ๆ โรงสีก็ดี ผู้ส่งออกก็ดีก็จะได้ประโยชน์เหล่านี้ในแง่ราคาข้าวที่สูงขึ้น ในแง่ต้นทุนการผลิตปุ๋ยต่าง ๆ ที่ถูกลง แล้วก็คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ขอบคุณครับ
เชิญท่านจุติ ไกรฤกษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมนั้นไม่ค่อย สบายใจที่จะต้องให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้า ของไทย ท่านประธานครับ ที่ผมไม่สบายใจนั้น
ประการแรก ก็คือว่ามีสมาชิกบางท่านก็บอกว่า มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทํางานของรัฐบาล แล้วก็บอกเป็นความล้าหลังหรือความด้อย โอกาสของประเทศไทย ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมนั้นไม่เห็นด้วย ที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าผมเชื่อว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นเรื่องที่จําเป็นสําหรับประเทศ แล้วนอกจากนั้นผมมี คําถาม ถามถึงท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลด้วยว่าการที่เราให้ความเห็นชอบข้อตกลงวันนี้ วันที่ ๒ ตุลาคม แล้วเราต้องรีบมาเข้าวันที่ ๒ ตุลาคม เพราะว่าทางชิลีนั้นเขาจะมาเยือนเรา วันพรุ่งนี้คือวันที่ ๓ แล้วก็บอกว่าจะมีการลงนามวันที่ ๔ ก็เท่ากับว่าสภานี้มีโอกาสเพียงแค่ ครึ่งวันที่จะให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ เอกสารที่ให้พวกผมมาก็ไม่ได้ส่งล่วงหน้า ท่านประธานจะเห็นนะครับ อ่านกันทันไหม แต่ก็ดีครับว่าภาษาสเปนอ่านไม่ออกก็ร่นระยะ ไปบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า วันนี้เรามาพูดว่าเราต้องให้ ความเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะไปเซ็นสัญญากับเขาไม่ได้ แต่สิ่งที่รัฐสภา ไม่ได้พูดคือว่าชิลีมาประเทศไทยเขายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงนี้ ท่านประธานครับ เขามาประเทศไทยแล้วเขาก็จะไปประชุมผู้นําเศรษฐกิจเอเปกที่อินโดนีเซีย แล้วหลังจากนั้น เขากลับไปประเทศเขา เขาถึงจะนําที่เราอนุมัตินี้ไปขอความตกลงกับรัฐสภาเขา ฉะนั้นตรงนี้ อย่าเอามาเป็นข้อผูกมัดว่าเราจะต้องอนุมัติในวันนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียหาย นี่คือข้อที่บอก อยากจะชี้ครับว่าชิลีเขายังมีความรอบคอบเลย เขายังไม่ได้อนุมัติอันนี้มานะครับ แต่เรากลับ อนุมัติให้ก่อน นี่คือประการที่ ๑ ที่ผมไม่สบายใจครับ ท่านประธานครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีกับรัฐบาลไทยนั้น เริ่มเมื่อปี ๒๕๔๖ คือสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านประธานครับ แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ ได้พบกับ ผู้นําชิลีแล้วบอกว่า เราจะเริ่มตกลงการค้าเสรีอย่างเป็นรูปธรรม นั่นทําให้กระทรวงต่าง ๆ ทั้งหลาย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มาร่วมกัน ทํางานท่านประธานครับ เพื่อร่างข้อตกลง เพราะปี ๒๕๕๔ เริ่มเจรจา เสร็จปี ๒๕๕๕ ครับ เสร็จปี ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๕ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ความเห็นชอบ แล้วก็ส่งให้รัฐสภานี้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ครับท่านประธาน มันน่าจะจบไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามันไม่จบ เพราะว่าเมื่อเรานําข้อตกลง ไปปฏิบัติ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พบว่าอัตราภาษีที่ตกลงไว้นั้นมีความคลาดเคลื่อน ผมก็ไม่ทราบว่าความคลาดเคลื่อน นั่นคือข้อแก้ตัวหรือเป็นเหตุผลของการขอเปลี่ยนแปลง ผมอยากจะฟังคําชี้แจงจากกระทรวงการคลังเหมือนกันว่า สิ่งที่ท่านนําไปปฏิบัตินั้นที่ท่าน อ้างว่าเป็นความคลาดเคลื่อนนั้น แล้วเป็นความคลาดเคลื่อนเรื่องภาษีครับ ภาษีคือรายได้ เข้าประเทศ ความคลาดเคลื่อนครั้งนั้นภาษีมันแตกต่างระหว่าง ๓ เปอร์เซ็นต์ กับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ มันช่องว่างถ่างนี่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านประธานครับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อยากจะถามว่ามีอะไรอีกบ้างไหมที่ยังไม่ได้รายงานรัฐสภาให้ทราบ นอกจากนั้นแล้ว ท่านประธานครับ เมื่อกระทรวงการคลังโดยกรมศุลกากรนั้นพบความคลาดเคลื่อนแล้ว ส่งไปให้ชิลีทบทวนว่าสิ่งที่เราขอทบทวนนี้ชิลีตกลงไหม มิถุนายนชิลีตอบมา ท่านประธานครับ เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ผมไม่ทราบว่าทําอะไรกันอยู่นะครับ ผมไม่ทราบว่า ทําอะไรกันอยู่สภาก็เปิดเดือนสิงหาคม กลับส่งเรื่องนี้มาที่สภาให้ทบทวนในวันที่ ๙ กันยายน ท่านประธานครับ วันที่ ๙ กันยายน นี่วันที่ ๒ ตุลาคม แล้วส่งมาให้รัฐสภานี่วันเดียว ท่านประธาน ผมถามว่าไปเก็บอะไรไว้ ๒ เดือนไม่ส่งสภา พอส่งสภามาแล้ว สภาก็มีเวลา ๔ อาทิตย์ สภาก็ไม่ได้พิจารณาเพราะเรามัวแต่ แก้รัฐธรรมนูญกันอยู่ สิ่งที่ผมจะถามก็คือว่าในความคลาดเคลื่อนนั้น ท่านประธานครับ ระบบความรับผิดชอบมันต้องมีครับ ผมไม่ได้มาหาว่าใครจะต้องผิด ลงโทษนะครับ แต่ว่า เอาผิดเป็นครูครับท่านประธาน เพราะเป็นเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี เรื่องใหญ่ของประเทศครับ การค้าระหว่าง ๒ ประเทศ ถ้าเรื่องขนาดนี้ผิดพลาดแล้วไม่มีใครรับผิดชอบ ผมว่าบ้านเมืองนี้ ไปไม่รอดครับ ท่านประธานจะเห็นนะครับ รถไฟตกรางต้องโทษรางนะครับ ไม่ได้โทษคนขับ ไม่ได้โทษผู้บริหาร ไฟฟ้าดับทั้งประเทศก็โทษฟ้าผ่า เครื่องบินไถลตกก็บอกว่าขอบคุณ แม่ย่านางที่ไม่มีใครตาย นี่ไม่ใช่ประเทศไทยในอนาคตแน่นอน ประเทศไทยในอนาคตต้องมี ระบบความรับผิดชอบครับ ผมอยากจะถามครับว่าวันนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ตาม กระทรวง การต่างประเทศ กรมสนธิสัญญา กฎหมายกระทรวงการต่างประเทศก็ตาม กรมศุลกากร ก็ตาม ความผิดพลาดบกพร่องนี้อยู่ที่ตรงไหน หรือจะบอกว่าติ๊กผิดอีกครับ ติ๊กผิดช่อง สิ่งที่ผมรับไม่ได้อีกประเด็นก็คือให้รับรองเรื่องภาษาสเปน ผมขอบันทึกไว้เลยนะครับ ท่านประธาน แล้วผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายท่านจะส่งชื่อให้ ท่านประธานบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าพวกผมนั้นให้ความเห็นชอบในฉบับภาษาอังกฤษ และภาษาไทย แต่ไม่อาจให้ความเห็นชอบเรื่องภาษาสเปนได้ เพราะว่าเวลาไม่พอตรวจสอบ ก็ขอบันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วย นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมเกรงก็คือว่าวันนี้รัฐบาลไม่ได้ให้ ความสําคัญกับข้อตกลงการค้ารัฐบาลชิลีกับรัฐบาลไทยเลย ถามว่าทําไมไม่ให้ความสนใจ วันนี้พวกผมถามว่ากระทรวงการต่างประเทศไปเจรจามากับกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศหายไปไหนครับ ไม่อยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่คุม กรมเจรจาการค้าอยู่ไหนครับ ไม่อยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหายไปไหนครับ ไม่อยู่ ส่งตัวแทนมาคือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง จะขอให้รัฐสภาผ่านทั้งทีให้เกียรติพวกผมบ้างได้ไหมครับ ว่ามาตอบ คําถามของสมาชิกรัฐสภาที่ถามหน่อย ผมถามผ่านท่านประธานไป ผมถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศว่ากรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศปล่อยให้เรื่องอย่างนี้ ผิดได้อย่างไร ๓ เปอร์เซ็นต์กับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะครับท่านประธาน ผมอยากจะถามกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าประเมินความเสียหาย ถ้าเผื่อไม่มีการแก้ไข นี่เป็นสินค้าอะไรบ้าง มีมูลค่าเท่าไร นอกจากนั้นแล้วผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า กระทรวงพาณิชย์นั้นต้องจําไว้ดี ๆ นะครับว่าวันนี้ทํางานแข่งกับเวลา วันนี้ถ้าเผื่อท่าน ไม่พลาด วันนี้เดินหน้าไปแล้ว อย่าลืมว่าวันนี้เม็ดพลาสติกที่ท่านอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์พูดมูลค่าหลายพันล้านนะครับ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย วันนี้ภาษีสูงอยู่ แต่ประเด็นมันก็คือว่าวันนี้ประเทศ เกาหลีซึ่งเป็นคู่แข่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คู่แข่งอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก เขาเดินหน้า คุมตลาดไปเยอะแล้ว แล้ววันนี้เรายังต้องเอากลับมาให้สภานั้นมัดมือชกอนุมัติทั้ง ๆ ที่ เห็นเอกสารนั้นไม่ถึง ๑๒ ชั่วโมง สิ่งที่ผมถามก็คือว่าวันนี้กระทรวงพาณิชย์บอกได้ไหมครับว่า ถ้าความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีกับรัฐบาลไทยมาแล้ว การส่งออกของประเทศไทยนั้น จะได้เปรียบมากขึ้น เพราะว่าสถิติ ๕ ปีที่ผ่านมานั้นจากเอกสารที่ท่านเสนอให้สภานะครับ ชิลีส่งออกมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในรอบ ๕ ปี ประเทศไทยส่งออกเพิ่มขึ้น ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นจริง ๆ เราขาดดุลเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีกําไรอยู่แต่เป็นกําไรที่ลดลง นะครับ แล้ววันนี้ชิลีก็มีประชากร ๑๗ ล้านคน คนไทย ๖๙ ล้านคน วันนี้อุตสาหกรรมต่าง ๆ สิ่งที่ผมห่วงก็คือว่าท่านประธานจะเห็นนะครับ เอกสารประกอบการพิจารณา หน้า ๗ หน้า ๘ หน้า ๙ ครับท่านประธาน ส่งมาให้สมาชิกรัฐสภาดู ท่านประธานอ่านนะครับ เป็นตารางหน้า ๗ หน้า ๘ กับหน้า ๙ เขาบอกเอชเอส โคด (HS Code) ๐๒๐๘.๙๐๐๐ ซึ่งก็ไม่ตรงกับหวยออกเมื่อวานนี้ แต่ว่ามันคืออะไรครับ เอชเอส โคด ผมไม่ทราบเลย สมาชิกรัฐสภาก็ไม่ได้ดูดิสคริพชัน (Description) คืออะไรครับ เขียนว่า อาร์เธอร์ บัตเตอร์มิลค์ (Arthur Buttermilk) ผมก็ไปดูในเล่มที่สมาชิกได้กรุณาบอกว่าอยู่ในเล่มที่ ๒ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่ารัฐบาลนั้นจะต้องคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน กับผู้ประกอบการ ผมถามว่าวันนี้ผมไปเปิดดูในนี้ครับท่านประธาน ว่าสิ่งที่เราจะให้เขานําเข้า ภาษีเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับท่านประธาน ถามว่าวันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้ประกอบการหรือยัง เช่น เราจะมีผลในการทยอย ลดภาษีน้ําผึ้งและส่วนผสมอื่น ๆ วันนี้เกษตรกรไทยก็ทําน้ําผึ้งอยู่นะครับ น้ําผึ้งธรรมชาติ น้ําผึ้งผสม ถ้าท่านประธานไปสนามบินท่านประธานจะเห็นนะครับ โครงการดอยตุง โครงการหลวง แล้ววันนี้จะเปิดให้สินค้าต่างชาติเข้ามาแข่งกับเราใช่ไหมครับ วันนี้ได้ ประเมินผลกระทบกับเกษตรกรแล้วหรือยัง
ประการต่อมาครับ ภาษีใบยา ภาษีบุหรี่ ภาษีซิการ์ (Cigar) จะลดเป็น ๐ เมื่อลดเป็น ๐ แล้ว ถามว่ากระทรวงสาธารณสุข สสส. ใช้เงินงบประมาณเป็นร้อยล้าน พันล้านต่อต้านรณรงค์เรื่องการไม่สูบบุหรี่ อันนี้รัฐบาลกลับทําสวนกันกับที่รัฐบาล ใช้งบประมาณเป็นพัน ๆ ล้านในการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่
อีกอันหนึ่งครับ ท่านประธานครับ หนังดิบ หนังฟอก ซึ่งวันนี้โรงงาน เจ๊งไปเป็นแถบ ๆ นะครับ มี ๔,๐๐๐ โรงงาน เจ๊งไปประมาณ ๒,๐๐๐ โรงงาน เพราะพิษ ของค่าแรง ๓๐๐ บาท พิษของต้นทุนน้ํามัน ค่าไฟขึ้นราคา วันนี้ท่านบอกว่าให้เอาหนังฟอกได้ มาแข่งในประเทศอีก ๐ เปอร์เซ็นต์ คนไทยยังตายไม่หมดใช่ไหมครับ ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง ใช่ไหมครับที่ยังตายได้ถึงจะได้ลดภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้หารือกับผู้ประกอบการ หรือยังว่าจะได้ประโยชน์ตรงไหนบ้างจากการนําหนังฟอกเข้ามา และอุตสาหกรรมของเรานั้น สู้เขาได้หรือสู้ไม่ได้ ควรจะรักษาไว้ไหม ผมต้องการคําตอบนี้จากกระทรวงพาณิชย์ จากกระทรวงอุตสาหกรรม
อีกอันหนึ่งครับ ซาริน (Sarin) ดูเฉยๆ ก็เผิน ๆ นะครับ เป็นสารเคมี มันเป็นกรดครับ ท่านประธานครับ และเราบอกว่านําเข้าได้ ๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ภาคใต้ยังไม่สงบ ท่านประธานเห็นไหมครับที่เขาประท้วงกันที่ซีเรียและกระทรวง การต่างประเทศประเทศไทยประท้วงอย่างรุนแรงว่าซีเรียใช้ก๊าซเคมี ก็ใช้สารซารินนี่ละครับ มาผลิตก๊าซ ที่ทําให้ประชาชนตาย ๑,๓๐๐ กว่าศพนะครับ ตรงนี้ละครับผมคิดว่าการเร่งรีบ อย่างนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาเลย เราไม่สามารถทราบผลกระทบ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นี่เพียงแต่ผมเปิดเข้าไปดูในเมื่อเช้านี้ ๔ ชั่วโมงที่พบตรงนี้นะครับ พบเห็น ช่องโหว่ความบกพร่องมากมาย และหวังว่าวันนี้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม จะตอบคําถามเหล่านี้ให้สมาชิกรัฐสภานั้น ได้หายข้องใจ มัดมือชกก็มัดมือชก แต่ว่าถ้าเผื่อประเทศได้ประโยชน์พวกผมเห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ แต่อยากจะขอฟังคําตอบว่ารัฐบาลนั้นได้พิจารณารอบคอบแล้ว มีมาตรการรองรับผลกระทบต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้สบายใจไปครับท่านประธาน สุดท้ายนี้ผมขอกราบท่านประธานว่าอยากจะฟังคําตอบทุกอย่างคําถามที่ผมถามไป ๗ คําถามกับท่านอลงกรณ์กับท่านเกียรติ ก็หวังว่าจะได้รับคําตอบจากสภา จากรัฐบาล ก่อนที่พวกผมจะลงคะแนนนะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน คือผมพยายามได้อ่านข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีกับรัฐบาลไทย ในวันนี้นะครับ ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าผมมีความข้องใจ แล้วก็อยากจะ สอบถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าข้อตกลงการค้านี้ผมสังเกตมาหลายครั้ง ใน ๒ ปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ดี ทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศก็ดี เวลาท่านเอาข้อตกลงต่าง ๆ มาเข้าสภาแห่งนี้ตามรัฐธรรมนูญ ผมได้อภิปรายหลายครั้งครับว่าวันนี้อยากให้ทางท่านรัฐมนตรีวันนี้กรุณาได้ตอบได้ไหมครับ ว่าท่านใช้หลักในการลําดับความสําคัญในการทําข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อจะเข้าสภานี้อย่างไร อย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ได้กรุณาอภิปรายไว้ ผมเห็นว่าเวลามันจวนตัวมากมันเป็นการมัดมือชกสภามาโดยตลอด เอาเข้าวันนี้อีก ๒ วัน ไปเซ็นสัญญากับเขา กับที่สําคัญที่สุดก็คือว่าผมอยากเห็นครับท่านประธานฝากไปถึง ท่านรัฐมนตรี ผมอยากเห็นว่ารัฐบาลนี้ตอบหน่อยได้ไหมครับว่ามีข้อตกลงอะไรบ้างที่มันมี ความสําคัญ แล้วเรียงลําดับความสําคัญว่าประเทศไหนที่เราควรจะต้องไปเซ็น เพราะรัฐบาล ได้มียุทธศาสตร์ว่าอยากจะช่วยอุตสาหกรรม อยากจะช่วยภาคการผลิตของประเทศไทย อยากจะช่วยการส่งออกของประเทศไทย ท่านลําดับความสําคัญหน่อยได้ไหมครับ ไม่ใช่ พอเขาจะมาเยือนประเทศไทย ท่านก็พยายามหาเวลาเรียกประชุม รบกวนเวลาของสภา ให้ท่านประธานได้เรียกประชุม รัฐสภาเพื่อใช้แนวทางในการผ่านสภาตามรัฐธรรมนูญ แล้วรูปแบบในการนําเข้ามาเดี๋ยวผม จะอภิปรายว่าเป็นรูปแบบเดิม ๆ เลยครับ ท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรี ผมเชื่อว่า ท่านอ่านท่านก็คงเบื่อเหมือนกันก็เป็นรูปแบบที่ทํามาเดิม ๆ ไม่ได้มีสาระอะไรที่ให้เห็นเลยว่า ทําไมประเทศไทยจะได้อะไรมากน้อยแค่ไหน ท่านมีโอกาสได้ไปถามนักธุรกิจผู้ประกอบการ หรือยัง และที่สําคัญที่สุดมันมีอีกหลายเรื่องมีข้อสนธิสัญญาตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ผลักดันและเตรียมเอาไว้ ท่านเอาไปไว้ไหนครับ ลําดับความสําคัญในการ นําเข้ามาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมต่อประเทศไม่มีครับ แล้วถึงเวลาก็เอาเข้ามา ผมจําได้ เมื่อครั้งที่แล้วไม่นานมานี้เอาเข้ามาที ๔ ฉบับ ประเทศอะไรผมก็ยังจําชื่อประเทศยังไม่ได้เลย เหมือนกันวันนี้ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีสั้น ๆ อยู่เรื่องหนึ่ง ผมฟังแล้วก็อ่านในบทสรุปที่ได้เสนอเข้ามาในทีนี้ว่า พยายามจะผลักดันในเรื่องของ อุตสาหกรรมถ้าเกิดผ่านข้อตกลงอันนี้ไปก็จะมีในเรื่องของรถยนต์ก็ดี ในเรื่องของ ปลากระป๋องก็ดี ในเรื่องของการขนส่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ผมเรียนท่านรัฐมนตรีครับ ผมได้ สอบถามเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุกิจ ก้องธรนินทร์ ของจริงเลยครับ ท่านได้ไปทําธุรกิจของครอบครัวที่ทํามานานได้ส่งน็อตกับสกรูพวกตัวน็อตต่าง ๆ ลองไปเปิด ตลาดที่ประเทศชิลี ปรากฏว่าพอไปถึงทํายังไม่ทันไรเลยครับ บวกค่าส่ง บวกค่าเดินทาง บวกกระบวนการในการขนส่งทั้งหลายก็ต้องหยุดครับ เพราะระยะทางระหว่างประเทศไทย ไปประเทศชิลีโดยความคุ้มทุนมันไม่มีครับ และยิ่งผมเห็นท่านบอกว่าท่านจะส่งเสริม อุตสาหกรรมกล้วยไม้ ฟาร์มกุ้ง มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ขนาดน็อตกับสกรูซึ่งมันไม่เสีย มันยังไปไม่ทันเลยครับ ไปไม่ถึงเลยครับ ผมถึงบอกว่ารูปแบบในการทําการศึกษา รูปแบบ ในการทําสรุปความสําคัญไม่มีครับ ก็เป็นรูปแบบเดิม ๆ ก็เขียนไป จุดอ่อน จุดแข็งก็เขียนไป เป็นรูปแบบฟอร์แมท (Format) มา แล้วถึงเวลาก็เอามาให้สภาได้อนุมัติ และที่ผมเจ็บใจ มากที่สุดและเสียใจมากที่สุดฝากท่านประธานไปก็คือว่าทุกครั้งที่มีการทําข้อตกลง สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ท่านจะอ้างตลอดเวลาเป็นธุรกิจบริการ แล้วก็ธุรกิจนวดสปา แล้วก็ร้านอาหารไทย อันนี้ก็เหมือนกันครับ อันนี้ก็เป็นรูปแบบปกติไม่ว่าจะไปทํากับใคร ก็อ้างเรื่องนี้ครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านไปศึกษาหรือยังว่าคนชิลีเขาอยากจะรับประทาน อาหารไทย เมื่อไปแล้วจะมีถึง ๕๐-๑๐๐ รายไหมที่จะได้ประโยชน์จากการที่ท่านไปเซ็น ข้อตกลงอันนี้ คงมีบ้าง แต่ก็คงเป็นส่วนน้อยครับ ประชากรในชิลีมีอยู่ ๑๖-๑๗ ล้านคน ท่านบอกท่านจะไปทําสปา จะไปทําร้านอาหาร ธุรกิจบริการก็เป็นรูปแบบเดิม ๆ เหมือนที่ ท่านเอาเข้ามาว่าไปทํากับจีนกับประเทศอื่น ๆ แต่ถามว่ารายละเอียดในการศึกษาจริง ๆ เพื่อวิเคราะห์และเป็นประโยชน์กับประเทศมีหรือไม่ ผมไม่เห็นครับ ไม่นับว่าอุตสาหกรรม ภาคการผลิตก็ดี อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมเบาที่เขาดําเนินการอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ท่านทําอะไรบ้างหรือยัง ๓๐๐ บาทท่านก็โยนภาระให้เขา น้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ นิคมอุตสาหกรรม ๗ นิคม บอกเอาอยู่ก็พังหมด วันนี้ท่านกลับไปดูเขาหรือยังครับ แล้วท่าน บอกว่าท่านจะส่งออกไปโน้นไปนี่ ผมดีใจถ้าเกิดท่านทํากับประเทศที่มันมีความจําเป็น แล้วก็มีความสําคัญจริง ๆ เพราะถ้าท่านทําจริง ๆ ผมเชื่อครับว่าตัวเลขการส่งออกคงไม่ลด พรวดพราดลงมาทุกปีแบบนี้ แล้วผมก็เฝ้าคอยดูว่าถ้าไปเซ็นกับประเทศชิลีในครั้งนี้ ตัวเลข การส่งออกมันเยอะขึ้นหรือไม่ ผมไม่เชื่อครับ ผมถึงต้องฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการไม่มา ผมก็ฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปครับว่า ตัวเลขการส่งออกมันเป็น ความเจ็บปวด เป็นความชอกช้ําของประเทศไทยครับ น้อยมากในทุก ๆ รัฐบาลมีการเพิ่ม ตัวเลขการส่งออกอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เป็นหน้าเป็นตาเป็นกําลังใจให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต แม้กระทั่งผู้บริโภค แต่วันนี้ตัวเลขคาดการณ์ออกมาตกตลอด แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้ ท่านมาท่านก็อ้างอิงผม ให้ท่านรัฐมนตรีดูในหน้า ๒๘ ครับ ผมไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรี ได้อ่านตรงนี้หรือไม่ แต่ผมเข้าใจว่าเป็นข้าราชการได้ทําขึ้นมาเป็นบทสรุปก็อ้างอิงไปถึงจะทําธุรกิจสปา ร้านอาหาร นวดไทย ค้าปลีก ค้าส่ง สถาปัตย์ ก่อสร้าง ท่องเที่ยว โรงแรม มันจริงหรือครับ ท่านประธาน ถามท่านรัฐมนตรีมันจริงเท็จแค่ไหนประเทศชิลี ผมถึงมีความจําเป็นที่จะต้อง เรียนท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านกรุณาไปลําดับ ความสําคัญของข้อตกลงที่จะมีข้างหน้านี้นะครับ เอาละครับวันนี้เขาจะมาอยู่ ๒-๓ วันนี้ ผมเชื่อว่าอย่างไรด้วยเสียงข้างมากท่านก็คงต้องให้ผ่านไป แต่ผมอยากจะฝากไปว่าในอนาคต อันใกล้ถ้าสามารถลําดับความสําคัญได้ว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ประเทศ ที่เราควรจะต้องไปรีบเซ็นสัญญากับเขาแล้วเราจะได้ประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม ต่อการส่งออกของประเทศผมคิดว่าจะดีกว่า ดีกว่าที่จวนตัวแล้วเอาเข้ามาแบบนี้แล้วก็ มาตอบกัน ทํากันลวก ๆ แบบนี้แล้วก็ผ่านกันไปโดยที่เหมือนกับไม่ผ่านไม่ได้เพราะเขาจะมา อยู่แล้ว มันก็เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องต้อนรับในฐานะ ผู้นําประเทศ อันนี้เราก็เข้าใจแต่ผมคิดว่าในสาระสําคัญในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภา ผมอยากให้รัฐบาลได้ให้ความสําคัญและเรียงลําดับความสําคัญให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ควร มาก่อน อะไรคือสิ่งที่เราไปเจรจา ยุทธศาสตร์อะไร อุตสาหกรรมอะไรที่เราไปเซ็นกับเขาแล้ว เราจะได้ประโยชน์ เรียงมาเลยครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ อะไร ข้าว เมื่อสักครู่ผมได้ยิน ท่านสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่าข้าวก็อาจจะเป็นเป้าหมายหลักที่เราจะส่งไปชิลี ผมก็ไม่เห็น ในนี้ครับว่าตกลงไปเซ็นแล้ว คราวนี้ข้าวจะส่งไปให้เขาเท่าไรครับ ส่งจริงไหม ตัวเลข การส่งออกด้านอื่น ๆ จะดีขึ้นอย่างไร ผมก็ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ครับว่าชิลีก็เป็น ส่วนหนึ่ง ผมอยากให้เป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลว่าจากนี้ไปการจะนําอะไรเข้ามาในสภา โดยเฉพาะในข้อตกลงต่าง ๆ ท่านลําดับความสําคัญมาหน่อยได้ไหมครับว่าจะได้ประโยชน์ อะไร แค่ไหน มากน้อย ตัวเลขการส่งออกจะได้ดีขึ้น พวกเราก็จะได้สบายใจขึ้นครับว่าชาวไร่ ชาวสวน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตก็จะได้รู้สึกว่ามีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้บ้าง แต่ไม่ใช่นึกอะไรก็อยากจะหยิบอะไรเข้ามาแล้วก็เอาเข้ามาเพราะเขาจะมา แล้วพวกเรา ก็ต้องมาพูดไปภายใต้ประมาณ ๑๐ กว่าแผ่นนี้ละครับ ผมคิดว่าแบบนี้มันไม่เป็นการส่งเสริม ประเทศ แต่มันเป็นการทําร้ายประเทศ มันทําให้อุตสาหกรรมซึ่งเคยเข้มแข็งของประเทศไทย ต้องล่าถอยแล้วก็ถดถอยเพราะเราไม่มียุทธศาสตร์ นึกอยากหยิบอะไรก็หยิบขึ้นมา อุตสาหกรรมก็ต้องไปศึกษาให้ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมภาคไหนคือสิ่งที่ท่านต้องเอาจริงเอาจัง นี่ยังดีนะครับเป็นชิลี ถ้าเป็นประเทศอื่นผมเชื่อว่าท่านคงใส่เข้าไปอีกว่าก็มีอาหารฮาลาล ซึ่งจะต้องส่งเสริมด้วย ซึ่งก็ได้ยินจนชินแล้วแต่วันนี้ก็ไม่ทราบอยู่ไหนครับ รัฐบาลนี้ให้ ความสนใจขนาดไหนผมก็ไม่ทราบ แต่ผมก็อยากให้ท่านได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้บ้าง เพราะตัวเลขการส่งออกมันตกลงทุกที แล้วมันทําให้ประเทศเสียหาย ผมก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีสั้น ๆ นะครับเพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตให้มันได้มี การจัดการที่ดีแล้วก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยรวม อย่าเอาแต่อนาคตข้างหน้า ใครมาก็เอาเข้ามาใช้สภาแห่งนี้ ใช้เสียงข้างมากแล้วก็ผ่านไปเพื่อจะได้ไปเซ็นสัญญากับเขา ในวันพรุ่งนี้และวันมะรืนนี้ ผมคิดว่านี่เป็นการบริหารจัดการที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับ การบริหารประเทศแบบนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออกแล้วก็การค้าระหว่างประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ได้กรุณาอภิปราย หลายท่านก็ตั้งข้อสังเกตแสดงความห่วงใย หลายท่านก็แสดงความเห็นด้วย สนับสนุน หลายท่านก็มีประเด็นคําถาม ผมจะขออนุญาตขมวดรวมเอาทุกอย่างทุกประเด็น นะครับที่ท่านได้นําเสนอมาสรุปตอบเป็นหมวดหมู่แล้วก็นําเสนอผ่านท่านประธาน ดังนี้นะครับ จริง ๆ เป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายนั่นละครับว่า ความตกลง ฉบับนี้ได้ถูกนําสู่การพิจารณาของรัฐสภาไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ เนื้อหาสาระ ที่เป็นใจความสําคัญในเวลานั้นก็ได้ถูกหยิบยกถกอภิปรายแล้วก็เห็นชอบกันไปแล้ว วันนี้สิ่งที่ รัฐบาลนํากลับเข้ามาด้วยเหตุผลสําคัญ
ประการแรก ก็คือทางการชิลีประสงค์จะให้มีการแปลเอาความตกลงนี้ เป็นภาษาสเปนขึ้นมาด้วยอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนครับว่าโดยปกติทั่วไปเวลาเขาตกลง เอฟทีเอกันก็จะยึดเอาภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่เมื่อชิลีประสงค์เช่นนี้ แล้วก็ยืนยัน รัฐบาลไทยก็มีความจําเป็นที่จะต้องแปลข้อตกลงดังกล่าวเป็นภาษาไทย พร้อมกับ รายละเอียดทุกอย่างครบถ้วนนะครับ เพื่อประกอบในการลงนามความตกลง ก็สรุปว่า จะลงนามความตกลงกันเป็น ๓ ภาษา ท่านแสดงความห่วงใยซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผลครับว่า ถ้าภาษาสเปนเอาเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภา แล้วใครจํานวนกี่มากน้อยจะเข้าใจในเวลา ที่ค่อนข้างกระชับ ก็ยากที่จะแตกฉานในรายละเอียดได้ แต่อย่างที่ผมเรียนชี้แจงตอนต้น นะครับว่าสาระสําคัญไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากรอบวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมา
ประการต่อมา นี่เป็นการเจรจาความตกลงทางการค้าระหว่าง ๒ ประเทศ ซึ่งต้องยืนอยู่บนผลประโยชน์ของ ๒ ประเทศเป็นสําคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของทั้ง ๒ ประเทศเขาก็ต้องร่วมกันพิจารณา นั่นหมายความว่าชิลีเสนอเป็นภาษาสเปน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในประเทศไทยก็ต้องพิจารณาเนื้อหาสาระว่ามันถูกต้อง ตรงสอดคล้องกับฉบับภาษาอังกฤษที่ยึดถือเป็นหลักหรือไม่ ไทยเสนอเป็นภาษาไทย ก็จะต้องมีหน่วยงานทางการของชิลีตรวจสอบและให้การยอมรับเช่นเดียวกัน ก็เป็นไปแบบนี้ ส่วนที่ท่านมีมุมมองแล้วก็ตั้งเป็นประเด็นคําถามขึ้นมาต่อว่า ถ้าอย่างนั้นเมื่อมีผลในการ บังคับใช้ปฏิบัติ แล้วเกิดกรณีที่คลาดเคลื่อน เห็นต่าง หรือมีข้อพิพาทกัน จะจัดการกับสิ่งนี้ อย่างไร ก็ยืนยันว่าทํากันโดยที่เป็นหลักปฏิบัติสากลนั่นละครับ ก็จะยึดเอาหลักปฏิบัติที่ใช้ ฉบับภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์ เรื่องความถูกต้องของตัวบทหรือตําแหน่งแห่งที่ ที่จะระบุ ข้อความ ที่จะยึดเป็นภาษาอังกฤษนั้นนะครับ เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยืนยัน นะครับว่า โดยปกติในทางปฏิบัติของการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศเราจะระบุถึง กรณีที่มีความตกลงมากกว่า ๑ ภาษา ก็จะระบุไว้ในบทบัญญัติสุดท้าย ซึ่งก็จะพบว่า หากมีความแตกต่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาท หากจะไปบรรจุเรื่อง การระงับข้อพิพาทเป็นประเด็นเฉพาะก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสม ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยืนยันว่าการระบุไว้ในตอนท้ายนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วก็ชอบแล้วในแนวปฏิบัติ
