รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับตามที่ท่านได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า วันนี้ช่วงระหว่างเวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา จะมีการถ่ายทอดกีฬามหาวิทยาลัย แทนการถ่ายทอดการประชุมของรัฐสภา แล้วก็วันพรุ่งนี้ช่วงระหว่างเวลา ๑๗.๓๐-๑๘.๓๐ นาฬิกา จะมีการถ่ายทอดรายการพักหนี้เกษตรกร ท่านประธานครับ ช่วงเวลา ๒ ช่วงนี้พอจะมี ทีวีช่องอื่นของรัฐถ่ายทอดแทนได้ไหมครับเพื่อประโยชน์ในการให้ประชาชนได้เข้าใจ เข้าถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างเช่น ช่อง ๙ หรือขอความร่วมมือกับช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) อย่างนี้ พอจะเป็นไปได้ไหมครับเพื่อให้การติดตามของภาคประชาชนในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญของพวกเราได้ต่อเนื่อง เป็นประโยชน์กับประชาชนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริง เรื่องการถ่ายทอดทางสถานีช่อง ๑๑ เมื่อวานทางพรรคเพื่อไทยได้ประชุมกันและสมาชิกส่วนใหญ่ ก็ไม่อยากให้มีการถ่ายทอด แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ผมยังเห็นว่าอยากจะให้มีการถ่ายทอด แล้วก็ในช่วงเวลาที่ท่านประเสริฐปรึกษาหารือเพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมขอให้ลองประสานกับวิป ลองคุยกันดีไหมครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือ ท่านประธานถึงการบรรจุระเบียบวาระของท่านประธานรัฐสภาสักเล็กน้อย เนื่องจาก ท่านประธานได้มีหนังสือแจ้งให้สมาชิกรัฐสภามาร่วมประชุมรัฐสภาในวันอังคารที่ ๑ พฤษภาคม วันพุธที่ ๒ พฤษภาคม และวันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤษภาคม โดยจะพิจารณาเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับว่า นับตั้งแต่ คณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอขอขยายสมัยประชุมออกไป แล้วก็ในเหตุผลของ การขอขยายสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้นก็ได้อ้างว่ามีกฎหมายที่ค้างพิจารณาของสภาอยู่ เป็นจํานวนมาก จําเป็นที่จะต้องมีการขยายเพื่อพิจารณากฎหมายดังกล่าว แต่จากเหตุการณ์ ที่ปรากฏนับตั้งแต่มีการขยายสมัยประชุมแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็ได้มีมติ ท่านก็ได้มีคําสั่ง ให้เรียกประชุมรัฐสภาหลายวันหลายอาทิตย์ติดต่อกัน และสิ่งที่ท่านได้เรียกประชุมก็มุ่งอยู่เรื่องเดียว ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยอยากถามท่านประธานว่าขณะนี้ที่ประชุมของรัฐสภา มีเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกหลายเรื่อง ที่เป็นเรื่องสําคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจา กู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ ก็ดี ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า หรือกฎหมายอื่น อย่างเช่น กรอบการเจรจาเพื่อจัดทําความตกลง ด้านการขนส่งทางบกระหว่างไทย-ลาว-จีน กรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลกก็ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนคนไทยจะได้รับ ผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งค้างพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติกําหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในท้องที่เขตห้วยขวาง เขตพัฒนา และเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ซึ่งพี่น้องประชาชนที่เขาจะได้รับภาระค่าตอบแทน ก็ยังรอพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็ดี ร่างพระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ก็ดี ซึ่งมีพี่น้องประชาชนคนไทยที่ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยจะได้รับการคุ้มครอง จากกฎหมายที่จะนําเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หรือพิจารณากรณีวุฒิสภา แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้ ผู้บริโภคของไทยถูกละเมิดสิทธิจํานวนมาก ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรม และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. .... ก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นกฎหมายสําคัญที่สมควรที่จะ ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในรัฐสภา หรือในสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านประธานรัฐสภา ก็กําหนดการประชุมโดยเอาเวลาของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ วัน คือในวันพุธและ วันพฤหัสบดีมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยขออนุญาตกราบเรียนถามท่านประธานครับว่า ท่านประธานจะหยุดโลก หยุดประเทศไทย หยุดสภาผู้แทนราษฎร หยุดที่ประชุมรัฐสภา เพียงเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาสําคัญของประเทศยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค การปกป้องสิทธิ การจัดตั้งศาลต่าง ๆ ในประเทศ ซึ่งคนทั้งประเทศ จะได้รับผลประโยชน์ ก็เลยขออนุญาตเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานมีนโยบาย ในการเรียกประชุมรัฐสภาอย่างไร และในการเรียกประชุมอย่างนี้ท่านประธานจะกําหนด แนวทางเพื่อให้ที่ประชุมได้รับทราบว่า ความสําคัญของท่านประธานอยู่ที่ไหน อยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวหรือว่าอยู่ที่ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนของคนทั้งประเทศ เมื่อเรามีการขยายสมัยวิสามัญไปแล้วกฎหมายสําคัญน่าจะได้รับการหยิบยกเข้ามาพิจารณาด้วย จึงขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติที่เพิ่งได้กล่าวจบไปนั้นขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านธนาที่กล่าวถึงกฎหมายสําคัญอีกหลายฉบับที่ยังค้างอยู่ในสภาแห่งนี้ กระผมเองคิดว่า คําพูดเหล่านี้สําคัญมากครับท่านประธานครับ แต่ถ้าเราพูดถึงปัญหาจริง ๆ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจอันดีต่อกันสักทีเถอะครับว่าวันนี้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง ๖ ปีมานี่ ตั้งแต่ คราวรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และได้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายแม่บทอันไม่เป็นธรรมขึ้นมา ในวันนั้นการร่างเกิดขึ้นอย่างฉับไวที่สุดไม่มีใครต่อต้านเลยครับ คนที่อภิปรายมากที่สุดวันนี้ก็ไม่ได้ต่อต้าน ผมไม่ได้ตําหนิใครทั้งนั้นครับ ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงกันเสียทีเถอะครับว่าบ้านนี้เมืองนี้มันจะเดินทางต่อไปได้นั้น จําเป็นที่สุดครับท่านประธานครับ ต้องมีกฎหมายแม่บทที่เป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อให้ บรรยากาศการอภิปรายในวันนี้เป็นไปโดยราบรื่นท่านประธานครับ ไม่อยากจะตําหนิใครว่า ดึงเวลา ถ่วงดุล ถ่วงเวลากันอย่างไร แต่วันนี้ได้พบความเป็นจริงแล้วครับว่าประชาชน ได้รู้ความจริงแล้วว่าอะไรเป็นอะไรครับในการอภิปรายในสภาจนปิดทีวีดูกันหมดแล้ว แม้ช่อง ๑๑ จะถ่ายทอดก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรแล้ววันนี้ แต่ว่ายังต้องถ่ายทอดต่อไป ท่านประธานครับ ผมเห็นใจท่านประธานที่สุด ถ้าเรามีการบริหารงานอย่างมีเวลา เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายตามสิทธิของท่านเถอะครับ แต่ใช้ความจริงใจหน่อยเถอะครับ ไม่ใช่อภิปรายกัน ๓ วัน ๕ วัน ๒ วันได้มาตราหนึ่ง พอถึงเวลาลงมติลง ๕ เสียงท่านประธานครับ คนที่อภิปรายที่สุดบางทีไม่ลงด้วยก็มีเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ผมว่ามันเป็นความพิสูจน์แล้วว่า ถ้าเราบริหารเวลากฎหมายสําคัญ ๆ ที่ท่านได้กล่าวถึงนั้นควรจะถูกนําเข้ามา นั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญเสร็จไปแล้วครับ ๕ มาตรา ไม่ได้แก้โครงสร้างเลยครับ แก้เพียงสร้างกุญแจเปิดประตู มาตรา ๒๙๑ เพื่อจะสร้างกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญอย่างจริง ๆ กันเสียทีหนึ่ง เพื่อให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติได้ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธานได้ใช้ ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะประสานทุกฝ่ายให้เห็นดีร่วมกันหมด แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้สิ่งที่ท่านผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติบอกว่ากฎหมายอื่นจะเข้ามานั้น วันนี้ถ้าเดินไปได้ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับที่ชัดเจน ไม่ใช่อภิปรายวาระที่สอง ก็ไปอภิปรายวาระที่หนึ่ง ไปพูดเรื่องข้าวยากหมากแพงเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจอดสักเดี๋ยวเถอะครับให้รัฐธรรมนูญผ่านปั๊บ เปิดสมัยหน้าอภิปรายได้แล้วครับ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราทําตามกติกาซึ่งผมเกรงใจที่สุดคือท่านวุฒิสมาชิกครับ ท่านก็พยายาม ให้ความร่วมมือทุกอย่าง ดังนั้นถ้าเราให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจกัน เพียงแต่ ความจริงใจในการอภิปรายมันพิสูจน์ยากเท่านั้นเองครับ แต่พอรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร วันนี้ประชาชนเข้าใจแล้วครับ ขอให้ท่านประธานเข้าสู่วาระเลยก็ดีครับจะได้ไม่เสียเวลา กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริงผมให้ ความสําคัญในการประชุมทั้งประชุมร่วมรัฐสภา แล้วก็สภาผู้แทนราษฎร อย่างเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมก็สลับไปให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แล้วมาวันนี้ผมเห็นว่ามันมีวาระสําคัญ อยู่ในการประชุมร่วมรัฐสภา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ รัฐธรรมนูญเท่านั้นนะ มันยังมีเรื่องด่วนอีกหลายเรื่องที่ท่านธนาเอ่ยถึง ซึ่งก็ยังบรรจุต่อคิว จากเรื่องของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมันมีเรื่องสําคัญหลายเรื่อง ผมเห็นควรว่าจะต้องให้มี การประชุมร่วมรัฐสภาแล้วอาจจะมีการสลับประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามสมควร ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นดุลยพินิจของผู้ที่เป็นประธานอยู่แล้วในการที่จะเรียกประชุมในช่วงขยายเวลา การประชุมออกไปนี่ ผมก็จะใช้ดุลยพินิจตามความเหมาะสมครับ ผมว่าเข้าสู่ประเด็นเลย ดีกว่ากระมังครับผมให้อีกฝ่ายละ ๑ คน ขออีกฝ่ายละ ๑ คนก็แล้วกัน ขอเป็นที่ท่านสมชาย แสวงการ ฝ่ายละ ๑ คนครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอบคุณ ท่านสุนัยที่ท่านเกรงใจ ส.ว. ด้วย ผมเองก็คงพูดในฐานะ ส.ว. คนหนึ่งใน ๑๔๖ คน ไม่สามารถพูดแทนได้ แต่ต้องเรียนครับว่า ส.ว. เราอภิปรายอยู่ในเนื้อหาอยู่แล้วครับ แล้วก็ขอบคุณท่านประธานครับว่าให้ความสําคัญกับการประชุมและมีการถ่ายทอด ผมอยากฝาก ท่านประธานครับว่า ช่วยให้คณะที่ไปทํางาน ที่ท่านประธานจะต้องแจ้งผลให้เราทราบเรื่อง ช่อง ๑๑ นะครับว่า การถ่ายทอดกีฬาที่จะถ่ายทอดเย็นนี้ตอนเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา และการถ่ายทอด เรื่องการพักหนี้เกษตรกรสําคัญกว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ขอให้ ผู้อํานวยการช่อง ๑๑ และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์รวมถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่มีหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ปี ๒๕๕๑ ในมาตรา ๑๐ (ค) ระบุไว้นะครับ ใบอนุญาต ประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่ ๓ ออกให้สําหรับกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดี ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อสนับสนุน ในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมเข้าใจว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการให้ความรู้และความเข้าใจระหว่างรัฐสภากับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามกฎหมายบัญญัติไว้ ขอความกรุณา ท่านประธานครับว่าต้องชี้แจงเหตุผลด้วยครับว่า ช่อง ๑๑ ซึ่งมีหน้าที่เหตุไฉนจึงไม่ให้ ความสําคัญกับเรื่องนี้ และช่วยตอบด้วยครับว่าเหตุผลที่ท่านจะถ่ายทอดกีฬาและพักหนี้ เกษตรกร ซึ่งก็มีความสําคัญครับ อันไหนต่างกันมากน้อยแค่ไหน และการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่นั้น ผู้อํานวยกรช่อง ๑๑ และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ก็ฝาก กสทช. ผู้กํากับคลื่นความถี่ด้วยนะครับ แล้วก็วุฒิสภาก็จะตรวจสอบ กสทช. ด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ที่จริงทาง ช่อง ๑๑ ก็ให้ความสําคัญกับการถ่ายทอดการประชุมรัฐธรรมนูญของเรามาโดยตลอด ทั้ง ๘ วันนะครับ เพียงแต่ว่าอาจจะมีบางช่วงที่อาจจะต้องไปถ่ายทอดตามเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ผมได้มอบหมายให้พวกเราลองไปหารือกันนะครับ ซึ่งก็น่าจะจบนะครับประเด็นนี้ ขอท่านเดียวครับ ท่านไหนดีครับ มีท่านสาธิตกับหมอสุกิจ ขอสักท่านหนึ่งครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เดี๋ยวผมขออนุญาต นิดเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญหมอสุกิจครับ ขอเป็น ท่านสุดท้ายครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เดี๋ยวให้ท่านสาธิต ต่ออีกหน่อยก็ได้ครับ เราไม่ต้องรีบร้อนครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วยกับท่านธนาที่ว่ารัฐบาลขยายเวลาสมัยประชุมไป โดยให้เหตุผลว่าต้องการจะเอากฎหมายสําคัญและกฎหมายภาคประชาชนมาพิจารณานะครับ แต่พอวันนี้แล้วก็เห็นชัดเจนนะครับว่าก็มีแต่รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่นี่ยังไม่ใช่ประเด็นที่ผมพูด ท่านสุนัยก็เหมือนกันนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม นอกจากจะชอบวิ่งขึ้นวิ่งลงแล้ว ท่านพูดในทํานองที่ว่าพี่น้องประชาชนไม่ให้ความสนใจกับการถ่ายทอด เป็นการดูถูก พี่น้องประชาชนนะครับ จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะทางภาคใต้ให้ความสนใจกับ เรื่องนี้มาก เพราะเขาทราบว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เกี่ยวข้องกับฝ่ายค้าน เกี่ยวข้องกับคนที่จะมาปกครองประเทศ แต่ประเด็นที่ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ผมในฐานะที่เป็นวิปฝ่ายค้าน ได้ยินเสมอว่า ท่านประธานบอกว่า ถ้า ๓ ฝ่ายประชุมกันแล้วตกลงว่าอย่างไร ท่านก็จะเอาอย่างนั้น ท่านยังยืนยันคํานี้อยู่หรือเปล่าครับ ทีนี้ผมเข้าประชุมกับวิป ๓ ฝ่ายเกือบทุกครั้งเลยครับ ครั้งหลังสุดก็คือเมื่อวันพุธที่แล้วครับ จากที่ประชุมได้ข้อสรุปเรื่องวันประชุมดังนี้นะครับ ท่านประธานครับ วันจันทร์วุฒิสภาเขาขอประชุมของเขานะครับ แล้ววันอังคารกับวันพุธ ให้เป็นการประชุมร่วม ถ้าจะเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญก็คือประชุมรัฐธรรมนูญต่อนะครับ แล้ววันพฤหัสบดีให้เป็น การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร แต่มาเห็นท่านประธานบอกว่ามีคําสั่งของท่านนะครับ ให้งดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ ๒ กับวันพฤหัสบดีที่ ๓ ด้วย แล้วก็ให้เป็นการประชุมร่วม ไม่ทราบว่าวิปฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เรียนท่านหรือครับ ว่าข้อตกลงท้ายสุดหลังสุดเป็นอย่างที่ ผมกราบเรียน ผมรับรองว่าผมพูดความจริงครับ แล้วฝ่ายท่าน ส.ว. ท่านก็คงจะยืนยันได้ว่า มติของเรา จะเรียกว่าเป็นมติหรือเป็นข้อตกลงอะไรก็ตามแต่นะครับ แต่ท่านประธานก็บอกแล้วว่า ถ้าวิป ๓ ฝ่ายว่าอย่างไร ท่านก็จะเอาอย่างนั้น ในเมื่อออกมาอย่างนี้นะครับว่าวันพฤหัสบดี ทางฝ่ายวุฒิสภาท่านไม่ไหวหรอกครับ ท่านประธานจะปล่อยให้ทางวุฒิสภาตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี ๔ วันรวดนี่มันก็คงจะเป็นเรื่องของการใช้งานท่านมากเกินไป นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนถามท่านประธานตรงนี้เลยครับว่าท่านเอาข้อมูลมาจากไหนครับ ท่านตัดสินใจอย่างไร ท่านใช้เหตุผลอะไรในการตัดสิน ในการบรรจุการประชุมร่วม ในวันพฤหัสบดี ทั้ง ๆ ที่ข้อตกลงก็อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนะครับ ก็คือว่าวันพฤหัสบดี ต้องเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อยากให้ท่านประธานตอบผมตรงนี้เลยครับ ท่านประธานตอบสิครับ ท่านไม่ต้องถามใครละครับ เพราะว่านี่คือมตินะครับ เรียกว่ามติก็คือมติ เรียกว่าเป็นข้อตกลงก็คือข้อตกลงอย่างสุภาพบุรุษ อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรตินะครับว่า วันจันทร์เป็นของวุฒิสภา วันอังคาร วันพุธ ประชุมร่วม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจประเด็นแล้วครับ ประเด็นก่อนที่ผมจะตอบผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมวิปด้วย ผมก็ต้องขอข้อเท็จจริงก่อนนะครับ ขอทราบข้อเท็จจริงว่าได้ไปตกลงกันไว้อย่างไรบ้าง

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แล้วท่านไม่เชื่อผมหรือครับ ที่ผมกราบเรียนท่านด้วยเกียรติของ ส.ส. ครับว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประธานวิปรัฐบาล เชิญครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จากการที่ได้มีการหารือกับทางวิป ๓ ฝ่าย ก็มีการเสนอ ข้อเสนอต่าง ๆ กันมา เป็นระยะ ๆ บางท่านก็บอกว่าควรจะประชุมในวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ หลายท่านก็บอกว่า น่าจะประชุมเฉพาะวันอังคาร แต่ว่าที่สุดแล้วในส่วนของท่านวุฒิสมาชิกก็ยังมีความประสงค์ ที่จะประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ มีคนเสนอครับว่าน่าจะประชุมเฉพาะวันอังคาร วันพุธ แล้วก็วันพฤหัสบดีให้ประชุมสภา แต่ว่าผมเองได้มีโอกาสทราบจากตัวแทนของวิปที่จะเข้าไป เขาบอกว่าในส่วนของการที่จะไปพิจารณาประชุมวันพฤหัสบดีขอให้อยู่ในดุลยพินิจอีกทีหนึ่ง ถ้าบรรยากาศสามารถที่จะประชุมร่วมได้ในวันพฤหัสบดีก็ควรที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะจริง ๆ แล้ว ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมาประชุมอยู่แล้วในวันพฤหัสบดี เพียงแต่ว่าก็คงจะต้อง ประสานงานกับทางท่านวุฒิสมาชิก ถ้าในกรณีที่เราจะประชุมในเรื่องของประชุมร่วมรัฐธรรมนูญต่อ ก็คงจะต้องมีองค์ประชุมที่เป็นวุฒิสมาชิกด้วย เพราะฉะนั้นในประเด็นที่มีคนเสนอนี่ใช่ครับ แต่ยังไม่เป็นข้อตกลง เหมือนกับการตกลงในเรื่องของเวลานะครับ บางฝ่ายก็บอกควรจะเลิก ๑ ทุ่ม ทางวุฒิสมาชิกก็เสนอว่าเป็น ๓ ทุ่ม ในส่วนตัวแทนของพรรครัฐบาลซึ่งอยากจะให้ การประชุมครั้งนี้สิ้นสุดลงในเวลาที่พอสมควรก็บอกว่าเป็นตีสอง แต่ที่สุดแล้วก็เป็นข้อเสนอที่ ไม่ตกผลึก แล้วก็อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานในฐานะที่ทําหน้าที่ประชุมรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปผมก็ยังยืนยันคําพูดเดิม ของผมนะครับ ถ้าวิป ๓ ฝ่าย สามารถตกลงตรงกันนะครับ จะเอาอย่างไรผมก็เอาด้วย แต่ถ้าวิป ๓ ฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกันผมก็จะใช้ดุลยพินิจของผมเองนะครับ ดําเนินการตามนี้ครับ หมอสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอยืนยันด้วยเกียรติครับว่าข้อตกลงครั้งหลังสุดในการประชุม วันพุธที่แล้วเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ แล้วขอเรียนว่าผู้ที่เข้าร่วมประชุมในฐานะฝ่ายรัฐบาล ก็คือคุณคนที่ยกมือ คุณพิษณุครับ แล้วก็คุณไพจิต ศรีวรขาน ครับ แล้วฝ่าย ส.ว. ก็มีหลายท่าน ผมเชื่อว่าทุกท่านยืนยันได้ว่าข้อตกลงเป็นเช่นนี้จริง ๆ ครับ ก็คือเราจะไม่ประชุมวันพฤหัสบดีนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลําภู

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางวิป ๓ ฝ่ายได้มีการหารือกัน โดยเฉพาะในประเด็นของการอภิปรายในสภา ต่อกรณีที่ ทางเพื่อนสมาชิกซีกฝ่ายค้านได้เสนอว่ามีการตกลงกันเรื่องของวันประชุมนั้น นําเรียนว่า ยังไม่ได้มีข้อยุติในเรื่องของวันครับ ฝ่ายทางรัฐบาลเองเราก็พยายามที่จะหารือกันว่า เราจะประชุมกันวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี หรือถึงวันศุกร์ แต่ทางซีกฝ่ายค้านเอง ท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาแล้วก็อีกหลายท่านนําเรียนว่าอยากจะประชุมเพียงแค่ ๒ วัน เพราะฉะนั้นยืนยันตามท่านประธานวิปรัฐบาลครับว่าเรายังไม่ได้มีมติในการประชุม ๓ ฝ่าย ซึ่งขณะนี้วันนี้เราก็จะประชุมกันเวลา ๑๐ โมง หลังจากนี้จะไปนั่งคุยกันว่าจะเอาอย่างไรครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ไปหารือกันนะครับ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็แจ้งผมอีกทีก็แล้วกัน ขอจบประเด็นนี้นะครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ขอท่านสุดท้ายครับ ท่านจิรายุครับนี่สลับแล้วครับ เมื่อกี้เพื่อตอบยืนยันเท่านั้นเอง

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

สลับกันครับ ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงท่านประธาน ก็แล้วกันนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกรุณาให้ท่าน ส.ว. สมชาย ได้พูดถึงเรื่องการถ่ายทอดสด ให้ท่านประเสริฐได้พูดถึงเรื่องการถ่ายทอดสด ผมขอเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าจะสมดุลกันต้อง ๓ ฝ่ายนะครับ เหลือซีกรัฐบาลครับ เมื่อวานนี้ประชุมพรรคจริง แล้วก็มีการพูดเรื่องนี้จริง ผมเป็นคนไม่เห็นด้วยนะครับ ประชาธิปไตยท่านประธานครับ ในที่ประชุมก็ย่อมมีการเสนอเรื่องการถ่ายทอดหรือไม่ถ่ายทอด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ออกมาเป็น มติพรรคแต่อย่างใดนะครับ ก็ปล่อยฟรีให้มีการถ่ายทอดสดทางช่อง ๑๑ แต่ประเด็นที่ ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับ เรื่องของกีฬาเขาทําสัญญากันมานานนมนะครับ และกีฬา ๆ เป็นยาวิเศษ เป็นส่วนผสมของสังคม ถามว่ารัฐธรรมนูญสําคัญไหม สําคัญครับ กีฬาสําคัญไหม สําคัญครับ แต่ฟังท่านสมชาย แสวงการ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เหมือนกับ ท่านจะบอกว่าเดี๋ยวอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์จะติดคุกอย่างนั้นอย่างนี้ ผมมีทางออก ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านประเสริฐ ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ซีกฝ่ายค้านได้กรุณา แนะนํา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ มีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หรือว่าทีวีไทย (TV Thai) ท่านประธานครับ ได้เงินปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทจากประชาชนนะครับ ใช้เวลานั้น ท่านประธานครับ ดังที่ฝ่ายค้านเสนอครับ และพรุ่งนี้จริง ๆ เป็นเรื่องวาระแห่งชาติ เรื่องของ การพักหนี้เกษตรกรครับ เป็นหนี้เป็นสินกันมา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์จะประกาศว่าการพักชําระหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้กับประชาชน อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญของปากท้องประชาชนครับ เสนอให้ใช้สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยถ่ายทอด ในช่วงที่ไม่มีการถ่ายทอดสดช่วงกีฬาสัก ๒ ชั่วโมง แล้วก็ช่วงการพักหนี้เกษตรกรของรัฐบาล ท่านยิ่งลักษณ์ประมาณสักชั่วโมงเดียวท่านประธานครับ อย่างนี้สมดุลแล้วก็ปล่อยให้ ฝ่ายค้านผู้ที่แปรญัตติได้อภิปรายกันอย่างเต็มเหนี่ยวครับ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจครับว่า ท่านพูดวกวนหรือไม่ อย่างไร ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าสมควรนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับต่อข้อกรณีเรื่องวัน ผมอยากให้คําพูดของพวกเราที่เป็นนักการเมืองพูดแล้วเป็นที่นับถือของประชาชน คนทั้งประเทศครับ ที่เราขยายเวลาประชุมรัฐสภาออกมาเราก็พูดกันชัดครับว่าเรามีเหตุผล หลายอย่างครับ อย่างที่ ๑ ก็คือต้องการจะแก้ไขปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะท่านประธาน พูดเองเลยครับ ท่านประธานบอกว่าพวกเราไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้กับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติ ทีนี้มีสื่อมวลชนเขาถามท่านประธานอีกว่าท่านประธานจะขยายเวลาประชุมไปเท่าไร ท่านประธานก็ตอบว่า ๒ สัปดาห์ ทีนี้พอมาในปัจจุบันที่เราขยายเวลาประชุมมานี่ก็ ๒ สัปดาห์แล้วครับ แต่เราจะเห็นว่าเราพิจารณาเพียงรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เราได้มีโอกาสใน ๒ สัปดาห์นี้ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเท่านั้น ท่านประธานครับ การตกลงอะไรผมอยากให้เป็นไปตามข้อตกลง ท่านประธานก็คงเห็นนะครับว่าเมื่อค่ําคืนหนึ่ง ที่มีข้อตกลงระหว่าง ๓ ฝ่ายว่าเมื่อโหวต มาตรา ๒๙๑/๕ จบแล้วก็จะพักการประชุม ทีนี้เอาจริง ก็ไม่เป็นตามนั้น จะไปขึ้นมาตรา ๒๙๑/๖ ก็แปลว่ารัฐบาลเบี้ยว พอเบี้ยวมันก็ไปไม่ได้ จะทําให้ งานสภาราบรื่นเดินไปข้างหน้าไม่ได้ นี่ก็เกิดอีกครั้งหนึ่งแล้วครับ เราตกลงกันว่า เราจะประชุมวันอังคาร ความเป็นจริงเราตกลงกันว่าจะประชุมแค่วันอังคารด้วยซ้ําไป แต่ว่า ยังไม่มีข้อยุติใช่ครับ แต่ไม่ใช่ประชุมสัปดาห์ละ ๓ วันครับ เพราะเราต้องหารือกับวุฒิสมาชิก เขาด้วยครับ ท่านประธานครับอยากให้มีทุกสัปดาห์ มีการประชุมทั้งรัฐธรรมนูญ และมีการประชุม ทั้งของวุฒิสมาชิก และมีการประชุมทั้งของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นไปได้วันจันทร์ให้ประชุม วุฒิสภา วันอังคารประชุมร่วมกันของรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันพุธและวันพฤหัสบดี เป็นการประชุมกฎหมายสําคัญของรัฐบาลครับ และเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน ท่านประธานถ้าเป็นไปได้อยากให้ยึดหลักนี้ครับ จะกี่วันก็เอาไปเถอะครับ พวกผมก็ไม่ว่าอะไรอยากให้มันเดินได้ตลอดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ลองไปคุยดู ไปหารือกันดูครับ ถ้าจะไม่อนุญาตก็จะหาว่าลําเอียง ท่านวรชัย แล้วก็ทาง ส.ว. ขอสักหนึ่ง แล้วก็ขอให้จบนะครับ จะเข้าประเด็นเลยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ยกมือหลายรอบแล้ว ผมไม่อยากประท้วง ท่านประธานเลย ขอให้ท่านประธานใช้มาตรฐานเดียวกันครับ ตอนแรกท่านบอกว่าให้ฝ่ายค้าน ๑ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๑ ท่าน ส.ว. ๑ ท่าน พอเอาจริง ๆ ท่านให้ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับ ท่านทําหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แล้วก็ซื่อสัตย์อยู่แล้ว ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าท่านจะให้ ฝ่ายรัฐบาลกลัวถูกต่อว่าว่าเข้าข้างฝ่ายพรรครัฐบาลครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งสําคัญ ที่เป็นหัวใจของประเทศในวันนี้คืออะไร วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ แล้วรัฐธรรมนูญ ที่มีปัญหาคือฉบับที่ ๑๘ ประเทศมันไปไม่ได้จริงๆ ติดกับดักจริง ๆ ครับ ๖ ปีที่ผ่านมานั้น พี่น้องประชาชนตายกลางกรุงเทพมหานคร ๙๑ ศพ มีที่ไหนครับ ความขัดแย้ง ความแตกแยก ของประเทศเพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่ละครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้จริง ๆ เราจึงมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แล้ววันนี้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาก็เห็นว่าประเทศไทยนั้นติดกับดักอยู่ที่รัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน อํานาจสูงสุดไม่ได้เป็นของประชาชนที่แท้จริง ท่านประธานให้ผมพูดอีกนิดหนึ่งครับ อย่าบอกว่าพอแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาหนักของประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ก็ปล่อยให้ พูดคนละที

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผมไม่ได้ ประท้วงท่านประเสริฐครับ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ท่านจะต้องเห็นความสําคัญครับ กฎหมายทุกฉบับมีความสําคัญกับประเทศทั้งหมด

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประท้วงประเด็นไหนครับ ท่านวรชัยมีผู้ประท้วง

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ ก็ไม่ได้ครับ เป็นการหารือมีประโยชน์ แต่พอหารือไปหารือมาก็ไปด่าอีกข้างหนึ่ง พวกผมไม่มีครับ หารือเรื่องไหนก็เรื่องนั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขาพูดสถานการณ์ทั่วไป ไม่ได้ด่าระบุถึงใครเลย

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ก็ไม่เป็นอะไร ให้เข้าเรื่องครับหารือจะได้จบเร็ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพอสมควรครับ ท่านครับให้สลับกันฝ่ายละคนครับ ท่านวรชัยจบหรือยังครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ด้วยความเคารพ ผู้ลุกขึ้นประท้วงครับ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ผมพูดเพื่อก่อ ติเพื่อก่อ ผมไม่ได้ เป็นการว่าใครสักนิดเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้การอภิปรายในวาระที่สอง เมื่อสักครู่ท่านสุนัย ได้พูดแล้วครับว่าให้พูดตรงประเด็น ขอแก้สงวนคําแปรญัตติ ๒ บรรทัดพูดชั่วโมงครึ่ง แล้วสภาจะเดินหน้าไปได้อย่างไร ขอให้ยึดข้อบังคับขอให้ท่านประธานยึดข้อบังคับด้วยครับ ทําตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมีการประท้วงอย่างนี้ครับ ถ้าใช้ข้อบังคับ โดยเคร่งครัด แล้วก็ผู้อภิปรายครับ ขอให้ยึดตามข้อสงวนและข้อบังคับครับ สภาก็เดินไปได้ จริง ๆ ครับ ด้วยความเป็นห่วง ด้วยความรู้สึกว่าวันนี้ประชาชนเขาฟังอยู่ ต้องการ รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอท่านสุดท้ายครับ ท่าน ส.ว. สิงห์ชัยครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ เรามีการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญมานานพอสมควร วันนี้ผมขอ ปรึกษาหารือกับท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่า โดยส่วนตัวของสมาชิก วุฒิสภานะครับ หน้าที่หลักของเรานอกจากประชุมวันจันทร์ เรามีประชุมกรรมาธิการ แต่ที่ผ่านมาในฐานะส่วนตัว ตลอดระยะเวลา ๘ อาทิตย์ที่เรามีการอภิปรายรัฐธรรมนูญนี่นะครับ จากที่ผมฟังจากประชาชนโดยรวม แน่นอนที่สุดครับ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสําคัญ เราต้องทําอย่างรวดเร็วแต่ไม่เร่งรัด ท่านประธานจะต้องเปิดให้มีการอภิปรายกัน อย่างหลากหลาย ไม่เป็นอะไรครับ ผมเห็นด้วย แต่วันในการอภิปรายนั้นผมอยากให้ กําหนดให้ชัดเจน วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี จะหลังสองยามหรืออย่างไรก็ว่ากันไป อย่างน้อยที่สุดขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาเราบอกกับท่านได้ตรงนี้ว่า เราจะอยู่กับพวกท่านไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้การประชุมนั้นได้ลุล่วงไปได้ ผมอยากให้เร่งรีบแต่ไม่เร่งรัด ผมย้ํานะครับ และอยากจะเรียนฝ่ายค้านด้วยว่าสิ่งที่ผมพูดนี้ ขอให้ตั้งใจฟังว่าผมไม่ได้ หมายความว่าผมจะไปตัดสิทธิ ลิดรอนในการอภิปรายของท่าน แต่ผมอยากให้กําหนดวันที่ชัดเจน ขณะนี้ถึงแม้ว่าวุฒิสมาชิกนั้นจะมิได้ทําหน้าที่ในฝ่ายบริหาร แต่ขณะนี้นะครับท่านประธานครับ ประเทศเมื่อก่อนนี้น้ําท่วม วันนี้น้ําแล้งอีกแล้ว เมื่อเช้านี้ฟังข่าวแล้วก็เศร้าใจ ผมกําลังคิดว่า จะยุบกรมชลประทานดีหรือไม่ เพราะฉะนั้นอันนี้ไว้พูดทีหลัง แต่วันนี้ผมอยากให้การประชุม รัฐสภาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นกําหนดวันเวลาให้ชัดเจนครับ ขอให้ชัดเจนครับ และวิปก็ควรจะ ประชุมร่วม หาเวลาที่ชัดเจน เราจะได้ไปทําหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนบางส่วนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมเข้าสู่ ระเบียบวาระเลยนะครับ เราพิจารณามาถึงหน้า ๑๔๗ เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ เชิญครับ ท่านสงวนเอาไว้โดยตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมด เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติไว้ โดยขอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งมาตรา เหตุผล ที่ต้องตัดออกเพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ เป็นหนึ่งในบันได ๑๗ ขั้น ซึ่งผมได้กราบเรียน ท่านประธานแล้วว่าผมไม่เห็นด้วยในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บันได ๑๗ ขั้นถ้าเผื่อ ตัดสักขั้นหนึ่ง ท่านก็จะต้องกลับไปใช้มาตรา ๒๙๑ เดิมในการที่จะแก้อะไรก็ได้ที่ท่านเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมาะสมนะครับ ระยะเวลา ๗๕ วันที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น จะไม่เพียงพอที่จะให้องค์กรต่าง ๆ ที่จะส่งชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาที่สั้นเหล่านี้ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเครือข่ายหรือว่าใกล้ชิดกับทางพรรคการเมือง ซึ่งคุมเสียงข้างมากอยู่มีโอกาสที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญในสิ่งซึ่งเรายังไม่ชัดเจนว่าหน้าตานั้น จะเป็นอย่างไร และพี่น้องประชาชนนั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะ ตัดออกนะครับ

เหตุผลประการที่ ๒ ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสอง ได้กําหนดให้สภาของ สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคเอกชน ผมไม่ทราบว่าความหมายขององค์กรภาคเอกชนคํานี้ตรงกับองค์กรเอกชนหรือเปล่า ซึ่งเราคุ้นเคยกันอยู่ว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGO) ถ้าสมมุติว่าเขียนในภาพกว้างอย่างนี้ คําว่า องค์กรภาคเอกชน นั้นก็คือองค์กรอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ภาครัฐ รวมทั้งเอ็นจีโอด้วยใช่หรือไม่ ถ้าสมมุติว่าเป็นเช่นนี้ก็จะทําให้มีความกว้าง แล้วก็จะทําให้การที่จะส่งคนที่เข้ารับสมัคร มีความสับสนเหมือนกันว่ามีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะตัดออกนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสามได้บัญญัติว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด อันนี้ก็เป็นการให้อํานาจท่านประธานในการที่จะ เลือกว่าองค์กรนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือองค์กรนี้ไม่เหมาะสมหรือไม่ต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งผมคิดว่า ท่านประธานได้รับการมอบอํานาจจนจะเกินเลยไปนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสี่ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ได้ให้อํานาจแก่ท่านประธานรัฐสภาในการที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการ จํานวน ๑๕ คน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน ซึ่งถ้าสมมุติว่ามีส่งกันมาก ๆ ๒๐ วันนี้ ผมคิดว่าเป็นระยะเวลาซึ่งน้อยไปนะครับ ในวรรคแปดของมาตรา ๒๙๑/๖ กําหนดว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับสมัครและการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีวงเล็บว่าเป็นมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) นะครับ ให้ประธานรัฐสภากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะวินิจฉัย ความตรงนี้ก็จะขัดกับ มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้แก้ไขแล้วว่าในกรณีซึ่งมีการคัดค้าน มีการตัดสิทธิ ระหว่างการเลือกตั้งก็จะให้เป็นอํานาจของศาลฎีกา แต่การที่ท่านเขียนว่า สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ เฉย ๆ โดยตัดสร้อยทุก ๆ บรรทัดจะมีนะครับว่าเป็นมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือว่ามาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ถ้าสมมุติว่าเป็นเจตนาที่จะทําเช่นนี้จริง ๆ ผมคิดว่าจะสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นก็คงจะเสนอให้ตัดทั้งหมดทิ้งครับ เนื่องจากว่าท่านประธานต้องการที่จะให้ การประชุมครั้งนี้สําเร็จไปด้วยความรวดเร็วนะครับ ผมก็ขออภิปรายและให้เหตุผล ในคําขอแปรญัตติของกระผมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอยากให้สําเร็จไปด้วย อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ไม่ใช่รวดเร็ว หรือเร่งรัดอะไรนะครับ ขอให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์จริง ๆ ที่อภิปรายอยู่ในประเด็นที่ตัวเองสงวนไว้ ตามข้อบังคับทุกประการ ต้องขอขอบคุณครับ ก็อยากจะให้ทุกท่านเอาแนวทางนี้นะครับ ผมจะดําเนินการประชุมโดยที่จะใช้ข้อบังคับให้ท่านที่สงวนคําแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นไว้ให้ อภิปรายได้เฉพาะในส่วนที่ตัวเองได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นะครับ เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงมาตรานี้ ผมตัดออกทั้งมาตรา ซึ่งก่อนที่จะขออนุญาตท่านประธานว่าจะไม่อภิปรายต่อคงจะต้องชี้แจง ไปยังท่านผู้ฟังทางบ้านว่าผมแปรญัตติทั้งหมด แล้วกราบเรียนต่อท่านประธานดังต่อไปนี้

ประการแรกที่ผมแปรญัตติเพื่อตัดทั้งมาตราออกนั้น เนื่องจากว่าผมแปรญัตติ ในมาตรา ๓ เพื่อให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ว่าสภามีมติว่า สสร. นั้นมาจาก การสรรหาด้วย เพื่อให้สอดคล้องจึงได้ขอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกไป

ประการที่ ๒ ผมก็แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ผม จะขอให้สภานั้นได้ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง แม้จะมีมาจากการสรรหาก็ตามแต่ แต่ (๑) นั้น ควรจะมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเช่นเดิม แต่ผมก็แพ้ในมาตรานี้ละครับ ก็ไม่ได้ติดใจครับ เพราะฉะนั้นที่ผมแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นก็เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๓ และมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ถ้าหากว่าสภาได้เห็นชอบ แต่ตอนนี้สภาไม่ได้เห็นชอบ ความของ มาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ก็คือการพูดถึงกระบวนการสรรหา สสร. ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้เห็นด้วย ตั้งแต่ตอนต้น จึงขอประทานอนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานว่าผมคงไม่มีประเด็น ที่จะต้องอภิปรายต่อแม้จะติดใจอยู่ก็ตามครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในคําแปรญัตตินั้นผมขอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งมาตรา โดยเหตุผลที่ ผมพิจารณาตัดไปเพราะว่าข้อความที่รัฐบาลเสนอมาและทางกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๘/๔ โดยที่มีการกําหนดไว้ในแนวนโยบายของรัฐว่า การปฏิบัติภารกิจนั้นจะต้องส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ และใน (๕) ของมาตรา ๗๘ ของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จะต้องจัดระบบราชการและงานของรัฐอย่างอื่นเพื่อให้การจัดนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ในบทบัญญัติของมาตรานี้ทางรัฐบาลได้เสนอเข้ามา ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลเองที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แต่สิ่งที่รัฐบาลเสนอมากลับเป็นสิ่งที่ตรงข้ามเพราะว่า กระบวนการนั้นมอบให้ใช้ดุลยพินิจของท่านประธานรัฐสภาทั้งหมดในมาตรานี้ ซึ่งในกระบวนการนั้นตอนแรกผมคิดอยู่ในลักษณะก็คือว่าจะมีการแก้ไขถ้อยคําเพื่อให้ กระบวนการมีส่วนร่วม หรือใช้คณะกรรมการมากขึ้น แต่ถ้าดูข้อมูลแล้วจะต้องมีการแก้ไขกันมาก ก็เลยตัดข้อความออกทั้งหมดแล้วก็ไปยกเลิกกระบวนการเลย ซึ่งในเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าแนวทางในการปฏิบัติของท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับว่า กระบวนการที่บัญญัติให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้อํานาจดุลยพินิจในการกําหนด ซึ่งมีผลประโยชน์ หรือมีการกระทําต่อบุคคลใดนั้นเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมขออนุญาตเรียนว่า หลักของธรรมาภิบาลนั้นเป็นหลักการที่จะต้องพยายามลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคล ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็นอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ แต่บทบัญญัติในมาตรานี้ได้มอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับท่านประธานรัฐสภา แทนที่จะมอบให้คณะบุคคลได้มีส่วนร่วมในการกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ ๕ วรรคที่ดําเนินการก็คือ

