อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความล่าช้าในการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างไทยกับชิลี และแสดงความกังวลเกี่ยวกับความตกลงดังกล่าว พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีนี้ รวมถึงการเตรียมการด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ กระผมตั้งคําถามก่อน เพราะว่าการที่รัฐสภาจะพิจารณาความตกลง การค้าระหว่างไทยกับชิลีนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง หลายประเด็นที่จะเป็น ข้อซักถามนั้น จําเป็นต้องได้รับคําตอบจากรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าท่านรัฐมนตรีจะได้ใช้ความพยายามในการนําคําตอบจากทางตัวแทนของกระทรวง มาชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ความตกลงการค้าไทย-ชิลีนั้นถือได้ว่ามีความล่าช้า หลังจากที่ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วท่านประธานาธิบดีชิลี ท่านก่อนนะครับ คือท่านริคาร์โด ลากอส เอสโคบาร์ ได้มาเยือนประเทศไทย แล้วก็ได้ริเริ่มในการขอให้ประเทศไทยนั้นได้เปิดการเจรจา แต่ความล่าช้าดังกล่าวนั้นมันมีที่มาที่ไป แล้วก็ประเด็นที่มานําเสนอขอความเห็นชอบ รอบที่ ๒ ในความเห็นชอบขั้นสุดท้ายก่อนจะมีการลงนามนั้น เนื่องจากมีข้อผิดพลาด บางประการ แล้วก็มีข้อเสนอใหม่ ๆ จากคู่เจรจา ซึ่งเป็นประเด็นที่จะได้ซักถามต่อไป
ผมใคร่ขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ว่าในความตกลง ทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปนนั้น ซึ่งหนามากนะครับ และถือเป็นการ พิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนการลงนามในการเยือนของท่านประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา ในการลงนามวันที่ ๔ ตุลาคม จะเรียกว่ามัดมือชกก็คงไม่เชิงเสียทีเดียวสําหรับรัฐสภา ซึ่งมีข้อจํากัดของเวลาแล้วก็มีภารกิจกําหนดการที่นัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ก็เห็นใจ แต่มันก็ ขึ้นกับการทํางานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ความจริงเรื่องความตกลงไทย-ชิลีนั้น มันเริ่มต้นมาเมื่อปี ๒๕๔๖ แล้วก็ศึกษา ผลการศึกษาสรุปในปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้น เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร หลังจากนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์ซับไพร์ม (Sub-Prime) ในสหรัฐอเมริกา แล้วก็ลุกลามจนกลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) กระทบต่อยุโรป และสหรัฐอเมริกาและกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง ในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เราได้ ดําเนินการลงนามกับประเทศแรกในลาตินอเมริกานะครับ ก็คือความตกลงว่าด้วยการค้า ระหว่างไทยกับเปรู กระผมเองก็ทําหน้าที่เหมือนท่านรัฐมนตรีครับ ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นตัวแทนราชอาณาจักรไทย ในการลงนามความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับเปรูในระหว่างการประชุมเอเปค (APEC) ที่สิงคโปร์ เมื่อปลายปี ๒๕๕๒ ในระหว่างนั้นเราได้มีการหารือกับทางชิลี ว่าหลังจากที่ชะงักงันชะลอตัวมา จําเป็นที่ ๒ ประเทศจะต้องเร่งรัดในการทําความตกลง แต่ความตกลงการค้าดังกล่าวที่ท่านประธานส่งให้พวกกระผมได้พิจารณานี้นะครับ แตกต่าง