ประการต่อมา ที่นํามาพิจารณากันอีกเรื่องหนึ่ง ก็เพราะว่าหลังจากที่ได้มี การพิจารณากันแล้วในรอบก่อนนี้ ทางกระทรวงการคลังก็ได้ไปพบเห็นความคลาดเคลื่อน ของข้อความบางประการ โดยเฉพาะเรื่องของฐานภาษี ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น ในขั้นตอนของการบันทึกข้อมูล ก็เลยได้แก้ไข แล้วก็นําเข้ามาสู่ที่ประชุมรัฐสภาในคราวนี้ด้วย ก่อนที่จะมีการนําเข้ามาสู่ที่ประชุมของรัฐสภา ก็ได้มีการหารือ ได้มีการสรุปเห็นชอบตรงกันแล้ว ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้ง ๒ ประเทศ ก็ยืนยันนะครับว่าผ่านความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีมา โดยข้อสรุปก็คือไม่เสียประโยชน์ใด ๆ ต่อประเทศไทย ตรงกันข้าม บางประเด็นที่มีการปรับแก้ ให้ประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน เช่น การแก้ไข อัตราภาษีให้สูงขึ้น จํานวน ๑๐ รายการ ในเรื่องของการแก้ไขอัตราภาษีฐานนะครับ ซึ่งตรงนี้แจ้งชิลี ชิลีบอกว่ารับได้ ก็จึงดําเนินการ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกนะครับว่า ในเรื่องของการเจรจาทําความตกลงระหว่างทางการไทยกับทางการ ชิลีนั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาแสดงความห่วงใย เรื่องสปีด หรือความเร็ว ตรงนี้เห็นตรงกันครับ ผมก็เห็นด้วยว่าในเวทีการค้าการธุรกิจทั้งใน และระหว่างประเทศ ความเร็วก็เป็นข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ในเรื่องของการแข่งขัน ดังนั้น เราช้าไปกว่านี้ก็ไม่เป็นคุณใด ๆ แล้วละครับ แล้วผมก็มั่นใจว่าเมื่อเห็นตรงกันว่าเรื่องของ ความเร็วเป็นประเด็นสําคัญ เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบสําคัญอย่างหนึ่ง วันนี้ที่ประชุม รัฐสภาก็จะกรุณาให้ความเห็นชอบ ความตกลงนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ได้มีการเริ่มต้น ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ ก็อย่างที่ทราบ วันนี้ ปี ๒๕๕๖ ตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๑๐ ปี รัฐบาลชุดที่เริ่มต้นก็พยายามผลักดันมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลหลังจากนั้น ผมก็เชื่อว่าทุกฝ่ายก็เดินหน้า รัฐบาลชุดก่อนก็ใช้เวลา ๒ ปี ๘ เดือน ผลักดันมาได้ถึง ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่บรรลุถึงขนาดนําไปสู่การปฏิบัติได้ รัฐบาลชุดนี้ก็มาดําเนินการต่อ แล้วในที่สุดก็จะนําไปสู่การปฏิบัติหลังจากทําความตกลงในวันที่ ๔ ตุลาคมนี้ ส่วนที่ เพื่อนสมาชิกแสดงความห่วงใยว่ากรณีที่จะมีการลงนามกัน โดยที่ท่านประธานาธิบดีชิลี จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยลงนามวันที่ ๔ ตุลาคมี้ เป็นเรื่องที่ทางการชิลียังไม่ได้ ให้ความเห็นชอบกับข้อความในข้อตกลงนี้ แล้วลงนามเสร็จต้องกลับไปขอความเห็นชอบอีก อันนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเรารับทราบข้อมูลมาตั้งแต่ต้น เป็นแต่เพียงทางชิลี ได้แจ้งและยืนยันต่อประเทศไทยว่าแนวปฏิบัติที่เป็นปกติของทางชิลีต่อเรื่องนี้ก็คือจะต้องมี การลงนามความตกลงก่อน แล้วก็นําความตกลงที่ลงนามแล้วนําเสนอให้รัฐสภาของชิลี ให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งก็เป็นกระบวนการทางกฎหมายทางระบบรัฐสภาปกติของทางชิลี ก็เหมือนกับของเราก่อนมี มาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีการบังคับใช้ มีการตีความกันอย่างเข้มข้น เรื่องเหล่านี้หลาย ๆ เรื่องก็ไม่ต้องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แต่ภายหลังจากที่มีการบังคับใช้ มาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญ มีการตีความกันเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกรณี ปราสาทเขาพระวิหารในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ทุกเรื่องทุกประเด็นที่มีความเกี่ยวข้อง หรืออาจจะเกี่ยวข้องเราก็ต้องกับต่างประเทศ คู่เจรจา คู่ตกลงต่าง ๆ เราต้องดําเนินการ ผ่านขั้นตอนของรัฐสภาเช่นเดียวกัน ดังนั้นเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนครับท่านประธาน
ประการต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศชิลีมีประชากรน้อยกว่าเรา พอสมควร นี่เป็นข้อเท็จจริงครับ แต่ศักยภาพทางการค้าทางเศรษฐกิจชิลี พูดง่าย ๆ ว่า ไม่ธรรมดา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาและคณะกรรมาธิการ เศรษฐกิจแห่งภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน เขารายงานสถิติการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของชิลีถือเป็น ๑ ใน ๕ ของโลกที่มีเศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในปี ๒๕๕๕ เขายังรายงานต่อด้วยซ้ําไปครับว่า ในบรรดาสมาชิกของกลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา หรือกลุ่มสมาชิกขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนานั้น มีจํานวนทั้งสิ้น ๓๔ ประเทศ ชิลีเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด ทีนี้มาจับคู่กับประเทศไทย เราค้าขายกับชิลี สินค้าที่แลกเปลี่ยนกันไม่ใช่เป็นสินค้าที่เป็นคู่แข่งขันกันโดยตรงครับ หลายรายการสินค้าก็เป็นสินค้าที่เกื้อหนุนกันและกันด้วยซ้ําไป ทําให้การค้าการขายระหว่าง ไทยกับชิลีก็เป็นไปด้วยความราบรื่น เราได้ดุลการค้ากับชิลีมาอย่างต่อเนื่องนะครับ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งสักครู่นี้ บอกว่าการขยายตัวเมื่อสัก ๒-๓ ปีก่อน ขยายตัวเป็นหลัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์หรือกว่านั้น ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจ ส่วนในปี ๒๕๕๔ อัตราการขยายตัวลดลง เหลือเพียง ๐.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพียงแต่ว่าถ้าท่านจะกรุณาพูดข้อเท็จจริงต่ออีกนิดหนึ่ง ก็จะปรากฏ ว่าในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวทางการค้าระหว่างไทยกับชิลี การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๔ อย่างที่ทราบครับ หลายภูมิภาค หลายประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบครับ สหรัฐอเมริกา ภูมิภาคอียู หรือแม้กระทั่งจีนก็ชะลอตัว ในประเทศไทยก็เกิดมหาอุทกภัยก็ส่งผลกระทบ เช่นเดียวกัน แต่ปี ๒๕๕๕ ก็กระโดดขึ้นมาอยู่ในระดับ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับ ที่น่าพอใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่า เรื่องของระดับการเปิดตลาดสินค้าและบริการจะมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับ กรอบอาฟตา ก็ต้องเรียนว่าในเรื่องของการเปิดตลาดสินค้าก็ไม่เกินกรอบของอาฟตาครับ ส่วนสินค้าอ่อนไหวจะทยอยลดภาษี ๕ ปี แล้วก็ ๘ ปี ภายใน ๒ กรอบ ตัวเลขระยะเวลานี้ ส่วนบริการก็จะเปิดตลาดบริการเท่ากับในกรอบของอาเซียนนะครับ
เพื่อนสมาชิกสักครู่หนึ่งได้พูดถึงเรื่องข้าว นั่นหมายความว่าเราจะมีโอกาส ในการส่งออกข้าวไปประเทศชิลีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย แค่ไหน อย่างไร ก็ต้องเรียนว่าประเทศชิลีตกลงจะทยอยยกเลิกภาษีนําเข้าจากประเทศไทย ภายใน ๕ ปีนับจากวันที่ความตกลงนี้มีผลบังคับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ดีกว่าที่ประเทศชิลี เปิดตลาดให้กับทางประเทศเวียดนามแล้วก็ประเทศจีน ส่วนผลกระทบแน่นอนครับการตกลง เอฟทีเอกับทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศชิลี มันก็อาจจะมีส่วนบวกส่วนลบ หรือผลกระทบ กับผู้ประกอบการในประเทศไทยอยู่บ้าง เพราะกว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ต้องผ่านความเห็นชอบ ประกอบกันกับทั้ง ๒ ประเทศนี้ ก็เรียนว่ารัฐบาลเองก็ได้เตรียมมาตรการต่าง ๆ ที่จะลด ผลกระทบของผู้ประกอบการ จะมีกองทุนเอฟทีเอที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการหากจะได้รับ ผลกระทบจากเอฟทีเอไทย-ชิลี ซึ่งผมเชื่อว่าผู้ประกอบการหากเกิดผลกระทบขึ้นมาจริงก็คง จะมองเห็นช่องทางนี้อยู่เช่นเดียวกัน แผนงานที่เราเตรียมไว้หลังจากที่ข้อตกลงนี้ผ่าน การลงนามแล้วก็มีผลปฏิบัติ เราก็จะให้มีการใช้สิทธิประโยชน์โดยกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมแผนงานที่จะนําภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ส่งออกของเรานี่นะครับ สร้างเครือข่ายกับภาคเอกชนของประเทศชิลีในการขยายการค้า ระหว่างกัน ขณะเดียวกันหน่วยงานส่งเสริมการค้าของชิลีหรือเรียกว่าโปรชิลีก็เตรียมการ ที่จะนําผู้ประกอบการของทางประเทศชิลีมาเยือนประเทศไทยเพื่อจับคู่ทางธุรกิจ กับภาคเอกชนของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเราก็ตั้งใจจะใช้ประเทศชิลีเป็นประตูในการ กระจายสินค้าไปลาตินอเมริกา ประเทศชิลีเองก็แน่นอนละครับ ในทางกลับกัน คาดหวัง จะให้ประเทศไทยเป็นประตูในการกระจายสินค้าของเขาในภูมิภาคอาเซียนเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเป็นการผลักดันกันต่อ เพื่อนสมาชิกอาจจะมีคําถามประเภทว่า แล้วสินค้า และบริการบางตัวมันจะทําให้เกิดผลได้จริงไหม สปา ก็ดี ร้านอาหารไทย หรือกิจการ ประเภทต่าง ๆ ผมก็เรียนว่าในกรอบการตกลงเอฟทีเอ ถ้าประเภทสินค้าหรือบริการใด อยู่ในกรอบความตกลง ก็เป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศจะต้องระบุลงไปเพื่อรักษาเวทีทางการค้า เวทีทางธุรกิจให้กับภาคเอกชนของเราไว้ แต่เวลามีการผลักดัน แน่นอนครับต้องผลักดัน อย่างมียุทธศาสตร์ จะต้องมีการเน้นน้ําหนักไปยังธุรกิจหรือสินค้าบริการที่มีโอกาสสูงกว่า ส่วนสินค้าและบริการที่อาจจะมีโอกาสน้อยกว่าก็จะต้องมีการพยายามผลักดันด้วยมาตรการ เช่น จับคู่ทางธุรกิจ หรืออื่น ๆ ต่อไป เราจะมาคิดว่าอันไหนโอกาสน้อยไม่ใส่ลงไป อันไหน โอกาสไม่ค่อยมากตัดออกไปดีกว่า ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียประโยชน์กับภาคเอกชน หากผ่านความตกลงไปในลักษณะดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อธิบายความ ไปยังเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานพอสมควรนะครับ แล้วเราก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็น ประเด็นสําคัญเหมือนกันที่จะขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะฉะนั้นขอกราบขอบคุณ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ครับ สวัสดีครับ
ยังยกมืออีกหลายท่าน ท่านละนิดท่านละหน่อยนะครับ ท่านจุฤทธิ์เชิญก่อน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ สอบถาม ผมยกมือขออภิปรายด้วยนะครับ แต่จะอภิปรายอย่างสั้น ๆ ครับ แล้วก็จะถาม ท่านรัฐมนตรี
เรื่องที่ ๑ ก็คือหนังสือที่ได้นํามายังสภา เรื่องการตกลงการค้าเสรีระหว่าง รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย ประเด็นที่ ท่านรัฐมนตรีตอบทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องที่ว่ามีความจําเป็นจะต้องเร่งพิจารณา เพราะว่า วันที่ ๔ จะมีการลงนามกัน อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่ในเรื่องหนังสือดังกล่าว เรื่องการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย ตรงนี้ผมทราบว่ามีการทํารายงานในเล่มสีฟ้าที่ส่งกลับมาใหม่ในครั้งนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ครับ มีการทําเอกสารดังกล่าว และปรากฏว่ามีเอกสารด้านตัวเลขคลาดเคลื่อนถึง ๒๐๒ รายการ ประเด็นก็คือว่า ๒๐๒ รายการ ท่านรัฐมนตรีได้ตรวจสอบหรือยัง มีรายการอะไรบ้าง และที่ส่งมาใหม่นี้ ทั้ง ๒๐๒ รายการได้รับการแก้ไขหรือยัง แก้ไขแล้วถูกต้องหรือเปล่า
อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญ ก็คือครั้งนี้มีรายงานใหม่เข้ามาเป็นภาษาสเปน ซึ่งผมก็ ยอมรับว่าผมอ่านภาษาสเปนไม่ออกครับ ปัญหาก็คือ ในรายงานสเปนที่ท่านเสนอเข้ามาใหม่ ข้อความจะตรงกันถูกต้องอีกหรือเปล่า หรือว่าท่านผ่านมาตั้งแต่วันโน้นครับ ๑๒ มีนาคม ผ่านมาตั้งกี่เดือนแล้วครับ ๖-๗ เดือนครับ เอกสาร ๓ เล่มนี้ ในรายละเอียดแต่ละรายการ ปรากฏว่าท่านพิมพ์ผิดถึง ๒๐๒ รายการ วันนี้ที่เข้ามาหาสภาใหม่ครับ ไม่ใช่เรื่องพิมพ์ ภาษาสเปนเพิ่มครับ แต่เป็นเรื่องว่าท่านทําเอกสารดังกล่าวผิด เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีบางตัว ต้องเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ มาวันนี้ต้องแก้เป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ และ ๐ เปอร์เซ็นต์ คือไม่มี การเก็บภาษีในอนาคตหลังจากลงนามแล้ว ท่านรัฐมนตรีได้ตรวจสอบทุกหน้าหรือเปล่า ทุกรายการหรือเปล่า ท่านลองดูนะครับ ตั้งแต่เล่ม ๒ เล่ม ๓ เล่ม ๔ มีรายการเยอะแยะ เลยครับ ผมยกตัวอย่างสัก ๑ รายการนะครับ กรณีขมิ้น ท่านรัฐมนตรีรู้หรือเปล่า เราค้าขมิ้น กับชิลี หรือกรณีหญ้าฝรั่ง พวกเราไม่ทราบครับ ผมไม่ทราบว่าท่านใส่เปอร์เซ็นต์การเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มผิดอีกหรือเปล่า หรือเก็บภาษีอะไรถูกต้องหรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นสําคัญ นะครับ เพราะในรายการดังกล่าว ในทั้งเล่มใหญ่นี้ครับมีเป็น ๑๐,๐๐๐ รายการครับ ผมเกรงว่าสภานี้จะไปรับรองเอกสารที่ไม่ถูกต้องอีก ปัญหาก็คือว่าวันที่ ๔ แล้ว ชิลีจะมา ลงนามกับเราแล้ว คราวนี้ผิดไม่ได้แล้วนะครับ ผมเลยต้องการคํายืนยันจากท่านรัฐมนตรีครับ ว่าครั้งนี้ถูกต้องแล้ว สภาจะไม่ต้องมานั่งแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพัน การเปิดตลาดสินค้าของไทยกับชิลีอีก สําคัญที่สุดท่านประธานครับ รายงานเอกสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่สภานี้ครับ รัฐมนตรีจะต้องมีความรับผิดชอบ รัฐบาลจะต้องมีความรับผิดชอบครับ ท่านจะต้องตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นมาก่อนว่าเอกสารรายการสินค้าต่าง ๆ ต้องไม่ผิดพลาด เปอร์เซ็นต์การเก็บภาษีต่าง ๆ ต้องไม่ผิดพลาดครับ เพราะถ้าผิดพลาดแล้วท่านมาขอแก้ไข ในสภา ครั้งนี้ท่านใช้เวลามาบีบว่าเหลืออีก ๒ วัน วันนี้ต้องรับให้ได้ ถ้าไม่รับเราจะมีปัญหา ระหว่างประเทศ แต่ต่อไปในอนาคตครับท่านประธานครับ ผมคิดว่ารัฐบาลและรัฐมนตรี จะต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะเราคงไม่มีโอกาสอย่างนี้บ่อย ๆ ครับ ที่ว่ารับสัญญาไว้ ตั้งแต่ ๑๒ มีนาคม และมีเวลาอีก ๕-๖ เดือน ๖-๗ เดือนในการแก้ไข อยากให้ท่านรัฐมนตรี ตอบนิดหนึ่งครับว่า ๒๐๒ รายการมีอะไรบ้าง หรือถ้าท่านตอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตอบ หรือทําเป็น รายงานเอกสารข้อมูลส่วนที่ผิดพลาดเสนอแก่สภาเพื่อให้พวกเราได้ตรวจสอบแล้วก็จะ รองรับต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับ
เหลืออีก ๒ ท่าน ค่อยทีเดียวดีไหม
ตอบเฉพาะ ท่านจุฤทธิ์ นิดเดียวครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอตอบประเด็นปัญหาของท่าน ส.ส. จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สักนิดเดียวครับ กรณีประเด็นที่มี ความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ๒๐๒ รายการนี้นะครับ ผมขอแยกออกเป็น ๒ ประเด็น นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่มีการแก้ไขนั้น เป็นการแก้ไขอัตราฐานภาษีนี้นะครับ ให้ตรง ตามความเป็นจริง คือการปรับเพิ่ม ๑๙๑ รายการในกลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษีที่จะลดภาษี นับตั้งแต่วันที่มีผลบังคับใช้นะครับ คือสรุปแล้วใน ๑๙๑ รายการนี้จะไม่มีผลกระทบใด ๆ
อันที่ ๒ คือการหักอัตราภาษีฐานเพิ่ม ๑๐ รายการในสินค้าที่จะต้องลดภาษี เป็น ๐ ในระยะเวลา ๓ ปีถึง ๕ ปี ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยทั้งสิ้นนะครับ ก็ขอ กราบเรียนว่าไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องตรงนี้นะครับ ขอกราบขอบคุณครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ และตามด้วยท่านเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นคนแรกที่ได้อภิปรายในกรณี ทางรัฐบาลได้มาขอความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและชิลีนะครับ ได้ตั้งประเด็น ๒-๓ คําถาม ท่านรัฐมนตรีก็ได้กรุณาตอบบางส่วนนะครับ แต่ประเด็นที่สําคัญ เพราะมันจะเป็นตัวชี้วัดต่อไปภายหน้าในปัญหาที่เกิดขึ้น ทําให้เกิดความล่าช้าจากเป้าหมาย มากว่า ๑ ปี ของการลงนามในความตกลงดังกล่าวนี้
ข้อแรก ก็คือหนังสือจากทางชิลีที่แจ้งขอเพิ่มภาษาสเปน ผมได้ตั้งคําถามไว้ ท่านรัฐมนตรียังไม่ตอบนะครับ ส่งเมื่อไรครับ ถึงเมื่อไร
ข้อ ๒ ก็คือกรณีของการทําตารางข้อผูกพันทั้งตัวสินค้าและภาคบริการ ซึ่งเป็น ๒ ส่วนที่มีสารัตถะสําคัญมากต่อความตกลงครั้งนี้นะครับ เพราะว่าความตกลง ในเรื่องของการลงทุนนั้นอีก ๒ ปี ถึงจะเจรจากัน ผมได้เรียนถามว่าอยู่ในระดับไหนครับ มากกว่าหรือน้อยกว่าในส่วนของอาฟตา มากกว่าหรือน้อยกว่าในกรณีที่ชิลีได้ทําความตกลง หรือเจรจาความตกลงของทีพีพีก็เป็น ๒ ประเด็นที่ขอเรียนถาม แต่ว่าท่านรัฐมนตรียังไม่ได้ ตอบครับ
เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภา ในคําอภิปรายของผม ท่านรัฐมนตรียังตอบไม่ชัดเจนอยู่ ๑ ข้อ แล้วไม่ได้ตอบอีก ๒ ข้อนะครับ
ข้อที่ ๑ ที่ยังไม่ชัดเจน ก็คือเรื่องข้อพิพาทและการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ผมชี้ให้เห็นว่าในเอกสารที่ท่านทําเสนอสภาบทสรุปฉบับนี้นะครับ เขียนไว้อย่างหนึ่ง ในข้อตกลงระบุไว้เป็นถ้อยคําอีกแบบหนึ่ง ที่เขียนสรุปไว้ในฉบับที่สรุปให้สมาชิกรัฐสภา รับทราบใช้ว่า ให้ยึดความตกลงฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นหลักนี้หมายความว่าไม่ต้อง ไปดูตัวอื่นเลย ไม่ต้องดูภาษาสเปน ไม่ต้องดูภาษาไทย แต่ถ้อยความในข้อตกลงจริง ๆ บอกว่ามีความถูกต้องเท่าเทียมกันให้ตัวบทฉบับภาษาอังกฤษมีผลเหนือกว่า อ่อน อ่อนลงไป เยอะเลยนะครับท่านประธาน ผมก็ตั้งคําถามว่าทําไมไม่เอาถ้อยคํานี้ที่ดีที่สุดนี้ ที่สรุปให้เรานี้ นะครับ ไปใส่ในข้อตกลง เพราะว่าผมเองก็เคยผ่านเวทีระหว่างประเทศมาพอสมควร เขียนอย่างนี้สร้างปัญหาการตีความครับ เอาละท่านบอกว่าท่านจะไม่ใส่ในบทข้อพิพาท ผมไม่ว่านะครับ ไม่ใส่ตรงนั้นไม่เป็นไร ถึงแม้การใส่ตรงนั้นดีที่สุดไม่เป็นไร แต่ถ้อยคําที่ระบุ อยู่ในข้อตกลงนี้ยังชัดไม่พอ และอาจะเป็นประเด็นที่ทําให้เกิดความขัดแย้งและมีกรณีพิพาท เราต้องเข้าใจ การใช้ข้อตกลงที่ลงนามระหว่างรัฐบาลนี้เอกชนเป็นคนใช้นะครับ และมี หลายกรณีที่เกิดความข้อพิพาทเกิดขึ้น เพราะการตีความของภาคเอกชนกับรัฐ ของทั้ง ๒ ประเทศ และเอกชนของทั้ง ๒ ประเทศ คําถามผมก็ง่าย ๆ ครับ ขอความชัดเจน ถ้าท่าน บอกว่าท่านจะไม่ปรับถ้อยคํานี้ ผมก็บอกว่าขอให้บันทึกไว้ แล้วท่านรัฐมนตรีรับผิดชอบไป นะครับ ถ้าเกิดข้อพิพาทจากถ้อยคําที่ไม่ชัดเจน แล้วท่านเลือกที่จะไม่แก้แม้ว่าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ท้วงติงท่านแล้ว และมีโอกาสที่จะปรับปรุงให้มันชัดเจนมากขึ้นนะครับ ตรงนี้นะครับ ขอความชัดเจนเท่านั้นละครับ นั่นก็คือว่าท่านจะไม่แก้ไม่เป็นไรครับ แต่ท่านรับผิดชอบ
ข้อที่ ๒ ก็คือว่าการที่จะให้สมาชิกรัฐสภาให้รับรองภาษาสเปน ผมก็บอก เราไม่มีความสามารถที่จะทําได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมพร้อมที่จะรับรองแบบมีเงื่อนไขนะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีเองเมื่อสักครู่ชี้แจงบอกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาไปดูแล้ว ว่าถูกต้อง แต่ผมก็รู้จักนะครับ คนในหน่วยงานนะครับ มีใครที่กล้ารับผิดชอบคําแปลภาษา สเปน ไม่มีนะครับ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายมีกี่คนครับ ที่รู้ภาษาสเปน รู้หลักกฎหมาย สเปนไม่มีนะครับ ถ้าจะให้พวกเรารับรองฉบับภาษาสเปน ยินดีครับ ขอรัฐมนตรียืนยันครับว่า ใครคือผู้รับผิดชอบความถูกต้องของภาษาสเปน ถ้าบอกรัฐบาลและ ครม. รับผิดชอบเต็ม ๆ ว่ามาเลยครับ แต่ต้องเป็นการอนุมัติอย่างมีเงื่อนไข ไม่ใช่เป็นการอนุมัติเหมือนฉบับ ภาษาอังกฤษและฉบับภาษาไทยที่พวกเราอ่านเข้าใจ ตรงนี้ขอความชัดเจนนะครับ ผมจะได้ ลงมติถูกครับ
ประการที่ ๒ คืออีก ๒ ข้อที่ถามไป ท่านไม่ตอบ ท่านบอกว่ากระทรวงการคลัง เป็นคนพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมก็ถามท่านครับมันผิดได้อย่างไร มันผิดปกติมากครับ เราทําเอฟทีเอมาไม่รู้ว่ากี่ประเทศ ผิดไปทีถึง ๒๐๒ รายการนี่เรื่องใหญ่นะครับ ความน่าเชื่อถือของกระทรวงเอง ความน่าเชื่อถือของทีมผู้เจรจาเอง ความน่าเชื่อถือของ ฝ่ายการเมืองที่กํากับดูแลการเจรจานั้นมีผลกระทบนะครับ แล้วถ้าท่านไม่บอกความจริงว่า มันเกิดอะไรขึ้น แล้วบอกว่ามันเกิดความผิดพลาด ไม่บอกว่าจากใคร แล้วท่านไม่บอกว่า ท่านแก้ปัญหาความผิดพลาดนี้จะไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร ท่านคิดว่าเป็นธรรมสําหรับ สมาชิกหรือครับที่จะรับฟังแค่นี้ ว่าผิดพลาดแล้วผมขอเข้ามาใหม่ ๒๐๒ รายการครับ ผมคิดว่ารัฐมนตรีเองต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ครับ และต้องให้หลักประกันกับ สภาแห่งนี้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าเราเข้าใจว่ามันเกิดปัญหาจากอะไร แล้วแก้ไปแล้ว ก็จะไม่มี โอกาสเกิดขึ้นอีก หลักประกันนี้สําคัญครับ ความน่าเชื่อถือของรัฐมนตรีสําคัญครับ ท่านกรุณาตอบเรื่องนี้ด้วยครับ ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริงครับ ท่านไม่ต้องกลัว ใครทําผิด ท่านก็บอกมา ผมไม่ต้องการเอาเขาไปเข้าคุกหรืออะไรครับ แต่ต้องการเรียนรู้จากความผิด ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และไม่ต้องการให้มีการผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอความจริงนะครับ ขอความจริง อย่าหลีกเลี่ยงครับ ความผิดมันเกิดขึ้นแล้วครับ
ประการที่ ๓ ที่ผมติงไว้แล้วก็ไม่ได้ตอบ ณ วันนี้เรามาถึงวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ผมก็ถามว่าข้อมูลที่มีการศึกษาข้อได้ประโยชน์และข้อเสียประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น อยู่ที่ไหนครับท่านประธาน ต้องมอบให้สมาชิกพิจารณาด้วย วันนี้อยู่วรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งหมายความว่าท่านประธานเองก็ต้องร่วมรับผิดชอบว่า ถ้าวันนี้ให้เราเห็นชอบกับความตกลง ฉบับนี้ โดยที่กระบวนการตามมาตรา ๑๙๐ ยังไม่ปฏิบัติตามสมบูรณ์ รับผิดชอบอย่างไรครับ สภาแห่งนี้ทําถูกต้องไหมครับ ทําผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่าครับ คําถามมีอยู่ง่าย ๆ ตามวรรคสี่ ก็คือว่ามีการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดหนังสือสัญญาแล้วหรือยัง ผมเชื่อว่ายังนะครับ สมาชิกรัฐสภาเพิ่งเห็นวันนี้ครับ ข้อที่ ๒ ก็คือว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน กับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม รู้หรือยังว่าเป็นใครครับ รัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงเลย นะครับว่าใครกระทบบ้าง แล้วจะเยียวยาเขาอย่างไร หรือมีโครงการในการปรับโครงสร้าง ของอุตสาหกรรมนั้น ๆ อย่างไร ยังไม่มี แล้วให้เราอนุมัติเห็นชอบถูกต้องแล้วหรือครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ นี้เป็นความรับผิดชอบนะครับ ส่วนของท่านประธานก็คือ นําวาระเข้ามาทั้ง ๆ ที่กระบวนการยังไม่ครบถ้วน ท่านประธานก็รับผิดชอบ ส่วนของพวกเรา ถ้าเราเห็นชอบไปทั้ง ๆ ที่กระบวนการยังไม่สุดซอย ยังไม่ครบถ้วน เราก็รับผิดชอบว่าเรา ทําผิดรัฐธรรมนูญ แต่รัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน ไม่ได้ชี้แจงเลยครับ ที่ผมถามไปว่าศึกษาเสร็จแล้ว ใช่ไหม ผลการศึกษาเป็นอย่างไร มีโครงการอะไรรับรอง ท่านก็จะบอกว่ามีกองทุนเยียวยา แต่กองทุนนั้นท่านประธานครับ มันตั้งมาตั้งนานแล้วครับ เป็นกองทุนที่ว่าใครเดือดร้อน วิ่งมาหา ไม่ใช่เป็นผลมาจากการศึกษาตามมาตรา ๑๙๐ ครับ ท่านตอบให้ดีนะครับ กองทุน ที่มีอยู่ไม่ใช่เป็นผลมาจากการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ เป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง เท่านั้นครับ แต่วรรคสี่บอกว่าก่อนที่ท่านจะไปผูกพัน ท่านต้องรู้ ท่านต้องมีโครงการ มาเยียวยา ต้องจัดสรรงบประมาณให้ ตรงนี้ครับ เราไม่ครบถ้วนครับ และรัฐมนตรีควร จะต้องตอบครับ เพราะไม่เช่นนั้นสมาชิกรัฐสภาจะลงคะแนนเสียงให้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ปฏิบัติ ครบถ้วนตามมาตรา ๑๙๐ ใครรับผิดชอบครับ ขอบคุณครับ
ท่านจุฤทธิ์เอาหน่อย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเรียน ยืนยันถามกับท่านรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งครับ อยากให้รัฐบาลเป็นฝ่ายรับรองว่ารายงานที่ว่า จะมาลงนามข้อตกลงนี้รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดว่ารายงานครั้งนี้จะไม่มี ความผิดพลาดอีก ผมยกตัวอย่างอันหนึ่งครับ ในเล่มที่ ๓ ในส่วนของตารางการค้าสินค้า ของไทยกับอากรศุลกากรสําหรับสินค้าที่นําเข้า ที่ได้ถิ่นกําเนิดในชิลี เรียกว่าเกิดในชิลี เอามาขายในไทย ท่านประธานครับ เช่น ในประเภทที่ ๑๒๐๗ ครับ ประเภทย่อย ๑๒๐๗.๙๑.๐๐ สินค้าอะไรครับ เมล็ดฝิ่น ท่านรัฐมนตรีดูสิครับ เมล็ดฝิ่นครับ อัตราฐาน ตามราคาร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๓๐ ตามสภาพ หน่วยละบาท-หมวดหมู่เอ็นที (NT) ๐ อันนี้คืออะไรครับ ก่อนที่ผมจะรับรองว่ารายงานในหมวดความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ไทย-ชิลี ถ้ามีการค้าขายเมล็ดฝิ่นนี่ รัฐมนตรีต้องรับรองก่อน หรือตอบผมว่าคืออะไร กระทั่ง คําถามของผมแต่ต้นว่า ๒๐๒ รายการ ท่านรัฐมนตรีมีเอกสารแยกย่อยให้เราได้ไหมว่า ๒๐๒ รายการที่ทําผิดไปคืออะไร ท่านแก้ไขใหม่แล้วถูกต้องคืออะไร รายการเมล็ดฝิ่นนี้ เป็นการค้าขายปกติใช่ไหม ระหว่างชิลีกับไทย ไทยนําเข้าเมล็ดฝิ่นจากชิลีใช่ไหม ชิลีส่ง จําหน่ายเมล็ดฝิ่นมายังประเทศไทยใช่ไหม อันนี้เป็นคําถามด้วยความสุจริตใจครับ ก่อนที่ พวกผมจะลงมติรับรองนี้สภาไทยก็มีข้อสงสัยครับ วันนี้สภาไทยกําลังรับรองว่าเรารับ เมล็ดฝิ่นจากชิลีเข้ามาจําหน่ายได้แล้วหรืออย่างไร หรือนํามาเพื่อผลิตยาหรืออย่างไร ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบ รัฐบาลช่วยตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วย ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างที่ ผมเรียนในตอนต้นครับว่า จริง ๆ แล้วเนื้อหาสาระที่เป็นหลักสําคัญ ๆ หลายประเด็นผมก็ได้ นําเรียนต่อที่ประชุมผ่านท่านประธานรัฐสภาไปแล้ว แล้วผมก็แน่ใจว่าเพื่อนสมาชิก จํานวนมากในที่ประชุมนี้ก็มีความเข้าอกเข้าใจ ส่วนใหญ่ลุกขึ้นอภิปรายในทํานองเห็นด้วย กับความตกลงนี้ด้วยซ้ําไป อย่างไรก็ตามนะครับ มีบางประเด็นที่อยากจะอธิบายความ ให้ชัดเจนว่าหนังสือที่ทางชิลีส่งมาเป็นภาษาสเปนนี้ก็ส่งมาในเดือนสิงหาคมนะครับ ซึ่งก็ได้มีการนําเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเดือนกันยายนจนนํามาสู่ การเข้าที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้นะครับ ส่วนเรื่องการยึดเอาภาษาใดเป็นหลัก ผมก็เรียนว่า จริง ๆ เรื่องแบบนี้มันจะถูกหยิบยกเอามาใช้หรือเอามาตัดสินก็ต่อเมื่อเกิดกรณีข้อพิพาท แล้วมันก็ชัดว่าถ้าเกิดกรณีข้อพิพาท มันไม่มีการใช้ภาษาอื่นนะครับ นอกจากการใช้ ภาษาอังกฤษ เป็นแต่เพียงว่าที่มีเรื่องภาษาสเปนเข้ามาเพราะว่าทางการชิลีเขาแสดง ความประสงค์และยืนยันเช่นนั้นเท่านั้นเอง ส่วนที่ท่านบอกว่าท่านรู้จักคนในกรมสนธิสัญญา เป็นอย่างดี แล้วก็ฟันธงลงไปว่าคนในกรมสนธิสัญญาไม่มีใครเชี่ยวชาญภาษาสเปน อันนี้ เป็นคําพูดของท่านนะครับ ผมก็ไม่มีข้อมูลใด ๆ มาโต้แย้ง เพียงแต่ผมเชื่อว่าประเทศไทย ประเทศหนึ่งนี่ครับ หน่วยงานที่ทําหน้าที่ดูสนธิสัญญาระหว่างประเทศเขาต้องมีคนที่มี ความรู้มีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไม่ว่าจะผ่านภาษาใด ๆ ในโลก แต่ถ้าท่านมีความเชื่อเช่นนั้นผมก็ขออนุญาตน้อยใจแทนคนกรมสนธิสัญญา และผมก็ ยืนยันว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อผ่านความเห็นชอบมาแล้ว นี่ก็เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาสาระ เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ท่านแสดงความวิตกกังวล ก็นี่เป็นกระบวนการครับ และวันนี้ก็นําเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลของกระทรวงการคลัง แน่นอนเมื่อตรวจพบ กระทรวงการคลังก็แก้ไข แล้วผู้ที่รับผิดชอบกํากับดูแลก็เน้นย้ําครับ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด เหล่านี้อีก ผมแน่ในครับท่านประธานว่าทุกคําตอบ ทุกประเด็นที่ได้แจงน่าจะเพียงพอ ต่อการพิจารณาตัดสินใจของเพื่อนสมาชิกครับ
ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอตอบของท่าน ส.ส. จุฤทธิ์ต่อเนื่องนิดหนึ่งครับ กรณีที่ท่านถามเรื่องเมล็ดฝิ่นนะครับ มีจริงครับ เอามาใช้ทางการแพทย์ แล้วส่วนเรื่องความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมเองก็ขอกราบเรียน ตรงไปตรงมาว่าไม่ได้เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากสภาหรือว่าคณะรัฐมนตรีใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะจัดทําขึ้นมา แล้วทางกระทรวงการคลังตรวจพบ ก็แก้ไขให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความผิดเช่นนี้อีก แล้วถามว่าจะมีความผิดพลาดเช่นนี้ อีกหรือไม่ ตรงนี้ก็จะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดที่จะให้เกิดความรอบคอบกับทุกฝ่าย แล้วผมมั่นใจว่า ในอนาคตประเด็นปัญหาเช่นนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ ขอบคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู และนักเรียนจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา ๒ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ รอบ ๔๕๖ ท่าน ด้วยความยินดีนะครับ เชิญท่านเกียรติครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภานะครับ ทําความเข้าใจกับท่านรัฐมนตรี นิดหนึ่งครับ ท่านบอกว่าพอผมพูดว่าไม่มีคนที่มีความชํานาญภาษาสเปนแล้วต้องน้อยใจ ท่านไม่เข้าใจ เพราะประเทศไทยไม่เคยทําข้อตกลงเป็นภาษาอื่นนอกจากภาษอังกฤษ กับภาษาไทยครับ มันเป็นเรื่องปกติไม่ต้องน้อยใจครับ ท่านทราบไหมครับเวลาเราส่งคนไป นําทีมไปร่วมกับทางการ หาคนแปลสเปนยังยากเลย ต้องไปจ้างอาจารย์ข้างนอก ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่กระทรวงครับ เจ้าหน้าที่กระทรวงมีอยู่บางคน ผมรู้ชื่อหมดเลยครับ ไม่ต้องน้อยใจ ครับท่านรัฐมนตรี ทําความเข้าใจหน่อยว่าบทบาทของกรมสนธิสัญญามีหน้าที่ทําอะไร เพราะข้อตกลงเกือบทั้งหมดจนถึงวันนี้ไม่มีภาษาสเปน แค่นั้นครับข้อเป็นห่วง
ประการสุดท้าย เรื่องความไม่สอดคล้องสมบูรณ์แบบตามมาตรา ๑๙๐ ไม่ตอบนะครับ เรื่องนี้ผมถามท่านประธานด้วยและรัฐมนตรีด้วย ว่าในเมื่อกระบวนการตาม มาตรา ๑๙๐ ยังไม่สมบูรณ์จะให้เราให้ความเห็นหรือครับท่านประธาน
ผมว่าจบแล้ว
ผมประท้วงท่านประธานครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ในเมื่อมีการอภิปรายและเป็นที่เข้าใจ พอสมควรแล้ว ท่านประธานต้องพิจารณาให้มีการลงมติ การที่สมาชิกท่านหนึ่งไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่เข้าใจก็ถามไปถามมา ไม่เข้าใจ ท่านประธานจะปล่อยให้ไม่เข้าใจอย่างนี้ตลอดไป หรือครับ ในเมื่อไม่เข้าใจก็เป็นสิทธิของเขา คุณไม่เข้าใจ คุณก็โหวตไม่เห็นด้วยก็ได้ ท่านประธานปล่อยให้ทําอย่างนี้ไม่จบครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรี คงจบแล้วละครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้เวลา เพียงครึ่งนาทีเท่านั้นเพื่อที่จะเรียนผ่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ว่า ที่ว่าน้อยใจ ไม่ใช่ผมน้อยใจท่านนะครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ผมน้อยใจท่าน ผมดีใจด้วยซ้ําไป ที่ท่านทําหน้าที่ แต่ผมเป็นห่วงกรมสนธิสัญญาและผมลุกขึ้นมาพูดปกป้องคนกรมสนธิสัญญา เพราะท่านบอกว่ากรมสนธิสัญญาไม่น่าจะมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะเข้าใจเนื้อหาสาระ ในภาษาสเปนในความตกลงนี้ได้ ผมไม่คิดเหมือนท่านและผมไม่มีทางเชื่ออย่างนั้น เพราะผม มั่นใจในศักยภาพของข้าราชการไทยเท่านั้นเองครับ
ผมว่าพอสมควรแล้ว กระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตสั้น ๆ เมื่อสักครู่ผมได้อภิปรายไปแล้ว แล้วท่านรัฐมนตรี ได้กรุณาตอบ ทีนี้ผมขออนุญาตท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีสั้น ๆ นิดเดียวครับ ไม่ทราบท่านมีเล่มนี้อยู่ในมือหรือเปล่าแค่นั้นเองครับ ผมอยากรบกวนท่านรัฐมนตรีช่วยดู ในประเภทที่ ๑๒.๑๑ ครับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก พอดีมันไม่มีหน้ากํากับไว้นะครับ มันอยู่ในประเภทที่ ๑๒.๑๑ มันมีอยู่ ๓ หัวข้อในรายละเอียด ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านสั้น ๆ นะครับ ๑๒.๑๑.๔๐ ต้นฝิ่นแห้ง ๑๒.๑๑.๙๐ กัญชาตัดบดหรือทําเป็นผง ๑๑.๙๐.๑๒ กัญชาลักษณะอื่น ๆ อันนี้มันอยู่ในเอกสารที่ได้นําเสนอให้รัฐสภาครับ ผมถึงอยากจะถามท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ผมอาจจะไม่แน่ใจ ท่านรัฐมนตรีอาจจะ ไม่ได้เห็นผ่านตา เพราะรายละเอียดมันเยอะมาก คราวนี้พอมันมีรายการอย่างนี้อยู่ในสิ่งที่เรา กําลังจะอนุมัติกันนี่ ผมกังวลว่าจะเอาอย่างนี้หรือครับ รัฐสภาจะอนุมัติทั้งกัญชา ทั้งฝิ่นแห้ง ทั้งบดอัดหรือเป็นผง ผมคิดว่าแบบนี้มันไม่น่าจะถูกต้องนะครับท่านประธาน ฝากไปทาง รัฐมนตรีสักนิดเอกสารนะครับ ตามที่ท่านกรุณาตอบผมเมื่อสักครู่ผมเห็นด้วยนะครับ ผมก็รับฟัง ผมก็ไม่ได้ค้านหรอก พอดีมาเปิดเห็นอันนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสําคัญที่ถ้าอนุมัติ ไปแล้วมันเปิดช่องนี้ไป ผมว่าแย่แล้วครับประเทศไทยอนุมัติในเรื่องข้อตกลงการทําการค้า ในเรื่องกัญชาแล้วก็ฝิ่นแห้งอย่างนี้ ผมคิดว่าอันนี้ฝากท่านประธานช่วยสอบถามท่านรัฐมนตรี นะครับ ผมยินดีครับฟังนะครับ แต่ว่าผมคิดว่ามันจะเดือดร้อนแล้วก็กระทบสมาชิกพวกเรา เพราะผมเชื่อไม่มีใครอ่านทั้งเล่มหรอกครับ แต่พอดีผมเปิด ผมก็เลยฝากท่านรัฐมนตรีช่วยดู ๑๒.๑๑ ครับ
ครอบคลุมประเด็นแล้วครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อย่างที่ผมได้เรียนท่านรัฐมนตรี ตอนต้นเมื่อสักครู่ แล้วท่านก็ยอมรับว่ามีรายการฝิ่นในข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างชิลีกับไทย จริง ๆ แล้วผมก็ให้เพื่อนสมาชิกอีกท่านได้พูดว่ามีทั้งกัญชาแห้ง อัดแท่ง และกัญชารูปแบบต่าง ๆ ประเด็นของผมก็คือว่าเราจะทําการค้าขายระหว่างชิลีกับไทย คือค้ากัญชา ค้าฝิ่นกันใช่หรือไม่ ท่านจะให้พวกผมลงรับเรื่องพวกนี้ใช่หรือไม่ ๒. ถ้าท่านบอกไม่ใช่ค้าขายเพื่อยาเสพติด ท่านรัฐมนตรีต้องมีความรอบรู้มากกว่านี้ เราเอาเข้ามาทําอะไรครับ ถ้าไม่ได้นํามา เพื่อลักษณะของการค้าขายยาเสพติด ต่อไปสุวรรณภูมิเอาฝิ่นจากชิลีเข้ามาไทยถูกต้อง ตามกฎหมาย จ่ายภาษีอัตรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า หรือว่าตอนนี้ในไทยปลูกไม่ได้ ไปปลูกที่ชิลีแล้วเอามาขายไทยแทนได้ อันนี้ท่านต้องตอบนะครับ มันเป็นเรื่องการทํา สงครามกับยาเสพติด ท่านครับ ท่านต้องตอบให้ชัดนะครับ ถ้าเอาเข้ามาทําอะไรท่านต้อง ตอบ ทําไมมีการเก็บอัตราภาษีที่ว่าอัตรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ให้เพื่อนสมาชิกสบายใจนะครับ ประเด็นที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ แล้วประเด็นต่อมา ก็คือว่าสินค้าบางชนิดที่มันมีปัญหากับกฎหมายประเทศไทยเรานี้ ภาคเอกชนก็ทําไม่ได้ อยู่แล้ว เพราะมีกฎหมายขัดกันอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นคนที่จะทําได้ก็เป็นภาครัฐ ซึ่งก็ต้องมี หน่วยงานที่รับผิดชอบที่เป็นราชการ แล้วทุกวันนี้ในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หลาย ๆ ประการก็มีส่วนผสมของสารเหล่านี้อยู่ ดังนั้นเรื่องที่จะเกิดขึ้นผมก็ขอยืนยันคําตอบตามเดิม ว่ามันสามารถดําเนินการได้โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ให้กระทบหรอกครับ
ขอมติเลยนะครับ ท่านวิทยาครับ เชิญครับ ระหว่างที่รอ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วในการ เจรจานี้ผมจะเรียนให้ทราบนิดหนึ่งว่า พิกัดรหัสสินค้าตามระบบเอชเอสโคดระบุว่า ฮาร์โมไนซ์ ซิสเทม (Harmonized System) ที่ใช้ทั่วโลกมีระดับพิกัดอยู่ตั้งแต่ ๐๑-๙๗ เพราะฉะนั้นการเจรจาระหว่างไทยกับชิลีนี้เจรจากว้าง ๆ คือเจรจาทุกอันครับ แต่ท่านจะนํา ยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยนี้นําเข้ามาไม่ได้ ผิดกฎหมายประเทศไทย เพราะฉะนั้น ท่านจะนําอะไรเข้ามามันต้องได้รับถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทยหรือเปล่า หรือถูกต้อง ตามกฎหมายของชิลีไหม แต่เวลาทํานี่มันจะทําเหมือนกันทั่วโลกเวลาเจรจานะครับ ฮาร์โมไนซ์ ซิสเทม ตั้งแต่ ๐๑- ๙๗ มันจะเขียนเหมือนกันหมดครับท่านประธาน อยู่ที่รายละเอียด อย่างที่ท่านบอกแล้วว่า การเจรจาระหว่างไทยกับชิลีนี้เราเจรจากรอบแบบกว้าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้คือสแตนดาร์ด (Standard) แต่ในรายละเอียดนั้นอยู่ที่ว่าไทยจะเจรจากันแบบไหน ไทยจะนําเข้าฝิ่นจากชิลี นําเข้าไม่ได้ครับ เพราะผิดกฎหมายประเทศไทย จะนํายาบ้าเข้ามาไหม ไม่ได้ครับ ผิดกฎหมาย ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับคือข้อสําคัญของการเจรจาตรงนี้
แล้วอีกอันหนึ่งบอกว่าในการขอกรอบเจรจา บอกว่าขอแค่ ๓ ภาษานะครับ คือภาษาอังกฤษ อันดับแรกภาษาอังกฤษ อันดับสองชิลีเขาบอกว่าภาษาอังกฤษคนชิลี อ่านไม่เข้าใจเพราะชิลีเคยเป็นเมืองขึ้นของสเปน เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าขอเป็นภาษาสเปน อีกภาษาหนึ่งได้ไหม ไทยก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นไทยก็ขอเป็นภาษาไทย แต่เวลามาขอกรอบ ให้รัฐสภาอนุมัติตามมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ว่าให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนต้องอ่านเข้าใจภาษาสเปน ไม่ใช่ครับ ชิลีก็คือเวลาเขาอ่าน อ่านภาษาสเปน ไทยเวลาอ่าน อ่านภาษาไทย แต่พอมี ๒ อัน ระหว่างชิลีกับไทย คุยกันแล้วคนละความหมายก็กลับไปอยู่ที่ต้นฉบับคือภาษาอังกฤษ เป็นหลักครับ อันนี้คือในข้อ ๑๖/๖ ความผูกพันของตัวบทครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญสมาชิกข้างนอกด้วย นะครับ เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ท่านที่มาถึงทีหลังใช้สิทธิ แสดงตนได้เลย
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ มีไหมครับ ไม่มี ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๐๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ เห็นด้วย หรือไม่ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยหรือยังครับ มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ มีไหมครับ ไม่มีนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๔๖๔ คน ไม่เห็นด้วย ๖ คน งดออกเสียง ๑๒ คน ไม่ลงคะแนน ๒ คน ถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ
ผมขออีกสัก ๑ เรื่องนะครับ คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าท่านประธานควรจะเลื่อนเรื่องนั้นไปก่อนแล้วก็ปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพราะว่า ท่านประธานได้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ ด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคําสั่งนัดประชุมวันพุธที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๐๐ ถึง ๒๑.๐๐ นาฬิกา ซึ่งตอนนี้ ท่านดูนาฬิกาสิครับว่าเวลามันได้ล่วงเลยมามากแล้ว แล้วก็เรายังมีเรื่องสําคัญของ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานทราบไหมครับว่าพี่น้องสาธารณสุขได้มารออยู่ตั้งแต่เช้า ตากแดดอยู่กลางแดดนะครับเพื่อที่จะรอกฎหมายที่มีความสําคัญต่อเขา แล้วก็มีความสําคัญ ต่อประเทศชาติด้วย ผมคิดว่าในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าการประชุมแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ท่านก็ยัง นัดประชุมหรือครับ รู้อยู่แล้วว่ามันต้องใช้เวลา จะเอาตั้ง ๒ ฉบับนี้ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ หรอกครับ ดีไม่ดีอาจจะถึง ๖ โมงหรือ ๑ ทุ่มด้วยซ้ํา ผมจึงคิดว่ามันสมควรแก่เวลาแล้วครับ ท่านประธานควรจะปิดประชุมรัฐสภานะครับ แล้วก็เปิดประชุม ท่านก็เป็นประธานทั้ง ๒ สภาอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่าจัดสรรเวลาให้มันเหมาะสมดีกว่าครับ
เชิญท่านประธานวิปรัฐบาล
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอสุกิจนะครับ ว่าหากมีการพิจารณาต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ ๒๒ ก็คงใช้เวลาไม่นาน ก็อยากจะกราบเรียนท่านให้ช่วยกันพิจารณาอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้น ก็จะต่อด้วยเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็จะประชุมเรื่อง พ.ร.บ. สาธารณสุขครับ ยินดี ที่จะให้ความร่วมมือในเรื่องของสาธารณสุขที่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะสาธารณสุข ได้มาร่วมกันวันนี้ที่จะรับฟัง ผมพร้อมนะครับ คิดว่าไม่น่าจะเกินสี่โมงเย็นจะพิจารณาได้ ดังนั้นก็อยากขอความร่วมมือจากท่านคุณหมอสุกิจครับ
ขออนุญาต นะครับ คงพอได้ ขออนุญาตตามนี้ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลนําเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปต่อที่ประชุมรัฐสภานะครับ พร้อมกันนั้นกระผมก็จะขอ อนุญาตนําเสนอหลักการ เหตุผล ความจําเป็น สําหรับการทําความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ ต่อที่ประชุมครับ
อย่างที่ทุกท่านทราบนะครับว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคยุโรปเขารวมตัวกัน เป็นสหภาพยุโรป แล้วก็ทําธุรกิจทําธุรกรรมการค้าการขายหรือว่าขับเคลื่อนกิจการด้าน ต่าง ๆ ของประเทศร่วมกันในนามของภูมิภาค อย่างไรก็ตามมีอยู่ ๔ ประเทศที่เขาไม่ได้ เข้าไปอยู่ในกรอบของอียู ตรงกันข้ามกลับรวมตัวกันขึ้นมาอีกกรอบหนึ่ง เรียกว่า สมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตา กลุ่มประเทศ ๔ ประเทศดังกล่าวคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศไอร์แลนด์ แล้วก็ประเทศลิกเตนสไตน์นะครับ ประเทศไทยเรามี การเจรจาเพื่อจะทําความตกลงเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศเอฟตานี้มาแล้ว ๒ รอบด้วยกัน นะครับ รอบแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๘ ที่จังหวัดภูเก็ต รอบ ๒ เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๙ ในขณะที่กระบวนการเจรจากําลังเดินหน้า เดือนกันยายน ๒๕๔๙ ปรากฏว่า มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากเกิดการรัฐประหารหลังจากนั้นการเจรจา ในกรอบความตกลงดังกล่าวก็มีอันต้องยุติไป อย่างไรก็ตามทางเอฟตาเองก็ได้มีการ ประสานงานกับทางการของไทยอยู่เป็นระยะเพื่อที่จะได้หยิบยกเอาการเจรจาในกรอบ ความตกลงนี้ขึ้นมาเพื่อเดินหน้ากันต่อไป เรามีความจําเป็นที่จะต้องมีการเจรจาแล้วก็ ทําความตกลงกับกลุ่มประเทศเอฟตาครับท่านประธาน เพราะว่าขณะนี้ในภูมิภาคอาเซียน มีแล้วอย่างน้อย ๓ ประเทศที่บรรลุความตกลง แล้วก็อยู่ในกรอบความตกลงดังกล่าวกับเอฟตา ก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ประเทศมาเลเซีย ส่วนประเทศเวียดนาม ก็เดินหน้าไปพอสมควร อยู่ระหว่างการจัดทําความตกลงการค้าเสรีกับเอฟตาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากประเทศไทยไม่เดินหน้าหรือว่าไม่พยายามผลักดันให้บรรลุข้อตกลง ดังกล่าว ก็อาจจะส่งผลกระทบกับภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจของไทยในการที่จะขาด ความสามารถหรือว่าขาดศักยภาพในการแข่งขัน ไม่ว่ากับนานาประเทศที่อยู่ไกล ๆ ออกไป หรือแม้กระทั่งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ตาม การทําเอฟทีเอกับเอฟตานะครับจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนของเอฟตาในภูมิภาคอาเซียน เอฟตากลุ่มนี้เป็นผู้ลงทุนรายสําคัญอันดับ ๔ ของโลกนะครับ อย่างที่ท่านประธานทราบว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้มีความเข้มแข็งในกิจการ เช่น การเงินการธนาคาร กิจการด้านโทรคมนาคม แล้วก็อีกหลายประเภทกิจการด้วยกัน มูลค่าการลงทุนของกลุ่มประเทศ ๔ ประเทศนี้ประมาณ ๑.๒ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ เป็นผู้ลงทุนในประเทศไทยสูงเป็นลําดับที่ ๖ ที่ตัวเลขมูลค่าประมาณ ๒,๙๓๖ ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้การทําเอฟทีเอกับเอฟตาก็จะขจัดความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขในโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี (GSP) ของสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ ประเทศนอร์เวย์ซึ่งให้สิทธิโดยการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรให้กับสินค้าบางรายการ ในปี ๒๕๕๕ สินค้าไทยใช้สิทธิจีเอสพีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ประมาณร้อยละ ๔๓ แล้วก็ของนอเวย์ประมาณร้อยละ ๔๑ สินค้าที่ใช้สิทธิจีเอสพีสูงก็ได้แก่หน้าปัดนาฬิกา ปลาทูน่ากระป๋อง ตัวเรือนนาฬิกา เพชร พลอย แล้วก็ส่วนประกอบ แล้วก็นอกจากนี้ก็ยังมี ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพดหวาน อาหารปรุงแต่ง แล้วก็เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น การพิจารณา เอฟทีเอกับเอฟตานะครับ กระทรวงพาณิชย์ได้ศึกษาถึงประโยชน์ แล้วก็ผลกระทบ ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาว่าไทยและสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตามีการพึ่งพิง ทางการค้าซึ่งกันและกัน ดังนั้นการเปิดเสรีก็จะทําให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาศักยภาพ ในการแข่งขันจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากมูลค่าเพิ่มนะครับ ซึ่งจะทําให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีการขยายตัวของรายได้ประชาชาติและเพิ่มสวัสดิการ ของประเทศ ในส่วนของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเราก็ตระหนักนะครับ แล้วก็เล็งเห็นว่า อาจจะทําให้รายได้ของรัฐที่มาจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนน้อยลง อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าจะสามารถชดเชยจากการขยายฐานภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาได้ ในระยะสั้นประเทศไทยอาจจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น แต่ว่าในระยะยาวผลผลิต มวลรวมของประเทศไทยจะขยายตัวสูง ทําให้กลับมาเกินดุลการค้าสําหรับสินค้าที่อาจจะ ได้รับผลกระทบ ได้แก่สินค้าประมงแล้วก็ผลิตภัณฑ์ยา ส่วนภาคของบริการที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ โทรคมนาคมและการสื่อสาร บริการด้าน การเงินและการธนาคาร บริการประกันภัยและการขนส่ง เป็นต้น ในเรื่องของการจัดรับฟัง ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนะครับ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภาคธุรกิจภาคประชาสังคม นักวิชาการ เกษตรกรตลอดจนประชาชนโดยทั่วไปครับท่านประธาน ก็ได้มีการจัดกิจกรรม รับฟังความเห็นดังกล่าว พร้อมกับเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม สําหรับการเจรจาและผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของการจัดสัมมนา เวทีสาธารณะทั่วทุกภาคของประเทศ และการจัดรับฟังความคิดเห็นเป็นรายกลุ่มสินค้า และบริการ ๖ กลุ่ม ได้แก่กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ชิ้นส่วน ยานยนต์และเหล็ก กลุ่มสินค้าแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม อัญมณี เครื่องประดับ รองเท้า และเครื่องหนัง กลุ่มสินค้ายา กลุ่มสินค้าบริการ สาขาการเงินการธนาคาร ท่องเที่ยว โรงแรม และแอนิเมชัน (Animation) กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองพันธุ์พืช และกลุ่มสินค้าประมงแล้วก็ประมงแปรรูป เป็นต้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบันมีการจัดสัมมนาดังกล่าวไปแล้วจํานวนทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง ทั่วประเทศ มีผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า ๑,๕๐๐ คนครับ ภาพรวม ก็สรุปความเห็นได้ว่า การที่จะไม่เจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศเอฟตาดังกล่าวอาจทําให้ไทย เสียเปรียบคู่แข่งขันทางการค้าในตลาดสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป แต่ต้องเจรจา อย่างระมัดระวังเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและให้มีการรองรับอย่างรอบด้านเพื่อให้มี การเจรจาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเป็นระบบ และมีข้อกังวลต่อการที่จะมีข้อผูกพันที่จะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมาตรการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาของประชาชน กระทบต่อภาคสินค้าประมง โดยเฉพาะประมงพื้นบ้าน การเปิดเสรีภาคบริการในสาขา โทรคมนาคมและการสื่อสาร บริการด้านการเงินและการธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง เป็นต้น เรื่องอนุญาโตตุลาการก็ไม่ควรครอบคลุมถึงการลงทุนในเรื่องนโยบายสาธารณะ ความมั่นคง ซึ่งข้อคิดเห็นและข้อสรุปทั้งหลายเหล่านี้กระทรวงพาณิชย์ก็ยินดีครับ ที่ทุกภาคส่วน ได้ให้ความร่วมมือ ให้ความสําคัญแล้ว ก็สะท้อนข้อเท็จจริงออกมา ซึ่งก็จะได้กําชับ คณะเจรจาของไทยให้ความสําคัญกับข้อกังวล ข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อสังเกตดังกล่าวจาก ทุกภาคส่วนในขณะปฏิบัติหน้าที่นะครับ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคมปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดรับฟัง ความเห็นต่อร่างกรอบการเจรจานะครับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นว่าการเจรจาความตกลงการค้า เสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตาควรใช้แนวทางเดียวกับการเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปหรืออียู เนื่องจากสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป และสหภาพยุโรปมีความใกล้ชิดกันทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุนและบุคลากรระหว่างกันอย่างเสรี รวมทั้งมีกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับ การค้าใกล้เคียงกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ได้นําผลการศึกษา นําเอาข้อเสนอ ข้อคิดเห็น ดังกล่าวนี้มาประมวลในการจัดทําร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับเอฟตาในครั้งนี้ สาระสําคัญสําหรับร่างกรอบเจรจาดังกล่าว ท่านประธานครับ ประกอบด้วย ๑๗ ประเด็น คือเรื่องการค้าสินค้า พิธีการศุลกากรและการอํานวยความสะดวกทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการปกป้องด้านดุลการชําระเงิน มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและอื่น ๆ รวม ๑๗ รายการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนยืนยันว่าการยกร่างกรอบการเจรจามีความจําเป็นที่จะต้องยกร่างโดยไม่กําหนด เงื่อนไขล่วงหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้คณะผู้เจรจามีความยืดหยุ่น แล้วก็มีพื้นที่ในกรอบการเจรจา ที่จะสามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับภาครัฐและเอกชนของประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่าการเจรจาเอฟทีเอ ทุกฉบับ แน่นอนครับ ย่อมจะมีทั้งส่วนที่ได้รับประโยชน์แล้วก็ส่วนที่อาจจะเกิดผลกระทบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น รัฐบาลก็ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ จึงกําชับ ให้คณะเจรจาให้ความสําคัญกับประเด็นข้อคิดเห็นเหล่านี้ในการดําเนินการเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องปกติเป็นแนวปฏิบัติของทุกรัฐบาลอยู่แล้วนะครับ เมื่อมีการตั้งคณะเจรจาก็จะต้อง เอาข้อกังวล ข้อห่วงใยของส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กําชับให้คณะผู้เจรจาปฏิบัติหน้าที่ โดยรอบคอบรัดกุมที่สุดนะครับ พร้อมทั้งคํานึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในกรอบการเจรจา เป็นสําคัญด้วย ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม จึงขอกราบเรียนที่ประชุมรัฐสภาได้โปรด พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปดังกล่าว กราบขอบคุณครับ
ขออาจารย์เจริญ ภักดีวานิช และตามด้วยท่านอลงกรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาการเปิดเสรีการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรี ยุโรป ตอนแรกก็กังวลนะครับ แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ประเด็นที่ กระผมกราบเรียนท่านประธานนั้นเผื่อท่านรัฐมนตรีได้นําข้อสังเกตไปประกอบความกังวล ก็จะหายไป ประการแรก เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าการเจรจานั้นอย่างระมัดระวัง พยายาม ที่ให้ผลกระทบนั้นให้ลดน้อยที่สุด นี่ก็เป็นประเด็นสําคัญนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ ท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียนต่อรัฐสภาว่าเรามีความจําเป็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง ซึ่งกระผมขออนุญาต ท่านประธานทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธาน
ประการแรก ก็คือเพื่อดึงดูดการลงทุนจากการใช้ประโยชน์ครั้งนี้ท่านรัฐมนตรี บอกว่าการลงทุนของกลุ่มเจรจาที่เราจะเจรจานี้ลงทุนอันดับ ๖ มีมูลค่า ๒,๙๓๖ ล้านเหรียญ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้ากรอบเจรจาได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็นําไปสู่ การที่นักลงทุนเหล่านี้ทั้ง ๓-๔ ประเทศได้มาลงทุนเพิ่มมากขึ้น
ประการที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีบอกว่ารักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน และท่านก็ได้เรียนว่าขณะนี้ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ได้เจรจาไปแล้ว ถ้าเผื่อเราไม่เจรจาหรือเราไม่ร่างกรอบเจรจาก็นําไปสู่การที่เราแข่งขันกับ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ไม่ได้