ในวรรคสอง กําหนดวิธีการเสนอบัญชีรายชื่อของสภามหาวิทยาลัย และองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน จะเห็นว่าท่านประธานมีอํานาจดุลยพินิจ ในการที่จะกําหนดวิธีการได้หมด ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นท่านอาจจะไม่ได้ทําหรอกครับ แต่คณะบุคคล ที่จะให้เป็นคนเสนอแนะท่านน่าจะมีการกําหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นผู้ใดในการเสนอท่าน ขึ้นมาก่อนที่จะมีการใช้ดุลยพินิจของตัวท่าน

ในวรรคสาม กําหนดประเภทขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งมีประเด็นปัญหาในการกําหนดไม่ได้ นอกจากให้กําหนดแล้วก็ยังมีการกําหนดอีกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรท่านก็จะใช้ดุลยพินิจของท่านได้หมด ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ผมเรียนว่าไม่เป็นไปตาม หลักธรรมาภิบาล

และในวรรคสี่ แต่งตั้งกรรมการโดยมอบให้กําหนดหลักเกณฑ์เองซึ่งเป็นการ ผิดธรรมชาติของการบริหารงานในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่ไม่นิยมให้บุคคลคนเดียว เป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์เองแล้วก็แต่งตั้งบุคคลตามหลักเกณฑ์ด้วยตนเอง ในเรื่องนี้ ถ้าท่านประธานจําได้ว่าในร่างเดิมที่รัฐบาลได้มีการเสนอผ่านสื่อนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการ คณะหนึ่งจํานวน ๑๕ คน โดยมี ส.ส. ๙ คน และ ส.ว. ๖ คน รวมเป็น ๑๕ คนเพื่อพิจารณากลั่นกรองบัญชีอันนี้ แต่พอร่างสุดท้ายที่รัฐบาลเสนอมากลับไม่กําหนดหลักเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งถือว่ากระบวนการตรงนี้ คณะกรรมการน่าจะมีส่วนร่วมจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ ส่วน เป็นสัดส่วนที่เสนอในขั้นต้นนั้น ผมคิดว่าเป็นธรรมและถูกต้องแล้วที่จะให้สมาชิกรัฐสภามีส่วนในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์ และมีการพิจารณากลั่นกรอง และเรื่องลักษณะแบบนี้วุฒิสภาได้ดําเนินการอยู่เป็นประจําอยู่แล้ว โดยที่น่าจะทําได้รวดเร็วกว่าด้วยครับ

ในวรรคห้า การจัดทํารายชื่อบุคคลเป็นภาระของท่านอีกเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า เป็นการที่เราไปกําหนดหน้าที่ให้ท่านดําเนินการมากเกินไปและไม่มีการกําหนดที่ว่า จะมีคณะบุคคลใดซึ่งจะเป็นผู้ดําเนินการ ในความเห็นของผมถ้าจะไม่ตัดท่านควรจะให้ คณะกรรมการชุดที่เป็นกรรมการร่วมกันระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. เป็นผู้ดําเนินการ ให้ข้อเสนอแนะ จะมีจํานวนเท่าไร จะมีวิธีการอย่างไรก็น่าจะดําเนินการได้นะครับ

และในประเด็นสุดท้าย ในวรรคแปด ท่านยังกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ วินิจฉัยปัญหากับการรับสมัครการคัดเลือกและวิธีการคัดเลือกทั้งหมดให้กับท่านประธานรัฐสภา

ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเรียนว่าในการกําหนดให้ท่านประธานรัฐสภามีอํานาจหน้าที่ ในการใช้ดุลยพินิจทั้ง ๕ ประการที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและรัฐบาลเองเป็นผู้เสนอมา รัฐบาลมีนโยบาย ที่แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะบริหารงานภายใต้กรอบของธรรมาภิบาลในการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีโดยยึดหลักประสิทธิภาพความโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ แต่กระบวนการตรงนี้ไม่ทําให้มีบุคคลที่สามารถตรวจสอบได้เลยโดยใช้อํานาจดุลยพินิจ ของท่านประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าน่าจะมีการตัดทอนมาตรานี้ออก หรือมีการแปลสาระเพื่อไม่ให้อยู่ในอํานาจดุลยพินิจของท่านประธานรัฐสภา ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องแสดงความขอบคุณ ท่านวุฒิสมาชิกทั้ง ๓ ท่านจริง ๆ ที่ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นที่ได้สงวนความเห็นไว้ ตามวาระที่สองครับ ไม่ได้เป็นการอภิปรายเหมือนวาระแรกซึ่งอภิปรายเป็นลักษณะทั่วไป อยู่ในข้อบังคับตลอดทั้ง ๓ ท่านต้องขอแสดงความชื่นชมครับ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๔ เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๖ โดยตัดออกทั้งมาตราดังนี้นะครับ

ด้วยเหตุผลก็คือว่าผมเสนอให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เหตุผลก็คือผมคิดว่าถ้าเราจะใช้นักเทคนิคทางกฎหมาย ในการช่วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเราสามารถใช้ ไม่ว่าจะเป็นอัยการ คณะกรรมการ กฤษฎีกา นักกฎหมายที่สามารถเป็นคณะทํางานหรือเป็นอนุกรรมาธิการเข้ามาช่วย สสร. ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสภาได้โหวตที่จะให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภท คือ ๗๗ คนมาจากการเลือกตั้งและ ๒๒ คนมาจากการสรรหานั้น ผมเองก็ยังเห็นว่า ควรที่จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้โดยมีการตัดออกทั้งมาตรา โดยเฉพาะประเด็นสําคัญ ก็คือประเด็นในเรื่องของการที่ท่านประธานต้องกําหนดในเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คนตามหลักเกณฑ์ที่ท่านประธานรัฐสภากําหนด ผมเรียนครับว่าด้วยความปรารถนาดี แล้วก็ความห่วงใยท่านประธานรัฐสภา หลักเกณฑ์ใดที่กําหนดหรือใช้ดุลยพินิจในการเขียนเพียง ประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงผู้เดียวนั้น มีคําถามจากสังคมมากมายครับ มีคําถามจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็น เสื้อสีใดก็ตามว่าหลักเกณฑ์นั้นจะดํารงความยุติธรรม ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ จริงหรือไม่ หลักเกณฑ์นั้นเขียนเพื่อเอื้อหรือเพื่อตั้งกติกาให้กับคณะบุคคลใดหรือนักวิชาการ หรือกลุ่มใดที่จะมาเป็นคณะกรรมการคัดเลือกหรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมกราบเรียนว่า ถ้าท่านประธานจะทําให้ผมคลายความห่วงใยเหล่านี้ท่านประธานสามารถที่จะทําให้ กติกานั้นเป็นกติกากลางของรัฐสภาได้ไม่ว่าจะเป็นด้วยการเขียนโดยให้รัฐสภาออกกําหนด กติกานี้ขึ้นมา อันนี้ผมก็ฝากเรียนท่านประธานสุดแท้แต่ท่านประธานและคณะกรรมาธิการจะพิจารณานะครับว่า จะให้เกิดเป็นกติกากลางและทุกคนยอมรับได้หรือไม่ ในเมื่อท้ายที่สุดเรายืนยันว่า จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ ซึ่งผมก็กราบเรียนตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ว่าผมไม่เห็นด้วย กับการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้และแก้ไขแบบไม่มีโครงนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ มันอาจจะเกิดขึ้นแบบที่เราไม่คาดการณ์มาก่อนมันสัมพันธ์กันหมด ไม่ว่าจะเป็นจํานวน สสร. หลักเกณฑ์ที่ท่านประธานรัฐสภาจะแต่งตั้งก็ตาม ในส่วนของการที่ให้มีตัวแทนของ สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน เข้ามาในการคัดเลือก บุคคล ผมก็กราบเรียนครับว่าถึงแม้ว่าจะเขียนชื่อองค์กรดูน่าเชื่อถือเพียงใดก็ตาม แต่หลักเกณฑ์และวิธีการใช้เรามี ๒ เรื่องที่เคยประสบมาด้วยตัวเองกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การสรรหา กสทช. ที่ผ่านวุฒิสภา แล้วก็การคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ผมเรียนครับว่ามีกระบวนการบล็อกโหวต (Block vote) มีกระบวนการ จัดการให้ได้มา ยกตัวอย่างเช่น การเลือก กสทช. ก็มีองค์กรในวิชาชีพ ในวิชาการอะไรต่าง ๆ ก็เลือกแต่คนที่ต้องเรียกว่าสุดท้ายแล้วนี้นะครับส่งเข้ามาวุฒิสภาก็ไม่สามารถเลือกไก่นอกเล้า ได้เลย ท่านส่งไก่มาชนกันนี้นะครับ ผมเปรียบนะครับ ก็เป็นไก่จากเล้าเดียวกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะใช้กําหนดวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะส่งมาจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งเท่านั้น ส่งเข้ามาเสร็จแล้วรัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิเลือกได้อย่างเดียว คือเลือกไปเท่าไรก็ได้คนของท่าน ทั้งหมด ผมเรียนว่าความไม่ไว้วางใจตรงนี้ นี่คือเป็นประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะให้เกิด ความแฟร์ (Fair)ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่สมาชิกบางท่านเสนอให้เหลือแต่สภาของ สถาบันอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียวนั้น ผมเองก็คิดว่าอาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้เป็นหลักประกันนะครับว่าถ้ากติกาเขียนไม่ดีแล้วจะทําให้คนที่ส่งเข้ามา เราจะเลือกได้อย่างดี เพราะฉะนั้นผมก็มีวิธีกรองอีกชั้นหนึ่งซึ่งเคยเรียนต่อท่านประธานสภา ไปแล้ว แล้วก็หวังว่ากรรมาธิการจะได้พิจารณาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะมีการเจรจา ๔ ฝ่าย อันอาจเกิดขึ้นอีกนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการคัดเลือกบุคคล ๒๒ คน ถ้าท่านใช้เสียงของ รัฐสภาซึ่งมีอยู่ ๖๔๐ กว่า ๆ แบ่งเป็นอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการเคยชี้แจงว่า มีฝ่ายรัฐบาลอยู่ ๓๐๐ คน มีฝ่ายค้านอยู่ ๒๐๐ คน มีวุฒิสภาอยู่ ๑๔๖ คน ผมเรียนครับว่า เลือกอย่างไรถ้าเอาฝ่ายรัฐบาลบวกกับวุฒิสภาสักครึ่งหนึ่ง เอาฝ่ายค้านบวกวุฒิสภา สักครึ่งหนึ่ง มันก็จะออกมาเป็น ๓๗๓ คน กับ ๒๗๓ คน ถ้าเลือกฝ่ายรัฐบาลบวกกับวุฒิสภา เลือกหมายเลข ๑ ถึงหมายเลข ๒๒ ฝ่ายค้านเลือกหมายเลข ๒๓ ถึงหมายเลข ๔๐ กว่า ๆ อย่างไรก็ตาม ๒๒ คน ถูกเลือกโดยฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นก็คือ มีการไปประกาศในพื้นที่ในที่อําเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผมเคย กราบเรียนที่ประชุมแล้วว่าเขาจะได้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๕๓ คน บวกกับการที่จะได้ สสร. ๒๒ คน เป็น ๗๕ คน อันนี้เป็น ๓ ใน ๔ ของที่ประชุม สสร. เพราะฉะนั้นการที่ ไม่ไว้วางใจ สสร. ๗๕ คน ซึ่งกําหนดการเขียนกติกาของประเทศ มันก็อาจจะมาเป็นการ พลิกฟ้าคว่ําแผ่นดินอย่างที่มีผู้ใหญ่บางท่านได้กล่าวไว้ก็ได้ กราบเรียนครับว่าแม้กระทั่ง อดีตผู้นําเยอรมันอย่างฮิตเลอร์ ยังทําได้เพียงแค่ออกรัฐบัญญัติให้รัฐสภามอบอํานาจให้ คณะบุคคลหนึ่งไปเขียนกฎหมายเพื่อให้อํานาจกับฮิตเลอร์ในการทําอะไรก็ได้จนกระทั่ง กลายเป็นสงครามโลก แต่ทีนี้ท่านกําลังจะมอบอํานาจให้กับคณะบุคคลหนึ่งไปเขียน รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ความไม่ไว้วางใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการ รวบอํานาจไว้ทั้งหมดในมือของคนหรือบุคคลคณะใดคณะหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้ รัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งที่ต้องเรียนว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์และอาจจะกําลัง เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะฉะนั้นเรียนด้วยความปรารถนาดี ผมคิดว่ากติกาที่ ผมเสนอนั้นด้วยการให้มีสมาชิกรัฐสภา ๑ คน สามารถเลือกสมาชิกในแต่ละประเภทได้อย่างละ ๑ คนนะครับใน ๓ กลุ่มก็อาจจะทําให้เกิดการต้องเรียกว่าบล็อกโหวตทั้งข่ายไป แล้วก็ เสียงข้างมากของท่านสมาชิกรัฐบาลก็จะได้คนกลุ่มหนึ่ง เสียงข้างมากของสมาชิกฝ่ายค้าน ก็จะได้คนกลุ่มหนึ่ง

-๑๓/๑ เสียงข้างมากหรือเสียงบางส่วนของสมาชิกวุฒิสภาก็จะได้คนบางส่วน เพราะฉะนั้น ๒๒ คนนี้ ก็อาจจะกระจายกันนะครับ อาจจะเป็นสัดส่วนเท่าไรก็ตามนะครับ ๑๖ ต่อ ๖ หรืออะไรก็ตามนี่ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องมีเสียงคัดค้านได้บ้างนะครับ จะทําให้ความกังวลใจต่อการรวบรัดต่อการ ที่มีคณะเดียวในการเขียนรัฐธรรมนูญแบบ ๓ ใน ๔ ก็จะหมดไป ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเสนอมาเพื่อเห็นว่าไหน ๆ ท่านจะเอาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วกติกาเหล่านี้เป็นกติกาที่ ผมคิดว่าให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นําไปสู่ความปรารถนาที่จะมีการปรองดองกันในชาติ อย่างแท้จริง มันต้องเริ่มต้นด้วยความจริงใจ ก็ได้กราบเรียนท่านประธานเรียนไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่านได้โปรดพิจารณาในเรื่องนี้นะครับ และได้ให้มีการประสานงาน ๔ ฝ่ายเพื่อพิจารณาแก้ไขตามที่ผมได้กราบเรียนเสนอมา ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยได้เสนอให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งหมด เหตุผลที่ผมได้เสนอให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมดนั้นก็กราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากผมได้ศึกษามาตรานี้แล้ว มีประเด็นสําคัญที่คิดว่าไม่ควรคงมาตรานี้ไว้อยู่ ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกก็คือ มาตรานี้ให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด รายละเอียด กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภท แต่งตั้งจากรัฐสภา จํานวน ๒๒ คนไว้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวนะครับ รายละเอียดอํานาจของ ประธานรัฐสภาตามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้นประกอบไปด้วยตั้งแต่

๑. ให้ประธานรัฐสภาสามารถกําหนดรายละเอียดของวิธีการจัดทําบัญชีรายชื่อ แต่ละประเภทที่สภาสถาบันอุดมศึกษาก็ดี องค์กรเอกชนก็ดี องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคมก็ดี จะเป็นผู้เสนอต่อรัฐสภา

๒. ให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดลักษณะขององค์กรภาคเอกชน องค์กร ภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าเรากําลังเขียนกฎหมายให้ประธานรัฐสภาเป็นคน กําหนดสิทธิขององค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม องค์กรภาคเอกชนว่า องค์กรใดจะมีสิทธิส่ง หรือเสนอรายชื่อได้หรือไม่

๓. การให้อํานาจประธานรัฐสภาในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงไปกําหนดรูปแบบวิธีการประชุมการดําเนินการ การลงมติ ที่สําคัญที่ผมเห็นว่าขัดกันอย่างยิ่งก็คือ ให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นคนไปกําหนด ผลประโยชน์ตอบแทนแต่คณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าเราศึกษาในรายละเอียดจะพบอย่างนี้ครับ ท่านประธานว่า คณะกรรมการซึ่งมาทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับ การเสนอรายชื่อนั้น ในร่างมาตรา ๒๙๑/๖ ไม่ได้กําหนดเลยว่า คณะกรรมการชุดนี้ให้มาจาก สมาชิกรัฐสภา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วควรที่จะจําลองรูปแบบข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา หรือข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งข้อบังคับการประชุมของ วุฒิสภา ซึ่งมาบทบาทอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคล ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมของ วุฒิสภานั้น เมื่อวุฒิสภามีหน้าที่หรือมีวาระที่จะต้องแต่งตั้งบุคคลไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ นั้น ในข้อบังคับเขียนชัดเจนท่านประธาน ให้วุฒิสภาตั้งกรรมาธิการขึ้นมาทําหน้าที่ตรวจสอบ คุณสมบัติ แต่ในร่างมาตรา ๒๙๑/๖ เรากลับเขียนให้ประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ที่ มีอํานาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งก็มีความต่างกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะต้อง ประกอบไปด้วยสมาชิกของสภาเป็นคนทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อห่วงกังวล และจะทําให้สังคมมองและกังวลไปถึงความโปร่งใสว่าท่านประธานรัฐสภาจะใช้อํานาจหน้าที่ ในการแต่งตั้งกรรมการ ๑๕ คนนั้นมีหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งอย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือกคน มาทําหน้าที่ตรงนี้อย่างไร เพื่อให้ได้คน ๑๕ คนที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ประธานรัฐสภายังมีอํานาจในการไปกําหนดวิธีการประชุมของคณะกรรมการ และซ้ําร้ายยิ่งไปกว่านั้น ก็คือมีเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่คณะกรรมการจะต้องขอรับประโยชน์ตอบแทนภายใต้ กฎเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนด เมื่อเรามองภาพรวมว่าท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน เป็นคนกําหนดวิธีการประชุมว่าคน ๑๕ คนนั้นจะประชุมอย่างไร และประธานรัฐสภา เป็นคนกําหนดค่าตอบแทนให้คน ๑๕ คนนี้ด้วย คําถามที่สังคมเขาต้องถามแน่นอน และเกิดความกังวลใจก็คือว่าแล้วเช่นนี้จะมีกฎเกณฑ์อะไรเป็นหลักประกันให้กับสังคมว่า ประธานรัฐสภาจะไม่เอื้อประโยชน์ หรือจะไม่เข้าไปครอบงําการทํางานของกรรมการ ๑๕ คน หรือวิธีการที่ถูกกําหนดไว้นี้จะไม่นําไปสู่วิธีการที่กรรมการ ๑๕ คนจะต้องเกรงใจ ท่านประธานรัฐสภา เพราะท่านเป็นคนไปกําหนดรูปแบบวิธีการประชุมและประโยชน์ตอบแทน ที่เขาพึงจะได้รับ

ประการที่ ๔ ก็คือ เรายังไปเขียนให้ประธานรัฐสภาเป็นคนจัดทําบัญชีรายชื่อบุคคล เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นคนพิจารณาคัดเลือก แล้วเราก็ ไม่ได้บอกครับว่าวิธีการลงมติคัดเลือกเพื่อให้ได้คนจํานวน ๒๒ คนนั้นจะมีวิธีการในการ ลงคะแนนเสียงของเพื่อนสมาชิกเพื่อนําไปสู่การคัดเลือกอย่างโปร่งใสอย่างไร แน่นอนคําถาม ที่ตามมาก็คือจะนําไปสู่การบล็อกโหวตหรือไม่ ผมไม่ได้กล่าวหาว่าจะมีการบล็อกโหวต แต่ประเด็นก็คือทําให้คนเกิดข้อสงสัยว่าด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้นั้นจะก่อให้เกิดการบล็อกโหวต เพื่อให้ได้คน ๒๒ คน เป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่

สุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งก็คือในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธาน ได้มีการเขียนว่าในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ กระบวนการคัดเลือกก็ดี กระบวนการ ตรวจสอบคุณสมบัติก็ดี ให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อนําไปสู่การวินิจฉัยข้อร้องเรียนต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น อันนี้เขียนอยู่ในวรรคแปดของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าท่านประธานคงจําได้ว่าเราพึ่งผ่านมาตรา ๒๙๑/๕ มา แล้วที่ประชุมก็เห็นพ้องต้องกันว่าเดิมที่เราไปเขียนให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น มาปรับใช้กับการเลือกตั้ง สสร. เราก็เปลี่ยนมาใช้เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง ส.ว. ปี ๒๕๕๐ มาปรับใช้แทนเอากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นมาใช้ ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่าในกฎหมายที่ว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มีซึ่ง ส.ว. ปี ๒๕๕๐ นั้น เขามีการบัญญัติไว้ถึง กรณีการคัดค้าน ส.ว. ทั้งประเภทเลือกตั้งและประเภทสรรหาไว้แล้วครับ ซึ่งประเภทสรรหานี้ สามารถเอามาปรับใช้กับการคัดเลือก สสร. ประเภทคัดเลือก ซึ่งก็มีองค์ประกอบ และรูปแบบ รวมถึงวิธีการที่คล้ายคลึงกับการสรรหา ส.ว. ซึ่งถ้ามีกรณีคัดค้านการสรรหา ส.ว. เขาก็ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะเป็นคนไต่สวน สอบสวน และถ้าเป็นการคัดค้าน ภายหลังจากที่มีการประกาศผลไปแล้วนั้นคนที่มีอํานาจหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อคัดค้านนั้นคือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งท่านประธาน ไม่ใช่ประธานรัฐสภาเป็นคนไปตัดสิน ทีนี้พอเรา ไปเขียนอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในวรรคแปด ให้ท่านประธานเป็นคนกําหนดหลักเกณฑ์ และให้ท่านประธานเป็นคนวินิจฉัยข้อคัดค้านต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อเรากลับมาดูภาพรวม ทั้งหมดที่เราเขียนให้อํานาจกับประธานรัฐสภาตั้งแต่แรกอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาโดยลําดับ เราจะเห็นภาพรวมของมาตรา ๒๙๑/๖ ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานครับว่าเรากําลังเขียนให้ท่านประธานมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่ต้นเลย ตั้งแต่การกําหนดระเบียบวิธีการ รายละเอียดในการทําบัญชีเสนอรายชื่อของ สภาสถาบันอุดมศึกษา ขององค์กรเอกชน ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม รวมไปถึง การตรวจสอบคุณสมบัติการประชุมของคณะกรรมการผู้ทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ และที่สุดคัดเลือกเสร็จมีปัญหาก็ให้อํานาจประธานรัฐสภาอีกล่ะครับเป็นคนกําหนด หลักเกณฑ์และเป็นคนตัดสิน เห็นไหมครับท่านประธานครับว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเรากําลังเขียน บทบัญญัติให้ประธานรัฐสภามีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในคนคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการวิธีการได้มาจนกระทั่งการทําหน้าที่ตัดสิน ซึ่งผมเห็นว่าวิธีการในการ ร่างรัฐธรรมนูญโดยกําหนดรูปแบบให้ประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียวเป็นคนมีอํานาจเด็ดขาด ทั้งอํานาจในการออกกฎระเบียบซึ่งเปรียบเทียบได้เหมือนกับอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ ในการเข้าไปควบคุมการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เปรียบเทียบได้กับ อํานาจของฝ่ายบริหาร และที่สุดไปเขียนให้ประธานรัฐสภาเป็นคนออกกําหนดหลักเกณฑ์ ในการไปตัดสินวินิจฉัยเมื่อมีการคัดค้านว่าการคัดเลือกไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส เปรียบเทียบได้เท่ากับ อํานาจของฝ่ายตุลาการ เบ็ดเสร็จก็คือมาตรา ๒๙๑/๖ กําลังเขียนให้อํานาจประธานรัฐสภาคนเดียว มีอํานาจ ๓ อย่าง คือนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ซึ่งผมเห็นว่าโดยกระบวนการอย่างนี้นั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกระบวนการหลักการแบ่งแยกอํานาจและถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ การตรวจสอบการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทคัดเลือกหรือแต่งตั้งโดยรัฐสภานั้นไม่อาจทําการ ตรวจสอบได้เลย เพราะทุกอย่างจบในตัวเองด้วยอํานาจของประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมจึงไม่เห็นด้วยกับ มาตรา ๒๙๑/๖ และด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้เสนอคําแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติว่า ขออนุญาตตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งมาตราครับ กราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่อภิปราย อยู่ในประเด็นที่สงวนไว้นะครับ ท่านต่อไปครับ ท่านตรึงใจ บูรณสมภพ เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมด เพราะว่าดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ คือให้ สสร. นี้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ๒๐๐ คน เพื่อป้องกันการบล็อกโหวต เพราะฉะนั้นเมื่อมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ที่ดิฉันได้แปรญัตติ ได้ตกไป คือแพ้เสียงโหวตในสภานะคะ ซึ่งก็คงจะแพ้ไปเรื่อย ๆ ทุกมาตรา เพราะฉะนั้น อย่างไรก็ดีเมื่อแพ้ไปแล้วแต่ว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ยังมีข้อความที่ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันก็ต้อง ขอแปรญัตติต่อไปนะคะ ดิฉันได้พิจารณาถึงการได้มาของการคัดเลือก สสร. จํานวน ๒๒ คน ซึ่งวิธีการคัดเลือกที่มาให้โหวตในสภานี้อย่างไรก็ดีเด็กประถมก็ยังคิดออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น สมาชิกผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลก็คงจะเลือก สสร. ตามบุคคลที่ได้รับการขอมาหรือฝากมา อันนี้แน่นอนนะคะ เพราะฉะนั้นวิธีการซึ่งจะทําให้การเลือกนี้โปร่งใสขึ้น กระจายขึ้น ดิฉันขอเสนอ ถ้าเป็นไปได้ฟังดิฉันสักนิดหนึ่งในข้อเสนอว่าให้สมาชิกรัฐสภานี้เลือก สสร. ได้ประเภทละ ๑ คน ซึ่งจะเป็นการคัดเลือกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งหรือการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๓ หรือจะใช้วิธีการของปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๔๙ ก็ยังดีนะคะ อันนี้ก็คงจะพอช่วยได้บ้างในเรื่องของ การบล็อกโหวต ดิฉันคิดว่า สสร. ที่ได้มา ถ้าจะให้ประชาชนเชื่อถือในความคิดที่ชอบธรรม ที่โปร่งใส สสร. นั้นจะต้องมาอย่างสง่าภาคภูมิ ไม่ใช่เป็นการคัดสรรมาแล้วนะคะ แต่ก็มาทําให้ ถูกต้องตามข้อบังคับของการประชุมของรัฐสภานะคะ

อีกประการหนึ่งก็คืออํานาจของประธานรัฐสภา ดิฉันควรจะไม่ต้องพูดต่อ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปแล้วซึ่งอันนี้เราก็มีความเห็นตรงกัน ดิฉันขอยืนยันว่าเราไม่ได้ คุยกันเลยนะคะว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราได้คิดของเราเอง เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะให้ลดอํานาจของประธานรัฐสภาลงบ้างนะคะ ให้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งจะทําให้ได้ สสร. ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถมาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประชาชนได้ ไม่ใช่มาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนใดคนหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะคะ ก็จะขอแปรญัตติอย่างสั้น ๆ เพื่อจะให้เวลานี้กระชับขึ้น ตามความมุ่งหมายของท่านประธานหรือของใครก็ตามนะคะ ดิฉันคิดว่าการแปรญัตติ การอภิปรายของดิฉันนี้ตรงประเด็นนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตามข้อบังคับครับ ไม่ใช่ตามอะไรทั้งนั้นครับ ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ และตามด้วยท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ในการอภิปรายมาตรา ๒๙๑/๖ ในมาตรานี้ผมตัดทิ้งทั้งหมดเพราะว่าในส่วนของผมนั้นผมอยากจะขอให้มีการเลือก สสร. จากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด แต่ว่าในส่วนของที่ท่านยังคงได้บรรจุไว้โดยไม่มี การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องขออภิปรายตามลําดับดังนี้นะครับ วรรคหนึ่งของท่าน ท่านบอกว่า ต้องให้เสร็จภายใน ๗๕ วันนับจากในการเลือกมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) สมาชิก สสร. ที่มาจาก นักวิชาการ ต้องเสร็จภายใน ๗๕ วัน สิ่งที่ต้องนับวันกันก็คือว่าเนื่องจากมันมีวันที่เป็นลําดับกันอยู่ นะครับ ในมาตราถ้าท่านดูในรายละเอียดของท่านท่านจะบอกว่าบรรดาสถาบันอุดมศึกษา จะต้องคัดเลือกตัวแทนของตัวเองมาภายใน ๑๕ วันจากการรับสมัคร นับวันตั้งแต่รับสมัคร ของ สสร. ประเภทแรกคือวันเลือกตั้งนี่นะครับ หลังจากนั้นซึ่ง สสร. ของท่านในเรื่องแรก ก็ให้เวลา ๒๐ วันอีกถูกไหมครับ หลังจากพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ ลองลําดับกันดูนะครับ สสร. ประเภทแรกเลือกหลังจากมีพระราชกฤษฎีกา ๒๐ วัน สถาบันอุดมศึกษาคัดเลือกมาอีก ๓๕ วัน หลังจากนั้นกรรมการมาตรวจสอบคุณสมบัติอีก ๒๐ วันเป็น ๕๕ วัน หลังจากนั้น ก็ค่อยเข้ารัฐสภา ดังนั้นผมเชื่อว่าระยะเวลาที่กระชั้นชิดนี้อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ขอให้ท่านได้พิจารณาทบทวนนะครับว่า ๗๕ วันในกระบวนการทั้งหมดซึ่งต้องรอคอย ทั้งเรื่องของการเลือกตั้งจังหวัดแล้วก็กลับมาที่ทางสภาสถาบันอุดมศึกษาต้องเป็นผู้เสนอนั้น จะทําอย่างไร เดี๋ยวผมจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ในวรรคอื่น ๆ ด้วยนะครับ สภาสถาบันอุดมศึกษาในวรรคสองบอกว่าให้สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน แต่ละแห่งนั้นคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติใน สสร. วรรคสอง ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คนเพื่อทําบัญชี พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากําหนดและส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ผมย้อนกลับไปดูที่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ท่านว่าท่านลองดูตามผมนะครับว่ามันผิดปกติหรือเปล่า ท่านเขียน (ก) (ข) และ (ค) ๓ หมวดด้วยกัน หมวด ก คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน หมวด ข ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จํานวน ๖ คน ท่านไม่ได้ระบุ นะครับว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด แต่ท่านกําหนดใน (ค) เพียงแค่ว่าผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกําหนด อยู่ใน (ค) แล้วก็จํานวนก็คือ ๑๐ คน แต่ ๒ วงเล็บแรกท่านไม่ได้กําหนดครับว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด เห็นไหมครับว่า มาตรา ๒๙๑/๑ ในวงเล็บนี้กับมาตราที่เราพูดถึงดังนี้คือมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสอง ไม่สอดคล้องกัน ในวรรคสองท่านบอกว่าทุกประเภทให้ประธานรัฐสภากําหนด แต่มันไม่สอดคล้องครับ ท่านก็ต้องแก้ไขนะครับ ตกลงว่าจะตัดตรงนี้ทิ้งหรือไม่ หรือจะไปแก้ มาตรา ๒๙๑/๑ อันเดิมท่านก็ต้องดูต่อไป

วรรคสาม องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองที่ว่า ก็ให้ประธานรัฐสภากําหนดอีกผมไม่ต้องพูดซ้ํา ผมคิดว่าทุกคนมีความกังวลว่าทําไมให้อํานาจ ประธานรัฐสภากําหนดเพียงคนเดียว ผมจําได้ว่าในสภาแห่งนี้หรือว่าแม้แต่สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมทุกครั้ง มักจะพูดถึงที่มาของ ส.ว. สรรหา มักจะพูดถึงที่มาของกรรมการ องค์กรอิสระที่เลือกมา แล้วพวกท่านก็พูดว่ามาจากคนไม่กี่คนเลือกมาจะเป็นประชาธิปไตย ได้อย่างไร พวกท่านตอบสิครับว่าทําไมให้ประธานรัฐสภาคนเดียวกําหนดวิธีการเลือก กําหนดองค์กรต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการเพียงคนเดียว อย่างนี้ประชาธิปไตยหรือครับ

วรรคสี่ เป็นเรื่องที่ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการ ๑๕ คน กรรมการ ๑๕ คนนี้ คุณสมบัติคืออะไรครับ คุณสมบัติของกรรมการ ๑๕ คนนี้คืออะไรท่านไม่ได้เขียนครับ เป็นใครก็ได้ ติดคุกเมื่อวานนี้ก็ได้และเพิ่งพ้นออกมาลืมถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็ได้ ใช่ไหมครับ เป็นกลางก็ได้ ไม่เป็นกลางก็ได้ พูดง่าย ๆ คําถามคือ ๑๕ คนนี้มาอย่างไร ประธานรัฐสภาไปแต่งตั้งมาตามแต่ที่ประธานรัฐสภาจะกําหนดด้วย เรามีประสบการณ์นะครับ สมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งคือวัชระ เพชรทอง เคยถามท่านประธานว่ามีกรรมการอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งเขารู้สึกว่า ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการดูแลกฎหมายหรืออะไรสักอย่างหนึ่งเป็นพวกของท่าน ทั้งหมด กรรมการชุดนี้ไม่เป็นกลางครับเขาทักท้วงอย่างนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้ทําการแก้ไขหรือมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการในชุดนั้น นอกจากนั้นท่านประธาน และประชาชนที่เคารพครับ ท่านประธานยังไปกําหนดหลักเกณฑ์ในการประชุม ขออภัยครับ มีหลักเกณฑ์การประชุม การลงมติ การดําเนินการและเงินประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ของกรรมการประธานกําหนดด้วยนะครับ ง่าย ๆ เลยครับ ถามว่าเงินเดือนพวกนี้เท่าไรครับ ผมเชื่อว่ากรรมการชุดนี้ กรรมการที่จะมาตรวจสอบคุณสมบัตินี้ย่อมมีเงินเดือนไม่ต่ํากว่า ส.ส. และ ส.ว. ครับ บินไปต่างจังหวัดได้ด้วยไหมครับ รถไฟได้ด้วยไหมครับ ได้ค่าที่พัก อาหารไหมครับ ถ้าเป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาประชุมได้เบี้ยประชุมสักเท่าไร เงินเดือนเท่าไร ยังไม่มีการเขียนไว้ว่าจะมีลักษณะของความพอสมควรกับงานที่ทํา เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ท่านจะให้ประโยชน์กับคนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นก็จะให้ตรวจสอบคุณสมบัติกัน ภายใน ๒๐ วัน คําถามตามมาถามว่า ถ้าตกคุณสมบัติทําอย่างไรครับ ถ้าตกคุณสมบัติ สภาสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเสนอมาสามารถเสนอใหม่ได้หรือไม่ ถูกไหมครับ ท่านไม่ได้เขียนนะครับ ถ้าตกคุณสมบัติแล้วเกิน ๒๐ วัน แล้วได้มาไม่ครบตามที่ว่าสถาบันอุดมศึกษาเสนอประเภทละ ๒ คน เขาไม่ครบเขาจะทักท้วงได้หรือไม่ ถ้ามีการเสนอชื่อแล้วมีคนคัดค้านเกิดขึ้นมา ประชาชนเขาเห็นว่าคนคนนี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรมาเป็นกรรมการในการคัดเลือก คัดสรร หรือตรวจสอบคุณสมบัติคนอื่น เพราะคุณสมบัติตัวเองก็ไม่ดี ประชาชนคัดค้านได้หรือไม่ ไม่เขียนหรือครับ ทั้งหมดรวบรัดภายใน ๒๐ วันต้องให้เสร็จ ให้คณะกรรมการชุดนี้ทํางานเสร็จ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง ท่านกรุณาอธิบายสิครับว่ากระบวนการในการ คัดค้าน กระบวนการที่จะถอดถอนหรือตกคุณสมบัติแล้วจะกลับมาอย่างไร ท่านจะเขียน อย่างไร นอกจากนั้นที่ต้องฟ้องต่อประชาชนก็คือว่าท่านให้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๑๓๑ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากนะครับ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านกรุณาฟัง อย่างตั้งใจนะครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้ยังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ที่ให้เอกสิทธิ์ก็คือวิธีการประชุมของกรรมการชุดนี้ ถกเถียงกันพาดพิงใครก็ได้ โต้แย้งกัน อย่างไรก็ได้ ด่าใครก็ได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองครับ เพราะคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐ ก็เหมือนกับ ส.ส. ส.ว. ประชุมสภากัน ประชุมคณะกรรมาธิการกันใครจะเอาไปฟ้องมิได้ นอกจากนั้น มาตรา ๑๓๑ ในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับคุมขังหรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่ ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด

วรรคสอง ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในขณะกระทําความผิดให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้ ในกรณีที่มีการฟ้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง แต่การพิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

ข้อต่อไปบอกว่า การพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลได้กระทําก่อน มีคําอ้างว่า จําเลยเป็นสมาชิกของสภาใดสภาหนึ่งย่อมเป็นอันใช้ได้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวน หรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุมพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณีต้องสั่งปล่อยทันที ถ้าหาก ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ คําสั่งปล่อยมีผลบังคับตั้งแต่วันสั่งปล่อยจนถึง วันสุดท้ายแห่งสมัยประชุม เอกสิทธิ์มหาศาลครับให้กับคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยประท้วงหรือครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายครับ วันนี้เราพูดอยู่มาตรา ๒๙๑/๖ ครับ ท่านไปพูดรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๐ ได้อย่างไร นอกประเด็นครับท่านประธาน คุณบุญยอดผมว่าท่านเป็น ส.ส. หลายสมัยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยครับ เข้าใจ ทราบแล้วครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ช่วยให้อยู่ใน ประเด็นด้วยครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็วินิจฉัยว่าก็ยังอยู่ใน ประเด็นครับ ให้ท่านต่อเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา เพิ่งผ่านท่านประธานไปยัง คุณวรชัยนะครับ ถ้าคุณวรชัยอ่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ต่อของท่านเลย ดีกว่าครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเสียหายครับท่านประธานครับ เขาบอกว่าผมเป็น ส.ส. หลายสมัยทําไมไม่พูดอยู่ใน ประเด็น ผมก็ต้องชี้ให้เขาดูว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่เสียหายหรอกครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว คําวินิจฉัยของผมทําให้ท่านไม่เสียหายแล้ว ท่านต่อของท่าน เถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต่อนะครับว่าในวรรคสี่มีการระบุให้เอกสิทธิ์มาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผมว่าอ่านตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสี่ ดังนั้นผมจึงขออ่านใหม่ครับ เพราะเมื่อสักครู่ผมจําไม่ได้ว่าผมอ่านไปถึงไหนนะครับ มาตรา ๒๙๑ ที่ว่านี้โยงไปที่มาตรา ๑๓๑ นะครับ มาตรา ๑๓๑ เป็นเรื่องที่บอกว่าในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับคุมขังหรือ หมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาไปทําการสอบสวนในฐานะที่ สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้น เป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด คณะกรรมการที่จะมาตรวจสอบ เพียงคุณสมบัตินี้นะครับจะได้เอกสิทธิ์เท่ากับที่คุณวรชัยได้เลยครับ ในกรณีมีการจับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทําความผิดให้รายงานไปยังประธาน แห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลันและประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อย ผู้ถูกจับก็ได้ คุณวรชัยคงจําได้ว่าคุณวรชัยมีเอกสิทธิ์ในวรรคสามว่าในกรณีที่มีการฟ้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้น เป็นสมาชิก หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับท่านวรชัย

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมฟังอยู่ไม่ได้ เสียหายอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผมไม่ได้ฆ่าใครครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่ได้เสียหาย อะไรครับ ผมฟังอยู่ครับ ท่านบุญยอดเชิญต่อเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมอ่านต่อ นะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะอ่านใหม่ตั้งแต่มาตรา ๑๓๐ ใหม่นะครับ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาประท้วงผมอีก นะครับ นอกจากคุณวรชัยผมจะอ่านใหม่ทั้งหมด เพราะว่ามันอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสี่ ผมยืนยันชัดเจนว่าอยู่ในนี้และประธานก็ยืนยันแล้วว่าผมดําเนินการอภิปรายตามสิ่งที่ ผมได้ตัดทิ้งไว้ คุณวรชัยดูต่อไปครับ ว่าคุณวรชัยมีเอกสิทธิ์อะไรอีกบ้าง แล้วกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูแค่คุณสมบัติของคนจะมาเป็น สสร. (๒) นี่ครับ คุณวรชัยจะได้เข้าใจว่าทําไม เขาถึงได้เอกสิทธิ์เท่าคุณนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าเอ่ยถึงชื่อคนอื่น เลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็คุณวรชัย ประท้วงผมครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อภิปรายของท่านดีกว่าครับ อย่าไปเอ่ย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมดําเนินการตามท่านประธานครับ และผมคิดว่าบรรยากาศตั้งแต่เช้านี่นะครับ ผมอยากจะเป็นสมาชิก ส.ส. คนแรกที่จะบอกว่าท่านประธานไม่ตําหนิเลย คือหาที่ติไม่ได้เลย ในการอภิปราย ผมจะพยายามอย่างนั้นจริง ๆถ้าท่านประธานจะกรุณานะครับ เตือนสมาชิกด้วยครับ แล้วท่านไม่จําเป็นต้องชี้ครับ ถ้าท่านเห็นว่าไม่จําเป็นต้องมี การประท้วง เพราะท่านเห็นอยู่แล้วผมเดินตามนี้อยู่แล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อครับ ขอบคุณ ท่านมาก

