อลงกรณ์ พลบุตร หารือร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-เอฟตา โดยชี้ว่าต้องศึกษาความพร้อมและจังหวะเวลาอย่างรอบคอบ ไม่ควรตัดสินใจแบบแฟชั่น และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยผลการวิจัยผลกระทบที่ครบถ้วนก่อนดำเนินการเจรจา พร้อมแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการย้ายฐานอุตสาหกรรมออกจากประเทศ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการศึกษาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
ท่านประธาน กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปราย ร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ซึ่งขอเรียกสั้น ๆ ว่าเอฟทีเอ ไทย-เอฟตา การขออนุมัติจากรัฐสภาในเบื้องต้นเพื่อที่จะไปเริ่ม ดําเนินการในการเจรจาเอฟทีเอดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนที่สําคัญที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ แสดงความคิดเห็น ทั้งในเชิงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือว่าเห็นด้วยด้วยความห่วงใย ประเด็นที่ กระผมจะมีคําถามอยู่ ๓ ประเด็น ถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่า
ข้อ ๑ ท่านได้กําหนดกรอบเวลาของการเจรจาว่าจะสิ้นสุดยุติลงเมื่อใด ก่อนที่จะกลับมาสู่การขอความเห็นชอบของรัฐสภาและนําไปสู่การลงนาม
ข้อ ๒ ก็คือว่ารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับต่อ ๑๗ ประเด็นที่จะมีการ เจรจาทั้งผลกระทบระยะสั้น ระยะยาวมากน้อยเพียงใด ผมต้องเรียนท่านประธานว่า การเจรจาการค้า แน่นอนไม่ใช่เรื่องซีโรซัมเกม(Zero-Sum game) มันต้องมีได้มีเสีย เราจะคิดแต่ได้ฝ่ายเดียวก็เป็นไปไม่ได้ หรือเราจะเสียกระทั่งหมดก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การเจรจาในเรื่องของความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับเอฟตานั้นจึงมีที่มาที่ไป ความจริง เรียนท่านประธานนะครับว่าการทํารายงานเอกสารประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะที่ส่งมา จากคณะรัฐมนตรีก็ดีนั้น ควรจะให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน อย่าคิดแต่ว่าเป็นเรื่องของ รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด ไม่อย่างนั้นสมาชิกรัฐสภาจะไม่มีข้อมูลทั้งหมดที่จะพิจารณาว่าถึงเวลา หรือยัง คําว่า ถึงเวลาหรือยัง นี่สําคัญมากสําหรับการที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะดําเนินการ ทําเอฟทีเอกับประเทศอื่น หรือว่าในลักษณะกลุ่มประเทศ คําถามว่าถึงเวลาหรือยัง สําคัญมากครับ ถ้าหากว่าบางครั้งขาดการศึกษาอย่างรอบคอบ แล้วก็เห็นเป็นแฟชั่น (Fashion) กลัวตกรถไฟ ขึ้นขบวนไม่ทัน กระโดดตามแห่เขาไป ในขณะที่ความพร้อมยังไม่มี และยังไม่รู้ว่าโพซิชันของประเทศควรอยู่ที่ตรงไหน ทางสามแพร่งอย่างนี้ครับ เป็นบทพิสูจน์ ว่าการตัดสินใจแต่ละรัฐบาลเป็นเวลาที่เหมาะสมด้วยคําถามว่าถึงเวลาหรือยัง ความจริง ถ้าพูดโดยรวมแล้วเอฟทีเอเป็นเครื่องมือสําคัญในการขยายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่า มีความสําคัญ มูลค่ามากกว่าจีดีพีของประเทศเสียอีก เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นประเทศการค้า พาณิชย์ เราจึงเป็นเทรดดิ้ง เนชัน (Trading Nation) Position แต่เราเลือกที่จะทําเอฟทีเอ กับหลายกลุ่มประเทศ และในบางจังหวะเวลาเราก็ไม่ทํา ซึ่งตรงนี้รัฐบาลจะต้องเข้าใจจังหวะ ของการทําธุรกิจของประเทศ จังหวะของการทําความตกลงของประเทศ ผมไม่แน่ใจว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้พบกับตัวแทนของกลุ่มประเทศเอฟตา ซึ่งมี ๔ ประเทศครับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งอยู่ติดกันเล็กมาก กับไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นเกาะ แล้วก็อยู่ขอบยุโรปก็คือประเทศนอร์เวย์ ท่านเข้าใจหรือไม่ตอนที่พบ โดยไม่ใช่เป็นการพบ เป็นการเยือนเป็นทางการ แต่พบในระหว่างการประชุมหนึ่งและได้ตกปากรับคํา ผมเรียน ท่านประธานด้วยความห่วงใยครับ และต้องการความชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้ เพราะมันมีที่มา ที่ไปครับ เอาว่าในรายงานที่ส่งเข้ามาเป็นเอกสารประกอบการนี้ ท่านไม่มีผลการรายงานวิจัย ของบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งกรมเจรจาการค้ากระทรวงพาณิชย์ ที่เรากํากับดูแลในสมัยรัฐบาลที่แล้วนี้ได้ว่าจ้างทําการวิจัยถึงผลเสีย ผลกระทบ ข้อดี ข้อเสีย เพราะคราวนี้เรากําลังจะเจรจากับกลุ่มประเทศที่ได้เรียกว่าตัวเล็กหมัดใหญ่ครับ ท่านไม่ แปลกใจหรือครับว่าทําไมปี ๒๕๕๒ นี้ คณะกรรมการนโยบายการค้าระหว่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ กนศ. ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้มีมติให้ชะลอการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับเอฟตาเป็นการชั่วคราว ท่านไม่แปลกใจ หรือครับว่าทําไมหลังจากนั้นในต้นปี ๒๕๕๔ เราจึงได้เริ่มต้นให้มีการสัมมนารับฟัง ความคิดเห็นเป็นขั้นตอนเตรียมพร้อมสําหรับการดําเนินการในขั้นตอนมาตรา ๑๙๐ และได้มี การว่าจ้างบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด ได้ทําการศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งกระผม จะได้กล่าวต่อไป คําว่า ถึงเวลาหรือยังและจังหวะที่เหมาะสม นั้น เรียนท่านประธานผ่านไปว่า เมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นปีที่เรานึกไม่ถึงว่าเราจะเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกหลังจากที่เกิดต้มยํากุ้ง ไครซิส (Tom Yum kung Crisis) การเกิดวิกฤติต้มยํากุ้งในปี ๑๙๙๗ และต่อมาปี ๒๐๐๘ ก็คืออีกเพียงแค่ ๑๐ ปีเท่านั้นเองก็เกิดวิกฤติครั้งใหญ่จนกระทบต่อตลาดใหญ่ที่สุดของเรา ตลาดเก่าของเราก็คือตลาดสหรัฐแล้วก็ยุโรป เปลี่ยนรัฐบาลพอดีครับ เปลี่ยนม้ากลางน้ํา ในท่ามกลางกระแสของวิกฤติโลกที่รุนแรงมากทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ การเมืองในประเทศ ปี ๒๕๕๒ เราถึงต้องตัดสินใจว่าในยามที่เกิดวิกฤติรุนแรงในรอบหลาย ทศวรรษ ทุกประเทศกระทบเหมือนกันหมด และรายได้จีดีพี ของเราที่หล่อเลี้ยงประเทศนี้ ร่วม ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากรายได้จากการส่งออกและการนําเข้า เมื่อรายได้จากกิจกรรม ทางเศรษฐกิจธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรงอยู่ในภาวะหดตัวด้วยซ้ําไป มันก็ต้องปรับ ยุทธศาสตร์ทันที เพราะฉะนั้นในเรื่องเอฟทีเอเราจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครับ เปลี่ยน ยุทธศาสตร์มาสู่ใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นก็คือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าอาเซียนฮับ (ASEAN Hub) อาเซียนเซนทราลิตี้ (ASEAN Centrality) ก็คือกลับมายืนอยู่ในกลุ่มอาเซียนที่เราถือว่า อย่างน้อยอยู่ใกล้กันและเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๑ ของประเทศไทย เพราะวิกฤติมันรุนแรง มาก ก็มาอยู่ในส่วนของกลุ่มเพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทมากที่สุดก็คืออาเซียนอีก ๙ ประเทศ ๒. ก็คืออาเซียนบวกสาม(ASEAN +3) แล้วก็บวก ๖ (ASEAN +6) ก็มีประเทศจีน ประเทศ เกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย วนอยู่ตรงนี้ ครับ ปรับยุทธศาสตร์ประเทศในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และแน่นอนเอฟทีเอเป็น เครื่องมือก็จัดลําดับความสําคัญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ปี ๒๕๕๒ เหลือเวลาอีก ๖ ปีจะต้องถึง จุดเปลี่ยนทางแพร่งสําคัญคือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในกรอบของประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นความตกลงว่าด้วยการค้า ภาคบริการและการลงทุนที่โดยรวมเรียกว่าเออีซีนั้น มันเป็นเรื่องเร่งรัดที่ต้องทํา และนั่นคือสิ่งใกล้ตัวเหมือนชูชีพที่เราจะต้องพยุงไว้และจําเป็น จะต้องไปถึงฝั่งด้วยกันทั้ง ๑๐ ประเทศ ๒. ก็คือ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ๓. คือประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ท่านจะเห็นว่าความตกลง ของอาเซียนและกลุ่มประเทศเหล่านี้ รวมทั้งทวิภาคีระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้เป็นการ เร่งด่วนอันดับ ๑ เพราะฉะนั้นในท่ามกลางของการก้าวค่อย ๆ พ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๑ นั้น เพียงครึ่งปีเศษเท่านั้นเองครับ ในปี ๒๕๕๒ เราเริ่มเห็นแสงสว่าง เราเห็น ตัวเลขของการส่งออกที่เริ่มขยับตัว เห็นตัวเลขจีดีพี เริ่มเห็นการค้าขาย เริ่มเห็นล้อหมุน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๓ จึงเป็นปีที่เราถือว่าประสบความสําเร็จในการปรับยุทธศาสตร์ ดังกล่าว การส่งออกเติบโต ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ จีดีพีฟื้นกลับมาเป็นบวกอย่างน่าพอใจ ถือว่าเป็น ช่วงแข็งแกร่ง เงินสํารองระหว่างประเทศของเราก็มั่นคง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ตรงนั้นคือจุดที่ทําให้เราเริ่มกลับมาคิดถึงวงกว้างออกไป เพราะในปลายปี ต้นปี ๒๕๕๓ ผมเองได้ติดตามท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไป คุณเกียรติประธานคณะผู้แทนการค้าไทย ทีทีอาร์ (TTR)ของเราก็ไป ก็ไปร่วมประชุมดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ดาวอส เวิลด์อีคะนอมิก ฟอร์รัม(World Economic Forum) แต่ผมมีการประชุมแยกออกมาที่คู่ขนานกับดับบลิวอีเอฟ ก็คือการประชุมดับเบิลยูทีโอรอบไม่เป็นทางการ โดยผู้อํานวยการดับเบิลยูทีโอ ตอนนั้น ก็คือปาสกาล ลามี แล้วท่านประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นเป็นผู้หญิงนะครับ เขาจะโรเทท (Rotate) ไปในระหว่างรัฐที่อยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก็ได้มีโอกาสพบกัน และเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ได้เป็นทางการ ก็พูดกันถึงเรื่องเอฟตาก็เรียนท่านไปบอกว่าเรามี เรื่องของอียูแล้วเอฟตาก็น่าสนใจ แล้วระดับเอเชียแปซิฟิกก็มีทีพีพี เพราะฉะนั้นกําลังศึกษา กําลังศึกษาให้ความสนใจ แต่ถึงวันนี้เราก็มีการค้าขายมีอัตราเติบโตขอบคุณที่ให้จีเอสพี กับเรา จีเอสพีนี้เราได้ฝ่ายเดียวเลยนะครับ เราได้ฝ่ายเดียวไม่ต้องแลก ถ้าเอฟทีเอมันต้อง ต่างคน หมูไปไก่มา แต่ว่าจีเอสพีเราได้จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เราได้จากประเทศ นอร์เวย์ เราได้ฝ่ายเดียว เขาให้ภาษีเรา ยกตัวอย่าง เขาให้เรา ๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาจะส่ง เข้ามาเรายังเก็บเขาได้ ๕เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลที่แล้วสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับเข้ามาสู่การเติบโตอย่างมั่นคง