เจริญ ภักดีวานิช หารือเรื่องการเปิดเสรีการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรี ยุโรป โดยเฉพาะเรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์และทรัพยากรชีวภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และยาสำหรับเกษตรกร
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาการเปิดเสรีการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรี ยุโรป ตอนแรกก็กังวลนะครับ แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ประเด็นที่ กระผมกราบเรียนท่านประธานนั้นเผื่อท่านรัฐมนตรีได้นําข้อสังเกตไปประกอบความกังวล ก็จะหายไป ประการแรก เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าการเจรจานั้นอย่างระมัดระวัง พยายาม ที่ให้ผลกระทบนั้นให้ลดน้อยที่สุด นี่ก็เป็นประเด็นสําคัญนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ ท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียนต่อรัฐสภาว่าเรามีความจําเป็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง ซึ่งกระผมขออนุญาต ท่านประธานทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธาน
ประการแรก ก็คือเพื่อดึงดูดการลงทุนจากการใช้ประโยชน์ครั้งนี้ท่านรัฐมนตรี บอกว่าการลงทุนของกลุ่มเจรจาที่เราจะเจรจานี้ลงทุนอันดับ ๖ มีมูลค่า ๒,๙๓๖ ล้านเหรียญ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้ากรอบเจรจาได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็นําไปสู่ การที่นักลงทุนเหล่านี้ทั้ง ๓-๔ ประเทศได้มาลงทุนเพิ่มมากขึ้น
ประการที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีบอกว่ารักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน และท่านก็ได้เรียนว่าขณะนี้ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ได้เจรจาไปแล้ว ถ้าเผื่อเราไม่เจรจาหรือเราไม่ร่างกรอบเจรจาก็นําไปสู่การที่เราแข่งขันกับ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ไม่ได้
ประการที่ ๓ ก็คือลดความเสี่ยงของการตัดสิทธิจีเอสพีนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๔ เราใช้สิทธิจีเอสพีประมาณ ๒.๙๗ แสนล้านบาทนะครับ ซึ่งเป็นจํานวนมาก แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานตามไปดูมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบเจรจา ท่านรัฐมนตรีครับ ครม. มีความเป็นห่วงอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือ ครม. เป็นห่วงการมีข้อผูกพันทางทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจ ก่อให้เกิดการผูกขาดทางเกษตรอย่างครบวงจร ซึ่งกระผมจะขยายความในโอกาสต่อไป นะครับ นี่เป็นประเด็นแรกว่าทําอย่างไรจึงจะไม่ให้เกษตรกรของเราเดือดร้อน วันที่ ๑๖-๒๐ กันยายนที่ประชุมที่เชียงใหม่ กลุ่มเกษตรกรก็ได้ยื่นหนังสือได้เรียกร้องต่อคณะเจรจานะครับ ซึ่งกระผมจะขยายความในโอกาสต่อไป
เรื่องที่ ๒ ก็คืออุปสรรคต่อการใช้มาตรการสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยา ที่จําเป็นของประชาชน ในการประชุมการเจรจาที่เชียงใหม่เมื่อเดือนที่แล้วเหมือนกันครับ ท่านประธาน สิ่งที่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ติดเชื้อเอดส์ก็ดี เอชไอวี (HIV) ก็ดี จะเกรงว่า การเจรจาครั้งนี้นําไปสู่การเข้าถึงยาค่อนข้างลําบาก เดี๋ยวผมจะขยายความให้ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๓ การเปิดเสรีการค้าเรื่องแอลกอฮอล์และบุหรี่ อาจส่งเสริมให้มี การบริโภคมากขึ้น
ทั้ง ๓ เรื่องผมอยากกราบเรียนท่านประธานถามท่านรัฐมนตรีครับ มาตรการ ที่ชัดเจนที่รัฐบาลได้ทําจากความห่วงใยได้มีมาตรการอะไรบ้างแล้ว ถ้าเผื่อมาตรการที่มี ทั้ง ๓ เรื่องได้ตอบต่อสภาก็นําไปสู่การที่เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหายข้อกังวล ท่านประธานถ้าจะจําได้วันที่ ๑๘ กันยายนเดือนที่แล้ว มีคน ๒,๐๐๐ คนเดินยื่นข้อเรียกร้อง ที่จังหวัดเชียงใหม่ กระผมขอขยายความทั้ง ๓ เรื่องสั้น ๆ ในเวลาที่จํากัดครับท่านประธาน
