เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟต้า) โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อเกษตรกรของประเทศไทย และการเจรจาในหลายประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิริธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก็ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในร่างกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปมาค่อนข้างนานนะครับ ก็มีประเด็นค่อนข้างจะหลากหลาย แต่ว่าผมดูแล้วมันก็ไม่ได้ไปโยงถึงกับประเด็นที่อยู่ใน เอกสารที่น่าสนใจ เพราะว่าอาจจะไปพูดถึงประเด็นในเรื่องของกรอบการเจรจาเอฟทีเอ โดยรวม กรอบการเจรจาเอฟทีเอโดยรวมส่วนใหญ่ก็จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องผลกระทบต่อ เกษตรกรของบ้านเรา แต่ในเรื่องนี้มันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของผลกระทบต่อเกษตรกร มากนัก เพราะว่าเราต้องดูว่าในเรื่องของการนําเข้าของเราใน ๑๐ อันดับแรกมีอะไรบ้าง ถ้าหากว่าเราเปิดการเจรจาเอฟทีเอกับเอฟตา หรือยูโรเปียน ฟรีเทรด แอสโซซิเอชัน แล้ว มันจะกระทบกับกลุ่มไหนบ้าง ในที่นี้ผมจะยกในเรื่องของสินค้าที่ได้รับผลกระทบชัด ๆ ก็เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคําซึ่งเรานําเข้าค่อนข้างมาก สัดส่วนค่อนข้างเยอะ นะครับ ๔,๓๗๒ ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือนาฬิกาและส่วนประกอบ ท่านประธานครับ นาฬิกาก็ชัดเจน เพราะว่าประเทศที่เราจะทํากรอบการเจรจาที่อยู่ในเอฟตามันมีประเทศ สวิตเซอร์แลนด์อยู่ แล้วก็นอกเหนือจากสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็รวมถึงนอร์เวย์ ซึ่ง ๔ ประเทศ แต่เดิมมีมากกว่านี้อีกครับ ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ การก่อตั้งของเอฟตา เดิมมีประเทศอื่น ๆ เสร็จแล้วประเทศ ต่าง ๆ เหล่านั้น เช่นออสเตรียเขาก็โยกเข้าไปในอียู (EU) ก็คงเหลือประเทศแค่ ๔ ประเทศ แต่ว่า ๔ ประเทศนี้มีความสําคัญค่อนข้างมาก เพราะว่าใน ๔ ประเทศนี้ถ้าเราคิดเรื่องของ รายได้ประชาชาติต่อหัว ตรงนี้ผมเอาตัวเลขมาจากวิกิพีเดีย (Wikipedia) เพราะว่ามันมี ตัวเปรียบเทียบ ผมไม่ได้เอาตัวเลขจากเอกสารในหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าอย่างตัวเลขของ กลุ่มนี้ที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย รายได้ต่อหัว ๗๓,๐๐๐ กว่าเหรียญต่อปีต่อคน แต่ในวิกิพีเดีย แล้วในเอฟตามีรายได้ต่อหัวต่อคน ๕๘,๗๑๔ เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อคน ในขณะที่อียูรายได้ ต่อหัวประชากรเฉลี่ยโดยรวม๓๓,๔๘๒ เหรียญ ต่างกันเยอะเลยครับ ขณะที่อียูด้วยกันเยอะ เพราะว่าอียูมีประเทศทางตะวันออกเป็นตัวดึงรายได้ต่อหัวของเขาลง และในขณะที่อาเซียน ของเรานี้อยู่ที่ ๓,๙๐๙ เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อคน จะเห็นได้ว่ารายได้ของเขาต่างกัน เพราะนั่นเป็นประเทศที่รวย ว่าอย่างนั้นเถอะนะครับ เมื่อเป็นประเทศที่รวยแล้ว การเจรจา การค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ณ วันนี้ประเทศไทยเราได้เลือกแล้วว่าการเจรจาเอฟทีเอกับคู่สัญญา ทวิภาคีหรือพหุภาคีก็ตาม เป็นยุทธศาสตร์ เป็นธงของประเทศ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมา บริหารประเทศก็ยึดการเจรจา