ท่านอภิสิทธิ์ก็ให้นโยบายโดยกรรมการ กนศ. โดยอนุกรรมการนี้ครับ เห็นชอบให้เริ่มต้น ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้คู่ขนานไปกับเรื่องของอียู เพราะฉะนั้นที่ผมทวงถามรายงาน ของบริษัท ไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จํากัด จึงสําคัญมากครับ เพราะว่าจะได้ประกอบ การพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา นั่นคือการที่ทางการไทยได้ว่าจ้างมืออาชีพในการทํา วิเคราะห์ว่าถึงเวลาหรือยัง ตอบคําถามนี้ให้ได้๒. ก็คือว่าความพร้อมของไทยอยู่ที่ไหน แล้วก็ ๓. ก็คือว่าจะเปิดกว้างมากน้อยแค่ไหนในด้านของสินค้าจะเปิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ๓,๐๐๐ รายการ ๘,๐๐๐ รายการ ๙,๐๐๐ รายการ ภาษีเป็น ๐ หรือว่าภาคบริการจะเปิดชุดภาคบริการธุรกิจบริการทั้งหมด ทั้งโลจิสติกส์ ท่องเที่ยว และอื่น ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเอาแค่ที่ทาง ความตกลงเอฟาส (AFAS) ความตกลงว่าด้วยสินค้าและบริการของอาเซียน (เอฟาส) ซึ่งมี ชุดที่ ๘ แล้วตอนนี้ จะเอาตรงนั้นเป็นเกณฑ์ของจุดยืนการเจรจาของการเปิดเสรีภาคบริการ หรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่สําคัญมากเวลาที่เราตัดสินใจว่าเราจะเริ่มต้น แล้วคําถามผมถึงถาม บอกว่า แม้ว่าจะเริ่มต้นแล้วนี่ใช้เวลาเท่าไร กรอบเวลาอยู่ที่ไหน บางครั้งนะครับท่านประธาน บางครั้งที่เราเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดูแล้วเขาผ่อนปรนให้เรา น่าจะได้มากกว่าเราก็เหมือน นั่งรถไฮสปีด (High Speed) เลยครับ เร่งรัดการเจรจาให้เร็ว ๆ แต่ยามใดที่มาดูแล้วเริ่มเห็นว่า มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ความพร้อมนี่เรายังไม่ถึง เราก็ชะลอครับ เปิดเจรจาแล้ว แต่ว่า ไปเรื่อย ๆ เหมือนนั่งรถหวานเย็น อันนี้มันเป็นเรื่องศาสตร์และศิลป์ของการเจรจาระหว่าง ประเทศ ซึ่งรัฐบาลเปลี่ยนรัฐมนตรีการค้าบ่อยนี่ผมก็กังวลใจว่าเราจะสานต่อแนวทาง ของการเจรจาก็ดี หรือว่าการรักษาท่าทีอันเป็นจุดต่อรองของเราได้มากน้อยแค่ไหนหรือว่า เห็นว่าเป็นแฟชั่นเปิดเจรจา เปิดเจรจา แต่ว่าไม่ได้มียุทธิวิธี กลยุทธ์ เพื่อที่จะให้เข็มทิศ ทิศทางจังหวะจะโคนเหมือนคนตีกลองให้กับหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายเจ้าหน้าที่ของเรา ไปเจรจากับเขา ดังนั้นผมถึงเรียนท่านประธานว่าอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบคําถามเหล่านี้ นอกจากนั้นแล้วเมื่อเราเห็นว่าเราเริ่มยืนเข้มแข็งขึ้นเราก็แสดงท่าทีพร้อม ๆ กับเรื่องของอียูครับ แล้วก็ถูกแล้วครับที่ทางรัฐบาลได้ชี้แจงในเอกสารบอกว่าแนวทางการเจรจากับเอฟตานี้ ก็คงจะไปในแนวทางเดียวกับอียู ซึ่งความจริงก็เป็นกลุ่มที่หลายคนบอกว่ารวมประชากร เพียง ๑๒ ล้านคนใน ๔ ประเทศนี้ แล้วก็ไม่ได้มีพรหมแดนติดกัน ยกเว้นประเทศ สวิตเซอร์แลนด์กับประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งเล็กมาก แล้วจะมีพลังเศรษฐกิจอะไร ทั้งด้านสินค้า ด้านธุรกิจและก็ด้านการลงทุนที่จะน่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วผมถึงบอกว่านี่เป็น คนโตตัวเล็กครับ กลุ่มนี้เอฟตาเป็นคนโตตัวเล็ก แต่ว่าต้องมีจังหวะและรู้ว่าเราพร้อม เราจะได้จะเสียอะไร เล็กดีรสโตนะครับ เป็นประเทศที่มีการลงทุนอยู่ลําดับท็อปเท็น (Top ten) ของโลก เป็นประเทศที่มีการค้าสินค้าบริการอยู่ในลําดับต้นของโลก รวมทั้ง ทางด้านการค้าสินค้า ไม่น่าเชื่อครับ ประชากร ๑๒.