รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เสนอกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนและการค้าขาย และช่วยให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเสนอกรอบการเจรจาและขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลนําเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปต่อที่ประชุมรัฐสภานะครับ พร้อมกันนั้นกระผมก็จะขอ อนุญาตนําเสนอหลักการ เหตุผล ความจําเป็น สําหรับการทําความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ ต่อที่ประชุมครับ

อย่างที่ทุกท่านทราบนะครับว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคยุโรปเขารวมตัวกัน เป็นสหภาพยุโรป แล้วก็ทําธุรกิจทําธุรกรรมการค้าการขายหรือว่าขับเคลื่อนกิจการด้าน ต่าง ๆ ของประเทศร่วมกันในนามของภูมิภาค อย่างไรก็ตามมีอยู่ ๔ ประเทศที่เขาไม่ได้ เข้าไปอยู่ในกรอบของอียู ตรงกันข้ามกลับรวมตัวกันขึ้นมาอีกกรอบหนึ่ง เรียกว่า สมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตา กลุ่มประเทศ ๔ ประเทศดังกล่าวคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศไอร์แลนด์ แล้วก็ประเทศลิกเตนสไตน์นะครับ ประเทศไทยเรามี การเจรจาเพื่อจะทําความตกลงเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศเอฟตานี้มาแล้ว ๒ รอบด้วยกัน นะครับ รอบแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๘ ที่จังหวัดภูเก็ต รอบ ๒ เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๙ ในขณะที่กระบวนการเจรจากําลังเดินหน้า เดือนกันยายน ๒๕๔๙ ปรากฏว่า มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากเกิดการรัฐประหารหลังจากนั้นการเจรจา ในกรอบความตกลงดังกล่าวก็มีอันต้องยุติไป อย่างไรก็ตามทางเอฟตาเองก็ได้มีการ ประสานงานกับทางการของไทยอยู่เป็นระยะเพื่อที่จะได้หยิบยกเอาการเจรจาในกรอบ ความตกลงนี้ขึ้นมาเพื่อเดินหน้ากันต่อไป เรามีความจําเป็นที่จะต้องมีการเจรจาแล้วก็ ทําความตกลงกับกลุ่มประเทศเอฟตาครับท่านประธาน เพราะว่าขณะนี้ในภูมิภาคอาเซียน มีแล้วอย่างน้อย ๓ ประเทศที่บรรลุความตกลง แล้วก็อยู่ในกรอบความตกลงดังกล่าวกับเอฟตา ก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ประเทศมาเลเซีย ส่วนประเทศเวียดนาม ก็เดินหน้าไปพอสมควร อยู่ระหว่างการจัดทําความตกลงการค้าเสรีกับเอฟตาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากประเทศไทยไม่เดินหน้าหรือว่าไม่พยายามผลักดันให้บรรลุข้อตกลง ดังกล่าว ก็อาจจะส่งผลกระทบกับภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจของไทยในการที่จะขาด ความสามารถหรือว่าขาดศักยภาพในการแข่งขัน ไม่ว่ากับนานาประเทศที่อยู่ไกล ๆ ออกไป หรือแม้กระทั่งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ตาม การทําเอฟทีเอกับเอฟตานะครับจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนของเอฟตาในภูมิภาคอาเซียน เอฟตากลุ่มนี้เป็นผู้ลงทุนรายสําคัญอันดับ ๔ ของโลกนะครับ อย่างที่ท่านประธานทราบว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้มีความเข้มแข็งในกิจการ เช่น การเงินการธนาคาร กิจการด้านโทรคมนาคม แล้วก็อีกหลายประเภทกิจการด้วยกัน มูลค่าการลงทุนของกลุ่มประเทศ ๔ ประเทศนี้ประมาณ ๑.๒ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ เป็นผู้ลงทุนในประเทศไทยสูงเป็นลําดับที่ ๖ ที่ตัวเลขมูลค่าประมาณ ๒,๙๓๖ ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้การทําเอฟทีเอกับเอฟตาก็จะขจัดความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขในโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี (GSP) ของสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ ประเทศนอร์เวย์ซึ่งให้สิทธิโดยการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรให้กับสินค้าบางรายการ ในปี ๒๕๕๕ สินค้าไทยใช้สิทธิจีเอสพีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ประมาณร้อยละ ๔๓ แล้วก็ของนอเวย์ประมาณร้อยละ ๔๑ สินค้าที่ใช้สิทธิจีเอสพีสูงก็ได้แก่หน้าปัดนาฬิกา ปลาทูน่ากระป๋อง ตัวเรือนนาฬิกา เพชร พลอย แล้วก็ส่วนประกอบ แล้วก็นอกจากนี้ก็ยังมี ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพดหวาน อาหารปรุงแต่ง แล้วก็เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น การพิจารณา เอฟทีเอกับเอฟตานะครับ กระทรวงพาณิชย์ได้ศึกษาถึงประโยชน์ แล้วก็ผลกระทบ ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาว่าไทยและสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตามีการพึ่งพิง ทางการค้าซึ่งกันและกัน ดังนั้นการเปิดเสรีก็จะทําให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาศักยภาพ ในการแข่งขันจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากมูลค่าเพิ่มนะครับ ซึ่งจะทําให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีการขยายตัวของรายได้ประชาชาติและเพิ่มสวัสดิการ ของประเทศ ในส่วนของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเราก็ตระหนักนะครับ แล้วก็เล็งเห็นว่า อาจจะทําให้รายได้ของรัฐที่มาจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนน้อยลง อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าจะสามารถชดเชยจากการขยายฐานภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาได้ ในระยะสั้นประเทศไทยอาจจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น แต่ว่าในระยะยาวผลผลิต มวลรวมของประเทศไทยจะขยายตัวสูง ทําให้กลับมาเกินดุลการค้าสําหรับสินค้าที่อาจจะ ได้รับผลกระทบ ได้แก่สินค้าประมงแล้วก็ผลิตภัณฑ์ยา