ยึดยุทธศาสตร์การเจรจาระหว่างประเทศเป็นหลัก ซึ่ง ณ วันนี้เราจะไม่เห็นด้วยคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรายึดคัมภีร์ว่าเราจะทําเอฟทีเอ กับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ต้องเดินหน้าไป แต่การเจรจาเอฟทีเอ ปัญหาก็คือว่ามันมีการเจรจากับคู่เจรจาหรือกลุ่มถ้าหากว่าเราเจรจา กับคู่เจรจา มันก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสียเปรียบกับประเทศยักษ์ใหญ่เนื่องจากประเทศเรา เป็นประเทศที่เล็ก แต่ถ้าเรารวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน มีคนรวมกัน ๖๐๐ ล้านคน ตรงนี้เราจะไปต่อรองกับใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรืออียูหรือจีน ความสามารถ เรามี แล้วก็กลุ่มสามารถดึงดูด แล้วก็ทําให้เรามีพลังในการเจรจา แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าในการ เจรจาเป็นกลุ่มหรือพหุภาคี มันเป็นการเจรจาที่ค่อนข้างลําบาก เพราะว่าประเทศนั้นจะเอา อย่างนี้ ประเทศนี้จะเอาอย่างนั้น ประเทศนี้ปกป้องเกษตรกรอย่างนี้ อีกประเทศหนึ่งไม่ได้ ปกป้องเกษตรกรในภาคเดียวกัน ซึ่งก็ทําให้การเจรจาพหุภาคีลําบาก ฉะนั้นเราจึงต้องเลือก เจรจาทวิภาคีควบคู่ไปด้วย ในกรณีนี้มันเป็นกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย คือไทยประเทศเดียวไม่ใช่เป็นกลุ่มกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือเอฟตาซึ่งเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้นน้ําหนักการเจรจาเราก็ค่อนข้างจะน้อยกว่าที่เป็นกลุ่ม ก็ไม่ได้น้อยเสียทีเดียว เพราะว่า ณ วันนี้เขาจัดชั้นประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มันพ้นจากประเทศ ที่รายได้ปานกลางขึ้นมาเป็นรายได้สูงด้วยอันนี้มีผลต่อการที่เราจะเจรจากู้เงินก็จะทําให้ ดอกเบี้ยสูงขึ้น อันนั้นก็เป็นเรื่องปกติแต่ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้เมื่อเราเลือกที่จะ เจรจากับเอฟตาแล้ว แน่นอนเราเหมือนกับคนที่จนไปเจรจากับคนที่รวย แต่ว่าเราเป็นคนจน ที่เนื้อหอม เพราะว่าเขาก็หวังว่าเจรจากับเราเสร็จเขาก็สามารถที่จะส่งสินค้ามาขายให้เราได้ เรื่องของการเจรจาเอฟทีเอเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ก็พยายามจะขายสินค้าให้มาก ๆ นะครับ ทําอย่างไรจะดึงดูดเงินลงทุนให้เข้าประเทศ ได้เยอะ ทุกประเทศเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นการต่อรองว่าคุณเอาตรงนี้ไป ฉันเอาส่วนนั้นมา มันก็ต้องเป็นการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ อันนี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดานะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนตัวผมนี้ผมเห็นด้วยกับการเจรจาเอฟทีเอนะครับ แต่ว่า ในเรื่องของพหุภาคี ผมเห็นว่ามันอาจจะต้องแยกทําทวิภาคีร่วมไปด้วย แต่ผมไม่เห็นด้วย กับการที่เราจะกระโดดไปเป็นประเทศแรก ๆ ประเทศแรกนะครับ แน่นอนครับ ในเรื่องนี้ ในเอฟตา เราเป็นประเทศที่อาจจะเป็นประเทศที่สี่รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ผมว่าดีแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะว่าตรงนี้เราก็จะเห็นว่าส่วนที่ประเทศ ๓ ประเทศ ที่เขาเจรจาก่อนเรา เขาได้เจรจาอะไรไปบ้าง อะไรเป็นสิ่งที่เราควรจะเดินตาม อะไรเป็นสิ่งที่ เราควรจะชะลอ ผมคิดว่าตรงนี้จะเกิดประโยชน์มากนะครับ ทีนี้ในกรอบที่ท่านรัฐมนตรี แถลงมามันเป็นกรณีที่บอกว่าเรามีเจรจาอยู่ ๑๗ ประเด็น ใน ๑๗ ประเด็นนั้น ผมดูแล้ว การนําเข้านะครับ การนําเข้าของประเทศไทยที่นําเข้าสินค้าของเอฟตา มีอยู่ในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมเป็นอันดับ ๓ มูลค่าไม่เยอะหรอกครับท่าน เมื่อเทียบกับ เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคํา ซึ่งในปี ๒๕๕๕ เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคําอยู่ที่ ๗,๒๗๗ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และเภสัชกรรมอยู่ที่ ๒๐๙.๙ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ๒๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๗,๒๐๐ ล้านบาท มันก็ไม่เยอะหรอก แต่ว่ายาคือเป็นประเด็นที่สําคัญ ประเด็นที่สําคัญของยาก็คือว่า บริษัทข้ามชาติจะใช้อิทธิพลต่อรัฐบาลมาผลักดัน แล้วก็มาต่อรอง ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับว่าในกรณีที่เราเจรจาเอฟทีเอ มันก็จะมีประเด็นที่สําคัญ แล้วมีประเด็นที่คนไทยมากมายต่อต้าน โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) ว่าจะทําให้ยาแพง แล้วคนจนในบ้านเราเข้าไม่ถึงบริการ เราโชคดีครับ รัฐบาลที่ผ่านมาผลักดันเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ตรงนี้ผมยกเครดิตให้กับรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยที่เดินเรื่องนี้ มาก่อน แต่ว่าในกรณีที่เราใช้นโยบายประชานิยม ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเป็นประชานิยม นะครับ มันเป็นประชานิยมหนึ่ง ที่คนจนได้เข้าถึงบริการ แล้วเรามีกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้มแข็ง เรามีหน่วยงานที่ตั้งใหม่คือ สปสช. ซึ่งดูแลระบบได้ค่อนข้างดี ใช้เงินงบประมาณ ต่อหัวของประชากรค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ มาดูงาน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคในบ้านเรา อันนั้นคือสิ่งที่ดี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่ระวังให้ดีมันก็จะทําให้ยาที่ได้สิทธิบัตรยาจะมีราคาแพงขึ้น แล้วก็แทคติก (Tactic) ของบริษัทยาข้ามชาติต้องยอมรับก่อนว่าบริษัทยาเหล่านี้อิทธิพลสูง ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทยาอยู่เยอะ แล้วเป็นบริษัทยาที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสิ้น เขามีนวัตกรรม มีอินโนเวชัน (Innovation) ในเรื่องของการผลิตยา แล้วก็เป็นยาที่ผลิต ที่มีคุณภาพ แต่ว่าเมื่อมีการผลิตยาที่มีคุณภาพ สินค้ายานี่ละทํารายได้ให้กับประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ทํารายได้ให้กับเอฟตาค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อมีการเจรจามาต่อรอง กับเรา หนีไม่พ้นนะครับท่านประธานว่ากรณีการเรียกร้องในกรณีนี้เรื่องของสิทธิบัตรยา ได้รับการคาดหมายว่าจะถูกผลักดันจากเอฟทีเออย่างแน่นอน ผลักดันอย่างไรครับ ผลักดัน ในเรื่องของการเรียกร้องการชดเชยเวลาที่ใช้ในการอนุมัติการวางตลาดก็คือขยายอายุ ของสิทธิบัตรยา เมื่อขยายอายุของสิทธิบัตรยาเขาก็สามารถขายยาได้นานขึ้น ยังไม่พอ นะครับ ท่านประธาน มันยังมีปัญหาเรื่อง เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ (Evergreen Patent) เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ ผมอยากจะแปลสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับท่านประธาน สิทธิบัตรยา ที่ไม่หมดอายุ เอฟเวอร์กรีน แพทเตนท์ นะครับ ทางกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ เราไม่ได้รู้หรอกนะครับว่าจะมีเรื่องของการกรอบเจรจากับเอฟตา เข้าสภา แต่เรารู้ว่ามันจะมีการเจรจากับอียูซึ่งผ่านรัฐสภาแห่งนี้ไปแล้ว แล้วก็ปัญหาเรื่องของ การเข้าถึงยา เรื่องของราคายาที่มีสิทธิบัตรที่แพงขึ้นเป็นประเด็นที่เราสนใจ แล้วก็ให้น้ําหนัก ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานมาชี้แจงประกอบด้วย คณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานองค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข แล้วก็กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เข้ามาให้ข้อมูลเรื่องของเอฟเวอร์กรีน แเพทเตนท์ ผมจะสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ท่านประธานครับ คือลิขสิทธิ์ยามีอายุ เช่น ๒๐ ปี แต่มันมีแทคติก ของบริษัทยาในกรณีที่เขาจะเพิ่ม โปรรีมอบ (Polymorph ) หรือว่าเปลี่ยน เชน (Chain) คือตัวของเคมีในสารเคมีของตัวยา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขา ไปจดสิทธิบัตรตัวใหม่ซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวเก่า สิทธิบัตรตัวใหม่มันจะโยงถึงตัวเก่า ตรงนี้พอหมดอายุของตัวเก่ามันก็อ้างว่าตัวใหม่จดสิทธิบัตรซึ่งมีผลกระทบต่อตัวเก่า มันก็เท่ากับสิทธิบัตรของตัวเก่ามันยังมีอายุต่อไปอีก ตรงนี้ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาของกระทรวงพาณิชย์บอกไม่ใช่ ตัวเก่าไม่ว่าจะเป็น อย่างไรเมื่อหมดอายุก็หมดไป ท่านจดลิขสิทธิ์ยาตัวใหม่ก็เป็นยาตัวใหม่ แต่ข้อมูลของ สวรส. ไม่ใช่ อันนี้คือแทคติคส์ทางการค้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะฝากท่านประธาน ผ่านถึงท่านรัฐมนตรี ทั้งกระทรวงพาณิชย์ท่านจะต้องคุยกับกระทรวงสาธารณสุข ท่านจะต้องระดมสมองในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็คุยกันให้ชัดเจนในเรื่องของข้อมูล เรื่องข้อสรุปที่แท้จริงในเรื่องของสิทธิบัตรยาตามข้อมูลที่ผมได้ให้ในเบื้องต้นนี้ แล้วท่านก็ไป สรุปประเด็น นําไปเจรจา แล้วก็เมื่อเราจะเจรจาเราก็จะมีการเจรจากับอียู กับเอฟตา แล้วก็ จะตามมาด้วยการเจรจากับทีพีพีคือสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันในเรื่องของยากับสิทธิบัตรยา เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่ตกผลึกในเรื่องความคิดเห็นของหน่วยงานราชการ ท่านก็ไปเจรจา ไม่ได้ เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์เชื่อว่าไม่มีปัญหา แต่ว่า สวรส. ของกระทรวงสาธารณสุข บอกมีปัญหา ท่านต้องหาข้อสรุปครับ เมื่อข้อสรุปแล้วมันถึงจะไปเจรจาได้ แล้วก็มันอยู่ใน ตรรกะ อยู่ในพื้นฐานที่บริษัทยาข้ามชาติต้องได้รับประโยชน์ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มาเจรจา เอฟทีเอกับท่านหรอกครับ เพราะว่าการเจรจาเอฟทีเอก็คือว่าจะทําอย่างไรจะเพิ่มการขายยา ทั้งมูลค่าและปริมาณของยาให้ขายในเมืองไทยได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เราก็มีหน้าที่คิด กระทรวงพาณิชย์จะขายของ กระทรวงพาณิชย์มีหลักการในการทํางานว่าจะทําอย่างไรก็ตาม ให้ขายสินค้าได้มากที่สุด