๓ ล้านคน แต่ประมูลรายได้ต่อหัวนี่ ๗๐,๐๐๐ กว่าเหรียญต่อปี แล้วเวลาที่จะเจรจากันก็ต้องเอามวยมาเทียบนะครับ ประเทศไทย ประชากรมีรายได้ไม่ถึง ๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ของเขาเกือบ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ ตัวเขาใหญ่ กําลังเขาใหญ่กว่าเรา ๑๔ เท่า เพราะฉะนั้นเวลาที่จะเจรจาหรือทําความตกลงเราก็จะเปรียบ ในลักษณะของศักยภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แน่นอนที่สุดว่าสิ่งที่เราคาดหวัง เขาก็หวังเหมือนกันครับ ผมกังวลใจอยู่บางประการเท่านั้นครับ เพราะว่าโดยส่วนตัวแล้ว ก็เห็นด้วยกับการทําเอฟทีเอเพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายการค้าธุรกิจ แล้วก็การลงทุนของ ประเทศนะครับ เป็นเครื่องมือสําคัญ แต่ว่ามันไม่ใช่ว่าต้องทําทีเดียวหลาย ๆ กลุ่ม เรามีงาน ที่รออยู่แล้วยังไม่สําเร็จ เหมือนอย่างเรียนกับท่านประธานว่าบิมสเทค (BIMSTEC) นี่ครับ บิมสเทค ๗ ประเทศอยู่ติดชิดเรานี่ครับ ก็ยังไม่สําเร็จครับ ยังต้องใช้ความพยายามไม่ว่า จะเป็นประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศบังกลาเทศ ประเทศภูฏาน ประเทศเนปาล รวมทั้งประเทศเมียนมาร์และก็ประเทศไทย ประชากรรวมกันก็เกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคน บิมสเทค เอฟทีเอ รอรัฐบาลนี้ที่จะไปเร่งรัดสานต่อหรือการทบทวนเอฟทีเอระหว่างไทย กับกลุ่มบวก ๓ บวก ๖ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ซึ่งยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นเออร์ลี ฮาร์เวสต์ เอฟทีเอ (Early harvest FTA) เท่านั้นเอง เราต้องการการทํางานแบบโฟกัส (Focus) การทํางานที่มีการจัดลําดับความสําคัญ แต่ดูเหมือนว่าสะเปะสะปะพอสมควรครับ ทั้งที่กําลังของเรามีไม่มากครับ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าเผอิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการไม่ได้ กํากับกรมเจรจา แล้วก็รัฐมนตรีว่าการท่านก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่มีแบลคกราวด์ (Background) ทางด้านการค้าระหว่างประเทศ ท่านก็หมกมุ่นอยู่กับปัญหาภายในเรื่องข้าวเรื่องอะไร จนกระทั่งไม่มีเข้มทิศและธงในเรื่องของการนําในเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศ พอมาเปลี่ยนท่านรัฐมนตรีใหม่ก็เพิ่งเข้ามา แต่ว่ารัฐบาลก็ส่ง เรื่องนี้เข้ามา ผมก็กังวลใจนะครับ ความจริงท่านรัฐมนตรีไปกํากับก็ได้ครับ เพราะผมก็ ไม่มั่นใจว่าในการขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ก็พูดกันมากเหมือนกันว่าเรามี ภารกิจเดิมที่จะต้องทําให้เสร็จ แล้วมันอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อาเซียน เซนทราลิตีอาเซียน ต้องมาก่อน แล้วก็อาเซียนฮับ อาเซียนเป็นอํานาจต่อรองของเรานะครับ จัดการให้เสร็จอีก ปี ๒๕๕๘ สิ้นปีก็ต้องบรรลุความสําเร็จของการเป็นประชาคมอาเซียน และงานใหญ่ ๆ ที่รออยู่ ส่งไม้ต่อก็ต้องทําต่อเนื่องให้จบ งานเก่ายังไม่เรียบร้อยงานใหม่เข้ามา แต่งานใหม่ เข้ามานั้น ผมก็ยังไม่เห็น โพซิชันที่ชัดเจนเท่าไรนัก