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เอาละครับ ก็เห็นแก่ท่านประธาน องค์ประกอบของตามมาตรา ๑๓๑ ท่านคงจะเห็นนะครับว่าเอกสิทธิ์ ที่ได้รับความคุ้มครองนั้นมากเกินกว่างานในหน้าที่ของกรรมการที่จะมาดูแลการตรวจสอบ คุณสมบัติของ สสร. (๒) ผมจึงถามต่อว่าทําไมท่านจึงต้องเขียนเอกสิทธิ์ให้ได้มากขนาดนี้ จําเป็นอย่างนั้นหรือ หรืออยากจะช่วยใครที่กําลังมีปัญหาเหล่านี้อยู่ เพื่อจะได้มาเป็น กรรมการ แล้วก็จะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองไปด้วย ผมเชื่อครับว่าของฟรีไม่มีในโลกครับ ผมกล่าวหาท่านประธานรัฐสภาเลยครับ ท่านประธานอาจสามารถอธิบายได้ คนอื่นไม่ต้อง ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ ถ้าท่านประธานอยากจะได้สัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วบอกว่า ใครมาเป็นกรรมการ วางถุงขนมที่หน้าบ้านผมสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทําได้ไหมครับจะได้ ได้เอกสิทธิ์มาตรานี้ไปอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถ้าอย่างนี้เสียหายครับ ซึ่งข้อเท็จจริงมันทําอย่างนั้นไม่ได้ครับ ท่านถอนเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ ทําไม่ได้ครับ ถูกต้องครับ ท่านประธานไม่ทํา ซึ่งถูกแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนก่อนครับ ถอนคําพูดเมื่อครู่ เรื่องมีคนเอามาให้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่ว่านะ ท่านถอนเถอะครับ ที่จริงผมกําลังจะแสดงความชื่นชมว่าท่านอภิปรายอยู่ในข้อบังคับ ผมกําลังจะแสดงความชื่นชม ทีนี้ประเด็นนี้ต้องขออภัยจริง ๆ ท่านต้องถอนครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้ กล่าวหาท่านนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านถอนเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอนครับ ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน เรื่องแค่นี้ไม่เป็นอะไรครับ ผมเข้าใจท่านครับว่าท่านเดือดร้อน ไม่เป็นอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อเลยครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจึงถามว่า เอกสิทธิ์ที่ให้มากขนาดนี้ ถ้าประท้วงผมเริ่มใหม่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ จบแล้วครับ เชิญต่อครับท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เอกสิทธิ์ แห่งการคุ้มครองที่ว่าทั้งการประชุม ซึ่งก็ดูเหมือนว่าการประชุมเพียงแค่ตรวจสอบคุณสมบัติ ไม่ได้เป็นการประชุมที่วุ่นวายสับสน หรือต้องพาดพิงใครที่จะต้องถูกจับได้ พูดง่าย ๆ ทําไมต้องให้เอกสิทธิ์นั้น และเอกสิทธิ์ที่จะต้องให้ทั้งการไม่ให้ถูกจับกุมคุมขัง จะเอาไป พิจารณาก็ไม่ได้ จะขึ้นศาลก็ไม่ได้ ทําไมต้องให้กรรมการทั้ง ๑๕ คนนี้ กรุณาให้เหตุผลเถอะครับ ผมเชื่อว่า ผมมองโลกในแง่ร้ายนะครับ ไม่ว่าใครจะมาเป็นตําแหน่งประธานรัฐสภาก็ตาม ผมไม่ได้หมายถึงท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เพราะเรื่องอย่างนี้มันเรียกหาผลประโยชน์กันได้ เพราะว่าผลประโยชน์มันต้องตอบแทนกันได้ครับ

วรรคต่อไปที่ผมตัดก็คือ ประธานรัฐสภาต้องจัดทําบัญชีรายชื่อ ไม่เป็นอะไรครับ วรรคต่อ ๆ ไป ผมไม่ได้ติดใจมากจนกระทั่งถึงวรรคนี้ครับ วรรคสุดท้ายเลย อันนี้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวผมอาจจะมีอีก ๒-๓ ประเด็นที่ยังค้างอยู่ ในวรรคสุดท้ายบอกว่าให้ประธานรัฐสภา ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในราชกิจจานุเบกษา ผมถามต่อว่า แล้วมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ล่ะครับ ประกาศไหมครับ ท่านเขียนเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้ประกาศชื่อ ๒๒ คน ในราชกิจจานุเบกษา ผมถามกลับว่า แล้ว ๗๗ คนที่เขาเลือกมาล่ะครับอยู่มาตราไหนครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไหมครับ ผมตรวจแล้วไม่มีครับท่านประธานครับ นี่อย่างไรครับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับลวก ร้อนรน รีบร้อน รวบรัด และบีบบังคับให้ต้องประชุมร่วมกัน ผมมีอีก ๒-๓ ประเด็นนะครับที่จะต้อง อภิปรายใน (๖) นี้ว่าการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้ กรรมการชุด ๑๕ คนที่ตกไป คืออายุเขาเท่าไรครับ อายุที่ต้องทําให้เสร็จ ท่านไม่ได้เขียน เขาบอกว่าให้จัดการสรรหาตัว ๒๒ คน ตัวการมาของ ๒๒ คน สภาสถาบันอุดมศึกษาละ ๒ คนในแต่ละหมวดที่ว่านี้ ให้ทําให้เสร็จใน ๒๐ วัน ถูกไหมครับ แต่ท่านไม่ได้เขียนว่าอายุของกรรมการชุดนี้มีอายุเท่าไร จะเสร็จสิ้นไปกับ สสร. หรือไม่ หรือ ๒๐ วันนี้เสร็จสิ้นแล้วส่งประธานสภาแล้วถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ท่านต้องบอกให้ชัดเจน นอกจากนั้นท่านประธานผมยังเห็นว่าสิ่งที่ท่านกําลังจะไปสรรหากันใน (๒) ที่ว่านี้ สิ่งที่ไม่ตอบโจทย์เลยนะครับ ก็คือว่าถ้าจะสรรหาคนมาแล้วในเรื่องกฎหมายมหาชน กฎหมายจะถูกใช้บังคับอย่างเท่าเทียมกันหรือไหม การบังคับใช้กฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะไปเขียน จะมีอะไรการันตี มีอะไรรับประกันได้ครับว่าคนต่าง ๆ เหล่านี้จะทําให้กฎหมาย ในบ้านเมืองนี้ได้รับการบังคับใช้เท่าเทียมกันทุกคน ผู้ต้องหาหนีคดีจะได้รับการติดตามมา เพื่อที่จะได้ลงโทษ มีใครบอกได้ไหมครับว่ารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์นั้นที่จะเข้ามาแล้ว เรื่องปรองดองจะเสร็จสิ้นอย่างที่ทุกคนยอมรับได้ มันบอกได้ไหมครับ บอกได้ไหมครับว่า คนที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะช่วยให้น้ํามันลดราคาลง แท็กซี่ไม่ต้องขึ้นราคา ขนส่งไม่ต้องขึ้น แก๊สไม่ขึ้น น้ําปลา น้ํามัน ข้าวของต่าง ๆ ไม่ขึ้น ข้าวสารถุงก็ขึ้นผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ จะช่วยตอบเราได้ไหมครับ หรือมีคุณสมบัติบอกไหมครับว่าเราจะต้องสรรหาคนที่จะมาช่วยทําให้ บ้านเมืองนี้ดีขึ้น

สุดท้ายในเรื่องของความเป็นสื่อมวลชนท่านประธานครับ ท่านไม่มีนะครับว่า ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาเกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน ผมขออนุญาตให้ท่านต้องพิจารณาเติมด้วยครับ เพราะว่าในขณะรัฐบาลนี้คุกคามสื่อ ผมไม่ได้พูดเองนะครับ สมาคมสื่อ ๒ สมาคม บอกว่า การที่ทีวีพูล (TV Pool) ทีมงานของทีวีพูลถูกระงับไป ไม่ได้ถูกส่งไปทําข่าวที่ประเทศกัมพูชา ผมไม่ต้องพูดชื่อของบุคคลภายนอกนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าถ้าเขามีเสรีภาพในการเป็น สื่อมวลชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ อย่าไปถึง ขนาดนั้นเลยครับ ที่จริงท่านอภิปรายมาดีตลอดเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถาม ตามที่ได้มาครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถาม ตามสิ่งที่เรากําลังสรรหาอยู่ในขณะนี้นะครับ กระบวนการของท่านที่สรรหามันตอบโจทย์ ของประชาชนหรือไม่ ผมเป็นผู้แทนของประชาชนผมก็มาถามแทนประชาชน ถามแทน ประชาชนเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง เรื่องของการปกครองบ้านเมือง การปรองดอง เรื่องของเศรษฐกิจ ข้าวของแพง ผมก็ต้องถามให้กับพี่น้องสื่อมวลชนของผมด้วยครับ พวกเขาถูกคุกคามสื่อครับท่านประธาน สสร. ที่จะมา แล้วมาแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นี่ จะทําให้ไม่มีการคุกคามสื่อ ไม่มีการปลด เปลี่ยนทีม มีคนแอบโทรศัพท์ไปหากอง บก. ที่ช่อง ๗ แล้วเขาให้เปลี่ยนทีมหรือไม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปไกลขนาดนั้นเลย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรื่องนี้ ไม่ไกลเลยครับ เรื่องนี้อยู่ในเรื่องที่ท่านตัด เรื่องที่ผมตัดอย่างไรครับ แล้วขอให้ท่านปรับปรุง อย่างไรครับท่านประธานครับ เอาละครับไม่เป็นอะไรครับ เพื่อบรรยากาศของที่ประชุมนะครับ และผมไม่ได้เป็น พวกเราไม่เป็นเงื่อนไขที่บอกว่าการประชุมยืดเยื้อ พวกท่านนะครับ ท่านยืดเยื้อเอง เพราะท่านทั้งประท้วง ทั้งไม่ฟังสิ่งที่สมาชิกทั้ง ๒-๓ ด้าน หลายร้อยคน ได้ลุกขึ้นอภิปรายมาตลอด ๘ วัน ๘ คืนที่ผ่านมา พวกท่านไม่ฟังครับ จึงทําให้การประชุม มันยืดเยื้อครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกี้นี้มากครับ ท่านบุญยอดที่พูดคําสุดท้าย ผมอยากให้เป็นแนวทางครับ ว่าท่านพยายามจะไม่ยืดอีกแล้วครับ แล้วทุกฝ่ายเราจะได้ร่วมกัน ขอให้ดําเนินต่อไปอย่างนี้นะครับ ขอบพระคุณมากเลยครับท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านบุญยอดจริง ๆ ครับ ก็ถือว่าอยู่ในประเด็นอาจจะมีเล็ก ๆ น้อย ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรมาก ก็ถือว่าขอบคุณครับ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสนอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งหมด ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าที่ผมขอเสนอ ตัดมาตรานี้ทั้งหมดมีเหตุผลอันสําคัญนั้นก็คือต้องการจะปกป้องประมุขนิติบัญญัติ และด้วยความเห็นใจไม่ต้องการให้ประธานรัฐสภานั้นจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือจําเลย ในกรณีที่ท่านมีอํานาจตามที่กฎหมายในมาตรา ๒๙๑/๖ กําหนด ไม่ว่าท่านจะมีอํานาจ ในการกําหนดระเบียบ กติกา ต่าง ๆ ตั้งกรรมการ ๑๕ คน ตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้ง ทําบัญชีรายชื่อและถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันท่านก็เป็นคนจับฉลาก และที่สําคัญที่สุดครับ ท่านประธาน เมื่อกี้นี้มีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว หากมีปัญหาต่อกรณีของการคัดเลือก ดังกล่าวก็ให้ประธานกําหนดหลักเกณฑ์วินิจฉัย และสุดท้ายประกาศรายชื่อ พูดง่าย ๆ ว่าการคัดเลือกคน ๒๒ คนก่อนที่จะมาสู่สมาชิกรัฐสภา คัดเลือกนั้นอยู่ในอํานาจของประธานรัฐสภาเป็นผู้ดําเนินการ แม้ว่าจะมีบุคคลอื่นมาคอยช่วยบ้างก็ตาม แต่ความรับผิดชอบทั้งหมดนั้นตกอยู่ที่ประธานรัฐสภาอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการของเรื่องนี้ที่ผมอยากจะอภิปรายไม่อยากจะให้ประธานรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้องต่อกรณีนี้ และตัดไปทั้งหมดนั้น ในหลักการแล้วของความที่จะทําเรื่องนี้แล้วมันควรจะเป็นลักษณะของ ความเป็นกลาง ประการที่ ๒ นั้นจะต้องมีความโปร่งใส และประการที่ ๓ นั้นตรวจสอบได้ และประการที่ ๔ นั้นคือการมีส่วนร่วม แต่จากมาตรานี้ที่ร่างมาของคณะกรรมาธิการนั้น ตอบคําถาม ๔ ประการนี้ไม่ได้เลยครับท่านประธาน ถามว่าความเป็นกลาง ถามว่า ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดทั้งหมด ทุกฝ่ายก็พูดกันอยู่แล้วครับว่าประธานรัฐสภานั้น เราจะไว้ใจต่อความเป็นกลางได้หรือไม่ แน่นอนครับแม้ว่าตัวท่านเองรวมทั้งข้อบังคับกําหนดไว้ชัด และรัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้ว่าประธานรัฐสภาจะต้องเป็นกลาง แต่ความที่จะไว้เนื้อเชื่อใจ ต่อบรรดาสมาชิกที่จะเป็นผู้เลือกคน ๒๒ คนนั้น เขาจะไว้วางใจต่อความเป็นกลางจริง ๆ ของท่านหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พูดกันมาโดยตลอด

ประการต่อมานั้น เมื่อเรากําหนดหลักเกณฑ์โดยประธานรัฐสภาเป็นเพียงผู้เดียว เราจะตอบคําถามได้อย่างไรว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ และตรวจสอบกันได้หรือเปล่า ถามว่าสภานั้นมีองค์ประกอบไม่ใช่ประธานรัฐสภาคนเดียว สมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซีก ส.ว. รวมทั้งพรรคการเมืองต่าง ๆ ควรจะต้องมีส่วนร่วม ในการดําเนินการอย่างนี้ด้วยใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่เอาประธานเพียงคนเดียวนั้น ตอบเรื่องความเป็นกลางไม่สามารถจะตอบได้ และการที่เอาประธานรัฐสภาคนเดียว ไม่สามารถที่จะตอบเรื่องความโปร่งใสได้ เพราะสมาชิกย่อมอาจระแวงเคลือบแคลงสงสัยว่า ทําไมตั้งคนนั้น ทําไมตั้งคนนี้ และไม่ตั้งคนนั้น และทําไมประธานรัฐสภาเลือกตั้งคนนี้ ตอบไม่ได้ครับ และใครจะตรวจสอบใคร เหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเคลือบแคลงสงสัย ได้ทั้งสิ้น และเหนือสิ่งอื่นใดผมกราบเรียนว่าไม่สามารถจะตอบเรื่องการมีส่วนร่วมได้เลย ประธานรัฐสภาคนเดียวนั้นทําไมในเมื่อจะให้สมาชิกทั้งหมดในฐานะที่เป็นองค์ประกอบ ของรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ทําไมไม่ให้เขามีส่วนร่วมด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถือว่า การที่กําหนดกฎหมายในลักษณะอย่างนี้เป็นการโยนภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ ทั้งหมด ไว้ให้กับประธานรัฐสภา แน่นอนครับประธานรัฐสภาคนนี้เราอาจจะไว้วางใจในความเป็นกลาง หรือไม่ไว้วางใจในความเป็นกลางก็ตาม แต่ถ้าเกิดเป็นคนอื่นขึ้นมาล่ะครับ มิได้หมายความว่า ท่านประธานสมศักดิ์นั้นจะต้องอยู่โดยตลอด เป็นคนอื่นซึ่งเกิดที่เรามีความระแวง เคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งกว่าประธานคนนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้นเวลา ร่างกฎหมายนั้นจะต้องมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ต้องมีความเป็นกลางก็แปลว่าถ้าสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีองค์ประกอบอาจจะสัก ๕ คน ๗ คน เช่นมีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีในส่วนของ ส.ว. และมีในส่วนของพรรคการเมือง ต่าง ๆ สัก ๕ คน ๗ คน ร่วมเป็นคณะกรรมการในชุดนี้ขึ้นมา มันตอบได้เลยครับ ท่านประธานที่เคารพ ความเป็นกลางไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ทุกคนมีส่วนร่วมกันทั้งสิ้น โปร่งใสไหมครับ โปร่งใส ตรวจสอบซึ่งกันและกันได้และองค์ประกอบของรัฐสภานั้น มีส่วนร่วมซึ่งกันและกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าวิธีการอย่างนี้เป็นวิธีการ ที่ดีที่สุด ตอบคําถามกับสังคมและตอบคําถามกับทุก ๆ คนได้ ทําไมบรรดากรรมาธิการ ที่ร่างเรื่องนี้ขึ้นมา ทําไมไม่เอามาพิจารณาครับ และเหนือสิ่งอื่นใดครับท่านประธานที่เคารพ เวลามันมีปัญหาของการฟ้องร้องในคดีขึ้นมา ท่านจําเรื่อง กสทช. ได้ไหมครับท่านประธาน เราระแวงกันว่าให้องค์กรโน้นเป็นคนคัดเลือก เราระแวงกันว่าให้องค์กรนี้ดําเนินการ ในที่สุด เราก็โยนไปให้ที่วุฒิสภา ซึ่งเราถือว่าเป็นองค์กรที่กลางและไม่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองมากที่สุด และให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้ดําเนินการประกาศกําหนดวิธีการต่าง ๆ ตามที่ กฎหมายกําหนด เป็นอย่างไรครับ ตอนนี้ถูกฟ้องทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทั้งคดีปกครอง มาหลายคดีครับท่านประธาน ทั้งก่อนและหลังครับ แล้วท่านไม่คิดหรือครับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะมีทั้งคนได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์ในเรื่ององค์กรต่าง ๆ แค่กําหนดว่าองค์กรนั้นได้ องค์กรนี้ไม่ได้ องค์กรนั้นมีสิทธิ องค์กรนี้ไม่มีสิทธิ ตัวท่านประธานสมศักดิ์ซึ่งเป็นประธานรัฐสภา นั่นล่ะครับ จะต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจําเลยในคดี ตัวท่านประธานโดนเข้าไปสัก ๑๐ คดี ๑๕ คดีนี้ ถามว่ามันเป็นความสง่างามของประธานนิติบัญญัติหรือไม่ ผมถือว่า การร่างกฎหมายอย่างนี้ไม่ได้เป็นการปกป้องคุ้มครองประธานรัฐสภา กลับโยนภาระไปให้กับท่านเต็ม ๆ และเสี่ยงเกินไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับถ้าผมเป็นประธานรัฐสภาจะไม่รับเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ควรจะรับด้วยเพราะภาระอันนี้มันเป็นภาระที่หนักและเป็นภาระที่ถูกข้อครหา โดยไม่จําเป็น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงกราบเรียนว่าเรื่องนี้ควรที่ทุกฝ่ายจะได้มีส่วนร่วมกัน อย่างแท้จริงในการปกป้อง ถ้ามีความปรารถนาดีและมีเจตนาดีจริง ๆ ไม่ควรกําหนดให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ดําเนินการดังที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนเป็นประการสุดท้ายว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมครับท่านประธาน แน่นอนเราบอกว่า ส.ส. เสียงส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเสียงส่วนร่วมของประชาชนโดยส่วนใหญ่ แต่ทุกวันที่เราพูดคุยกันอยู่และมีการอภิปราย ถกเถียงนั้นก็คือเสียงส่วนน้อย แต่ท่านกําลังให้เสียงส่วนใหญ่ทั้งหมดมาดําเนินการโดยผ่าน ประธานรัฐสภา ปกปิดเสียงส่วนน้อยและไม่ให้เสียงส่วนน้อยเข้ามามีส่วนร่วม ผมถือว่าตรงนี้นั้น ไม่เป็นไปในหลักการของความเป็นกลาง โปร่งใส ตรวจสอบได้และการมีส่วนร่วม ด้วยเหตุผลดังที่ ผมกราบเรียนมานี้ทั้งหมดครับท่านประธาน ผมเห็นว่าควรจะตัดมาตรานี้ออกทั้งหมด และควรจะได้พิจารณาตามข้อเสนอดังที่ผมกราบเรียนมาแล้วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ตัดออกทั้งมาตรา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือดิฉันมีความเห็นว่า ถ้าหากว่าจําเป็นจะต้องมี สสร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับมาอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าจะมอบให้กับ สสร. สสร. นั้นก็ควรจะเป็น ตัวแทนจากทุกภาคส่วนของประชาชน ซึ่งดิฉันได้แปรญัตติในมาตราก่อน ๆ ว่าต้องการ จํานวน สสร. ๒๐๐ คน เพื่อที่จะให้มีสัดส่วนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยของ ภายในสภานี้เองให้เป็นที่ยุติธรรมที่สุดด้วยจํานวน ๒๐๐ คนที่มีอยู่ด้วยคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งควรจะจบอย่างน้อยปริญญาตรี ดิฉันคิดว่าเขาก็มีความสามารถพอที่จะร่างรัฐธรรมนูญด้วย สสร. เอง โดยไม่จําเป็นจะต้องไปเลือกผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาอีก แต่ถ้าหากกระบวนการ ของการร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องการข้อมูลในเชิงวิชาการต่าง ๆ ก็สามารถที่จะเชิญ ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นคณะทํางาน เป็นที่ปรึกษาได้ โดยไม่จําเป็นจะต้องจัดตั้งให้เสียเวลา แล้วก็เสี่ยงต่อการครหาอย่างที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้ไปกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือสาเหตุที่ดิฉันได้แปรญัตติให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งมาตรา ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ตามที่ผมได้มีการแปรญัตติ ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธาน ก็คือในส่วนที่ตัดทิ้ง ซึ่งเดิมผมแปรญัตติ ก็คือในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมอยากให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อที่ประชุม มาตรา ๒๙๑/๑ มีมติข้างมากตามเงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑ เรื่องการแก้ไขให้มีสมาชิกสภาร่าง ๒ ส่วน ก็คือส่วนที่มาจากเลือกตั้งและส่วนที่ มีการคัดเลือก ผมก็เห็นตามมติเสียงข้างมากว่าเมื่อมติเสียงข้างมากเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ผมแปรญัตติไว้ ที่เห็นว่าจะมีการตัดทิ้งนี่ ผมเลยอยากจะมีการตั้งข้อสังเกตเพื่อสอบถามกรรมาธิการว่าในกรณีที่มีการดําเนินการ ในส่วนที่มีเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยการคัดเลือก ผมมีคําถามสอบถาม ของท่านกรรมาธิการเพื่อความละเอียดรอบคอบในการดําเนินการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากการคัดเลือกดังต่อไปนี้

กรณีที่ ๑ ถ้าเราดูแล้วในมาตรา ๒๙๑/๕ เมื่อสภามีการกําหนดในเรื่องของ วิธีการดําเนินการในเรื่อง สสร. ในการคัดเลือก ในการเลือกตั้งตามเงื่อนไข มาตรา ๒๙๑/๕ ในขณะเดียวกันในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เป็นเรื่องของวิธีการได้มาซึ่ง สสร. ในการคัดเลือก ซึ่งถ้าเราดูแล้วกราบเรียนท่านประธานในมาตรา ๒๙๑/๕ ความชัดเจนในการได้มาของ สสร. ในการที่มีการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดมีความชัดเจน ซึ่งทางท่านกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงก็คือ โดยหลักแล้วเอาวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นําเอา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา ซึ่งการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาซึ่งทําให้เกิด ความชัดเจนขึ้นในหลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของการคัดค้านการเลือกตั้ง ในเรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งในมาตราดังกล่าวผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทําให้เกิดความชัดเจน ในเรื่อง สสร. เลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันในเรื่อง สสร. ในการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าประเด็นที่ ๑ ความชัดเจนก็คือในเรื่องของ สสร. ในการคัดเลือกโดยหลักการแล้วเมื่อมีการกําหนดในลักษณะที่ว่าเราไม่ได้อิงในลักษณะ ของตัว พ.ร.บ. ใด พ.ร.บ. หนึ่ง แต่ให้เป็นลักษณะประกาศของท่านประธานในกรณีต่าง ๆ ซึ่งในกรณีตัวอย่างเช่น ในกรณีที่การจัดทําบัญชีรายชื่อรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด ในเรื่องของ สสร. ในการคัดเลือกหรือในกรณีที่องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด หรือกรณีการตั้งคณะกรรมการ จํานวน ๑๕ คน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ท่านประธานสภา กําหนด หรือกรณีสุดท้ายในกรณีปัญหาการสมัครรับการคัดเลือก และการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประธานรัฐสภากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหา ดังกล่าว กราบเรียนท่านประธานนะครับ ในส่วนของท่านประธานผมก็ให้ความเคารพ เพียงแต่ว่าในตรงนี้ถ้าเทียบกันตามมาตรฐานในเรื่องของ สสร. ในการเลือกตั้งแล้วตรงนั้น มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ในส่วนตรงนี้มันยังขาดความชัดเจน ก็เลยฝากท่านประธาน ช่วยพิจารณาในการออกประกาศระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าถ้าในกรณีที่กฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาในวาระที่สอง วาระที่สาม ผมคิดว่าประกาศต่าง ๆ ที่ผมพูดถึงไปใน ๔ ฉบับ ควรจะต้องมีความชัดเจนนะครับ ในเฉพาะประเด็นในเรื่อง คือ ๑. ในเรื่องขององค์กรที่เสนอ ก็คงต้องได้รายละเอียดขององค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคเศรษฐกิจ และองค์กร ภาคเอกชนมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งตัวผมเองผมคิดว่าเป็นการเปิดกว้าง ซึ่งเดิมเป็นเฉพาะในตัว สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐอย่างเดียวมันอาจจะแคบไป แต่ถ้าเปิดเพิ่มขึ้นก็เป็นกระบวนการ การมีส่วนร่วมที่จะดึงคนทุก ๆ คน สามารถที่จะเสนอได้ แต่สุดท้ายการเลือกมันอยู่ที่รัฐสภา เหมือนกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับตัว สสร. ๑ แล้ว ผมยังคิดว่าแคบไป อันนี้ผมคิดว่า เป็นการเปิดกว้าง แล้วผมเปรียบเทียบกันแล้วในตัว สสร. ๑ ในตัวฉบับแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๓๔ ในมาตรา ๒๑๑ สัตต ถ้าเปรียบเทียบการร่างแล้ว ในฉบับนี้ได้มีการร่าง รอบคอบมากกว่า แต่ถึงจะร่างรอบคอบมากกว่าผมคิดว่าควรจะมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม เพื่อให้การดําเนินงานของท่านประธานในการออกระเบียบเกิดความชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องที่ผมเรียนไปแล้ว ก็คือประเภทองค์กร ในเรื่ององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนว่าจะเป็นอย่างไร รวมตลอดถึงในเรื่องของกระบวนการในการคัดค้าน องค์กรว่าถ้าเป็นกรณีที่ไม่ใช่องค์กรดังกล่าวจะทําอย่างไร หรือเรื่องของการตรวจสอบ คุณสมบัติของตัว สสร. ที่มีการคัดเลือกคนที่สมัคร ถ้าขาดคุณสมบัติจะมีการคัดค้านกันได้อย่างไร แล้วก็ขบวนการในเรื่องของการตั้งการไต่สวนขึ้นมาว่าจะดําเนินการไต่สวนอย่างไร หรือในกรณี ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นองค์กรไม่ชอบ หรือเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ การที่จะมีมติยกเลิก เพิกถอน หรือกระบวนการคัดเลือกไม่ชอบ หรือไม่สุจริตท่านประธานจะดําเนินการอย่างไร ซึ่งโดยหลักการแล้วผมคิดว่าในส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการพยายามจะเสนอว่า สสร. ในการคัดเลือก เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะมาดําเนินการในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีความรอบคอบ ชัดเจน ผมคิดว่าก็ต้องพยายามที่จะทําตามให้สอดคล้องวัตถุประสงค์ดังกล่าวของ สสร.

กราบเรียนท่านประธานนะครับ มีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่าในส่วนของ การเลือกของคณะกรรมการ จํานวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ท่านประธานรัฐสภากําหนด ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราเปรียบเทียบกับร่างของพรรคเพื่อไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ตรงนั้น เป็นการจัดตั้งของคณะกรรมการวิสามัญที่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ก็คือว่ามีของสมาชิกรัฐสภา ๒ ประเภท ก็คือเป็นมาจากตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๐ คน แล้วมาจากตัวสมาชิกวุฒิสภา ประมาณ ๖ คนนะครับท่านประธาน ในตัวร่างตรงนี้ผมอยากให้ท่านประธานพิจารณาว่า การแต่งตั้ง ท่านประธานใช้คําว่า กรรมการ นะครับ ตรงนั้นเป็นไปได้ไหมว่าใน ๑๕ คน แนวทางในการแต่งตั้ง ๑๕ คนตรงนั้น อย่างน้อยเป็นส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามแนวทางของตัวร่างของพรรคเพื่อไทยกับร่างของพรรคชาติไทยพัฒนา ผมไม่อยากให้ท่านประธาน ในแง่ของการคัดเลือกตรงนี้เป็นบุคคลภายนอก อย่างน้อย เป็นบุคคลภายในที่จะดําเนินการที่จะตรวจสอบประวัติตรงนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีความเหมาะสมกว่า ก็เลยฝากท่านประธานพิจารณาในประเด็นดังกล่าว

สุดท้ายผมอยากให้ทางท่านประธานว่าถ้าเมื่อมีการออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา นะครับ ผมอยากให้ท่านประธานออกประกาศระเบียบต่าง ๆ เหล่านั้นให้มีความโปร่งใส แล้วก็ให้มีมาตรฐานในหลาย ๆ ประเด็นเทียบเท่ากับคุณสมบัติ ถ้าเปรียบเทียบ อย่างเช่น ในเรื่องของ ส.ว. สรรหา หรือว่าในกรณีที่เป็นเรื่องการคัดค้านองค์กรอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ผมอยากให้ท่านประธานนําระเบียบต่าง ๆ เหล่านั้นมาบรรจุเพื่อเราจะได้ตัว สสร. ในการคัดเลือกที่ได้มีมาตรฐาน และทําให้บุคคลภายนอกที่ท่านประธานสามารถที่จะคัดค้านว่า บุคคลดังกล่าวอาจจะขาดคุณสมบัติ หรือเป็นองค์กรไม่ถูกต้องหรือกระบวนการการสรรหา ไม่ถูกต้อง ผมเลยฝากเป็นข้อสังเกตเพื่อความโปร่งใสในการคัดเลือก สสร. กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้แปรญัตติไว้ ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเป็นความเห็นที่แตกต่างระหว่างผมกับร่างที่ร่างโดย คณะกรรมาธิการและที่สําคัญที่สุดเป็นความเห็นต่างด้วยเหตุว่าร่างที่คณะกรรมาธิการยืนยันนั้น เป็นร่างเดียวกับที่ทางรัฐบาลส่งมาให้กับทางรัฐสภาได้พิจารณา นั่นแปลว่าไม่ได้มีการแก้ไข ไม่ได้มีการปรับปรุงแต่อย่างใด ตัวอักษรทุกตัวอักษรยังคงยืนยันตามร่างเดิม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานสังเกตเห็นในที่ประชุมแห่งนี้เพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกวุฒิสภาก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ต่างมีความเห็นตรงกันเป็นจํานวนมากว่า การมอบอํานาจทั้งหลายทั้งปวงให้กับท่านประธานรัฐสภาไปดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. อีก ๒๒ คนหลังจากที่ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้วว่ามาจากการเลือกตั้งทั่วทุกจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน จํานวน ๗๗ คน และมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ท่านประธานเป็นผู้กําหนดอีก จํานวน ๒๒ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ความเห็นของพวกเรา ต่างยืนยันว่าถ้าเผื่อว่าจะให้เกิดความเป็นธรรมและทําให้ที่มาพี่น้องประชาชนไม่เกิด ความเคลือบแคลงสงสัยจําเป็นที่ท่านประธานจะต้องสละอํานาจที่ร่างของคณะกรรมาธิการ ตั้งใจจะมอบให้ท่าน การสละอํานาจครั้งนี้มีส่วนอย่างสําคัญที่จะทําให้สังคม การเมือง หรือการร่างกติกาที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้เป็นกติกาที่เป็นความเห็นชอบ เป็นความเห็นพ้องของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเห็นพ้อง ที่เริ่มต้นจากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเห็นต่างของกระผมที่เห็นต่าง ไปจากร่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นมา สาระสําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นคือร่างของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๒๙๑/๖ ได้ให้ความสําคัญกับท่านประธานในการพิจารณาเรื่องขององค์กรภาคเศรษฐกิจ องค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นไปตามที่ท่านประธานรัฐสภากําหนด ท่านประธานที่เคารพครับ การให้ความเห็นชอบต่อองค์กรดังกล่าวโดยมอบภาระหน้าที่มอบอํานาจให้กับท่านประธานรัฐสภา เป็นผู้พิจารณานั้น ในส่วนความเห็นของกระผมผมได้แปรญัตติไว้ไม่มีสาระสําคัญในส่วนนี้ นั่นแปลว่าในความเห็นของกระผมไม่ได้มีสาระสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม ไม่มีสาระสําคัญที่ว่าด้วยเรื่ององค์กรภาคเอกชน แต่ในคําแปรญัตติของกระผม ได้ให้ความสําคัญไปที่สถาบันอุดมศึกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อว่าเราพิจารณา ให้ความสําคัญไปที่สถาบันอุดมศึกษาซึ่งในคําแปรญัตติของกระผม ผมมีความเชื่อมั่นว่า สถาบันอุดมศึกษาเป็นที่รวมของนักวิชาการ เป็นที่รวมของผู้ที่มีประสบการณ์ และที่สําคัญที่สุด สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ยากที่ใครจะไปแทรกแซง ยากที่ใคร บุคคลใดจะไปชี้นําหรือจะไป บงการได้ ถ้าเผื่อว่าไม่มีใครสามารถไปชี้แจง ไปชี้นํา ไปบงการได้แล้ว นั่นเท่ากับว่าวันนี้เราจะทําให้ ที่มาของ สสร. อีก ๒๒ ท่าน มีความสง่างาม ในความเห็นของกระผมจึงให้ความเห็นไปว่า สภาสถาบันอุดมศึกษาสามารถที่จะเสนอชื่อบุคคล โดยที่สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นต้องเป็น สถาบันอุดมศึกษาที่มีการให้ปริญญาสาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ โดยที่สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นโดยสภาสถาบันอุดมศึกษาสามารถเสนอชื่อบุคคลผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เสนอชื่อบุคคลผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง เสนอชื่อบุคคล ผู้มีประสบการณ์ด้านบริหารราชการแผ่นดิน และที่สําคัญคือเสนอชื่อบุคคล ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับด้วยความเชื่อมั่นในองค์กรเหล่านี้ผมเชื่อมั่นต่างจากร่างที่ ท่านคณะกรรมาธิการได้นําเสนอต่อที่ประชุม ความต่างของกระผมตามที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าถ้าเผื่อว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาเรามีองค์กรที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต่างได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และที่สําคัญที่สุด เมื่อสภาสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นเป็นผู้พิจารณาเอง เป็นผู้ให้ความเห็นชอบเองและเสนอชื่อ บุคคลเหล่านั้นเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองคัดเลือกอีกชั้นหนึ่งนั่นเป็น ความชอบ แต่ถ้าเมื่อใดเราให้น้ําหนักไปที่องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมก็ดี ให้น้ําหนักไปที่ องค์กรภาคเอกชนก็ดี การกําหนดหลักเกณฑ์เรื่ององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม การกําหนด หลักเกณฑ์เรื่ององค์กรเอกชนตรงนี้จะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยได้มาก นั่นเท่ากับว่า เรากําลังเปิดช่อง นั่นเท่ากับว่ากําลังเปิดชี้ช่องให้บุคคลบางกลุ่มสามารถกําหนดตัวบุคคล เพื่อที่จะนํามาสู่ตัวเลข ๒๒ คน ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเคลือบแคลงสงสัยเหล่านี้ถ้าเผื่อว่าเราจะจํากัดออกไปหรือกําจัดออกไปในชั้นต้นตั้งแต่ เรากําลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ถ้าเผื่อว่าเมื่อใดที่ความเคลือบแคลงสงสัยน้อยลง ก็จะทําให้เราสามารถให้ความเห็นชอบกติการ่วมกันได้ในที่ประชุมแห่งนี้ มิได้หมายความว่า ผมไม่เชื่อมั่นในท่านประธานนะครับ เพราะไม่แน่ใจว่าในอนาคตอันใกล้ไม่รู้ว่าตําแหน่ง ประธานรัฐสภาถ้าเผื่อว่าเป็นท่านประธานรัฐสภาท่านนี้อยู่สังคมก็จะมองอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อใดมีความเปลี่ยนแปลงไปนั่นเท่ากับว่าเราเอาอํานาจไปให้กับใครก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ในความเห็นของกระผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเผื่อว่าเราจะปรับข้อความ เหล่านี้เหลือเฉพาะองค์กรที่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนนั่นคือสภาสถาบันอุดมศึกษา ก็จะทําให้ความเชื่อมั่นในการได้มาซึ่งสมาชิก สสร. อีก ๒๒ ท่านมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ที่จริงขบวนรถไฟเลยไปแล้วนะครับแต่ผมจะถอยกลับมารับก็มี ๒-๓ ท่าน ก็เชิญท่านนคร มาฉิม แล้วก็ตามด้วยท่านสาคร เกี่ยวข้อง แล้วก็ท่านสุพัชรี ธรรมเพชร นะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส ในการที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุและผลที่ได้ขอแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติ ต่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับผมได้แปรญัตติไว้ไม่มากในส่วนของ มาตรา ๒๙๑/๖ ขออนุญาตอ่านสั้น ๆ แล้วก็อธิบายเหตุผลประกอบ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จ ภายใน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่า ๗๕ วันแต่ผมขอเพิ่มเป็น ๙๐ วัน นับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ เหตุผลที่ผมต้องขอขยายระยะเวลาจาก ๗๕ วัน เป็น ๙๐ วัน เนื่องจากว่าอันที่จริงแล้วในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเองก็ไม่ค่อย เห็นด้วยเพราะว่าผมเองต้องการที่จะให้ สสร. ซึ่งจะเป็นผู้กําหนดทิศทางในการบริหาร ประเทศโดยผ่านกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญที่จะมีการยกร่างขึ้นจะได้เป็นแบบ เป็นหลัก แล้วก็มีความมั่นคงถาวร แต่ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบผ่านหลักการนี้ มาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เรียบร้อยแล้ว ผมเองจึงจะขอแสดงเหตุผลประกอบว่า ทําไมที่จะต้องขอขยายจาก ๗๕ วันเป็น ๙๐ วัน เหตุผลเพราะว่ามีผู้สมัคร สสร. หลายคน บางคนอาจจะมีประวัติที่ด่างพร้อย บางคนอาจจะ มีประวัติที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือว่าบางคนอาจจะมีประวัติที่ไม่เป็นที่ไม่สมควร ที่จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เช่น ไปเกี่ยวพันกับยาเสพติด ไปเกี่ยวข้องกับ คดีที่มีความผิดทางอาญาหรือว่าเคยต้องโทษหรือว่าเคยมีประวัติใด ๆ ที่เป็นความผิดในทางอาญา แต่เนื่องจากว่าระยะเวลา ๗๕ วันเป็นระยะเวลาที่สั้นมากเพราะว่าไหนจะมีการรวบรวม ประวัติ ไหนจะมีการคัดเลือก ไหนจะมีกระบวนการต่าง ๆ สมาชิกรัฐสภาก่อนที่จะตัดสินใจ ๗๕ วันน้อยเกินไป เราไม่สามารถที่จะเจาะลึกไปในประวัติส่วนบุคคลที่ประกาศตน แล้วก็เสนอตนมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็รอบด้าน เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะขอถือโอกาสนี้นํากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเสนอขยายระยะเวลาออกไปสัก ๙๐ วันเพื่อเหตุผล ในการที่จะมีความละเอียดรอบคอบถี่ถ้วนแล้วก็ตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับบุคคลต่าง ๆ นั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น สมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. ทั้ง ๕๐๐ ท่าน แล้วก็ ส.ว.ทั้ง ๑๕๐ ท่าน จะได้มีรายละเอียดมีเวลาในการที่จะตรวจสอบลึกลงไปว่าแต่ละคนมีประวัติไม่ดีด้านไหนบ้าง มีประวัติด่างพร้อยด้านไหนบ้าง ถูกฟ้องร้องดําเนินคดีอยู่หรือไม่ หรือว่าไปเกี่ยวพันกับ สิ่งผิดกฎหมายหรือว่าระบบในการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ทางสมาชิกรัฐสภา ควรที่จะมีกรอบเวลาที่พอสมควรในการที่จะตรวจสอบประวัติ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยว่า ๗๕ วันนี้น้อยไป ขอขยายเป็น ๙๐ วันเพื่อความละเอียดถี่ถ้วนตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานที่เคารพในส่วนของวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คือขออนุญาตอ่านสั้น ๆ นะครับ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในแต่ละประเภทตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน อันนี้คือในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมจะเปลี่ยนอยู่ ๒ จุด ซึ่งผมถือว่าเป็นสาระสําคัญแล้วก็มีทางเลือกที่มากยิ่งขึ้น ผมเปลี่ยนจุดแรกก็คือจากประเภทละ ๒ คน ผมเปลี่ยนเป็นประเภทละ ๒๐ คน แล้วก็จาก ๑๕ วัน ผมขยายเวลาเป็น ๓๐ วันนับแต่วันพ้นกําหนด วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ผมขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลต่อท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมุ่งหวังว่า ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาเห็นควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมว่าในเมื่อ เสียงส่วนใหญ่ต้องการแบบนั้นเราก็คงจะไปต้านยาก แม้ว่าส่วนหนึ่งในจุดดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน การส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชนซึ่งรัฐบาล ยังไม่ได้สนองต่อแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหลายอย่างตามที่กําหนดไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เช่น การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค การพัฒนาชนบทอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม การกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การให้สิทธิของประชาชนในฐานะ ที่เป็นคนไทยควรที่จะได้รับ แม้กระทั่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้า โทรศัพท์ และแหล่งน้ํากิน น้ําใช้ น้ําเพื่อการเกษตร และน้ําอุปโภคบริโภค รัฐบาล ยังไม่สามารถที่จะทําตามบทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่อง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเลย จึงเกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งน้ําท่วม ทั้งฝนแล้ง แล้วก็ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะภัยแล้งแล้ว ท่านประธานครับ นโยบายต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดี ๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐยังไม่ได้รับการปฏิบัติ และนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศ แต่น่าเสียดายในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้แก้ ก็ขอฝากไว้ว่าถ้า สสร. ที่จะมีขึ้นในอนาคตอย่างน้อยที่สุดท่านจะต้องธํารงหมวดที่ว่าด้วย สถาบันให้คงอยู่ ท่านจะต้องธํารงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เป็นทิศทางในการบริหารประเทศ และกําหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะต้องไม่ต่ํากว่าเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมผมจึงจะต้องเปลี่ยนจาก ๒ คน ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าควรที่จะกําหนดมาแค่ องค์กรละ ๒ คน แต่ผมต้องการให้องค์กรละ ๒๐ คน เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ เรามีรัฐธรรมนูญ กันมาหลายฉบับ ฉบับที่บังคับใช้อยู่เป็นฉบับที่ ๑๘ หลายฉบับดีมาก หลายฉบับสนองต่อ ผู้มีอํานาจเท่านั้น หลายฉบับเป็นเผด็จการเพื่อสนองตอบต่อการยึดอํานาจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในปัจจุบันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ประเทศของเราถือว่าดีที่สุด ฉบับหนึ่ง แต่การเมืองกลับแตกแยก ประชาชนกลับแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความขัดแย้งกลับรุนแรงขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลมันเกิดขึ้นจากอะไร แล้วก็การยึดอํานาจยังคงธํารงอยู่ ในสังคมไทยในการเมืองไทย ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือสถาบันทางการเมืองของประเทศเรา พรรคการเมืองตั้งกันมาสูงสุดถึง ๗๐ กว่าพรรคครับท่านประธาน แต่ลําบากเหลือเกินที่จะมี พรรคใดพรรคหนึ่งพัฒนาตนเอง หรือว่าได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนโดยเอาประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ให้พัฒนาเข้าไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองเหมือนอารยประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งวิถีหรือกระบวนการในการพัฒนาพรรคการเมืองของเขานั้นมั่นคงถาวร แล้วก็เป็นที่พึ่งหวัง ของประชาชนได้ ประชาชนจะรู้เลยว่าพรรคนี้มีอุดมการณ์แบบนี้ พรรคนี้มีอุดมการณ์แบบนี้ พรรคนี้มีนโยบายแบบนี้ ๆ พรรคนี้มีนโยบายแบบนี้ ถ้าเลือกพรรคที่ ๑ ได้เลือกพรรคที่ ๑ ได้เป็นรัฐบาลถ้าบริหารไม่ดีประชาชนในฐานะเจ้าของอํานาจที่แท้จริง

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ เอาประเด็น ๒๐ คนเถอะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมจะโยงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพต่อคําเตือนของท่านประธานนะครับ แต่ที่ผมจําเป็นที่จะต้องโยงว่าทําไมจาก ๒ คน ซึ่งมันน้อยเหลือเกินของเสียงข้างมาก แล้วผมทําไมถึงบอกว่าขอให้องค์กรแต่ละองค์กรเลือกมาเลย ๒๐ คน เพื่อให้เป็นตัวเลือกของ สมาชิกรัฐสภานี่จะได้ช่วยกันเลือกเอาคนที่ดีที่สุด ไม่ให้มีการบล็อกอย่างไรครับท่านประธาน ถ้าเกิดว่า ๒ คนในแต่ละองค์กรเลือกขึ้นมา เพราะว่าผมแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ ไว้วงเล็บละ ๑๐ คน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากแปรญัตติแล้วก็ลงความเห็นบอกว่าวงเล็บละ ๖ คน เพราะฉะนั้นอย่างไรครับตัวเลือกผมต้องการให้มากยิ่งขึ้น แต่ตัวเลือกต้องการ มากยิ่งขึ้นเพราะผมเชื่อว่าประชาชน องค์กรต่าง ๆ รวมไปถึงสถาบันการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ รวมไปถึงองค์กรภาคเศรษฐกิจ องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ นี้นะครับ ท่านจะมีวิจารณญาณที่ดี แล้วก็คัดเลือกตัวเลือกจํานวนมากยิ่งขึ้นองค์กรละ ๒๐ คนเข้ามาเพื่อนําเข้ามาสู่การคัดสรร ของรัฐสภาอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตต่อผมจะให้อยู่ในประเด็น แล้วก็จะไม่ใช้เวลาของรัฐสภามาก แต่จะฝากหลักคิดฝากทิศทางในจุดยืนและในความคิดเห็น ของผมไว้ที่รัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องการมองเห็นพรรคการเมือง พัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองมีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชน ได้เหมือนกับอารยประเทศทั่วโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องการมองเห็นทิศทาง ในทางการเมืองของประเทศให้ข้ามพ้นวัฏจักรแห่งวงจรอุบาทว์ ก็คือตอนเลือกตั้งมีการใช้เงิน เป็นปัจจัยในการชี้แพ้ชี้ชนะ ใช้เงินมากมายมหาศาลในการซื้อเสียง ให้ข้ามพ้นให้ได้อย่างไรครับ แล้วก็พอเข้ามาดํารงตําแหน่ง ผมไม่ได้ว่าทั้งหมด บางส่วนบางคนที่ได้เป็นเสนาบดี ก็มีช่องทางในการที่จะแสวงหาผลประโยชน์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณากระชับหน่อยนะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ด้วยความเคารพ ท่านประธานที่เคารพครับผมจะพยายามกระชับที่สุด แล้วก็ใกล้จะจบแล้วครับ แล้วถ้าเกิดว่า คนที่ใช้ตําแหน่ง คนที่มีอํานาจในการอนุมัติให้ความเห็นชอบ มีการทุจริต มีการคอร์รัปชัน จนประเทศของเราจัดอยู่ในระดับคอร์รัปชันที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลกอย่างไรครับ และหลังจากนั้นก็เป็นข้ออ้างในฝ่ายของผู้ยึดอํานาจ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่อยากลุกขึ้น ประท้วงผู้อภิปรายเลยครับ เพราะท่านประธานได้ประท้วงถึง ๓ รอบแล้วว่าให้อภิปราย ในประเด็นตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประท้วง ๓ รอบ ท่านประธานครับนี่เป็นวาระที่สอง ไม่ใช่วาระที่หนึ่งครับ ท่านอภิปรายในเรื่องของการแก้มาตรา ๒๙๑/๖ ครับ แต่ท่านไปพูด เหมือนกับว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ดีทุจริตคอร์รัปชัน นักการเมืองไม่ดี นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน ท่านเป็นนักการเมืองกี่สมัยแล้วครับ ท่านควรจะรู้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านประธานควบคุมให้อยู่ในประเด็นด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอท่านนครอย่าออกนอก ไปไกลนักนะครับ กรุณาสรุปเถอะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพครับ อันที่จริงแล้วผมใกล้จะจบแล้ว ผมไม่ได้ว่าพรรคการเมือง หรือนักการเมืองไม่ดีนะครับ เพราะว่าผมเองก็เป็นนักการเมือง แต่ผมต้องการที่จะบอก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเลยครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ แต่ว่าผมขออนุญาตชี้แจงท่านผู้ประท้วงว่าผมอภิปรายอยู่ในวาระที่สอง ตามประเด็นที่ผมเสนอเพื่อที่จะขอขยายจํานวนบุคคลที่จะให้รัฐสภาได้คัดเลือกจาก ๒ คน เป็น ๒๐ คนต่อหน่วยงานที่จะเสนอมาต่อรัฐสภาอย่างไรครับ แต่ผมต้องการมองเห็นว่าจากนี้ไป หลังจากที่ท่านเข้ามาเป็น สสร. แล้ว ทําอย่างไรที่จะมีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจังร่วมกันกับ นักการเมืองทุกคน ผมเชื่อนะครับว่านักการเมืองส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๙ เลยเป็นคนดีครับ ถ้าไม่อย่างนั้นประชาชนไม่เลือกมา แต่ผมต้องการให้พรรคการเมืองที่จะมีอยู่ในปัจจุบัน และจะมีขึ้นในอนาคตพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันอย่างยั่งยืนอย่างไรครับ ผมต้องการให้ เจ้าของประเทศที่แท้จริงก็คือประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือก คัดสรรนักการเมือง และพรรคการเมืองที่มีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ที่จะทําการเมืองเพื่อประเทศ และประชาชนอย่างมั่นคง อย่างแท้จริง อย่างยั่งยืน อย่างสุจริต เข้ามาเป็นตัวแทนของ ประชาชนในยุคต่อ ๆ ไปหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วอย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงต้องย้อนกลับมาว่าทําไมผมถึงต้องการให้มี ๒๐ คนเพื่อให้มีตัวเลือก มากยิ่งขึ้น เพราะถ้า ๒ คนมันมีการบล็อกกันได้ครับ มีการกําหนดไว้เลยว่าสถาบันอุดมศึกษา เอาแค่นี้นะ ภาคเอกชนเอาแค่นี้นะ แล้วก็ตัวบุคคลที่เขาล็อกตัวบุคคลไว้แล้ว พอบล็อกตัวบุคคลไว้แล้ว ผลเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน ก็สามารถที่จะชี้นําสั่งว่าเขาต้องการร่างพิมพ์เขียวแบบนี้ เพราะเขามีอยู่แล้ว เขาไม่ต้องการอย่างอื่น อย่างอื่นเอาไว้ทีหลังเพื่อสนองตอบต่อ ผู้ที่มีอํานาจที่แท้จริงอย่างไรครับผมต้องการให้รัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่กําหนดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา ให้ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงบุคคลเดียว เพื่อสนองตอบต่อผู้มีอํานาจหรือฝักใฝ่ ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ที่ให้ความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ที่ให้ความยุติธรรมกับประชาชน ทุกคนโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไรครับท่านประธาน และผมต้องการให้รัฐธรรมนูญมั่นคงถาวร ไม่มีการแก้ไข แล้วก็นําความสงบสุข นําความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติอย่างแท้จริง อย่างไรครับท่านประธาน ผมจึงขอแปรญัตติเป็น ๒๐ คน กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาคร เกี่ยวข้อง ครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมได้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ของมาตรา ๒๙๑/๖ ไว้ก็เพราะผมเชื่อว่าปัญหาของบ้านเมืองในวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของ การบัญญัติคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าทุกวันนี้พี่น้องประชาชนได้มีปัญหาหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าเรื่องข้าวของแพง ไม่ว่าเรื่องของความปลอดภัย และประชาชนยังหวาดระแวงในเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลกําลังจะเอาเข้ามา เหตุที่กระผมได้แปรญัตติไว้ก็เพราะว่าผมไม่สามารถที่จะยอมรับ ในความเป็นกลางที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการของการคัดสรรของสมาชิก สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ได้ จึงไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ เหตุผลครับ ท่านประธาน หากปล่อยให้ยึดตามร่างของคณะกรรมาธิการก็จะเกิดการล็อกสเปก (Lock spec) สสร. ที่มีการคัดเลือกไว้ ๒๒ คน ตามที่ท่านร่างไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านทํามาเพื่อการนี้ ใช่หรือไม่ ท่านประธาน ไม่ใช่ผมไม่ไว้วางใจนะครับ แต่เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้มันน่ากลัวจริง ๆ และผมก็ได้เห็นถึงการกระทําหลาย ๆ อย่าง การมีการเพียรพยายามที่จะวางโครงสร้าง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเสียงข้างมาก นับตั้งแต่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกุมสภาพทุกอย่างในชั้นกรรมาธิการ ไม่สนใจกับความเห็นที่สมาชิกได้แปรญัตติ รายละเอียดสาระสําคัญที่ผมได้แปรญัตติไว้ก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้เล็งเห็น แล้วก็ได้ติดตามว่ามาตรา ๒๙๑/๖ วรรคหนึ่ง กระผมยังยืนยันว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง ๗๗ จังหวัดจะต้องเป็นผู้คัดเลือก สสร. ที่มาจากการคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) โดยมีเนื้อความว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) โดยจัดให้มี การประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผล การเลือกตั้งครบทุกจังหวัด ก็หมายความว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่จะเลือกโดยรัฐสภา ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่านประท้วงครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๓ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตขัดจังหวะ ท่านผู้กําลังแปรญัตติอย่างที่ท่านว่านะครับ คือท่านสาครครับ ท่านประธานครับ ผมพยายาม นั่งอ่านในหน้า ๑๕๔ ที่ท่านสาครได้กรุณาพูดถึงนี่นะครับ ผมจะฝากให้ท่านประธานลองดูต่อ นะครับ ในข้อ ๙๖ วรรคท้ายท่านประธานครับ การแปรญัตติอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการเพิ่ม มาตราขึ้นใหม่ การตัดทอนหรือว่าการแก้ไขมาตราเดิมนั้นต้องไม่ขัดกับหลักการ แห่งการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือเมื่อไปพิจารณากับข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ เห็นได้ว่าคําแปรญัตติใด ๆ ที่ขัดกับหลักการซึ่งก็มีเป็นจํานวนมากในเล่มนี้ ผมดูแล้วหลายท่าน ก็ลักษณะคล้ายกันครับ ไม่สมควรที่รัฐสภานั้นจะรับไว้พิจารณาครับ ก็ถือว่าตกไป ประเด็นอยู่ที่ว่า ท่านได้อภิปรายนี้นะครับ ท่านบอกว่า สสร. ที่เลือกตั้งแล้วต้องไปเลือกตั้ง สสร. ที่มาจาก การแต่งตั้งอีก ๒๒ คน ท่านประธานครับ มันเลยมาตรา ๒๙๑/๑ มานานแล้วนะครับ ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ด้วยครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า ผมฟังอยู่แล้วก็ท่านผู้อภิปรายก็ยังอยู่ในประเด็นที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ ขอให้ท่าน อยู่ในหน้า ๑๕๔ หน้า ๑๕๕ เถอะครับ เชิญครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมก็พยายามอยู่ในประเด็นและอยู่ในเงื่อนไขของการแปรญัตติอยู่ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๖ ที่ว่าให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) โดยจัดให้มีการประชุมภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ รับรองผลครบทุกจังหวัด เหตุผลก็เพราะว่าจะไม่ให้ทางเสียงข้างมากกุมไว้ทั้งหมด อยากจะได้ สมาชิกที่มาจาก ๗๗ จังหวัดเป็นผู้คัดสรร ๒๒ คนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย จะไม่มีเรื่องของการ เสียงข้างมากอุ้มสมาชิก สสร. ประเภทที่คัดสรรเข้ามาอีก เพราะผมมั่นใจและผมยังมี ความคิดลึก ๆ ว่าสมาชิก สสร. ทั้ง ๗๗ จังหวัด ๗๗ ท่านอาจจะมีผลข้างเคียงอย่างที่เกิดขึ้น ในจังหวัดปทุมธานี ดังนั้นถ้าตามร่างของคณะกรรมาธิการก็จะให้ประธานรัฐสภาและสมาชิก ที่ผมเรียกอภิปรายว่าสมาชิกเสียงข้างมากมีอํานาจในการคัดเลือก กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับ การร่างของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสองและวรรคอื่น ๆ มีสาระสําคัญที่ผมอยากจะให้ท่านผู้ฟังทางบ้านได้รับฟังนะครับ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ก็คือว่า มาตรา ๒๙๑/๖ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับจากการเลือกตั้งตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ได้ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) โดยจัดให้มี การประชุมภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ครบทุกจังหวัด ให้ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ดําเนินการเลือกประธานในที่ประชุมเพื่อดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) และ (ง) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทําเป็นรายชื่อ เป็นบัญชีรายชื่อแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด และส่งให้ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลครบทุกจังหวัด องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกําหนด กล่าวคือว่าจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามามีอํานาจในการ เลือกตั้ง ไม่ได้ให้อํานาจกับประธานรัฐสภาแต่ฝ่ายเดียวตามที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านเป็นห่วง ผมก็เป็นห่วงเหมือน ๆ กับท่าน เป็นห่วงท่านประธานรัฐสภา เพื่อให้ความสอดคล้อง ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ที่กรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้จัดการเลือกตั้งด้วย ท่านครับ กระบวนการที่ผมได้แปรญัตติไว้แล้วก็มี ๕ ลักษณะ เช่นเดียวกับกระบวนการสรรหา วุฒิสมาชิก ดีกว่าที่ท่านประธานรัฐสภาจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาถึง ๑๕ คน เพราะแน่นอน ผมเชื่อว่า ๑๕ คนนี้ก็ตกลงกันเป็นเสียงข้างมากอีก ว่าต้องการคนใดมาเป็น สสร. เปรียบเสมือนเป็นการล็อกสเปก ๒ ชั้น ๓ ชั้น พอเข้าสู่รัฐสภาก็ไม่ต้องคิดผมก็ยังเชื่อว่า ซ้ายหัน ขวาหันหรือทางไหนก็ประเทศดูไบอีกแล้วละครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการร่าง ของกรรมาธิการ จึงฝากประธานไปยังกรรมาธิการเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์กับการคัดเลือก คัดสรร สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เพื่อเป็นการเลือกคนที่ต้องการ และเพื่อป้องกัน การล็อกสเปกต่าง ๆ ไว้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะขออ่านชื่อ ท่านที่อยู่ในคิวอภิปรายนะครับ จะมีท่านอภิสิทธิ์ แล้วก็ท่านสุพัชรี ธรรมเพชร แล้วก็จะเป็น ท่านโสภา กาญจนะ ท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แล้วก็ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ เชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเดี๋ยวสงสัยว่า ลําดับการอภิปราย เนื่องจากว่าสภาได้มอบหมายให้ผมไปทําหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ไอปา คอคัส (AIPA Caucus) ซึ่งเป็นการประชุมของสมาชิกรัฐสภาในกลุ่มอาเซียน แล้วก็ช่วงนี้ เป็นช่วงพักกลางวัน ถ้าผมไปตามคิวก็จะไม่สามารถกลับไปทําหน้าที่ได้ แล้วถ้าจะรอจน ประชุมเสร็จเย็นนี้ก็เกรงว่าจะผ่านมาตรานี้ไป ก็ได้ขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาไว้แล้ว ตั้งแต่เช้า แล้วก็ในช่วงค่ําก็ขอหารือท่านประธานไว้แล้วด้วยว่ากระผมมีเรื่องที่จะต้องหารือกับ ท่านประธานรัฐสภา

สําหรับมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานครับ หัวใจของเรื่องนี้ก็อยู่ที่เรื่องของ การคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แนวทางของกระผม แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกจํานวนมากทั้งในฝ่ายค้านทั้งในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็รวมไปจนถึง สมาชิกของพรรครัฐบาลบางท่านด้วยซ้ํา เราก็ยังประสงค์ที่จะเห็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยบุคคลซึ่งมีความหลากหลาย ไม่ถูกครอบงําโดยฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อที่จะให้การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนทุกคน ซึ่งก็จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งควรจะเป็น ก็คือเราจัดทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ควรจะได้มีการปฏิรูป ควรจะได้เป็นกระบวนการหนึ่งของการปรองดอง แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ปัญหาของร่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้คงไว้ในขณะนี้ ก็คือมันยังขาดหลักประกันของการกระจายตัวของ สสร. ให้เกิดความหลากหลาย เราใช้เวลา ถกเถียงกันมากในสภาแห่งนี้ท่านประธานครับ ก็เพราะว่าความกังวลต่อความไม่หลากหลายตรงนี้ที่จะทําให้สิ่งที่หลายฝ่ายนั้นกังวล แล้วก็นําไปสู่ความขัดแย้งได้ ก็คือการที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทําขึ้นนี่กลายเป็น รัฐธรรมนูญของคนกลุ่มเดียว แม้จะเป็นเสียงข้างมากในสภาหรือในประเทศก็ตาม เพราะผม ได้ย้ําตั้งแต่ต้นว่ากติกาของสังคมที่เป็นกติกาสูงสุดจะต้องเป็นกติกาที่มีที่ยืนให้กับทุกฝ่าย เพื่อเป็นกติกาที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต แล้วก็จะเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมจึงได้แปรญัตติในมาตรานี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องของ กระบวนการของการได้มาในส่วนของ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา แน่นอน ในส่วนของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราก็ได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหา แต่ว่าสภามีมติผ่านไปแล้วก็ไปแก้ไขไม่ได้ แต่เฉพาะใน ๒๒ คนนี้ครับ ผมก็ได้แปรญัตติไว้ ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องเงื่อนเวลา ผมจะไม่เสียเวลาตรงนี้ ก็เพียงแต่มองว่าถ้ากระบวนการ มันยืดออกไปอีกสัก ๑๕ วันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อความรอบคอบในการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ในส่วนนี้

แต่ส่วนที่ ๒ ที่ผมขอแปรญัตติครับ มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการได้มา ๒๒ คนนี้โดยตรง ในอดีตที่ผ่านมาเวลาเราต้องการผู้เชี่ยวชาญเราก็มักจะมองไปที่ สถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งความจริงแล้วในอดีตที่ผ่านมาการที่ให้ สถาบันการศึกษาเขาคัดเลือกบุคคลหรือเสนอชื่อขึ้นมานั้นเราก็ไม่เคยจํากัดนะครับว่าจะต้องเป็น บุคคลที่อยู่ในสถาบันนั้น ๆ เพียงเท่านั้นมันก็เปิดกว้าง เพียงแต่ว่าก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเราต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มาจากสาขาใดบ้าง เช่นกฎหมายมหาชน เช่น รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ในด้านการบริหาร แต่ว่าครั้งนี้เรามีการเพิ่มเรื่องของ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนลงไป ซึ่งดูผิวเผินเมื่อเป็นการเปิดกว้าง ก็น่าจะดี แต่สิ่งที่ท่านประธานต้องไม่ลืมก็คือว่าการเสนอชื่อขึ้นมาทั้งหมดนี่ จากสถาบันอุดมศึกษาหรือจากองค์กรต่าง ๆ ที่ระบุเอาไว้ สุดท้ายก็ต้องมาที่นี่ เมื่อมาที่นี่ เลือกกัน ๒๒ คน สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนก็จะลงคะแนน ซึ่งก็จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ การคัดเลือกที่ประธานรัฐสภาจะกําหนด ซึ่งผมไม่ทราบว่าท่านจะกําหนดอย่างไร แต่ว่าเบื้องต้นฟังจากกรรมาธิการก็มีความเป็นไปได้ว่าจะกําหนดว่าสมาชิกสภา ๑ คน ก็เลือกตามจํานวนที่จะได้ เพราะว่ากรรมาธิการก็ชี้แจงในทํานองนั้นมาโดยตลอด ประเด็น อยู่ตรงนี้ครับท่านประธานครับ ๒๒ คน ถ้าเราพูดตามความเป็นจริงสมาชิกรัฐสภาที่จะใช้สิทธิ มันหนีไม่พ้นหรอกครับโดยธรรมชาติที่จะมีการปรึกษาหารือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคการเมืองที่ตนสังกัด ท่านประธานก็คงนึกออกนะครับ ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ พาลุสุข ขึ้นมาก็จะชี้แจงว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้คําภาษาอังกฤษด้วยซ้ําว่า ปาร์ตี้ คอคัส (Party caucus) เพราะฉะนั้นผมก็เชื่อว่าเวลาที่จะลงคะแนนเลือก ๑๑ คนนี้ สมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็จะไปปรึกษาหารือกันเอง แนวโน้มที่จะเลือกเหมือนหรือคล้ายกันต้องยอมรับครับว่าสูงมาก คุณหมอเหวงเวลาชี้แจงบอกมีความคิดเห็นส่วนตัว แต่ว่าพรรคเห็นอย่างหนึ่ง ก็อ้างว่า เป็นระบบเสียงข้างมาก ใช้คําว่าความงดงามของประชาธิปไตยบอกคิดอย่างไรแต่ในที่สุด ก็ลงมติตามที่พรรคมีมติเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเป็นอย่างนี้นะครับ

ประการแรก ให้เลือก ๒๒ คน เราก็จะได้ ๒๒ คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมาจาก ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาเพียงฝ่ายเดียว ผมว่านี่ไม่ใช่เจตนารมณ์นะครับของการจัดทํา รัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แต่ถ้าเราปล่อยเป็นอย่างนี้แล้ว คนที่เสนอชื่อขึ้นมานี่มันมีหลักมีเกณฑ์พอสมควรมันก็วางใจได้ระดับหนึ่ง กรณีของ สถาบันการศึกษาครับ ที่กระผมได้กราบเรียนก่อนหน้านี้ว่าเราใช้กันมาโดยตลอดเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่าประการแรกเราเชื่อครับว่าคนในสถาบันเหล่านี้ เขามีความรับผิดชอบ เขาก็คงจะเสนอบุคคลที่เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน จะมีความฝักใฝ่ทางการเมือง ทางหนึ่งทางใดบ้างก็คงเป็นปกติธรรมดา เพราะผมก็เห็นว่าจะเป็นนักวิชาการหรือจะเป็น ประชาชนทั่วไปไปบอกว่าไม่ให้ฝักใฝ่ หรือไม่ให้มีความคิดเห็นทางการเมืองเลยก็คงไม่ใช่ ที่สําคัญที่สุดครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าองค์กรเหล่านี้เขามีกฎหมายรองรับ เขาเป็นนิติบุคคล เขามีองค์กรในการบริหารจัดการเมื่อบอกให้เขาไปเสนอชื่อบุคคลมา เขามีตัวองค์กรที่ชัดเจน เช่นสภาสถาบัน ซึ่งถูกกําหนดเอาไว้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยกฎหมายว่าเป็นใคร มาจากไหน ประชุมกันเป็นประจําอยู่แล้วเขาก็จะทําหน้าที่นี้ได้ แต่พอท่านเปิดโอกาสว่าให้องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนเสนอชื่อมาได้ วันนี้ไม่มีใครทราบเลยครับว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนเป็นใคร วันก่อนผมถึงได้จี้คณะกรรมาธิการว่า ยืนยันได้ไหมว่าต้องเป็นนิติบุคคล ยืนยันได้ไหมว่าต้องมีกฎหมายรองรับ ท่านก็บอกแต่เพียงว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านไม่ได้เขียนไว้ครับ มิหนําซ้ําท่านยังบอกว่าไปค้นมาแล้ว มีกฎหมายตั้งไม่รู้กี่ฉบับ ซึ่งกําหนดเอาไว้ว่าเวลาพูดถึงองค์กรภาคประชาชน องค์กร ภาคเศรษฐกิจ หรือองค์กรภาคสังคม หมายถึงอะไร แต่ปรากฏว่าทั้ง ๆ ที่ท่านได้ไปพบ บทบัญญัติในกฎหมายเหล่านั้นท่านกลับไม่นํามาเขียนเอาไว้ สิ่งเดียวที่ท่านเขียนเอาไว้ก็คือว่า องค์กรเหล่านี้จะเป็นใครให้เป็นไปตามที่ท่านประธานรัฐสภากําหนด ผมไม่พูดถึงตัวบุคคลล่ะครับ ตัวท่านประธานรัฐสภา แต่ผมคิดว่านี่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีความรัดกุมเลย ผมไม่มีทางทราบเลยว่า ท่านประธานรัฐสภาท่านจะไปกําหนดหลักเกณฑ์อย่างไร สมมุติวันนี้เราทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ วันนี้มีคนไปตั้งองค์กรรอบอกว่าเป็นชมรมนักธุรกิจเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมือง ปี ๒๕๕๕ แล้วอาจจะเป็นพรรคพวกของพรรคการเมืองหรือใครก็ตามเป็นองค์กรขึ้นมา มีสิทธิเสนอชื่อไหมครับ ไม่มีใครทราบ วันนี้นั่งกันอยู่ในห้องประชุมทุกคนไม่มีใครทราบ ผมไม่แน่ใจว่าแม้แต่ท่านประธานรัฐสภาท่านทราบหรือยัง ท่านจะไปกําหนดอย่างไรครับ องค์กรนี้ตั้งขึ้นเมื่อไรก็ได้หรือเปล่า หรือต้องมีมาแล้ว ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แล้วถ้าท่านบอกว่า ๑ ปี จะมีปัญหาไหมครับกับองค์กรซึ่งเขาอาจจะตั้งขึ้นมาไม่ถึงปี แต่ไม่ได้มีเจตนาในการที่จะ เข้ามาเกี่ยวข้องในการที่จะมาทําให้ สสร. นั้นเป็นฝ่ายของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ถ้าท่านบอก จะตั้งเมื่อไรก็ได้เรามีหลักประกันอะไรว่าไม่เกิดองค์กรประกอบด้วยคนไม่กี่คน แต่มีสิทธิ เสนอชื่อคนเข้ามาเท่าเทียมกับสถาบันการศึกษา แล้วพอชื่อเข้ามาแล้วขอให้มีคุณสมบัติ ครบถ้วน ส.ส. ส.ว. ที่นี่มีสิทธิเลือกได้ทั้งสิ้น ผมจึงไม่เห็นด้วยครับ ผมจึงบอกว่าการที่จะ มีการระบุองค์กรอย่างนี้โดยปราศจากกฎหมายรองรับมันเป็นการเปิดช่องจะโดยเจตนา หรือไม่ให้กลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองสามารถไปดําเนินการให้มีชื่อเสนอเข้ามาที่สภา แล้วเมื่อเสนอเข้ามาก็อย่างที่กระผมกราบเรียนครับ เสียงข้างมากจะเลือกอย่างไรก็คงจะ ได้ตามนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมจึงเสนอว่าถ้าไม่ระบุลงไปให้ชัดเจนว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนเป็นใคร นิยามโดยอะไรตัดออกไปเถอะครับ ตัดออกไปแล้วเราก็จะได้ มีหลักประกันว่าไม่มีกระบวนการในการที่จะไปล็อกจัดคนขึ้นมาเพื่อให้รัฐสภาเลือก เพราะผมก็ยังเชื่อใจสภาของสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ว่าก็คงจะทําหน้าที่ อย่างดีที่สุดในการเสนอชื่อขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อผมได้แปรญัตติในส่วนของ หลักเกณฑ์ตรงนี้แล้วผมขอกราบเรียนต่อไปครับว่าผมฟังตอนที่เราเริ่มต้นมาตรานี้ ผมได้ลุกขึ้น แล้วก็สอบถามท่านประธานรัฐสภาบอกมาตรานี้ถ้าคงไว้อย่างที่คณะกรรมาธิการคงไว้ ท่านจะมีอํานาจมาก เพราะนอกจากจะกําหนดเรื่องของตัวหลักเกณฑ์องค์กรเหล่านี้แล้ว ท่านยังจะไปมีอํานาจในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการสมัคร การรับการคัดเลือก การคัดเลือกสมาชิกต่าง ๆ ด้วย ผมก็ถามท่านตั้งแต่แรกบอกว่าแล้วท่านประธานท่านมีแนวคิดอย่างไร ถ้าท่านประธานจําได้ นะครับ ท่านประธานสมศักดิ์ตอบผมว่าท่านอยากจะเกี่ยวข้องหรือมีการใช้ดุลยพินิจในเรื่อง เหล่านี้น้อยที่สุด เวลากรรมาธิการทํางานมาตราต่าง ๆ นี่ครับ อย่างเช่นมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผ่านมา ไปเกี่ยวข้องกับ กกต. ท่านก็ถามความเห็น กกต. ฟังบ้างไม่ฟังบ้างสุดแล้วแต่ ผมก็ถามว่าท่านถามความเห็นท่านประธานรัฐสภาหรือยัง แล้วถ้าท่านประธานรัฐสภายืนยัน คําตอบที่ตอบกับสภาในวันที่ผมถาม ท่านไม่คิดจะทบทวนหรือครับ แล้วท่านประธานเอง ท่านก็ไม่สบายใจว่าจะให้เป็นดุลยพินิจของท่านมากําหนดว่าองค์กรไหนมีสิทธิเสนอชื่อ องค์กรไหนไม่มีสิทธิเสนอชื่อ จะเอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็นภาระของท่านประธานทําไม เพราะฉะนั้นประการที่ผมต้องการจะเสนอในการแปรญัตติก็คือท่านมี ๒ ทางเลือก ๑. ตัดองค์กรเหล่านี้ออกไป หรือ ๒. ถ้าจะยังคงองค์กรเหล่านี้ต้องเพิ่มบทบัญญัติ ที่มีความชัดเจนว่าหลักเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นองค์กรที่มีที่มาที่ไปอย่างไร ท่านประธานครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่กระผมจะกราบเรียนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการก็คือว่า หลักเกณฑ์การคัดเลือก วันนี้จะเป็นการพิสูจน์เจตนารมณ์ของท่าน ที่เขาอ้างว่าจะมีการจัดทํา กระบวนการ จัดทํารัฐธรรมนูญแบบกินรวบ ความหมายก็คือคนกลุ่มหนึ่งยึดครองอํานาจทุกอย่าง เขียนกติกาสูงสุดของประเทศได้ มันจะพิสูจน์กันตรงนี้ครับ เพราะมันมีข้อเสนอจากพวกเรา บอกว่าถ้าไม่ต้องการกินรวบการกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเมื่อมีชื่อมาให้สภาคัดเลือกเราสามารถ ทําให้ สสร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมีความหลากหลายทางการเมืองได้ เช่น แทนที่จะให้ ส.ส ส.ว. ๑ คน ลงคะแนนเลือก ๒๒ คน ก็ให้เลือกไม่เต็มจํานวน วันนั้นท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ ท่านลุกมาชี้แจง ท่านบอกว่ามันจะมีเหตุผลทางการเมืองรองรับหรือ มันจะแปลว่าอะไร แล้วท่านก็ไปยกตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างว่าเคยใช้ระบบนี้กับการเลือก ส.ว. มาแล้ว แล้วก็อ้างว่า ส.ว. ที่เลือกตั้งกันตอนนั้นบางท่านได้คะแนนตั้งหลายแสน อาจจะเกือบล้าน แต่บางท่านได้คะแนนเพียงไม่กี่หมื่นก็เข้ามาได้ ถูกต้องครับ มันไม่ได้ผิดอะไรละครับ เพราะการออกแบบระบบเลือกตั้งมันอยู่ที่ว่าเราต้องการเลือกตั้งคณะบุคคลไปทําอะไร ผมไม่ปฏิเสธเลยครับถ้าเรากําลังเลือกคนไปเป็นรัฐบาล แล้วหรือเลือกคนที่ต้องการไปทํางาน เป็นหมู่คณะ ทํางานสอดคล้องกันหมด การออกแบบว่ามีการเลือกตั้งคนได้กี่คน ให้เลือกได้ เท่าจํานวนมันก็เหมาะสม ก็จะได้มีเสียงข้างมาก จะได้เข้าไปทํางาน เข้าไปบริหารงานได้เต็มที่ แต่การที่เราบอกว่าเรากําลังจะทํากติกาซึ่งต้องการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เราควรจะคิดใช้ รูปแบบการเลือกตั้งอื่น ท่านประธานลองนึกดูสิครับ บางประเทศสมัยก่อนหน้านี้ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งครองอํานาจค่อนข้างเด็ดขาดเขายังอุตส่าห์ ไปออกแบบระบบเลือกตั้งเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาในสภาได้ เช่น เลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง ๓ คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้ ๑ คน หรือ ๒ คน เท่านั้นเอง ไม่ได้ขัดกับ หลักประชาธิปไตยเลยครับ อยู่ที่ว่าท่านมีความจริงใจว่าจะให้ สสร. มันกระจายไปมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ต้องไปสุดโต่งละครับบอกว่าให้เลือกได้คนละคน กลัวว่าเดี๋ยวถ้าเลือกได้คนละคน คนที่ได้คะแนนไม่กี่คะแนนอาจจะได้รับการเลือกตั้งเข้าไป แต่ไม่จําเป็นต้องเลือกเต็มจํานวนครับ ผมคิดว่าถ้าวันนี้ทางกรรมาธิการลุกขึ้นมาให้หลักประกันในการคัดเลือก สสร. ที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญที่ทําให้สภามองเห็นว่ามันจะมีความหลากหลาย มันจะปิดช่องโหว่ช่องว่างในการ มีกระบวนการในการเตรียมคนมาเป็น สสร. มาตรานี้จะผ่านไปได้ง่ายครับ เราได้เสนอเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในประเด็นให้กรรมการ ๔ ฝ่ายไปพิจารณา ผมก็ยังยืนยันครับว่าถ้าท่านกรรมาธิการ ใจกว้างจริงต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคนจริง ลุกขึ้นมาเถอะครับ ปรับบทบัญญัติตรงนี้และมาตรานี้จะผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าท่านคงไว้ความสงสัยว่า มีความพยายามจะกินรวบ ช่องโหว่ ช่องว่างที่จะเกิดขึ้นจากการที่จะไปเตรียมบุคคลเข้ามาได้ รวมไปถึงปัญหา เชื่อเถอะครับมีปัญหาแน่ เหมือนกับเวลาเขาคัดสรร กทช. กสช. ก่อนหน้านี้ เรื่ององค์กรไหนใช้ได้ องค์กรไหนใช้ไม่ได้ จะเป็นปมความขัดแย้งโดยไม่จําเป็น ผมจึงเรียกร้องนะครับว่าให้คณะกรรมาธิการได้ทบทวนเรื่องนี้ ให้หลักประกันกับสภาว่า ท่านจะทํารัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ไม่ใช่ฉบับกินรวบ ผมจึงขอสงวนคําแปรญัตติไว้ครับ ขอขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอใช้โอกาสนี้ กราบเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิก ซึ่งกระผมก็ได้นั่งฟังตั้งแต่ต้นมาจนถึงขณะนี้ก็เกือบ ๓ ชั่วโมง ก็กราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เป็นกระบวนการการได้มาซึ่งสมาชิก สสร. ประเภทที่ คัดเลือกโดยรัฐสภา นั่งฟังเพื่อนสมาชิกท่านก็ห่วงใยในหลายประเด็น แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่ท่านห่วงใยประเด็นแรก ก็คือท่านเกรงว่าอํานาจประธานรัฐสภาในการที่จะไปกําหนดองค์กร ซึ่งจะมีหน้าที่เสนอชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหามาให้รัฐสภา ท่านก็เป็นกังวลว่าจะให้อํานาจ ประธานรัฐสภามากไปหรือเปล่า กระผมอยากกราบเรียนตรงนี้นะครับว่า ถ้าเราดูมาตรา ๒๙๑/๖ ไปไล่เลียงดูอํานาจของประธานรัฐสภาจะมีอยู่ ๗ เรื่อง คือ

เรื่องแรก ท่านประธานรัฐสภาจะเป็นคนกําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนที่จะมีสิทธิเสนอรายชื่อของ สสร. เพื่อจะให้รัฐสภาสรรหา กระผม ได้เคยชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้วว่า ท่านประธานรัฐสภาท่านไม่สามารถที่จะไปกําหนดอะไร ตามอําเภอใจของท่านได้ องค์กรทั้งหลายที่จะให้ท่านประธานรัฐสภาประกาศกําหนดนี่นะครับ ก็จะเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ประธานรัฐสภา เป็นเพียงผู้ที่จะรวบรวมรายชื่อองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น และประกาศให้ทราบว่ามีองค์กรไหนบ้าง ที่มีสิทธิที่จะเสนอรายชื่อของ สสร. ประเภทสรรหามาให้รัฐสภาองค์กรละ ๖ รายชื่อ เท่ากับที่ สถาบันการศึกษาจะเสนอนะครับ ที่เราเปิดโอกาสให้องค์กรทั้งภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนได้เสนอรายชื่อนอกเหนือจากที่เคยใช้สภาจากองค์กรการศึกษาแล้ว เนื่องจากว่าเราต้องการที่จะให้เกิดความหลากหลาย จะได้ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการ ในภาคปฏิบัติ นอกเหนือจากภาควิชาการทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยอย่างเดียว นะครับ ฉะนั้นท่านจะเห็นว่าถ้าทั้งสภามหาวิทยาลัยภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่ ประธานรัฐสภาจะกําหนด คือองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนเสนอเข้ามา ผมเชื่อนะครับว่าองค์กรหนึ่งหรือสถาบันหนึ่งเสนอมา ๖ ชื่อ ก็ไม่น่าจะต่ํากว่า ๒,๐๐๐ ชื่อนะครับ เสนอมาแล้วอํานาจของประธานรัฐสภาต่อไปก็คือท่านประธานรัฐสภาต้องแต่งตั้ง คณะกรรมการ ๑๕ ท่าน กรรมการชุดนี้มีหลายท่านห่วงว่าประธานรัฐสภาท่านจะไปตั้ง พรรคพวกของท่าน ท่านไม่ต้องห่วงครับ ท่านดูภาระหน้าที่ของกรรมการที่ประธานรัฐสภา จะตั้งทั้ง ๑๕ ท่าน มีหน้าที่อยู่ ๒ อย่างครับ ๑. ตรวจสอบคุณสมบัติ ๒. ตรวจสอบลักษณะ ต้องห้าม ตรวจสอบคุณสมบัติก็ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งตรวจสอบอะไรครับ มาตรา ๒๙๑/๒ ๑. ตรวจว่าผู้ที่ได้รับการเสนอมามีสัญชาติโดยการเกิดไหม ๒. อายุ ๓๕ ปี บริบูรณ์นับถึงวันเลือกตั้งไหม อันนี้คือตรวจสอบคุณสมบัตินะครับ ตรวจสอบลักษณะ ต้องห้ามก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ มีอะไรครับ ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งมีอยู่ ๑๑ วงเล็บ ท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญดูก็ได้นะครับ เช่น ไม่ติดยาเสพติด ไม่เป็นบุคคลอย่างนั้น อย่างนี้ ก็จะเขียนไว้ชัดเจน ท่านไปเปิดอ่านผมไม่อยากให้เสียเวลาก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ตรวจดูว่าเขาต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ ทั้ง ๑๑ วงเล็บนี้หรือไม่ นอกจากนั้นตรวจสอบว่า เขาเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือเปล่าก็เท่านั้นเองนะครับ นี่คือหน้าที่ของคณะกรรมการ ๑๕ คน เมื่อตรวจสอบแล้วใครที่ไม่ขาดคุณสมบัติ ใครที่ไม่ขัดกับลักษณะต้องห้ามก็เสนอรายชื่อมาให้ ประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาก็จําแนกออกเป็นกลุ่ม ๆ ๓ กลุ่ม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย กฎหมายมหาชน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และกลุ่มผู้มีประสบการณ์ แล้วประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อที่จะให้รัฐสภา ได้มาคัดเลือกบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้น เลือกเสร็จถ้ามีคะแนนเท่ากันรอบแรกคะแนนเท่ากัน ให้เลือกรอบ ๒ ยังเท่ากันอีกประธานรัฐสภาก็จะเป็นผู้จับฉลากว่าจะให้ใครได้เป็น จากนั้นแล้ว ถ้าเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครก็ดี เกี่ยวกับการคัดเลือกก็ดี ก็ให้ประธานรัฐสภากําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ผมยกตัวอย่างเช่น สถาบันต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อมาแล้วเกิดคณะกรรมการ ๑๕ ท่าน ได้ตรวจสอบแล้วมีบางท่านขาดคุณสมบัติ แล้วเราให้สิทธิองค์กร ให้สิทธิสถาบันเหล่านั้นเสนอมา สถาบันและองค์กรละ ๖ ท่าน เมื่อมีคนขาดคุณสมบัติก็เป็นหน้าที่ประธานที่จะต้องไปกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเมื่อขาดคุณสมบัติ และยังอยู่ในระยะเวลาที่สามารถที่จะเสนอชื่อมาใหม่ได้ก็ให้สถาบันและองค์กรเหล่านั้น มีสิทธิที่จะเสนอเพิ่มเติมแทนผู้ที่ขาดคุณสมบัติด้วย ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นรายละเอียดภาคปฏิบัติที่อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ ก็ให้อํานาจประธานรัฐสภาท่านเป็นคน ไปออกระเบียบปฏิบัติ และอันสุดท้าย ประธานรัฐสภามีหน้าที่ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็น สสร. โดยรัฐสภาในราชกิจจานุเบกษาและมีอยู่ ๗ เรื่อง ฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านประธานรัฐสภาจะดําเนินการ ท่านต้องดําเนินการ ตามหลักเกณฑ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และที่สําคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภาท่านก็คงจะต้อง มีคณะทํางานที่มาช่วยกันดู มาหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดท่ามกลางสายตาของพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ประธานรัฐสภาท่านจะไปกําหนด ชื่อองค์กรที่นอกเหนือจากที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อันนี้ก็ไม่อยากจะให้ ท่านทั้งหลายได้เป็นห่วง ทีนี้ประเด็นต่อไปที่ท่านห่วงใยก็คือเวลาเราเลือกในรัฐสภา ท่านก็บอกว่าเกรงว่าเสียงข้างมากจะได้เปรียบ ผมเรียนท่านทั้งหลายว่าด้วยความให้เกียรติ ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งที่เป็นฝ่าย ส.ส. แล้วก็ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เราทั้งหมดขณะนี้ ผมก็ได้จําแนกตัวเลขให้ท่านเห็นว่าวันนี้เรามี ส.ส. อยู่ ๔๙๙ ท่าน ไม่ครบ ๕๐๐ ท่าน รอเลือกซ่อมที่จังหวัดเชียงใหม่ เรามี ส.ว. อยู่ ๑๔๖ ท่าน ได้ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน บวกกับ ส.ว. ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ที่ ส.ส. ส.ว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยจะต้องไม่อยู่ ใต้อาณัติมอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ และที่สําคัญครับ กระบวนการลงคะแนนเลือก สสร. เป็นการลงคะแนนลับ ทุกท่านมีเอกสิทธิ์ของท่านและผมก็เชื่อในศักดิ์ศรีในเกียรติภูมิของทุกท่านว่า ท่านจะต้องช่วยกันเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาทําหน้าที่ สสร. ประเภทคัดเลือก และยิ่งกว่านั้นครับท่าน ระบบนี้มันคือระบบที่เขาสรรหามาให้รัฐสภาคัดเลือกก็แปลว่า องค์กรและสถาบันต่าง ๆ เขาได้เลือกสรรคนที่เขาเห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล้วเอาใส่ถาด มาให้เราเลือก เราเลือกนอกนี้ไม่ได้ จะไปเลือกใครก็ไม่ได้ต้องเลือกจากที่เขาสรรหามาให้เราแล้ว ซึ่งชั้นการสรรหาผมก็มั่นใจว่าสถาบันการศึกษาก็ดี องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนเขาก็ย่อมจะต้องปรึกษาหารือเลือกเฟ้นคนที่ เขาคิดว่าดีที่สุดเสนอมา องค์กรแรกสถาบันละ ๖ ท่าน มาถึงเราหยิบตรงไหนผมก็เชื่อว่า เราก็ได้คนดีที่ประจักษ์ที่เขาดูกันมาแล้ว ๑ รอบ ฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ ก็ด้วยความละเอียดรอบคอบมีเหตุมีผล เราก็คิดว่าด้วยวิธีการอย่างนี้เราก็จะได้ สสร. ภาควิชาการที่มาจากคัดเลือกของรัฐสภาเพื่อไปช่วย สสร. ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรง จากจังหวัดเพื่อทํารัฐธรรมนูญฉบับที่เราคาดหวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุพัชรี ธรรมเพชร ครับ ท่านธนาหรือท่านบุญยอดก่อน เชิญท่านบุญยอด ประท้วงหรือครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการว่าคําอภิปรายของสมาชิกอีกหลายข้อที่ท่านยังไม่ตอบครับ อย่างผมถามอยู่ ๓-๔ เรื่อง ท่านยังไม่ได้ตอบเลย ท่านจะตอบอีกรอบหนึ่งหรืออย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็คงมีเพื่อนสมาชิก ที่จะเสนอประเด็นอีกมากมาย เราก็จะรวบรวมประเดี๋ยวจะตอบเป็นหมวดหมู่ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยซึ่งได้แปรญัตติไว้แล้ว แล้วก็ได้สอบถามทางกรรมาธิการ และเมื่อสักครู่นี้ ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลุกขึ้นสอบถามทางกรรมาธิการเรื่องของอํานาจ ของท่านประธานรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่าถ้ากรรมาธิการตอบได้ตรงประเด็น แล้วก็เป็นไปอย่างที่ กรรมาธิการได้ชี้แจง ผมเชื่อว่ามาตรานี้มันจะได้ยุติลงได้โดยรวดเร็ว สิ่งที่ประธาน คณะกรรมาธิการพยายามที่จะชี้แจงก็คือว่าประธานรัฐสภาไม่สามารถไปกําหนดหลักเกณฑ์อื่นใด ที่จะทําให้กระบวนการการคัดเลือก สสร. มันเป็นไปตามที่สมาชิกรัฐสภามีความวิตกกังวล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า สิ่งที่ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ผมเองได้ลุกขึ้นแล้วก็สอบถามก็คือว่าการที่ให้อํานาจประธานรัฐสภาไปกําหนด หลักเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนซึ่งให้มีสิทธิในการคัดเลือก บุคคลที่เหมาะสมจะมาเป็น สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ประเด็นนี้ละครับท่านประธาน ถ้าประธานคณะกรรมาธิการได้ใช้โอกาสนี้ตอบเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภา อีกจํานวนมากซึ่งก็มีประเด็นข้อสงสัยในประเด็นนี้จะได้ไม่ต้องซักถาม ถ้ากรรมาธิการ จะสามารถทําให้ชัดเจน ผมเชื่อว่าจะสามารถทําให้ประหยัดเวลาไปได้ สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียน ก็คือว่าสมาชิกเขาเป็นห่วงครับว่าประธานรัฐสภาจะไปกําหนดหลักเกณฑ์ว่าองค์กรใดที่เป็น องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรใดเป็นภาคเอกชนซึ่งไม่ได้เขียนหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา ๒๙๑