ประการที่ ๓ ก็คือลดความเสี่ยงของการตัดสิทธิจีเอสพีนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๔ เราใช้สิทธิจีเอสพีประมาณ ๒.๙๗ แสนล้านบาทนะครับ ซึ่งเป็นจํานวนมาก แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานตามไปดูมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบเจรจา ท่านรัฐมนตรีครับ ครม. มีความเป็นห่วงอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือ ครม. เป็นห่วงการมีข้อผูกพันทางทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจ ก่อให้เกิดการผูกขาดทางเกษตรอย่างครบวงจร ซึ่งกระผมจะขยายความในโอกาสต่อไป นะครับ นี่เป็นประเด็นแรกว่าทําอย่างไรจึงจะไม่ให้เกษตรกรของเราเดือดร้อน วันที่ ๑๖-๒๐ กันยายนที่ประชุมที่เชียงใหม่ กลุ่มเกษตรกรก็ได้ยื่นหนังสือได้เรียกร้องต่อคณะเจรจานะครับ ซึ่งกระผมจะขยายความในโอกาสต่อไป
เรื่องที่ ๒ ก็คืออุปสรรคต่อการใช้มาตรการสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยา ที่จําเป็นของประชาชน ในการประชุมการเจรจาที่เชียงใหม่เมื่อเดือนที่แล้วเหมือนกันครับ ท่านประธาน สิ่งที่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ติดเชื้อเอดส์ก็ดี เอชไอวี (HIV) ก็ดี จะเกรงว่า การเจรจาครั้งนี้นําไปสู่การเข้าถึงยาค่อนข้างลําบาก เดี๋ยวผมจะขยายความให้ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๓ การเปิดเสรีการค้าเรื่องแอลกอฮอล์และบุหรี่ อาจส่งเสริมให้มี การบริโภคมากขึ้น
ทั้ง ๓ เรื่องผมอยากกราบเรียนท่านประธานถามท่านรัฐมนตรีครับ มาตรการ ที่ชัดเจนที่รัฐบาลได้ทําจากความห่วงใยได้มีมาตรการอะไรบ้างแล้ว ถ้าเผื่อมาตรการที่มี ทั้ง ๓ เรื่องได้ตอบต่อสภาก็นําไปสู่การที่เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหายข้อกังวล ท่านประธานถ้าจะจําได้วันที่ ๑๘ กันยายนเดือนที่แล้ว มีคน ๒,๐๐๐ คนเดินยื่นข้อเรียกร้อง ที่จังหวัดเชียงใหม่ กระผมขอขยายความทั้ง ๓ เรื่องสั้น ๆ ในเวลาที่จํากัดครับท่านประธาน
ประการแรก เครือข่ายด้านเกษตรกร เห็นว่าข้อตกลงการค้าเสรีครั้งนี้จะมี การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ มีการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพ คือบังคับให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ทุกครั้งที่มีการเพาะปลูก ก็ไม่ทราบว่าขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้างแล้วในการที่จะสร้าง ความมั่นใจให้กับเกษตรกร เพราะถ้าต้องซื้อทุกครั้งก็ทําให้เกษตรกรเดือดร้อน เขากังวลกันว่า ถ้าเผื่อว่าเรามีมาตรการไม่ดีจะเป็นการขยายอํานาจการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ อันนี้ ผมคิดว่าทางรัฐมนตรีก็มีข้อมูลบางส่วนแล้ว
ประเด็นที่ ๒ ก็คือมูลนิธิชีววิถีเครือข่ายด้านเกษตรได้ร่วมมือกันพัฒนา ด้านพันธุกรรม คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ขยายพันธุ์แลกเปลี่ยนกัน เขาเกรงว่าสิ่งที่เขาคิดนั้น เมื่อสิทธิบัตรถูกบังคับใช้หรือขยายเวลาการบังคับใช้นําไปสู่เมล็ดพันธุ์ที่เขาคัดเลือกกันเองนั้น ไม่สามารถจะนํามาใช้ได้ ก็ขอกราบเรียนท่านรัฐมนตรีเผื่อท่านจะมีข้อมูลหรือได้เตรียมการ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) และบุหรี่ ผมเข้าใจว่านโยบายของเราเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ ว่าด้วยนโยบายยุทธศาสตร์ แอลกอฮอล์ระดับชาติของสภาสุขภาพแห่งชาติ มาตรการนั้นเป็นมาตรการที่หลายคนชื่นชม นะครับ เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นการค้าเสรีขึ้นมาก็จะเกรงว่าประชาชน เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ครม. ก็เป็นห่วงกลัวว่าประชาชนจะบริโภคมากขึ้น มาตรการของเราจะอ่อนแอลง
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ท่านรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าขณะนี้ระหว่าง ๔ ประเทศที่ว่ากับอียู คนค่อนข้างกังวลเยอะใน ๓-๔ เรื่องที่ผม กราบเรียน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าทางรัฐบาลเอง ท่านรัฐมนตรีเองได้มีมาตรการช่วยเหลือ คนจน ผู้ป่วยเรื้อรัง ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ยาบางตัว อย่างเช่นมะเร็งเต้านม ยาต้นตําหรับเม็ดละ ๒๓๐ บาท แต่ตัวยาสามัญ ๖ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นยาแต่ละปี ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เราต้องเสียไป ถ้ามาตรการนี้เราขยาย เดิมสิทธิบัตร ให้ ๒๐ ปี กลุ่มประเทศเหล่านี้พยายามเจรจาขอขยายเป็น ๒๕ ปี เพราฉะนั้นในช่วง ๕ ปี ตรงนี้ถ้าเราไปยอม ผมเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของประชาชน เพราะฉะนั้นกระผมขอ กราบเรียนว่าสิ่งที่หนักมากในความรู้สึกของประชาชนก็คือเรื่องการเข้าถึงยาของคนยากจน เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีมาตรการที่ค่อนข้างชัดเจน ผมเข้าใจว่าเมื่อชั่งน้ําหนักผลได้ผลเสียแล้ว ผลได้ค่อนข้างจะดีกว่าผลเสีย แต่ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าใจ
ประการที่ ๒ รัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้างแล้วในขณะนี้ที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรในสิ่งที่เขากังวลเรื่องเมล็ดพันธุ์ ถ้ามีมาตรการผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ต่อสภาก็นําไปสู่ต่อพี่น้องประชาชนที่กังวลก็จะได้หายกังวลครับ สภาแห่งนี้เป็นตัวแทนของ ประชาชน เพราะฉะนั้นเราเคยทําความตกลงเสรีการค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะกับ ประเทศจีนครั้งแรก ๆ เรามีการช่วยเหลือที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ไร่ลําไยให้ต่อไร่ต่อปี ๑,๐๐๐ กว่าบาทก็ทํา แต่หลังจากนั้นเราแก้ปัญหาช่วยเกษตรกรโดยให้ผ่านทางกองทุน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกรัฐสภาบางคนก็ได้กราบเรียนท่านประธานครับ กองทุนเหล่านี้เพียงให้ ความรู้ ให้อบรมเพิ่มมูลค่าซึ่งไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้โดยตรง เพราะฉะนั้นใน ๒ เรื่อง ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบต่อสภาว่ามาตรการ ช่วยเหลือคนจนในการเข้าถึงยา ไม่ว่ายามะเร็งก็ดี หรือยาที่เกิดจากสิทธิบัตร ถ้าเผื่อเขา เจรจา เขาขอขยาย รัฐบาลมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ประการที่ ๒ ก็คือมาตรการที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรขณะนี้มีมาตรการอะไรที่รองรับ กราบขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านอลงกรณ์ครับ แล้วตามด้วยท่านสุชาติครับ
ท่านประธาน กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปราย ร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ซึ่งขอเรียกสั้น ๆ ว่าเอฟทีเอ ไทย-เอฟตา การขออนุมัติจากรัฐสภาในเบื้องต้นเพื่อที่จะไปเริ่ม ดําเนินการในการเจรจาเอฟทีเอดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนที่สําคัญที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ แสดงความคิดเห็น ทั้งในเชิงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือว่าเห็นด้วยด้วยความห่วงใย ประเด็นที่ กระผมจะมีคําถามอยู่ ๓ ประเด็น ถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่า
ข้อ ๑ ท่านได้กําหนดกรอบเวลาของการเจรจาว่าจะสิ้นสุดยุติลงเมื่อใด ก่อนที่จะกลับมาสู่การขอความเห็นชอบของรัฐสภาและนําไปสู่การลงนาม
ข้อ ๒ ก็คือว่ารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับต่อ ๑๗ ประเด็นที่จะมีการ เจรจาทั้งผลกระทบระยะสั้น ระยะยาวมากน้อยเพียงใด ผมต้องเรียนท่านประธานว่า การเจรจาการค้า แน่นอนไม่ใช่เรื่องซีโรซัมเกม(Zero-Sum game) มันต้องมีได้มีเสีย เราจะคิดแต่ได้ฝ่ายเดียวก็เป็นไปไม่ได้ หรือเราจะเสียกระทั่งหมดก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การเจรจาในเรื่องของความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับเอฟตานั้นจึงมีที่มาที่ไป ความจริง เรียนท่านประธานนะครับว่าการทํารายงานเอกสารประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะที่ส่งมา จากคณะรัฐมนตรีก็ดีนั้น ควรจะให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน อย่าคิดแต่ว่าเป็นเรื่องของ รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด ไม่อย่างนั้นสมาชิกรัฐสภาจะไม่มีข้อมูลทั้งหมดที่จะพิจารณาว่าถึงเวลา หรือยัง คําว่า ถึงเวลาหรือยัง นี่สําคัญมากสําหรับการที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะดําเนินการ ทําเอฟทีเอกับประเทศอื่น หรือว่าในลักษณะกลุ่มประเทศ คําถามว่าถึงเวลาหรือยัง สําคัญมากครับ ถ้าหากว่าบางครั้งขาดการศึกษาอย่างรอบคอบ แล้วก็เห็นเป็นแฟชั่น (Fashion) กลัวตกรถไฟ ขึ้นขบวนไม่ทัน กระโดดตามแห่เขาไป ในขณะที่ความพร้อมยังไม่มี และยังไม่รู้ว่าโพซิชันของประเทศควรอยู่ที่ตรงไหน ทางสามแพร่งอย่างนี้ครับ เป็นบทพิสูจน์ ว่าการตัดสินใจแต่ละรัฐบาลเป็นเวลาที่เหมาะสมด้วยคําถามว่าถึงเวลาหรือยัง ความจริง ถ้าพูดโดยรวมแล้วเอฟทีเอเป็นเครื่องมือสําคัญในการขยายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่า มีความสําคัญ มูลค่ามากกว่าจีดีพีของประเทศเสียอีก เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นประเทศการค้า พาณิชย์ เราจึงเป็นเทรดดิ้ง เนชัน (Trading Nation) Position แต่เราเลือกที่จะทําเอฟทีเอ กับหลายกลุ่มประเทศ และในบางจังหวะเวลาเราก็ไม่ทํา ซึ่งตรงนี้รัฐบาลจะต้องเข้าใจจังหวะ ของการทําธุรกิจของประเทศ จังหวะของการทําความตกลงของประเทศ ผมไม่แน่ใจว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้พบกับตัวแทนของกลุ่มประเทศเอฟตา ซึ่งมี ๔ ประเทศครับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งอยู่ติดกันเล็กมาก กับไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นเกาะ แล้วก็อยู่ขอบยุโรปก็คือประเทศนอร์เวย์ ท่านเข้าใจหรือไม่ตอนที่พบ โดยไม่ใช่เป็นการพบ เป็นการเยือนเป็นทางการ แต่พบในระหว่างการประชุมหนึ่งและได้ตกปากรับคํา ผมเรียน ท่านประธานด้วยความห่วงใยครับ และต้องการความชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้ เพราะมันมีที่มา ที่ไปครับ เอาว่าในรายงานที่ส่งเข้ามาเป็นเอกสารประกอบการนี้ ท่านไม่มีผลการรายงานวิจัย ของบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งกรมเจรจาการค้ากระทรวงพาณิชย์ ที่เรากํากับดูแลในสมัยรัฐบาลที่แล้วนี้ได้ว่าจ้างทําการวิจัยถึงผลเสีย ผลกระทบ ข้อดี ข้อเสีย เพราะคราวนี้เรากําลังจะเจรจากับกลุ่มประเทศที่ได้เรียกว่าตัวเล็กหมัดใหญ่ครับ ท่านไม่ แปลกใจหรือครับว่าทําไมปี ๒๕๕๒ นี้ คณะกรรมการนโยบายการค้าระหว่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ กนศ. ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้มีมติให้ชะลอการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับเอฟตาเป็นการชั่วคราว ท่านไม่แปลกใจ หรือครับว่าทําไมหลังจากนั้นในต้นปี ๒๕๕๔ เราจึงได้เริ่มต้นให้มีการสัมมนารับฟัง ความคิดเห็นเป็นขั้นตอนเตรียมพร้อมสําหรับการดําเนินการในขั้นตอนมาตรา ๑๙๐ และได้มี การว่าจ้างบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด ได้ทําการศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งกระผม จะได้กล่าวต่อไป คําว่า ถึงเวลาหรือยังและจังหวะที่เหมาะสม นั้น เรียนท่านประธานผ่านไปว่า เมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นปีที่เรานึกไม่ถึงว่าเราจะเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกหลังจากที่เกิดต้มยํากุ้ง ไครซิส (Tom Yum kung Crisis) การเกิดวิกฤติต้มยํากุ้งในปี ๑๙๙๗ และต่อมาปี ๒๐๐๘ ก็คืออีกเพียงแค่ ๑๐ ปีเท่านั้นเองก็เกิดวิกฤติครั้งใหญ่จนกระทบต่อตลาดใหญ่ที่สุดของเรา ตลาดเก่าของเราก็คือตลาดสหรัฐแล้วก็ยุโรป เปลี่ยนรัฐบาลพอดีครับ เปลี่ยนม้ากลางน้ํา ในท่ามกลางกระแสของวิกฤติโลกที่รุนแรงมากทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ การเมืองในประเทศ ปี ๒๕๕๒ เราถึงต้องตัดสินใจว่าในยามที่เกิดวิกฤติรุนแรงในรอบหลาย ทศวรรษ ทุกประเทศกระทบเหมือนกันหมด และรายได้จีดีพี ของเราที่หล่อเลี้ยงประเทศนี้ ร่วม ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากรายได้จากการส่งออกและการนําเข้า เมื่อรายได้จากกิจกรรม ทางเศรษฐกิจธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรงอยู่ในภาวะหดตัวด้วยซ้ําไป มันก็ต้องปรับ ยุทธศาสตร์ทันที เพราะฉะนั้นในเรื่องเอฟทีเอเราจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครับ เปลี่ยน ยุทธศาสตร์มาสู่ใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นก็คือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าอาเซียนฮับ (ASEAN Hub) อาเซียนเซนทราลิตี้ (ASEAN Centrality) ก็คือกลับมายืนอยู่ในกลุ่มอาเซียนที่เราถือว่า อย่างน้อยอยู่ใกล้กันและเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๑ ของประเทศไทย เพราะวิกฤติมันรุนแรง มาก ก็มาอยู่ในส่วนของกลุ่มเพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทมากที่สุดก็คืออาเซียนอีก ๙ ประเทศ ๒. ก็คืออาเซียนบวกสาม(ASEAN +3) แล้วก็บวก ๖ (ASEAN +6) ก็มีประเทศจีน ประเทศ เกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย วนอยู่ตรงนี้ ครับ ปรับยุทธศาสตร์ประเทศในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และแน่นอนเอฟทีเอเป็น เครื่องมือก็จัดลําดับความสําคัญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ปี ๒๕๕๒ เหลือเวลาอีก ๖ ปีจะต้องถึง จุดเปลี่ยนทางแพร่งสําคัญคือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในกรอบของประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นความตกลงว่าด้วยการค้า ภาคบริการและการลงทุนที่โดยรวมเรียกว่าเออีซีนั้น มันเป็นเรื่องเร่งรัดที่ต้องทํา และนั่นคือสิ่งใกล้ตัวเหมือนชูชีพที่เราจะต้องพยุงไว้และจําเป็น จะต้องไปถึงฝั่งด้วยกันทั้ง ๑๐ ประเทศ ๒. ก็คือ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ๓. คือประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ท่านจะเห็นว่าความตกลง ของอาเซียนและกลุ่มประเทศเหล่านี้ รวมทั้งทวิภาคีระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้เป็นการ เร่งด่วนอันดับ ๑ เพราะฉะนั้นในท่ามกลางของการก้าวค่อย ๆ พ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๑ นั้น เพียงครึ่งปีเศษเท่านั้นเองครับ ในปี ๒๕๕๒ เราเริ่มเห็นแสงสว่าง เราเห็น ตัวเลขของการส่งออกที่เริ่มขยับตัว เห็นตัวเลขจีดีพี เริ่มเห็นการค้าขาย เริ่มเห็นล้อหมุน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๓ จึงเป็นปีที่เราถือว่าประสบความสําเร็จในการปรับยุทธศาสตร์ ดังกล่าว การส่งออกเติบโต ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ จีดีพีฟื้นกลับมาเป็นบวกอย่างน่าพอใจ ถือว่าเป็น ช่วงแข็งแกร่ง เงินสํารองระหว่างประเทศของเราก็มั่นคง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ตรงนั้นคือจุดที่ทําให้เราเริ่มกลับมาคิดถึงวงกว้างออกไป เพราะในปลายปี ต้นปี ๒๕๕๓ ผมเองได้ติดตามท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไป คุณเกียรติประธานคณะผู้แทนการค้าไทย ทีทีอาร์ (TTR)ของเราก็ไป ก็ไปร่วมประชุมดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ดาวอส เวิลด์อีคะนอมิก ฟอร์รัม(World Economic Forum) แต่ผมมีการประชุมแยกออกมาที่คู่ขนานกับดับบลิวอีเอฟ ก็คือการประชุมดับเบิลยูทีโอรอบไม่เป็นทางการ โดยผู้อํานวยการดับเบิลยูทีโอ ตอนนั้น ก็คือปาสกาล ลามี แล้วท่านประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นเป็นผู้หญิงนะครับ เขาจะโรเทท (Rotate) ไปในระหว่างรัฐที่อยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก็ได้มีโอกาสพบกัน และเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ได้เป็นทางการ ก็พูดกันถึงเรื่องเอฟตาก็เรียนท่านไปบอกว่าเรามี เรื่องของอียูแล้วเอฟตาก็น่าสนใจ แล้วระดับเอเชียแปซิฟิกก็มีทีพีพี เพราะฉะนั้นกําลังศึกษา กําลังศึกษาให้ความสนใจ แต่ถึงวันนี้เราก็มีการค้าขายมีอัตราเติบโตขอบคุณที่ให้จีเอสพี กับเรา จีเอสพีนี้เราได้ฝ่ายเดียวเลยนะครับ เราได้ฝ่ายเดียวไม่ต้องแลก ถ้าเอฟทีเอมันต้อง ต่างคน หมูไปไก่มา แต่ว่าจีเอสพีเราได้จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เราได้จากประเทศ นอร์เวย์ เราได้ฝ่ายเดียว เขาให้ภาษีเรา ยกตัวอย่าง เขาให้เรา ๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาจะส่ง เข้ามาเรายังเก็บเขาได้ ๕เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลที่แล้วสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับเข้ามาสู่การเติบโตอย่างมั่นคง ท่านอภิสิทธิ์ก็ให้นโยบายโดยกรรมการ กนศ. โดยอนุกรรมการนี้ครับ เห็นชอบให้เริ่มต้น ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้คู่ขนานไปกับเรื่องของอียู เพราะฉะนั้นที่ผมทวงถามรายงาน ของบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด จึงสําคัญมากครับ เพราะว่าจะได้ประกอบ การพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา นั่นคือการที่ทางการไทยได้ว่าจ้างมืออาชีพในการทํา วิเคราะห์ว่าถึงเวลาหรือยัง ตอบคําถามนี้ให้ได้๒. ก็คือว่าความพร้อมของไทยอยู่ที่ไหน แล้วก็ ๓. ก็คือว่าจะเปิดกว้างมากน้อยแค่ไหนในด้านของสินค้าจะเปิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ๓,๐๐๐ รายการ ๘,๐๐๐ รายการ ๙,๐๐๐ รายการ ภาษีเป็น ๐ หรือว่าภาคบริการจะเปิดชุดภาคบริการธุรกิจบริการทั้งหมด ทั้งโลจิสติกส์ ท่องเที่ยว และอื่น ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเอาแค่ที่ทาง ความตกลงเอฟาส (AFAS) ความตกลงว่าด้วยสินค้าและบริการของอาเซียน (เอฟาส) ซึ่งมี ชุดที่ ๘ แล้วตอนนี้ จะเอาตรงนั้นเป็นเกณฑ์ของจุดยืนการเจรจาของการเปิดเสรีภาคบริการ หรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่สําคัญมากเวลาที่เราตัดสินใจว่าเราจะเริ่มต้น แล้วคําถามผมถึงถาม บอกว่า แม้ว่าจะเริ่มต้นแล้วนี่ใช้เวลาเท่าไร กรอบเวลาอยู่ที่ไหน บางครั้งนะครับท่านประธาน บางครั้งที่เราเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดูแล้วเขาผ่อนปรนให้เรา น่าจะได้มากกว่าเราก็เหมือน นั่งรถไฮสปีด (High Speed) เลยครับ เร่งรัดการเจรจาให้เร็ว ๆ แต่ยามใดที่มาดูแล้วเริ่มเห็นว่า มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ความพร้อมนี่เรายังไม่ถึง เราก็ชะลอครับ เปิดเจรจาแล้ว แต่ว่า ไปเรื่อย ๆ เหมือนนั่งรถหวานเย็น อันนี้มันเป็นเรื่องศาสตร์และศิลป์ของการเจรจาระหว่าง ประเทศ ซึ่งรัฐบาลเปลี่ยนรัฐมนตรีการค้าบ่อยนี่ผมก็กังวลใจว่าเราจะสานต่อแนวทาง ของการเจรจาก็ดี หรือว่าการรักษาท่าทีอันเป็นจุดต่อรองของเราได้มากน้อยแค่ไหนหรือว่า เห็นว่าเป็นแฟชั่นเปิดเจรจา เปิดเจรจา แต่ว่าไม่ได้มียุทธิวิธี กลยุทธ์ เพื่อที่จะให้เข็มทิศ ทิศทางจังหวะจะโคนเหมือนคนตีกลองให้กับหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายเจ้าหน้าที่ของเรา ไปเจรจากับเขา ดังนั้นผมถึงเรียนท่านประธานว่าอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบคําถามเหล่านี้ นอกจากนั้นแล้วเมื่อเราเห็นว่าเราเริ่มยืนเข้มแข็งขึ้นเราก็แสดงท่าทีพร้อม ๆ กับเรื่องของอียูครับ แล้วก็ถูกแล้วครับที่ทางรัฐบาลได้ชี้แจงในเอกสารบอกว่าแนวทางการเจรจากับเอฟตานี้ ก็คงจะไปในแนวทางเดียวกับอียู ซึ่งความจริงก็เป็นกลุ่มที่หลายคนบอกว่ารวมประชากร เพียง ๑๒ ล้านคนใน ๔ ประเทศนี้ แล้วก็ไม่ได้มีพรหมแดนติดกัน ยกเว้นประเทศ สวิตเซอร์แลนด์กับประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งเล็กมาก แล้วจะมีพลังเศรษฐกิจอะไร ทั้งด้านสินค้า ด้านธุรกิจและก็ด้านการลงทุนที่จะน่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วผมถึงบอกว่านี่เป็น คนโตตัวเล็กครับ กลุ่มนี้เอฟตาเป็นคนโตตัวเล็ก แต่ว่าต้องมีจังหวะและรู้ว่าเราพร้อม เราจะได้จะเสียอะไร เล็กดีรสโตนะครับ เป็นประเทศที่มีการลงทุนอยู่ลําดับท็อปเท็น (Top ten) ของโลก เป็นประเทศที่มีการค้าสินค้าบริการอยู่ในลําดับต้นของโลก รวมทั้ง ทางด้านการค้าสินค้า ไม่น่าเชื่อครับ ประชากร ๑๒.๓ ล้านคน แต่ประมูลรายได้ต่อหัวนี่ ๗๐,๐๐๐ กว่าเหรียญต่อปี แล้วเวลาที่จะเจรจากันก็ต้องเอามวยมาเทียบนะครับ ประเทศไทย ประชากรมีรายได้ไม่ถึง ๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ของเขาเกือบ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ ตัวเขาใหญ่ กําลังเขาใหญ่กว่าเรา ๑๔ เท่า เพราะฉะนั้นเวลาที่จะเจรจาหรือทําความตกลงเราก็จะเปรียบ ในลักษณะของศักยภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แน่นอนที่สุดว่าสิ่งที่เราคาดหวัง เขาก็หวังเหมือนกันครับ ผมกังวลใจอยู่บางประการเท่านั้นครับ เพราะว่าโดยส่วนตัวแล้ว ก็เห็นด้วยกับการทําเอฟทีเอเพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายการค้าธุรกิจ แล้วก็การลงทุนของ ประเทศนะครับ เป็นเครื่องมือสําคัญ แต่ว่ามันไม่ใช่ว่าต้องทําทีเดียวหลาย ๆ กลุ่ม เรามีงาน ที่รออยู่แล้วยังไม่สําเร็จ เหมือนอย่างเรียนกับท่านประธานว่าบิมสเทค (BIMSTEC) นี่ครับ บิมสเทค ๗ ประเทศอยู่ติดชิดเรานี่ครับ ก็ยังไม่สําเร็จครับ ยังต้องใช้ความพยายามไม่ว่า จะเป็นประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศบังกลาเทศ ประเทศภูฏาน ประเทศเนปาล รวมทั้งประเทศเมียนมาร์และก็ประเทศไทย ประชากรรวมกันก็เกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคน บิมสเทค เอฟทีเอ รอรัฐบาลนี้ที่จะไปเร่งรัดสานต่อหรือการทบทวนเอฟทีเอระหว่างไทย กับกลุ่มบวก ๓ บวก ๖ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ซึ่งยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นเออร์ลี ฮาร์เวสต์ เอฟทีเอ (Early harvest FTA) เท่านั้นเอง เราต้องการการทํางานแบบโฟกัส (Focus) การทํางานที่มีการจัดลําดับความสําคัญ แต่ดูเหมือนว่าสะเปะสะปะพอสมควรครับ ทั้งที่กําลังของเรามีไม่มากครับ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าเผอิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการไม่ได้ กํากับกรมเจรจา แล้วก็รัฐมนตรีว่าการท่านก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่มีแบลคกราวด์ (Background) ทางด้านการค้าระหว่างประเทศ ท่านก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาภายในเรื่องข้าวเรื่องอะไร จนกระทั่งไม่มีเข้มทิศและธงในเรื่องของการนําในเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศ พอมาเปลี่ยนท่านรัฐมนตรีใหม่ก็เพิ่งเข้ามา แต่ว่ารัฐบาลก็ส่ง เรื่องนี้เข้ามา ผมก็กังวลใจนะครับ ความจริงท่านรัฐมนตรีไปกํากับก็ได้ครับ เพราะผมก็ ไม่มั่นใจว่าในการขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ก็พูดกันมากเหมือนกันว่าเรามี ภารกิจเดิมที่จะต้องทําให้เสร็จ แล้วมันอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อาเซียน เซนทราลิตีอาเซียน ต้องมาก่อน แล้วก็อาเซียนฮับ อาเซียนเป็นอํานาจต่อรองของเรานะครับ จัดการให้เสร็จอีก ปี ๒๕๕๘ สิ้นปีก็ต้องบรรลุความสําเร็จของการเป็นประชาคมอาเซียน และงานใหญ่ ๆ ที่รออยู่ ส่งไม้ต่อก็ต้องทําต่อเนื่องให้จบ งานเก่ายังไม่เรียบร้อยงานใหม่เข้ามา แต่งานใหม่ เข้ามานั้น ผมก็ยังไม่เห็น โพซิชันที่ชัดเจนเท่าไรนัก
คําถามที่ ๓ ก็คือว่าใน ๑๗ ประเด็นที่เป็นหัวข้อการเจรจาเป็นกรอบ การเจรจาท่านประธานคงทราบนะครับ เมื่อสักครู่เราเพิ่งให้ความเห็นชอบเอฟทีเอไทย-ชิลี นะครับ นั่นมี ๑๑ ประเด็น ครั้งนี้ ๑๗ ประเด็น มันมีบางประเด็นครับ ซึ่งความจริง ท่านรัฐมนตรีอาจจะกํากับอยู่ด้วย คือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เผอิญว่าเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญามันมาอยู่ใน ๑๗ ประเด็นตรงนี้ด้วย แล้วยังมีอีกประเด็นที่ผมต้องถาม ท่านประธานผ่านถึงรัฐบาลว่าพร้อมแล้วหรือที่จะไปเจรจาเพราะไทยยังไม่พร้อมเลย คือเรื่องกัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ (Government Procurement) อย่างไรครับ ถามว่า ประเทศไทยหรือรัฐบาลเข้าไปเป็นภาคีความตกลงมีแล้วหรือยัง ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ ผมยกตัวอย่างว่าถ้าเรายังไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกในเรื่องเหล่านี้ แต่กลับเอาเรื่องนี้ไปเจรจา จะเป็นความตกลงมันเป็นไปได้อย่างไรครับ มันเหมือนการตั้งหัวข้อที่เราเองก็ยังไม่ได้ผูกพัน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่ที่ผมยกในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาก็คือในกลุ่มเอฟตานี้ถือว่า เป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานของกฎระเบียบ มาตรฐานของการค้าเทคโนโลยี และมี ศักยภาพในการแข่งขันที่เรียกว่าเป็นคอมเพททิทีฟเนส (Competitiveness) ของเขาสูงมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่ไปเจรจาเขาก็คาดหวังว่าเราจะเปิดตลาดของเราให้ได้มากที่สุด เราจะ เปิดโอกาสการทําธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ได้มากที่สุด มาจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมทะเบียนการค้าเดิมให้สามารถถือหุ้นได้เกินครึ่งหนึ่งเป็นเจ้าของได้หรือการลงทุน ที่ไม่จํากัดขอบเขตของประเภทของการลงทุน นั่นคือสิ่งที่กลุ่มประเทศเรียกว่าประเทศ พัฒนาแล้วมีขีดความสามารถศักยภาพสูงทางด้านเศรษฐกิจเขาก็จะคาดหวังอย่างนี้ ไม่แตกต่างกับกลุ่มจีพีพีครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ผมถามท่านรัฐมนตรี เผอิญท่านก็ไม่ได้ชี้แจง ในรายละเอียดว่ากลุ่มนี้ก็เช่นกันครับ ถ้าทางเอเชียแปซิฟิกมีจีพีพี ทางยุโรปก็มีเอฟตา เราพร้อมแล้วหรือครับ ในขณะที่ผมเรียนท่านประธานว่าจุดยืนในแง่ของการเจรจาเอฟทีเอ ของเรามันอยู่กึ่งกลางระหว่างกรอบอาเซียน เออีซีที่เป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) กับในส่วนที่จะเป็นจีพีพี คือการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การค้าอย่างเดียว ภาคบริการ และการลงทุนก้าวหน้าที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นประเทศชิลี ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงทําสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกันในยุโรปก็มีเอฟตา แต่ถามว่าเราพร้อมแล้ว หรือครับ เราพร้อมที่จะเปิดเสรีการค้าพร้อมที่จะเอาข้าวสาลีมาแข่งกับข้าวเจ้าของเรา หรือครับโดยภาษีเป็นศูนย์ เราพร้อมที่จะให้สินค้าประมงเข้ามาภาษีเป็นศูนย์ เข้ามา ในขณะที่ ๑ ในกลุ่มของประเทศเอฟตานั้นเป็นเจ้าโลกในด้านของปลากระป๋อง ทั้งปลาแซลมอนแล้วก็ปลาชนิดอื่น เราพร้อมแล้วหรือที่จะให้สินค้าผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ซึ่งเป็นพื้นฐานของเกษตรกรรมของเราแข่งขันสู้ได้กับการผลิตที่เป็นไฮเทคโนโลยีของเขา แต่แน่นอนที่สุดเราไม่มีทางเลือกมาก อย่างไรการเจรจาต้องดําเนินไป แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราต้อง มีความชัดเจนในระดับคณะรัฐมนตรีก่อนครับว่าธงอยู่ตรงไหน กรอบอยู่ตรงไหน แต่ละขั้น ของการเจรจาจะช้า จะเร็ว จะถ่วง หรือจะเดินหน้าธงอยู่ตรงไหนครับ หัวหน้าคณะเจรจา แน่นอนครั้งแรกก็คือรัฐมนตรีเพื่อให้ชัดเจนในกรอบ ในการกําหนดขั้นตอนมันต้องมีธง หลังจากสภาอนุมัติแล้วจากนั้นไปอย่างที่ผมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาระดับนโยบายครั้งแรก กับประเทศชิลีเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๓ นั่นก็คือสิ่งที่เราสามารถที่จะกําหนดธง จังหวะ เหมือนสั่งการตีกลอง หลังจากนั้นครั้งที่ ๒ หัวหน้าคณะระดับเจ้าหน้าที่เรียกว่าซัม (Sum) ชั้นสูงก็จะดําเนินการตามจังหวะจะโคนแล้วกรอบที่เราให้ ดังนั้นที่ผมเห็นประเด็นว่ามีถึง ๑๗ ประเด็น นั่นคือการเปิดอย่างกว้างนะครับ เปิดกว้างของการเจรจา แล้วก็ท้ายที่สุดกว้าง อย่างมากมันก็จบไม่ลง เอาพอดี ๆ ได้ไหมครับ