คําถามที่ ๓ ก็คือว่าใน ๑๗ ประเด็นที่เป็นหัวข้อการเจรจาเป็นกรอบ การเจรจาท่านประธานคงทราบนะครับ เมื่อสักครู่เราเพิ่งให้ความเห็นชอบเอฟทีเอไทย-ชิลี นะครับ นั่นมี ๑๑ ประเด็น ครั้งนี้ ๑๗ ประเด็น มันมีบางประเด็นครับ ซึ่งความจริง ท่านรัฐมนตรีอาจจะกํากับอยู่ด้วย คือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เผอิญว่าเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญามันมาอยู่ใน ๑๗ ประเด็นตรงนี้ด้วย แล้วยังมีอีกประเด็นที่ผมต้องถาม ท่านประธานผ่านถึงรัฐบาลว่าพร้อมแล้วหรือที่จะไปเจรจาเพราะไทยยังไม่พร้อมเลย คือเรื่องกัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ (Government Procurement) อย่างไรครับ ถามว่า ประเทศไทยหรือรัฐบาลเข้าไปเป็นภาคีความตกลงมีแล้วหรือยัง ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ ผมยกตัวอย่างว่าถ้าเรายังไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกในเรื่องเหล่านี้ แต่กลับเอาเรื่องนี้ไปเจรจา จะเป็นความตกลงมันเป็นไปได้อย่างไรครับ มันเหมือนการตั้งหัวข้อที่เราเองก็ยังไม่ได้ผูกพัน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่ที่ผมยกในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาก็คือในกลุ่มเอฟตานี้ถือว่า เป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานของกฎระเบียบ มาตรฐานของการค้าเทคโนโลยี และมี ศักยภาพในการแข่งขันที่เรียกว่าเป็นคอมเพททิทีฟเนส (Competitiveness) ของเขาสูงมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่ไปเจรจาเขาก็คาดหวังว่าเราจะเปิดตลาดของเราให้ได้มากที่สุด เราจะ เปิดโอกาสการทําธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ได้มากที่สุด มาจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมทะเบียนการค้าเดิมให้สามารถถือหุ้นได้เกินครึ่งหนึ่งเป็นเจ้าของได้หรือการลงทุน ที่ไม่จํากัดขอบเขตของประเภทของการลงทุน นั่นคือสิ่งที่กลุ่มประเทศเรียกว่าประเทศ พัฒนาแล้วมีขีดความสามารถศักยภาพสูงทางด้านเศรษฐกิจเขาก็จะคาดหวังอย่างนี้ ไม่แตกต่างกับกลุ่มจีพีพีครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ผมถามท่านรัฐมนตรี เผอิญท่านก็ไม่ได้ชี้แจง ในรายละเอียดว่ากลุ่มนี้ก็เช่นกันครับ ถ้าทางเอเชียแปซิฟิกมีจีพีพี ทางยุโรปก็มีเอฟตา เราพร้อมแล้วหรือครับ ในขณะที่ผมเรียนท่านประธานว่าจุดยืนในแง่ของการเจรจาเอฟทีเอ ของเรามันอยู่กึ่งกลางระหว่างกรอบอาเซียน เออีซีที่เป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) กับในส่วนที่จะเป็นจีพีพี คือการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การค้าอย่างเดียว ภาคบริการ และการลงทุนก้าวหน้าที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นประเทศชิลี ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงทําสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกันในยุโรปก็มีเอฟตา แต่ถามว่าเราพร้อมแล้ว หรือครับ เราพร้อมที่จะเปิดเสรีการค้าพร้อมที่จะเอาข้าวสาลีมาแข่งกับข้าวเจ้าของเรา หรือครับโดยภาษีเป็นศูนย์ เราพร้อมที่จะให้สินค้าประมงเข้ามาภาษีเป็นศูนย์ เข้ามา ในขณะที่ ๑ ในกลุ่มของประเทศเอฟตานั้นเป็นเจ้าโลกในด้านของปลากระป๋อง ทั้งปลาแซลมอนแล้วก็ปลาชนิดอื่น เราพร้อมแล้วหรือที่จะให้สินค้าผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ซึ่งเป็นพื้นฐานของเกษตรกรรมของเราแข่งขันสู้ได้กับการผลิตที่เป็นไฮเทคโนโลยีของเขา แต่แน่นอนที่สุดเราไม่มีทางเลือกมาก อย่างไรการเจรจาต้องดําเนินไป แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราต้อง มีความชัดเจนในระดับคณะรัฐมนตรีก่อนครับว่าธงอยู่ตรงไหน กรอบอยู่ตรงไหน แต่ละขั้น ของการเจรจาจะช้า จะเร็ว จะถ่วง หรือจะเดินหน้าธงอยู่ตรงไหนครับ หัวหน้าคณะเจรจา แน่นอนครั้งแรกก็คือรัฐมนตรีเพื่อให้ชัดเจนในกรอบ ในการกําหนดขั้นตอนมันต้องมีธง หลังจากสภาอนุมัติแล้วจากนั้นไปอย่างที่ผมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาระดับนโยบายครั้งแรก กับประเทศชิลีเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๓ นั่นก็คือสิ่งที่เราสามารถที่จะกําหนดธง จังหวะ เหมือนสั่งการตีกลอง หลังจากนั้นครั้งที่ ๒ หัวหน้าคณะระดับเจ้าหน้าที่เรียกว่าซัม (Sum) ชั้นสูงก็จะดําเนินการตามจังหวะจะโคนแล้วกรอบที่เราให้ ดังนั้นที่ผมเห็นประเด็นว่ามีถึง ๑๗ ประเด็น นั่นคือการเปิดอย่างกว้างนะครับ เปิดกว้างของการเจรจา แล้วก็ท้ายที่สุดกว้าง อย่างมากมันก็จบไม่ลง เอาพอดี ๆ ได้ไหมครับ