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ตกลงเป็นเรื่องที่ เราได้อภิปรายแล้ว และอยากฟังคําตอบนะครับ ท่านอภิปรายกันหมดแล้วเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

คือท่านประธานนิดเดียวครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนี้ไม่ซ้ํานะครับท่านประธาน

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ไม่ซ้ําครับท่านประธาน แต่ถ้ากรรมาธิการ ตอบได้นะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิกติดใจประเด็นนี้มากครับ ถ้าเกิดกรรมาธิการมีความสบายใจ เมื่อสักครู่นี้ตอบเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมว่า หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ท่านประธานรัฐสภาแทบจะ ไม่สามารถกําหนดอะไรที่มันนอกเหนือจากที่ให้คุณให้โทษกับองค์กรใดได้ ผมอยากกราบเรียน อย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้ากรรมาธิการลุกขึ้นมาตอบได้ว่า หลักเกณฑ์ที่จะกําหนดให้ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ขณะนี้ซึ่งไม่ได้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ผมเข้าใจว่า กรรมาธิการทราบคําถามแล้ว เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กระผมก็ได้เรียนย้ํา กับท่านสมาชิกหลายครั้งว่าประธานรัฐสภาซึ่งต้องรับผิดชอบในการประกาศกําหนดรายชื่อ ขององค์กร กระผมก็ได้เรียนย้ํากับท่านสมาชิกหลายครั้งว่าประธานรัฐสภาซึ่งต้องรับผิดชอบ ในรายชื่อขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนนะครับ ต้องประกาศกําหนด รายชื่อเฉพาะองค์กรที่เป็นนิติบุคคล และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นนะครับ แม้ไม่ได้บัญญัติไว้ในตรงนี้ แต่นี่เป็นเจตนารมณ์ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ประกาศ ชัดเจน แล้วก็ขอให้ทุกท่านได้สบายใจได้ว่าประธานรัฐสภาไม่สามารถที่จะไปประกาศ ชื่อองค์กรซึ่งไม่ได้เป็นนิติบุคคล และไปจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็ชี้แจงชัดเจนแล้วครับ ท่านธนายังไม่เข้าใจหรือครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงสิ่งที่ประธานคณะกรรมาธิการ ได้ตอบนะครับว่าหลักเกณฑ์เรื่องการกําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กร ภาคเอกชนจะต้องเป็นองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนะครับ ซึ่งตรงนี้ละครับท่านประธาน ผมถึงกราบเรียนว่าคนที่เป็นประธานรัฐสภาถ้ารู้ก่อนว่าจะไปกําหนดองค์กรภาคเอกชน ภาคสังคมอย่างไร วันนี้ก็ส่งสัญญาณไปที่พรรคพวกเรียบร้อยแล้วครับ ให้ไปจดทะเบียน เป็นนิติบุคคลให้เรียบร้อย แต่องค์กรอื่นซึ่งเขาไม่ได้รับรู้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

นิดเดียวครับท่านประธาน แล้วจะได้จบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ละครับ พอเถอะครับ มันผ่านไปแล้ว เดี๋ยวเชิญท่านอื่นต่อ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

นิดเดียวท่านประธานครับ แล้วสิ่งที่ ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าจะดูหลักเกณฑ์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกําลังอภิปรายแล้วนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ทําไมไม่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเลยละครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ มันจะกลายเป็นอภิปรายนะครับ เชิญท่านสุพัชรีครับ

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ดิฉันก็ได้สงวนความคิดเห็นไว้เพื่อที่จะลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของดิฉันในการที่ดิฉันไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และดิฉันก็ไม่เห็นด้วยนะคะที่จะไปให้อํานาจประธานรัฐสภา มากเกินไปในการที่จะไปกําหนดการได้มาของสมาชิก สสร. ที่มาจากการคัดสรรทั้งหมด ๒๒ ท่าน ถึงแม้ว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านได้ชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ แต่โดยหลักแล้วดิฉันก็คิดว่าท่านก็ยังแอบแฝงบางอย่างอยู่ในการที่จะเข้าไป มีอํานาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วเดี๋ยวดิฉันจะอธิบายให้ฟังนะคะว่ามีเรื่องอะไร ท่านประธานคะ ดิฉันก็ขอคัดค้านในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่จะให้รัฐสภามาเป็นคนเลือก สสร. ในแบบสรรหา ดิฉันก็ยังยืนยันอีกครั้งนะคะว่าการที่จะได้มาของ สสร. แบบสรรหานี้ ต้องมาจากการเลือกจาก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว เพราะอย่างน้อยดิฉันก็คิดว่า การที่เราจะพยายามเอาพวกพ้องเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะทําได้ยากขึ้น หรือว่าทําได้น้อยลง แล้วดิฉันก็คิดว่าในการที่เรานํา สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มาเลือก สสร. สรรหาทั้ง ๒๒ ท่าน ดิฉันก็คิดว่าอาจจะทําให้เกิดการล็อกสเปกได้น้อยลงไปอีกนะคะ ดิฉันก็คิดว่าในครั้งนี้ ดิฉันก็อภิปรายในมาตรา ๓ ไปแล้ว ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ดิฉันก็ต้องมาย้ําจุดยืน ของดิฉันอีกครั้งหนึ่ง แล้วดิฉันก็ยังแปลกใจนะคะว่าสภายังให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ยังมาเป็นคนคัดเลือกบุคคล ตามคุณสมบัติของ สสร. สรรหา ที่จริงดิฉันก็ไม่ค่อยเห็นด้วยหรอกค่ะในกระบวนการ ที่ท่านได้เขียนไว้อย่างนี้นะคะ ทําไมเราไม่เอานักกฎหมายมหาชนที่มีอยู่มากมาย แล้วก็ เอามาเลือกจํานวนบุคคลที่อยู่ในประเภท (ก) ก็คือนักกฎหมายมหาชนมาเลือกกันเอง ในจํานวน ๖ ท่าน ทําไมเราไม่เอาผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสาขารัฐศาสตร์แล้วก็มาเป็นบุคคลที่มาเลือกกันเอง ในจํานวน ๖ ท่าน ในประเภท (ข) ที่ท่านได้กําหนดไว้ แล้วที่สําคัญดิฉันก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ท่านได้นําเอาผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นคนกําหนด ก็คือประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดเลือกมา ๑๐ คน อย่างนี้แล้วเราเรียกว่าจะไม่เอาเสียงข้างมาก ลากไปหรือคะ หรือว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่าประธานรัฐสภามาจากเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานรัฐสภาขึ้นมา ดิฉันคิดว่าการเลือกใน (ค) นี้ อาจจะ ให้มีการเลือกโดยผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้กําหนดและเลือกขึ้นมาเองซึ่งดิฉัน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว แล้วท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่เห็นด้วยแล้วก็ไม่ได้แก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น อีกเช่นกัน ท่านประธานคะ ดิฉันก็ขออนุญาตย้ําจุดยืนของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ขออนุญาตพูดซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านมีความจริงใจต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ดิฉันก็เห็นว่าท่านควรที่จะมีการ แก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปในมาตรานี้ ในการที่จะให้เขียนออกไปว่าองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกอยู่นี้ จะต้องเป็นองค์กรที่ได้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมาแล้ว และบอกลักษณะคุณสมบัติ ขององค์กรตรงนี้ขึ้นมาได้ ทําไมท่านไม่แปรญัตติเพิ่มเข้าไป ไม่เขียนเพิ่มเข้าไป ณ ตอนนี้ เพราะดิฉันคิดว่ามันก็ยังทําได้อยู่ หรือว่าเรียกที่ประชุมทั้ง ๔ ฝ่ายทั้งหมดมาพูดคุยกันก็ได้ ถ้าเรามานั่งเถียงกันอย่างนี้มันก็ไม่จบหรอกค่ะ เพื่อนสมาชิกอีกตั้งหลายท่านคงจะมาพูดเรื่องนี้กันอีก ดิฉันคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุดก็คือท่านก็ต้องแปรญัตติเข้าไปแล้วก็เขียนเพิ่มเข้าไป ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าไปอีก ท่านประธานคะ ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ก็พูดถึง กรรมการ ๑๕ คน ที่เป็นคนที่เลือกแล้วก็เป็นคนที่ทําหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของ สสร. ทั้งหมด ดิฉันคิดว่าในส่วนที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ดิฉันก็ให้ตัดในส่วนที่ประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คน เพื่อที่จะมาดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ สสร. ดิฉันก็ได้ฟังท่านประธานสามารถก็บอกว่า คณะกรรมการ ๑๕ ท่านมาทําหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบลักษณะคุณสมบัติของ สสร. เท่านั้น แต่ท่านประธานสามารถไม่ได้บอกว่าแล้วที่มาของคณะกรรมการ ๑๕ คนมาจากตรงไหน แล้วมีคุณสมบัติอย่างไร ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ท่านจะเลือกใครมาก็ได้หรือคะ มาทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการ ๑๕ คน ก็เป็นอํานาจของประธานรัฐสภาอยู่ดี แล้วที่สําคัญ ดิฉันก็เห็นแล้วว่าวันนี้เราไม่ได้มีความจําเป็นเลยที่จะมีการตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คนตรงนี้ขึ้นมา เพราะว่าเราก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรามีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือว่า กกต. ไว้แล้วเพื่อที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วก็ลักษณะของ สสร. ทําไมเราต้องไปตั้งบุคคลอื่นมาเพื่อที่จะมารับเงินเดือน มาเพื่อที่จะมารับผลประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน แต่ดิฉันก็ยังคิดนะคะว่าท่านก็คงจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เช่นเดิม ท่านก็คงจะคิดอะไรที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง เพราะดิฉันก็เห็นว่ากรรมการชุดนี้มารับเงินเดือนแล้ว มารับผลประโยชน์ต่าง ๆ นานาแล้วก็ยังมีการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองตามมาตรา ๑๓๐ แล้วก็เอกสิทธิ์คุ้มครองในมาตรา ๑๓๑ อีก แล้วก็ใช้เอกสิทธิ์เหมือนกับ ส.ส. ส.ว. ของพวกเราเลย ท่านประธานคะ ดิฉันอาจจะไม่พูดยาวว่ามาตรา ๑๓๐ มาตรา ๑๓๑ คืออะไร เพราะว่า ท่านบุญยอดได้อภิปรายไปแล้ว แต่ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ ในมาตรา ๑๓๐ เป็นการให้เอกสิทธิ์ ความคุ้มครองในการพูด ในการอภิปราย ในการออกความเห็นในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็รัฐสภา แล้วก็มาตรา ๑๓๑ ในช่วงระหว่างการประชุมก็ห้ามมิให้มีการจับกุมคุมขัง ให้มีหมายเรียกตัว ในการสอบสวนนี้ทําไม่ได้แล้วมันหมายความว่าอย่างไรกันล่ะคะท่านประธานทําไมกรรมการ ๑๕ คนต้องมาได้เอกสิทธิ์ตรงนี้ด้วย กรรมการ ๑๕ คนที่ท่านประธานรัฐสภา เป็นคนเลือกทําไมต้องมาใช้เอกสิทธิ์ในมาตรา ๑๓๐ แล้วก็มาตรา ๑๓๑ ด้วย อย่างนี้ มันมีอะไรแอบแฝงหรือคะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าคนที่ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนเลือกมา อาจจะเป็นคนที่เคยเผาบ้านเผาเมืองมาหรือเปล่าคะ หรือว่าเป็นคนที่เคยเผาศาลากลาง ประจําจังหวัดหรือเปล่าคะ ตรงนี้ดิฉันก็เลยบอกว่าการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองนี้ไม่ได้เลยค่ะ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุพัชรีครับ พอดีมีประท้วงครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ให้คุณสุพัชรีได้หายใจ สักแป๊บนึงนะครับ จริง ๆ แล้วไม่ได้ประท้วงที่ท่านจะไปกล่าวหาว่าใครจะไปเผาบ้านเผาเมือง หรือใครจะฆ่าคนตายกลางกรุงนะครับ แต่ว่าประเด็นที่ผมฟังมาตั้งแต่ต้นพยายามอดทนฟัง นึกว่าคุณเขาจะลงจบแล้วก็เลยออกทะเลไปเรื่อยนะครับท่านประธานครับ ผมหารือ ท่านประธานในข้อประท้วงข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือคุณสุพัชรีแปรญัตติไว้ มันขัดหลักการตั้งแต่ต้นเลยนะครับท่านประธานครับ ผมก็พยายามอดทนฟังครับ ขัดหลักการอย่างไรท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑ (๑) มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน ๗๗ จังหวัด มาตรา ๒๙๑ (๒) มาจากอะไรครับ สรรหาโดยประธานสภา ท่านก็แปรญัตติไป บอกว่า ให้ (๑) ๗๗ คนไปเลือก (๒) มันก็ขัดกับหลักการแล้วครับท่านประธานครับ ผมก็พยายามจะอดทนฟังก็ขอให้ท่านอยู่ในประเด็นไม่ต้องออกไปมากครับ ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็คิดว่าเดี๋ยวคุณสุพัชรี ก็คงจะเลี้ยวเข้ามาเพราะว่าตอนนี้ผมฟังอยู่กําลังพูดเรื่องกรรมการ ๑๕ คนนะครับ แต่ว่า กรุณาอย่าไปพาดพิงถึงไกลเกินไป เอาเฉพาะเรื่องที่ท่านมีเหตุผลว่าท่านตัดออกเพราะอะไร ขอบคุณครับ

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกรัฐสภา ดิฉันก็ไม่ได้ไปพาดพิงถึงใคร นะคะ แล้วก็พูดในหลักการที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้เท่านั้นเองนะคะ แล้วก็ขอสรุปสั้น ๆ นะคะ ท่านประธานเพราะว่าดูแล้วช่วงจังหวะน่าจะไม่ค่อยดีมีคนประท้วงขึ้นมาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าการปรองดองอย่างที่รัฐบาลกําลังทําอยู่นี้เป็นการปรองดองที่ถือดีในอํานาจรัฐ แล้วก็ถือว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาเขียนกฎหมายเอาอย่างเดียวแล้วก็ฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง แล้วก็มาบอกว่าการปรองดองนี้สมบูรณ์แบบแล้ว แล้วอย่างนี้ใครจะปรองดองด้วยล่ะคะ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้เรากําลังจะเข้าสู่ หน้า ๑๖๐ นะครับ พอดีมีท่านสัมพันธ์มา ก็จะเป็นท่านสัมพันธ์อยู่ในหน้า ๑๖๐ แล้วก็ต่อไป จะเป็นท่านโสภา หน้า ๑๖๓ แล้วก็จะเป็นท่านรัชฎาภรณ์ หน้า ๑๖๙ เชิญท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผลครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ไว้ในการที่ ในบางข้อที่ไม่เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือในตัวร่างของทางรัฐบาล ซึ่งกําหนดกรอบในการที่ประธานรัฐสภานั้นเป็นผู้ที่จะมีอํานาจในการที่จะคัดสรร สรรหาบุคคล ที่จะมาเป็นตัวแทนในการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ ซึ่งในกระบวนการนี้ดูแล้วเป็นการที่ให้อํานาจต่อประธานรัฐสภามากเป็นเพียงผู้เดียวนะครับ ซึ่งจะเห็นว่าทางรัฐบาลเองนั้นได้พูดมาตลอดว่าในการสรรหาที่ผ่าน ๆ มา การมอบให้คณะ ซึ่งเคยแต่งตั้งมาโดยไม่ว่าจะเป็นทางตุลาการหรือทางหน่วยงานอื่น ๆ ก็มีหลายท่าน ซึ่งได้คัดสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระสําคัญมา ยังบอกว่าเพียงไม่กี่คนก็สามารถที่จะ ดําเนินการได้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งทางฝ่ายกรรมาธิการเป็นผู้ที่ดําเนินการอยู่นั้นก็ได้ยกร่าง ให้อํานาจกับประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียวนั้นก็ถือว่าอํานาจต่อประธานรัฐสภานั้นจะเป็นคนที่กําหนด แล้วมันก็ไม่มีใครที่จะเชื่อว่าการกําหนดของประธานรัฐสภานั้นจะไม่กําหนดเข้าข้างตัวเอง หรือความได้เปรียบทางการเมืองเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งตามความต้องการของทางรัฐบาลนั่นเอง ในหลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่งในเรื่องของกรอบเวลาในการที่คัดสรรของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นซึ่งกําหนดไว้ ๗๕ วัน ซึ่งผมเองนั้นก็ได้ขอตัดออกไปนะครับ เพราะว่า มันเป็นระยะที่สั้นเกินไป เพราะว่าไม่อย่างนั้นการที่จะได้มาในการที่จะสรรหาในระยะสั้นนั้น จะไม่ได้บุคคลที่มีความสําคัญอย่างแท้จริงหรือว่าเป็นการพิจารณาที่สั้นไป เพราะฉะนั้น ผมเองจึงได้ตัดออกในการคัดเลือกในระยะเวลาสั้น ๆ ในข้อนี้เป็น ๙๐ วัน ต่อมาผมเองนั้น ก็ได้ตัดออกในองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองซึ่งให้ประธานรัฐสภานั้น เป็นผู้กําหนด ก็ได้ตัดออกทั้งหมดในข้อนี้เพราะว่าความชัดเจนในเรื่องของภาคเศรษฐกิจ แล้วก็ภาคเอกชนนั้น ผมก็ยังไม่ทราบว่าในภาคเอกชนนั้นกําหนดเป็นบุคคลประเภทไหนบ้างนะครับ ในภาคเอกชนนั้นเอ็นจีโอก็ถือว่าเป็นภาคเอกชน แล้วจะกําหนดอย่างไรว่าบุคคลประเภทใด ซึ่งจะเป็นผู้ที่ได้เข้ามาเป็นผู้สรรหาคัดสรรในประเภทนี้หรือภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคเศรษฐกิจนั้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสโมสรไลออนส์-โรตารี สมาคมท่องเที่ยวหรือ สมาคมพ่อค้าอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็เขียนไว้วงกว้าง ๆ ซึ่งผมเองนั้นก็ค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วย ในที่ทางอํานาจของประธานรัฐสภานั้นจะดําเนินการในประเภทนี้ออกมานะครับ จะเป็น ผู้วางกรอบวางเกณฑ์เพื่อที่จะให้เกิดขึ้นกับของตัวเองมากกว่า ผมเองนั้นในช่วงที่หยุด ๒-๓ วัน ท่านประธานครับ ผมได้กลับไปลงพื้นที่พี่น้องประชาชนเขาก็ยังสงสัย เขาได้ฟังในการที่ถ่ายทอด ในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ มาหลายอาทิตย์แล้วแต่ทําไมเขาบอกว่าในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ทางรัฐบาลพยายามเสนอเข้ามาแล้วก็มีปัญหาเยอะแยะหมดนะครับ ถ้าฟังดูจากผู้แทน ที่ดําเนินการในการที่อภิปรายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพรรคฝ่ายค้านของพวกเราหรือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่พยายามท้วงติงต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมาตลอด ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ไม่เป็นผลสําเร็จในหลาย ๆ อย่าง ก็ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นยังข้องใจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่าทําไมรัฐสภาเราจึงเร่งดําเนินการในเรื่องนี้เป็นต้น เพราะว่า มีสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆอย่างซึ่งยังมีปัญหาของประชาชนอีกเยอะซึ่งจะต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของแพงอะไรต่าง ๆ หรือเรื่องราคาน้ํามันที่ขึ้น ไฟที่กําลังจะขึ้นอีก เขาก็ตกใจนะครับว่า ทําไมรัฐสภาของเราไม่ดําเนินการแก้ไขประเภทนี้นะครับ ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญในการที่สภาของเรา กําลังแก้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในวันนี้ ซึ่งก็ถือว่าหลายคนตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วก็ได้อภิปรายกันในเรื่องนี้ มาตลอด แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ประธานรัฐสภานั้นเป็นผู้จะกําหนดเกณฑ์แล้วก็เป็นผู้ที่จะ รวบอํานาจไปเสียข้างเดียว ฉะนั้นเลยมีหลายท่านที่ได้พยายามแปรญัตติ ฉะนั้นเลยมีหลายท่านนะครับ ก็ได้ที่พยายามแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ในข้อนี้ไว้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปก็จะเป็น หน้า ๑๖๓ นะครับ ท่านโสภา กาญจนะ เชิญครับ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยต้องคํานึงถึงหลักความเป็นกลางในการทําหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญด้วย การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตยโดยเป็นของประชาชนชาวไทย การยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างกฎเกณฑ์สําคัญในการปกครองประเทศ โดยอํานาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย แบ่งเป็น ๓ ฝ่าย ๑. ฝ่ายบริหาร ๒. ฝ่ายตุลาการ ๓. ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ละฝ่ายต้องทําหน้าที่ อํานวยประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกรัฐสภา กําลังดําเนินการกันอยู่ จะต้องผูกโยงและให้ความสําคัญกับพี่น้องประชาชนชาวไทย เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา มีการปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้ง ต่างก็อ้างเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไขใหม่ทําใหม่ ท่านประธานคะ สุดท้ายก็ต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีก เพราะเหตุใด จึงเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้มีพระราชดํารัสชัดเจนว่า อํานาจอธิปไตยของข้าพเจ้ามีอยู่ก่อนเดิมนั้นข้าพเจ้ามิได้มอบให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือคนหนึ่งคนใด แต่ข้าพเจ้าขอมอบให้ประชาชนชาวไทย และเป็นการ แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดเจนแก่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลายว่า อํานาจอธิปไตยนั้น จะต้องให้พี่น้องประชาชนชาวไทยรับรู้ และให้มีส่วนร่วมในอํานาจอธิปไตย แต่ตามที่มีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นได้มีการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งหรือคนหนึ่งเท่านั้น ท่านประธานคะที่ทําการคัดสรรหาสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทําหน้าที่จัดทํารัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งมิได้มีการให้ความสําคัญกับประชาชนโดยแท้จริง การมอบหมายให้ประธานรัฐสภากําหนด กฎเกณฑ์นั้นถือว่าเป็นการตกลงหาพรรคพวกของตนเองมามีอํานาจแทนอํานาจที่แท้จริง ของประชาชน ทําให้ไม่เกิดความเที่ยงธรรมในหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันแท้จริง ท่านประธานคะ ทุกวันนี้ทุกคนต่างเรียกร้องหาความเป็นธรรม แต่เมื่อมีอํานาจ แล้วก็ใช้อํานาจของตนเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และจะมาพูดให้ ประชาชนฟังได้สนิทใจว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะสภานิติบัญญัติแห่งนี้มาโดย อํานาจของประชาชน เมื่อมายกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุไฉนจึงไม่มอบให้ คนหนึ่งจะมาทํารัฐธรรมนูญที่มิได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และขณะนี้ ต้องยอมรับว่าในประเทศมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเกิดขึ้นอย่างมากมาย และมีความพร้อม ในทุกด้านที่จะมาร่วมในการทํารัฐธรรมนูญขึ้น ท่านประธานคะ เหตุไฉนสภาแห่งนี้จึงไม่เปิดโอกาส ให้เขาเหล่านั้นได้เข้ามาแสดงความคิดและความสามารถให้เป็นประโยชน์ เหตุใดในมาตรา ๒๙๑/๖ จึงกําหนดคุณสมบัติไว้เท่านั้น แม้องค์กรตามที่ระบุไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๖ ได้ให้อํานาจประชาชน รัฐสภากําหนดโดยต้องคํานึงถึงความเป็นกลาง ในการทําหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญโดยให้ประธานสภาเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์การตกลง มติ และการประชุม เมื่อประธานรัฐสภาจัดทํามาแล้วก็มอบให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้เห็นชอบ เห็นได้ว่าที่มาของบุคคลดังกล่าวเป็นการจัดตั้งมาก่อน วางแผน นัดหมาย กําหนดตัวบุคคล

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านโสภาครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่อยากประท้วงผู้อภิปรายเลยครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเห็นใจท่านจริง ๆ ครับ แต่ว่าท่านแปรญัตติไว้ว่าให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน จาก ๗๐ วัน เป็น ๙๐ วัน คําเดียวแค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ แล้วท่านพูดไป นอกประเด็นไปวาระที่หนึ่งเลยครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงแค่นี้ละครับ เพื่อเตือนสติว่าให้กลับมาอยู่ในวาระที่สอง ที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้คําเดียวเท่านั้นครับ ท่านประธานผมไม่ต้องการที่จะตีรวนหรือว่าประท้วงหรอกครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เข้าใจแล้วครับ คือผมกําลังชมท่านโสภาด้วยนะนี่ ว่าที่จริงเรื่อง ๙๐ วันท่านไม่พูดเพราะว่าไปซ้ํากับท่านสัมพันธ์ ใช่ไหมครับ แต่ว่าในหน้า ๑๖๔ วรรคสอง นั่นละตรงนั้นที่ท่านกําลังพูดอยู่ผมกําลังฟังว่า ท่านจะเลี้ยวเข้าประเด็นตอนไหนนะครับ กรุณาเข้าประเด็นเลยนะครับ ขอบคุณครับ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ขอบคุณค่ะ ที่เป็นพวกของตนไว้เรียบร้อยแล้ว จึงนํามาให้สภาแห่งนี้เป็นผู้รับรอง ท่านประธานคะ จะพูดเต็มปากได้อย่างไรเป็นประชาธิปไตย แม้แต่บุคคลที่คัดสรรมาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญยังมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นขั้นเป็นตอน เช่นนี้แล้วจะทําอย่างไร ถึงเกิดความไว้วางใจในวิธีการจะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ที่แท้จริงได้อย่างไร เมื่อทราบว่าเป็นวิธีการที่ไม่น่าเชื่อเช่นนี้จึงเห็นสมควรให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงและมีจํานวนมากเพียงพอ อาจจะมีถึง ๒๐๐ คน เพราะประเทศไทยในขณะนี้มีประชาชนประมาณ ๖๖ ล้านคนนะคะ ท่านประธานคะ การคัดตัวแทนของประชาชนโดยตรงทําให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ มีคนของตนเข้าไปดําเนินการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะใช้เป็นประโยชน์ในการปกครองประเทศ เพราะในขณะนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการฟังความคิดเห็นของประชาชน เข้าใจได้ทันทีว่านี่คือบุคคลที่เขาเลือกเข้าไปทําหน้าที่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านโสภาครับด้วยความเคารพ นะครับ ตอนนี้เรากําลังพูดกันถึงเรื่องที่มาของ ๒๒ คนนะครับ เราผ่านตรงนั้นไปแล้วนะครับ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

จะจบแล้วค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่เห็นด้วยกับที่มา ท่านกรุณาเถอะครับ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ค่ะ จะจบแล้วค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานคะ ต้องพูดใหม่ไหม ท่านประธานขัดแล้วโสหายหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ท่านรังสิมานะคะ จึงขอให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมีขึ้นนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เพราะเป็นการยืนยันได้นี่เป็นการยอมรับและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนะคะ จะจบแล้วท่าน จะจบแล้วค่ะ เดี๋ยวโสเอาใหม่นะ ท่านขัดโสเดี๋ยวโสเอาใหม่นะ โสลืมหมดเลยนะคะ ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนนะคะ ทําให้การดําเนินร่างรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้สมประสงค์ของประชาชนและบุคคลที่กําหนดไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดิฉันเบื่อหน่าย เหลือเกินที่เรามาถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญกันมาหลายวันแล้ว ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลควรหยิบยก เรื่องปากท้องของประชาชนที่กําลังมีม็อบ (Mob) ทั่วประเทศหรือข้าวของแพงทั้งประเทศ พืชผลทางการเกษตรตกต่ําเหลือเกิน ทําไมรัฐบาลไม่ทําในเรื่องที่ประชาชนกําลังเดือดร้อนคะ ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณมากครับ ตอนนี้เราไปหน้า ๑๖๙ ท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็อยากจะเรียนว่า มาตรา ๒๙๑/๖ ประเด็นแรกที่ดิฉันจะพูดนี่นะคะ เสียดายท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่อยู่ เพราะประเด็นพูดถึงดิฉันเสนอให้ตัด องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ออก ดิฉันทราบค่ะ แล้วดิฉันฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงเรื่องนี้หลายรอบแล้ว ในฐานะที่ ดิฉันเองก็รู้จักองค์กรภาคเอกชนเยอะแล้วก็ทําด้านนี้มาก่อน โดยปกติแล้วคําชี้แจงของท่าน แล้วท่านก็บอกว่าถ้าองค์กรเหล่านี้มันจะสร้างความหลากหลาย ถ้าจะสร้างความหลากหลายจริง ๆ ทําไมตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ท่านไม่ใส่ตามที่คนอื่นหลายท่านแปรญัตติเข้าไปว่าให้มีทางด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านอะไร ถ้าท่านไม่กําหนดมันก็ไม่หลากหลาย มันก็จะมีเรื่องของที่มาแค่นั้นล่ะ แล้วทีนี้ก็อยากจะเรียนถามว่าโดยปกติเราบอกว่าถ้าเป็นองค์กรภาคเอกชนทั้งหลาย มันไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นนิติบุคคล เพราะว่าองค์กรที่เขาไม่เป็นนิติบุคคล องค์กร ภาคประชาชนมีเยอะ ท่านจําเป็นที่จะต้องกําหนดคุณสมบัติลงไป ถ้าท่านอยากได้นิติบุคคล ท่านต้องระบุลงไป หรือถ้าท่านบอกว่าอยากจะได้ ๓ วงเล็บนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็ (ก) (ข) (ค) ท่านก็จะต้องบอกว่าองค์กรเหล่านี้ต้องตั้งมานานเท่าไรแล้ว แล้วต้องมีผลงาน เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมายมหาชน ในด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และโดยเฉพาะ ด้านสุดท้ายของท่าน ท่านบอกว่าผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา ประกาศกําหนด แล้วก็ต้องเรียนถามว่าท่านประธานรัฐสภาท่านเป็น ส.ส. มาหลายสมัย ท่านรู้จักองค์กรเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน องค์กรภาคธุรกิจท่านอาจจะรู้จักนะคะ ภาคเศรษฐกิจสังคม ท่านต้องกําหนดนะคะว่าอย่างไรเรียกว่าภาคเศรษฐกิจ ภาคเศรษฐกิจ คือภาคเศรษฐกิจภาคประชาชนหรือภาคองค์กรเอกชน หรือภาคธุรกิจ ถ้าท่านไม่กําหนด สับสนไปหมดนะคะ หรือเศรษฐกิจสังคมคืออะไร ท่านต้องให้คําจํากัดความ แล้วท่านบอกว่า แล้วเดี๋ยวท่านประธานสภาก็รู้เอง ขอประทานโทษ ดิฉันไม่เชื่อ ท่านไม่มีทางรู้เลยค่ะ เพราะท่านอยู่ในสภา แล้วท่านก็ไม่ได้คลุกคลีกับองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน มันมีหลากหลายมาก ถ้าเป็นภาคเอกชน ภาคประชาชน ท่านไปกําหนดเป็นนิติบุคคลไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านต้องกําหนดลงไปให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นท่านจะถูกท้วงตั้งแต่ท่านเริ่มที่จะ ร่างประกาศหลักเกณฑ์ตรงนั้น ท่านกําหนดลงไปเลย อยากจะให้เป็นนิติบุคคล จะต้อง ตั้งมานานเท่าไร เพราะธรรมดาท่านบอกว่ามันมีองค์กรที่ไปขึ้นทะเบียนอยู่กับ กกต. ขึ้นอยู่กับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไปขึ้นอย่างนั้นนี่นะคะ แต่ละองค์กรที่รับจดทะเบียน องค์กรภาคประชาชน ภาคเอกชน เขามีวัตถุประสงค์ต่างกัน ท่านกําลังจะบอกว่าของท่านเอาทุกองค์กรของทุกหน่วยงานมา เพราะท่านจับฉ่าย เพราะท่านอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ ที่จริงองค์กรที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญแล้วยิ่งจะมาเป็น สสร. นี้นะคะ มันต้องชัดเจนว่า ท่านต้องการคนประเภทไหนที่จะมาร่าง สสร. ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับชาติ ต้องไม่ใช่ใครก็ได้ ถึงเวลาแล้วประธานจะร่างเอง ประธานจะประกาศกําหนดเอง แล้วถ้าท่านบอกว่า เมื่อประกาศแล้วก็จะรวบรวมมา เมื่อรวบรวมได้มาแล้วท่านก็บอกว่าจะตั้งกรรมการ ๑๕ คนขึ้นมา กรรมการ ๑๕ คนที่จะมารวบรวมในนี้แล้วก็จะมารวบรวมแล้วก็จะมาคัดเลือก ๑๕ คนต้องมีที่มาที่ไป แล้วของท่านกําหนดเอาไว้ว่าแต่ละสภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนเหล่านี้ให้เสนอมาองค์กรละ ๒ คน ดิฉันก็แปรญัตติว่าขอเป็น ๓ คน ก็คืออยากจะให้มันมีมากไว้ก่อน เอามากอง ๆ เอาไว้ และข้อสําคัญดิฉันก็เสนอว่า ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียดายท่านไม่ได้อยู่ ท่านบอกว่าการแต่งตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑๕ คน ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะว่าเขาเข้ามาเพื่อที่จะมารวบรวม เขาเข้ามาทําหน้าที่อยู่ ๒ อย่าง ๑. ตรวจสอบคุณสมบัติ ๒. ตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ท่านไม่ทราบจริง ๆ หรือคะ มันตกหล่น มันผิดพลาดได้ง่ายมากเลยและยิ่งถ้าคนเข้ามาเยอะเป็นพันนี่นะคะ ท่านใช้คน ๑๕ คน ตรวจสอบ ดิฉันไม่ค่อยเชื่อ ท่านตอนนี้เวลาท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งท่านไม่อยู่ในที่ประชุม ตอนนี้ ดิฉันจะพูดบ่อย ๆ นะคะว่าท่านไม่อยู่ในที่ประชุม แล้วก็ท่านพูดเสมอว่าเวลาที่เรา ต้องเชื่อใจกัน เวลาคัดเลือกทั้งหมด ๒๒ คน เราก็ต้องเชื่อใจกันเพราะว่าต้องให้เกียรติกับ สมาชิก ท่านกําหนดให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนเลือก ท่านบอกต้องให้เกียรติสมาชิก ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านบอกว่าคนเหล่านี้ไม่อยู่ในอาณัติของใคร แล้วท่านก็บอกว่า ต้องเคารพเกียรติภูมิของคนเหล่านี้ ต้องถามว่าท่านพูดจริงหรือเปล่า ท่านพูดอยู่บน ข้อเท็จจริงหรือเปล่า ท่านพูดลอย ๆ ได้อย่างไรว่าเราต้องเชื่อมั่น คนทุกคนที่อยู่ในสภานี้ แล้ว ๑๕ คนท่านบอกว่าเลือกมานี้มาทําแค่นี้ล่ะ แต่แค่นี้ก็ต้องมีที่มาที่ไป งานนี้งานใหญ่นะคะท่าน ไม่ใช่งานเล่นขายของนะคะ เพราะฉะนั้น ๑๕ คนที่จะมารวบรวมรายชื่อก็ตาม แล้วจะมา ตรวจสอบคุณสมบัติก็ตาม ตรวจสอบคุณสมบัตินี่ตกหล่นง่ายมากเลย แล้วใครจะท้วง กว่าท่านจะท้วงเขาก็เลือกเสร็จแล้ว ตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก็ง่ายมากอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉันเสนอว่าท่านคิดอะไรท่านเขียนลงไปเลย ท่านอย่ากล่าวลอย ๆ แล้วบอก เราต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้มีใครเชื่อมั่นกันสักเท่าไร ประชาชนเชื่อมั่นเราสักเท่าไร ท่านต้องเขียนลงไปเลยค่ะว่าท่านต้องการอะไร ต้องการให้เราเคารพเกียรติภูมิซึ่งกันและกัน บางคนก็เคารพได้ บางคนก็เคารพไม่ได้ ของเหล่านี้อย่าไปอาศัยแค่ลมปากอะไรลอย ๆ แล้วก็เชื่อมั่นสิ่งที่มันลอยอยู่แล้วมันไม่เป็นรูปธรรมนะคะ ดิฉันก็เรียนว่ากรุณาเขียนลงไปเสียว่า ท่านต้องการอย่างไร เพราะฉะนั้นเรียนว่าในที่นี้เราให้อํานาจประธานรัฐสภา อํานาจ ประธานสภาสูงมากนะคะ ในขณะที่ท่านบอกว่าท่านไม่อยากยุ่งอะไรเลยแล้วใครจะเป็นคนชงให้ท่าน ถ้าท่านไม่อยากจะทําสิ่งเหล่านี้ ตั้งกรรมการคัดเลือกก็ใช่ กําหนดองค์กรต่าง ๆ ก็ให้ท่าน ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าท่านไม่รู้จักหรอกค่ะ แล้วก็จัดทําบัญชีรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อมาและหลักเกณฑ์ วินิจฉัยเวลาที่บอกว่าการรับสมัคร สสร. มันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ก็ให้ประธานสภาเป็นคนกําหนด ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประธานสภาของเรานี้นะคะ ในช่วงที่ผ่านมาดําเนินการมา ยังไม่ปิดสมัยประชุมแรกเลยนี้ ท่านมีข้อกล่าวหา ท่านถูกครหาเยอะแยะเลยนะคะ เราจะไป ให้อํานาจของท่าน มอบอํานาจให้ท่าน ให้ท่านถูกครหาเพิ่มมากขึ้นไปทําไม เราต้องมี คณะกรรมการตั้งขึ้นมาให้มีที่มาที่ไปแล้วกําหนดเอาไว้เลยค่ะ ใครไม่ต้องตั้งคําถามหรือไม่ใช่ว่า ถ้ามาถามดิฉัน ดิฉันตีความอย่างหนึ่ง ไปถามท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็ตีความ อีกอย่างหนึ่ง แล้วสุดท้ายถ้าเผื่อประธานสภาไม่ทําตามนั้น แล้วอะไรจะเป็นหลักประกัน ก็ปรากฏว่าทุกคนก็พูดตามที่ตัวเองสนใจและพูดตามที่ตัวเองเข้าใจแล้วพูดตามที่ให้ตัวเอง อยากจะให้เป็น ถ้าอย่างนั้น สสร. ฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะเพี้ยนตั้งแต่แรก เพี้ยนตั้งแต่เรากําหนดกติกา หาผู้มายกร่างแล้วค่ะ หาผู้มาตรวจสอบคนยกร่างรัฐธรรมนูญ หาผู้มากลั่นกรอง สุดท้ายก็โยนทุกอย่างไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่ทศกัณฑ์ จะได้มีมือหลายมือ มีหน้าหลายหน้าที่จะมองไปให้เห็นหมด ต้องสร้างกลไกให้กับ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องสร้างกลไกให้กับที่มาที่ไปของ สสร. ซึ่งเราถือว่าเขาจะมาทําหน้าที่ ที่สําคัญที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้แปรญัตติไว้อีกเรื่องหนึ่ง ที่สําคัญ ก็คือถ้าสภาสถาบันอุดมศึกษาจะคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติจะเป็น สสร. ได้ทั้ง ๓ ประเภท ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ด้าน กฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการต่าง ๆ ด้านกฎหมายและด้านร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าให้ส่งมาไม่เกินด้านละ ๒ คน ดิฉันเสนอว่าเป็น ๓ คน ไม่ว่าจะเป็น ๒ คน หรือ ๓ คนก็ตาม ที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ก็คือ การที่เขาส่งมาให้อย่างนี้คัดเลือกมา ดิฉันแปรญัตติ เอาไว้ว่าให้มีทั้งหญิงและชาย เพราะนี่เป็นการคัดเลือกมา ถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันไม่เคยไปแตะต้องเลย ประชาชนจะเลือกหญิงหรือชายก็ได้ แต่ถ้าเป็นการคัดเลือกมา มันเป็นการจัดการได้ มันเป็นการดําเนินการได้ แล้วเสนอให้มีทั้งหญิงและชายอย่าหาว่า ดิฉันพูดซ้ําซาก ขนาดพูดซ้ําซากอย่างนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขให้เลย ท่านประธานมันเป็น เรื่องแปลกมากดิฉันคุยกับกรรมาธิการแต่ละท่านเห็นด้วยหมดเลย ดิฉันอาจจะมีบางท่านที่ไม่ได้คุยด้วย อย่าหาว่าดิฉันเหมารวม แต่ดิฉันคุยด้วยกับ ๕-๖ ท่าน ทุกคนเห็นด้วยหมดเลย แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวจะดูให้แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีท่าทีออกมาว่าจะกําหนด ดิฉันไม่เข้าใจว่ากรรมาธิการ ถ้ากําหนดว่าการที่มีการคัดเลือกมาไม่ใช่ประชาชนเลือกท่านโดยตรง ถ้าใส่หญิงชายเข้าไปด้วย ให้มีทั้งหญิงและชายดิฉันต้องถามว่าเสียหายตรงไหน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สําหรับท่าน แต่มันเป็นประเด็นสําคัญ เพราะที่จริงแล้วถ้าพูดถึงประเด็นหญิงชาย ท่านก็จะเห็นนะคะว่า รัฐบาลโฆษณามากเลยกระแสนายกรัฐมนตรีหญิง ว่ามีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นความก้าวหน้า ของประเทศไทย แต่ท่านไม่ได้เข้าใจประเด็นหญิงชายเลย มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวไม่พอ ท่านต้องไปพูดได้ว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดก็มีทั้งหญิงและชาย กําหนดเอาไว้ท่านอย่าบอกว่าเดี๋ยวเขาก็เลือกมาเอง ต้องกําหนดเอาไว้เลยเหมือนกันทุกอัน ถ้าอยากจะให้มีอะไรแน่ ๆ ท่านก็ต้องกําหนดลงไปให้มีทั้งหญิงและชาย ในเมื่อท่านใช้กระแส นายกรัฐมนตรีหญิง ในการที่จะพูดอะไรก็ตาม หรือในการที่จะปกป้องผลงานรัฐบาล หรืออะไรก็ตาม ท่านก็ใช้ในการโฆษณาสร้างกระแสแต่ท่านไม่เข้าใจ ยิ่งดิฉันเห็นข่าวเมื่อวานนี้ ออกมาบอกว่า ท่านจะเสนออะไรต่ออะไรแล้วก็บอกว่า จะกําหนดให้ ส.ส. หญิง เป็นผู้ประท้วงในที่สภา ถ้าไม่ใช่ก็ต้องขอโทษแต่ข่าวออกมาอย่างนี้ พอดิฉันเห็นดิฉันตกใจนะคะ ท่านคิดว่า ส.ส. หญิงสั่งให้ประท้วงได้หรือ คนที่จะประท้วงมันก็แล้วแต่ว่าใครคิดว่า จะประท้วงเพราะอะไร ถ้าท่านเห็นไม่ว่า ส.ส. หญิงหรือ ส.ส. ชายก็ตาม ถ้าเห็นว่า