กับความตกลงที่ทํากับเปรู เพราะว่าการตกลงการค้าระหว่างไทย-ชิลีนั้นจะเป็นแบบ คอมพรีเฮนซีฝ (Comprehensive) เป็นลักษณะของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ใน ๔ ด้าน คือความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ความตกลงว่าด้วยสินค้าบริการ ความตกลง ว่าด้วยการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังจาก ที่ได้มีการหารือนอกรอบในการประชุมเอเปก ที่สิงคโปร์ในปลายปี ๒๕๕๒ ตัวกระผมเอง ก็ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ท่านพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น เดินทางไปเยือนลาตินอเมริกาเพื่อที่จะเปิด ตลาดใหม่ เพื่อที่จะสร้างโอกาสใหม่ เพราะว่าผลกระทบจากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ครั้งนั้น ทําให้ตลาดยุโรปอเมริกานั้นมีตัวเลขการส่งออกที่ติดลบหรือเติบโตชะลอตัวอย่างมากจึงต้อง เร่งในการบุกตลาดเข้าไปเพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นรายได้จีดีพี (GDP) รวมกัน ๑๒๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้จากการส่งออกและนําเข้าหรือที่เรียกรวม ๆ ว่า การค้าระหว่าง ประเทศ เหมือนตอนนี้ครับ ๗ เดือนมานี้การส่งออกโตไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ และทั้งปีเข้าใจว่า จะต่ํากว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่อันตรายมากสําหรับการขับเคลื่อนการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างขยายตัวและมั่นคง มีเสรีภาพ ดังนั้นจึงได้กําหนดให้เอฟทีเอ หรือว่า ความตกลงการค้าเป็นเครื่องมือสําคัญในการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งเสริม การพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้เองการเยือน ๔ ประเทศลาตินอเมริกาดังกล่าวนั้น แน่นอน เพื่อไปเร่งรัดในเรื่องของเอฟทีเอไทย-เปรู ให้มีผลบังคับโดยเร็วและแก้ไขบางประการ พร้อมกันนั้นก็ได้เยือนชิลีที่ซานดีเอโก (San Diego) การเยือนดังกล่าวนั้นนํามาซึ่ง การประชุมของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือว่า กนศ. ซึ่งท่านประธานคงทราบนะครับว่าเวลาที่ประเทศไทยจะไปเจรจาความตกลงใด ๆ โดยเฉพาะ ด้านเศรษฐกิจจะมีคณะกรรมการระดับชาติในการกําหนดนโยบายทิศทางดังกล่าวว่าถึงเวลา หรือยัง เหมาะสมหรือไม่ และคู่เจรจาที่เราจะดําเนินความตกลงควรหรืออย่างไร คณะกรรมการดังกล่าวนั้นมีท่านรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งต่อเนื่องจากคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กนศ. ได้ให้ความเห็นชอบในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ และเราตั้งเป้าว่าในการประชุมเอเปกที่โยโกฮาม่า ที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นั้นท่านประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งรัฐมนตรีการค้าของไทย แล้วก็ชิลีนั้นจะมีการแถลงร่วมที่เรียกว่าจอยน์ สเตทเม้นท์ (Join statement) เพราะโดยปกติแล้วการทําความตกลงทางการค้าหรือความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจสําคัญ ๆ ในลักษณะของเอฟทีเอระหว่างประเทศในเอเชียกับแปซิฟิกนั้น เราจะถือเอาเวทีเอเปกนี้เป็นการลงนาม เพื่อให้เป็นสักขีพยานของประเทศใน ๒ ภูมิภาคนี้ ดังนั้นก่อนที่จะถึงการประชุมเอเปกดังกล่าวจึงได้มีการให้ความเห็นชอบในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ โดยคณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาตามที่ กนศ. ได้เห็นชอบกรอบที่กระทรวง พาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้นําเสนอ จากนั้นรัฐสภาก็ได้เห็นชอบ กรอบการเจรจาในเดือนกันยายน ผมจําได้ท่านประธานครับว่าในการประชุมเอเปก ที่โยโกฮาม่านั้น ผมเองได้มีส่วนร่วมในพิธีการสําคัญดังกล่าวหลังจากการแถลงร่วมระหว่าง ผู้นําของชิลีและไทยตอนนั้น ปรากฏว่าบริษัทเอสซีจี (SCG) ได้มีหนังสือส่งมาถึงท่านนายกรัฐมนตรีโดยผ่านกระผม บอกว่าขอให้เร่งรัดโดยเร็วที่สุดให้ความตกลงการค้า ซึ่งเป็นคอมพรีเฮนซีพ คือรวมทั้งสินค้า รวมทั้งภาคบริการ รวมทั้งการลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจอื่น ๆ นั้น ให้ดําเนินการ โดยเร็วที่สุดเพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะว่าชิลีได้ทําความตกลงเอฟทีเอกับประเทศเกาหลี เม็ดพลาสติกที่เราส่งไปหลายแสนตันต่อปี โดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทยหรือเอสซีจีของเรานี่ครับ ปรากฏกว่าได้สูญเสียมาร์เก็ต แชร์ (Market Share) ในตลาดอย่างฮวบฮาบทีเดียว เพราะว่า เมื่อเกาหลีได้ทําเอฟทีเอกับชิลี เม็ดพลาสติกที่ส่งเข้าไปไม่ต้องเสียภาษีครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ของเรายังต้องเสียภาษีอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับราคาซีไอเอฟ (C.I.F.) ของเรานั้นสูงกว่าของประเทศเกาหลี แล้วใครเขาจะซื้อสินค้าไทย นั่นคือเหตุผลที่อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปถึงทางรัฐบาลว่าจะต้องดําเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะว่าวันเวลา มันไม่ได้หมายถึงโอกาสทางธุรกิจของประเทศ ซึ่งขุนพลเศรษฐกิจที่นําพาประเทศนี้มีรายได้ จากการค้าส่งออกนั้นคือภาคเอกชนครับ เราสูญเสียตีมูลค่าในความล่าช้าที่ผ่านมานี้ไม่ต่ํากว่า ปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าเสียดายว่าตรงนี้เองรัฐบาลได้ตระหนักหรือไม่ ถ้าดูตาราง การทํางานในรัฐบาลชุดที่แล้ว เราเร่งรัดอย่างมากครับ เดินทางไปด้วยตัวเอง ไปเจรจากับ โปรเฟสซันนอล (professional) ประเทศชิลี ซึ่งเป็นองค์สําคัญทางด้านการค้าของเขา พบภาคเอกชน พบรัฐมนตรีการค้า ระดับผู้นํา ประธานาธิบดีชิลีก็พบกับนายกรัฐมนตรี เพราะเราเห็นว่า ๑. ลาตินอเมริกาประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน ชิลีนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศ ที่เป็นโมเดล (Model) ครับ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนและก้าวหน้า ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพ แม้ว่ามีประชากรเพียงแค่ ๑๐ กว่าล้านคน ยาวเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว เลยครับจากอเมริกากลางยาวมาตลอดอเมริกาใต้ ตลอดแนวเทือกเขาแอนดีส มีพื้นที่ เพาะปลูกก็ไม่มากหรอกครับ แต่เขาใช้โมเดลของของเครื่องมือเอฟทีเอนี่ครับ ในการสร้าง ความก้าวหน้าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศที่มีเอฟทีเอมากที่สุดในโลกครับ เป็นประเทศที่ทําความตกลงไม่น้อยกว่า ๒๖ ฉบับ กับ ๖๐ ประเทศทั่วโลกเข้าถึงประชากร ที่เป็นลูกค้า คิดเป็น ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ๔,๐๐๐ ล้านคน ด้วยเครื่องมือ เอฟทีเอ ด้วยภาษีที่เป็น ๐ ด้วยภาคบริการที่สามารถไปร่วมทุนตั้งกิจการธุรกิจ หรือการประกอบอาชีพในประเทศที่เป็นคู่สัญญา รวมไปถึงการที่เขาเข้าไปอยู่ในจีดีพี ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลกครับ ด้วยเครื่องมือเอฟทีเอดังกล่าว เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงมีความสําคัญว่าตอนตัวอย่างที่ผมยกมา อย่างเอสซีจีเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ แต่ละปีนั้นเราได้สูญเสียโอกาสทําให้ขีดความสามารถในการแข่งขันการค้า ของภาคเอกชนของเราที่บุกไปไกลถึงตลาดอย่างลาตินอเมริกานั้นไม่สามารถแข่งขันได้ นี่เป็นบริษัทหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกระผมถึงเรียนว่าหลังจากที่ได้มีการแถลงร่วม แล้ว ๒ ประเทศได้มุ่งมั่นมากครับ การทํางานระดับเจ้าหน้าที่ ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี จึงได้เปิดการเจรจารอบแรกที่ว่าเฟริสท์ ราวด์ เนโกติเอชัน (first round negotiations) ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีนะครับ ผมเองเป็นคนแรกครับที่เป็นหัวหน้า คณะระดับนโยบายในนามตัวแทนประเทศไทย เจรจาที่กรุงเทพมหานครนะครับกับหัวหน้า คณะเจรจาของชิลี หลังจากนั้นครั้งที่ ๒ ก็ส่งอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปที่ กรุงซานเตียโกเพื่อเจรจา เราตั้งเป้าหมายอย่างไรครับท่านประธานครับ ตั้งเป้าหมายว่า ในการประชุมเอเปคที่รัสเซีย ในเดือนกันยายนปีที่แล้วครับ คือการลงนาม ไม่ใช่ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ครับ นั่นหมายความว่าเราล่าช้ามาเป็นเวลา ๑ ปี ๑ เดือน นั่นคือโอกาสที่เราสูญเสียครับ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาล ๒ รัฐบาลทํางานต่อเนื่อง หรือหลายรัฐบาลทํางานต่อเนื่องในวาระ ที่เป็นวาระของประเทศชาติอย่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดครับ ก้าวข้ามการเมือง เสียงข้างมากข้างน้อย เอาประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ก็เหมือนการส่งไม้วิ่งผลัด ก็รับไม้ เพียงแต่รับไม้แล้ววิ่งเข้าสู่เป้าหมายได้ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าลงนาม แต่ต้องทําให้รวดเร็ว เพราะเราตั้งเป้าอยู่แล้วท่านประธานครับว่า ๕๐๐ กว่าล้านคนในลาตินอเมริกา โดยมีชิลี เหมือนเป็นฮับ เกตเวย์ (Hub Gateway) ของเราในการที่กระจายสินค้าและบริการของเรา รวมทั้งการลงทุนของเราไปในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและประเทศอีก ๖๐ ประเทศ ที่เขาทําเอฟทีเอ รวมถึงการมาลงทุนในประเทศไทย ประเทศไทยไปลงทุนในชิลี แล้วก็ใช้ สิทธิพิเศษในเอฟทีเอที่มีระหว่างกัน เขาก็หวังว่าเราจะเป็นฮับของเขาในอาเซียน ซึ่งใน ๒ ปี ข้างหน้า ปี ๒๕๕๘ ก็จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ความล่าช้าดังกล่าวนี้คือ คําถามที่ ๑ ละครับ ว่าประเด็นที่มาขอความเห็นชอบหลังจากที่เราให้ความเห็นชอบไป ในขั้นสุดท้าย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เมื่อ ๑๒ มีนาคม ปีนี้ครับ ทําไมยังมี ประเด็น ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงบอกว่าเป็นประเด็นเล็กน้อย ไม่ได้มีเกณฑ์เกี่ยวข้อง ต่อการเปลี่ยนแปลงสารัตถะสําคัญในความตกลงดังกล่าว หรือแม้แต่ประเด็นภาษา ซึ่งก็แปลกใจมากครับ ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้มีการหารือกันก่อนหน้านี้หรืออย่างไร