ชรินทร์ หาญสืบสาย อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือเอฟตานะครับ โดยเน้นถึงความสำคัญของการเข้าร่วมการค้าเสรีเพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้ประโยชน์จากเออีซี และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสนี้เพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในอาเซียน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยพิจารณาจากผลการอันดับความสามารถในการแข่งขันของเวิล์ด อิโคโนมิค ฟอรัม และการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น เอฟตา และเรียกร้องการลดผลกระทบต่อประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตากครับ ผมขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือเอฟตานะครับ ซึ่งย่อมาจากคําว่า ยูโรเปียน ฟรี เทรด แอสโซซิเอชัน สมาคมเอฟตานี้ก็ประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์นะครับ จากรายงานของท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิก็ทําให้เราทราบนะครับว่า สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตานะครับ กับไทยได้ประกาศที่จะมีการเจรจาเพื่อทํา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แล้วก็ได้มีการเจรจากันไปแล้ว ๒ รอบ ที่เมื่อตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่จังหวัดภูเก็ต แล้วก็ปี ๒๕๔๙ที่จังหวัดเชียงใหม่นะครับ และต่อมา เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองของเรานะครับก็จนถึงมาปี ๒๕๕๕ ๒ ฝ่ายก็ตกลงที่ว่า จะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งหนึ่งนะครับ คือจะว่าไปแล้วประเทศไทยนี่ก็ค่อนข้างจะเนื้อหอม นะครับ ทั่วโลกเลยก็อยากจะขอทําเอฟทีเอหรือทําความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันนะครับ ซึ่งไม่แปลกนะครับ จะมองว่าเขาเจตนาร้ายหรือว่าเราเป็นประเทศเล็ก เขาคิดว่าเขาจะเข้ามา ครอบงําเอาเปรียบเรานะครับ แต่ว่าถ้ามองในแง่ดีมันก็ไม่เชิงนะครับ ทุกวันนี้ประเทศไม่ว่า จะเล็กหรือใหญ่นะครับก็มีความฉลาดเฉลียวเท่า ๆ กัน เราเองก็มีดอกเตอร์มากมาย มีผู้เชี่ยวชาญในการเจรจาการค้า โดยเฉพาะที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวง พาณิชย์ หรือจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ที่เราร่วมเป็นทีมเวิร์ค (Team Work) ก็ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถในการเจรจาทั้งนั้นเลยนะครับ การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเอาเปรียบกัน มันยากครับ แล้วทุกคนก็รักชาติ รู้ว่าสิ่งไหนควรจะยอมได้ ไม่ยอมได้ มีการปรึกษาหารือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย แล้วก็ภาคประชาคมต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ประเทศใด ประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมาร่วมเจรจาเพื่อทําข้อตกลง ความตกลงกันนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เป็นกระแสของโลกที่ว่ามันมีการแข่งขันมาก ทุกประเทศก็อยากจะส่งออกมาก ถ้าเราไม่มีคู่เจรจา เราอยู่นอกกรอบการเจรจาเขา เราก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งสินค้าไปเขาก็จะ เก็บภาษีเราสูงนะครับ ที่ผมจะอภิปรายความคิดเห็นก็จากตามกรอบตามเอกสารของ กระทรวงพาณิชย์นะครับ พูดถึงเหตุผลความจําเป็น กรอบการเจรจาและการลดผลกระทบ ในทางลบนะครับ จากเอกสารแสดงความจําเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้แสดงถึงเหตุผล ความจําเป็นไว้ ๒-๓ ประการด้วยกันนะครับ
อันแรกเลยก็คือเรื่องเหตุผลความจําเป็นที่กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบ หรือรัฐบาลไทยเห็นชอบที่จะเข้าร่วมการเจรจากับเอฟตาก็คือ ๑. เพื่อดึงดูดการลงทุน และใช้ประโยชน์จากเออีซี จากเหตุผลที่ให้มานี้ก็มองว่า คือตั้งแต่ในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทย ก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คําว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็หมายความว่า การจะมีการเคลื่อนย้ายของสินค้า ทั้งสินค้า บริการและเงินทุน เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเสรี ก็จะทําให้อาเซียนซึ่งมีประชากรประมาณ ๖๐๐ ล้านคนนี้นะครับเป็นฐานการผลิตเศรษฐกิจ ของโลกที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก คือก่อนหน้านั้นอาเซียนเรา