สุดท้ายก็คือประเด็นที่กังวลบางประการนะครับ ที่ฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีเผื่อท่านจะตอบชี้แจง ก็คือในเรื่องของความคาดหวังของเราว่าในการที่เราจะ ทําเอฟทีเอกับทางเอฟตานั้นเราจะได้ประโยชน์ในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน โดยคิดว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้จะมีมาตรฐาน แล้วก็มีมาตรฐานของสินค้า และมีเทคโนโลยีสูง เราหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะมาสู่การถ่ายทอด เทคโนโลยี หรือการทําให้ผู้บริโภคของเรา ผู้ค้าของเรานั้นมีการยกระดับพัฒนาประกอบการ พัฒนาคุณภาพสินค้า ให้ผู้บริโภคของเรานั้นได้สัมผัสแล้วก็ได้เห็นถึง มาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้น นะครับ ก็จะเป็นการยกระดับคุณภาพของสังคมไทย แล้วก็ผู้ประกอบการของไทย ตรงนี้ ก็ต้องเรียนว่ามันเป็นปัญหาของประเทศเรามาตลอดนะครับ ว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยี มันเป็นจริงอย่างนั้นหรือ เมื่อวานซืนผมอ่านข่าวนะครับ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เริ่มย้ายฐานออกจากประเทศไทย ความจริงอิเล็กทรอนิกส์ถือได้ว่า เป็น ๑ ใน ๔ อุตสาหกรรมหลักของประเทศนะครับ แต่ว่ามันเป็นเลเบอร์ อินเทนซีฟ (Labour Intensive) เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้นทุนสูงขึ้น เช่น ค่าแรงและอื่น ๆ เขาก็ย้ายฐาน แล้วไปทีเดียวเหลือแต่โรงงานหลังคาเท่านั้นละครับ ท่านไปดูที่แจ้งวัฒนะ จะเหลือแต่หลังคา แล้วก็โรงงานครับ คือมันหิ้วกระเป๋าไปได้เลย เขาต้องการแค่มือของเราที่จะไปประกอบ และบรรจุภัณฑ์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นวันนี้โมเดล (Model) ธุรกิจโลกมันก็เปลี่ยนแปลง หลายอุตสาหกรรมที่เราเคยคิดว่าเป็นดาวรุ่งของเรา แล้วหวังว่าจะได้มา มันก็ไม่ใช่ครับ อย่างโทรศัพท์แบล็คเบอรี่ (BlackBerry) ท่านเห็นไหมครับ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วฮอท (Hot) มาก แต่พอระบบการสื่อข้อความที่เรียกว่า แชท (Chat) มันกลายเป็นระบบเปิด มูลค่าบริษัท จาก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔,๒๐๐ ล้าบาทเท่านั้นเองครับ แล้วยังไม่รู้ว่าจะไปรอด มีใคร ซื้อหรือเปล่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกธุรกิจนะครับ แต่วันนี้โลกเศรษฐกิจ ไม่ได้ต่างกันเลย ข้อที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของการลดความเสี่ยงของการตัดสิทธิจีเอสพี อย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าทางรัฐบาลคงต้องไปชั่งน้ําหนักว่าเดิมได้ฝ่ายเดียว ในเรื่องของจีเอสพี แต่ว่าเมื่อทําเอฟทีเอการค้าเรา ๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็ต้อง ๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่แค่รายได้ที่จะหายไปจากการที่เราเก็บภาษีสูงกว่าเขา แต่มันหมายถึงว่าศักยภาพ การแข่งขันของเราจะสู้ได้หรือไม่ มันเหมือนมวยตัวใหญ่ตัวเล็กครับ หรือตีกอล์ฟ (Golf) มันก็ต้องมีแฮนดิแคป (Handicap) เมื่อมีแฮนดิแคปหมายความว่าคนจะเป็นมือซิงเกิล (Single) จะตีกับคนที่เป็นไฟลท์ ซี (Flight C) เขาก็ต่อให้ ๓ หลุม ๔ หลุม แต่นี่เรากําลังจะเอา แฮนดิแคปออก ทั้งที่วันนี้เขาก็ต้องให้เราอยู่แล้ว แล้วเราก็ใช้ประโยชน์ตรงนั้นอยู่ตลอดเวลา มันถึงเวลาหรือยัง แน่นอนเอฟทีเอมันต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งนะครับจะช้าจะเร็ว แต่ว่ามันถึงเวลาหรือยัง ตรงนี้ผมถึงบอกว่าอยากให้นําผลการศึกษาของไบรอัน เคฟ ที่ทําไว้ ค่อนข้างละเอียด และที่น่าสนใจมาก ถ้าท่านรัฐมนตรีจะได้พิจารณาดูนะครับว่าถึงเวลา หรือยังนั้นมันก็อยู่ที่ว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับ ถ้าผลการศึกษาส่วนหนึ่งออกมาว่า อย่างมากที่สุดเราจะได้หลักในระดับไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้อง เปิดสินค้ารายการอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ อย่างมากที่สุด ผมอยากให้คณะรัฐมนตรี นําสิ่งเหล่านี้ไปพิจารณาดู เพราะว่าการศึกษาประโยชน์ที่จะได้รับ ผลเสียที่เราจะต้องจ่าย ออกไป แล้วก็ขีดความสามารถที่คิดว่าจะมีหรือว่าลดทอนลงไปนั้นมันคือตัวชี้วัด ที่เป็นรูปธรรมครับ ซึ่งในผลการศึกษาส่วนหนึ่งก็ยืนยันระบุสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามนะครับ ผมขอจบการอภิปราย และหวังว่าท่านประธานจะได้กรุณาอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรี ตอบคําชี้แจง แล้วก็ฝากว่าโลกของความเป็นจริงนี้ครับ ถ้าเรามาดูวันนี้ เราเห็นบริษัทหนึ่งอยู่ในประเทศไทย เป็นบริษัทที่เราคุ้นหูคุ้นตามาก บริษัทนี้เป็นเหมือนกับเป็นมาร์เก็ตติ้ง อาร์ม (Marketing Arm) เป็นเทรดดิง เฟิร์ม (Trading Firm) ของสวิสเซอร์แลนด์ มีสินค้าแบรนด์อยู่ ร่วม ๑๐๐ ตัวสินค้า ไม่มีสินค้าไทยในประเภทเดียวกันที่แข่งขันได้เลยแม้แต่รายการเดียว นั่นก็มาตั้งอยู่กลางเมืองหลวงของเรา ทันทีที่เปิดยังมาอย่างนี้อีก ไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยบริษัท นะครับ ในขณะที่เราไปสวิสเซอร์แลนด์ เราไปลิกเตนสไตน์ เราไปไอซ์แลนด์ หรือเราไปที่ นอร์เวย์ ถามว่าเรามีเทรดดิง เฟิร์ม สินค้าไทยที่เป็นแบรนด์ของไทยอยู่สักบริษัทไหม เพราะฉะนั้นเมื่อจะชกกับคนตัวใหญ่ก็ต้องดูให้ละเอียด ลงไปดูถึงภาคเอกชน ลงไปดูถึง ภาพของไมโคร (Micro) ไม่ใช่ดูแต่แม็คโคร (Macro) อย่างเดียว แล้วตรงนั้นเป็นของจริงครับ คนที่จะซัฟเฟอร์ (Suffer) นั้นมันไม่ใช่ท่านรัฐมนตรีหรอกครับ แต่มันคือเกษตรกรไทย คือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะพวกเอสเอ็มอี (SME) ที่มีกําลังวังชาน้อยมาก เพียงเพราะ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือไม่ได้ศึกษาต่อเนื่องอย่างแท้จริง แล้วก็นําเข้ามาสู่รัฐสภา แต่รัฐสภา นั้นมีหน้าที่ที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศ มีหน้าที่ดูแลคนทุกกลุ่ม ผมก็มีหน้าที่ที่จะ ให้ข้อมูลความเห็นนะครับแล้วก็รอการชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ถ้าท่านสามารถชี้แจงเกิด ความมั่นใจได้ว่าจะเป็นประโยชน์และถึงเวลาแล้ว และกรอบการเจรจานี้ก็กําหนดไว้ อย่างเหมาะสมที่มีไทม์เฟรม (Time frame) รวมทั้งใน ๑๗ ประเด็นเหล่านั้น เรามีความพร้อม สู้ แข่งขันได้ เราศึกษามาดีแล้ว ทั้งผลงานวิจัย การสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้งส่วนโฟกัส กรุ๊ป (Focus Group) แล้วก็ส่วนทั่วไป ผู้มีส่วนได้เสีย ผมก็จะพิจารณาตัดสินใจว่าจะยกมือ หรือไม่ยกมืออีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณท่านประธานครับ