สุดท้ายก็คือประเด็นที่กังวลบางประการนะครับ ที่ฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีเผื่อท่านจะตอบชี้แจง ก็คือในเรื่องของความคาดหวังของเราว่าในการที่เราจะ ทําเอฟทีเอกับทางเอฟตานั้นเราจะได้ประโยชน์ในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน โดยคิดว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้จะมีมาตรฐาน แล้วก็มีมาตรฐานของสินค้า และมีเทคโนโลยีสูง เราหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะมาสู่การถ่ายทอด เทคโนโลยี หรือการทําให้ผู้บริโภคของเรา ผู้ค้าของเรานั้นมีการยกระดับพัฒนาประกอบการ พัฒนาคุณภาพสินค้า ให้ผู้บริโภคของเรานั้นได้สัมผัสแล้วก็ได้เห็นถึง มาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้น นะครับ ก็จะเป็นการยกระดับคุณภาพของสังคมไทย แล้วก็ผู้ประกอบการของไทย ตรงนี้ ก็ต้องเรียนว่ามันเป็นปัญหาของประเทศเรามาตลอดนะครับ ว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยี มันเป็นจริงอย่างนั้นหรือ เมื่อวานซืนผมอ่านข่าวนะครับ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เริ่มย้ายฐานออกจากประเทศไทย ความจริงอิเล็กทรอนิกส์ถือได้ว่า เป็น ๑ ใน ๔ อุตสาหกรรมหลักของประเทศนะครับ แต่ว่ามันเป็นเลเบอร์ อินเทนซีฟ (Labour Intensive) เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้นทุนสูงขึ้น เช่น ค่าแรงและอื่น ๆ เขาก็ย้ายฐาน แล้วไปทีเดียวเหลือแต่โรงงานหลังคาเท่านั้นละครับ ท่านไปดูที่แจ้งวัฒนะ จะเหลือแต่หลังคา แล้วก็โรงงานครับ คือมันหิ้วกระเป๋าไปได้เลย เขาต้องการแค่มือของเราที่จะไปประกอบ และบรรจุภัณฑ์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นวันนี้โมเดล (Model) ธุรกิจโลกมันก็เปลี่ยนแปลง หลายอุตสาหกรรมที่เราเคยคิดว่าเป็นดาวรุ่งของเรา แล้วหวังว่าจะได้มา มันก็ไม่ใช่ครับ อย่างโทรศัพท์แบล็คเบอรี่ (BlackBerry) ท่านเห็นไหมครับ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วฮอท (Hot) มาก แต่พอระบบการสื่อข้อความที่เรียกว่า แชท (Chat) มันกลายเป็นระบบเปิด มูลค่าบริษัท จาก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔,๒๐๐ ล้าบาทเท่านั้นเองครับ แล้วยังไม่รู้ว่าจะไปรอด มีใคร ซื้อหรือเปล่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกธุรกิจนะครับ แต่วันนี้โลกเศรษฐกิจ ไม่ได้ต่างกันเลย ข้อที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของการลดความเสี่ยงของการตัดสิทธิจีเอสพี อย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าทางรัฐบาลคงต้องไปชั่งน้ําหนักว่าเดิมได้ฝ่ายเดียว ในเรื่องของจีเอสพี แต่ว่าเมื่อทําเอฟทีเอการค้าเรา ๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็ต้อง ๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่แค่รายได้ที่จะหายไปจากการที่เราเก็บภาษีสูงกว่าเขา แต่มันหมายถึงว่าศักยภาพ การแข่งขันของเราจะสู้ได้หรือไม่ มันเหมือนมวยตัวใหญ่ตัวเล็กครับ หรือตีกอล์ฟ (Golf) มันก็ต้องมีแฮนดิแคป (Handicap) เมื่อมีแฮนดิแคปหมายความว่าคนจะเป็นมือซิงเกิล (Single) จะตีกับคนที่เป็นไฟลท์ ซี (Flight C) เขาก็ต่อให้ ๓ หลุม ๔ หลุม แต่นี่เรากําลังจะเอา แฮนดิแคปออก ทั้งที่วันนี้เขาก็ต้องให้เราอยู่แล้ว แล้วเราก็ใช้ประโยชน์ตรงนั้นอยู่ตลอดเวลา มันถึงเวลาหรือยัง แน่นอนเอฟทีเอมันต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งนะครับจะช้าจะเร็ว แต่ว่ามันถึงเวลาหรือยัง ตรงนี้ผมถึงบอกว่าอยากให้นําผลการศึกษาของไบรอัน เคฟ ที่ทําไว้ ค่อนข้างละเอียด และที่น่าสนใจมาก ถ้าท่านรัฐมนตรีจะได้พิจารณาดูนะครับว่าถึงเวลา หรือยังนั้นมันก็อยู่ที่ว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับ ถ้าผลการศึกษาส่วนหนึ่งออกมาว่า อย่างมากที่สุดเราจะได้หลักในระดับไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้อง เปิดสินค้ารายการอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ อย่างมากที่สุด ผมอยากให้คณะรัฐมนตรี นําสิ่งเหล่านี้ไปพิจารณาดู เพราะว่าการศึกษาประโยชน์ที่จะได้รับ ผลเสียที่เราจะต้องจ่าย ออกไป แล้วก็ขีดความสามารถที่คิดว่าจะมีหรือว่าลดทอนลงไปนั้นมันคือตัวชี้วัด ที่เป็นรูปธรรมครับ ซึ่งในผลการศึกษาส่วนหนึ่งก็ยืนยันระบุสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามนะครับ ผมขอจบการอภิปราย และหวังว่าท่านประธานจะได้กรุณาอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรี ตอบคําชี้แจง แล้วก็ฝากว่าโลกของความเป็นจริงนี้ครับ ถ้าเรามาดูวันนี้ เราเห็นบริษัทหนึ่งอยู่ในประเทศไทย เป็นบริษัทที่เราคุ้นหูคุ้นตามาก บริษัทนี้เป็นเหมือนกับเป็นมาร์เก็ตติ้ง อาร์ม (Marketing Arm) เป็นเทรดดิง เฟิร์ม (Trading Firm) ของสวิสเซอร์แลนด์ มีสินค้าแบรนด์อยู่ ร่วม ๑๐๐ ตัวสินค้า ไม่มีสินค้าไทยในประเภทเดียวกันที่แข่งขันได้เลยแม้แต่รายการเดียว นั่นก็มาตั้งอยู่กลางเมืองหลวงของเรา ทันทีที่เปิดยังมาอย่างนี้อีก ไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยบริษัท นะครับ ในขณะที่เราไปสวิสเซอร์แลนด์ เราไปลิกเตนสไตน์ เราไปไอซ์แลนด์ หรือเราไปที่ นอร์เวย์ ถามว่าเรามีเทรดดิง เฟิร์ม สินค้าไทยที่เป็นแบรนด์ของไทยอยู่สักบริษัทไหม เพราะฉะนั้นเมื่อจะชกกับคนตัวใหญ่ก็ต้องดูให้ละเอียด ลงไปดูถึงภาคเอกชน ลงไปดูถึง ภาพของไมโคร (Micro) ไม่ใช่ดูแต่แม็คโคร (Macro) อย่างเดียว แล้วตรงนั้นเป็นของจริงครับ คนที่จะซัฟเฟอร์ (Suffer) นั้นมันไม่ใช่ท่านรัฐมนตรีหรอกครับ แต่มันคือเกษตรกรไทย คือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะพวกเอสเอ็มอี (SME) ที่มีกําลังวังชาน้อยมาก เพียงเพราะ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือไม่ได้ศึกษาต่อเนื่องอย่างแท้จริง แล้วก็นําเข้ามาสู่รัฐสภา แต่รัฐสภา นั้นมีหน้าที่ที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศ มีหน้าที่ดูแลคนทุกกลุ่ม ผมก็มีหน้าที่ที่จะ ให้ข้อมูลความเห็นนะครับแล้วก็รอการชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ถ้าท่านสามารถชี้แจงเกิด ความมั่นใจได้ว่าจะเป็นประโยชน์และถึงเวลาแล้ว และกรอบการเจรจานี้ก็กําหนดไว้ อย่างเหมาะสมที่มีไทม์เฟรม (Time frame) รวมทั้งใน ๑๗ ประเด็นเหล่านั้น เรามีความพร้อม สู้ แข่งขันได้ เราศึกษามาดีแล้ว ทั้งผลงานวิจัย การสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้งส่วนโฟกัส กรุ๊ป (Focus Group) แล้วก็ส่วนทั่วไป ผู้มีส่วนได้เสีย ผมก็จะพิจารณาตัดสินใจว่าจะยกมือ หรือไม่ยกมืออีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสุชาติ ธาดาธํารงเวช แล้วก็ตามด้วยท่าน ส.ว. ชรินทร์ แล้วก็ท่านนคร มาฉิม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐสภา กระผมจะพูด ๓ ประเด็น นะครับ ในเรื่องของร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่ายูโรเปี้ยน ฟรี เทรด แอสโซซิเอชัน เอฟตา ซึ่งประกอบด้วย ๔ ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์
ในประเด็นแรกก็คือเรื่องของทําไมประเทศไทยจึงควรเจรจาเขตการค้าเสรี และควรทําเมื่อไร เร็วช้าอย่างไร กราบเรียนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ผลิตของขึ้นมา ก็เพียงไม่กี่อย่าง ไม่สามารถผลิตของทุก ๆ อย่างใช้เอง และก็ไม่ต้องทําการค้ากับใคร แม้ประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีนและพม่า ซึ่งเคยปิดประเทศนะครับ ไม่มีการค้าเสรี ทั้งจีนและพม่า ก็ยากจน ดังนั้นการไม่มีการค้าเสรีจะทําให้ประชาชนทําอะไรมาปริมาณเพิ่มสักนิดหนึ่ง ก็ขายที่ไหนไม่ได้ ราคาก็ตก รายได้ก็ไม่มี ไม่มีสตางค์ไปซื้อของอื่น ๆ ใช้ แล้วถึงแม้พยายาม ไปซื้อ เนื่องจากประเทศที่ปิดก็จะขึ้นภาษี กีดกั้นมากมาย ของที่แม้ว่าดูแล้วไม่ดี ราคาก็จะ แพงมาก นี่คือเหตุผลในเชิงวิชาการ และจริง ๆ แล้วผมก็อยากให้ทั้งรัฐบาลนี้และรัฐบาล ข้างหน้าปล่อยให้เรื่องของการค้าเสรีเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เป็นเรื่องของวิชาการให้มากขึ้น แล้วก็หวังว่าการพูดคราวนี้ก็จะเป็นหลักฐานที่จะใช้ในการใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป การค้าเสรีนี้นะครับควรจะทําเมื่อไร ควรจะทําให้เร็วที่สุดนะครับ ไม่ว่ากับประเทศอะไร ทั้งนั้น เป็นเพราะว่าการตัดสินใจในแง่ในประเทศหรือปัญหาการเมืองในประเทศ แล้วทําให้เราต้องชะลอไป ก็หมายความว่าคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนก็จะชะลอ ไปเหมือนกัน ประเทศที่เราจะทําทั้ง ๔ ประเทศนี้เขาทําการค้าเสรีมาตั้งนานแล้ว สวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่รวยเกือบอันดับ ๑ ของโลก และอีก ๒-๓ ประเทศ ก็เช่นเดียวกัน เขาเปิดการค้าเสรีอย่างนั้น ของที่เขาผลิตเทคโนโลยีสูง ยี่ห้อที่เรียกว่าแบรนด์ (Brand) เป็นที่น่าเชื่อถือ คนทั่วโลกก็บินไปซื้อเขา แม้กระทั่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ เช่น นาฬิกา มันก็ดูเหมือน ๆ กัน แต่เป็นยี่ห้อของประเทศเหล่านั้นก็ทําให้ราคาเพิ่มเป็น ๑๐๐-๒๐๐ เท่าได้ ดังนั้นผมเองอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนว่าเมื่อไรเราควรเปิดเขตการค้าเสรี ผมก็จะตอบว่า เมื่อวานนี้ ไม่ใช่รอไปเรื่อย ๆ นะครับ และควรรีบทําทุก ๆ ประเทศ เป็นเพราะว่าประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก ทําของไม่มีที่ขาย ขนาดประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีนยังต้องเปิดเลย ทั้ง ๆ ที่เขา ขายของกันเองใน ๑,๓๐๐ ล้านคนได้ สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เช่นเดียวกันครับ เราเริ่มแสดง เจตนาว่าจะมีเขตการค้าเสรีกับ ๔ ประเทศนี้เมื่อปี ๒๕๔๗ แล้วเราก็ได้เจรจามา ๒ รอบ คือปี ๒๕๔๘ และปี๒๕๔๙ การเจรจาก็กว้างขวาง เป็นเพราะว่าประเทศเขาได้เจริญแล้ว มี ๑๗ หัวข้อ ผมเพียงแต่แปลกใจว่าแล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับหลังจากนั้นแล้วก็หยุดยั้งไป เกิดปัญหาในประเทศเยอะแยะ หลังจากเดือนมกราคม ๒๕๔๙ ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความคาดหวัง เป็นประเทศอันดับ ๓ อันดับ ๔ ของอาเซียน แล้วก็หายไป อยู่ทุกวันนี้ครับ วันนี้เรายังฝันอยู่เลยครับ เรายังไม่ลืมตาขึ้นมาว่าหลายประเทศเขาวิ่ง ไปข้างหน้าหมดแล้ว ๔ ประเทศนี้เขาได้เจรจากับประเทศในอาเซียนแล้วเหมือนกัน ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ทําเรียบร้อยแล้ว ประเทศเวียดนาม เกือบจะเสร็จแล้ว หลายครั้งบอกว่าประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนามเจริญช้ากว่าเรา เดี๋ยวนี้ทําไมเขาทําสิ่งเหล่านี้เร็วและก้าวหน้ากว่าเราแล้วนะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของข้อมูลการค้า คราวนี้ไม่เหมือนประเทศชิลี ข้อมูล ทางการค้าระหว่างเรากับ ๔ ประเทศเอฟตา ๑๔ เท่าของประเทศชิลี ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ แล้วก็เรานําเข้า ๙,๐๐๐ ส่งออกก็ประมาณ ๖,๐๐๐ หมายความว่าเรานําเข้า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในมูลค่านี้ เราส่งออก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คือยังติดลบอยู่ ขาดดุลการค้าอยู่นะครับ และสิ่งที่ น่าสนใจก็คือเราจะส่งอะไรออกบ้างครับ อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกา ส่วนประกอบ เครื่องจักรกล ส่วนประกอบของเครื่อง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเล กระป๋องและอาหารทะเลแปรรูป ก็เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เราพยายามที่จะส่งออกอยู่แล้ว นะครับ ก็มีบางท่านกังวลว่าถ้าเราเปิดเจรจาอันนี้แล้วจะมีปัญหาในแง่ของสินค้า เทคโนโลยี และบริการหรือไม่ ผมกราบเรียนนะครับ ไม่ว่าในเชิงวิจัย ทฤษฎีมาที่ไหนในโลกนี้นะครับ การค้าสินค้าเสรีเป็นเรื่องที่พึงกระทําอย่างยิ่ง แล้วประเทศที่เล็กกว่า จนกว่าจะได้ประโยชน์ มากกว่า กลุ่มประเทศนี้รวยกว่าเรา ๑๒ เท่าหรือรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปี ๑๒ เท่า ของเขา ประมาณ ๗๓,๐๐๐ เหรียญ หรือปี ๆ หนึ่งเขาจะมีรายได้ต่อคน ๒.๒ ล้านล้านบาท ของเรา อย่างดีก็ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นต่างกันเยอะครับ เหมือนเราเป็นแม่ค้า ขนมครก มีเศรษฐีใหญ่ ๆ ในหมู่บ้านเดินผ่านมามีเท่าไรก็ขายไม่หมดหรอกครับ แต่เราไม่มี สตางค์ไปซื้อเขาจนกระทั่งทําให้ประเทศเรามีปัญหาหรอกครับ ส่วนนี้ก็ฝากหลายท่าน ได้ช่วยกันพิจารณาไว้นะครับ
การค้าเสรีที่กําลังจะทํากันก็จะมีเจรจาอยู่ ๑๗ กรอบนะครับ กรอบที่มีผู้คน กังวลก็คือเรื่องสินค้าบริการ เรื่องยา เรื่องมาตรการทางสุขอนามัยต่าง ๆ เรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญา เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมอยากผลักดันให้เรา เปิดประเทศมากขึ้น เราจะได้เข้าสู่กฎระเบียบเหล่านี้ ปัญหาการบริหารบ้านเมืองที่มีปัญหาอยู่ จะได้ลดลงไปเพราะมันระเบียบที่ทั่วโลกเขาทํากัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐก็เช่นกันความจริง ธนาคารโลกก็ผลักดันเรามากว่า ๓๐ ปีแล้วให้จัดจ้างเท่ากัน ให้เท่าเทียมกันนะครับ เมื่อไร ที่ยังมีปัญหาเหล่านี้มันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ปัญหาเรื่องการเลือกผู้รับเหมาไม่เป็นธรรม จนนํามาสู่เรื่องปัญหาการคอร์รัปชัน (Corruption) เพราะฉะนั้นถ้าเข้าสู่ระเบียบอย่างนี้ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันหมดนะครับ สิ่งที่ฝากท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิไว้ก็คือข้อกังวลทางด้านสินค้า บริการบางประเภทนะครับ คือเราเปิดเสรีทางด้านการเข้ามาทําธุรกิจการเงินการลงทุนได้ ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องมีมาตรการการดูแลระบบการเงินสถาบันการเงิน เพราะ มีการศึกษามาแล้วว่าการค้าเสรีสินค้าและตัวการทํากิจการธนาคารทําได้ แต่ขณะเดียวกัน การปล่อยให้มีเสรีทางด้านกฎระเบียบทางการเงินจะทําให้ประเทศล้มละลาย ตอนที่เรา ล้มละลายปี ๒๕๔๐ เป็นเพราะว่ากฎระเบียบทางการเงินไม่รัดกุมนะครับ ไม่ว่าธนาคารอะไร ของไทยของต่างชาติเข้ามาอยู่ตรงนั้นก็ล้มหมดละครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากทาง ท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ไปดูเรื่องกฎระเบียบทางด้านมาตรการทางการเงินที่จะคอยป้องกัน ไม่ให้สถาบันการเงินทําอะไรมากจนเกินขอบเขตนะครับ จนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อ การล้มละลาย เมื่อล้มละลายแล้วมันจะล้มละลายเป็นพวงครับ แล้วก็จะมีผลต่อ การล้มละลายของประเทศทําให้ทรัพย์สินของชาติราคาตกลงอย่างมาก เงินลดค่าลง และทุกคนก็จะจนลงไปหมดนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องสินค้าประเภทยาต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าต้องฝากทาง กระทรวงสาธารณสุขนะครับว่า จริง ๆ แล้วเราเปิดอันนี้เขาก็ควรจะมาบังคับเราให้ยอมรับ ไลเซนส์ (License) ยา ๓๐ ปี ๕๐ ปีอะไรต่าง ๆ นี้ แล้วยาก็จะแพงหลายร้อยเท่านะครับ ก็มีมาตรการเซฟการ์ด (Safeguard) เช่นกระทรวงสาธารณสุขก็เคยออกมาแล้ว เช่น ยาเอดส์ (AIDS) แล้วก็บอกว่าเราสามารถที่จะไปเอายาจากประเทศอินเดียแล้วมันก็ถูกกว่าเยอะ ทั้งหลายประการนี้ผมก็เชื่อว่าทําได้ ดังนั้นเวลาเจรจาในเรื่องของการเสรีทางด้านมาตรการ ทางการเงิน แล้วก็เรื่องของสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและยาก็จะต้องดูแล สิ่งเหล่านี้ไว้ให้หนาแน่นด้วยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านชรินทร์ หาญสืบสาย เชิญครับ รัฐสภายินดีต้อนรับสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขด้วยความยินดีนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตากครับ ผมขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือเอฟตานะครับ ซึ่งย่อมาจากคําว่า ยูโรเปียน ฟรี เทรด แอสโซซิเอชัน สมาคมเอฟตานี้ก็ประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์นะครับ จากรายงานของท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิก็ทําให้เราทราบนะครับว่า สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตานะครับ กับไทยได้ประกาศที่จะมีการเจรจาเพื่อทํา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แล้วก็ได้มีการเจรจากันไปแล้ว ๒ รอบ ที่เมื่อตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่จังหวัดภูเก็ต แล้วก็ปี ๒๕๔๙ที่จังหวัดเชียงใหม่นะครับ และต่อมา เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองของเรานะครับก็จนถึงมาปี ๒๕๕๕ ๒ ฝ่ายก็ตกลงที่ว่า จะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งหนึ่งนะครับ คือจะว่าไปแล้วประเทศไทยนี่ก็ค่อนข้างจะเนื้อหอม นะครับ ทั่วโลกเลยก็อยากจะขอทําเอฟทีเอหรือทําความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันนะครับ ซึ่งไม่แปลกนะครับ จะมองว่าเขาเจตนาร้ายหรือว่าเราเป็นประเทศเล็ก เขาคิดว่าเขาจะเข้ามา ครอบงําเอาเปรียบเรานะครับ แต่ว่าถ้ามองในแง่ดีมันก็ไม่เชิงนะครับ ทุกวันนี้ประเทศไม่ว่า จะเล็กหรือใหญ่นะครับก็มีความฉลาดเฉลียวเท่า ๆ กัน เราเองก็มีดอกเตอร์มากมาย มีผู้เชี่ยวชาญในการเจรจาการค้า โดยเฉพาะที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวง พาณิชย์ หรือจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ที่เราร่วมเป็นทีมเวิร์ค (Team Work) ก็ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถในการเจรจาทั้งนั้นเลยนะครับ การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเอาเปรียบกัน มันยากครับ แล้วทุกคนก็รักชาติ รู้ว่าสิ่งไหนควรจะยอมได้ ไม่ยอมได้ มีการปรึกษาหารือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย แล้วก็ภาคประชาคมต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ประเทศใด ประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมาร่วมเจรจาเพื่อทําข้อตกลง ความตกลงกันนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เป็นกระแสของโลกที่ว่ามันมีการแข่งขันมาก ทุกประเทศก็อยากจะส่งออกมาก ถ้าเราไม่มีคู่เจรจา เราอยู่นอกกรอบการเจรจาเขา เราก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งสินค้าไปเขาก็จะ เก็บภาษีเราสูงนะครับ ที่ผมจะอภิปรายความคิดเห็นก็จากตามกรอบตามเอกสารของ กระทรวงพาณิชย์นะครับ พูดถึงเหตุผลความจําเป็น กรอบการเจรจาและการลดผลกระทบ ในทางลบนะครับ จากเอกสารแสดงความจําเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้แสดงถึงเหตุผล ความจําเป็นไว้ ๒-๓ ประการด้วยกันนะครับ
อันแรกเลยก็คือเรื่องเหตุผลความจําเป็นที่กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบ หรือรัฐบาลไทยเห็นชอบที่จะเข้าร่วมการเจรจากับเอฟตาก็คือ ๑. เพื่อดึงดูดการลงทุน และใช้ประโยชน์จากเออีซี จากเหตุผลที่ให้มานี้ก็มองว่า คือตั้งแต่ในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทย ก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คําว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็หมายความว่า การจะมีการเคลื่อนย้ายของสินค้า ทั้งสินค้า บริการและเงินทุน เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเสรี ก็จะทําให้อาเซียนซึ่งมีประชากรประมาณ ๖๐๐ ล้านคนนี้นะครับเป็นฐานการผลิตเศรษฐกิจ ของโลกที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก คือก่อนหน้านั้นอาเซียนเรา เราเป็นประชาคมอาเซียน มานานหลายปี แต่ต่างประเทศเขาไม่สนใจเท่าไร จนกระทั่งเราประกาศว่าเป็นเขตการค้าเสรี แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ นี้ อันนี้ก็ทําให้อาเซียนมีความหมายต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ใคร ๆ ก็อยากจะ มาลงทุน เพราะลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างลงทุนสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย เท่ากับว่าเขาได้ตลาดทันที ๖๐๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นประเทศ ต่าง ๆ จึงอยากจะมาลงทุนในอาเซียน แล้วจะลงประเทศไหนดีละครับ เขาต้องพิจารณา เปรียบเทียบดู อันนี้ก็ต้องยอมรับนะครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแนวหน้าประเทศหนึ่ง ที่ประเทศต่าง ๆ เห็นว่ามีความเหมาะสมในการลงทุน ไม่ว่าจะมองในแง่ของโครงสร้าง พื้นฐานหรือว่าอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่มักจะเอื้ออารีมีอัธยาศัยไมตรีต่อคนต่างชาติ ก็ทําให้ หลายประเทศมาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในการลงทุน ในประเทศนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตามที่กระทรวงพาณิชย์วิเคราะห์ซึ่งอาจจะได้มาจาก การจ้างเอกชนศึกษาอะไรก็ตามที่เห็นว่าประเทศไทยควรจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุน การทําความตกลงกับเอฟตา เพื่อใช้ประโยชน์จากเออีซีนะครับก็เป็นเรื่องที่ชอบแล้ว สําหรับ ประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ก็ทําความตกลงกับประเทศกับกลุ่มนี้อยู่แล้วนะครับ มีการเจรจากันอยู่ ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช้ ประโยชน์ตรงนี้เราก็จะเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นฮับหรือเป็นศูนย์กลางของการค้า การลงทุนในอาเซียนนะครับ แล้วเอฟตาเองก็เป็นผู้ลงทุนระดับ ๔ ของโลกนะครับ เป็นผู้ลงทุนระดับ ๖ ในไทย โดยศักยภาพของกลุ่มเอฟตา หรือสมาคมการค้าเสรียุโรป เราไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะไม่ร่วมที่จะเป็นคู่ค้าคู่ลงทุนกับเขานะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมจะพิจารณาดูว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ เหตุผลความจําเป็นประการที่ ๒ ก็คือเพื่อรักษาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เมื่อช่วงเช้าผมก็ได้อภิปรายแล้วในส่วนที่ร่างกรอบข้อตกลงระหว่างไทยกับชิลี ว่าความสามารถในการแข่งขันในยุคปัจจุบันนี้สําคัญมากเลยครับ สถาบันระหว่างประเทศ อย่างเช่น เวิล์ด อิโคโนมิค ฟอรัม เป็นต้น ก็ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศต่าง ๆ ไว้ และมีการประกาศลําดับทุกปี ปีนี้เข้าไปดูปรากฏว่าของไทยเรา อันดับแย่มาก ๓๐ กว่านะครับ จําไม่ได้ว่า ๓๗ หรือ ๓๘ นะครับ ก็แสดงว่าเรามีความจําเป็น จะต้องเร่ง ไม่เพียงแต่รักษาไว้นะครับ เราควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้มากขึ้นนะครับ ทีนี้ดูของเอฟตาเป็นกลุ่มประเทศที่รวมแล้วมี ๑๒ ล้านคน จะว่ามาก ก็คงไม่มาก แต่เมื่อรายได้ต่อหัวนี่น่าทึ่งนะครับ รายได้ต่อหัว ๗๓,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะนี้ผมเปิดดูในอินเทอร์เน็ตของไทยเราก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี ก็สูงกว่าเรา ๗ เท่า ๓ ประเทศเท่านั้นนะครับ ประเทศ ๓ ประเทศ คือประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศ นอร์เวย์ ประเทศไอซ์แลนด์ แล้วก็ลิกเตนสไตน์ ประเทศเล็ก ๆ แต่มีรายได้ต่อหัวสูงขนาดนี้ จริงอยู่ว่าเราดูว่าเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในแง่รายได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็มองว่าเขามีรายได้สูง ก็สามารถที่จะซื้อสินค้าจากเราได้มากขึ้น สินค้าหลาย ๆ อย่างที่เป็นความต้องการของเขา ที่ว่าเราควรจะมีโอกาสขยายการค้าไปมากขึ้น
เหตุผลประการที่ ๓ ซึ่งผมก็ชักจะเห็นด้วยเช่นเดียวกันคือการลดผลกระทบ ที่ประเทศไทยจะถูกตัดจีเอสพี ลดผลกระทบทางลบนะครับ เนื่องจากว่าไทยขณะนี้เราได้รับ สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เราเรียกจีเอสพี คํานี้ก็ย่อมาจากคําว่า เจเนอรัลไลซ์ ซิสเต็ม ออฟ พรีเฟอเรนเซส (Generalized System of Preferences) สิทธิประโยชน์ทางการค้านี้ หรือจีเอสพีนี้ เป็นสิทธิประโยชน์ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกําลังพัฒนาโดยยกเว้น ภาษีให้หรือว่าเก็บก็เก็บในอัตราต่ํา อันนี้ก็คือช่วยให้ประเทศกําลังพัฒนาได้มีโอกาสพัฒนา ประเทศจะได้มีเงินไปซื้อสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ สวิสเซอร์แลนด์ กับนอร์เวย์เขาก็ซื้อสินค้า เขาให้จีเอสพีจากไทยนะครับไม่ว่าจะเป็นอาหาร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ข้าวโพด พวกสินค้าเคมี พวกเครื่องสําอาง เป็นต้นนะครับ โดยยกเว้น ภาษีให้ซึ่งคิดเป็นมูลค่านะครับ อย่างของสวิสเซอร์แลนด์เขาให้จีเอสพีเราในปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินถึง ๗๐๙ ล้านเหรียญสหรัฐ นอร์เวย์ก็ให้ ๙๑.๖๑ ล้านเหรียญสหรัฐ การที่เขาให้ จีเอสพีเรามากโดยลดภาษีก็ทําให้เรามีโอกาสส่งสินค้าไปได้มากขึ้น นั่นก็คือเป็นการเพิ่ม ขีดความสามารถให้กับการแข่งขันของไทยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ อย่างไรก็ตามการทําข้อตกลงกับประเทศใดก็ตาม รวมทั้งกับเอฟตาด้วย มันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย แล้วก็ต้องมีคนห่วงใยกันมากมายว่า ภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่นะครับ เรื่องนี้จากรายงานของกระทรวง พาณิชย์ก็เห็นว่าได้มีกระบวนการต่าง ๆ ในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จากหน่วยงานภาครัฐ กรมกองต่าง ๆ เอกชน รวมทั้งภาคประชาสังคมนะครับ โดยมีการ รับฟังความคิดเห็นรวมทั้งหมด ๑๕ ครั้ง มีผู้แทนเข้าร่วมมากกว่า ๑,๕๐๐ คน โดยเฉพาะเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนะครับ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการประชุม รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มโฟกัส กรุ๊ปของสินค้าบริการคู่ขนานไปกับการเตรียมการจัดทํา ความตกลงระหว่างไทยกับเอฟตานะครับ คือกับโฟกัสกรุ๊ปรวมทั้งหมด ๗ กลุ่มสินค้า ซึ่งดูแล้วก็เป็นสินค้าสําคัญ ๆ ของไทยทั้งสิ้นเลยนะครับ นอกจากนี้ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ปีนี้เอง กระทรวงพาณิชย์ก็ยังได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างกรอบการเจรจาที่กระทรวงพาณิชย์มีผู้เข้าร่วมประชุมถึง ๑๔๐ คน ประกอบด้วย ทุกภาคส่วนเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งกรอบการเจรจาความตกลงระหว่างไทยกับเอฟตา ก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันกับกรอบการเจรจาระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งผลจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคราชการ ภาคเอกชน ผลจากการรับฟังความคิดเห็นจากรายงานสรุปได้ว่า การเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าการลงทุนของไทย แต่ควรจะเจรจาอย่างรอบคอบ รวมทั้งระมัดระวังผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะสินค้าประมง และทรัพย์สินทางปัญญาในประเด็นสินค้ายา ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่เอกชนโดยเฉพาะบริษัทผู้ค้ายาของไทย เป็นห่วงเป็นใยมาก รวมทั้งผู้ที่อยู่ในวงการประมงด้วย ก็อยากจะเรียนถามว่าผลกระทบ ทางลบใน ๒ ประเด็นนี้ เรื่องสินค้าประมงกับทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็นไหนที่เอกชน เขาห่วงใยมากที่สุด และทางกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา หรือประชุมความคิดเห็นอย่างไรนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าการทําความตกลงซึ่งจะทําให้ เอกชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเขาเสียหาย รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการที่จะเยียวยาทางใด ทางหนึ่ง ที่ผ่านมานั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่าผลการเจรจาทําความตกลงเอฟทีเอของไทยกับ หลาย ๆ ประเทศนั้นมันได้อํานวยประโยชน์ให้กับประเทศไทย เราส่งสินค้าออกได้มากขึ้น อย่างเป็นที่น่าประทับใจ เพียงแต่ว่าปี ๒ ปีนี้มันลดลงมาผมว่าก็น่าจะเห็นใจ เพราะว่า เศรษฐกิจของโลกมันไม่ดีมาก ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป สหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นก็ตาม แต่เราก็หวังว่าการมีเอฟทีเอน่าจะดีกว่าไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนถามย้ําว่า คนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการทําความตกลงฉบับนี้เขาได้รับการอธิบายเป็นที่น่าพอใจ หรือไม่ แล้วก็ทางกระทรวงพาณิชย์มีแผนรองรับที่จะเยียวยาแล้วใช่หรือไม่ครับ ขอบคุณมาก ครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อการพิจารณาของ รัฐสภาโดยข้อการเสนอของรัฐบาล เรื่องร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตา ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการ เหตุผล ทั้งเห็นด้วยข้อสังเกต ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว ผมจะไม่พยายาม ที่จะซ้ําประเด็น แต่สิ่งที่ผมอยากจะเจาะลึกลงไปในเนื้อหาสาระแล้วก็ต้องการคําตอบจาก รัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่รัฐบาลได้ รายงานต่อรัฐสภาแห่งนี้ ก็คือการรับฟังความคิดเห็นในลักษณะที่เป็นโฟกัสกรุ๊ปจํานวน ๗ กลุ่มสินค้าและบริการ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ แล้วก็เหล็ก ซึ่งในกลุ่มที่ ๑ ผมจะไม่พูดถึง
กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มสินค้าแฟชั่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณี เครื่องประดับ รองเท้าและเครื่องหนัง ก็จะไม่พูดถึงเช่นกัน
ส่วนกลุ่มที่ ๓ ก็คือ กลุ่มสินค้ายา อันนี้จะขออนุญาตพูดถึง
กลุ่มที่ ๔ ก็คือ กลุ่มบริการ สาขาการเงิน ธนาคาร ท่องเที่ยว โรงแรม แอนิเมชัน อันนี้จะไม่พูดถึง เพราะว่าเราจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม
กลุ่มที่ ๕ ก็คือ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งจะขอพูดถึงด้วย
กลุ่มที่ ๖ กลุ่มสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แล้วก็กลุ่มที่ ๗ ก็คือกลุ่มสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองพันธุ์พืช
ผมจะขอพูดถึงเพียง ๓ กลุ่ม ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ต้องพูดถึง ทั้ง ๓ กลุ่ม เพราะมันกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรไทย จนก่อให้เกิดความ ลุกลามบานปลาย ก่อให้เกิดพี่น้องเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นยางพารา ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่กําลังเรียกร้องราคา แล้วก็เสนอให้กับรัฐบาลเร่งแก้ไข เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วมันเกี่ยวข้องกับ ข้อตกลงระหว่างไทยกับเอฟต้า อย่างไร และมันเกี่ยวข้องกับกระบวนการอย่างไร ผมขอ อนุญาตที่จะฉายภาพรวมย่อ ๆ ให้กับท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี แล้วก็จะขอถามกับ รัฐมนตรี แล้วก็ขอคําตอบตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดทางการค้าด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ การค้าในปัจจุบันเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจะต้อง เชื่อมไทยกับภูมิภาค เชื่อมภูมิภาคและเชื่อมไทยกับสังคมโลก กับเศรษฐกิจโลก เราปฏิเสธ ไม่ได้เลย ซึ่งเราตัวผมเองก็เห็นพ้องว่าจําเป็นที่จะต้องทําและจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ เพื่อให้ทันท่วงที ไม่ให้ไทยได้เสียโอกาส แต่ในเมื่อไทยไม่เสียโอกาส ย้อนกลับมามองที่ตัวเรา เอง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลกลับปล่อยปละละเลยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาด ตัดตอน และไม่ใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดทางการค้า ปี ๒๕๔๒ ให้เกิด ประสิทธิภาพครับ เพื่อที่จะรองรับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในประเทศ ในระดับภูมิภาคหรือ ในระดับโลก รัฐบาลกลับมีส่วนร่วมในการรู้เห็นเป็นใจ ในการปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ผูกขาดตัดตอน เอารัดเอาเปรียบและทํานาบนหลังของเกษตรกรรายย่อย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทําไมถึงพูดแบบนี้ครับ ผมยกตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างหรอกครับ แล้วก็เห็นในเชิง ประจักษ์ ผมยกตัวอย่างนะครับ เช่น สายพันธุ์พืชบางอย่างที่รัฐบาลปล่อยให้มีการผูกขาด ตัดตอน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรกําลังประท้วงเรียกร้องราคา เพราะต้นทุนมันสูง เหตุผลที่ต้นทุนสูงเพราะอะไรครับ ๑. รัฐบาลปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดตัดตอน เมล็ดพันธุ์การผลิต ผมเองกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กราบเรียนท่านประธานทั้งในเวที ของสภาและในเวทีของรัฐสภาไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับการสนองตอบ สายพันธุ์พืช ในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ สมัยก่อนอย่างพันธุ์ข้าวโพด รัฐบาลเคยสนับสนุนให้มี การผลิตสายพันธุ์เปิด ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์สุวรรณ ๑ พันธุ์สุวรรณ ๒ พันธุ์สุวรรณ ๓ ในปัจจุบัน โดยศูนย์วิจัยพืชไร่ที่นครสวรรค์เขาก็ได้ผลิตสายพันธุ์เปิด สายนครสวรรค์ ๑ นครสวรรค์ ๒ นครสวรรค์ ๓ ต้นทุนการผลิตแค่เพียง ๓๐ ตันที่รัฐบาลให้ต่อปี ผูกขาดมาก แต่เกษตรกร ต้องการที่จะใช้สายพันธุ์ทั้งหมด เมล็ดพันธุ์ทั้งหมด ประมาณเกือบ ๓๐,๐๐๐ ตันต่อปี แต่รัฐบาลไม่เคยสนับสนุนงบประมาณให้มากกว่านี้เลย ทําไมครับ เพราะรัฐบาลสมรู้ร่วมคิด กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ปล่อยให้มีการผูกขาดตัดตอนกัน และจําหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับ เกษตรกรในราคาสูงเกินกว่าความจําเป็น ท่านประธานครับ จากต้นทุนถ้าเกิดว่าผลิต ๓๐ ตัน ต้นทุนกิโลกรัมละไม่เกิน ๖๐ บาท ถ้าผลิต ๑๐,๐๐๐ ตัน ต้นทุนไม่ควรที่จะเกิน ๒๕-๓๐ บาท เกษตรกรควรที่จะลดต้นทุน การผลิตได้ต่ําที่สุด เพื่อแข่งขันกับตลาดโลกได้ แต่รัฐบาลไม่ครับ บอนไซไม่ให้โต เพื่ออะไรครับ พอเกษตรกรรายย่อยปลูก เขาจําเป็นที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกปี บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาด ตัดตอนโดยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจจากรัฐบาล จากรัฐมนตรีบางคน ข้าราชการบางกรมบางคน ที่ได้รับผลประโยชน์เป็นเบี้ยใบ้รายทางเพียงเล็กน้อย แต่ละเลยต่อเกษตรกรรายใหญ่ ท่านปล่อยให้บริษัทผูกขาดตัดตอนเหล่านี้แสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกรปีหนึ่ง หลายหมื่นล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ น่าช้ําใจที่สุด รัฐบาลมาจากคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ทําไมรัฐบาลไปสนองตอบต่อผู้ผูกขาดซึ่งเป็นนายทุนไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล ไม่กี่กลุ่ม แต่รัฐบาลไม่เคยรับใช้เกษตรกรเลย ท่านปล่อยแบบนี้ได้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ปุ๋ยยา บริษัทปุ๋ยแห่งชาติหายไปไหนครับ ทําไมรัฐบาลจึงปล่อยให้ บริษัทค้าปุ๋ยและนําเข้าปุ๋ยเพียงไม่กี่บริษัทเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร ค้ากําไรเกินควร ปีหนึ่ง เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลปล่อยให้ภาวการณ์เป็นอยู่ แบบนี้ เกษตรกรรายย่อยตายทั้งหมดครับ เกษตรกรไทยตายทั้งหมด ส่วนการที่ท่านเปิด เอฟทีเอ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ยุโรป อเมริกา หรือว่าอาเซียนบวก ๓ หรืออะไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ เกษตรกรรายย่อยแทบจะไม่ได้ประโยชน์ ซึ่งเกษตรกรรายย่อย เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านปล่อยให้เกษตรกรรายย่อยตายกันหมด และปล่อยให้ บริษัทผูกขาดตัดตอนและบริษัทด้านธุรกิจทางการเกษตรยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีอิทธิพล เหนือรัฐมนตรี ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลเป็นผู้กําหนดนโยบายและรัฐมนตรีรับใช้บริษัท นายทุนต่าง ๆ เหล่านี้มากกว่าที่จะรับใช้เกษตรกรรายย่อยอย่างนั้นใช่หรือไม่ครับ ถ้าเกิดว่า ท่านตอบปัญหานี้ได้ ม็อบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นม็อบข้าวโพด ม็อบยางพารา ม็อบมันสําปะหลัง ม็อบพืชผักผลไม้ต่าง ๆ คงไม่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รัฐมนตรีให้คําตอบเรื่องนี้อย่างไร รัฐมนตรีจะมีมาตรการในการที่จะบังคับใช้กฎหมายว่าด้วย การป้องกันการผูกขาดทางการค้าได้อย่างไร และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ถามว่า ดีไหมครับ ดีครับ แต่ว่าดีกับใครครับ ถามต่อไป ดีกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีโอกาสเข้าถึง ที่มีโอกาสผูกขาด ที่มีโอกาสเอารัดเอาเปรียบ ที่ได้รับการสนองตอบจากรัฐบาล จากรัฐมนตรี บางคน จากข้าราชการบางคนที่ไปรับใช้กลุ่มทุน กลุ่มนายทุนยักษ์ใหญ่พวกนี้ใช่ไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการคําตอบและไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการผูกขาดตัดตอนทางการค้า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีบริษัทใด ๆ เลยที่จะถูกลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะเขาเอากรรมการบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เขาสนับสนุนเงินให้กับพรรคการเมือง บางพรรค ให้กับรัฐมนตรีบางคน ให้กับข้าราชการบางคน มาเป็นคณะกรรมการว่าด้วย การผูกขาดทางการค้า กฎหมายจึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่นั่งฟัง ท่านใช้วาทกรรมบ่อยเหลือเกินว่า ท่านเป็นไพร่ ท่านเอาอุดมการณ์มารับใช้ประชาชนส่วนใหญ่สิครับ ท่านอย่าไปรับใช้นายทุน ขอคําตอบจากท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญหมอเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิริธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก็ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในร่างกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปมาค่อนข้างนานนะครับ ก็มีประเด็นค่อนข้างจะหลากหลาย แต่ว่าผมดูแล้วมันก็ไม่ได้ไปโยงถึงกับประเด็นที่อยู่ใน เอกสารที่น่าสนใจ เพราะว่าอาจจะไปพูดถึงประเด็นในเรื่องของกรอบการเจรจาเอฟทีเอ โดยรวม กรอบการเจรจาเอฟทีเอโดยรวมส่วนใหญ่ก็จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องผลกระทบต่อ เกษตรกรของบ้านเรา แต่ในเรื่องนี้มันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของผลกระทบต่อเกษตรกร มากนัก เพราะว่าเราต้องดูว่าในเรื่องของการนําเข้าของเราใน ๑๐ อันดับแรกมีอะไรบ้าง ถ้าหากว่าเราเปิดการเจรจาเอฟทีเอกับเอฟตา หรือยูโรเปียน ฟรีเทรด แอสโซซิเอชัน แล้ว มันจะกระทบกับกลุ่มไหนบ้าง ในที่นี้ผมจะยกในเรื่องของสินค้าที่ได้รับผลกระทบชัด ๆ ก็เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคําซึ่งเรานําเข้าค่อนข้างมาก สัดส่วนค่อนข้างเยอะ นะครับ ๔,๓๗๒ ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือนาฬิกาและส่วนประกอบ ท่านประธานครับ นาฬิกาก็ชัดเจน เพราะว่าประเทศที่เราจะทํากรอบการเจรจาที่อยู่ในเอฟตามันมีประเทศ สวิตเซอร์แลนด์อยู่ แล้วก็นอกเหนือจากสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็รวมถึงนอร์เวย์ ซึ่ง ๔ ประเทศ แต่เดิมมีมากกว่านี้อีกครับ ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ การก่อตั้งของเอฟตา เดิมมีประเทศอื่น ๆ เสร็จแล้วประเทศ ต่าง ๆ เหล่านั้น เช่นออสเตรียเขาก็โยกเข้าไปในอียู (EU) ก็คงเหลือประเทศแค่ ๔ ประเทศ แต่ว่า ๔ ประเทศนี้มีความสําคัญค่อนข้างมาก เพราะว่าใน ๔ ประเทศนี้ถ้าเราคิดเรื่องของ รายได้ประชาชาติต่อหัว ตรงนี้ผมเอาตัวเลขมาจากวิกิพีเดีย (Wikipedia) เพราะว่ามันมี ตัวเปรียบเทียบ ผมไม่ได้เอาตัวเลขจากเอกสารในหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าอย่างตัวเลขของ กลุ่มนี้ที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย รายได้ต่อหัว ๗๓,๐๐๐ กว่าเหรียญต่อปีต่อคน แต่ในวิกิพีเดีย แล้วในเอฟตามีรายได้ต่อหัวต่อคน ๕๘,๗๑๔ เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อคน ในขณะที่อียูรายได้ ต่อหัวประชากรเฉลี่ยโดยรวม๓๓,๔๘๒ เหรียญ ต่างกันเยอะเลยครับ ขณะที่อียูด้วยกันเยอะ เพราะว่าอียูมีประเทศทางตะวันออกเป็นตัวดึงรายได้ต่อหัวของเขาลง และในขณะที่อาเซียน ของเรานี้อยู่ที่ ๓,๙๐๙ เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อคน จะเห็นได้ว่ารายได้ของเขาต่างกัน เพราะนั่นเป็นประเทศที่รวย ว่าอย่างนั้นเถอะนะครับ เมื่อเป็นประเทศที่รวยแล้ว การเจรจา การค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ณ วันนี้ประเทศไทยเราได้เลือกแล้วว่าการเจรจาเอฟทีเอกับคู่สัญญา ทวิภาคีหรือพหุภาคีก็ตาม เป็นยุทธศาสตร์ เป็นธงของประเทศ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมา บริหารประเทศก็ยึดการเจรจา ยึดยุทธศาสตร์การเจรจาระหว่างประเทศเป็นหลัก ซึ่ง ณ วันนี้เราจะไม่เห็นด้วยคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรายึดคัมภีร์ว่าเราจะทําเอฟทีเอ กับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ต้องเดินหน้าไป แต่การเจรจาเอฟทีเอ ปัญหาก็คือว่ามันมีการเจรจากับคู่เจรจาหรือกลุ่มถ้าหากว่าเราเจรจา กับคู่เจรจา มันก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสียเปรียบกับประเทศยักษ์ใหญ่เนื่องจากประเทศเรา เป็นประเทศที่เล็ก แต่ถ้าเรารวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน มีคนรวมกัน ๖๐๐ ล้านคน ตรงนี้เราจะไปต่อรองกับใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรืออียูหรือจีน ความสามารถ เรามี แล้วก็กลุ่มสามารถดึงดูด แล้วก็ทําให้เรามีพลังในการเจรจา แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าในการ เจรจาเป็นกลุ่มหรือพหุภาคี มันเป็นการเจรจาที่ค่อนข้างลําบาก เพราะว่าประเทศนั้นจะเอา อย่างนี้ ประเทศนี้จะเอาอย่างนั้น ประเทศนี้ปกป้องเกษตรกรอย่างนี้ อีกประเทศหนึ่งไม่ได้ ปกป้องเกษตรกรในภาคเดียวกัน ซึ่งก็ทําให้การเจรจาพหุภาคีลําบาก ฉะนั้นเราจึงต้องเลือก เจรจาทวิภาคีควบคู่ไปด้วย ในกรณีนี้มันเป็นกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย คือไทยประเทศเดียวไม่ใช่เป็นกลุ่มกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตาซึ่งเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้นน้ําหนักการเจรจาเราก็ค่อนข้างจะน้อยกว่าที่เป็นกลุ่ม ก็ไม่ได้น้อยเสียทีเดียว เพราะว่า ณ วันนี้เขาจัดชั้นประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มันพ้นจากประเทศ ที่รายได้ปานกลางขึ้นมาเป็นรายได้สูงด้วยอันนี้มีผลต่อการที่เราจะเจรจากู้เงินก็จะทําให้ ดอกเบี้ยสูงขึ้น อันนั้นก็เป็นเรื่องปกติแต่ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้เมื่อเราเลือกที่จะ เจรจากับเอฟตาแล้ว แน่นอนเราเหมือนกับคนที่จนไปเจรจากับคนที่รวย แต่ว่าเราเป็นคนจน ที่เนื้อหอม เพราะว่าเขาก็หวังว่าเจรจากับเราเสร็จเขาก็สามารถที่จะส่งสินค้ามาขายให้เราได้ เรื่องของการเจรจาเอฟทีเอเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ก็พยายามจะขายสินค้าให้มาก ๆ นะครับ ทําอย่างไรจะดึงดูดเงินลงทุนให้เข้าประเทศ ได้เยอะ ทุกประเทศเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นการต่อรองว่าคุณเอาตรงนี้ไป ฉันเอาส่วนนั้นมา มันก็ต้องเป็นการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ อันนี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดานะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนตัวผมนี้ผมเห็นด้วยกับการเจรจาเอฟทีเอนะครับ แต่ว่า ในเรื่องของพหุภาคี ผมเห็นว่ามันอาจจะต้องแยกทําทวิภาคีร่วมไปด้วย แต่ผมไม่เห็นด้วย กับการที่เราจะกระโดดไปเป็นประเทศแรก ๆ ประเทศแรกนะครับ แน่นอนครับ ในเรื่องนี้ ในเอฟตา เราเป็นประเทศที่อาจจะเป็นประเทศที่สี่รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ผมว่าดีแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะว่าตรงนี้เราก็จะเห็นว่าส่วนที่ประเทศ ๓ ประเทศ ที่เขาเจรจาก่อนเรา เขาได้เจรจาอะไรไปบ้าง อะไรเป็นสิ่งที่เราควรจะเดินตาม อะไรเป็นสิ่งที่ เราควรจะชะลอ ผมคิดว่าตรงนี้จะเกิดประโยชน์มากนะครับ ทีนี้ในกรอบที่ท่านรัฐมนตรี แถลงมามันเป็นกรณีที่บอกว่าเรามีเจรจาอยู่ ๑๗ ประเด็น ใน ๑๗ ประเด็นนั้น ผมดูแล้ว การนําเข้านะครับ การนําเข้าของประเทศไทยที่นําเข้าสินค้าของเอฟตา มีอยู่ในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมเป็นอันดับ ๓ มูลค่าไม่เยอะหรอกครับท่าน เมื่อเทียบกับ เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคํา ซึ่งในปี ๒๕๕๕ เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคําอยู่ที่ ๗,๒๗๗ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และเภสัชกรรมอยู่ที่ ๒๐๙.๙ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ๒๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๗,๒๐๐ ล้านบาท มันก็ไม่เยอะหรอก แต่ว่ายาคือเป็นประเด็นที่สําคัญ ประเด็นที่สําคัญของยาก็คือว่า บริษัทข้ามชาติจะใช้อิทธิพลต่อรัฐบาลมาผลักดัน แล้วก็มาต่อรอง ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับว่าในกรณีที่เราเจรจาเอฟทีเอ มันก็จะมีประเด็นที่สําคัญ แล้วมีประเด็นที่คนไทยมากมายต่อต้าน โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) ว่าจะทําให้ยาแพง แล้วคนจนในบ้านเราเข้าไม่ถึงบริการ เราโชคดีครับ รัฐบาลที่ผ่านมาผลักดันเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ตรงนี้ผมยกเครดิตให้กับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่เดินเรื่องนี้ มาก่อน แต่ว่าในกรณีที่เราใช้นโยบายประชานิยม ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเป็นประชานิยม นะครับ มันเป็นประชานิยมหนึ่ง ที่คนจนได้เข้าถึงบริการ แล้วเรามีกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้มแข็ง เรามีหน่วยงานที่ตั้งใหม่คือ สปสช. ซึ่งดูแลระบบได้ค่อนข้างดี ใช้เงินงบประมาณ ต่อหัวของประชากรค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ มาดูงาน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคในบ้านเรา อันนั้นคือสิ่งที่ดี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่ระวังให้ดีมันก็จะทําให้ยาที่ได้สิทธิบัตรยาจะมีราคาแพงขึ้น แล้วก็แทคติก (Tactic) ของบริษัทยาข้ามชาติต้องยอมรับก่อนว่าบริษัทยาเหล่านี้อิทธิพลสูง ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทยาอยู่เยอะ แล้วเป็นบริษัทยาที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสิ้น เขามีนวัตกรรม มีอินโนเวชัน (Innovation) ในเรื่องของการผลิตยา แล้วก็เป็นยาที่ผลิต ที่มีคุณภาพ แต่ว่าเมื่อมีการผลิตยาที่มีคุณภาพ สินค้ายานี่ละทํารายได้ให้กับประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ทํารายได้ให้กับเอฟตาค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อมีการเจรจามาต่อรอง กับเรา หนีไม่พ้นนะครับท่านประธานว่ากรณีการเรียกร้องในกรณีนี้เรื่องของสิทธิบัตรยา ได้รับการคาดหมายว่าจะถูกผลักดันจากเอฟทีเออย่างแน่นอน ผลักดันอย่างไรครับ ผลักดัน ในเรื่องของการเรียกร้องการชดเชยเวลาที่ใช้ในการอนุมัติการวางตลาดก็คือขยายอายุ ของสิทธิบัตรยา เมื่อขยายอายุของสิทธิบัตรยาเขาก็สามารถขายยาได้นานขึ้น ยังไม่พอ นะครับ ท่านประธาน มันยังมีปัญหาเรื่อง เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ (Evergreen Patent) เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ ผมอยากจะแปลสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับท่านประธาน สิทธิบัตรยา ที่ไม่หมดอายุ เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ นะครับ ทางกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ เราไม่ได้รู้หรอกนะครับว่าจะมีเรื่องของการกรอบเจรจากับเอฟตา เข้าสภา แต่เรารู้ว่ามันจะมีการเจรจากับอียูซึ่งผ่านรัฐสภาแห่งนี้ไปแล้ว แล้วก็ปัญหาเรื่องของ การเข้าถึงยา เรื่องของราคายาที่มีสิทธิบัตรที่แพงขึ้นเป็นประเด็นที่เราสนใจ แล้วก็ให้น้ําหนัก ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานมาชี้แจงประกอบด้วย คณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานองค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข แล้วก็กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เข้ามาให้ข้อมูลเรื่องของเอฟเวอร์กรีน แเพทเตนท์ ผมจะสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ท่านประธานครับ คือลิขสิทธิ์ยามีอายุ เช่น ๒๐ ปี แต่มันมีแทคติก ของบริษัทยาในกรณีที่เขาจะเพิ่ม โปรรีมอบ (Polymorph ) หรือว่าเปลี่ยน เชน (Chain) คือตัวของเคมีในสารเคมีของตัวยา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขา ไปจดสิทธิบัตรตัวใหม่ซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวเก่า สิทธิบัตรตัวใหม่มันจะโยงถึงตัวเก่า ตรงนี้พอหมดอายุของตัวเก่ามันก็อ้างว่าตัวใหม่จดสิทธิบัตรซึ่งมีผลกระทบต่อตัวเก่า มันก็เท่ากับสิทธิบัตรของตัวเก่ามันยังมีอายุต่อไปอีก ตรงนี้ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาของกระทรวงพาณิชย์บอกไม่ใช่ ตัวเก่าไม่ว่าจะเป็น อย่างไรเมื่อหมดอายุก็หมดไป ท่านจดลิขสิทธิ์ยาตัวใหม่ก็เป็นยาตัวใหม่ แต่ข้อมูลของ สวรส. ไม่ใช่ อันนี้คือแทคติคส์ทางการค้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะฝากท่านประธาน ผ่านถึงท่านรัฐมนตรี ทั้งกระทรวงพาณิชย์ท่านจะต้องคุยกับกระทรวงสาธารณสุข ท่านจะต้องระดมสมองในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็คุยกันให้ชัดเจนในเรื่องของข้อมูล เรื่องข้อสรุปที่แท้จริงในเรื่องของสิทธิบัตรยาตามข้อมูลที่ผมได้ให้ในเบื้องต้นนี้ แล้วท่านก็ไป สรุปประเด็น นําไปเจรจา แล้วก็เมื่อเราจะเจรจาเราก็จะมีการเจรจากับอียู กับเอฟตา แล้วก็ จะตามมาด้วยการเจรจากับทีพีพีคือสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันในเรื่องของยากับสิทธิบัตรยา เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่ตกผลึกในเรื่องความคิดเห็นของหน่วยงานราชการ ท่านก็ไปเจรจา ไม่ได้ เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์เชื่อว่าไม่มีปัญหา แต่ว่า สวรส. ของกระทรวงสาธารณสุข บอกมีปัญหา ท่านต้องหาข้อสรุปครับ เมื่อข้อสรุปแล้วมันถึงจะไปเจรจาได้ แล้วก็มันอยู่ใน ตรรกะ อยู่ในพื้นฐานที่บริษัทยาข้ามชาติต้องได้รับประโยชน์ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มาเจรจา เอฟทีเอกับท่านหรอกครับ เพราะว่าการเจรจาเอฟทีเอก็คือว่าจะทําอย่างไรจะเพิ่มการขายยา ทั้งมูลค่าและปริมาณของยาให้ขายในเมืองไทยได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เราก็มีหน้าที่คิด กระทรวงพาณิชย์จะขายของ กระทรวงพาณิชย์มีหลักการในการทํางานว่าจะทําอย่างไรก็ตาม ให้ขายสินค้าได้มากที่สุด ถ้าหากว่าไปต่อรองเรื่องยาก็อาจจะขายสินค้าได้น้อยลง เพราะฉะนั้นก็อาจจะยอมในเรื่องของลิขสิทธิ์ยา แต่พันธกิจกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่ พันธกิจกระทรวงสาธารณสุขคือทําอย่างไรให้คนไทยใช้ยาได้ในราคาถูกเพื่อลดงบประมาณ เพื่อจะเพิ่มการเข้าถึงยาของประชาชนคนไทย ยามะเร็ง ยารักษาโรคเอดส์ โรคหัวใจ โรคอื่น ๆ ทั้งหมด มันมาจากการคิดค้นยาตัวใหม่ แล้วก็เมื่อคิดค้นยาตัวใหม่มันก็มีลิขสิทธิ์ คุ้มครอง นานแค่ไหนก็ตาม ๒๐ ปี ๒๕ ปี อาจจะเริ่มตั้งแต่วันที่เริ่มทดลองหรือเริ่มตั้งแต่ วันที่จดลิขสิทธิ์ก็แล้วแต่ กฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ว่าพันธกิจของกระทรวง สาธารณสุข ของทั่วโลกเหมือนกันว่าทําอย่างไรถึงจะปกป้องประชาชนคนในชาติของตัวเอง ให้ได้เข้าถึงยา แล้วก็ใช้งบประมาณในการซื้อยาจากต่างชาติให้น้อยที่สุด ทําอย่างไร ถึงช่วยเหลืออุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศได้ พันธกิจตรงข้ามกับกระทรวงพาณิชย์ครับ แต่ท่านเจรจาท่านต้องไปด้วยกัน ต้องคุยด้วยกัน ทิศทางต้องเหมือนกัน แล้วก็ผมถึงบอกว่า ถ้าเราสามารถเจรจาพหุภาคีก่อน การเจรจาทวิภาคีง่ายขึ้น ถ้าเราเจรจากับประเทศยักษ์ใหญ่ เราสามารถทําได้ เรามีกลุ่มในการเจรจา เราก็จะช่วยให้การเจรจาระหว่างประเทศทวิภาคี มันก็ทําได้ง่ายขึ้น กรณีนี้ผมจึงฝากให้ท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าตรงนี้ท่านไปคุยกัน ให้ตกผลึก แล้วก็แนวคิดหรือข้อตกลงให้เหมือนกันก่อนที่ท่านจะไปเจรจา ซึ่งถ้าหากว่า ไม่อย่างนั้นการเจรจาต่างคนต่างพูด กระทรวงพาณิชย์พูดไปอย่างหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข พูดไปอย่าง ผมไม่รู้ว่าจะไปต่อรองเขาอย่างไร แต่ท่านต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะฝากตรงนี้ท่านไว้เพราะว่าในกรณีนี้จากเอกสารที่ได้มานี้ผมสรุป สั้น ๆ ว่าเมื่อเราตกลงกรอบเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับเอฟตา สินค้าที่เราจะได้ ประโยชน์ มีสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป แต่ไม่มีใน ๑๐ รายการที่นําเข้า อัญมณีและ เครื่องประดับเป็นยอดสูงสุดที่นําเข้า แต่ที่เสียประโยชน์มีสินค้าประมงและประมงแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาครับ เสียประโยชน์ครับ บริการด้านการเงิน เสียประโยชน์ครับ ตรงนี้เราเลือกไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีใครเขามาเจรจากับเรา มันต้องมีการได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ แล้วก็ต้องมาแลกเอา โดยยึดประโยชน์ของชาติ เป็นหลัก แล้วก็ไปเยียวยาให้กับภาคของสินค้าที่เสียประโยชน์ ท่านต้องไปชดเชย ท่านต้อง ไปเยียวยาเขา ในกรณีของสินค้าของเขาได้รับผลกระทบจากการทําเอฟทีเอ ผมคิดว่าตรงนี้ ฝากท่านประธาน ผมฝากในประเด็นเดียวในเรื่องของยา ผมไม่เอาเรื่องแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เพราะว่ามันไม่มีในนี้ แล้ว ๔ ประเทศนั้นไม่ได้เป็นสินค้าหลักของเขา เขาไม่ได้ขาย แอลกอฮอล์ ไม่ได้ขายบุหรี่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมเก็บเอาไว้ในกรณีที่กรอบการค้า กรอบการเจรจา หรือเอฟทีเอของประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าสภาเพื่อจะได้ไม่ทําให้เพื่อนสมาชิก เสียเวลาครับ ผมก็คงมีเรื่องที่ฝากไว้ตรงนี้ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ แล้วต่อด้วยท่านจิตรนะครับ เดี๋ยว ๆ มีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตถามท่านประธานว่าตอนนี้ยังเหลืออีกหลายคน ไหมครับ เพราะว่าเนื่องจากว่า พ.ร.บ. สาธารณสุขนี้มีความสําคัญกับพี่น้องชาวไทย ทั่วทั้งประเทศครับ