ถ้าหากว่าไปต่อรองเรื่องยาก็อาจจะขายสินค้าได้น้อยลง เพราะฉะนั้นก็อาจจะยอมในเรื่องของลิขสิทธิ์ยา แต่พันธกิจกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่ พันธกิจกระทรวงสาธารณสุขคือทําอย่างไรให้คนไทยใช้ยาได้ในราคาถูกเพื่อลดงบประมาณ เพื่อจะเพิ่มการเข้าถึงยาของประชาชนคนไทย ยามะเร็ง ยารักษาโรคเอดส์ โรคหัวใจ โรคอื่น ๆ ทั้งหมด มันมาจากการคิดค้นยาตัวใหม่ แล้วก็เมื่อคิดค้นยาตัวใหม่มันก็มีลิขสิทธิ์ คุ้มครอง นานแค่ไหนก็ตาม ๒๐ ปี ๒๕ ปี อาจจะเริ่มตั้งแต่วันที่เริ่มทดลองหรือเริ่มตั้งแต่ วันที่จดลิขสิทธิ์ก็แล้วแต่ กฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ว่าพันธกิจของกระทรวง สาธารณสุข ของทั่วโลกเหมือนกันว่าทําอย่างไรถึงจะปกป้องประชาชนคนในชาติของตัวเอง ให้ได้เข้าถึงยา แล้วก็ใช้งบประมาณในการซื้อยาจากต่างชาติให้น้อยที่สุด ทําอย่างไร ถึงช่วยเหลืออุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศได้ พันธกิจตรงข้ามกับกระทรวงพาณิชย์ครับ แต่ท่านเจรจาท่านต้องไปด้วยกัน ต้องคุยด้วยกัน ทิศทางต้องเหมือนกัน แล้วก็ผมถึงบอกว่า ถ้าเราสามารถเจรจาพหุภาคีก่อน การเจรจาทวิภาคีง่ายขึ้น ถ้าเราเจรจากับประเทศยักษ์ใหญ่ เราสามารถทําได้ เรามีกลุ่มในการเจรจา เราก็จะช่วยให้การเจรจาระหว่างประเทศทวิภาคี มันก็ทําได้ง่ายขึ้น กรณีนี้ผมจึงฝากให้ท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าตรงนี้ท่านไปคุยกัน ให้ตกผลึก แล้วก็แนวคิดหรือข้อตกลงให้เหมือนกันก่อนที่ท่านจะไปเจรจา ซึ่งถ้าหากว่า ไม่อย่างนั้นการเจรจาต่างคนต่างพูด กระทรวงพาณิชย์พูดไปอย่างหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข พูดไปอย่าง ผมไม่รู้ว่าจะไปต่อรองเขาอย่างไร แต่ท่านต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะฝากตรงนี้ท่านไว้เพราะว่าในกรณีนี้จากเอกสารที่ได้มานี้ผมสรุป สั้น ๆ ว่าเมื่อเราตกลงกรอบเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับเอฟตา สินค้าที่เราจะได้ ประโยชน์ มีสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป แต่ไม่มีใน ๑๐ รายการที่นําเข้า อัญมณีและ เครื่องประดับเป็นยอดสูงสุดที่นําเข้า แต่ที่เสียประโยชน์มีสินค้าประมงและประมงแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาครับ เสียประโยชน์ครับ บริการด้านการเงิน เสียประโยชน์ครับ ตรงนี้เราเลือกไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีใครเขามาเจรจากับเรา มันต้องมีการได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ แล้วก็ต้องมาแลกเอา โดยยึดประโยชน์ของชาติ เป็นหลัก แล้วก็ไปเยียวยาให้กับภาคของสินค้าที่เสียประโยชน์ ท่านต้องไปชดเชย ท่านต้อง ไปเยียวยาเขา ในกรณีของสินค้าของเขาได้รับผลกระทบจากการทําเอฟทีเอ ผมคิดว่าตรงนี้ ฝากท่านประธาน ผมฝากในประเด็นเดียวในเรื่องของยา ผมไม่เอาเรื่องแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เพราะว่ามันไม่มีในนี้ แล้ว ๔ ประเทศนั้นไม่ได้เป็นสินค้าหลักของเขา เขาไม่ได้ขาย แอลกอฮอล์ ไม่ได้ขายบุหรี่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมเก็บเอาไว้ในกรณีที่กรอบการค้า กรอบการเจรจา หรือเอฟทีเอของประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าสภาเพื่อจะได้ไม่ทําให้เพื่อนสมาชิก เสียเวลาครับ ผมก็คงมีเรื่องที่ฝากไว้ตรงนี้ ขอบคุณครับ