อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับเอฟต่าและอียู โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรยาและภาษีศุลกากร โดยเฉพาะเรื่องเหล้าและบุหรี่ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ไทยถูกตัดสิทธิ์ในเรื่องเหล้าและบุหรี่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะพยายามอภิปรายให้มีความกระชับมากที่สุด นะครับ เพราะว่าอยากจะให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่ากฎหมายในส่วนของ วิชาชีพสาธารณสุขชุมชนก็ผลักดันมาตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรี ก็พยายามเร่งอยู่นะครับ ทีนี้ผมขอกระชับนะครับนิดเดียวเท่านั้นเอง คืออย่างนี้ครับในส่วนของการที่จะขอกรอบการเจรจาให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วันนี้เรามา คุยกันว่ากรอบที่ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลของท่านจะไปเจรจากับกลุ่มสมาคมการค้าเสรี แห่งยุโรป หรือเอฟตาจะอยู่ภายใต้กรอบใด ก็เท้าความสั้น ๆ เท่านั้นเองว่าเราได้มีการอนุมัติ กรอบนี้ไปเจรจากับอียูหรือว่าสหภาพยุโรปไปแล้ว ซึ่งสหภาพยุโรป ๒๘ ประเทศก็อยู่ใน ลักษณะกรอบใกล้เคียงกัน แต่ว่าในยุโรปเองมันมี ๔ ประเทศเล็ก ๆ นะครับ คือประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศไอซ์แลนด์ แล้วก็ประเทศลิกเตนสไตน์ที่อยู่ภายใต้ เอฟตาตัวนี้เองซึ่งเป็นคนละกลุ่มประเทศกัน ทีนี้มันก็คงจะเทียบเคียง ใกล้เคียงกับอียูที่เรา ได้เคยอนุมัติกรอบไปแล้ว ซึ่งอันนี้ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีเป็นประเด็นอย่างนี้ครับ แน่นอนว่าการเซ็นเอฟทีเอ เนื่องจากเราต้องการทลายกําแพงภาษีทั้ง ๒ ประเทศระหว่างกัน ทลายออกนะครับ ในขณะนี้เรามีสิทธิประโยชน์ทางการค้าหรือที่เรียกว่าจีเอสพีอยู่ ก็คือว่า เขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา เพราะฉะนั้นเขาก็จะให้ได้เปรียบประเทศอื่น คือการให้สิทธิจีเอสพีเรา คือสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการค้า ทําให้ของของเราเวลาโดนภาษี โดนน้อยก็สามารถจะแข่งขันกับประเทศอื่นเขาได้ ทีนี้ปรากฏว่าประเทศเรา การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น ทําให้เขาจะตัดสิทธิจีเอสพีเราในอนาคตเร็ว ๆ นี้แล้ว ซึ่งอียูก็จะตัดสิทธิ เราในปี ๒๕๕๘ ซึ่งอันนี้ก็คงจะเร็ว ๆ นี้เหมือนกันถ้าโดนตัดสิทธิ ก็จะทําให้เราเสีย การแข่งขันในตลาดไปทําให้ของเรามันแพงไม่สามารถที่จะไปขายในกลุ่มประเทศเอฟตาได้ ทีนี้ก็เลยต้องรีบเซ็นเอฟทีเอ ท่านรัฐมนตรีก็เลยต้องมาขอกรอบในวันนี้ แต่ประเด็นที่มัน ละเอียดอ่อนแล้วอยากจะฝากไปก็คือว่าข้อตกลงพูดในวิชาการสักนิดหนึ่งครับ ดับเบิลยูทีโอ ก็คือองค์การค้าโลกเขามีกรอบที่เรียกว่าทริปส์ (TRIPS) ทริปส์ ภาษาไทยก็คือข้อตกลง ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า อันนี้ก็คือเป็นหัวใจหลักที่ทําไมพวกเอฟทีเอ วอช (FTA Watch) กลุ่มที่เขาดูการเซ็นเอฟทีเอ ต่าง ๆ เขากังวลใจ เพราะว่าเซ็นไปปั๊บนี่ ถ้าเป็นข้อตกลงที่เหนือกว่ากรอบของดับเบิ้ลยูทีโอ หรือเหนือกว่ากรอบของทริปส์ในเรื่องของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา มันจะเจอปัญหาว่า คู่กรณีของท่านรัฐมนตรี ก็คือกลุ่มประเทศเอฟตา เขาจะขอในเงื่อนไขทีเลยไปกว่ากรอบของ ดับเบิ้ลยูทีโอ คราวนี้ท่านก็ต้องเจอปัญหาเริ่มต้นการเจรจาหลายเรื่องเลยครับที่มันอยู่ นอกกรอบของดับเบิ้ลยูทีโอหรือกรอบของทริปส์ เรื่องหนึ่งที่เขากังวลมากคือเรื่องราคายา เรื่องสิทธิบัตร อันนี้ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ท่านรัฐมนตรีเดินทางตามไปด้วยให้ระวังเรื่องของสิทธิบัตรยา คือฝรั่งเองเขามองอย่างนี้ครับ ในการที่จะไปลงนามอียูก็ดีหรือว่าลงนามในเรื่องของเอฟตาฉบับนี้ มันจะส่งผลสําคัญเลย ก็คือเป็นการต่อขยายอายุสิทธิบัตรยา เช่น สิทธิบัตรยา พี่น้องประชาชนบางคนอาจจะ ไม่ทราบว่ายาบางตัวที่เม็ดละ ๒๐๐ บาท เวลาที่สิทธิบัตรยามันหมดมันจะเหลือเม็ดละ ๔ บาท ๕ บาท อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเขาต่ออายุสิทธิบัตรยาของเขาออกไปอีกมันก็จะส่งผลครับ ทําให้คนไทยบริโภคยาที่แพงต่อเนื่อง แทนที่จะถูก ปีนี้กลับจะต้องบริโภคยาเม็ดละ ๒๐๐ บาทต่อไปอีก ๕ ปี เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มเอฟทีเอ วอช ที่ภาคประชาชน แต่ละคนเขากังวลใจ ก็คือว่าถ้าเราไปลงนามปั๊บ แน่นอนกรอบทลายกําแพงภาษีออกไปแล้ว แต่ข้อตกลงเรื่องยามันจะส่งผลทําให้คนไทยมีปัญหา ผมเองในฐานะกรรมาธิการพัฒนา เศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ก็เคยเข้าไปชี้แจง ก็ไปกับท่านชนินทร์ รุ่งแสง ไปชี้แจงในกรรมาธิการ การค้าของอียู คืออียูเขาเองเขามีรัฐบาลเหมือนของเรา เหมือนของประเทศไทยนี้ละ แล้วเขาก็มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งแบบพวกเรานี่เหมือนกันนะครับ ตัวสภาเขาเราไปชี้แจง กับกรรมาธิการเขา คือกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไปคุยกับกรรมาธิการการค้า ของอียู เราก็บอกว่าในกรณีเซ็นเอฟทีเอ ไทย-อียู ส.ส. ทุกคน วุฒิสมาชิกทุกคนเห็นด้วย แต่ว่ามันจะไม่ได้เรื่องกันก็คือเรื่องเดียวเท่านั้นล่ะก็คือเรื่องสิทธิบัตรยา ถ้าเป็นการต่อขยาย อายุสิทธิบัตรยาออกไป มันทําให้คนไทยบริโภคยาแพงขึ้น เราไม่กล้าเอาเขาเรียกว่า เราไม่กล้าเอาสวัสดิภาพ เรื่องสุขภาพ เรื่องชีวิต มาเสี่ยงกับการค้า ถึงแม้ว่าการค้าจะมีมูลค่าสูง เป็นแสนล้านก็ตามที แต่เรื่องชีวิตคนมันสําคัญกว่า เราก็บอกว่าในมุมที่เราเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนั้นไปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในกรรมาธิการ ก็บอกว่าเรื่องยาเป็นเรื่องที่ยอมกัน ไม่ได้แน่นอน ปรากฏว่าใน ส.ส. อียูเขา ที่นั่งในกรรมาธิการเขาก็รับเรื่องต่อนะครับที่จะไป ถกแถลงกันในระดับสภาใหญ่ของเขาเองต่อไป ซึ่งผมเองก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยนิดหนึ่งครับว่าวันนี้เราผ่านกรอบได้ในรูปแบบนี้อยู่แล้วนะครับ ถึงแม้ว่าอาจจะเลยกรอบ ดับเบิ้ลยูทีโอไปบ้าง กรอบทริปส์ไปบ้าง แต่สาระสําคัญของเรื่องมันเรื่องเดียวเท่านั้นคือเรื่อง สิทธิบัตรยา ถ้าเกิดเซ็นปั๊บมีการต่อขยายสิทธิบัตรออกไปผมเชื่อว่าโจทย์นี้รัฐบาลของ ท่านเองก็จะตอบโจทย์ประชาชนทั้งประเทศลําบาก บางทีเราพูดยากนะครับว่าเราจะเอา การค้าเป็นแสนล้านหรือว่าเราจะเอาสุขภาพของคน อันนี้คือหัวใจของเรื่อง และผมเอง ไม่อยากจะลงลึกไปถึงว่านับสิทธิบัตรอย่างไร อะไร เพราะเป็นเทคนิคทางกฎหมายนะครับ แต่ว่าเป็นหัวใจที่เวลาท่านเดินทางต่างประเทศแล้วอยากให้นําเรื่องนี้ไปคุย แล้วคุยปั๊บจะต้องมี การล็อบบี้ (Lobby) ต่างหากด้วย เพราะว่ากลุ่มสหภาพแบบนี้เขาจะมีผู้แทนแบบพวกเรานี่ละ แล้วถ้าท่านล็อบบี้ได้ คุยกันได้ ก็หวังว่ากระทรวงพาณิชย์ของท่านเองก็จะดําเนินการ เรื่องพวกนี้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ทีนี้มาดูกรอบของเอฟตาก็เหมือนอียูละครับ อียูมัน ๒๘ ประเทศ เอฟตา มัน ๔ ประเทศ มันเล็กกว่า แต่ก็อยู่ในยุโรป ซึ่งข้อตกลงพวกนี้หน้าตามันเหมือนกันหมด ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าให้ช่วยลงในรายละเอียดเรื่องสิทธิบัตรยา ส่วนเรื่องเหล้ากับบุหรี่เรื่องนี้ อย่าซีเรียส (serious) มากครับ อันนี้ผมพูดแบบคนตรงไปตรงมาครับ เรื่องเหล้ากับบุหรี่ อยู่ในลิสต์ (List) นี้ได้ คือหมายถึงว่าการที่ว่าเหล้ากับบุหรี่ถูกลงในประเทศไทย ไม่เป็นไรครับ ให้มันถูกลง แต่ถ้ารัฐบาลมองว่าการที่เหล้าบุหรี่มันถูกทําให้คนบริโภคเยอะ ท่านสามารถ มีกรอบภาษีภายในประเทศ คือภาษีสรรพสามิต วันนี้เราพูดกรอบเรื่องของเอฟทีเอ เราคุยเรื่องภาษีศุลกากร เพราะฉะนั้นศุลกากรท่านไม่ต้องไปเอาเหล้าบุหรี่ออกจากลิสต์ นะครับ ใส่มันอยู่ในลิสต์เลยครับ เพื่อให้ต้นทางเหล้ากับบุหรี่มันถูก เพราะมันไม่มีภาษี เรื่องศุลกากร นําเข้าส่งออกนี้นะครับ แต่ถ้าท่านจะให้บุหรี่กับเหล้าแพงเราค่อยมาจัดการ เรื่องของเราภายใน โดยทําการขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งล่าสุดรัฐบาลท่านก็เพิ่งขึ้นภาษี เหล้าเบียร์ไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในข้อตกลงไม่ต้องไปเอาออก เพราะว่ามันก็พยายามมีการล็อบบี้กันหลายค่าย เหลือเกินว่าจะให้เอาเหล้าบุหรี่พวกนี้ออก ไม่ต้องเอาออกครับ เอาไว้เลยแต่เดี๋ยวมันแพงขึ้น เราเอาสรรพสามิตของเราบวกขึ้นไปได้ในประเทศ เพื่อปกป้องไม่ให้คนบริโภค อันนี้ก็เป็น ข้อที่ผมอยากจะฝาก เพราะว่าท่านเดินทางต่างประเทศ แล้วได้มีคุยก็อยากจะให้คุย ในรายละเอียดพวกนี้เท่านั้นเองครับท่านประธานแล้วก็หวังว่า ถ้ารัฐบาลจะทําได้สําเร็จ ในกรอบการเจรจานี้โดยเร็ว ส่วนยุโรปขอย้อนนิดเดียวครับ เรื่องของจีเอสพี เราจะทยอย ถูกตัดในขณะนี้ เพราฉะนั้นภาคที่จะรุนแรงมากที่สุดก็คือ อาหารทะเลแช่แข็งรวมไปถึงเรื่อง เครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศของไทยส่งออกเยอะมากในยุโรป ใช้เครื่องปรับอากาศ ที่ประกอบในประเทศไทยทั้งนั้นเลยนะครับ ฉะนั้นจะมีเครื่องปรับอากาศกับเรื่องของอาหาร ทะเลแช่แข็งต้องระวังมากที่สุด คือผมกลัวอย่างนี้ครับ ปัจจุบันกรอบภายใต้อียูมีการเจรจา ไปแล้ว ๒ หน ก็อยากจะให้รัฐบาลปิดเกมให้เร็วหน่อย เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราถูกตัดสิทธิ จีเอสพีตามกําหนดระยะเวลา แล้วท่านเจรจาเปิดเอฟทีเอไม่ทันเรื่องของอาหารแช่แข็ง เครื่องปรับอากาศเราน็อกกลางทางเลยนะครับ โดนแค่ไตรมาสเดียวเราน็อกเลยเราจะสู้ เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านอาจจะต้องคํานึงนิดหนึ่ง ซึ่งรัฐมนตรีต้องตอบผมว่า ในกรณีของ อียูด้วยนะครับ และรวมถึงอาฟตาอันนี้ด้วยเหมือนกัน จะทันไหม คือจะทันเซ็นเอฟทีเอ กับการถูกตัดสิทธิจีเอสพีหรือเปล่า หรือว่าถ้ามองแล้วไม่ทันคือมองเกมแล้วว่าสุดท้ายกว่าจะ ผ่านรัฐบาลอียูหรือผ่านรัฐบาลของอาฟต้าแล้วจะต้องไปเข้าสภาอีกถ้าไม่ทันการเลื่อน สิทธิประโยชน์ของจีเอสพีออกไปหน่อยสักปีหนึ่งมีความเป็นไปได้ไหม แล้ววันนี้ท่านทําเรื่องนี้ คืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร ก็อยากจะให้เล่าให้ฟัง เพราะว่ากระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออก ของเราเป็นจํานวนมากครับ ขอบพระคุณท่านประธาน