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น และที่สําคัญที่สุดจะสังเกตได้ว่าเวลาตัวเองจะจบการอภิปราย ก็จะตีหัวเข้าบ้าน อย่างนี้ท่านประธานต้องควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในข้อบังคับด้วย ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ ผมก็พยายามฟังอยู่ว่าท่านรัชฎาภรณ์จะอธิบายเหตุผลที่ท่านเติมว่า ทั้งนี้รายชื่อที่เสนอมา ทุกประเภทให้มีหญิงและชายนะครับ แต่ว่าขอความกรุณาท่านให้เหตุผลที่ไม่ออกไปไกล คือไปกระทบกับคนอื่นนะครับ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายแล้วก็ต้องมีผู้ประท้วง เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่เป็นอะไรค่ะ ก็ให้ประท้วง ดิฉันก็กําลังจะพูดนะคะว่าสาเหตุของการประท้วงมันมีหลายอย่าง เพราะฉะนั้นจะสั่งให้ใครประท้วงไม่ได้ ดิฉันพูดอยู่ในประเด็นนะคะ ขอประทานโทษค่ะ ยี่ห้อรัชฎาภรณ์ไม่เคยพูดนอกประเด็น ดิฉันพูดในประเด็นทุกครั้ง แล้วก็ไม่มีออกนอกเลยนะคะ ไปตรวจสอบด้วยนะคะก่อนที่จะประท้วงดิฉันว่าดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติอะไรไว้บ้าง ดิฉันพูดนอกเหนือจากที่ดิฉันสงวนคําแปรญัตติหรือเปล่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญเถอะครับท่าน เข้าใจแล้วครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน ก็กําลังพูดว่าประเด็นหญิงชายมันเป็นประเด็นที่สําคัญ ถ้าคนที่ไม่เข้าใจมันก็ไม่เข้าใจ ดิฉันถึงต้อง พูดบ่อย ๆ อย่างไรคะ แล้วดิฉันก็กําลังเรียนว่าดิฉันเห็นข่าวถ้าคนที่เข้าใจประเด็นหญิงชาย ข่าวมันจะไม่ออกมาหรอกค่ะ หรือว่าจะไม่มีใครบอกผู้หญิงให้ประท้วงหน่อย คิดว่า สั่งเอาหรือคะเรื่องแบบนี้ ยิ่งเรื่องในสภามันไม่ใช่เรื่องสั่งกันได้ เราต้องเคารพซึ่งกันและกัน คนที่มีสมองมีวิธีคิดของตัวเองจะไม่มีการให้ใครมาสั่งได้ ดิฉันก็สั่งไม่ได้นะคะ ในพรรค ถ้าใครคิดว่าอย่างไรอาจจะเสนอว่าประเด็นที่จะพูดคืออะไร แล้วใครถนัดก็พูดเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่าแล้วดิฉันไม่เคยตีหัวเข้าบ้าน ดิฉันพูดตามลําดับของดิฉันเอง เพราะว่า

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ประท้วง อะไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปราย จริง ๆ แล้วนี่ ประท้วงไปแล้วแล้วก็บอกตัวเองว่าไม่เคยนอกประเด็น แต่บอกว่าฉันทราบข่าวมาว่า ทางพรรคเขาจะเตรียม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อน ท่านประสิทธิ์ ประท้วงท่าน ประท้วงอย่างไรครับ ผิดข้อบังคับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วกวน ซ้ําซากนะครับ แล้วกล่าวว่าตัวเองไม่เคยอภิปรายนอกประเด็น แต่จริง ๆ แล้วนี่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ก็ขอความกรุณาท่านรัชฎาภรณ์ครับ เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้อง ยกตัวอย่างด้วยค่ะท่าน เพราะว่ามันจะได้ทําความเข้าใจร่วมกันที่ดิฉันเรียนนะคะ ดิฉันเรียนกับ กรรมาธิการหลายท่าน ท่านเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าก็ต้องให้ท่านเห็นด้วยมากยิ่งขึ้น แล้วท่านจะได้ มีการปรับปรุงแก้ไขให้ ดิฉันกําลังพูดถึงว่าการที่จะให้ใครประท้วงมันไม่ใช่สั่งกันได้ คนเรา มีเหตุผลในการประท้วงหลายอย่าง บางท่านอาจจะเห็นว่าผิดข้อบังคับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ มิได้ครับ ข่าวที่ว่ามันก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ มันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในห้องเรา มันเป็นเรื่องข่าวทางข้างนอกเลยครับ ผมไม่อยากให้เอาตรงนั้นมานะครับ เชิญครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประเด็นใช้วาทะ พูดถึงข่าวแล้วต่อไป ก็ใช้เนื้อข่าวใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย ในการประชุมท่านประธานครับขอความกรุณาในการประชุม มีแต่เพียงว่าให้ทุกคนดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับไม่ได้บอกให้ทุกคนหรือว่า สุภาพสตรีประท้วง แต่ท่านผู้นี้กําลังอาศัยข่าวนี้มาอธิบาย บอกว่าคนต้องมีจิตสํานึก แล้วสั่งไม่ได้นี่คือคําเหล่านี้ทําให้เสียหาย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมได้วินิจฉัยเรื่องนั้นอยู่แล้ว

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ต้องถอนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน ผมวินิจฉัยไปแล้วครับเมื่อสักครู่นี้

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านวินิจฉัยว่า การกล่าวหาพรรคเพื่อไทยอย่าให้เสียหายนะครับ ท่านวินิจฉัยว่าไม่เสียหายหรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ผมวินิจฉัยไปแล้วว่า อย่าได้นําสิ่งที่เรายังไม่ชัดเจนจากข้างนอก ซึ่งเป็นข่าวข้างนอกเข้ามาพูด

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

แล้วเขาอภิปรายต่ออีก ทํานองเดิม เพราะไม่เชื่อประธาน ต้องหยุดเลยครับ ต่อไปไม่ได้ประเด็นนี้พูดต่อไปไม่ได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็ขอความกรุณา นะครับ จะได้เดินได้ต่อนะครับ เอาตามที่ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญต่อเลยครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ที่จริง ดิฉันเลิกพูดแล้วนะคะ เรื่องข่าว เพราะว่าดิฉันพูดไปแล้วก็ผ่านไปแล้ว เพียงแต่บอกว่า ก็พูดถึงแค่ว่าถ้าคนจะประท้วงถ้าเห็นผิดข้อบังคับก็ประท้วงก็แค่นั้นเอง มันเป็นเอกสิทธิ์ และเป็นความเข้าใจ แต่ถ้าบางคนก็อาจจะประท้วงเพราะอยากออกทีวี (TV) อันนั้นก็เรื่องของเขา เพราะฉะนั้น ดิฉันยกตัวอย่างเพื่อที่จะให้เห็นว่าก็จะขอกับทางคณะกรรมาธิการว่าเวลาถ้าเป็นการเลือกตั้ง ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นการคัดเลือกมาจากแต่ละสถาบันก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย มีกรรมาธิการบางท่านบอกดิฉันนะคะว่าเดี๋ยวจะหาผู้หญิง

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายเสียดสี ผู้ที่ทําการประท้วงบอกว่าอยากออกทีวี ท่านประธานครับ ต้องดูข้อเท็จจริงครับ ขอให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยครับ ขอให้ถอนคําพูดด้วยครับว่า ผู้ที่ทําหน้าที่เป็นประท้วงเพื่อให้เป็นไปตาม ข้อบังคับนั้นอยากออกทีวี ขอให้ผู้อภิปรายถอนคําพูดว่า ผู้อภิปรายอยากออกทีวี ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์เสียหายอะไรครับ ท่านไม่เสียหาย ไม่เห็นเป็นอะไรหรอกครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

บอกว่า เราอยากออกทีวี ไม่ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่มีใครเสียหายหรอกครับ เชิญครับ ผมเรียนแล้วนะครับท่าน หลายครั้งแล้วนะครับ กรุณาอย่าให้กระทบถึงให้เสียหาย กับพวกเราเลยครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เสียหายสิครับ ท่านประธานบอกว่าผู้ประท้วงอยากออกทีวี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนหลายครั้งแล้วนะครับ กรุณาอย่าให้เสียหายกับพวกเราเลยนะครับ เชิญต่อเถอะครับ เอาเนื้อเถอะครับ สรุปด้วยนะครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่คือ เนื้อ ๆ นะคะ แล้วดิฉันก็ยกตัวอย่าง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาไม่ซ้ําอีกแล้วนะครับ เชิญต่อครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน พูดไม่ซ้ําอยู่แล้วค่ะ อะไรที่ผ่านไปก็ผ่าน เพียงแต่ก็พูดในภาพรวม ๆ แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเรียกร้องว่าถ้ามีการคัดเลือกมาดิฉันเรียนว่ามีกรรมาธิการบางท่านบอกดิฉันว่า ถ้ากําหนดว่าให้มีทั้งหญิง ทั้งชาย เดี๋ยวจะหาผู้หญิงทางด้านกฎหมายมหาชนไม่ได้ ดิฉันก็เรียนว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มี ดิฉันเรียนคณะกรรมาธิการตั้งแต่รอบแรกตอนมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วนะคะ อย่าไปเชื่อถ้าใครบอกท่านว่าถ้ากําหนดว่าให้มีทั้งหญิง ทั้งชายแล้วจะหาผู้หญิงไม่ได้ มาทําหน้าที่ตรงนั้น เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเราก็เรียนมาทุกด้าน กฎหมายมหาชนก็ไม่มี ถ้าสถาบันไหน หาไม่ได้ ที่จริงคณะองค์กรผู้หญิงเราก็มีรายชื่ออยู่เยอะ แล้วก็ประสานกันอยู่มากเพียงแต่ว่า จะไม่อยากส่งนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันถึงได้เสนอว่าในรัฐธรรมนูญให้ระบุลงไปเลยว่าองค์กรใด ๆ ที่จะส่งชื่อมาให้มีทั้งหญิงและชาย แล้วก็ยังจะมีจุดอื่น ๆ อีกด้วยนะคะ แล้วก็หวังว่า คณะกรรมาธิการอาจจะไปหารือกัน ถ้าท่านเปลี่ยนใส่เข้าไปเสียตรงนี้ มันมีอยู่หลายจุด จุดนี้ก็คือ เวลาถ้าเขาเลือกมา ส่งมาให้มีทั้งหญิงและชาย ถ้าคณะกรรมการ ๑๕ คน ที่ท่านจะให้เลือก ให้มารวบรวมรายชื่อแล้วก็พิจารณาคุณสมบัติทั้งหลาย ๑๕ คน ตรงนี้ที่ประธานสภาจะตั้งขึ้นมา ก็ให้มีทั้งหญิงและชาย ดิฉันก็แปรญัตติเอาไว้นะคะในนี้ ประเด็นนี้มีดิฉันพูดคนเดียวทั้งสภา เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งรําคาญ เพราะมันยังจะมีที่อื่นอีกนะคะ ยังมีมาตรา ๒๙๑/๙ ว่า เวลาเลือกประธานแล้วให้เลือกรองประธาน ๑ คน หรือ ๒ คน ดิฉันก็แปรญัตติเอาไว้ว่า ถ้า ๒ คนก็ให้มีทั้งหญิงและชาย ก็คือตรงที่จะแต่งตั้ง ตรงที่จะโหวตกันเองได้ให้มีทั้งหญิงและชาย ทุกแห่ง แต่ถ้าคณะกรรมาธิการใส่เอาไว้แล้วพอไปถึงมาตราตรงนั้นดิฉันก็จะไม่พูด แต่ถ้ายังไม่ใส่ ดิฉันก็จําเป็นที่จะต้องพูดตามที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ทุกแห่ง ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ทั้งหมด ๒๐ จุด ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร ครับ

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง ร่างมาตรา ๒๙๑/๖ ไว้ ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างจากที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ได้นําเสนอร่างนี้ต่อสมาชิกรัฐสภานะคะ ที่ดิฉันได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๖ มีดังนี้ค่ะ

ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ

ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสิบคน ไม่ใช่สองคนนะคะ โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสามสิบวัน นับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ที่ ประธานรัฐสภากําหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดําเนินการของ คณะกรรมการเงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดําเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันและส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการ ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาอย่างนี้ว่าการยกร่าง มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะว่าทั้ง ๒ มาตรานั้น ได้เป็นมาตราที่กําหนดประเภท กําหนดจํานวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้นได้กําหนดประเภทและจํานวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้อย่างที่พวกเรา ได้ทราบกันดีว่าได้กําหนดจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ทั้งสิ้นจํานวนประมาณ ๙๙ คน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกก็คือมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๗๗ คน มาจาก ๗๗ จังหวัด อาศัยจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนะคะ แล้วอีก ๒๒ คนก็จะมาจากการคัดสรร หรือที่เราเรียกกันอย่างสุภาพหน่อยก็คือมาจากการแต่งตั้ง ทั้งนี้โดยระเบียบทั้งหลาย ก็ให้ทางท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนให้ความเห็นชอบ ดิฉันคงจะต้องเรียนว่าการได้มาด้วยวิธีการใดของ สสร. เองก็ตามจะมีจํานวนเท่าไร ดิฉันคิดว่า ตรงนั้นยังไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ค่ะ สสร. ที่จะมีจํานวน ๙๙ คนนี้จะต้องเป็นบุคคลที่สําคัญ เพราะจะมาทําหน้าที่ในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกติกาสังคมที่พวกเราทุกคนประชาชนทั้ง ๖๓ ล้านคน ต้องปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นผู้ที่ส่งผลของโครงสร้างในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ นอกนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญเองก็จะส่งผลโดยตรงต่อการบริหาร การใช้อํานาจสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร หรือว่าอํานาจตุลาการ และนอกจากนั้น แน่นอนคะว่าจะก่อให้เกิดความผูกพันเชิงอํานาจและหน้าที่โดยตรงของผู้ปกครองประเทศ ต่อพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๓ ล้านคนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจากที่ดิฉันลงไปพบปะ พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนได้ให้ดิฉันมาเรียนต่อประธานรัฐสภาค่ะ และพวกเรา เพื่อนสมาชิกทั้งหมดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พึงจะเกิดขึ้นนั้นควรจะต้องเป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องเขียนโดยประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ และเพื่อประโยชน์อันแท้จริง ของพี่น้องประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถือได้ว่าพวกเราทั้งหมดได้ทําหน้าที่ อย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านประธานคะ ได้เรียนแล้วค่ะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นี้ได้กําหนดประเภท และที่มาของ สสร. ประเภทที่ ๒ ก็คือประเภทแต่งตั้งหรือว่าคัดสรรค่ะ ในมาตรา ๒๙๑/๑ มาจากการเลือกตั้ง แต่ดิฉันได้เรียนท่านประธานว่าเจตนารมณ์ที่สําคัญของการได้มา สสร. สิ่งที่สําคัญก็คือความหลากหลายของ สสร. ที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน แต่ครั้นเรากลับมาดูสิคะว่าทั้ง ๒ ประเภท ไม่ว่าประเภท มาตรา ๒๙๑/๑ ที่มาจาก การเลือกตั้ง ซึ่งดิฉันเองนั้นแพ้โหวตไปแล้วละคะในสภา แต่ดิฉันได้เรียนแล้วว่า มาตรา ๒๙๑/๑ ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพวกเราคิดว่าการใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มันเป็นการใช้ การเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนแบบทฤษฎีระบบคะแนนนํากําชัยนะคะ นั่นก็คือ ใครชนะเลิศในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ ได้มาเป็นที่ ๑ คนนั้นก็มาเป็น สสร. เลย ซึ่งตรงนี้อาจจะสะท้อนความเป็นตัวตนของพี่น้องประชาชนไม่ชัดเจน คนที่ชนะ ในเขตเลือกตั้งอาจจะได้เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ได้ที่ ๒ อาจจะได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ อาจจะได้อีก ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันต้องการให้ยืดโยงว่าในเมื่อเราพลาด ๗๗ คนแล้ว ที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวตนของพี่น้องประชาชน เรามาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ การได้ สสร. ในจํานวน ๒๒ คนนี้ค่ะ ก็จะยังยืนยันว่าจะให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดกฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ เพื่อให้มีการนําเสนอชื่อ สสร. ขึ้นมาให้พวกเราซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นคนให้คํารับรองแล้วให้ความเห็นชอบ ตรงนี้ก็จะยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามันจะไม่ได้ ความหลากหลายจากการเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองได้นําเสนอต่อที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ค่ะว่า ดิฉันเห็นด้วยจากที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้นําเสนอไป ก็คือให้ทางสภาของสถาบันอุดมศึกษาซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่มีความเป็นกลางมากที่สุด แล้วก็มีเครือข่าย ของสถาบันอุดมศึกษาอยู่ทั่วประเทศ มีกฎ ระเบียบ กติการองรับ การที่เขาต้องรับผิดชอบ ในฐานะเป็นนิติบุคคลในการนําเสนอชื่อผู้ที่สมควรจะมาเป็นผู้รู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง ๓ ประเภทของ สสร. ประเภทที่ ๒ นี้ ให้พวกเราได้มีการเลือกสรรอีก ๒๒ คน ดิฉันคิดว่า ตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าค่ะท่านประธาน ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ดิฉันคิดว่าท่านประธานรัฐสภา ของเราเองก็จะปลอดภัยจากข้อครหา และปลอดภัยจากเหตุที่จะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต อันใกล้นี้ค่ะ ดิฉันได้เรียนแล้วค่ะว่ามันไม่มีความยุติธรรมเลยกับการที่จะให้ประธานรัฐสภา ท่านหนึ่ง แล้วก็เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนคัดเลือกคน ๒๒ คน เราใช้วิธีคณิตคิดในใจ เร็ว ๆ นี่ค่ะ ประชาชน ๖๓ ล้านคน ท่านประธานคะ มีสิทธิเลือก สสร. ได้ ๗๗ คนที่มาจาก การเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ปรากฏว่าถ้าคิดเร็ว ๆ ก็คือหมายความว่า ประชากร ๘๑๘,๐๐๐ คน มี สสร. ได้คนหนึ่งค่ะ แต่ถ้าใช้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเวลาโหวตไปทีไรได้โดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๓๕๔ คนอย่างนี้ค่ะ ปรากฏว่า สสร. ได้ ๑๖ คน อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันคิดว่าถ้าเป็นระบบตรรกความคิดแบบนี้แล้ว การเป็นกลางหรือการเป็นตัวแทน ในสาขาอาชีพและความถนัด ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริงของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ในประเภทที่ ๒ ก็จะยิ่งย่ําแย่หนักเข้าไปใหญ่ค่ะ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าถ้าเราปล่อยให้ มาตรา ๒๙๑/๖ เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ทั้ง สสร. ที่มาจากมาตรา ๒๙๑/๑ กับมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นตัวตนซึ่งไม่สามารถ สะท้อนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน อย่างแท้จริง ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนฝากมาถามคะว่าครั้งนี้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสําคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยค่ะ สิ่งที่พี่น้องประชาชน เขาเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด แล้วฝากดิฉันมาถามท่านประธานรัฐสภาก็คือว่า ครั้งนี้ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนได้สําเร็จเรียบร้อยแล้วประเทศไทยของเราจะเปลี่ยนเป็น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงก็คือ สถานภาพของประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสรุปเถอะครับ

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต

นี่ละค่ะ ก็กําลังสรุปแล้วค่ะท่านประธาน ว่าเขาฝากมาถามท่านประธานรัฐสภาค่ะ ว่าสถานภาพ ของประชาชนในขณะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วเขาจะอยู่ในสถานภาพไหน เขาจะต้องตกเป็นทาสของนายทุนเหมือนสมาชิกสภาของพวกเราหรือเปล่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวเราจะให้ทาง กรรมาธิการตอบนะครับ ต่อไปจะเป็นท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ นะครับ เมื่อกี้นี้ต้องขอเรียน ท่านรังสิมานิดหนึ่ง พอดีผิดพลาดทางธุรการนะครับ ท่านรังสิมานั่งอยู่แต่ว่าบังเอิญเจ้าหน้าที่ ไม่เห็น ทีนี้ชื่อมันก็เลยผ่านไป เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมขอความกรุณาท่านรังสิมาต่อจาก ท่านประเสริฐนะครับ เชิญท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในประเด็นที่อยู่ในวรรคสี่ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่จะมีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อมาตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วก็ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา ซึ่งในมาตรานี้ที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ในวรรคสี่ ก็คือประเด็นเรื่องของการที่ว่าจากร่างเดิม ที่กรรมาธิการได้เห็นชอบไปแล้วนั้นได้กําหนดให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้ที่แต่งตั้งกรรมการ ในชุดนี้ขึ้นมาทําหน้าที่ ผมได้แปรญัตติเป็นว่าให้สภาเป็นผู้แต่งตั้ง คือแทนที่จะเป็นประธานรัฐสภา เป็นผู้แต่งตั้ง ให้สภาเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งการที่จะให้สภาเป็นผู้แต่งตั้งก็เพราะว่าต้องการที่จะให้ ในเรื่องของความรับผิดชอบอยู่ด้วย แล้วก็การที่แต่งตั้งโดยที่ประชุมของรัฐสภานั้น ถือว่าเป็นการ มอบหมายภารกิจให้ไปทําหน้าที่แทนสมาชิกรัฐสภาทุกคน ซึ่งมันจะเกี่ยวโยงไปถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย รู้จํานวนและที่มานะครับ ซึ่งก็จะต่อเนื่องไปถึงเรื่องของจํานวนนอกจากที่ขอเปลี่ยนแปลงเป็นให้สภาแต่งตั้งแล้ว ผมได้ขอแปรญัตติไปว่าให้เพิ่มจํานวนจาก ๑๕ คน เป็น ๒๗ คน การที่ขอเพิ่มเป็น ๒๗ คนนั้น ก็เพราะเห็นว่าจะได้ช่วยกันแบ่งกันทําหน้าที่นี้ เพราะว่าในการที่จะต้องไปตรวจสอบ คุณสมบัติ ตรวจสอบประวัติแน่นอนครับคงจะมีชื่อเข้ามามากมาย เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้ให้ข้อมูลตอนที่ท่านได้ชี้แจงว่าน่าจะมีชื่อเข้ามาประมาณ ๒,๐๐๐ ชื่อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะเห็นว่ากําหนดเวลาเอาไว้ว่าให้ทําเสร็จ ๒๐ วัน การที่จะพิจารณาชื่อ ตรวจสอบอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่าง คุณสมบัติ แล้วก็ข้อห้ามด้วย ซึ่งการที่จะตรวจสอบให้ได้ ภายใน ๒๐ วัน แล้วมีชื่อเข้ามามากมายเช่นนั้น ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะมากมายเช่นนั้นนะครับ คิดว่าประมาณสักเป็นหลักร้อยคงไม่ถึง หรือใกล้ ๆจะหลักพัน แต่ว่าฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วต้องบอกว่าน่าจะประมาณ ๒,๐๐๐ ชื่อ ผมก็ยิ่งน่าห่วงใยเข้าไปมาก เลยไม่แน่ใจว่าเสนอไว้ ๒๗ คน มันจะน้อยไปไหม แต่อย่างไรก็ตามก็ได้แปรญัตติเอาไว้ว่าเป็น ๒๗ คน แต่อย่างไรก็ตามนอกจากจํานวน ๒๗ คนแล้วที่สําคัญก็คือผมได้ขอแปรญัตติไว้ว่า ที่มาของคณะกรรมการชุดนี้ไม่อยากให้เป็นเรื่องของการไปแต่งตั้งคนภายนอกมา อยากให้ เป็นเรื่องของการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา แทนที่จะไปแต่งตั้งคนภายนอกมา อะไรมา ซึ่งเดี๋ยว ผมจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าทําไมผมเห็นว่าควรที่จะแต่งตั้งจากสมาชิกรัฐสภาแทนที่จะไปแต่งตั้ง คนภายนอก เพราะมันมีส่วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย อะไรด้วย แล้วก็มีเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าไปแต่งตั้ง คนภายนอกมามันจะกลายเป็นเรื่องยุ่ง เรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายก็เลยได้เสนอว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขอให้เปลี่ยนการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของรัฐสภา แล้วก็มีที่มาจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งผมก็ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ในการแปรญัตติว่าขอให้เป็น สัดส่วนจากฝ่ายรัฐบาล สัดส่วนจากพรรคฝ่ายค้าน และสัดส่วนจาก ส.ว. ตามจํานวนสัดส่วน ของสมาชิกรัฐสภาในแต่ละกลุ่มโดยที่ไม่ได้กําหนดว่าจะจํานวนเป็นตัวเลขขนาดไหน แต่ว่า ให้เอาตามสัดส่วนของจํานวนสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในแต่ละกลุ่มนั้น ไม่ได้กําหนดเป็นว่าให้มาจาก พรรคต่าง ๆ เป็นตัวแทนของพรรคต่าง ๆ แต่ให้เป็นตัวแทนตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา ที่อยู่ในกลุ่มของฝ่ายรัฐบาล และกลุ่มของฝ่ายค้าน และกลุ่มของ ส.ว. ซึ่งรวมแล้วก็ได้ ๒๗ คน ส่วนกลุ่มใดมีจํานวนเท่าไรนั้นก็เอาไปคิดตามสัดส่วนนั้นนะครับ ทีนี้การที่ผมได้แปรญัตติให้ว่า ที่มาขอให้เป็นสมาชิกรัฐสภาแล้วให้เปลี่ยนจากคณะกรรมการเป็นคณะกรรมาธิการ ก็เพราะเห็นว่า ๑. เขาเข้ามาทําหน้าที่ในระยะสั้น ๒. ความรับผิดชอบเป็นความรับผิดชอบ ที่สําคัญมาก ความรับผิดชอบตามกฎหมาย แล้วมีประเด็นอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจจะไปในทางกฎหมาย กรณีมีข้อร้องเรียน มีข้อโต้แย้ง มีอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มากมายความรับผิดชอบต่อสิ่งที่อาจจะเป็นประเด็นคัดค้าน ประเด็นโต้แย้ง ประเด็น ทางกฎหมายผมคิดว่าการที่เราเป็นสมาชิกรัฐสภากันอยู่ความรับผิดชอบในส่วนนี้มันเป็น ความรับผิดชอบที่สําคัญเป็นอย่างมาก และเป็นความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนในนามของ พี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นแทนที่จะตั้งมาจากใครก็ตามที่ท่านประธานรัฐสภา จะเป็นผู้แต่งตั้ง ให้รัฐสภา ที่ประชุมของรัฐสภาแต่งตั้งทําให้ความรับผิดชอบตามกฎหมาย มันหนักแน่นขึ้น แล้วผู้ที่จะทําหน้าที่นี้ก็เป็นสมาชิกรัฐสภา ก็ทําให้ความรับผิดชอบ มันมีน้ําหนักมากขึ้นด้วย อะไรด้วย และที่สําคัญก็คือว่าในร่างเดิมกําหนดเอาไว้ด้วยว่า ให้ประธานรัฐสภาไปกําหนดในเรื่องของสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้วแถมคนที่เข้ามา ถ้ามาจาก การแต่งตั้งนั้นก็จะได้สิทธิประโยชน์ตามมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญด้วย อะไรด้วย ผมคิดว่า มันจะเป็นความยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้งวิธีการในการประชุม การโหวต การลงมติ การอะไรต่ออะไร มันจะวุ่นวายหมด เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่าเมื่อตั้งเป็นกรรมาธิการของรัฐสภาแล้ว ในการดําเนินการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง การประชุม การลงมติ การอะไรต่อมิอะไรให้ใช้หมวด ๓ ของข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาทั้งหมวดเลยนํามาใช้ได้หมด ไม่ต้องไปกําหนดมาตราใหม่ ไม่ต้องไปกําหนด ระเบียบใหม่ ข้อบังคับใหม่ อะไรต่อมิอะไรใหม่โดยท่านประธานรัฐสภาอีก สามารถใช้ ข้อบังคับในหมวด ๓ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้เลย และเป็นการใช้ตามกฎหมายด้วย เพราะเป็นกรรมาธิการของรัฐสภา กรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ก็เลยขอแปรญัตติ โดยภาพรวมของวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ไว้โดยเปลี่ยนแปลงจากการเป็นกรรมการ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ หรือจะเป็นกรรมาธิการสามัญ เพราะว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ผู้ที่ประกอบเป็นกรรมาธิการทั้งหมดนี้เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่บุคคลภายนอก เพราะฉะนั้น ก็เลยแปรญัตติให้มาใช้สมาชิกรัฐสภาแทนที่จะใช้คนภายนอก และให้ใช้กฎระเบียบที่เป็น ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่แล้วในหมวด ๓ มาใช้ทั้งหมด ไม่ต้องไปกําหนดใหม่ ก็ขออนุญาตที่จะแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสี่เป็นเช่นนี้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรังสิมา รอดรัศมี ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติ เอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ คือ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คือเดิม ๗๕ วัน แต่ดิฉันขอแก้ไขเป็น ๙๐ วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้ อันนี้ทางกรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไขตามที่ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ เหตุผลดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่ แล้วกฎหมายอื่น ๆ เท่าที่พิจารณามา ดิฉันยังไม่เคยเห็นต่ํากว่า ๙๐ วัน อันนี้ดิฉันคิดว่า มันเร่งรีบ รีบร้อน รวบรัด จะเร่งรีบไปจนถึงไหน เพราะฉะนั้นการที่ดิฉันเพิ่มระยะเวลา ก็อยากจะให้มีความรอบคอบ แล้วก็จะได้กฎหมายที่เป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงนะคะ ไม่ใช่มาเป็นกฎหมายเพื่อคนหนึ่งคนใด แก้ให้คนหนึ่งคนใดเพื่อช่วยเหลือคนหนึ่งคนใด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าระยะเวลาน้อยเกินไปควรที่จะมากกว่านี้ แต่ดิฉันก็คิดว่ามีหลาย ๆ ท่าน ที่ได้แปรญัตติเหมือนกับดิฉันเลยนะคะ คือให้เพิ่มจาก ๗๕ วัน ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ตรงนี้ถ้าเพิ่มได้ กรรมาธิการเพิ่มได้ ดิฉันก็คิดว่าจะรอบคอบมากกว่านี้ แล้วก็สามารถตรวจสอบคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ละเอียดรอบคอบ เพราะว่าการที่เอาบุคคลมาทํางานตรงนี้ถ้าเราไม่รอบคอบ เราก็จะได้ คนที่ไม่มีคุณภาพ แล้วก็จะมีปัญหาตามมาอีกว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันไหม ค้ายาเสพติดไหม ๗๕ วัน ดิฉันคิดว่าไม่เพียงพอนะคะ

และประเด็นต่อไป ที่ดิฉันขอสงวนเอาไว้คือหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว คือดิฉันอยากจะให้ทางกรรมาธิการได้ตัด องค์กรภาคเศรษฐกิจและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ตรงประเด็นนี้ดิฉันจะขออธิบายสักนิดหนึ่งว่า ขั้นตอนคือทางท่านประธานให้องค์กรเลือกคนมาไม่เกินองค์กรละ ๒ คน ทีนี้ดิฉันก็อยากจะให้ว่าสถาบันการศึกษาเป็นผู้ที่คัดเลือกมานะคะ ดิฉันไม่อยากให้ภาคเอกชน ที่ดิฉันตัดออก องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนได้รับการคัดเลือกเข้ามานะคะ เพราะว่าถ้าเอาสถาบันการศึกษามันก็จะมีความรอบคอบ แล้วก็มีความรับผิดชอบ เพราะว่า สถาบันการศึกษาจะมีคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็จะมีกฎหมายรองรับ

และอีกประการหนึ่ง คือดิฉันก็คิดว่าถ้าเอาสถาบันการศึกษามามันก็จะเป็น รัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริงนะคะ แต่ถ้าเมื่อท่านประธานตั้งมาให้องค์กรเลือกมา ก็จะแน่ใจได้อย่างไรคะ อย่างเช่น องค์กรตอนนี้ให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนด เกิดรู้ก่อนว่าสเปกจะเป็นอย่างไรก็ไปตั้งองค์กรมานะคะ อย่างเช่น ชมรมคนเสื้อแดงใช่ไหม โอทอป (OTOP) คนเสื้อแดงใช่ไหม ท่านประธานอย่าเพิ่งเกาคอ นี่ดิฉันพูดตามเหตุตามผลนะคะ คือดิฉันถามว่าถ้าเกิดเป็นชมรมหมู่บ้านคนเสื้อแดงแบบนี้แล้วมาเป็น คือเป็นหมดเลย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมากรุณาเอาตัวอย่าง ที่ไม่กระทบกับผู้ใด

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

นี่มันเห็นชัด ท่านประธานอย่าเพิ่งไปกลัวสิคะ คือดิฉันพูดด้วยเหตุด้วยผล แล้วดิฉันก็พูดตรงไปตรงมา อย่างไรว่าถ้าเป็นแบบนี้แล้วคัดเข้ามามีแต่แดง แดง แดง แต่แดงมาจากชมรม มาจากกลุ่มคน มาจากชมรมโน้น ชมรมนี้ อย่างเช่น

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมาครับ มีผู้ประท้วงครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

แน่นอนค่ะ ดิฉันนึกไว้อยู่แล้วค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ ไม่เป็นอะไรครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

คู่กัดดิฉันอยู่แล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ เสียดสี แล้วก็ยกตัวอย่างในประเด็นที่มันเป็นการทําให้คนอื่นฟังแล้ว ไม่สบายใจ ทั้งที่ประธานก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนไปแล้วก็ยังย้ําอยู่นั่นละ จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่ คู่กัดกับเขาหรอก ผมไม่อยากกัดกับเขาหรอกเพราะผมไม่ใช่หมาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะครับ ท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ให้ผมกัดกับคุณรังสิมาให้ผมไปกัดกับขาเก้าอี้ดีกว่าครับท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประสิทธิ์ ดีแล้วครับ เชิญเถอะครับ เมื่อสักครู่ผมก็บอกท่านรังสิมาแล้วนะครับว่า ถ้าเผื่อจะเป็นการยกตัวอย่างที่มันอาจจะมีผู้เสียหายก็ขอให้หลีกเลี่ยงนะครับ ท่านประสิทธิ์ เข้าใจแล้วนะครับ เชิญท่านรังสิมาต่อครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

คืออย่างนี้คะท่านประธาน ที่ดิฉันยกตัวอย่างมันเห็นภาพชัด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับท่านรังสิมา

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านไม่ต้องเกาโน่นเกานี่ค่ะ ท่านฟังเหตุผลดิฉันดีกว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ต้องอธิบายต่อ ผมเข้าใจแล้วครับ เชิญต่อเลยครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ค่ะ เลยลืมเลยค่ะ เดี๋ยวเอาใหม่อีกแล้ว เมื่อสักครู่ถึงไหนแล้ว ประธานให้คัดเลือกใช่ไหมคะ องค์กรหนึ่งไม่เกิน ๒ คน ดิฉันก็เป็นห่วงว่าจะเลือกองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่มีคุณภาพ แล้วก็ เป็นคนของท่านประธานรัฐสภา ไม่ใช่ประธานท่านนี้นะคะ เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วดิฉันพูดหน่อย ดิฉันได้ลุกขึ้นเมื่อคราวที่แล้ว กราบเรียนท่านประธานสภาที่ดิฉันไม่เคารพ ดิฉันก็ลงพื้นที่ พร้อมทั้ง ส.ส. ผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่าน ก็ตําหนิดิฉันว่าคุณรังสิมา ตั้งแต่มี ส.ส. มา แล้วมีรัฐสภามาไม่เคยมีใครไม่เคารพท่านประธานเลย ท่านอย่าเพิ่งกดนะคะ อย่าเพิ่งกด

(นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การยกตัวอย่าง การพูดพาดพิง ใส่ร้ายบุคคลอื่น ดิฉันถือว่าท่านทําผิดข้อบังคับ ดิฉันอยากให้ท่านประธานรัฐสภาช่วยพิจารณาในสิ่งที่ท่านได้พูดถึงด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็รบกวนท่านรังสิมา คือบังเอิญสิ่งที่ท่านเอามาเล่าให้พวกเราฟังมันอยู่นอกเรื่องที่ท่าน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานดิฉันบอกประธานแล้วว่าอย่าเพิ่งประท้วง ท่านฟังก่อน เดี๋ยวมันจะมาโยงถึงอันนี้ ไหน ๆ พูดถึงตรงนี้แล้วดิฉันก็จะพูดให้ท่านประธานฟังก่อนว่าเมื่อคราวที่แล้วดิฉันบอกว่า ดิฉันไม่เคารพท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาคราวนี้แล้วกันท่าน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ก็คราวนี้เดี๋ยวจะโยงตรงนี้ ถ้าไม่ให้พูดตรงนี้เดี๋ยวดิฉันพูดเสร็จดิฉันกลับมาใหม่ ดิฉันจดไว้แล้ว ดิฉันไม่ลืม คือขั้นตอนที่ ๒ ประธานก็ตั้งกรรมการมาตรวจสอบคุณสมบัติอีก ๑๕ คน ประธานก็เป็นคนตั้งกรรมการนี้อีก ดิฉันก็คิดว่ากรรมการก็อยู่ในอาณัติท่านประธาน และดิฉันก็คิดว่าเมื่อประธานตั้งไปอยู่ในอาณัติท่านประธานหมดทุกอย่างเลย มันก็เหมือนกับ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอะไรทุกอย่างได้ตามที่พิมพ์เขียวทุกอย่างที่กําหนดเอาไว้ แล้วก็สามารถที่จะ รู้ได้ด้วยว่าใครจะมาเป็นประธาน ใครจะมาเป็น สสร. กําหนดได้หมดเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าดิฉันไม่อยากให้ประธานรัฐสภามาเกี่ยวข้องเลย ถ้าประธานมีความสง่างามจริง ๆ แล้วก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียตรงนี้ท่านลุกขึ้นเลย แต่ท่าน ไม่กล้าลุกขึ้นหรอกค่ะ เพราะว่ามันขึ้นกับประธานรัฐสภา ที่ดิฉันพูดทั้งหมดนี่ดิฉันไม่ได้ว่า ท่านประธานท่านนี้นะคะ คือท่านมาทําหน้าที่ แต่ที่ดิฉันเป็นห่วงคือดิฉันเป็นห่วง ท่านประธานรัฐสภาตัวจริง เพราะดิฉันได้พูดเมื่อกี้นี้ว่าทําไมดิฉันไม่เคารพท่านประธานเลย มีหลายคนมาบอกกับดิฉันว่าคุณรังสิมาตั้งแต่มี ส.ส. มา มีรัฐสภามาไม่มีใครกล้าพูดเลยว่า ท่านประธานที่ดิฉันไม่เคารพ มีแต่เคารพท่านประธาน ดิฉันก็บอกว่าก็ดิฉันไม่เคารพจริง ๆ ดิฉันเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เคารพก็บอกไม่เคารพ ไม่ใช่ว่าท่านประธานที่เคารพ พอเสร็จ ก็ด่าท่านประธานอย่างเดียว ท่านประธานนั่งอยู่ท่านก็รู้ เพราะฉะนั้นคนพวกนี้มันไม่จริงใจ ถูกไหมคะ บอกเคารพแต่ด่ามาตลอดเลย ดิฉันไม่เคารพดิฉันก็ไม่เคารพ

(นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมามีผู้ประท้วงครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มุกดา พงษ์สมบัติ จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานหน่อยนะคะ เวลาพูดจา ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นสมาชิกรัฐสภา คําพูดว่า มัน คําพูดว่า ไม่เคารพ มันอย่างนี้ มันสมควรหรือไม่ อยากให้ท่านประธานช่วยพิจารณาคําพูดของ ท่านผู้ทรงเกียรติด้วย ที่จริงดิฉันอยากประท้วงแต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาฟังแล้ว ความรู้สึกของผู้ฟังหรือพวกเราที่เป็นสมาชิกเราอยากให้แสดงกิริยา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงข้อไหนครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ ค่ะ แล้วประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ท่านพูดจาไม่สุภาพ ขอประท้วง ท่านประธานและประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วย ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรียนท่านผู้อภิปรายนะครับ ที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ดูเหมือนจะอยู่ในวรรคสามที่ท่านตัดออกนะครับ กรุณาพูดอยู่ใน เหตุผลที่ท่านตัดออก แล้วกรุณาใช้คําพูดที่สามัญ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานค่ะ คือดิฉันก็ได้อธิบายให้ท่านประธานฟังนะคะว่าคือทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มาอยู่ที่ประธานรัฐสภาเป็นคนคัดเลือกหมดทุกอย่างเลย ทีนี้ดิฉันก็บอกว่าท่านประธาน ที่ดิฉันไม่เคารพก็เพราะท่านประธานไม่เป็นกลาง แล้วถ้าเมื่อไม่เป็นกลางมาคัดเลือกกรรมการมันจะเกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะว่า เมื่อปฏิบัติหน้าที่ยังไม่เป็นกลางเลย ทุกครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ดิฉันหงุดหงิดประจํา นี่ยังดีนะว่า เป็นท่านประธานดิฉันเลยเบาลงมาหน่อยนะคะ ถ้าเกิดเป็นประธานรัฐสภาตัวจริง ท่านก็ไม่ใช่ตัวจริงนะคะ คือตัวสํารอง เป็นประธานรัฐสภาตัวสํารองนะคะ คือที่ดิฉันพูดคือ ท่านประธานรัฐสภาเพราะว่ามันมีพรรคการเมืองค่ะ เป็นสมาชิกของพรรคการเมือง

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อีกครั้งหนึ่ง และที่สําคัญที่สุดท่านประธานได้กล่าวตักเตือนหลายครั้งแล้วก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม พูดซ้ําซาก วกวนอยู่นั่น ผมบอกว่าถ้าอย่างนี้ท่านประธานต้องใช้ข้อ ๔๔ ให้เด็ดขาดไปเลยว่าต้องให้หยุด การอภิปรายได้แล้ว เพราะว่าการอภิปรายในสภาไม่ใช่ใช้วาจาปากตลาดมาพูดแบบนี้ มันไม่ได้นะครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านครับ คือผมก็ได้ฟังอยู่ว่า ผมเข้าใจว่าท่านรังสิมาจะพูดถึงตําแหน่งที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ใช่ไหมครับ ท่านไม่ได้หมายถึงผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ ถ้าเผื่อเป็นอย่างนั้นก็โปรดอภิปราย ในเรื่องตําแหน่ง ท่านไม่เชื่อใจก็ไม่เป็นอะไรอยู่ในตําแหน่ง เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับผมประท้วงท่านประธานข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงข้อ ๔๓ ความเป็นจริงผมอยากให้ท่านประธาน จริง ๆ อยากประท้วงท่านประธานท่านเดียวครับ เพราะว่าอยากให้ท่านประธานควบคุม การประท้วงเพราะว่าเป็นการรบกวนท่านสมาชิก และท่านดูครับประท้วงใช้เวลามาก ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ใช้วาจาเสียดสีแบบที่เมื่อสักครู่พูดครับว่าปากตลาด พอปากตลาด ท่านต้องเบรค (Brake) เลยครับ แล้วให้ถอนจะได้จบ จะได้ไม่มีใครประท้วงต่อแล้วทางก็จะ เดินไปได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านประเสริฐ เชิญท่านรังสิมาต่อเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานคะดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานนะคะว่าท่านที่ประท้วงบอกว่าดิฉันปากตลาด ต้องถอนนะคะ คือที่ดิฉันอภิปรายดิฉันทําการบ้านนะคะ แล้วก็ดิฉันจะอภิปรายอย่างไร ให้ประชาชนฟังดิฉันแล้วรู้เรื่อง ฟังดิฉันแล้วเข้าใจ ไม่อย่างนั้นพูดภาษากฎหมายประชาชน เขาฟังแล้วไม่เข้าใจดิฉันจึงไปทําการบ้านมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะประท้วงหรือว่า ท่านจะอภิปรายต่อ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ประท้วงผู้ที่ให้ร้ายดิฉันเมื่อสักครู่นี้ว่าปากตลาด แต่ดิฉันปากตลาดดิฉันก็พูดให้ประชาชน เข้าใจนะคะ ต้องให้ถอนค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ เมื่อสักครู่ ท่านพูดคําว่า ปากตลาด ใช่ไหมครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมบอกว่าผู้อภิปราย ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ชัดเจน ท่านประธานก็ได้กล่าวตักเตือนหลายครั้งก็ไม่ฟัง และที่สําคัญที่สุดผมก็อธิบายว่าสภานี้เป็นสภาอันศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คิดจะพูดปากตลาดอย่างไรก็ได้ ผมพูดจริง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอความกรุณา ท่านถอนเถอะครับปากตลาดไม่พูดนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ปากตลาด ไม่ใช่ไม่สุภาพนะครับ ปากตลาดหมายความว่าไม่ใช่ว่า จะพูดทั่ว ๆ ไปได้อย่างนี้นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับในสภานะครับ แล้วก็ทําให้เข้าใจ ทําให้คนฟังเข้าใจว่าผู้อภิปรายเป็นอย่างที่ท่านพูด ขอความกรุณา ท่านถอนเถอะครับ ปากตลาด ไม่เอาครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เขาเข้าใจไปเองหรือเปล่า ถ้าผมด่าเขาว่าปากหมาสมควรที่จะต้องถอนนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร ขอเถอะครับ ท่านครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ให้ถอนคําว่า ปากตลาด หรือ ปากหมา ผมจะได้ถอนถูก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันจะได้จบครับท่าน

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านให้ผมถอนคําไหน ผมพูดอยู่ ๒ คํา คือปากตลาด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

๒ คําเลยครับท่าน

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ถ้าอย่างนั้นผมถอนคําว่า ปากหมา กับ ปากตลาด ครับ โอเคครับ

(นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับท่าน

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ที่ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม ให้เรียบร้อยเพราะว่าถึงเวลาขึ้นมาแล้วก็มาพูดด่าคําไม่สุภาพแล้วก็ถอนคําพูดแล้วก็ด่าซ้ํา แล้วกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้ววันนี้สภามันตกต่ําไม่รู้จะถึงขนาดไหนแล้ว

ประการที่ ๑ ผมคิดว่าสุภาพบุรุษนี้ต้องให้เกียรติสุภาพสตรี ถ้าเป็นมารยาทสากล นะครับ ท่านประธานครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจุติครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ และท่านประสิทธิ์ก็ได้ถอนแล้วนะครับ เชิญต่อเถอะครับ อย่ามีอะไรกันเลยครับ ท่านจุติเชิญต่อครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม จุติ ไกรฤกษ์ อีกครั้งหนึ่ง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็ด้วยความเคารพว่า ผมไม่อยากให้ฉุดลากสภาให้ตกต่ําไปมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานกรุณาครับว่า ลุกขึ้นมาประท้วงแล้ว ประท้วงกัน แล้วขอแถมทุกอย่างแล้วก็ด่าเพื่อน แต่จริง ๆ ที่ด่าเพื่อน ศักดิ์ศรีของรัฐสภามันหายไปหมดทุกคนแล้วนะครับ ทุก ๆ คนเลยครับ ๖๕๐ คนนี้เสียหมดครับ ไม่ใช่เสียแค่คนเดียว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะครับ เชื่อผมเถอะ เมื่อเรามีการถ่ายทอดผมเชื่อว่าผู้ฟังมีวิจารณญาณว่าอะไรเป็นอะไร แต่สิ่งที่ท่านได้ชี้แจง ก็โอเคเข้าใจแล้ว ทุกคนได้ชี้แจงเหมือนกันหมด

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เป็นการด่าเพศแม่ครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพอแล้วครับ ผมขอเถอะครับ เชิญท่านรังสิมาครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านสมาชิกหลายท่านนะครับ โดยเฉพาะเมื่อสักครู่ท่าน จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ได้ประท้วงลักษณะอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว นะครับ ผมเข้าใจว่าท่านประท้วงเพื่อที่จะให้มีการประท้วงท่านต่อ แล้วท่านก็ถอนคําพูด ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ซึ่งกระบวนการอย่างนี้ครับมันจะทําให้สภาได้รับความเสียหาย ผมเรียนท่านประธานซึ่งท่านประธานต้องวินิจฉัย ท่านประธานไม่ได้มีการควบคุมการประชุม ตามข้อ ๕ ลักษณะการประท้วงนี้ใช้ไม่ได้ครับ ประท้วงเพื่อด่าสมาชิกท่านใดท่านหนึ่ง แล้วก็ถอนคําพูดเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ท่านอย่าเพิ่งกดไมโครโฟนผมครับ ผมคิดว่าต้องมี มาตรการเสริมนะครับ การประท้วงเหล่านี้ต้องวางข้อกําหนดครับ ถ้าประท้วงลักษณะมาด่าสมาชิก แล้วก็ถอน ด่าสมาชิกแล้วก็ถอนเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานต้องมีมาตรการเสริมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านนิพิฏฐ์เข้าใจแล้วครับ ที่ท่านพยายามอธิบายผมเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมจะทําอย่างที่ท่านแนะนํา

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านต้องให้คําตอบผมก่อนครับ การประชุมมันถึงจะเดินไปได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็ให้แล้วอย่างไรครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ไม่ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนท่านแล้วว่า ผมจะพิจารณาที่จะหามาตรการตามที่ท่านพูดนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมต่อไปไม่ราบรื่นครับ ผมไม่ยอมให้มีการประชุมอย่างนี้ท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน เพราะว่าแค่ท่านปฏิบัติท่านก็ได้ถอนแล้วนะครับ ผมขอเถอะครับท่านนิพิฏฐ์ครับ มันจบแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว กติกาอะไรครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กติกาที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ถ้ามีการลุกขึ้นด่าหรือใช้คําหยาบ แล้วก็ถอนคําพูดอย่างนี้อีก ท่านประธานต้องให้ออกจากที่ประชุมครับ มิฉะนั้นแล้วการประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันอย่างนี้นะครับท่าน ข้อบังคับทุกอย่างมันมีอยู่นะครับ ส่วนการจะปฏิบัติอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคน รวมทั้งประธานด้วย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ถ้าอย่างนั้นผมถามท่านประธานครับ ถ้ามีการประท้วงและลุกขึ้นด่า ใช้คําหยาบต่อสมาชิก แล้วก็ถอนคําพูดซ้ําซาก ท่านประธาน จะดําเนินการอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นก่อนครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

นี่อย่างไรครับที่ผมบอกอย่างไรครับ บอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้การประชุมมันเดินไปไม่ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ผมวินิจฉัย เป็นแต่ละครั้งไปแล้วเมื่อมีการประท้วงนะครับท่าน และทีนี้ถ้าเผื่อว่ามันจะเป็นอย่างกรณีที่ท่านว่า รอให้ถึงก่อนครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมเรียนท่านประธานนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ที่ผมพูด

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมเข้าใจท่านประธานครับ เพียงแต่ผมกําลังขอร้องท่านประธานว่าถ้ามีลักษณะอย่างนี้อีก ท่านประธานต้องมีมาตรการ ที่เสริม ที่เข้มงวดกว่านี้ครับ จะให้ถอนคําพูดอย่างเดียวไม่ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

รอให้ถึงเวลานั้นนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ เชิญท่านรังสิมา ท่านประสิทธิ์คงไม่มีอะไรแล้วกระมังครับ ท่านไพจิตหรือ ท่านประสิทธิ์ดีครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วง ที่พาดพิงถึงผมนะครับ ผมประท้วงนี่ผมประท้วงตามข้อบังคับ เมื่อประธานวินิจฉัยแล้ว ผมก็ปฏิบัติตามท่านประธานวินิจฉัยนะครับ ไม่ใช่ว่าให้ผู้ประท้วงลุกมาสั่งประธาน

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับท่านประสิทธิ์ครับ ตรงนั้นจบแล้วครับ ผมอธิบายท่านไปแล้วนะครับ จบครับ ท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านที่ประท้วงท่านประธานว่าท่านประธานควบคุมการประชุมไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับ ท่านประธานได้ทําหน้าที่ในการวินิจฉัยสมาชิกที่อภิปรายประท้วงแล้วก็ใช้วาจา ไม่สุภาพ แล้วท่านก็ได้วินิจฉัยได้จบแล้ว ซึ่งก็เป็นบรรทัดฐานที่ชอบที่จะต้องปฏิบัติ แล้วก็ ผมไม่อยากให้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ใช่หรือครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ผมเสียหายนะครับ ผมเป็นสมาชิก รัฐสภา ผมอยากให้สภานี้ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งหากมีสมาชิกท่านใดมาไม่ฟังตาม ท่านประธานวินิจฉัย ข้อ ๔๕ วงเล็บท้ายนี่มันก็จะไม่เป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่า ท่านประธานได้ใช้วินิจฉัยจบแล้ว แล้วสมาชิกก็ปฏิบัติตาม นี่คือธรรมเนียมที่น่ายกย่อง ที่ควรต้องปฏิบัติครับท่านประธาน ไม่ควรจะเป็นอย่างอื่นครับ

(นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านมีอะไร เพิ่มเติมหรือประท้วงครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ ผมอายมากครับ ท่านสมาชิกครับ เราประชุมรัฐสภา ผมทนนั่งฟังมาหลายวันแล้วไม่อยากประท้วง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนท่านประท้วงอะไรครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

เดี๋ยวท่านฟังผม นิดหนึ่งครับ ผมจะประท้วงท่านประธาน แต่ผมขอพูดก่อนนิดหนึ่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้ครับ เอาประท้วง บอกข้อไหนก่อน

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ผมประท้วง ท่านตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายตาม ข้อ ๔๓

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมให้ท่านชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านเป็นประธาน ในที่ประชุม ท่านไม่ได้กํากับ ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ เขาเรียกท่านว่า ประธานตัวสํารอง ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ผมอายนะครับ ท่านเป็นประธานตัวจริง ในที่ประชุมในวันนี้ ถึงท่านจะเป็นรองประธานรัฐสภาก็จริง ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นี่ผู้อภิปราย ได้ส่อเสียด ได้มีเจตนาเป็นอย่างไรท่านทราบดีอยู่แล้ว ถ้าท่านตัดไฟตั้งแต่ต้นลมนะครับ พยายามที่จะบังคับการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างนี้ โอกาส ที่จะเกิดขึ้นยาก เพียงแต่เวลามีการอภิปรายนอกประเด็น มีการส่อเสียด ไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับ ประธานในที่ประชุมเพียงแต่ติง สมาชิกในสภาแห่งนี้จะต้องเคารพท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านเป็นประธาน ตัวจริงนะครับ ไม่ใช่เป็นประธานตัวสํารองนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ก็ไม่มีอะไรนะครับ ต่างฝ่ายต่างได้ชี้แจงกันตามพอสมควรแล้วนะครับ เชิญท่านรังสิมาต่อครับ ท่านใกล้จะจบหรือยัง ไม่ทราบครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ความจริง ใกล้จะจบแล้วล่ะ ถ้าไม่ประท้วงจบไปแล้วนะคะ เมื่อกี้ถึงไหนแล้ว เดี๋ยวนะคะท่านประธาน คือที่ดิฉันอภิปรายทั้งหมดนี่อยู่ในประเด็นหมดเลยนะคะ แล้วก็ที่พูดนี่ไม่ได้ว่าประธานเป็นบุคคล พูดถึงตําแหน่งนะคะท่านประธานที่ดิฉันพูด เพราะฉะนั้นท่านที่ฟังทั้งหลายกรุณาตั้งใจฟัง แล้วก็ฟังด้วยเหตุด้วยผลนะคะ เพราะว่าดิฉันไม่ได้ว่าใครโดยบุคคลนะคะ คือดิฉันได้อภิปรายไป เมื่อกี้นี้ว่าท่านประธานตั้งกรรมการมาแล้ว กรรมการก็อยู่ในอาณัติท่านประธานนะคะ ประธานก็รู้อยู่แล้วว่ากรรมการที่ได้มานี่จะเป็นใคร ใครจะมาเป็นประธานนะคะ เพราะว่า มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหมดทุกอย่างนะคะ

ประการต่อมา คือให้สมาชิกในรัฐสภามาโหวตว่าจะเอาใคร ๒๒ คน ทีนี้ดิฉันก็ฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ไปรอบหนึ่งแล้วหลังจากที่ท่านหัวหน้าพรรค ได้อภิปรายไป ท่านประธานก็บอกว่าสมาชิกมาเลือก ๒๒ คน คือเลือกโดยอิสระไม่ได้อยู่ในอาณัติ ของใครนะคะ แต่สภาท่านก็ทราบดีว่ามันมีพรรคการเมืองทุกคนถูกไหมคะ ถ้าพรรคการเมือง เห็นไปทางไหนก็จะต้องไปทางเดียวกัน ที่เขียนเอาไว้ว่าสมาชิกเลือกโดยอิสระ จริง ๆ มันไม่เป็นอิสระหรอกค่ะ มันไปตามมติของพรรคอยู่แล้ว ลองใครไม่ไปเลือกตามมติของพรรคสิคะ อะไรมันจะเกิดขึ้น ถึงได้บอกอย่างไรว่าเขียนเอาไว้อย่างนี้จริงแต่ปฏิบัติจริงมันทําไม่ได้นะคะ ถ้าใครไม่เลือกตามที่มติพรรค สวัสดิการต่าง ๆ รายเดือนต่าง ๆ ถูกตัดค่ะ เดือนหนึ่งถ้าเกิดว่า ไม่เลือกตามนี้ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้อย่างนี้ ใครเขาจะกล้าละคะ เพราะว่าถ้าเลือกตรงข้ามกับพรรค ไม่เห็นด้วยกับพรรค ก็ถูกตัดเบี้ยเลี้ยง อย่างนี้ท่านลองคิดดู ท่านก็ทราบดีถูกไหมคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ไม่เชื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการหรอกค่ะว่า

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมามีผู้ประท้วงครับ ท่านประสิทธิ์ประท้วงข้อไหนว่าให้ชัดเจนนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ชัดเจน กล่าวให้ร้ายเสียดสีพรรคการเมืองว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามแล้วจะมีการตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑๕๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เสียดสีชัดเจนนะครับ ท่านประธาน ต้องควบคุมการอภิปรายแล้วก็แจ้งผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นนะครับ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่ปฏิบัติ ท่านประธานเตือนหลายครั้งแล้วเป็นปัญหาต่อที่ประชุมท่านต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ให้เด็ดขาดนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมากําลังให้เหตุผล แล้วผมก็พยายามฟังนะครับ ท่านช่วยกรุณาอย่าเอ่ยถึงอะไรซึ่งมันไม่ชัดเจนนะครับ ที่มันไม่ชัดเจน เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนโปรดไม่พูดถึงนะครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานคะ ท่านต้องควบคุมสติอารมณ์ของท่านฟังดิฉันนะคะ ดิฉันบอกว่าทุกคน มีพรรคการเมือง ไม่ได้บอกว่าพรรคไหนเลย ดิฉันยังไม่ได้เอ่ยเลยว่าพรรคไหน ดิฉันยกตัวอย่างให้ฟัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

อ้าว ฟังอยู่ท่านก็วินิจฉัยให้มันตรงไปตรงมาสิคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ ผมฟังอยู่ ผมก็ถึงได้วินิจฉัยแล้วอย่างไรครับว่าผมฟังอยู่แล้วท่านก็ยังอยู่ในเรื่องเหตุผลที่ท่านพูด เมื่อสักครู่นี้ล่ะ เพียงแต่ไม่เอ่ยถึงอะไรที่จะเสื่อมเสียถึงบุคคลอื่นครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

แล้วนี่ มันเสื่อมเสียตรงไหน ดิฉันยกตัวอย่างมันเสื่อมเสียตรงไหน ท่านประธานไหนบอกดิฉันหน่อยสิ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ได้ว่าอะไร ผมเพียงแต่ ตีกรอบไว้ก่อน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ไม่ต้อง ตีกรอบหรอกค่ะ ดิฉันก็ยกตัวอย่างให้ฟังอย่างไรว่าทุกคนมันมีพรรคการเมือง แต่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าสมาชิกจะเลือก ๒๒ คน เลือกโดยอิสระไม่ได้อยู่ในอาณัติของใคร ดิฉันก็เลยยกตัวอย่างอย่างไรว่าถ้าเกิดอยู่ในพรรคการเมืองเกิดพรรคให้เลือก นาย ก เกิดตัวเองไปเลือก นาย ข พอรู้ว่าอันนี้ไม่เลือก พอเสร็จเดือนนี้ท่อน้ําเลี้ยง ๑๕๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ไม่ทําตามมติพรรค ก็ตัดออก ดิฉันไม่ได้พูดถึงพรรคไหนเลย เข้าใจ ใช่ไหมคะท่านประธาน นี่อย่างไรเดี๋ยวดิฉันจะไม่เคารพอีกแล้วนี่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ เชิญต่อครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างไรคะว่าถ้าเมื่อท่านประธาน มีบัญชีอย่างนี้ก็จะทําให้การที่จะให้สมาชิกมาลงมติแต่งตั้ง สสร. มันก็จะเป็นบัญชีบาปนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเป็นห่วงตําแหน่ง ตําแหน่งท่านประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็น บัญชีบาปเลือกไปแล้วมันได้คนที่ประธานบล็อกไว้หมดเลย รัฐธรรมนูญมันก็เลยโดยบล็อก มันไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน ดิฉันเป็นห่วงอย่างไรกลัวว่ามันจะเป็น รัฐธรรมนูญของประธานรัฐสภา ดิฉันจึง อย่าเพิ่งกดนี่จะจบอยู่แล้ว ท่านก็กดอยู่อย่างนี้ แล้วมันจะจบได้อย่างไร

(นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับท่าน เชิญครับ

นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ส.ส. ถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านควบคุมการใช้เสียงครับ เพราะว่าผมไม่ได้ยินเลยแกพูดนี่ แกพูดแผ่วเบา เหลือเกิน อยากให้พูดดังกว่านี้หน่อยครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านรังสิมาต่อครับ บรรยากาศดีนะครับ จริง ๆ เชิญต่อครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานคะ เสียงนี่จะดัง ไม่ดังมันอยู่ที่คนควบคุมนะคะ ไม่ได้อยู่ที่ดิฉัน เพราะฉะนั้น คนควบคุมควบคุมไม่ดี โทษดิฉันไม่ได้หรอก ท่านประธานต้องสั่งห้องควบคุมเสียงค่ะ เลยลืมเลย เมื่อกี้นี้ เริ่มต้นใหม่ก่อน เดี๋ยวนะคะ คือว่าบัญชีที่ประธานตั้งกรรมการมาก็จะได้กรรมการ ที่เป็นของท่านประธานทั้งหมด เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมดเลยนะคะ แล้วพอมาลงมติเลือก สสร. บัญชีนี้ก็จะเป็นบัญชีบาปที่ดิฉันบอกอย่างไรคะ มันจะไม่ได้รัฐธรรมนูญในฉบับของ พี่น้องประชาชน มันจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามความต้องการของประธานรัฐสภา และประธานรัฐสภาถ้าไม่เป็นกลางมันก็จะไปตามคําสั่งของใครคนใดคนหนึ่งนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการทบทวนว่าอันนี้ควรที่จะแก้ไขตามที่ ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้หรือไม่ เพราะว่าถ้าท่านตอบว่าสมาชิกเลือกโดยอิสระแล้วก็ ไม่ได้อยู่ในอาณัติของใคร ดิฉันคิดว่าถ้าสมาชิกมีสมอง ดิฉันไม่กังวลหรอกค่ะ แต่ดิฉันกลัวสมาชิก คือพูดง่าย ๆ มีแต่กะโหลก ไม่มีสมอง ยกมือตาม หันซ้าย หันขวาตามคนบัญชาค่ะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้กรรมาธิการได้ทบทวนค่ะ ขอบคุณค่ะ

(นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านผู้ประท้วง ข้างหลังก่อนครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานข้อ ๕ และขอประท้วงผู้อภิปราย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม น้องรังสิมา ท่านประธานคะ ท่านปล่อยให้ผู้อภิปรายพูดได้อย่างไรคะท่านประธาน ในสภานี้ ไม่มีสมอง แล้วสมาชิกผู้ทรงเกียรติละคะท่านประธาน แล้วถามว่าคําขอประท้วงผู้อภิปรายว่า สมาชิกของเรา แม้กระทั่งน้องบอกว่า ท่านไม่เคารพประธาน คําพูดนี้ถึงแม้ไม่เคารพประธาน แต่สถานที่ละคะท่านประธาน ควรเคารพสถานที่ จะทําให้สภาตกต่ําถึงขนาดไหนคะ ผู้ทรงเกียรติ พูดแบบนี้ ขอประท้วงท่านประธานว่าปล่อยให้อภิปรายได้อย่างไร ประท้วงท่านประธานข้อ ๕ โปรดวินิจฉัย ขอให้ผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ให้ถอนคําพูดคําว่า ไม่มีสมอง ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านรังสิมา เมื่อกี้ ท่านพูดคําว่า สมาชิกไม่มีสมอง ขอความกรุณาท่านถอนคําพูดครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือดิฉันได้อภิปรายว่าทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้อธิบายว่าการที่เลือกสมาชิก ๒๒ คนนี้สมาชิกรัฐสภาเลือกโดยอิสระ ไม่ได้อยู่ในอาณัติของใคร ดิฉันก็เลยเปรียบเทียบว่าถ้าสมาชิกมีสมอง ดิฉันไม่กังวลเลยนะคะ คือไม่ตามใคร พูดกันง่าย ๆ คือเลือกตามความคิดของตัวเอง แต่ถ้าเกิดว่าสมาชิกไม่มีสมอง คือกลัวถูกตัดเงิน แล้วก็ต้องทําตามบัญชีใบสั่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับท่านรังสิมา คือเปรียบเทียบอย่างนั้นทําให้คนเข้าใจว่าตรงนี้เป็นอย่างนั้น คือถ้าไม่มีนี้นะครับ อย่าพูดแล้วครับ มีสมองครับท่านครับ ถอนเถอะครับ ถอนคําว่า สมาชิกไม่มีสมอง ออกเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

คือดิฉันอธิบายก่อน ดิฉันไม่ได้ว่าใคร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

เดี๋ยวยกตัวอย่างให้ฟัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้เข้าใจแล้ว แต่ว่า บังเอิญคํานี้มันไม่เหมาะที่จะใช้ตรงห้องนี้ครับ ขอความกรุณาท่าน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ไม่มีสมอง มันผิดตรงไหนคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอ้โฮ มันไม่ดีครับท่านครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ไม่ค่ะ ดิฉันยกตัวอย่างอย่างไร เปรียบเทียบให้ฟัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่าสมาชิกไม่มีสมอง ท่านถอนเถอะครับ เดี๋ยวครับผมยังไม่จบครับ สักครู่ครับ เชิญครับ ถอนเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ถอนว่า ให้ถอนว่าอย่างไรคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สมาชิกไม่มีสมอง

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ได้ค่ะ คือถ้าสมาชิกมีสมองไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไม่มีสมองดิฉันก็ขอถอน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่มีสมอง ไม่ได้นะครับ ไม่พูดครับ เชิญครับ ถอนแล้วนะครับ เชิญข้างหลัง ท่านสมยศเชิญครับ

พลตํารวจโท สมยศ ดีมาก สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท นายแพทย์สมยศ ดีมาก ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานแล้วก็ผู้อภิปรายที่พูดไปแล้วนะครับว่า ท่านได้ใช้คําพูดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าสมาชิกของรัฐสภานี้มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ด้วย ตัวกระผมเอง ก็เป็นแพทย์และเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านมาบอกว่าสมาชิกที่ไม่มีสมอง มีแต่กะโหลก ท่านได้พูดจาเสียดสีพวกเราบ้าง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมยศครับ ท่านครับ ขอความกรุณาคือเมื่อสักครู่นี้ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ แล้วท่านก็ได้ถอนแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ฟังก็เข้าใจนะครับ

พลตํารวจโท สมยศ ดีมาก สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ท่านต้องเตือนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้อภิปรายมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านผุสดี ตามไท ครับ เชิญครับ

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้เอาไว้นะคะ แต่ท่านประธานคะ ดิฉันเสียใจที่ต้องพูดสิ่งต่อไปนี้นะคะ สั้น ๆ ท่านประธานคะ เป็นอีกครั้งหนึ่งแล้วนะคะที่มีหลักฐานชัดเจนว่ากรรมาธิการนี้รีบร้อน รวบรัดแล้วก็ลุกลี้ลุกลนจัดทํารายงานแล้วก็เร่งรีบเสนอท่านประธาน ดิฉันทราบว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เร่งรีบเสนอรายงานนี้ในวันศุกร์ที่ ๖ เมษายนซึ่งเป็นวันหยุด ท่านประธานคะอันที่จริงดิฉันต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ของสภาที่ตรากตรําทํางานหนัก อย่างมากเลยนะคะ วันหยุดก็ไม่ได้เว้น แต่ว่าเราจะโทษเจ้าหน้าที่สภาไม่ได้เลยเพราะหาก ท่านกรรมาธิการรีบร้อนเช่นนี้แล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่เหมาะสมจะมาอธิบายว่าทําไมถึงต้องรีบร้อน ขนาดนี้ แล้วก็ส่งผลให้รายงานฉบับนี้ผิด ๆ ถูก ๆ ตกหล่นแล้วก็เป็นรายงานฉบับใบปลิว ที่ต้องมีใบปลิวแทรกเหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกได้เคยปรารภไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นดิฉัน ต้องขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ค่ะ คือขอแก้ไขรายงานก่อนอื่นเลย ปรากฏอยู่ในหน้า ๑๗๙ ซึ่งเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้ตรงกับที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ดังนี้นะคะ ท่านประธานคะ ในวรรคแรกถ้าเผื่อท่านจะกรุณาให้ทางกรรมาธิการได้เปิดรายงานนะคะ วรรคแรกนั้นถูกต้องแล้ว วรรคสองในบรรทัดที่ ๓ ซึ่งต้องแก้ไขค่ะ เป็นอันว่ามาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) และ (ข) ไม่มี (ค) นะคะ วรรคสาม ท่านตัดทิ้งไปนั้น ถูกต้องแล้ว แต่วรรคสี่ท่านประธานคะ ยังคงปรากฏในรายงานหน้า ๑๗๙ อันนี้ต้องตัดทิ้ง ทั้งวรรคค่ะ เพราะที่ดิฉันแปรญัตติไว้ ดิฉันตัดทิ้งวรรคนี้ไปทั้งวรรคเลย เพราะฉะนั้นดิฉัน ต้องขอกราบเรียนท่านประธานก่อนอื่นเลยนะคะเพื่อจะผ่านไปยังกรรมาธิการว่าท่านต้อง แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าการลุกลี้ลุกลนจัดทํารายงานลวก ๆ อย่างนี้เป็นปัญหา เพราะในท้ายที่สุดแล้วท่านประธานก็ทราบ พวกเราก็ทราบ การบันทึกรายงานต่าง ๆ นี้ เป็นสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่ นอกเหนือจากที่การพูดแล้วก็เป็นการอัดเทปไว้ เพราะฉะนั้น เอกสารรายงานจึงเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งของรัฐสภา ไม่ว่าการแก้ไขอย่างไร ตรงไหนจะเล็กจะน้อย ท่านก็ต้องทําอย่างรอบคอบและละเอียดที่สุด เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขอร้องท่านประธานว่า ดิฉันไม่แน่ใจก่อนหน้านี้มีใบปลิวมาแล้วทีหนึ่ง ของดิฉันเองในมาตรานี้ก็จะต้องเป็น ใบปลิวแทรกที่สองเพื่อจะต้องทําให้รายงานนั้นสมบูรณ์ ดิฉันไม่อยากจะให้ท่านประธานคิดว่า เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมาอะไรกันนักหนา แต่ท่านประธานดิฉันก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานตรงนี้ ว่าการที่เราไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องที่หลายคนคิดว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต หากไม่ได้เป็นปัญหาอะไรที่มันจริงจังและเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ก็อาจจะไม่ค่อยเท่าไร แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายตรงนั้นเป็นเรื่องใหญ่ จึงขอร้องจริง ๆ ว่าท่านต้องให้คณะกรรมาธิการนั้นไปช่วยดูว่า ดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าของคนอื่น ตรงอื่นยังมีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้าง แต่ของดิฉันเองต้องขอรบกวนท่านประธานเลยนะคะ

ในสาระสําคัญที่ดิฉันได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้มันมีสัก ๒-๓ เรื่อง บางเรื่อง สมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว แต่ดิฉันก็ยังอยากที่จะขอย้ํา

เรื่องแรก คือเรื่องของเวลา ที่ดิฉันแปรญัตติไว้ก็คือว่าให้รัฐสภาดําเนินการ คัดเลือก สสร. ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน ท่านประธานคะ ทําไมอีกเพียง ๑๕ วันถึงทนไม่ได้ ๑๕ วันเพิ่มขึ้นไปจาก ๗๕ วันนั้นมีความหมายมากเหลือเกิน ทําไมคะ ดิฉันคงจะขออนุญาต แม้ว่ามีเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้แล้วก็ยังอยากที่จะขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นเพราะเป็นการ เปิดโอกาสเพื่อทําให้การพิจารณาการคัดสรรนั้นเป็นไปด้วยความรอบคอบ รัฐสภาควรจะ เปิดโอกาสให้กับประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมในการที่จะตรวจสอบคุณสมบัติ ประสบการณ์ และ หรือพฤติกรรมของผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็น สสร. ท่านประธานตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ คือตัวแปรที่สําคัญที่สุดในกระบวนการร่างหรือกระบวนการแก้ไขทั้งหมด ต้องยอมรับ ในความเป็นจริงว่าประชาชนอย่างดิฉันเองหรืออย่างคนอื่นอีกหลายคน อาจจะมีความคิดความอ่าน ในเรื่องของบ้านของเมือง ในเรื่องของกติกา แต่ดิฉันก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่าดิฉัน ไม่มีประสบการณ์อย่างกว้างขวาง ในเรื่องของการเรียงร้อยคําต่าง ๆ และ หรือส่วนที่ควรจะ เขียนลงไปให้ครอบคลุมและสามารถนําไปปฏิบัติได้ต่อคนทุกคนทั้ง ๖๗ ล้านคนในวันนี้ โดยที่ไม่มีช่องโหว่หรือถ้าจะมีก็ต้องให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นตัวคุณสมบัติของ สสร. ประเภทนี้ที่จะต้องเข้าไปช่วยทําหน้าที่อย่างเข้มแข็งในเชิงวิชาชีพ ในเชิงประสบการณ์ ที่ต้องกว้างขวางและครอบคลุม เพราะฉะนั้นท่านประธานคะถ้าเผื่อว่าได้ สสร. ที่จะต้อง ทําหน้าที่ดังกล่าวนี้ ที่มีคุณสมบัติดีมีประสบการณ์กว้างขวางครอบคลุม มีจิตวิญญาณ ของความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็คิดได้ในภาพกว้าง คิดไกลไปกว่าตัวเอง คิดไกลไปกว่า ผลประโยชน์ส่วนตน และ หรือพรรคพวกเพื่อประโยชน์ของประเทศแล้วก็ประชาชนโดยรวม ถ้าเผื่อว่าเราได้ สสร. อย่างนี้ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วเพราะเราก็จะมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญ ที่เขียนนั้น ซึ่งเราต้องถือว่าเป็นกติกาสําหรับคนทุกคน และเป็นกติกาสูงสุดต่อการที่เราจะอยู่ด้วยกัน อย่างเสมอภาค อย่างเป็นธรรมและอย่างสันติ เพราะฉะนั้นเวลา ๙๐ วัน ดิฉันก็คิดว่า อยากจะต้องเน้นว่าถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการจะคิดทบทวนเสียใหม่ แล้วก็สะท้อนให้เห็น จิตวิญญาณของท่านอย่างแท้จริงว่าท่านไม่ได้รีบร้อน ลุกลี้ลุกลน รวบรัด ที่ผ่านก็เพียงพอแล้ว หยุดเถอะค่ะ แล้วก็ให้โอกาสการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปด้วยดี เป็นไปเพื่อประชาชน ทั้งหมด ในเวลาอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของ ๓๐ วัน ก็คือสภาของสถาบันอุดมศึกษา แล้วก็องค์กรต่าง ๆ จัดทําบัญชีรายชื่อให้เสร็จแล้วก็ส่งให้ประธานรัฐสภา แทนที่จะเป็น ๑๕ วัน เป็น ๓๐ วัน เหตุผลก็เช่นเดียวกันละค่ะ การมีเวลามากขึ้น อันนี้ก็ไม่ได้ทําไปเป็นปีนะคะ ก็เพียงแต่เพิ่มขึ้น อีกนิดเดียว ๒ สัปดาห์ ก็จะมีโอกาสทําให้การคิดพิจารณาและการจัดทําบัญชีทั้งหลายนี้ รอบคอบ ละเอียด แล้วก็มีโอกาสที่จะเป็นรายชื่อที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็ทําให้กระบวนการนั้น ดําเนินไปด้วยการมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์โดยรวมได้นะคะ