แล้วถ้าหากว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้น จะยึดถือภาษาใดเป็นภาษาหลัก ซึ่งโดยปกติแล้วเราก็ยึดถือ ภาษาอังกฤษครับ คราวนี้มีภาษาไทยเพิ่ม เพราะว่าเหตุว่าชิลีขอให้ทําภาษาสเปน ตรงนี้ ก็เป็นอีกข้อหนึ่งครับ ว่าข้อเสนอดังกล่าวของทางชิลีนั้นนําเสนอเมื่อไรครับ แล้วเราแก้ไข ปัญหานี้เมื่อไรครับ หรือรวมไปถึงในเรื่องของพิกัด ฮาร์โมไนซ์ ซิสเต็ม (Harmonize System) ในเรื่องพิกัดศุลกากร แล้วก็ตารางข้อผูกพันสินค้า มันหลุดไปได้อย่างไรครับ เราไม่ใช่ไม่มีประสบการณ์เลยครับ ประเทศไทยถือว่าได้เป็นประเทศชั้นนําในเอเชีย ที่ใช้เครื่องมือเอฟทีเอนี้ครับ ในการทําความตกลง ทั้งในกรอบทวิภาคีไทยกับประเทศ คู่สัญญา หรือในกรอบคู่ภาคี แบบทวิภาคีภายใต้กรอบของอาเซียน เราก็มีอาเซียนบวก ๓ อาเซียนบวก ๖ มีกรอบเอฟทีเอในส่วนนั้นอยู่ ตรงนี้ถามว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร เพื่อที่จะให้เป็น บทเรียนอย่างไรครับ ว่าต่อไปนี้เรื่องที่มีความสําคัญต่อโอกาสของประเทศ แล้วผมเรียน หลายครั้งเวลาของประเทศมีค่า รัฐมนตรีหรือรัฐบาลก็ต้องใช้เวลาของประเทศให้มีค่าเช่นกัน ไม่ใช่ใช้เวลาโดยสูญเปล่าหรือทํางานไร้ประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่การบรรลุถึง เป้าหมาย ต้องพิจารณาสปีด (Speed) ด้วยครับ พิจารณาความเร็ว ความรอบคอบและรัดกุม
ประเด็นที่ ๒ ที่จะถามท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ในความตกลงดังกล่าวซึ่งรัฐสภา จะให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อมอบอาณัติ ให้รัฐบาลไปลงนามแทนประเทศไทยทั้งหมดนี้ครับ ในอีก ๒ วันข้างหน้านั้น ถามว่าท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีได้ดูได้ละเอียดเรียบร้อย และนี่จะเป็นฉบับหลังสุดของประเทศไทยนะครับ ถามบอกว่า ในความตกลงทางการค้า ข้อผูกพันสินค้าและชุดข้อผูกพันภาคบริการนี้ครับ มากหรือน้อยกว่าความตกลงที่เรามีพันธกรณี ผมไม่แน่ใจว่าเราไปตกลงอ่อนข้อให้มากไป หรือว่าเข้มไป หรือว่าทําให้ประเทศหรือภาคเอกชนของเราเสียเปรียบมากกว่าของชิลีหรือไม่ อย่างไร อันนี้เราต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยภาคธุรกิจไทย ภาครัฐของไทย อย่างเต็มที่ครับ แม้ว่าในส่วนชิลีก็เช่นกันครับ เขาก็ต้องดูแลปกป้องผลประโยชน์ของเขา เช่นเดียวกัน ดังนั้นต่างฝ่ายต่างดูแล แล้วมาบรรลุซึ่งความตกลง จึงถามท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ความตกลงที่ไปตกลงในเรื่องของตารางข้อผูกพันรายการ สินค้าและสินค้ารายการอ่อนไหว สินค้ารายการยกเว้นนั้นมีอะไรที่มากหรือน้อยกว่าความตกลง ในกรอบอาฟตา (AFTA) ในกรอบของดับบลิวทีโอ (WTO) นี่ถือว่าเป็นความตกลงพื้นฐาน ทั่วไปนะครับ และความตกลงทวิภาคีระหว่างไทยกับประเทศอื่นซึ่งถือว่าจะต้องมีมากกว่า แบบเดียวกับไทยกับชิลี นอกจากนั้นแล้วเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าในฐานะที่เราอยู่ระหว่าง การเจรจาเอฟทีเอ กับสหภาพยุโรป และเดี๋ยวสักครู่ก็มีจะมีเรื่องของเอฟตา (EFTA) สมาคม การค้าเสรียุโรป ๔ ประเทศ และกําลังมีข้อเสนอมาตลอดให้เข้าร่วมในการเจรจาเพื่อ ทําความตกลงกับทีพีพี (TPP) ซึ่งชิลีนั้นถือว่าเป็นประเทศพีโฟร์ (P4) ก่อตั้งทีพีพีก่อน สหรัฐอเมริกาเสียอีก ดังนั้นความตกลงดังกล่าวนั้นแน่นอนชิลีถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระดับ การเปิดเอฟทีเอที่ก้าวหน้าที่สุดครับ จึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มทีพีพี ของเราไปตกลงก้าวหน้า เปิดโล่งโจ้งแบบนั้นหรือไม่ เพราะว่าโพซิชัน (Position) ในเรื่องการทําความตกลงการค้า สินค้า บริการ และการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยนั้นเราอยู่กึ่งกลาง อยู่กึ่งกลางระหว่างอาฟตาแล้วก็ทีพีพี ก็หมายความว่าในการทําความตกลงการค้าเสรี แบบทวิภาคีระหว่างไทยซึ่งมันจะต้องมากกว่าพหุภาคีจึงต้องมาทําความตกลง เป็นการเฉพาะตัวต่อตัวนั้นเราอยู่ที่ตรงกลางครับ ส่วนทีพีพีผมก็กังวลใจว่าโดยแนวทาง เรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทยในอดีต ซึ่ง ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านก็คงจะ ยืนยันได้ในฐานะที่เป็นอดีตประธานผู้แทนการค้าไทยที่เรียกว่า ไทย เทรด เรพพรีเซนเททีฟ (Thai Trade Representative) มีสถานะถึงไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรี แต่มีฐานะเทียบเท่า รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สถานะในการเจรจา ท่านก็คงยืนยันกับผมได้ ว่าความสมดุล ในการวางจุดยืนของประเทศเพื่อไม่ให้เสียสัมพันธไมตรี ไม่ให้เสียน้ําใจ สําหรับคู่ค้าของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป ในกลุ่มของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระดับความก้าวหน้าทางการค้า ภาคบริการและกองทุนนี้สูงกว่าเรา เหมือนรุ่นเฮฟวี่เวท (Heavyweight) อ้ายเรามันรุ่น มิดเดิ้ลเวท (Middleweight) ยังมีฟลายเวท (Flyweight) อยู่ เรามาอยู่ที่รุ่นมิดเดิ้ลเวท เพราะฉะนั้นเราก็ระมัดระวังมากในการที่จะทําความตกลงหรือข้อผูกพัน ไม่ว่ารายการสินค้า ภาคบริการหรือแม้แต่เรื่องของการลงทุน เพราะว่ารุ่นมิดเดิ้ลเวทมันชกสู้รุ่นเฮฟวี่เวทไม่ได้ ทุกครั้งที่ผ่านมาเราจึงยืนในจุดยืนที่ ๒ ก็คือว่าเวลาจะไปชกกับรุ่นใหญ่เราก็ต้องไปชก โดยเอาอาเซียน คือเอา ๑๐ ประเทศนี้ไปเจรจา เว้นแต่ว่าคู่เจรจาบอกไม่เอาแล้ว หลังจาก พยายามมาหลายปี ก็เช่นอียู (EU) เช่นสหรัฐอเมริกาและที่สําคัญคือที่มาเกี่ยวข้องกับชิลี คือทีพีพีตรงนี้ก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้สร้างความชัดเจนเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เรายังอยู่ในจุดที่เหมาะสม ไม่ก้าวล้ําพลาดไป หรือผูกพันมากไป หรือเปิดมากไป เพราะว่า ความตกลงทางการค้าเสรีนั้นมันมีทั้งโอกาสและก็ปัญหาภัยคุกคาม ระดับความพร้อม ของหลายภาคเอกชนของเรา โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ก็ดี สินค้าเกษตร เกษตรกรของเรา ชาวนาชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมงและปศุสัตว์ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะต้องมีมาตรการเยียวยา แต่ตรงนี้เขาก็ฝากความหวังไว้ว่ารัฐบาลจะไม่ไปตกหลุม รัฐบาลจะฉลาดพอและมีใจที่เห็นประโยชน์สาธารณะเพียงพอในการที่จะยืนอยู่ในจุดยืน ที่ประเทศควรจะยืนอยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขอถามเป็นคําถามที่ ๒ นะครับว่า มากหรือน้อยในระดับของการไปทําความผูกพันทั้งสินค้าและบริการ