เราเป็นประชาคมอาเซียน มานานหลายปี แต่ต่างประเทศเขาไม่สนใจเท่าไร จนกระทั่งเราประกาศว่าเป็นเขตการค้าเสรี แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ นี้ อันนี้ก็ทําให้อาเซียนมีความหมายต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ใคร ๆ ก็อยากจะ มาลงทุน เพราะลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างลงทุนสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย เท่ากับว่าเขาได้ตลาดทันที ๖๐๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นประเทศ ต่าง ๆ จึงอยากจะมาลงทุนในอาเซียน แล้วจะลงประเทศไหนดีละครับ เขาต้องพิจารณา เปรียบเทียบดู อันนี้ก็ต้องยอมรับนะครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแนวหน้าประเทศหนึ่ง ที่ประเทศต่าง ๆ เห็นว่ามีความเหมาะสมในการลงทุน ไม่ว่าจะมองในแง่ของโครงสร้าง พื้นฐานหรือว่าอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่มักจะเอื้ออารีมีอัธยาศัยไมตรีต่อคนต่างชาติ ก็ทําให้ หลายประเทศมาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในการลงทุน ในประเทศนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตามที่กระทรวงพาณิชย์วิเคราะห์ซึ่งอาจจะได้มาจาก การจ้างเอกชนศึกษาอะไรก็ตามที่เห็นว่าประเทศไทยควรจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุน การทําความตกลงกับเอฟตา เพื่อใช้ประโยชน์จากเออีซีนะครับก็เป็นเรื่องที่ชอบแล้ว สําหรับ ประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ก็ทําความตกลงกับประเทศกับกลุ่มนี้อยู่แล้วนะครับ มีการเจรจากันอยู่ ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช้ ประโยชน์ตรงนี้เราก็จะเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นฮับหรือเป็นศูนย์กลางของการค้า การลงทุนในอาเซียนนะครับ แล้วเอฟตาเองก็เป็นผู้ลงทุนระดับ ๔ ของโลกนะครับ เป็นผู้ลงทุนระดับ ๖ ในไทย โดยศักยภาพของกลุ่มเอฟตา หรือสมาคมการค้าเสรียุโรป เราไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะไม่ร่วมที่จะเป็นคู่ค้าคู่ลงทุนกับเขานะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมจะพิจารณาดูว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ เหตุผลความจําเป็นประการที่ ๒ ก็คือเพื่อรักษาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เมื่อช่วงเช้าผมก็ได้อภิปรายแล้วในส่วนที่ร่างกรอบข้อตกลงระหว่างไทยกับชิลี ว่าความสามารถในการแข่งขันในยุคปัจจุบันนี้สําคัญมากเลยครับ สถาบันระหว่างประเทศ อย่างเช่น เวิล์ด อิโคโนมิค ฟอรัม เป็นต้น ก็ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศต่าง ๆ ไว้ และมีการประกาศลําดับทุกปี ปีนี้เข้าไปดูปรากฏว่าของไทยเรา อันดับแย่มาก ๓๐ กว่านะครับ จําไม่ได้ว่า ๓๗ หรือ ๓๘ นะครับ ก็แสดงว่าเรามีความจําเป็น จะต้องเร่ง ไม่เพียงแต่รักษาไว้นะครับ เราควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้มากขึ้นนะครับ ทีนี้ดูของเอฟตาเป็นกลุ่มประเทศที่รวมแล้วมี ๑๒ ล้านคน จะว่ามาก ก็คงไม่มาก แต่เมื่อรายได้ต่อหัวนี่น่าทึ่งนะครับ รายได้ต่อหัว ๗๓,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะนี้ผมเปิดดูในอินเทอร์เน็ตของไทยเราก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี ก็สูงกว่าเรา ๗ เท่า ๓ ประเทศเท่านั้นนะครับ ประเทศ ๓ ประเทศ คือประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศ นอร์เวย์ ประเทศไอซ์แลนด์ แล้วก็ลิกเตนสไตน์ ประเทศเล็ก ๆ แต่มีรายได้ต่อหัวสูงขนาดนี้ จริงอยู่ว่าเราดูว่าเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในแง่รายได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็มองว่าเขามีรายได้สูง ก็สามารถที่จะซื้อสินค้าจากเราได้มากขึ้น สินค้าหลาย ๆ อย่างที่เป็นความต้องการของเขา ที่ว่าเราควรจะมีโอกาสขยายการค้าไปมากขึ้น
