รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

สุชาติ ธาดาธํารงเวช เสนอแนวคิดการเปิดการค้าเสรีเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการที่จะทําอะไรมาปริมาณเพิ่มสักนิดหนึ่ง ก็ขายที่ไหนไม่ได้ ราคาก็ตก รายได้ก็ไม่มี ไม่มีสตางค์ไปซื้อของอื่น ๆ ใช้ และหวังว่าการพูดคราวนี้จะถูกนำไปใช้เป็นนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังเรียกร้องการดูแลระบบการเงินสถาบันการเงิน เพื่อป้องกันการล้มละลายของประเทศ และเรียกร้องการให้กระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้มาตรการและไลเซนส์ยา เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธํารงเวช สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐสภา กระผมจะพูด ๓ ประเด็น นะครับ ในเรื่องของร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสมาคม การค้าเสรีแห่งยุโรปที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่ายูโรเปี้ยน ฟรี เทรด แอสโซซิเอชัน เอฟตา ซึ่งประกอบด้วย ๔ ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์

ในประเด็นแรกก็คือเรื่องของทําไมประเทศไทยจึงควรเจรจาเขตการค้าเสรี และควรทําเมื่อไร เร็วช้าอย่างไร กราบเรียนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ผลิตของขึ้นมา ก็เพียงไม่กี่อย่าง ไม่สามารถผลิตของทุก ๆ อย่างใช้เอง และก็ไม่ต้องทําการค้ากับใคร แม้ประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีนและพม่า ซึ่งเคยปิดประเทศนะครับ ไม่มีการค้าเสรี ทั้งจีนและพม่า ก็ยากจน ดังนั้นการไม่มีการค้าเสรีจะทําให้ประชาชนทําอะไรมาปริมาณเพิ่มสักนิดหนึ่ง ก็ขายที่ไหนไม่ได้ ราคาก็ตก รายได้ก็ไม่มี ไม่มีสตางค์ไปซื้อของอื่น ๆ ใช้ แล้วถึงแม้พยายาม ไปซื้อ เนื่องจากประเทศที่ปิดก็จะขึ้นภาษี กีดกั้นมากมาย ของที่แม้ว่าดูแล้วไม่ดี ราคาก็จะ แพงมาก นี่คือเหตุผลในเชิงวิชาการ และจริง ๆ แล้วผมก็อยากให้ทั้งรัฐบาลนี้และรัฐบาล ข้างหน้าปล่อยให้เรื่องของการค้าเสรีเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เป็นเรื่องของวิชาการให้มากขึ้น แล้วก็หวังว่าการพูดคราวนี้ก็จะเป็นหลักฐานที่จะใช้ในการใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป การค้าเสรีนี้นะครับควรจะทําเมื่อไร ควรจะทําให้เร็วที่สุดนะครับ ไม่ว่ากับประเทศอะไร ทั้งนั้น เป็นเพราะว่าการตัดสินใจในแง่ในประเทศหรือปัญหาการเมืองในประเทศ แล้วทําให้เราต้องชะลอไป ก็หมายความว่าคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนก็จะชะลอ ไปเหมือนกัน ประเทศที่เราจะทําทั้ง ๔ ประเทศนี้เขาทําการค้าเสรีมาตั้งนานแล้ว สวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่รวยเกือบอันดับ ๑ ของโลก และอีก ๒-๓ ประเทศ ก็เช่นเดียวกัน เขาเปิดการค้าเสรีอย่างนั้น ของที่เขาผลิตเทคโนโลยีสูง ยี่ห้อที่เรียกว่าแบรนด์ (Brand) เป็นที่น่าเชื่อถือ คนทั่วโลกก็บินไปซื้อเขา แม้กระทั่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ เช่น นาฬิกา มันก็ดูเหมือน ๆ กัน แต่เป็นยี่ห้อของประเทศเหล่านั้นก็ทําให้ราคาเพิ่มเป็น ๑๐๐-๒๐๐ เท่าได้ ดังนั้นผมเองอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนว่าเมื่อไรเราควรเปิดเขตการค้าเสรี ผมก็จะตอบว่า เมื่อวานนี้ ไม่ใช่รอไปเรื่อย ๆ นะครับ และควรรีบทําทุก ๆ ประเทศ เป็นเพราะว่าประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก ทําของไม่มีที่ขาย ขนาดประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีนยังต้องเปิดเลย ทั้ง ๆ ที่เขา ขายของกันเองใน ๑,๓๐๐ ล้านคนได้ สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เช่นเดียวกันครับ เราเริ่มแสดง เจตนาว่าจะมีเขตการค้าเสรีกับ ๔ ประเทศนี้เมื่อปี ๒๕๔๗ แล้วเราก็ได้เจรจามา ๒ รอบ คือปี ๒๕๔๘ และปี๒๕๔๙ การเจรจาก็กว้างขวาง เป็นเพราะว่าประเทศเขาได้เจริญแล้ว มี ๑๗ หัวข้อ ผมเพียงแต่แปลกใจว่าแล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับหลังจากนั้นแล้วก็หยุดยั้งไป เกิดปัญหาในประเทศเยอะแยะ หลังจากเดือนมกราคม ๒๕๔๙ ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความคาดหวัง เป็นประเทศอันดับ ๓ อันดับ ๔ ของอาเซียน แล้วก็หายไป อยู่ทุกวันนี้ครับ วันนี้เรายังฝันอยู่เลยครับ เรายังไม่ลืมตาขึ้นมาว่าหลายประเทศเขาวิ่ง ไปข้างหน้าหมดแล้ว ๔ ประเทศนี้เขาได้เจรจากับประเทศในอาเซียนแล้วเหมือนกัน ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ทําเรียบร้อยแล้ว ประเทศเวียดนาม เกือบจะเสร็จแล้ว หลายครั้งบอกว่าประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนามเจริญช้ากว่าเรา เดี๋ยวนี้ทําไมเขาทําสิ่งเหล่านี้เร็วและก้าวหน้ากว่าเราแล้วนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของข้อมูลการค้า คราวนี้ไม่เหมือนประเทศชิลี ข้อมูล ทางการค้าระหว่างเรากับ ๔ ประเทศเอฟตา ๑๔ เท่าของประเทศชิลี ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ แล้วก็เรานําเข้า ๙,๐๐๐ ส่งออกก็ประมาณ ๖,๐๐๐ หมายความว่าเรานําเข้า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในมูลค่านี้ เราส่งออก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คือยังติดลบอยู่ ขาดดุลการค้าอยู่นะครับ และสิ่งที่ น่าสนใจก็คือเราจะส่งอะไรออกบ้างครับ อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกา ส่วนประกอบ เครื่องจักรกล ส่วนประกอบของเครื่อง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเล กระป๋องและอาหารทะเลแปรรูป ก็เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เราพยายามที่จะส่งออกอยู่แล้ว นะครับ ก็มีบางท่านกังวลว่าถ้าเราเปิดเจรจาอันนี้แล้วจะมีปัญหาในแง่ของสินค้า เทคโนโลยี และบริการหรือไม่ ผมกราบเรียนนะครับ ไม่ว่าในเชิงวิจัย ทฤษฎีมาที่ไหนในโลกนี้นะครับ การค้าสินค้าเสรีเป็นเรื่องที่พึงกระทําอย่างยิ่ง แล้วประเทศที่เล็กกว่า จนกว่าจะได้ประโยชน์ มากกว่า กลุ่มประเทศนี้รวยกว่าเรา ๑๒ เท่าหรือรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปี ๑๒ เท่า ของเขา ประมาณ ๗๓,๐๐๐ เหรียญ หรือปี ๆ หนึ่งเขาจะมีรายได้ต่อคน ๒.๒ ล้านล้านบาท ของเรา อย่างดีก็ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นต่างกันเยอะครับ เหมือนเราเป็นแม่ค้า ขนมครก มีเศรษฐีใหญ่ ๆ ในหมู่บ้านเดินผ่านมามีเท่าไรก็ขายไม่หมดหรอกครับ แต่เราไม่มี สตางค์ไปซื้อเขาจนกระทั่งทําให้ประเทศเรามีปัญหาหรอกครับ ส่วนนี้ก็ฝากหลายท่าน ได้ช่วยกันพิจารณาไว้นะครับ