๓. ก็คือท่านรัฐมนตรีจะตอบได้ไหมครับว่าถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ และมีการลงนาม วันที่ ๔ ตุลาคม ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร จะเสียประโยชน์ อย่างไร จะมีกลุ่มอะไรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และกลุ่มใดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และเราได้เตรียมมาตรการในการเยียวยาผลกระทบมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายก็คือเราได้มี แผนเผด็จการที่เรียกว่า แอคชัน แพลน (Action Plan) ในการใช้ประโยชน์หรือไม่ ความจริง เรื่องของการทําความตกลงการค้าเสรีนั้น หัวใจสําคัญนอกเหนือจากความรอบคอบรัดกุม การตกลงในจุดที่เหมาะสมได้ประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศแล้ว ก็อยู่ที่การใช้ประโยชน์ ไม่อย่างนั้นความตกลงที่ส่งมาก็กลายเป็นเพียงกระดาษเท่านั้นเอง ง่ายที่สุดก็คือสินค้ากว่า ๙๐ รายการ หลายพันรายการจะมีภาษีเป็น ๐ ครับ มีภาษีเป็น ๐ ๒. ก็คือว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ผู้นําเข้า นักลงทุนของไทย ได้เข้าใจและจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อย แค่ไหน ความจริงการทําความตกลงการค้าเสรีนี่คือก้าวแรกเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ขั้นสุดท้าย มันเป็นขั้นแรกของการไขกุญแจเปิดโอกาสไปสู่สินค้าไทย ภาคบริการของไทย แล้วก็ นักลงทุนของไทยและชิลีในการที่จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน เพื่อให้เศรษฐกิจ เติบโตขยายตัวเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ประเทศ แล้วเราได้วางมากกว่านั้นก็คือประเด็นเรื่อง แผนเผด็จการนอกเหนือจากการใช้ประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ก็คือการเตรียมพร้อมในเรื่อง ของโลจิสติกส์ (Logistics) ตอนที่ผมไปเยือนลาตินอเมริกานั้น หลายคนก็บอกว่าอยู่ไกลมาก ผมก็บอกว่าเราต้องทําไกลให้ใกล้ ทําใกล้ให้ไกล นั่นคือการบริหารด้านโลจิสติกส์ครับ เพราะฉะนั้นต้องเดินทางไปดูท่าเรือ ไปดูสนามบิน ไปดูคาร์โก้ (Cargo) เพราะเราไม่สามารถ ที่จะส่งสินค้าทางอื่นได้ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังชิลีและเข้าสู่ลาตินอเมริกา มีหนทางเดียวก็คือการขนส่งทางเรือครับ ซึ่งในส่วนนี้ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลได้เตรียม แผนปฏิบัติการในการใช้ประโยชน์และก็ลดข้อจํากัดของระยะทางหรือไม่ อย่างไร แต่เรียนว่า ในข้อเท็จจริงท่านจะต้องทําแผนบริการตรงนี้ครับ กระทรวงพาณิชย์เองมีสํานักงาน โลจิสติกส์การค้าเดิม ซึ่งสําคัญมากเพราะว่าตัวมูลค่าสินค้าอย่างหนึ่ง เมื่อรวมค่าเฟส (Phase) ค่าขนส่งแล้วมันต้องแข่งขันได้ด้วย แต่ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยสนับสนุนโดยเฉพาะ การบุกตลาดใหม่ ๆ ภาครัฐจะต้องเป็นเสมือนสะพาน เป็นเสมือนหัวเจาะเข้าไป แล้วภาคเอกชนก็ก้าวเหยียบย่ําข้ามไปสู่การค้าขายสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ น่าสนใจ ที่ฝากเป็นประเด็น ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่อยากให้ท่านรัฐมนตรีเพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศ ช่วยภาคเอกชนของเราก็คือว่า ค่าเฟสในการขนสินค้าคาร์โก้จากไทยไปยังลาตินอเมริกานั้น แน่นอนที่สุดก็คงจะต้องเข้าท่าใหญ่ เช่นอย่างที่ลองบีช หลังจากนั้นก็จะเข้ามายัง ลาตินอเมริกา จะฝั่งตะวันตกหรือตะวันออกก็แล้วแต่ของอเมริกาใต้ แต่ปรากฏว่าค่าเฟสจาก อเมริกามายังซีกบราซิลและอาร์เจนตินาที่ผมไปเยือนมาครั้งก่อนนั้นได้ไปดูที่ฟอร์ดซานโตส