เหตุผลประการที่ ๓ ซึ่งผมก็ชักจะเห็นด้วยเช่นเดียวกันคือการลดผลกระทบ ที่ประเทศไทยจะถูกตัดจีเอสพี ลดผลกระทบทางลบนะครับ เนื่องจากว่าไทยขณะนี้เราได้รับ สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เราเรียกจีเอสพี คํานี้ก็ย่อมาจากคําว่า เจเนอรัลไลซ์ ซิสเต็ม ออฟ พรีเฟอเรนเซส (Generalized System of Preferences) สิทธิประโยชน์ทางการค้านี้ หรือจีเอสพีนี้ เป็นสิทธิประโยชน์ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกําลังพัฒนาโดยยกเว้น ภาษีให้หรือว่าเก็บก็เก็บในอัตราต่ํา อันนี้ก็คือช่วยให้ประเทศกําลังพัฒนาได้มีโอกาสพัฒนา ประเทศจะได้มีเงินไปซื้อสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ สวิสเซอร์แลนด์ กับนอร์เวย์เขาก็ซื้อสินค้า เขาให้จีเอสพีจากไทยนะครับไม่ว่าจะเป็นอาหาร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ข้าวโพด พวกสินค้าเคมี พวกเครื่องสําอาง เป็นต้นนะครับ โดยยกเว้น ภาษีให้ซึ่งคิดเป็นมูลค่านะครับ อย่างของสวิสเซอร์แลนด์เขาให้จีเอสพีเราในปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินถึง ๗๐๙ ล้านเหรียญสหรัฐ นอร์เวย์ก็ให้ ๙๑.๖๑ ล้านเหรียญสหรัฐ การที่เขาให้ จีเอสพีเรามากโดยลดภาษีก็ทําให้เรามีโอกาสส่งสินค้าไปได้มากขึ้น นั่นก็คือเป็นการเพิ่ม ขีดความสามารถให้กับการแข่งขันของไทยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ อย่างไรก็ตามการทําข้อตกลงกับประเทศใดก็ตาม รวมทั้งกับเอฟตาด้วย มันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย แล้วก็ต้องมีคนห่วงใยกันมากมายว่า ภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่นะครับ เรื่องนี้จากรายงานของกระทรวง พาณิชย์ก็เห็นว่าได้มีกระบวนการต่าง ๆ ในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จากหน่วยงานภาครัฐ กรมกองต่าง ๆ เอกชน รวมทั้งภาคประชาสังคมนะครับ โดยมีการ รับฟังความคิดเห็นรวมทั้งหมด ๑๕ ครั้ง มีผู้แทนเข้าร่วมมากกว่า ๑,๕๐๐ คน โดยเฉพาะเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนะครับ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการประชุม รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มโฟกัส กรุ๊ปของสินค้าบริการคู่ขนานไปกับการเตรียมการจัดทํา ความตกลงระหว่างไทยกับเอฟตานะครับ คือกับโฟกัสกรุ๊ปรวมทั้งหมด ๗ กลุ่มสินค้า ซึ่งดูแล้วก็เป็นสินค้าสําคัญ ๆ ของไทยทั้งสิ้นเลยนะครับ นอกจากนี้ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ปีนี้เอง กระทรวงพาณิชย์ก็ยังได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างกรอบการเจรจาที่กระทรวงพาณิชย์มีผู้เข้าร่วมประชุมถึง ๑๔๐ คน ประกอบด้วย ทุกภาคส่วนเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งกรอบการเจรจาความตกลงระหว่างไทยกับเอฟตา ก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันกับกรอบการเจรจาระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งผลจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคราชการ ภาคเอกชน ผลจากการรับฟังความคิดเห็นจากรายงานสรุปได้ว่า การเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าการลงทุนของไทย แต่ควรจะเจรจาอย่างรอบคอบ รวมทั้งระมัดระวังผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะสินค้าประมง และทรัพย์สินทางปัญญาในประเด็นสินค้ายา ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่เอกชนโดยเฉพาะบริษัทผู้ค้ายาของไทย เป็นห่วงเป็นใยมาก รวมทั้งผู้ที่อยู่ในวงการประมงด้วย ก็อยากจะเรียนถามว่าผลกระทบ ทางลบใน ๒ ประเด็นนี้ เรื่องสินค้าประมงกับทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็นไหนที่เอกชน เขาห่วงใยมากที่สุด และทางกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา หรือประชุมความคิดเห็นอย่างไรนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าการทําความตกลงซึ่งจะทําให้ เอกชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเขาเสียหาย รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการที่จะเยียวยาทางใด ทางหนึ่ง ที่ผ่านมานั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่าผลการเจรจาทําความตกลงเอฟทีเอของไทยกับ หลาย ๆ ประเทศนั้นมันได้อํานวยประโยชน์ให้กับประเทศไทย เราส่งสินค้าออกได้มากขึ้น อย่างเป็นที่น่าประทับใจ เพียงแต่ว่าปี ๒ ปีนี้มันลดลงมาผมว่าก็น่าจะเห็นใจ เพราะว่า เศรษฐกิจของโลกมันไม่ดีมาก ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป สหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นก็ตาม แต่เราก็หวังว่าการมีเอฟทีเอน่าจะดีกว่าไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนถามย้ําว่า คนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการทําความตกลงฉบับนี้เขาได้รับการอธิบายเป็นที่น่าพอใจ หรือไม่ แล้วก็ทางกระทรวงพาณิชย์มีแผนรองรับที่จะเยียวยาแล้วใช่หรือไม่ครับ ขอบคุณมาก ครับ