การค้าเสรีที่กําลังจะทํากันก็จะมีเจรจาอยู่ ๑๗ กรอบนะครับ กรอบที่มีผู้คน กังวลก็คือเรื่องสินค้าบริการ เรื่องยา เรื่องมาตรการทางสุขอนามัยต่าง ๆ เรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญา เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมอยากผลักดันให้เรา เปิดประเทศมากขึ้น เราจะได้เข้าสู่กฎระเบียบเหล่านี้ ปัญหาการบริหารบ้านเมืองที่มีปัญหาอยู่ จะได้ลดลงไปเพราะมันระเบียบที่ทั่วโลกเขาทํากัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐก็เช่นกันความจริง ธนาคารโลกก็ผลักดันเรามากว่า ๓๐ ปีแล้วให้จัดจ้างเท่ากัน ให้เท่าเทียมกันนะครับ เมื่อไร ที่ยังมีปัญหาเหล่านี้มันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ปัญหาเรื่องการเลือกผู้รับเหมาไม่เป็นธรรม จนนํามาสู่เรื่องปัญหาการคอร์รัปชัน (Corruption) เพราะฉะนั้นถ้าเข้าสู่ระเบียบอย่างนี้ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันหมดนะครับ สิ่งที่ฝากท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิไว้ก็คือข้อกังวลทางด้านสินค้า บริการบางประเภทนะครับ คือเราเปิดเสรีทางด้านการเข้ามาทําธุรกิจการเงินการลงทุนได้ ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องมีมาตรการการดูแลระบบการเงินสถาบันการเงิน เพราะ มีการศึกษามาแล้วว่าการค้าเสรีสินค้าและตัวการทํากิจการธนาคารทําได้ แต่ขณะเดียวกัน การปล่อยให้มีเสรีทางด้านกฎระเบียบทางการเงินจะทําให้ประเทศล้มละลาย ตอนที่เรา ล้มละลายปี ๒๕๔๐ เป็นเพราะว่ากฎระเบียบทางการเงินไม่รัดกุมนะครับ ไม่ว่าธนาคารอะไร ของไทยของต่างชาติเข้ามาอยู่ตรงนั้นก็ล้มหมดละครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากทาง ท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ไปดูเรื่องกฎระเบียบทางด้านมาตรการทางการเงินที่จะคอยป้องกัน ไม่ให้สถาบันการเงินทําอะไรมากจนเกินขอบเขตนะครับ จนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อ การล้มละลาย เมื่อล้มละลายแล้วมันจะล้มละลายเป็นพวงครับ แล้วก็จะมีผลต่อ การล้มละลายของประเทศทําให้ทรัพย์สินของชาติราคาตกลงอย่างมาก เงินลดค่าลง และทุกคนก็จะจนลงไปหมดนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องสินค้าประเภทยาต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าต้องฝากทาง กระทรวงสาธารณสุขนะครับว่า จริง ๆ แล้วเราเปิดอันนี้เขาก็ควรจะมาบังคับเราให้ยอมรับ ไลเซนส์ (License) ยา ๓๐ ปี ๕๐ ปีอะไรต่าง ๆ นี้ แล้วยาก็จะแพงหลายร้อยเท่านะครับ ก็มีมาตรการเซฟการ์ด (Safeguard) เช่นกระทรวงสาธารณสุขก็เคยออกมาแล้ว เช่น ยาเอดส์ (AIDS) แล้วก็บอกว่าเราสามารถที่จะไปเอายาจากประเทศอินเดียแล้วมันก็ถูกกว่าเยอะ ทั้งหลายประการนี้ผมก็เชื่อว่าทําได้ ดังนั้นเวลาเจรจาในเรื่องของการเสรีทางด้านมาตรการ ทางการเงิน แล้วก็เรื่องของสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและยาก็จะต้องดูแล สิ่งเหล่านี้ไว้ให้หนาแน่นด้วยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