ขณะนี้มีอยู่อีก ๕ ท่านครับ เดี๋ยวผมอ่านชื่อนะครับ ท่านเกียรติเสร็จแล้วท่านจิตต์ ท่านอรรถวิชช์ แล้วก็ท่านรัชฎาภรณ์ ท่านสุดท้ายก็คือท่านกษิต ภิรมย์ แค่นี้ครับ แล้วก็หมดคงไม่มีใครแจ้งชื่ออีกนะครับ ท่านเรวัต มีหรือครับ คุณหมอเชิดชัยหรือครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมออกไปเจอคุณหมอ อนามัยที่มาชุมนุมกันนะครับ ที่มาทั้งหมดนี้หลายพันคน เขาหวังว่าอยากจะได้ พ.ร.บ. วิชาชีพสาธารณสุขชุมชนนะครับ เพราะฉะนั้นจะขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ไปยังสมาชิกขอให้ท่านพูดคนละ ๕ นาทีได้ไหมครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
เอาอย่างนี้ครับ คือขอให้ กระชับหน่อยก็แล้วกันนะครับ กระชับหน่อยครับ เชิญท่านเกียรติครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภานะครับ ขอร่วมอภิปราย ในเรื่องของกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปนะครับ ผมจะพยายามกระชับและจะไม่ซ้ําประเด็นของเพื่อนที่อภิปรายไปแล้วนะครับท่านประธาน
ประการแรกครับ ขอคํายืนยันของท่านรัฐมนตรีนะครับว่าผลการศึกษาของ ไบรอัน เคฟ คือจริง ๆ ในนี้แนบเฉพาะพาวเวอร์ พอยท์ (Power Point) มา ขอฉบับเต็มครับ ที่แจกให้สมาชิกรัฐสภาทราบนะครับ ก็คงหลังจากที่เราลงคะแนนก็ได้ครับ อันนั้นไม่เป็นไร แต่ขอให้มีการนํารายงาน เพราะว่ามันเป็นสาระสําคัญครับ และเป็นสิ่งที่สมาชิกควรจะรับรู้ รับทราบ
ประการที่ ๒ ครับ จากผลการเจรจาหรือประสบการณ์ที่เราผ่านมา ในการ ที่เราไปเจรจากับสหภาพยุโรป ก็มีกระแสออกมาว่าจะไม่มีการเปิดเผย การเจรจาถือเป็น เรื่องลับ จนกว่าจะมีข้อตกลงแล้ว ตรงนี้ครับผมถึงเป็นกังวลอย่างมากนะครับท่านประธาน จริง ๆ ทั่วโลกเขาไม่ทําอย่างนั้นนะครับ ของเราไม่รู้ทําไมถึงไปยอม หรือไปตกลงกันว่าจะปิด เป็นความลับ และของเรานี้พอบอกว่าปิดเป็นความลับก็เถรตรงมากครับ คือประเทศอื่น ๆ เขาบอกว่าปิดเป็นความลับ หมายความว่าเขาไม่ให้เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ในแง่ถ้อยคํา ของข้อตกลงนะครับ แต่จะมีการเปิดเผยให้กลุ่มที่มีผลประโยชน์ได้เสียรับรู้รับทราบ ตลอดกระการของการเจรจา ตรงนี้ขอทําความเข้าใจนะครับว่าไม่อยากเห็นกรณีดังกล่าว จะบานปลาย สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมเหมือนกรณีของไทย-สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการ ไม่เปิดเผยนี้ครับ แล้วบอกเป็นเรื่องลับ ซึ่งจริง ๆ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี เลยครับ ทั้งสหภาพยุโรป ทั้งสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศเอฟตานี้ ผมได้พูดคุยกันชัดเจน ไม่ได้มีข้อเรียกร้องที่ให้เป็นความลับให้ลักษณะที่รัฐบาลและหัวหน้าคณะเจรจาขณะนี้เข้าใจ เปิดเผยได้ครับ แต่ไม่ใช่เผยแพร่นะครับ เพราะว่าการเปิดเผยมีความสําคัญเวลาท่านไปหารือ กับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อขอความเห็นเขา ท่านคงต้องเปิดเผยว่ากําลังจะไปตกลงกันในเนื้อหา คืออะไร ถ้าไม่เช่นนั้นจะคุยกันไม่ได้สาระครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของค้าสินค้าผมจะ ลงในตัวกรอบเลยนะครับ ที่ผมเห็นว่ามันมีบางประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น หรือท่าที ของรัฐบาลเป็นอย่างไรต้องมีความชัดเจน
ประการแรก ในเรื่องของระเบียบพิธีศุลกากรและการอํานวยความสะดวก ทางการค้า ผมเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้เราแก้กฎหมายครับ ของเราจะแก้กฎหมายไหมครับ ความจริงกฎหมายนี้ที่ร่างแก้ พ.ร.บ. ศุลกากรนี้จ่ออยู่ที่สภาตอนช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล เผอิญรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้หยิบขึ้นมาทํา อันนี้ก็จะเป็นเงื่อนไขของทั้งสหภาพยุโรปของทีพีพี และของกรณีเอฟตาด้วย อยากทราบนิดหนึ่งครับว่าความประสงค์แนวทางยุทธศาสตร์ ของรัฐบาลในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร
ประการต่อมากฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า จริง ๆ แล้วตอนนี้เราเริ่มมีข้อตกลง เขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ หลายกลุ่ม แล้วเราก็พบว่าเราไปเจรจาแต่ละครั้งแต่ละกลุ่ม มีกฎเรื่องถิ่นกําเนิดสินค้าที่แตกต่างกันออกไป อันนี้สร้างปัญหาให้ภาคการผลิตอย่างมาก เพราะว่าท่านลองคิดดูนะครับ โรงงาน ๆ หนึ่งผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่อส่งไปประเทศหนึ่ง ที่มีข้อตกลงกับเราด้วยเงื่อนไขหนึ่ง พอไปเจออีกความตกลงหนึ่งไปเจออีกเงื่อนไขหนึ่ง ปรับกระบวนการผลิตอย่างไร ตรงนี้ต้องฝากท่านไว้นิดหนึ่งนะครับ จริง ๆ เราควรจะมี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าวันนี้เราเดินไปสู่การเจรจากับสหภาพยุโรป เรากําลังจะเจรจาเอฟตา ชิลี เปรู ไม่เป็นไรนะครับ จบไปแล้ว ๒ อันนี้เราจะไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่าเรื่องถิ่นกําเนิด สินค้า เพราะไม่เช่นนั้นท่านได้ข้อตกลง แต่ท่านไม่ได้ประโยชน์ เพราะปัจจุบันนี้ท่านประธาน ทราบไหมครับว่ามีการสํารวจเอกชนทั่วโลกนะครับว่า ได้ประโยชน์จากความตกลงเหล่านี้ สักกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานทราบไหมครับ ผลสํารวจออกมาภาคธุรกิจเอกชนทั้งโลกไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเหตุผลอันหนึ่งที่สําคัญก็คือว่ากฎเรื่องถิ่นกําเนิดสินค้านั้นมันแตกต่างกัน ระหว่างความตกลงแต่ละอัน แล้วก็เป็นปัญหา แล้วบางกรณีบริษัทก็เลือกที่จะไม่ใช้ประโยชน์ จากการลดกําแพงภาษีเพราะมันยุ่งยากในการขอและการปรับกระบวนการผลิตภายใน ตรงนี้ต้องขอความชัดเจนนิดหนึ่งว่าของเราเองมียุทธศาสตร์ไหมครับ ยุทธศาสตร์ในการ เจรจาถิ่นกําเนิดสินค้าว่าเราจะเดินทิศไหน ตอนนี้ของอาเซียนเรามีกรอบหนึ่ง อาเซียน บวก ๑ บวก ๑ บวก ๑ คือประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ก็มีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ไปบวกประเทศจีน ประเทศอินเดีย มีประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศ นิวซีแลนด์ ก็มีอีกกรอบหนึ่ง สร้างปัญหาอย่างมากครับ ตอนนี้ท่านมีโอกาส เพราะท่านกําลัง จะเริ่มเจรจาของทั้งสหภาพยุโรปและเอฟตาคู่ขนานกันไป สหภาพยุโรปเพิ่งเริ่มไป ๒ รอบ เป็นโอกาสนะครับที่ท่านจะมีการกําหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของคู่เจรจาและของประเทศ ไทยว่า ถิ่นกําเนิดสินค้าในที่สุดแล้วจะมีหน้าตาอย่างไร และมีความคงเส้นคงวาในแต่ละ ความตกลงมากน้อยแค่ไหน
ประการต่อมา มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในข้อ ๔.๒ ท่านบอกว่า สอดคล้องกับหลักการของความตกลงขององค์การการค้าโลก เขียนไว้ก็ดีนะครับ แต่ในการ บังคับใช้เรื่องนี้ท่านคงต้องทําความเข้าใจกับกฎหมายการตอบโต้กับทุกตลาดก่อน กฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับเดียวในโลกที่ทําให้ผู้ที่ถูกสงสัยว่าทุ่มตลาดนี้เสียประโยชน์ทันที ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ว่าเขาผิดจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเหมือนกันทั่วโลก รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย ให้สิทธิในการตั้งการยื่นหลักประกันล่วงหน้าเลยในวันที่คุณถูกสงสัย วิธีที่ท่านจะไปเจรจานี่ จริง ๆ แล้วก็ต้องเป็นการเจรจาในลักษณะว่าก่อนที่จะมีการบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้กับบริษัทใดก็แล้วแต่ ควรจะให้มีการหารือกันเสียก่อน ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องต้นก่อนที่จะมีข้อกําหนดว่าจะใช้มาตรการในการเรียกร้อง ให้มีการนําแบงก์ (Bank) การันตีหรือหลักประกันของธนาคารไปค้ําไว้ เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าท่านเดินผิดทาง องค์การการค้าโลกไม่ได้พูดเรื่องนี้ไว้นะครับท่านประธาน ไม่ได้พูดไว้ ประเด็นที่สําคัญปัญหามันไม่ได้อยู่ที่องค์การการค้าโลก ปัญหาอยู่ที่ตัวกฎหมายของตัวมันเอง ซึ่งมันมีหลักที่พิเศษกว่ากฎหมายฉบับอื่นของทั่วโลกนี่นะครับ ตรงนี้ก็อยากจะทราบว่า ท่านจะเดินทางไหนนะครับ
ประการต่อไปที่ผมเป็นห่วงนิดหนึ่งในเรื่องของแรงงาน ในข้อ ๘.๒ ท่านมี ความตั้งใจที่จะขอให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือทุกระดับของไทยเข้าไปทํางานในประเทศ เหล่านั้นได้ ท่านต้องไม่ลืมแรงงานครับ แรงงานที่มีการเข้าไปทํางานในประเทศเหล่านั้น และถูกเอาเปรียบมาตลอดก็คือแรงงานที่เข้าไปทํางานชั่วคราวและเป็นแรงงานที่ถือว่าไม่ใช่ เป็นแรงงานฝีมือ เรื่องนี้ผมก็พูดในกรณีของสหภาพยุโรปไปแล้ว คนไทยมีแรงงานไปทํางาน เช่น ไปช่วยเก็บผลผลิตการเกษตรในบางฤดู บางเดือนเท่านั้นนะครับ มีคนไทยซึ่งไปทํางาน เป็นแม่บ้าน เป็นคนเลี้ยงลูก อยู่หลายกรณีครับ มากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่ประเทศ แต่ในเมื่อเรามีโอกาสในการไปเจรจาความตกลงลักษณะนี้ทําไมเราไม่นึกถึงคนพวกนี้ครับ แม้กระทั่งแรงงานที่ถือว่ามีทักษะหรือมีฝีมือ ท่านเชื่อไหมครับ ตอนนี้แม้กระทั่งธุรกิจสปา ของเราเองเขาไม่ถือว่าคนเหล่านั้นเป็นแรงงานมีฝีมือนะครับ แล้วกว่าจะได้ใบอนุญาตทํางาน ๓ ปีนะครับ ตรงนี้ท่านเองก็ยังเขียนมาในลักษณะเดิม ไม่ได้มีการเผื่อถึงกลุ่มแรงงาน ซึ่งถูกจํากัด ณ วันนี้ว่าไม่ได้มีทักษะ บางครั้งก็จะโดนกีดกันด้วยความสามารถทางภาษา บางครั้งถูกกีดกันด้วยวุฒิบัตรหรือปริญญาบัตรหรือวุฒิทางการศึกษา ผมเรียกร้องจริง ๆ ว่า ท่านต้องเปิดให้แรงงานทุกระดับนะครับ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารและผู้มีฝีมือเท่านั้น ถ้าเขียน อย่างนี้มันคือสิ่งที่เราอยากเห็นเขามาเมืองไทย แต่ไทยไปประเทศเขาเราจะเสียประโยชน์ อย่างมากถ้าท่านเขียนกรอบการเจรจาไว้เพียงเท่านี้ ผมเคยเรียกร้องในเรื่องของสหภาพ ยุโรปมาแล้ว ขอให้ท่านพิจารณานําไปปรับปรุงในส่วนของเอฟตาด้วยนะครับ
ในเรื่องเปิดเสรีทางการเงินในข้อ ๘.๔ จริง ๆ แล้วประเทศไทยมีแผนการ เปิดเสรีทางการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป มีแผนแม่บทเรียบร้อยแล้ว คําถามมีอยู่สั้น ๆ ว่า ท่านจะไปเจรจาเปิดตามแผนแม่บทเราใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ใช่หรือเร็วกว่า แผนแม่บทเรา ปัญหาจะมีตามมาอย่างมากเลยครับ ตรงนี้ขอความชัดเจนนะครับ เพราะมัน เป็นภาคธุรกิจบริการที่มีความละเอียดอ่อนสูง มีการแข่งขัน ซึ่งผมคิดว่าทําให้มันดีขึ้นได้ ใช่ แต่ในขณะนี้ความพร้อมของเรามันต้องควบคู่ไปกับมาตรการของรัฐบาลในการที่จะเข้าไป ช่วยปรับปรุงให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากขอความชัดเจน
ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่หลายท่านพูดไปนะครับ แต่ผม ติดใจข้อ ๑๑.๑ ของท่าน ข้อ ๑๑.๑ ในกรอบอื่น ๆ ไม่มีถ้อยคําที่ท่านเติมเข้าไปในกรอบนี้ ในกรอบนี้ท่านเติมเข้าไป กรอบอื่น ๆ บอกว่าสอดคล้องกับระดับการคุ้มครองตามความตกลง ขององค์การการค้าโลก ซึ่งอันนี้ผมไม่ติดใจ ถูกต้องแล้ว เพราะเราพยายามผลักเรื่องนี้ให้ไป เจรจาในเวทีขององค์การการค้าโลก แต่ท่านเติมเข้าไปครับ และ หรือ ความตกลงระหว่าง ประเทศที่ไทยเป็นภาคี อันนี้มีนัยสูงมากเลยครับ หมายความว่ารัฐบาลกําลังมีความประสงค์ ที่จะไปเจรจากับบางกลุ่มหรือบางข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากความตกลงที่เรามีในระดับของ การคุ้มครองขององค์การการค้าโลกเช่นนั้นหรือ ถ้าท่านไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใส่ถ้อยคํานี้ เข้าไปเลยครับ แล้วท่านก็ต้องระวังด้วยนะครับว่าถ้าท่านไปเจรจาแล้ว ไปผูกพันในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สูงกว่าหรือครอบคลุมมากกว่าขององค์การการค้าโลกแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นท่านต้องให้สิ่งเดียวกันกับทุกประเทศในโลกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าท่านมีข้อตกลง เอฟทีเอหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบแต่ตรงนี้เป็นข้อกําหนด ทีนี้พอท่านใส่อย่างนี้เพิ่มเติมมาในกรณีนี้ เป็นการเฉพาะขอความชัดเจนครับ ท่านตั้งใจจะให้เขามากกว่าความผูกพันของเราหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ต้องการทําอย่างนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในข้อ ๑๑.๔ นี้ท่านพูดไว้ชัดนะครับ ท่านบอกว่า จะไม่ให้มีข้อจํากัดใด ๆ ในการใช้ความยืดหยุ่นและข้อยกเว้นในเรื่องทริปส์ โนว์ฮาว (TRIPs Know-how) ทริปส์ พลัส (TRIPs Plus) ท่านเขียนไว้หมดตรงนี้ท่านวางแผนไว้อย่างไรครับ ในการเจรจาหรือยุทธศาสตร์คืออะไร ผลกระทบรุนแรงมากนะครับท่านประธานครับ เรื่องนี้ ถ้าเขียนอย่างนี้ผลกระทบรุนแรงจริง ๆ ซึ่งมันหมายถึงว่าเอฟทีเอที่เราลงนามไปแล้วทั้งหมด ถ้าวันนี้ท่านเดินไปเอฟตา บอกให้เขามากกว่าองค์การการค้าโลกท่านต้องให้กลุ่มเหล่านั้น ทั้งหมดครับ ศึกษาไว้หรือเปล่าครับ ผลกระทบจะเป็นอย่างไร ใส่ถ้อยคํานี้ครับ ขอคําตอบ ชัดเจนนะครับ
ในเรื่องของข้อ ๑๕ การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนท่านพูดถึงเรื่องเปิดโอกาส ให้กําหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพิ่มเติมในอนาคตได้ ตรงนี้มันก็ดูเหมือนว่า จะขัดแย้งกับหลักที่ท่านใช้ในการเขียนกรอบมาตลอด หลักที่ท่านใช้ในการเขียนกรอบ คือท่านใช้บอกว่ากรอบของท่านนี่จะไม่ไปเกิน หรือต้องสอดคล้องกับกติกาของ องค์การการค้าโลกทั้งสิ้นเลย แต่ตรงนี้ท่านเปิดช่องไว้ บอกว่าภายในประเทศกําหนดเพิ่มเติมได้ มันหมายความว่าอย่างไรครับ จริง ๆ แล้วในแต่ละประเทศเวลาเราไปเจรจานี้ครับ ถ้าท่าน ยึดหลักกรอบพหุภาคีมีอย่างไร ก็เอาตามนั้นก็จบ อันนั้นก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ไปเขียนช่องไว้ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ประเทศไทยหรือประเทศเขาสามารถที่จะเพิ่มความเข้มข้น ของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะถูกนํามาใช้ในการกีดกันทางการค้าได้ ท่านเปิดช่อง ให้เขาทําไมครับ ตรงนี้ครับ และอันนี้ก็ไม่ปรากฏในกรอบฉบับอื่น ๆ นะครับ ตรงนี้ต้องขอ ความชัดเจนนะครับว่าแนวคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดครับ ก็อยากขอ ความชัดเจนครับว่าท่านก็มีไบรอัน เคฟ ศึกษาให้ท่านแล้วว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้าง มาตรการเยียวยาคืออะไรครับ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบครับ ท่านควรจะต้องรายงานให้สภา รับทราบ ถ้าท่านบอกว่าวาระนี้ยังเป็นวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อไรเดินเข้ามาอีกทีหนึ่งก็ต้องทวงถามอีกเหมือนกัน และผมคิดว่าในเมื่อท่านพร้อม อยู่แล้ว ในเมื่อท่านศึกษาสําเร็จแล้ว เรียบร้อยแล้ว ทําไมไม่รายงานให้เราทราบละครับว่า มาตรการในการที่จะไปดูแลเยียวยาเป็นอย่างไร ผมยกตัวอย่างนะครับ ในเรื่องมี ๒ เรื่องที่ ท่านควรจะระมัดระวังอย่างยิ่งครับ
เรื่องแรก สินค้าประมง สินค้าประมงตอนนี้มีความพยายามที่ใช้กฎระเบียบ ต่าง ๆ ที่อ้างสิทธิสัตว์ อ้างสิทธิในการตกปลานะครับ กําหนดเงื่อนไขมากมายเลยครับ และวันนี้เรียนให้ท่านทราบเลยนะครับ ว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติเท่าเทียมกัน ประเทศไทยโดนให้ใช้ เงื่อนไขแบบเต็มรูปแบบ ในขณะที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับกลุ่มบางกลุ่ม เช่น สหภาพยุโรป ไม่จําเป็นต้องทํา ตรงนี้ท่านกําลังจะเดินเข้าไปโต๊ะเจรจา ท่านมีความเข้าใจ เรื่องนี้ขนาดไหน
อีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องจีเอสพี สิทธิพิเศษทางภาษี หลายท่านพูดไปแต่อาจจะยังไม่ครบถ้วนในแง่ของเนื้อหา ใช่ครับ ตอนวันเริ่มก่อตั้งจีเอสพีนั้น มันเป็นมาตรการฝ่ายเดียว เป็นการให้ประเทศกําลังพัฒนาเท่านั้น เป็นการให้แต้มต่อ แต่หลังจากที่จีเอสพี ซึ่งมีกรอบอายุเพียง ๑๐ ปีครับ ทั้งสหรัฐอเมริกาของสหภาพยุโรป เช่นกัน เราก็ยังยืนยันที่จะไปขอสิทธิประโยชน์อันนี้ต่ออายุไปเรื่อย ๆ พอเราต่ออายุ ไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าถูกใช้จีเอสพีเป็นเครื่องมือในการต่อรองแลกเปลี่ยนกับประเทศที่ร้องขอ ประเทศไทยโดนต่อรองมาตลอดครับ แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือว่าจีเอสพีตอนนี้กลายเป็น เครื่องมือหนึ่งในการกีดกันทางการค้า เพราะประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพีบางประเทศไม่ได้ ถูกข้อจํากัดอย่างประเทศไทย ตรงนี้ท่านมีประเด็นต่อสู้มากมายในการเจรจา ท่านยอมไม่ได้ เพราะประเทศไทยเสียประโยชน์และไม่ใช่เป็นการไปเจรจานี้เพื่อเลี่ยงหนี ข้อจํากัดของเราในเรื่องจีเอสพี แต่ข้อต่อสู้ของท่านต้องเป็นเรื่องของการต่อสู้ว่าคุณใช้จีเอสพี เป็นเครื่องมือเป็นการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีและมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ในระหว่างประเทศที่เป็นคู่ค้าของประเทศที่ท่านไปเจรจา ตรงนี้นะครับ ขอทําความเข้าใจ และขอมีความชัดเจน เพราะว่าประเทศไทยในที่สุดแล้วเราคงไม่ได้สิทธิประโยชน์จีเอสพี อีกยาวนาน นี่คือเหตุผลที่ทําไมมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญก็พูดเรื่องนี้ว่าท่านเองก็ต้องมี แผนในการที่จะปรับโครงสร้างภาคการผลิตของเราเพื่อให้สามารถต่อสู้ได้แข่งขันได้ โดยไม่ต้องพึ่งจีเอสพีเพราะตอนนี้จีเอสพีกลายเป็นเครื่องมือเจรจาไม่ใช่เรื่องของการให้ แต้มต่ออย่างนี้ต่อไป เรื่องนี้ของทั้งสหภาพยุโรปของเอฟตาและของสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน หมดครับ ก็อยากฟังจากท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีแผนในเรื่องนี้อย่างไรและท่านมีความเข้าใจ ในเรื่องนี้ตรงกันไหมกับความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในหลายกรณี ก็ขอคําตอบด้วยครับก่อนที่ เราจะได้มีโอกาสลงมติ ขอบคุณครับ
ผมขอต้อนรับ คณะอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน แล้วก็ท่านสาธารณสุข ซึ่งวันนี้มาเยี่ยมชม การประชุมของรัฐสภาหลายร้อยคน ท่านเข้ามาได้ครั้งละ ๑๐๐ คนคงพอนะครับ เพราะ ที่บรรจุเราบรรจุได้น้อยครับ เป็นการประชุมเพื่อที่จะเห็นชอบกับกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปนะครับ ต่อไปท่านจิตต์เอากระชับ นะครับ ผมเหลือท่านจิตต์ แล้วก็ท่านอรรถวิชช์ แล้วก็ท่านกษิตหมดแล้วนะครับ อีก ๔ ท่าน ขอความกระชับนิดหนึ่ง ท่านจิตต์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องข้าราชการวิชาชีพสาธารณสุข จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลทั่วประเทศที่มาให้กําลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะพิจารณายืนยันร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนต่อจากการพิจารณา ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ในวันนี้ แล้วก็น่าเห็นใจนะครับเดินทางมาจากทั่วประเทศตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วก็ขอให้ท่านอยู่ ให้กําลังใจต่อไปอีกสักครู่นะครับ ทราบจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าหลังจากเสร็จนี้แล้ว ก็จะร่วมกันพิจารณาลงมติภายใน ๓๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปประกอบด้วย ๔ ประเทศก็คือ ๑. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ๒. ประเทศนอร์เวย์ ๓. ประเทศไอซ์แลนด์ ๔. ประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งมีประชากร ๑๒,๓๐๐,๐๐๐ คน จากการศึกษาข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ามีการค้าการลงทุนระหว่างกัน ก็คือ การลงทุนในระหว่าง ๔ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย มีมูลค่ากว่า ๒,๙๓๖ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๘๘,๐๙๘ ล้านบาท แล้วนอกจากนี้ก็มีการค้าสูงถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการทําความตกลง เจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปทั้ง ๔ ประเทศดังกล่าวนี้แล้ว สินค้าของไทยที่ส่งออกไปจะได้รับการยกเว้นภาษีหรือลดภาษีนําเข้าทางด้านศุลกากร เป็นการถาวร ในอดีตการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ได้ทํามาแล้ว ๒ ครั้งท่านประธานครับ ครั้งที่ ๑ ก็คือเดือนตุลาคม ๒๕๔๘ ที่จังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ ๒ ก็คือเดือนมกราคม ๒๕๔๙ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการเจรจาดังกล่าวได้ครอบคลุมในเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา กรอบการเจรจาดังกล่าวนี้ก่อนที่จะนําเข้ามาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาในวันนี้ได้มีการจัดสัมมนาในเวทีสาธารณะทั่วทุกภาคของประเทศไทยมาแล้ว จํานวน ๑๕ ครั้ง เพราะฉะนั้นสินค้าของไทยที่ได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากรจากสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรป ก็ได้แก่อาหารสด อาหารแปรรูป ผัก ผลไม้แปรรูป ข้าวโพด อาหารสัตว์ เสื้อผ้าสําเร็จรูป อาหารทะเลแปรรูป เครื่องสําอางสี เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากไม้ รวมทั้ง นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ อัญมณี เครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน เครื่องใช้สําหรับเดินทาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก สินค้าที่เรานําเข้าจากยุโรป ทั้ง ๔ ประเทศก็คือ ๑. ทองคํา ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมต่าง ๆ ปุ๋ย เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรไฟฟ้า และนาฬิกา สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ว่าจากการค้าแม้ว่าประเทศไทยของเราจะขาดดุลการค้า หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศไทยก็จําเป็นที่จะต้องทําความตกลงการค้าเสรี กับสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรป นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าถ้าไทยของเรายังไม่ทํานะครับ ในขณะนี้ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ก็ได้ทําการเจรจาการค้าเสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปไปแล้ว สาเหตุนี้ละครับที่ประเทศ อื่น ๆ ที่มาลงทุนในประเทศไทย ประเทศไทยล่าช้าในการเปิดกรอบเจรจาการค้าเสรี ประเทศอื่นเขาจึงย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนดังที่เป็นข่าว อยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นการเจรจาการค้าเสรีกับยุโรปจึงจําเป็นที่จะต้องทํา และกระผมจึง ขอสนับสนุนกรอบเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปในวันนี้ ด้วยความเต็มใจยิ่งครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านอรรถวิชช์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะพยายามอภิปรายให้มีความกระชับมากที่สุด นะครับ เพราะว่าอยากจะให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่ากฎหมายในส่วนของ วิชาชีพสาธารณสุขชุมชนก็ผลักดันมาตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรี ก็พยายามเร่งอยู่นะครับ ทีนี้ผมขอกระชับนะครับนิดเดียวเท่านั้นเอง คืออย่างนี้ครับในส่วนของการที่จะขอกรอบการเจรจาให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วันนี้เรามา คุยกันว่ากรอบที่ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลของท่านจะไปเจรจากับกลุ่มสมาคมการค้าเสรี แห่งยุโรป หรือเอฟตาจะอยู่ภายใต้กรอบใด ก็เท้าความสั้น ๆ เท่านั้นเองว่าเราได้มีการอนุมัติ กรอบนี้ไปเจรจากับอียูหรือว่าสหภาพยุโรปไปแล้ว ซึ่งสหภาพยุโรป ๒๘ ประเทศก็อยู่ใน ลักษณะกรอบใกล้เคียงกัน แต่ว่าในยุโรปเองมันมี ๔ ประเทศเล็ก ๆ นะครับ คือประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศไอซ์แลนด์ แล้วก็ประเทศลิกเตนสไตน์ที่อยู่ภายใต้ เอฟตาตัวนี้เองซึ่งเป็นคนละกลุ่มประเทศกัน ทีนี้มันก็คงจะเทียบเคียง ใกล้เคียงกับอียูที่เรา ได้เคยอนุมัติกรอบไปแล้ว ซึ่งอันนี้ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีเป็นประเด็นอย่างนี้ครับ แน่นอนว่าการเซ็นเอฟทีเอ เนื่องจากเราต้องการทลายกําแพงภาษีทั้ง ๒ ประเทศระหว่างกัน ทลายออกนะครับ ในขณะนี้เรามีสิทธิประโยชน์ทางการค้าหรือที่เรียกว่าจีเอสพีอยู่ ก็คือว่า เขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา เพราะฉะนั้นเขาก็จะให้ได้เปรียบประเทศอื่น คือการให้สิทธิจีเอสพีเรา คือสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการค้า ทําให้ของของเราเวลาโดนภาษี โดนน้อยก็สามารถจะแข่งขันกับประเทศอื่นเขาได้ ทีนี้ปรากฏว่าประเทศเรา การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น ทําให้เขาจะตัดสิทธิจีเอสพีเราในอนาคตเร็ว ๆ นี้แล้ว ซึ่งอียูก็จะตัดสิทธิ เราในปี ๒๕๕๘ ซึ่งอันนี้ก็คงจะเร็ว ๆ นี้เหมือนกันถ้าโดนตัดสิทธิ ก็จะทําให้เราเสีย การแข่งขันในตลาดไปทําให้ของเรามันแพงไม่สามารถที่จะไปขายในกลุ่มประเทศเอฟตาได้ ทีนี้ก็เลยต้องรีบเซ็นเอฟทีเอ ท่านรัฐมนตรีก็เลยต้องมาขอกรอบในวันนี้ แต่ประเด็นที่มัน ละเอียดอ่อนแล้วอยากจะฝากไปก็คือว่าข้อตกลงพูดในวิชาการสักนิดหนึ่งครับ ดับเบิลยูทีโอ ก็คือองค์การค้าโลกเขามีกรอบที่เรียกว่าทริปส์ (TRIPS) ทริปส์ ภาษาไทยก็คือข้อตกลง ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า อันนี้ก็คือเป็นหัวใจหลักที่ทําไมพวกเอฟทีเอ วอช (FTA Watch) กลุ่มที่เขาดูการเซ็นเอฟทีเอ ต่าง ๆ เขากังวลใจ เพราะว่าเซ็นไปปั๊บนี่ ถ้าเป็นข้อตกลงที่เหนือกว่ากรอบของดับเบิ้ลยูทีโอ หรือเหนือกว่ากรอบของทริปส์ในเรื่องของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา มันจะเจอปัญหาว่า คู่กรณีของท่านรัฐมนตรี ก็คือกลุ่มประเทศเอฟตา เขาจะขอในเงื่อนไขทีเลยไปกว่ากรอบของ ดับเบิ้ลยูทีโอ คราวนี้ท่านก็ต้องเจอปัญหาเริ่มต้นการเจรจาหลายเรื่องเลยครับที่มันอยู่ นอกกรอบของดับเบิ้ลยูทีโอหรือกรอบของทริปส์ เรื่องหนึ่งที่เขากังวลมากคือเรื่องราคายา เรื่องสิทธิบัตร อันนี้ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ท่านรัฐมนตรีเดินทางตามไปด้วยให้ระวังเรื่องของสิทธิบัตรยา คือฝรั่งเองเขามองอย่างนี้ครับ ในการที่จะไปลงนามอียูก็ดีหรือว่าลงนามในเรื่องของเอฟตาฉบับนี้ มันจะส่งผลสําคัญเลย ก็คือเป็นการต่อขยายอายุสิทธิบัตรยา เช่น สิทธิบัตรยา พี่น้องประชาชนบางคนอาจจะ ไม่ทราบว่ายาบางตัวที่เม็ดละ ๒๐๐ บาท เวลาที่สิทธิบัตรยามันหมดมันจะเหลือเม็ดละ ๔ บาท ๕ บาท อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเขาต่ออายุสิทธิบัตรยาของเขาออกไปอีกมันก็จะส่งผลครับ ทําให้คนไทยบริโภคยาที่แพงต่อเนื่อง แทนที่จะถูก ปีนี้กลับจะต้องบริโภคยาเม็ดละ ๒๐๐ บาทต่อไปอีก ๕ ปี เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มเอฟทีเอ วอช ที่ภาคประชาชน แต่ละคนเขากังวลใจ ก็คือว่าถ้าเราไปลงนามปั๊บ แน่นอนกรอบทลายกําแพงภาษีออกไปแล้ว แต่ข้อตกลงเรื่องยามันจะส่งผลทําให้คนไทยมีปัญหา ผมเองในฐานะกรรมาธิการพัฒนา เศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ก็เคยเข้าไปชี้แจง ก็ไปกับท่านชนินทร์ รุ่งแสง ไปชี้แจงในกรรมาธิการ การค้าของอียู คืออียูเขาเองเขามีรัฐบาลเหมือนของเรา เหมือนของประเทศไทยนี้ละ แล้วเขาก็มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งแบบพวกเรานี่เหมือนกันนะครับ ตัวสภาเขาเราไปชี้แจง กับกรรมาธิการเขา คือกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไปคุยกับกรรมาธิการการค้า ของอียู เราก็บอกว่าในกรณีเซ็นเอฟทีเอ ไทย-อียู ส.