ประการแรก เครือข่ายด้านเกษตรกร เห็นว่าข้อตกลงการค้าเสรีครั้งนี้จะมี การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ มีการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพ คือบังคับให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ทุกครั้งที่มีการเพาะปลูก ก็ไม่ทราบว่าขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้างแล้วในการที่จะสร้าง ความมั่นใจให้กับเกษตรกร เพราะถ้าต้องซื้อทุกครั้งก็ทําให้เกษตรกรเดือดร้อน เขากังวลกันว่า ถ้าเผื่อว่าเรามีมาตรการไม่ดีจะเป็นการขยายอํานาจการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ อันนี้ ผมคิดว่าทางรัฐมนตรีก็มีข้อมูลบางส่วนแล้ว
ประเด็นที่ ๒ ก็คือมูลนิธิชีววิถีเครือข่ายด้านเกษตรได้ร่วมมือกันพัฒนา ด้านพันธุกรรม คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ขยายพันธุ์แลกเปลี่ยนกัน เขาเกรงว่าสิ่งที่เขาคิดนั้น เมื่อสิทธิบัตรถูกบังคับใช้หรือขยายเวลาการบังคับใช้นําไปสู่เมล็ดพันธุ์ที่เขาคัดเลือกกันเองนั้น ไม่สามารถจะนํามาใช้ได้ ก็ขอกราบเรียนท่านรัฐมนตรีเผื่อท่านจะมีข้อมูลหรือได้เตรียมการ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) และบุหรี่ ผมเข้าใจว่านโยบายของเราเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ ว่าด้วยนโยบายยุทธศาสตร์ แอลกอฮอล์ระดับชาติของสภาสุขภาพแห่งชาติ มาตรการนั้นเป็นมาตรการที่หลายคนชื่นชม นะครับ เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นการค้าเสรีขึ้นมาก็จะเกรงว่าประชาชน เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ครม. ก็เป็นห่วงกลัวว่าประชาชนจะบริโภคมากขึ้น มาตรการของเราจะอ่อนแอลง
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ท่านรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าขณะนี้ระหว่าง ๔ ประเทศที่ว่ากับอียู คนค่อนข้างกังวลเยอะใน ๓-๔ เรื่องที่ผม กราบเรียน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าทางรัฐบาลเอง ท่านรัฐมนตรีเองได้มีมาตรการช่วยเหลือ คนจน ผู้ป่วยเรื้อรัง ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ยาบางตัว อย่างเช่นมะเร็งเต้านม ยาต้นตําหรับเม็ดละ ๒๓๐ บาท แต่ตัวยาสามัญ ๖ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นยาแต่ละปี ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เราต้องเสียไป ถ้ามาตรการนี้เราขยาย เดิมสิทธิบัตร ให้ ๒๐ ปี กลุ่มประเทศเหล่านี้พยายามเจรจาขอขยายเป็น ๒๕ ปี เพราฉะนั้นในช่วง ๕ ปี ตรงนี้ถ้าเราไปยอม ผมเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของประชาชน เพราะฉะนั้นกระผมขอ กราบเรียนว่าสิ่งที่หนักมากในความรู้สึกของประชาชนก็คือเรื่องการเข้าถึงยาของคนยากจน เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีมาตรการที่ค่อนข้างชัดเจน ผมเข้าใจว่าเมื่อชั่งน้ําหนักผลได้ผลเสียแล้ว ผลได้ค่อนข้างจะดีกว่าผลเสีย แต่ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าใจ
ประการที่ ๒ รัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้างแล้วในขณะนี้ที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรในสิ่งที่เขากังวลเรื่องเมล็ดพันธุ์ ถ้ามีมาตรการผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ต่อสภาก็นําไปสู่ต่อพี่น้องประชาชนที่กังวลก็จะได้หายกังวลครับ สภาแห่งนี้เป็นตัวแทนของ ประชาชน เพราะฉะนั้นเราเคยทําความตกลงเสรีการค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะกับ ประเทศจีนครั้งแรก ๆ เรามีการช่วยเหลือที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ไร่ลําไยให้ต่อไร่ต่อปี ๑,๐๐๐ กว่าบาทก็ทํา แต่หลังจากนั้นเราแก้ปัญหาช่วยเกษตรกรโดยให้ผ่านทางกองทุน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกรัฐสภาบางคนก็ได้กราบเรียนท่านประธานครับ กองทุนเหล่านี้เพียงให้ ความรู้ ให้อบรมเพิ่มมูลค่าซึ่งไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้โดยตรง เพราะฉะนั้นใน ๒ เรื่อง ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบต่อสภาว่ามาตรการ ช่วยเหลือคนจนในการเข้าถึงยา ไม่ว่ายามะเร็งก็ดี หรือยาที่เกิดจากสิทธิบัตร ถ้าเผื่อเขา เจรจา เขาขอขยาย รัฐบาลมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ประการที่ ๒ ก็คือมาตรการที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรขณะนี้มีมาตรการอะไรที่รองรับ กราบขอบคุณท่านประธาน