ส่วนภาคของบริการที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ โทรคมนาคมและการสื่อสาร บริการด้าน การเงินและการธนาคาร บริการประกันภัยและการขนส่ง เป็นต้น ในเรื่องของการจัดรับฟัง ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนะครับ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภาคธุรกิจภาคประชาสังคม นักวิชาการ เกษตรกรตลอดจนประชาชนโดยทั่วไปครับท่านประธาน ก็ได้มีการจัดกิจกรรม รับฟังความเห็นดังกล่าว พร้อมกับเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม สําหรับการเจรจาและผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของการจัดสัมมนา เวทีสาธารณะทั่วทุกภาคของประเทศ และการจัดรับฟังความคิดเห็นเป็นรายกลุ่มสินค้า และบริการ ๖ กลุ่ม ได้แก่กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ชิ้นส่วน ยานยนต์และเหล็ก กลุ่มสินค้าแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม อัญมณี เครื่องประดับ รองเท้า และเครื่องหนัง กลุ่มสินค้ายา กลุ่มสินค้าบริการ สาขาการเงินการธนาคาร ท่องเที่ยว โรงแรม และแอนิเมชัน (Animation) กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองพันธุ์พืช และกลุ่มสินค้าประมงแล้วก็ประมงแปรรูป เป็นต้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบันมีการจัดสัมมนาดังกล่าวไปแล้วจํานวนทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง ทั่วประเทศ มีผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า ๑,๕๐๐ คนครับ ภาพรวม ก็สรุปความเห็นได้ว่า การที่จะไม่เจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศเอฟตาดังกล่าวอาจทําให้ไทย เสียเปรียบคู่แข่งขันทางการค้าในตลาดสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป แต่ต้องเจรจา อย่างระมัดระวังเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและให้มีการรองรับอย่างรอบด้านเพื่อให้มี การเจรจาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเป็นระบบ และมีข้อกังวลต่อการที่จะมีข้อผูกพันที่จะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมาตรการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาของประชาชน กระทบต่อภาคสินค้าประมง โดยเฉพาะประมงพื้นบ้าน การเปิดเสรีภาคบริการในสาขา โทรคมนาคมและการสื่อสาร บริการด้านการเงินและการธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง เป็นต้น เรื่องอนุญาโตตุลาการก็ไม่ควรครอบคลุมถึงการลงทุนในเรื่องนโยบายสาธารณะ ความมั่นคง ซึ่งข้อคิดเห็นและข้อสรุปทั้งหลายเหล่านี้กระทรวงพาณิชย์ก็ยินดีครับ ที่ทุกภาคส่วน ได้ให้ความร่วมมือ ให้ความสําคัญแล้ว ก็สะท้อนข้อเท็จจริงออกมา ซึ่งก็จะได้กําชับ คณะเจรจาของไทยให้ความสําคัญกับข้อกังวล ข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อสังเกตดังกล่าวจาก ทุกภาคส่วนในขณะปฏิบัติหน้าที่นะครับ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคมปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดรับฟัง ความเห็นต่อร่างกรอบการเจรจานะครับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นว่าการเจรจาความตกลงการค้า เสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตาควรใช้แนวทางเดียวกับการเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปหรืออียู เนื่องจากสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป และสหภาพยุโรปมีความใกล้ชิดกันทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุนและบุคลากรระหว่างกันอย่างเสรี รวมทั้งมีกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับ การค้าใกล้เคียงกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ได้นําผลการศึกษา นําเอาข้อเสนอ ข้อคิดเห็น ดังกล่าวนี้มาประมวลในการจัดทําร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับเอฟตาในครั้งนี้ สาระสําคัญสําหรับร่างกรอบเจรจาดังกล่าว ท่านประธานครับ ประกอบด้วย ๑๗ ประเด็น คือเรื่องการค้าสินค้า พิธีการศุลกากรและการอํานวยความสะดวกทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการปกป้องด้านดุลการชําระเงิน มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและอื่น ๆ รวม ๑๗ รายการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนยืนยันว่าการยกร่างกรอบการเจรจามีความจําเป็นที่จะต้องยกร่างโดยไม่กําหนด เงื่อนไขล่วงหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้คณะผู้เจรจามีความยืดหยุ่น แล้วก็มีพื้นที่ในกรอบการเจรจา ที่จะสามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับภาครัฐและเอกชนของประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่าการเจรจาเอฟทีเอ ทุกฉบับ แน่นอนครับ ย่อมจะมีทั้งส่วนที่ได้รับประโยชน์แล้วก็ส่วนที่อาจจะเกิดผลกระทบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น รัฐบาลก็ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ จึงกําชับ ให้คณะเจรจาให้ความสําคัญกับประเด็นข้อคิดเห็นเหล่านี้ในการดําเนินการเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องปกติเป็นแนวปฏิบัติของทุกรัฐบาลอยู่แล้วนะครับ เมื่อมีการตั้งคณะเจรจาก็จะต้อง เอาข้อกังวล ข้อห่วงใยของส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กําชับให้คณะผู้เจรจาปฏิบัติหน้าที่ โดยรอบคอบรัดกุมที่สุดนะครับ พร้อมทั้งคํานึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในกรอบการเจรจา เป็นสําคัญด้วย ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม จึงขอกราบเรียนที่ประชุมรัฐสภาได้โปรด พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปดังกล่าว กราบขอบคุณครับ