ส. ทุกคน วุฒิสมาชิกทุกคนเห็นด้วย แต่ว่ามันจะไม่ได้เรื่องกันก็คือเรื่องเดียวเท่านั้นล่ะก็คือเรื่องสิทธิบัตรยา ถ้าเป็นการต่อขยาย อายุสิทธิบัตรยาออกไป มันทําให้คนไทยบริโภคยาแพงขึ้น เราไม่กล้าเอาเขาเรียกว่า เราไม่กล้าเอาสวัสดิภาพ เรื่องสุขภาพ เรื่องชีวิต มาเสี่ยงกับการค้า ถึงแม้ว่าการค้าจะมีมูลค่าสูง เป็นแสนล้านก็ตามที แต่เรื่องชีวิตคนมันสําคัญกว่า เราก็บอกว่าในมุมที่เราเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนั้นไปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในกรรมาธิการ ก็บอกว่าเรื่องยาเป็นเรื่องที่ยอมกัน ไม่ได้แน่นอน ปรากฏว่าใน ส.ส. อียูเขา ที่นั่งในกรรมาธิการเขาก็รับเรื่องต่อนะครับที่จะไป ถกแถลงกันในระดับสภาใหญ่ของเขาเองต่อไป ซึ่งผมเองก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยนิดหนึ่งครับว่าวันนี้เราผ่านกรอบได้ในรูปแบบนี้อยู่แล้วนะครับ ถึงแม้ว่าอาจจะเลยกรอบ ดับเบิ้ลยูทีโอไปบ้าง กรอบทริปส์ไปบ้าง แต่สาระสําคัญของเรื่องมันเรื่องเดียวเท่านั้นคือเรื่อง สิทธิบัตรยา ถ้าเกิดเซ็นปั๊บมีการต่อขยายสิทธิบัตรออกไปผมเชื่อว่าโจทย์นี้รัฐบาลของ ท่านเองก็จะตอบโจทย์ประชาชนทั้งประเทศลําบาก บางทีเราพูดยากนะครับว่าเราจะเอา การค้าเป็นแสนล้านหรือว่าเราจะเอาสุขภาพของคน อันนี้คือหัวใจของเรื่อง และผมเอง ไม่อยากจะลงลึกไปถึงว่านับสิทธิบัตรอย่างไร อะไร เพราะเป็นเทคนิคทางกฎหมายนะครับ แต่ว่าเป็นหัวใจที่เวลาท่านเดินทางต่างประเทศแล้วอยากให้นําเรื่องนี้ไปคุย แล้วคุยปั๊บจะต้องมี การล็อบบี้ (Lobby) ต่างหากด้วย เพราะว่ากลุ่มสหภาพแบบนี้เขาจะมีผู้แทนแบบพวกเรานี่ละ แล้วถ้าท่านล็อบบี้ได้ คุยกันได้ ก็หวังว่ากระทรวงพาณิชย์ของท่านเองก็จะดําเนินการ เรื่องพวกนี้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ทีนี้มาดูกรอบของเอฟตาก็เหมือนอียูละครับ อียูมัน ๒๘ ประเทศ เอฟตา มัน ๔ ประเทศ มันเล็กกว่า แต่ก็อยู่ในยุโรป ซึ่งข้อตกลงพวกนี้หน้าตามันเหมือนกันหมด ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าให้ช่วยลงในรายละเอียดเรื่องสิทธิบัตรยา ส่วนเรื่องเหล้ากับบุหรี่เรื่องนี้ อย่าซีเรียส (serious) มากครับ อันนี้ผมพูดแบบคนตรงไปตรงมาครับ เรื่องเหล้ากับบุหรี่ อยู่ในลิสต์ (List) นี้ได้ คือหมายถึงว่าการที่ว่าเหล้ากับบุหรี่ถูกลงในประเทศไทย ไม่เป็นไรครับ ให้มันถูกลง แต่ถ้ารัฐบาลมองว่าการที่เหล้าบุหรี่มันถูกทําให้คนบริโภคเยอะ ท่านสามารถ มีกรอบภาษีภายในประเทศ คือภาษีสรรพสามิต วันนี้เราพูดกรอบเรื่องของเอฟทีเอ เราคุยเรื่องภาษีศุลกากร เพราะฉะนั้นศุลกากรท่านไม่ต้องไปเอาเหล้าบุหรี่ออกจากลิสต์ นะครับ ใส่มันอยู่ในลิสต์เลยครับ เพื่อให้ต้นทางเหล้ากับบุหรี่มันถูก เพราะมันไม่มีภาษี เรื่องศุลกากร นําเข้าส่งออกนี้นะครับ แต่ถ้าท่านจะให้บุหรี่กับเหล้าแพงเราค่อยมาจัดการ เรื่องของเราภายใน โดยทําการขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งล่าสุดรัฐบาลท่านก็เพิ่งขึ้นภาษี เหล้าเบียร์ไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในข้อตกลงไม่ต้องไปเอาออก เพราะว่ามันก็พยายามมีการล็อบบี้กันหลายค่าย เหลือเกินว่าจะให้เอาเหล้าบุหรี่พวกนี้ออก ไม่ต้องเอาออกครับ เอาไว้เลยแต่เดี๋ยวมันแพงขึ้น เราเอาสรรพสามิตของเราบวกขึ้นไปได้ในประเทศ เพื่อปกป้องไม่ให้คนบริโภค อันนี้ก็เป็น ข้อที่ผมอยากจะฝาก เพราะว่าท่านเดินทางต่างประเทศ แล้วได้มีคุยก็อยากจะให้คุย ในรายละเอียดพวกนี้เท่านั้นเองครับท่านประธานแล้วก็หวังว่า ถ้ารัฐบาลจะทําได้สําเร็จ ในกรอบการเจรจานี้โดยเร็ว ส่วนยุโรปขอย้อนนิดเดียวครับ เรื่องของจีเอสพี เราจะทยอย ถูกตัดในขณะนี้ เพราฉะนั้นภาคที่จะรุนแรงมากที่สุดก็คือ อาหารทะเลแช่แข็งรวมไปถึงเรื่อง เครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศของไทยส่งออกเยอะมากในยุโรป ใช้เครื่องปรับอากาศ ที่ประกอบในประเทศไทยทั้งนั้นเลยนะครับ ฉะนั้นจะมีเครื่องปรับอากาศกับเรื่องของอาหาร ทะเลแช่แข็งต้องระวังมากที่สุด คือผมกลัวอย่างนี้ครับ ปัจจุบันกรอบภายใต้อียูมีการเจรจา ไปแล้ว ๒ หน ก็อยากจะให้รัฐบาลปิดเกมให้เร็วหน่อย เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราถูกตัดสิทธิ จีเอสพีตามกําหนดระยะเวลา แล้วท่านเจรจาเปิดเอฟทีเอไม่ทันเรื่องของอาหารแช่แข็ง เครื่องปรับอากาศเราน็อกกลางทางเลยนะครับ โดนแค่ไตรมาสเดียวเราน็อกเลยเราจะสู้ เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านอาจจะต้องคํานึงนิดหนึ่ง ซึ่งรัฐมนตรีต้องตอบผมว่า ในกรณีของ อียูด้วยนะครับ และรวมถึงอาฟตาอันนี้ด้วยเหมือนกัน จะทันไหม คือจะทันเซ็นเอฟทีเอ กับการถูกตัดสิทธิจีเอสพีหรือเปล่า หรือว่าถ้ามองแล้วไม่ทันคือมองเกมแล้วว่าสุดท้ายกว่าจะ ผ่านรัฐบาลอียูหรือผ่านรัฐบาลของอาฟต้าแล้วจะต้องไปเข้าสภาอีกถ้าไม่ทันการเลื่อน สิทธิประโยชน์ของจีเอสพีออกไปหน่อยสักปีหนึ่งมีความเป็นไปได้ไหม แล้ววันนี้ท่านทําเรื่องนี้ คืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร ก็อยากจะให้เล่าให้ฟัง เพราะว่ากระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออก ของเราเป็นจํานวนมากครับ ขอบพระคุณท่านประธาน
ท่านสุดท้ายครับ ท่านกษิต ภิรมย์ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขอเท้าความนิดหนึ่งในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศไทยค่อนข้างจะยุ่งเกี่ยวกับการเจรจา เปิดเสรีในกรอบของประเทศสมาชิกอาเซียน แล้วก็ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งประเด็นปัญหาหลัก ๆ นั้นก็ทําความสําเร็จแล้วก็ผ่านรัฐสภามีการให้สัตยาบันให้ ความเห็นชอบไปมากมาย เพราะฉะนั้นในช่วงปี ๒ ปีและต่อไปนี้อีก ๔-๕ ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็คงจะมีความพร้อมในการที่จะเจรจา จะเป็นในกรอบขอบจีพีพี (GPP) หมู่ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวนํา และในการเจรจาเอฟทีเอ กับสหภาพยุโรป แล้วก็มาบัดนี้กับกลุ่มอาฟตา ๔ ประเทศของยุโรป ซึ่งทั้ง ๓ กลุ่มนะครับ จะเป็นในกลุ่มของจีพีพี เอฟจีเอกับอียู หรือว่าเอฟจีเอกับอาฟต้านั้น ๓ กลุ่มเหล่านี้เขามี ข้อเรียกร้องต่อประเทศไทยค่อนข้างจะคล้ายกันเหมือนกัน คือให้เปิดเสรีให้มากที่สุด ทั้งทางด้านการค้า การลงทุนแล้วก็กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์เกี่ยวกับรายงาน ที่เกี่ยวโยงกับสิทธิมนุษยชนรวมทั้งการเรียกร้องให้มีการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้างที่เรียกว่า โพรเคียวเมนท์ (Procurement) ก็อยากจะขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปที่ท่านรัฐมนตรี คณะรัฐบาลว่าเรื่องที่ผมได้กล่าวมาของการเปิดเสรีที่เป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายอเมริกาเหนือ ของสหภาพยุโรปและอีก ๔ ประเทศอาฟตานั้น ณ วันนี้เรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ในการที่จะตอบสนองหรือว่าเราจะยืนกระต่ายขาเดียว ไม่เปิด ยืนกรานบอกว่าใช้หลัก ดับบลิวทีโอไม่มากไม่เกินไปกว่านี้ แล้วจะเจรจากันทําไม เขาก็ต้องขนทีมกลับบ้าน นั่นก็ในแง่ที่เขาเรียกร้อง ซึ่งเราคงจะตอบสนองค่อนข้างจะยากลําบาก เพราะว่าระดับ การพัฒนาของเราไม่ทัดเทียมกับเขา จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงซึ่งยารักษาโรค หรือว่า เราไปลงทุนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หรือประเทศนอร์เวย์ จะเอาบุคลากรทุกระดับไปตั้งแต่ เป็นพวกมืออาชีพ ฝ่ายเอ็นจิเนีย (Engineer) วิศวกรอะไรต่าง ๆ ไปจนถึงพนักงานก็แสนจะ เข้ายากเพราะเขามักจะไม่ออกวีซ่าให้ ต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร แล้วเราสามารถที่จะเจรจาได้หรือไม่ ส่วนที่ผมเน้นมาก็ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เขาเรียกร้องให้เราเปิดเสรี คราวนี้ผมก็ยังไม่ทราบว่า แล้วถ้าเผื่อเราจะทําเอฟทีเอกับเอฟตา เราต้องการอะไรจริง ๆ จากประเทศเหล่านี้ที่มันเป็น หัวใจอันสําคัญ ภาพมันไม่ชัดว่าเราจะไปเรียกร้องอะไร เราต้องการอะไร อยากให้เขาเปิดเสรี อะไร หรือเราจะไปลงทุนในประเทศเขาที่มีความยืดหยุ่นอย่างสูงนะครับ รวมทั้งการที่จะ ให้มีการร่วมมือด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของข้อตกลงอันนี้ เพราะไหน ๆ ที่นั่งอยู่ต่อหน้า ของท่านพี่น้องจากองค์การสาธารณสุขชุมชนแล้วก็อยากจะเสนอว่าในการร่วมมือกับ กลุ่มเอฟตานั้น การฝึกฝนแล้วก็เพิ่มทักษะของพวกอาชีวศึกษา พวกวิชาชีพ รวมทั้ง สาธารณสุขชุมชนนี้ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเรียนรู้จากทั้ง ๔ ประเทศเหล่านี้ได้ เพราะ บุคลากรเขาในระดับที่เรียกว่าสกิลเรเบอร์ (Skill Labor) ช่างมีฝีมือนั้นเขามีความคืบหน้า เป็นอย่างมาก และอันนี้เป็นสิ่งที่เราขาดอย่างมากในประเทศไทยในทุกสาขาที่เรียกว่า สาขาอาชีวศึกษาหรือว่าวิชาชีพ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอถามคําถามไปที่ ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภาว่า เขาเรียกมามากมาย และเราก็จะตอบสนองไม่ได้ เจรจากันทําไม กับอันที่ ๒ เราต้องการอะไรจากเขามันก็ดูค่อนข้างมืดมนว่าเราไม่รู้อะไร แน่นอน แล้วจะเจรจากันทําไมกับทั้ง ๔ ประเทศนี้ เราจะได้อะไรจริง ๆ จัง ๆ ทั้งหมดนี้ ในการที่จะเปิดเสรีซึ่งกันและกัน ก็ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
หมดผู้อภิปราย ผมขอปิด การอภิปรายนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีได้ตอบคําถามครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้กรุณาลุกขึ้นอภิปรายหยิบยกข้อสังเกต ข้อห่วงใย หรือกระทั่งประเด็นคําถามต่าง ๆ เกี่ยวกับกรอบการเจรจาฉบับที่เรากําลังพูดคุย กันอยู่นี้ แต่เนื่องด้วยว่าอีกสักครู่หนึ่งนะครับ สภาผู้แทนราษฎรก็มีกําหนดที่จะพิจารณา กฎหมายสําคัญ แล้วก็มีพี่น้องประชาชนในส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประทบโดยตรง ที่จะเข้ามาสังเกตการณ์ร่วมอยู่ด้วย ผมก็จะขออนุญาตอธิบายความโดยกระชับสําหรับ บางประเด็นที่เห็นว่าเป็นสาระสําคัญ เพราะว่ากรอบการเจรจาที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ ขณะนี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่ท่าทีในการเจรจา ดังนั้นก็เป็นการกําหนดกรอบกว้าง ๆ เพื่อให้คณะผู้เจรจาสามารถที่จะมีแนวทางที่จะไปกําหนดท่าทีที่จะมีการเจรจากันต่อไป ประเด็นใดก็ตามที่มีสาระสําคัญเกี่ยวเนื่องหรือว่าส่งผลกระทบสอดคล้องเข้ากับบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๙๐ ก็แน่นอนว่าจะต้องนํากลับเข้ามารายงานต่อที่ประชุมรัฐสภานี้อีกครั้งหนึ่ง อยู่แล้ว สําหรับการกําหนดแนวทางหรือกรอบระยะเวลาในการดําเนินการสําหรับการเจรจา เอฟทีเอกับกลุ่มเอฟตานี่นะครับ เรามีแนวทางที่จะกําหนดกรอบการเจรจา แล้วก็กําหนด ช่วงเวลาในการขับเคลื่อนให้สอดคล้องไปกับการเจรจากับกลุ่มอียู เพราะว่าทั้ง ๒ กลุ่ม ประเทศ แท้จริงแล้วก็มีความใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายด้าน เศรษฐกิจ ด้านการค้าการลงทุนต่าง ๆ เฉพาะที่ในกรอบของเอฟตาก็คาดการณ์หรือว่ามีการ ประมาณการกันว่าน่าจะใช้การเจรจารวมทั้งสิ้น ๗-๘ ครั้ง ระยะห่างระหว่างการเจรจา ต่อครั้งก็ประมาณ ๓ เดือน ดังนั้นคาดว่าภายในกรอบระยะเวลา ๒ ปี ก็น่าที่จะบรรลุ ข้อตกลงนําไปสู่ผลในการปฏิบัติได้ เพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม สําหรับผลกระทบที่ได้รับจากการรายงานของภาคเอกชนหรือว่าทางไบรอัน เคฟ ซึ่งถามว่า มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเรียนว่ายกเว้นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ท่าทีการเจรจาที่เจ้าหน้าที่หรือทีมคณะผู้เจรจาก็จะต้องสงวนไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของ ประเทศ ข้อเสนอหรือรายงานการศึกษาอื่น ๆ ได้มีการเปิดเผยแล้วในเว็บไซต์ของกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ แล้วคณะผู้เจรจาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้นําเอาข้อเสนอแนะ หรือผลการศึกษาดังกล่าวนี้มาเป็นองค์ประกอบสําคัญอย่างหนึ่งในการกําหนดกรอบของ การเจรจา ถ้าประเมินจากสิ่งที่คณะทํางานได้ติดตามท่าทีในการเจรจาของเอฟตา ก็พบว่า ท่าทีน่าจะมีความยืดหยุ่นหรือน่าจะมีพื้นที่ในการเจรจากันได้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แม้กระทั่ง กลุ่มอียูก็ตาม เพราะฉะนั้นด้วยท่าทีเหล่านี้ก็ทําให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งนะครับว่าผลประโยชน์ ของประเทศไทยจะถูกรักษาไว้อย่างดีที่สุดภายใต้ข้อตกลงและความเห็นชอบร่วมกันนะครับ ผมประมวลประเด็นความห่วงใยหลัก ๆ ได้อีก ๒-๓ เรื่องก็คือ
๑. เรื่องผลกระทบอันจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการสามารถที่จะเข้าถึงยาได้ หรือสิทธิบัตรยาของพี่น้องประชาชนนะครับ เรื่องนี้ผมก็เรียนว่า ภาพรวมมันก็คือ กรอบการเจรจาเกี่ยวกับด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเราจะไปกังวล หรือห่วงว่าจะเป็นผลกระทบในทางลบกับประเทศไทยเสียทั้งหมดทีเดียวก็ไม่ใช่ เพราะบางเรื่องมันอาจจะมีแง่มุมหรือพื้นที่ในการเจรจาที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ได้ด้วย แต่จําเพาะที่เรื่องยานี่นะครับ ยืนยันว่ารัฐบาลโดยคณะผู้เจรจา จะยึดเอาหลัก ผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศ ยึดเอาโอกาสในการที่จะเข้าถึงยาและไม่ให้เกิด ผลกระทบอะไรนอกเหนือจากกรอบการเจรจาหรือผลปฏิบัติที่เป็นอยู่แล้วในขณะนี้ เป็นสําคัญ กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นแม่งานหลักในการเจรจาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ แล้วนอกจากนั้นก็จะมีภาคประชาสังคมต่าง ๆ เอ็นจีโอต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ประสานงานกันอยู่ตลอด ท่านก็จะทราบว่าจะมีการเจรจาเอฟทีเอกันที่เชียงใหม่ เกี่ยวกับ เรื่องยาภาคประชาสังคม เขาก็ไปเคลื่อนไหว ไปแสดงออก บอกว่าให้กําลังใจท่านโอฬาร ไชยประวัติ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาของประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
ผมเรียนท่านประธานนะครับ ว่าเรื่องแอลกอฮอล์ผมก็เห็นอย่างที่ เพื่อนสมาชิกสักครู่นี้ได้อภิปรายนะครับว่าเราก็ไม่ได้ถือว่าวิตกกังวลในเรื่องนี้จนมากมาย เกินไปนัก เพราะว่าเรื่องบุหรี่ก็ดี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ดี ถ้าดูมาตรการการกํากับ ควบคุม ดูแลในประเทศไทย ก็ถูกพูดถึงว่าเรามีมาตรการที่เข้มข้นติดอันดับต้น ๆ ของโลกด้วยซ้ําไป แล้วก็กรอบเจรจานี้ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการบริโภคบุหรี่หรือแอลกอฮอล์กับคน ในประเทศ เพราะขณะนี้เรื่องนี้องค์กรกลไกต่าง ๆ ทั้งรัฐ เอกชนและประชาชน ตลอดจน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องก็ได้ทํางานกันอย่างแข็งขันอยู่แล้วนะครับ
เพื่อนสมาชิกในช่วงต้น มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ ในพันธุ์พืช ก็ต้องขอเรียนว่า ในประเด็นนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเราจะไปเจรจา กับกลุ่มประเทศที่เขามีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจหรือการผลิตสูงกว่า แล้วเราจะอยู่ ในสถานะผู้เสียเปรียบเสียอย่างเดียวก็ไม่ใช่ มันก็มีบางเรื่องซึ่งเราก็มีความมั่นใจว่า ภาคการเกษตรของไทย หน่วยงานทางด้านวิชาการ ด้านการเกษตรของไทยมีการศึกษา มีการวิจัย แล้วก็น่าที่จะมีข้อเจรจาที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรในประเทศไทยได้ ภายใต้หลักการก็คือจะไม่ให้กระทบกับวิถีชีวิต จะไม่ให้กระทบกับภาคการผลิตเดิมที่เป็น อยู่แล้วในขณะนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่าจะมีการพิจารณาเรื่องตัวบทกฎหมาย ปรับแก้ กฎหมายหรือไม่อย่างไร ก็ต้องเรียนว่ามันคงจะต้องมองกันในภาพกว้างว่าถ้าจําเป็นจะต้อง มีการพิจารณาปรับแก้ตัวบทกฎหมาย เรื่องใดบ้าง บทบัญญัติใดบ้างที่จําเป็นที่จะต้อง หยิบยกมาพูดคุยกัน จะมองโฟกัสเพียงแค่เฉพาะกรอบของเอฟตาอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ เราก็จะต้องพิจารณาว่า ปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นเออีซี เรายังมีกรอบการเจรจาเอฟทีเอ กับอีกหลายภูมิภาค แล้วก็หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหรือทวิภาคีก็จะต้องมาพิจารณา ในคราวเดียวกันนะครับ แล้วก็กําหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
ผมเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ แล้วก็ กราบขอบพระคุณทุกท่านจริง ๆ ที่ได้กรุณานําเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นแต่เพียงว่า เงื่อนไขเวลาที่เราพูดคุยกันอยู่จนเวลานี้มีกฎหมายสําคัญอื่นที่รอคิวต่อเนื่องนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต ข้อห่วงใยต่าง ๆ ของทุกท่าน ผมยืนยันว่าเราจะบันทึก เราจะรวบรวม แล้วก็จะเอาไปประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้เจรจาให้เกิดประโยชน์ สูงสุดครับ ขอบคุณครับ
ท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นท่านรัฐมนตรีนิดเดียวเท่านั้นเองครับ เพราะว่าเรื่องสิทธิยา เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าถ้าต่ออายุออกไป ท่าทีไม่ชัดเจนนี้ ผลก็คือว่าคนไทยจะบริโภค ยาแพงต่อเนื่อง จากเดิมที่ต้องสิ้นสุดปีนี้ยาจาก ๒๐๐ บาท จะเหลือเม็ดละ ๕ บาท มันจะช้าลง ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผ่านท่านประธานนะครับ ท่านรัฐมนตรียืนยัน นิดเดียวว่าในกรณีสิทธิบัตรยาจะต้องไม่ทําวิถีทางใด ๆ ก็แล้วแต่ในการเจรจาเพื่อเป็น การขยายอายุสิทธิบัตรยาให้กับเอฟตานิดเดียวนะครับ ท่านประธานครับ คืออย่างนี้ครับ เวลาสิทธิบัตรยาเขาเล่นอย่างนี้ เวลาได้สิทธิบัตรยาในการผลิตมาเรียบร้อยแล้วยังขายไม่ได้ จะต้องไปขึ้นทะเบียนตํารับยาก่อน ถ้าในประเทศไทยใครที่จะเอายาเข้ามาขายถึงแม้ มีสิทธิบัตรแล้วนี้นะครับ ก็ยังขายไม่ได้ต้องไปขึ้นทะเบียนตํารับยาที่ อย. คราวนี้ฝรั่งเขามักจะ บอกว่าเวลาเรา เวลาเขามาขึ้นทะเบียนตํารับยา อย. มันใช้เวลานาน เขาจะขอว่าเวลาที่เขา เสียไปตรงนั้นให้มาคิดคํานวณต่ออายุให้เขาได้ไหม ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีต้องยืนยันว่า ไม่มีการต่อทุกรูปแบบนะครับ ส่วนเรื่องการเร่งรัดให้ อย. ออกสิทธิบัตรยาในอนาคต ขึ้นตํารับยาให้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม นี่ต่างหากคือหัวใจที่ฝรั่งเขาอยากได้ แต่ว่าอย่านําเหตุใด ๆ มาเป็นเหตุทําให้เกิดการต่อสิทธิบัตรยานะครับท่านประธาน คราวนี้ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยยืนยันในประเด็นนี้ เพราะมันต้องเป็นประเด็นแข็งของท่านในการเจรจาคราวนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอบคุณ เพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาเน้นย้ําข้อห่วงใยอีกครั้งหนึ่ง จริง ๆ ประเด็นนี้จะมองว่าแสดงท่าที ให้ชัดไปเลยตรงนี้ก็ได้ หรือมองว่าอาจจะเป็นความละเอียดอ่อนเล็กน้อยเวลาคณะทํางาน เจรจาไปเดินหน้าก็มองได้เหมือนกัน ผมเรียนว่าท่านมีความห่วงใยเรื่องนี้รัฐบาลก็มีความ ห่วงใยเรื่องนี้ แล้วก็ยืนยันว่าการรักษากรอบระยะเวลาเพื่อรักษาประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชนคนไทยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอย่างที่ท่านห่วงใยครับ
มีประเด็นอะไร ท่านกษิตครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือผมไม่ได้ คาดหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะตอบคําถามหรือข้อสังเกตของผมได้หมด อันนั้นไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่าที่ทําไปก็เพื่อที่จะได้ไปนําไปประกอบการพิจารณา แต่ผมอยากจะฝากอย่างนี้ ได้ไหมครับ ว่าในการที่คณะผู้แทนไทยจะออกไปเจรจาไม่ว่ากับในกรอบของจีพีพีกับ สหรัฐอเมริกาหรือกับสหภาพยุโรป หรือว่ากับกลุ่มเอฟตานั้น ในแต่ละประเด็นสําคัญ ๆ ซึ่งมีประมาณ ๑๘ รายการ ทางสภาหรือรัฐสภาจะมีโอกาสได้รับทราบท่าทีของฝ่ายไทย ไหมครับ ที่เรียกว่าโพซิชัน เปเปอร์ (Position paper) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่า การให้กรอบนี้มันเหมือนกับเป็นการให้แปลงเช็ค (Cheque) กันนะครับ เช็คเปล่าโดยเปล่า ที่ไม่รู้ว่าสาระเนื้อหาหลัก ๆ ของเราจะเรียกร้องแล้วจะปกป้องผลประโยชน์ของเราอย่างไร ผมคิดว่าเราน่าที่จะมีการทํางานกันอย่างใกล้ชิดมากกว่านี้ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายรัฐสภา ในการติดตามสาระเนื้อหาของการเจรจาเอฟทีเอโดยที่จะต้องรักษา แล้วก็ปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศไทยเรียกร้อง แล้วก็จะต้องดูแลคนยากคนจนที่ไม่สามารถที่เข้าถึง ซึ่งยารักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญหรือว่าธนาคารของเราก็ดี ทางด้านการค้าบริการ เช่น การประกันภัย การเดินเรือ อันนี้เราก็แข่งขันกับฝรั่งมังค่าไม่ได้ แต่จะไปให้เปิดเสรี บริษัทไทยมันก็จะสูญหายไป อันนี้เป็นสิ่งที่เราห่วงใย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทํางานด้วยกัน การเปิดเผยข้อมูล การที่จะมีโพซิชันนะครับ ท่าทีในแต่ละเรื่องสําคัญ ๆ นั้น เราจะต้องสร้าง กติกาในการที่จะให้ทางฝ่ายบริหารมารายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ ๆ ครับ เพราะว่าผู้เจรจา เป็นข้าราชการประจําไปทําอะไรมาแล้วก็มาอีก ๖ เดือน หรือว่าอีกปีหนึ่งก็เอาผลงาน มาเสนอ เราไม่ได้รู้สาระเนื้อหา แล้วก็ความห่วงใยของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ก็ไม่ได้มาเชียร์ (Cheer) คุณโอฬารครับ ที่มาคัดค้านแล้วก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่า เรื่องสิทธิบัตรอันนี้เปิดไม่ได้มันก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งของทางภาคประชาชน ซึ่งมันสําคัญมาก ต่อคนยากคนจน แล้วเราก็ต้องการที่จะให้คนประมาณ ๔๐ ล้านคนนี้เข้าถึงซึ่งยารักษาโรค อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วเราก็ต้องให้ทางฝ่ายฝรั่งมังค่าเขาตอบสนองเรานะครับ จะให้ซื้อ ยาราคาแพงหรือไม่มีเงินซื้อมันก็ตายฟรี อันนี้เป็นภาระหน้าที่ที่เราทุกคนจะต้องช่วยกัน ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ขอใช้เวลาสั้น ๆ อีกนิดเดียวนะครับ อย่างที่ผมได้เรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าถ้าหากว่าในขั้นตอน ของการเจรจามีประเด็นที่มีผลผูกพันประเทศไทยอย่างมีนัยสําคัญ ก็จะต้องมีการนําเข้ามา ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาทุกครั้งอยู่แล้วนะครับ นี่เป็นคํายืนยัน แล้วก็ นี่เป็นกระบวนการที่มีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับไว้ ส่วนในช่วงขณะที่มีการเดินหน้า เจรจากันอยู่ ประเด็นใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับการกําหนดท่าที คณะผู้เจรจา จะประสานงาน จะหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า การจะเปิดเผยท่าทีในการเจรจาก็เป็นเรื่องที่จะกระทบกับผลการเจรจาในภาพรวม แล้วก็ จะไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ทํากันอยู่ในวงเจรจาระหว่างประเทศเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
หมดประเด็นนะครับ เมื่อหมดประเด็นแล้วผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่า จะให้ความเห็นชอบกรอบการ เจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าแห่งยุโรปหรือเอฟตานั้นหรือไม่ นะครับ ก่อนที่จะขอมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านที่อยู่นอกห้องประชุม เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตนนะครับ ถ้าอยู่ในห้องประชุมแล้วก็แสดงตนครับ เชิญครับ เชิญทุกท่านแสดงตนนะครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนโดยพร้อมเพียงกันครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนกันครบถ้วนนะครับ เมื่อแสดงตนครบแล้ว ส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๓๗๒ ท่าน ครบองค์ประชุม นะครับ
ต่อไปผมจะขอมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิในการออกเสียง ลงคะแนน ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดจะงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านใช้สิทธิทุกคนครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ และประสงค์จะใช้สิทธิไหมครับ เมื่อทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อย ผมขอปิดการลงมตินะครับ เชิญส่งผลได้ครับ สมาชิก ๔๕๑ ท่าน เห็นชอบกับกรอบการเจรจา ๔๔๖ ท่าน ไม่เห็นชอบ ๒ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกรอบ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างสมาคมไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปนะครับ
วันนี้ขอบคุณมากนะครับ ท่านสมาชิกครับ ได้ ๒ กรอบ ผมขอขอบคุณ ทุกท่านและขอปิดประชุมครับ