บ้านเกิดของเปเล่นักเตะดังเป็นอมตะ ค่าเฟสถูกกว่าค่าเฟสที่มาทางเปรูและก็ชิลีครับ ทั้งที่เทียบระยะแล้ว ไม่ต้องผ่านคลองปานามา แต่ทําไมค่าเฟส ตรงนี้เป็นโจทย์สําคัญ ถ้าเราจะแข่งขันกับเกาหลี อย่างตัวอย่างที่ผมยกกรณีของเอสซีจี นั้นชัดเจนมากครับ เราจะได้มูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาทกลับมา แม้เพียงสินค้าตัวเดียว อย่างเช่น เม็ดพาลาสติก ซึ่งเรามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ําของเราอยู่ แต่วันนี้เราเสียเชิงเขาด้วย ความล่าช้าในเรื่องของภาษี กับ ๒. ก็คือ การบริหารเรื่องเฟสเพราะเกาหลีเก่งมากในเรื่อง ของโลจิสติกส์ มีสายการเดินเรือแห่งชาติของตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น ก็ฝากเป็นประเด็น
สุดท้ายครับท่านประธาน กรณีของการแข่งขันกันเองในอาเซียน คือวันนี้ มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรากําหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทยกับประเทศ เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นลาตินอเมริกา อย่างชิลีตอนนี้ก็ดี หรือว่าเอฟตา ๔ ประเทศ ที่เราจะ พิจารณาเป็นฉบับที่ ๒ ในยุโรปก็ดี หรือว่ากลุ่มจีซีซี (GCC) กลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เชียก็ดี แต่ว่าภายในอาเซียน ภายใต้ความเป็นพันธมิตร ยุทธศาสตร์สําคัญของการก้าวสู่ประชาคม อาเซียน ๑๐ ประเทศนี้ครับ แต่ละประเทศสมาชิกในอาเซียนเองก็แข่งขันในการที่จะส่งออก แข่งขันในการที่จะนําเข้า แข่งขันในการที่จะลงทุน แข่งขันในการที่จะขยายธุรกิจ มาเลเซีย ก้าวไปก่อนเรา ทําเอฟทีเอกับประเทศชิลีไปก่อนเรา เกือบ ๒ ปีครับ เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า ได้ทําแผนปฏิบัติการเอฟทีเอไทย ในภาพรวมแล้วหรือยัง วางลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าเรามีภาพรวมอย่างนี้ ความชัดเจนอย่างนี้ อธิบดีกรมเจรจาการค้า กรมเจรจาการค้า และก็กระทรวงที่เกี่ยวข้องเขาจะได้ทํางาน ที่เรียกว่า กราวด์เวิร์ค (Groundwork) พื้นฐานอย่างไรครับ จ้างให้สถาบันศึกษาหรือบริษัท มืออาชีพเอกชน ทําการศึกษาผลกระทบเตรียมไว้ล่วงหน้าเลยตามลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วจะไม่สะเปะสะปะครับ เพราะการเจรจานี้มันใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งคน ปีหนึ่งมันไม่ง่ายที่เรา จะเจรจาได้หลายประเทศครับ และเจรจาได้อย่างรอบคอบ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่เกิด ข้อผิดพลาดดังกล่าวนี้มา เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ทําแผนปฏิบัติการ และก็มีการสนับสนุน การเจรจาของคณะผู้แทนเจรจาและหน่วยงานสนับสนุนในด้านข้อมูลการวิจัยมากน้อย แค่ไหน แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นบทเรียน อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกครับ เราได้คลาดเคลื่อนจาก เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ และเราตั้งเป้าไว้เลยว่าครบรอบความสัมพันธ์ไทย-ชิลี ๕๐ ปีนี้ มันจะมีผลแล้ว มีการลงนาม ในส่วนนี้ก็ฝากหลายประเด็นนะครับ ๓ ข้อ ไปถึง แล้วก็หวังว่า ท่านรัฐมนตรีจะได้ให้คําชี้แจงนะครับ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการให้ความ เห็นชอบการตกลงการค้าไทย-ชิลี หรือไม่อย่างไร ขอบคุณครับ