รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องการเจรจาสิทธิบัตรยาและพันธุ์พืช โดยเน้นย้ำถึงหลักผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นใจในด้านการเกษตรของประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการควบคุมการบริโภคบุหรี่และแอลกอฮอล์ และเรียกร้องการพิจารณาปรับแก้ตัวบทกฎหมายเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรไทย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้กรุณาลุกขึ้นอภิปรายหยิบยกข้อสังเกต ข้อห่วงใย หรือกระทั่งประเด็นคําถามต่าง ๆ เกี่ยวกับกรอบการเจรจาฉบับที่เรากําลังพูดคุย กันอยู่นี้ แต่เนื่องด้วยว่าอีกสักครู่หนึ่งนะครับ สภาผู้แทนราษฎรก็มีกําหนดที่จะพิจารณา กฎหมายสําคัญ แล้วก็มีพี่น้องประชาชนในส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประทบโดยตรง ที่จะเข้ามาสังเกตการณ์ร่วมอยู่ด้วย ผมก็จะขออนุญาตอธิบายความโดยกระชับสําหรับ บางประเด็นที่เห็นว่าเป็นสาระสําคัญ เพราะว่ากรอบการเจรจาที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ ขณะนี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่ท่าทีในการเจรจา ดังนั้นก็เป็นการกําหนดกรอบกว้าง ๆ เพื่อให้คณะผู้เจรจาสามารถที่จะมีแนวทางที่จะไปกําหนดท่าทีที่จะมีการเจรจากันต่อไป ประเด็นใดก็ตามที่มีสาระสําคัญเกี่ยวเนื่องหรือว่าส่งผลกระทบสอดคล้องเข้ากับบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๙๐ ก็แน่นอนว่าจะต้องนํากลับเข้ามารายงานต่อที่ประชุมรัฐสภานี้อีกครั้งหนึ่ง อยู่แล้ว สําหรับการกําหนดแนวทางหรือกรอบระยะเวลาในการดําเนินการสําหรับการเจรจา เอฟทีเอกับกลุ่มเอฟตานี่นะครับ เรามีแนวทางที่จะกําหนดกรอบการเจรจา แล้วก็กําหนด ช่วงเวลาในการขับเคลื่อนให้สอดคล้องไปกับการเจรจากับกลุ่มอียู เพราะว่าทั้ง ๒ กลุ่ม ประเทศ แท้จริงแล้วก็มีความใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายด้าน เศรษฐกิจ ด้านการค้าการลงทุนต่าง ๆ เฉพาะที่ในกรอบของเอฟตาก็คาดการณ์หรือว่ามีการ ประมาณการกันว่าน่าจะใช้การเจรจารวมทั้งสิ้น ๗-๘ ครั้ง ระยะห่างระหว่างการเจรจา ต่อครั้งก็ประมาณ ๓ เดือน ดังนั้นคาดว่าภายในกรอบระยะเวลา ๒ ปี ก็น่าที่จะบรรลุ ข้อตกลงนําไปสู่ผลในการปฏิบัติได้ เพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม สําหรับผลกระทบที่ได้รับจากการรายงานของภาคเอกชนหรือว่าทางไบรอัน เคฟ ซึ่งถามว่า มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเรียนว่ายกเว้นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ท่าทีการเจรจาที่เจ้าหน้าที่หรือทีมคณะผู้เจรจาก็จะต้องสงวนไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของ ประเทศ ข้อเสนอหรือรายงานการศึกษาอื่น ๆ ได้มีการเปิดเผยแล้วในเว็บไซต์ของกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ แล้วคณะผู้เจรจาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้นําเอาข้อเสนอแนะ หรือผลการศึกษาดังกล่าวนี้มาเป็นองค์ประกอบสําคัญอย่างหนึ่งในการกําหนดกรอบของ การเจรจา ถ้าประเมินจากสิ่งที่คณะทํางานได้ติดตามท่าทีในการเจรจาของเอฟตา ก็พบว่า ท่าทีน่าจะมีความยืดหยุ่นหรือน่าจะมีพื้นที่ในการเจรจากันได้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แม้กระทั่ง กลุ่มอียูก็ตาม เพราะฉะนั้นด้วยท่าทีเหล่านี้ก็ทําให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งนะครับว่าผลประโยชน์ ของประเทศไทยจะถูกรักษาไว้อย่างดีที่สุดภายใต้ข้อตกลงและความเห็นชอบร่วมกันนะครับ ผมประมวลประเด็นความห่วงใยหลัก ๆ ได้อีก ๒-๓ เรื่องก็คือ

๑. เรื่องผลกระทบอันจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการสามารถที่จะเข้าถึงยาได้ หรือสิทธิบัตรยาของพี่น้องประชาชนนะครับ เรื่องนี้ผมก็เรียนว่า ภาพรวมมันก็คือ กรอบการเจรจาเกี่ยวกับด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเราจะไปกังวล หรือห่วงว่าจะเป็นผลกระทบในทางลบกับประเทศไทยเสียทั้งหมดทีเดียวก็ไม่ใช่ เพราะบางเรื่องมันอาจจะมีแง่มุมหรือพื้นที่ในการเจรจาที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ได้ด้วย แต่จําเพาะที่เรื่องยานี่นะครับ ยืนยันว่ารัฐบาลโดยคณะผู้เจรจา จะยึดเอาหลัก ผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศ ยึดเอาโอกาสในการที่จะเข้าถึงยาและไม่ให้เกิด ผลกระทบอะไรนอกเหนือจากกรอบการเจรจาหรือผลปฏิบัติที่เป็นอยู่แล้วในขณะนี้ เป็นสําคัญ กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นแม่งานหลักในการเจรจาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ แล้วนอกจากนั้นก็จะมีภาคประชาสังคมต่าง ๆ เอ็นจีโอต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ประสานงานกันอยู่ตลอด ท่านก็จะทราบว่าจะมีการเจรจาเอฟทีเอกันที่เชียงใหม่ เกี่ยวกับ เรื่องยาภาคประชาสังคม เขาก็ไปเคลื่อนไหว ไปแสดงออก บอกว่าให้กําลังใจท่านโอฬาร ไชยประวัติ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาของประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

ผมเรียนท่านประธานนะครับ ว่าเรื่องแอลกอฮอล์ผมก็เห็นอย่างที่ เพื่อนสมาชิกสักครู่นี้ได้อภิปรายนะครับว่าเราก็ไม่ได้ถือว่าวิตกกังวลในเรื่องนี้จนมากมาย เกินไปนัก เพราะว่าเรื่องบุหรี่ก็ดี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ดี ถ้าดูมาตรการการกํากับ ควบคุม ดูแลในประเทศไทย ก็ถูกพูดถึงว่าเรามีมาตรการที่เข้มข้นติดอันดับต้น ๆ ของโลกด้วยซ้ําไป แล้วก็กรอบเจรจานี้ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการบริโภคบุหรี่หรือแอลกอฮอล์กับคน ในประเทศ เพราะขณะนี้เรื่องนี้องค์กรกลไกต่าง ๆ ทั้งรัฐ เอกชนและประชาชน ตลอดจน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องก็ได้ทํางานกันอย่างแข็งขันอยู่แล้วนะครับ

เพื่อนสมาชิกในช่วงต้น มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ ในพันธุ์พืช ก็ต้องขอเรียนว่า ในประเด็นนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเราจะไปเจรจา กับกลุ่มประเทศที่เขามีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจหรือการผลิตสูงกว่า แล้วเราจะอยู่ ในสถานะผู้เสียเปรียบเสียอย่างเดียวก็ไม่ใช่ มันก็มีบางเรื่องซึ่งเราก็มีความมั่นใจว่า ภาคการเกษตรของไทย หน่วยงานทางด้านวิชาการ ด้านการเกษตรของไทยมีการศึกษา มีการวิจัย แล้วก็น่าที่จะมีข้อเจรจาที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรในประเทศไทยได้ ภายใต้หลักการก็คือจะไม่ให้กระทบกับวิถีชีวิต จะไม่ให้กระทบกับภาคการผลิตเดิมที่เป็น อยู่แล้วในขณะนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่าจะมีการพิจารณาเรื่องตัวบทกฎหมาย ปรับแก้ กฎหมายหรือไม่อย่างไร ก็ต้องเรียนว่ามันคงจะต้องมองกันในภาพกว้างว่าถ้าจําเป็นจะต้อง มีการพิจารณาปรับแก้ตัวบทกฎหมาย เรื่องใดบ้าง บทบัญญัติใดบ้างที่จําเป็นที่จะต้อง หยิบยกมาพูดคุยกัน จะมองโฟกัสเพียงแค่เฉพาะกรอบของเอฟตาอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ เราก็จะต้องพิจารณาว่า ปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นเออีซี เรายังมีกรอบการเจรจาเอฟทีเอ กับอีกหลายภูมิภาค แล้วก็หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหรือทวิภาคีก็จะต้องมาพิจารณา ในคราวเดียวกันนะครับ แล้วก็กําหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

ผมเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ แล้วก็ กราบขอบพระคุณทุกท่านจริง ๆ ที่ได้กรุณานําเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นแต่เพียงว่า เงื่อนไขเวลาที่เราพูดคุยกันอยู่จนเวลานี้มีกฎหมายสําคัญอื่นที่รอคิวต่อเนื่องนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต ข้อห่วงใยต่าง ๆ ของทุกท่าน ผมยืนยันว่าเราจะบันทึก เราจะรวบรวม แล้วก็จะเอาไปประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้เจรจาให้เกิดประโยชน์ สูงสุดครับ ขอบคุณครับ