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันตัด (ค) ออก คือประเภท (ค) ออก ที่จริงมันก็สอดคล้องกับมาตรา ๒๙๑/๑ ก็ขออนุญาตย้ําให้ท่านประธานทราบอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความจริงใจว่าที่ดิฉันคิดว่าไม่ควรจะต้องมีประเภทที่มีผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานทราบไหมคะว่าทําไม ดิฉันต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้เลยนะคะว่าประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นมันทําให้ดิฉัน ไม่ไว้วางใจเลย และไม่มีความเชื่อมั่นว่าคนที่ก้าวเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน บุคคล ประเภทนี้ค่ะ ว่าเขาจะคิดหาช่องทางไหมคะ เขาจะคิดหาวิธีการไหมคะ ที่จะเขียนกติกา ที่เอื้ออํานวยต่อการที่เขาจะกินรวบ รวบอํานาจ หรือการใช้อํานาจไปอย่างไม่ชอบธรรม คือตามอําเภอใจ และไม่ต้องถูกตรวจสอบ ท่านประธานคะ ตรงนี้ละค่ะสําคัญที่สุด ดิฉันคิดว่า บางครั้งคนเราอยู่ดี ๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่พออํานาจเข้าไปอยู่ในมือ ในตัว ในตราทั้งหมดแล้วนี่นะคะ ก็มักจะเผลอแล้วก็คิดเรื่อยไปว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้องจะทําอะไรก็ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น สิ่งหนึ่งที่สําคัญที่สุดไม่ว่าอํานาจนั้นจะมาจากเสียงเลือกตั้งมากเท่าไรก็ตาม แต่ไม่มีสิทธิ จะใช้อํานาจนั้นตามอําเภอใจ ดิฉันต้องขอกราบเรียนท่านประธานเลยว่าจริง ๆ แล้วเราทุกคน ที่เรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างเอาเป็นเอาตายต้องยอมรับความเป็นจริงค่ะว่าอํานาจใด ๆ ต้องมีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นวิธีคิดในการที่จะต้องหาช่องทาง เขียนกติกาให้มีการใช้อํานาจ ได้อย่างไม่ต้องถูกตรวจสอบนั้นน่ากลัวเหลือเกิน และนั่นคือเหตุผลนะคะที่ไม่ต้องเอา (ค) ออกไป ที่จริงมาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันก็แพ้ไปแล้ว แต่ยังต้องย้ําไว้เพื่อที่จะเป็น เครื่องเตือนใจว่าในมาตราตรงไหนก็ตามถ้ามีช่องทางให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ดิฉันคิดว่า เราคงยอมไม่ได้ ขอบพระคุณท่านประธานคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ย ครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารักครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ความจริงแล้ว ผมก็แพ้ในมาตรา ๒๙๑/๑ มาแล้ว แต่ถึงกระนั้นอยู่ในจํานวน สสร. ที่จะมีการคัดเลือกมา ๒๒ ท่านนั้น กระผมติดใจในส่วนขององค์กรภาคเอกชนครับท่านประธาน ผมไม่ติดใจที่จะให้ ประธานรัฐสภาดําเนินการให้มีการคัดเลือก ไม่ติดใจ เพราะว่าในการคัดเลือกนั้นเราก็เห็น การคัดเลือกมาหลายตําแหน่งแล้วครับท่านประธานครับ สรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๗๓ ท่าน ๗ อรหันต์กาทั้ง ๗๓ แล้วก็สรรหาอย่างหนึ่งที่เราเคยกามา กาเท่ากับจํานวนที่เป็น ไม่ใช่ตัวปัญหาครับ ท่านประธานครับ ผมดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้ เพื่อจะนําไปใช้โดยประมาณปี ๒๕๕๖ นี้ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการเป็นอยู่รวมกันตามข้อบัญญัติหลักที่ได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ อย่างไรก็แล้วแต่ในจํานวน ๒๒ คนจะมีสรรหานั้น ผมคิดว่าระยะเวลานั้นกระผมไม่ติดใจในเรื่องเงื่อนของเวลา ในเรื่องที่แพ้มาแล้วก็ไม่ติดใจ เพราะว่า ณ บัดนี้ประชาชนก็ฟังอยู่ และจากการที่ลงพื้นที่ ประชาชนก็ได้มีการเตรียมการ ในการที่จะลงสมัคร สสร. แล้ว ที่จังหวัดกระบี่ก็มีการเตรียมการแล้วครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการที่ว่าประชาชนจะไม่ทันหรือเรียนรู้ไม่ทันนั้นคงเป็นไปไม่ได้ คงจะมีระยะเวลา ที่จะให้เตรียมตัวในการดําเนินการครับท่านประธานครับ ครั้งที่ผมติดใจคือให้สภาของ สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ผมไม่ติดใจตรง ๒ ส่วนแรก ติดใจในส่วนขององค์กรภาคเอกชนครับท่านประธานครับ องค์กรภาคเอกชนนั้น กําหนดไว้ห้วน ๆ เลยครับ ให้ประธานรัฐสภาไปขยายว่ามีองค์กรอะไรบ้าง เท่าที่เราทราบว่า มีการสรรหา กสทช. ทําให้องค์กรทั้งหลายมีปัญหามาก ยังมีการฟ้องร้องกันอยู่ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต้องขอฝากไปยังท่านประธานรัฐสภานะครับว่า ให้ท่านพยายามแต่งตั้งคณะทํางาน ในการช่วยท่าน ซึ่งผมคิดว่าท่านประธานรัฐสภาคงไม่ไปทํากับมือตัวเองหรอกครับ ผมติดใจ ในภาพของเอกชนที่จะขอให้ขยายความ โดยขยายว่า และองค์กรเอกชนที่ให้ปริญญา สาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยแต่ละแห่งคัดเลือกมา ๒ คนเพื่อที่จะนํามารวมกันให้ รัฐสภาแห่งนี้ได้สรรหา สสร. ทั้งหมดนั้นให้เหลือ ๒๒ คน กว่าจะมาถึงรัฐสภาแห่งนี้ คณะ ๑๕ ท่านที่รัฐสภาได้แต่งตั้งนั้นก็ทําหน้าที่เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีเบื้องหน้า เบื้องหลัง เป็นอย่างไรในแต่ละบุคคล ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีปัญหาในส่วนนั้น เพราะบัดนี้ก็เหลือเวลาอีก ก็น่าจะเพียงพอ บางท่านกล่าวว่าทําไมรีบแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแก้วัน ๒ วันไม่เสร็จครับ เพราะคราวนี้คิดว่า ๓๐๐ กว่าวันรวมทั้งหมดกว่าจะเสร็จเรื่อง เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาปีกว่า ๆ นะครับ ถือว่าไม่รีบครับ เมื่อสรุปตามนี้ ท่านประธานครับ ผมเลยจะเสนอให้สมาชิกรัฐสภา ได้ทราบว่าตามที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้นั้น อยากจะให้ขยายในส่วนที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ว่าในภาพขององค์กรเอกชนนั้นมันห้วน มันสั้น ๆ คือผมไม่แน่ใจว่าทางท่านประธานรัฐสภา จะกําหนดออกมาให้มันได้ถูกต้อง พึงพอใจหรือว่าเคลียร์กับความต้องการของผู้ที่จะมาสมัครเป็น สมาชิก สสร. ในคราวนี้ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาในการอภิปรายครั้งนี้ไม่มาก เนื่องจากว่ารอเวลาที่จะโหวตมาตรา ๒๙๑/๖ มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว คราวที่แล้ว ๑ วัน คิดว่าวันละ ๑ ทับก็น่าจะดี อันนี้วันหนึ่งไม่ได้ครึ่งทับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่ามาตรานี้ น่าจะได้โหวต แต่จริง ๆ แล้วถ้าผมจะตัดตอนขอเสนอให้ยุติการอภิปรายเพื่อจะโหวตเลย ดูจะกระไรอยู่ เพราะว่าท่านสมาชิกรัฐสภาบางท่านยังเตรียมการที่จะมาเผยแพร่หรือว่า เผยแผ่วิธีการทํางานในการคัดเลือก สสร. เพื่อที่จะให้มีประสิทธิภาพในการมาทําหน้าที่ พวกเราทั้งหลาย เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ ต่อไป ขอขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ เชิญคุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะวิปฝ่ายค้านนะครับท่านประธานครับ ผมจะขอหารือท่านประธาน เนื่องจากว่าอีกสักประมาณครึ่งชั่วโมงการถ่ายทอดสดทางช่อง ๑๑ นี่ ก็จะยุติลงแล้ว แต่ก็ได้มีการหารือกันระหว่างวิป ๓ ฝ่าย เมื่อตอนประมาณช่วงเที่ยงนี่นะครับว่า ถ้าเมื่อ การถ่ายทอดช่อง ๑๑ ยุติแล้ว ทางวิปรัฐบาล ทางฝ่ายท่านประธาน ทางฝ่ายรัฐบาล จะพยายามติดต่อให้ทางช่องไทยพีบีเอสรับช่วงในการถ่ายทอดต่อนะครับ ผมก็เลยอยากจะ ขอถือโอกาสเรียนถามท่านประธานนะครับว่าช่วงตั้งแต่ ๔ โมงเย็นวันนี้เป็นต้นไป ได้ดําเนินการหรือยังครับ ที่จะให้มีการถ่ายทอดอีกช่องหนึ่ง แทนที่ของช่อง ๑๑ คือใช้ที่วิปฝ่ายรัฐบาลได้พูดเอาไว้นะครับ คือช่องไทยพีบีเอสนะครับ ขอเรียนถามท่านประธานครับว่า การประสานงานเรียบร้อยหรือยังครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอดีข้อตกลงของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เพิ่งมาถึงผม จะให้ผมอ่านให้ฟังไหม

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ ส.ส. ตรัง เมื่อกี้ผมก็อ่านแล้วครับ ในนั้นเขามีเขียนไว้ด้วยว่าในเรื่องของ การถ่ายทอดสดนะครับว่าทางวิปรัฐบาลจะพยายามติดต่อช่องไทยพีบีเอสข้อหลัง ๆ ครับ ข้อสุดท้ายครับท่านประธานครับ ท่านเห็นแล้วใช่ไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เห็นแล้วครับ การถ่ายทอดมีความเห็นร่วมกันว่าจะยังให้คงมีการถ่ายทอดนะครับ สําหรับช่วงเวลา สถานีเอ็นบีที (NBT) ช่อง ๑๑ มีเหตุต้องงดการถ่ายทอดร่วมกัน ทางวิปรัฐบาลจะขอความร่วมมือ จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสให้ทําการถ่ายทอดสดแทนนะครับ ตอนนี้เดี๋ยวผมขอเวลานิด นะครับ แล้วเดี๋ยวตอบให้คุณหมอทราบครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ

ประการที่ ๑ ได้หารือท่านประธานไปเมื่อเช้าด้วยว่าขอให้ผู้อํานวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบคุมการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ได้กรุณาบอกเหตุผลความสําคัญ ของการถ่ายทอด ๔ โมงเย็นวันนี้ในเรื่องของกีฬาว่าเปรียบเทียบกับการถ่ายทอดเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นซึ่งเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ๖๕ ล้านคน เหตุผลว่าสําคัญกว่า อย่างไร ประการที่ ๑ เพราะท่านผู้อํานวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ทําขัดต่อกฎหมายครับ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์มีหน้าที่ถ่ายทอด ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยระหว่างรัฐสภากับประชาชน ท่านต้องขอให้ตอบให้ได้ ด้วยนะครับ ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ขออนุญาตเรียนครับว่าตามพระราชบัญญัติองค์กรแพร่ภาพ กระจายเสียงสาธารณะ ไทยพีบีเอสไม่อยู่ภายใต้การกํากับของรัฐครับ เขามีอิสระที่จะ ถ่ายทอดหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนไประหว่างที่มีเวลาเหลืออีกครึ่งชั่วโมงครับ มีสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การกํากับของรัฐ คือสถานี อสมท. ครับ ช่อง ๙ อสมท. ครับ ประธานนั้นอยู่ภายใต้กํากับของรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี รักษาการผู้อํานวยการ ก็อยู่ภายใต้กํากับครับ ขอความกรุณาท่านประสานไปที่ช่อง ๙ ให้ถ่ายทอดแทนนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าท่านสมาชิก เอาเป็นอย่างนี้นะครับ เรื่องการถ่ายทอดสด ผมในฐานะประธานรัฐสภามีความเห็น ให้มีการถ่ายทอดสดนะครับ ส่วนอีกครึ่งชั่วโมงที่หารือกันที่ว่าฝากวิปรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ประสานกับรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามนี้นะครับ ส่วนจะดําเนินการอย่างไรก็แจ้งมา เพียงแต่ หลักการคือต้องถ่ายทอดนะครับ อย่างนั้นนะครับ จะได้จบนะครับ ก็ฝากวิปรัฐบาลด้วยนะครับ ผมต่อเลยนะครับ ท่านอานิกเชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ในหลาย ๆ จุดนะคะ แต่ก็จะขออนุญาตอภิปรายกับท่านในเชิงประเด็นนะคะ

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของเงื่อนเวลาค่ะ ก็จะมีตั้งแต่วรรคแรกที่รัฐสภา ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ดิฉันขอเสนอให้ปรับเพิ่มจาก ๗๕ วัน เป็น ๑๒๐ วัน แล้วก็ในส่วนอื่น ๆ ก็จะมี ในวรรคอื่น ๆ เกี่ยวกับการสรรหา การพิจารณาคุณสมบัติ ดิฉันก็ขอเสนอให้เพิ่มจาก ๒๐ วัน เป็น ๔๕ วัน จาก ๑๕ วัน เป็น ๔๕ วัน เป็นต้น ในประเด็นเงื่อนเวลาเหล่านี้เหตุผลที่ดิฉันคิดว่า ควรจะเลื่อนให้มากเพียงพอ ก็เพราะว่าเรากําลังทํากฎหมายที่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศชาติ แล้วก็เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบที่ค่อนข้างจะผิดปกติ ก็มีหลายท่าน ใช้คําว่า เหมือนกับเป็นการรัฐประหาร เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะว่าวิธีการถึงแม้ว่า จะใช้วิธีผ่านรัฐธรรมนูญเดิม แต่ว่าการตั้ง สสร. การตั้งธงที่จะต้องรื้อทั้งหมดโดยไม่มี คําอธิบายว่าเปลี่ยนแปลงตรงไหน เพราะอะไร อะไรเป็นปัญหา อะไรควรจะเปลี่ยนแปลง มันก็ทําให้ประชาชนจํานวนมากโดยเฉพาะฝ่ายที่เลือกเสียงข้างน้อย หรือฝ่ายที่อาจจะไม่ได้ ไปเลือกตั้งในคราวที่แล้ว ซึ่งดิฉันว่ารวมแล้วเกิน ๑๐ ล้านคนมีความเคลือบแคลงสงสัย แต่ว่าไหน ๆ เราก็ต้องเคารพในกติกานะคะว่าเสียงข้างมากเลือกแล้วว่าจะต้องให้ทํา ดิฉันก็เสนอวิงวอน ต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าอยากให้ทําให้ดีที่สุดให้เป็นประชาธิปไตย มากที่สุดนะคะ แสดงความบริสุทธิ์ใจให้มากที่สุด จึงอยากที่จะให้เลื่อนเงื่อนเวลาเหล่านี้ ออกไปเพื่อกระบวนการสรรหาต่าง ๆ จะได้เป็นไปโดยเรียบร้อย แล้วก็หาผู้ที่จะมาเป็น ผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยร่างรัฐธรรมนูญที่มีความชํานาญ มีเจตนาดีต่อส่วนรวม และมีความหลากหลาย ทางความคิดค่ะ เพื่อที่เราจะได้รัฐธรรมนูญของประเทศที่เป็นของคนทั้งหมด แล้วก็เป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์สูงสุดจริง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องของเงื่อนเวลา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของอํานาจของท่านประธาน ซึ่งในร่างเดิมกําหนดไว้ว่า ในมาตราส่วนนี้จะเป็นท่านประธานให้ทําอย่างโน้นได้ อย่างนี้ได้หลาย ๆ อย่าง ดิฉันก็เรียนเสนอ ด้วยความเคารพนะคะ อยากจะเปลี่ยนเป็น รัฐสภา เฉย ๆ ตัดคําว่า ประธาน ออกไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยอํานวยให้สิ่งที่ท่านประธานจะเป็นผู้ดูแลอยู่แล้วนี่นะคะ ได้สามารถ ดําเนินการกระทําโดยได้อาศัยเสียงข้างน้อยและความหลากหลายในรัฐสภาแห่งนี้ ช่วยกันทําให้ กระบวนการต่าง ๆ นั้นดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ถึงแม้ว่าดิฉันเองก็ไม่เห็นด้วยกับการ รื้อรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่รื้อแล้วก็อยากให้สร้างใหม่ให้ดีที่สุดนะคะ

ประเด็นถัดไป ก็จะอยู่ในเรื่องของหน่วยงานการคัดเลือก ซึ่งดิฉันเอง ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่พูดถึงว่าจะต้องมีการคัดเลือกตามหมวดที่เป็น มาตรา ๒๙๑/๑ (ก) (ข) และ (ค) ดิฉันก็มี (ง) ด้วยนะคะ ซึ่งก็จะเป็นองค์กรภาคเอกชน ทางด้านประชาธิปไตยต่าง ๆ ซึ่งตั้งแต่ ๑๔ ตุลามาก็จะมีหลายองค์การ และในส่วน (ค) ก็ได้เสนอว่าควรจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านปรองดองด้วย แต่ตรงนี้ตกไปแล้วก็ไม่เป็นอะไร ไม่พูดถึงกันก็ได้นะคะ ก็น่าเสียดายค่ะ เพราะว่าเราควรจะเพิ่มความหลากหลายให้มากที่สุด แต่ยังมีเรื่องของจํานวนของผู้ที่จะถูกคัดเลือกสรรหามาในเบื้องต้นนะคะ ซึ่งในร่างปัจจุบัน ได้เขียนไว้ว่าให้เสนอได้หน่วยละ ๒ คน ดิฉันเรียนเสนอว่าควรจะอย่างน้อย ๔ คน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความหลากหลายเพื่อให้มีโอกาสที่จะได้ผู้เชี่ยวชาญที่แสดงเป็นจุดยืน ที่หลากหลายในสังคมที่อาจจะไม่ได้เป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยหลาย ๆ อย่างจะได้มีโอกาส แสดงออกมา และเราจะได้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี อันนี้คือจาก ๒ คน เป็น ๔ คน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ขัดกับหลักการ ของทางฝ่ายเสียงข้างมาก ก็อยากจะขอท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านลองพิจารณาดู เพราะเมื่อสักครู่ก็มีสมาชิกท่านอื่นได้เสนอประเด็นนี้เหมือนกัน ท่านอาจจะเสนอจําไม่ได้แล้ว เป็น ๓ คน หรือเท่าไร ดิฉันเสนอ ๔ คน ก็ฝากท่านพิจารณาด้วย

ในประเด็นถัดไป ประเด็นสุดท้ายก็คือเป็นเรื่องวิธีการลงคะแนนคัดเลือก ของสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเสนอว่าแทนที่จะเป็นการออกคะแนนเป็นการลับขอให้กระทําโดยเปิดเผย อันนี้ดิฉันก็ทราบว่าฟังดูแล้วก็ผิดปกติ ผิดธรรมเนียม แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ผิดปกติแล้วก็ผิดธรรมเนียมมากเลยค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการรัฐประหารแต่ก็เป็นการ รัฐประหารผ่านสภา ผ่านระบบเลือกตั้งเป็นคล้าย ๆ กับที่เขาพูดเสียงข้างมากลากไป เพราะฉะนั้นเพื่อเราจะแก้ไขตรงนี้ไม่ให้ประชาชนที่อยู่ในเสียงข้างน้อย และเสียงจํานวนอีกมาก ที่ไม่ได้เลือกท่านหายเคลือบแคลงสงสัยว่ามีประเด็น มีความเงื่อนงําอะไรที่จะทําเพื่อล้างผิด คนบางคนหรือเปล่า จะมีการกระทําเพื่อที่จะทําให้การตรวจสอบถ่วงดุลโดยระบบศาล โดยองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้สูญเสียหรือเปล่า จะมีการแก้ไขเพื่อให้สิทธิของชุมชน ของประชาชนน้อยลงไปหรือเปล่า ก็อยากจะเสนอว่าเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ที่จะให้ สมาชิกรัฐสภาคัดเลือกโดยเปิดเผยเพื่อจะสร้างความโปร่งใส แล้วก็สามารถจะอธิบายได้ ทําไมจึงเลือกคนคนนั้น คนคนนี้เข้ามา ก็เป็นการลดความเสี่ยงของพวกมากลากไปเพื่อเราจะได้ มีโอกาสได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนทุกคนจริง ๆ มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แล้วก็สร้างสันติสุขได้อย่างแท้จริง ก็ขออนุญาตให้ท่านประธานลองพิจารณานะคะ อันนี้ไม่ขัดกับ หลักการของท่าน แล้วก็มีสมาชิกหลายท่านเสนอเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ แต่ประเด็นเรื่อง โหวตโดยเปิดเผยดิฉันก็อยากจะเรียนเสนอให้ท่านพิจารณาจริง ๆ เพราะว่ามันจะได้เป็นการ แสดงความบริสุทธิ์ใจ ถึงผิดปกติแต่การแก้รัฐธรรมนูญเขาเรียกว่าผิดปกติมากค่ะ แต่เราน่าจะใช้ วิกฤติอันนี้ให้เป็นโอกาสสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งอาจจะทําได้ถ้าท่านปรับกลไกวิธีการนะคะ ก็กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ลําดับต่อไป ผมจะเก็บตกไล่ตั้งแต่ที่มีชื่อเสนอขึ้นมาครับ ท่านณรงค์ ดูดิง เชิญครับ ท่านสงกรานต์ครับ

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ผมขออนุญาต ที่จะแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยขอให้แก้ไขเพิ่มเติม โดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสามออกทั้งหมด และให้แก้ไขเป็นดังนี้ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๖ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) โดยสรุปก็คือผมขอให้ตัดข้อความใน วรรคสาม ในส่วนที่เขียนไว้ว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่มากเพื่อจะชี้แจงเหตุผล ที่ผมขอสงวนคําแปรญัตติไว้ ผมคิดว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ แล้วก็ในหลายมาตราก็ไม่เห็นด้วย แถมยังจะมีผู้อภิปรายเยอะ ผมจึงเลือกในส่วนที่ผมคิดว่าผมควรจะต้องพูดเพื่อให้เป็นหลักฐานไว้ว่าผมมีเหตุผลอะไรบ้าง ในสิ่งที่ผมตัดไปด้วยเหตุผลสั้น ๆ อยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องแรกผมคิดว่าการที่เปิดโอกาสให้ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียว เป็นคนกําหนดว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง จะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ไม่เป็นธรรม เพราะผมคิดว่าโดยหลักของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คนคนหนึ่งไม่ควรที่จะมีอํานาจมากขนาดนั้น แล้วก็อย่างที่รู้กันว่าในความเป็นจริงแล้ว ท่านประธานรัฐสภาเอง ท่านก็มีสังกัดอยู่นะครับ ฉะนั้นความจริงข้อนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเกิดท่านใส่ข้อนี้แล้วก็กําหนดไว้ว่าเป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนดเพียงคนเดียว ผมคิดว่าตัวท่านเองก็ลําบากใจ พวกผมก็ลําบากใจครับ ถ้ามีคนถามเมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าขอให้ไว้ใจ ขอให้เชื่อใจ ก็เชื่อใจผมด้วยสิครับ ก็คือผมคิดว่า ถ้าตัดออกมันจะดีทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะตัวท่านประธานเองก็ไม่ต้องมาแบกรับภาระอันนี้นะครับ พวกผมเองก็สบายใจว่าการคัดเลือกต่าง ๆ ก็คงจะเป็นไปตามธรรมชาติของมันนะครับ

ข้อที่ ๒ ผมคิดว่าการมีวรรคนี้ไว้ที่ผมขอให้ตัดออกนี้ครับ มันไม่เป็นกลางด้วย อย่างที่หลายคนในที่นี้ได้อภิปรายไปแล้วว่า ความเป็นกลางจริง ๆ อยู่ตรงไหน หาไม่เจอหรอกครับ เพราะว่าทุกคนก็มีอคติ มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน การที่เรามอบความไว้ใจทั้งหมดยกให้ ท่านประธานรัฐสภาคนเดียวนั่นก็เท่ากับเรามอบอนาคตทุกอย่างไว้ในมือของท่านประธาน รัฐสภาคนเดียว ผมคิดว่าอันนี้ไม่เหมาะ ในความเห็นผมแล้วควรจะเป็นคณะกรรมการ หรือไม่ท่านก็เขียนลงไปเลยครับว่าการคัดเลือกประกอบด้วยอะไรบ้าง

ข้อสุดท้ายที่ผมมีข้อสังเกตว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ ก็คือผมว่าการกระทําแบบนี้ ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ เราพูดกันมานานว่าระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริงนั้น ๑ คน วันแมน วันโหวต (One man one vote) ๑ คน ควรจะมีเสียงเพียงเสียงเดียว นะครับ แต่ถ้าผมดูอย่างนี้ ท่านประธานเองกําหนดขึ้นมา แล้วจัดเตรียมอภิปรายอย่างนี้ ท่านประธานนอกจากจะไปโหวตในวาระปกติจังหวัดของท่านแล้ว ท่านยังสามารถที่จะเลือกได้อีก ๒๒ คน โดยให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนดด้วย ผมคิดว่าอันนี้ก็ขัดกับหลักพื้นฐาน ทางระบอบประชาธิปไตยว่า ๑ คนควรจะมีเสียงเพียงเสียงเดียว เพราะฉะนั้นโดยทั้งหมด ที่ผมพูดมา ผมขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเถอะครับ ให้ตัดวรรคสาม ออกไปทั้งหมดนะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ครับ ท่านอันวาร์ สาและ ครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ต้องยอมรับนะครับว่า ในการพิจารณาของรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในการแก้ไข ผมเองไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นครับ แต่ว่า ในเมื่อเข้ามาแล้วผมก็คิดว่าผมก็มีเหตุผลที่จะทักท้วงกับทางกรรมาธิการ แล้วก็พูดกับ ทางสมาชิกที่อยู่ในสภาทุกท่านเพื่อให้ท่านได้เห็นเหตุผลในการที่แปรญัตติของผมครั้งนี้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราอยากให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดใช่หรือไม่ครับ เราอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอม ทุกฝ่ายยอมรับ แล้วก็เกิดเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนให้ความเชื่อถือ แล้วเกิดการปรองดองในที่สุด ท่านประธานครับเราก็ผ่านการพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้เป็นวันที่ ๙ แล้วครับ ซึ่งพูดในเรื่องของที่มาของ สสร. ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งซึ่งถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วย ในเรื่องของจํานวนแต่มันก็ผ่านมาแล้ว แต่ในวาระนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการสรรหา ซึ่งก็เป็น สิ่งที่สําคัญมากนะครับ ผมเองเป็นคนที่แปรญัตติในส่วนของการตัดข้อความในเรื่องของ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธาน รัฐสภากําหนด ท่านประธานครับ ในประเทศไทยเราตั้งแต่ภาคเหนือลงไปทางภาคใต้ มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัฒนธรรม ศาสนา ซึ่งอันนี้ก็เป็น การจํากัดความหลากหลาย และการจํากัดความหลากหลายนี้ก็ไม่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกปกครองครับ ท่านประธานครับ มีข้อความกล่าวไว้ว่าชนใดเขียนกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น แค่นี้ก็ยิ่งแคบแล้วครับ ท่านประธานครับ ลองดูสิครับว่าท่านประธานท่านมาจากไหนครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรใช่ไหมครับ ผมพูดถึงในเรื่องของตําแหน่ง ไม่ได้ หมายถึงตัวท่านนะครับ เพราะฉะนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็มาจากสมาชิกเสียงข้างมาก ก็คือเสียงรัฐบาล แล้วท่านเองก็มีการเลือกตั้งก่อนที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ เสียงข้างมากก็คือ ๓๐๐ เสียง ที่มาจาก ๑๕ ล้านเสียงของประเทศ ก็ยังไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ครับ ท่านลืมเสียงที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ก็คือ ๔๙ ล้านเสียง เราเอง ผมก็คิดว่าผมก็ไม่สบายใจครับ ในการสรรหาผมอยากให้ได้คนที่ดีที่สุด แต่ความหลากหลาย อันนั้นผมเป็นห่วงอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเองเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม ผมเป็นมุสลิมที่มาจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมดูในเนื้อหาไม่ได้บ่งบอกเลยนะครับว่า คนที่เป็นตัวแทนจาก กลุ่มของผมจะเข้ามาในกลุ่มนี้ได้อย่างไร ถ้าดูในส่วนของคนที่ได้รับเลือกใน ๗๗ คน ถ้าสมมุติว่า หนึ่งในนั้นของจังหวัดปัตตานีเป็นตัวแทนเป็นคนมุสลิม แล้วชาวพุทธล่ะครับ มันก็จํากัดสิทธิ ตรงนั้น ในส่วนของการสรรหาท่านประธานครับ ผมว่าท่านเองเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ท่านจะไปรู้ทุกอย่างในทุกพื้นที่ ซึ่งอันนี้ท่านลองคิดดูนะครับว่าคนในพื้นที่เองเขาจะทราบ ท่านดูภายนอกท่านดูไม่ได้หรอกครับ บางทีการชงเข้ามาให้ท่านเลือกบางครั้งข้อมูลต่าง ๆ ก็อาจจะผิดพลาดได้ แต่คนในพื้นที่ที่เขาใกล้ชิดเขาจะรู้ครับว่าคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่ คนนั้น สมควรที่จะได้รับในตําแหน่งหน้าที่ตรงนั้นให้เป็นตัวแทนหรือไม่ ในอิสลามเป็นเรื่องที่ กฎหมายกับการดําเนินชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันกับศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งอาจจะต่างกับ ทางศาสนาพุทธนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่เรียนรู้ในเรื่องของศาสนาอิสลามในด้านที่เขา เรียนรู้กฎหมายเขาจะเป็นผู้รู้แล้วเขาก็เป็นคนที่เหมาะสมที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย ผมเองผมดูในเนื้อหาแล้วผมคิดว่าการที่พวกเขาจะเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เป็นห่วงครับที่ข้อความเมื่อสักครู่ที่ผมบอกว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น ผมก็ห่วงครับว่า ถ้าสมมุติว่าเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาล แล้วก็เป็นไปตามคําพูดอย่างนี้นะครับ มันก็ทําให้การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ หรือความหลากหลายตรงนั้นมันก็ขาดไป บางครั้ง กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราหวังว่าจะเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด ที่เราจะใช้ในการบริหารจัดการ ในการใช้ชีวิตของคนในประเทศไทย มันอาจจะไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ที่เราวางไว้ ท่านประธานครับ มีคําพังเพยอยู่คําหนึ่งซึ่งผมว่ามันก็สอดคล้องกับเรื่องนี้เขาบอกว่า ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ อันนี้ละครับเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทําให้สิ่งที่ปฏิบัติมา ให้คลายความกังวล ที่ผ่านมาก็สร้างความกังวลให้กับคนในพื้นที่ของผมก็เยอะ เพราะความไม่เข้าใจ หรือความไม่รู้ ซึ่งผมเองผมก็คิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นมันก็จะทําให้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตยิ่งไปกันใหญ่ หลายคนเขาต่อในคําสุภาษิตเขาบอกว่า ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าดูให้แน่ให้ดูถึงดูไบ เป็นคําฝากของเพื่อนนะครับ ผมก็ไม่อยากให้ไปถึงลักษณะอย่างนั้น แต่ผมเป็นห่วง ผมอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกคนยอมรับ ทุกคนให้ความเคารพ สมมุติว่า ถ้าเราผ่านในเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยใช้เสียงข้างมากลากไป มันไม่จบหรอกครับ ท่านประธาน เมื่อคนอีกส่วนหนึ่งถ้าเขายังค้างคาใจอยู่เลย วันหนึ่งเขาก็ก่อร่างสร้างตัว แล้วก็สร้างปัญหาก็ต้องมานั่งแก้ปัญหาที่เราผ่านวันนี้อีก

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับเชิญท่านประเสริฐ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ในข้อ ๔๓ เพราะว่า ท่านกําลังอภิปรายอยู่นอกประเด็นโดยอาศัย ข้อ ๙๙ สมาชิกอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติเท่านั้น ท่านสมาชิกผู้นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอันวาร์ ท่านได้แปรญัตติในส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่ท่านกําลัง อภิปรายอยู่นะครับ ผมได้ดูสิ่งที่ท่านแปรญัตติท่านกําลังพูดอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ขอวินิจฉัยเลยครับ ท่านอันวาร์ครับ ประเด็นที่ท่านสงวนไว้อยู่วรรคสาม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านอันวาร์ได้ตัดเรื่ององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ท่านได้ตัดข้อความนี้ออก ผมอยากจะฟังเหตุผลว่า ท่านตัดข้อความนี้ออกด้วยเหตุผลอะไร อยากให้ท่านอธิบายตรงนี้เพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ทางบ้านแล้วก็ให้สภาได้ประหยัดเวลากระชับในการพิจารณาในเรื่องนี้ ขอให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอันวาร์ครับ ให้อยู่ในประเด็น ที่ได้สงวนไว้ตรงนี้ ให้กระชับนิดหนึ่งครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ด้วยความเคารพ ท่านประธานนะครับ จริง ๆ แล้วผมได้อภิปรายประกอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพราะว่า ในการพิจารณาครั้งนี้อย่าลืมว่าเราไม่ได้พิจารณาในส่วนของคนที่อยู่ในสภาอย่างเดียว มีผู้ชม ทางบ้านเขาก็ติดตามรับฟัง โดยเฉพาะคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาสนใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอันวาร์ท่านเข้าประเด็นนี้ เถอะครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ก็อย่างนี้ ท่านประธานผมถึงต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่เมื่อกี้ ท่านสมาชิกเป็นห่วงนะครับว่าที่ผมได้พูด เหตุผลอยากจะฟังว่าทําไมถึงตัดข้อนี้ ก็เพราะว่า ที่มาของท่านประธาน ท่านประธานมาจากเสียงส่วนใหญ่ ท่านประธานมาจากเสียงฟากรัฐบาล ทีนี้เวลาคัดเลือกมาก็ต้องคัดเลือกคนของรัฐบาล ถ้าสมมุติว่ารัฐบาลใช้ในหลักเกณฑ์ตรงนี้ ซ่อนด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันก็จะทําให้เกิดปัญหา นี่คือเหตุผลที่ผมต้องร่ายมา เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าสิ่งที่ผมกําลังสื่อ พฤติกรรมต่าง ๆ ผลงานที่ผ่านมาของเสียงข้างมากสร้างความกังวลใจมากกว่าความสบายใจ ผมสามารถชี้ข้อตําหนิได้เลยว่าที่มาหรือร่างของรัฐบาลมาอย่างไร ท่านยอมรับไหมครับว่า การแก้ไขครั้งนี้มีการเร่งรีบลุกลนแล้วก็กําหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นกําหนดให้เสร็จภายในกี่วัน แล้วเป็นอย่างไร มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะฉะนั้นท่านลองดูนะครับเรากําลัง พิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดนะครับ แต่ท่านลองดูสิครับใบแทรกเป็นเหมือนใบปลิว ศักดิ์ศรีมันอยู่ที่ไหนในการพิจารณาของกฎหมายสูงสุดอันนี้ นี่ครับแล้วก็การพิจารณา ผมอยากให้พวกเราทุกคนมองว่าการพูดคุยหรือการพูดจาในสภานี้เป็นการหาทางออก หาทางที่จะ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงสมาชิกที่กําลังอภิปรายไม่ปฏิบัติตามข้อ ๔๕ เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิกผู้มีเกียรติ ได้ประท้วงแล้ว ได้ชี้แจงแล้วว่าท่านแปรญัตติในหน้า ๑๔๔ ท่านขอตัดการพิจารณาของประธาน ในเรื่ององค์กรเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด ท่านต้องอธิบายมาสิว่าองค์กรเศรษฐกิจทางสังคมองค์กรนี้ทําไมท่านไม่ยอมให้ประธานรัฐสภา แต่ว่าท่านไม่ใช่ กลับไปพูดเรื่อยเปื่อยแล้วประธานก็วินิจฉัยแล้ว เตือนท่านแล้ว ไหนบอกว่า ให้ประชุมตามข้อบังคับโดยเคร่งรัด กระผมคิดว่าประชาชนที่ผมสัมผัสเขาเข้าใจหมดแล้ว ผมก็เข้าใจแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานได้เตือนให้ปฏิบัติตาม ข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอันวาร์เข้าประเด็น เถอะครับ ท่านมีอะไรครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือท่านประธานครับว่าตอนนี้ ก็ใกล้เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาแล้วตามเวลาที่จะต้องงดถ่ายทอด ผมขออนุญาตเรียนถาม ท่านประธานว่าขณะนี้เราได้ช่องที่จะถ่ายทอดต่อจากช่อง ๑๑ แล้วหรือยังครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

วิปช่วยประสานและแจ้งด้วย นะครับ เชิญท่านอันวาร์ต่อเลยนะครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับถ้าในกรณีเช่นนี้ ถ้าเกิดตอนนี้เรายังไม่ได้ช่องที่ถ่ายทอดจะเป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธานครับถ้าเราจะพักการประชุมจนกว่าเราจะได้ช่องที่ถ่ายทอดเพราะว่าถือว่า เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับเดี๋ยวให้วิป เขาแจ้งอีกที ท่านอันวาร์ต่อเถอะครับ แล้วกระชับเข้าประเด็นด้วยนะครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ท่านประธานครับ ขอบคุณครับที่ท่านได้เตือนแต่ผมคิดว่าผมก็ยังอยู่ในประเด็นนะครับ ท่านประธานครับ ในหัวข้อนี้ที่ได้ตัดองค์กรท่านประธานรัฐสภาจะเป็นคนชี้จริง ๆ ผมไม่ได้กลัวท่านประธานรัฐสภา นะครับ แต่ผมกลัวคนที่มีบารมีผู้ที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญที่คลับคล้ายคลับคลาที่กําลังหนีอยู่ ต่างประเทศวันนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอันวาร์ครับถ้าอย่างนี้ ท่านต้องถอนครับ อย่างนี้ใส่ร้ายประธานสภานะครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ท่านประธาน ผมไม่ได้บอกว่าผมกลัวคนที่อยู่ข้างนอกที่มีบารมี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต้องถอนอย่าเถียงเลยครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ท่านเปิดสิครับ เพื่อให้การประชุมดําเนินไปได้นะครับ ผมถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วอยู่ในประเด็นด้วยนะครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ผมว่าผมอยู่ใน ประเด็นครับ ท่านประธานครับเพราะฉะนั้นการพิจารณาครั้งนี้ผมคิดว่าเราเองจะต้องรับฟัง กรรมาธิการเองเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วยนะครับ ในศาสนาอิสลามเขาถือว่า การซูรอเพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดในการทําหน้าที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการซูรอก็หมายถึงการหารือครับ ในสภานี้ก็ควรมีการหารือแล้วก็รับฟัง อันไหนที่เป็นสิ่งที่ดีผมคิดว่าเสียงข้างมากหรือทางเสียงส่วนใหญ่ ก็น่าจะรับฟังและไปปรับปรุงแก้ไข อันไหนที่เป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขผมว่าก็ต้อง ปรับปรุงไป ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเสนออาจจะมาจากฝ่ายตรงข้าม ผมคิดว่าถ้าทําอย่างนี้เราก็จะได้ รัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายทุกคนมีส่วนร่วม ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ทราบวิปรัฐบาลครับ ขอทราบผลการถ่ายทอดสดด้วยครับ แล้วอย่างไรวิปรายงาน เชิญท่านสุรเชษฐ์ก่อนครับ ท่านชื่นชอบครับ คงรอใช้เวลาสักเล็กน้อยครับ ให้ท่านสุรเชษฐ์ได้อภิปรายครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ช่วงเวลาที่ไม่มีการถ่ายทอดใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งมีการพิจารณายืดเยื้อกันมา หลายสัปดาห์จริง ๆ แล้วผมสงวนคําแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งการแปรญัตติของผมนั้น คือการปรับลดคือการตัดวรรคสามออกทั้งวรรคนะครับ เหตุผลจากการที่ได้แปรญัตติตัดในวรรคสามนั้น เนื่องจากว่าได้พิจารณาของการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว หลายประเด็นที่ไม่สอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะให้มีคณะบุคคลก็คือ คณะ สสร. เข้ามายกร่างใหม่ทั้งฉบับ นั่นเจตจํานงของกรรมาธิการแท้ที่จริงแล้วการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณานั้นควรจะพิจารณาเฉพาะแต่มาตราที่มีปัญหา ผมคิดว่า น่าจะเหมาะสมกว่า เราก็ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีความสมบูรณ์ในตัวนะครับ แล้วก็หลายฉบับที่ผ่านมาในอดีตนั้นก็ล้มล้างด้วยคณะปฏิวัติ ซึ่งใช้อํานาจเผด็จการในการล้มล้าง แต่ครั้งนี้แทนที่ว่าเราจะมาปรับปรุงแก้ไขกลับกลายเป็นเหมือนกับว่าเราต้องการที่อยากจะ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ครับ เข้าประเด็นที่ท่านได้สงวนไว้เถอะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ก็อยากจะ เกริ่นไว้สักนิดหนึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ต้องเกริ่นครับ เป็นวาระที่สองแล้วครับ เข้าประเด็นที่ได้สงวนเถอะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

เหตุผลที่ผม ได้แปรญัตติเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๒/๒ มาตรา ๒๙๓/๓ ผมก็ไม่ได้แปรญัตตินะครับ เหตุผลให้ความสําคัญของมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ก็เนื่องจากว่า ส่วนหนึ่งที่มีคณะบุคคลที่จะให้เป็นผู้มีอํานาจในการแก้ไขเพิ่มเติมหรือว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ทั้งฉบับ ก็คือ สสร. ส่วนหนึ่งก็คือมาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งก็คือมาจาก การสรรหา ทีนี้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้นก็คือที่มาของ สสร. ในระดับสรรหา ซึ่งทางกรรมาธิการ ก็ได้พิจารณาแล้วเห็นชอบว่าการที่จะได้มาสรรหา ๒๒ คนนั้นต้องมาจาก ๑. ก็คือว่า จากองค์กรและสถาบันต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ ๒. ก็คือที่มาก็คือโดยการให้อํานาจกับประธานรัฐสภา และ๓. ก็คือให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกจํานวนที่จะเข้ามาเป็น สสร. จํานวน ๒๒ ท่าน เพราะฉะนั้นดูจากที่มาแล้ว ผมไม่เห็นด้วยว่าการให้อํานาจประธานรัฐสภาเพียงลําพัง แล้วก็ไปตั้งคณะกรรมการมาอีก ๑๕ ท่าน ผมคิดว่าลําพังท่านประธานรัฐสภา ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยรวมในประเทศนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะท่านอยู่ในสถานะที่หลายคนนะครับ ก็มีข้อกังขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นประธานหรือเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติก็ได้รับการถูกติติง อยู่สม่ําเสมอในการทําหน้าที่ในรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพิจารณา เอาง่าย ๆ ว่า แค่ตัวบุคคลที่จะขึ้นมาอภิปรายหรือว่ามีการทักท้วงพิจารณาในเรื่องประเด็นสิ่งที่เป็น ข้อเสนอก็ไม่สามารถที่จะให้ความเป็นธรรมและความยุติธรรมได้ และเรื่องอะไรล่ะ ถ้าหากว่า เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้จะมอบหมายให้ท่านเข้าไปสู่การพิจารณา ก็อย่างที่หลาย ๆ ท่าน ได้ตําหนิติติงว่าถ้าเกิดว่าท่านมีความคิดหรือว่าอาจจะมีกลุ่มบุคคลเข้ามาซึ่งเป็นบุคคลที่ท่าน มีความเกรงใจนี่ท่านก็สามารถจะเอนเอียงไปได้ เพราะฉะนั้นการทํางานในคนจํานวนน้อย ในการตัดสินใจผมคิดว่าตรงนี้จะทําให้คนในสังคมหรือคนหมู่มากในประเทศนี้มีความรู้สึก กังขาหรือว่ามีข้อข้องใจหรือสงสัย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะให้รัฐสภาสรรหาหรือว่า คัดเลือกนี่ผมคิดว่าน่าจะให้กับองค์กรหรือสถาบันที่เราให้ความไว้วางใจหรือให้เกียรติเขาไป สรรหามายังดีกว่า อย่างน้อยที่สุดสถาบันหรือองค์กรเขาเขาจะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมว่า เขาส่งหรือเขาพิจารณาบุคคลที่ไม่ถูกต้องนะครับ หรือเป็นบุคคลที่สังคมไม่ไว้วางใจนี่ สถาบันนั้น ก็ย่อมได้รับการเสื่อมเสียจากความเชื่อถือของคนในสังคมได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาได้นําเสนอความเห็นที่แตกต่างกับ คณะกรรมาธิการเห็นชอบไปแล้วนั้น ผมคิดว่าก็ยังเป็นแนวหรือว่าข้อคิดสมควรที่จะนํามา ไตร่ตรองหรือพิจารณากันใหม่ได้นะครับ ผมคิดว่าทุกคน ทุกส่วนที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ก็หวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไขบางมาตราหรือว่าทั้งฉบับก็สุดแล้วแต่ ทุกคนก็หวัง ที่อยากจะได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าหากว่าในลักษณะที่เรากําลังพิจารณาออกมา ลักษณะอย่างนี้ผมไม่เชื่อละครับว่าจะเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด เผลอ ๆ อาจจะไม่ทันประกาศใช้ ด้วยซ้ําไป หรือประกาศใช้แล้วถ้าเกิดว่าเปลี่ยนแปลงของคณะผู้บริหารแน่นอนรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ต้องมีการแก้ไขแน่นอนนะครับ เพราะมีจุดด่างพร้อยที่สามารถที่จะอ้างอิงได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาหรือว่าเหตุผลในการนําเสนอแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้นั้นเป็นที่มาที่ไม่ชอบ เพราะว่าปัญหาของสังคมไม่ได้เกิดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ครับ อย่าไปไกลเลยครับ กลับคืนมาครับ อยู่ในประเด็นดีกว่าครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ก็ผมพยายาม ที่จะให้เห็นถึงความสําคัญว่าทําไมผมถึงได้แปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ใช่วาระที่หนึ่งครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไปไกลเกินครับ ท่านกลับมาเถอะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

นี่ล่ะ ก็พยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของประธานรัฐสภาด้วย เพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ไปเกี่ยวข้องในเรื่องของตําแหน่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าประธานเห็นว่าไม่ต้องการให้กระทบต่อตําแหน่งท่านประธานรัฐสภานะครับ แจ้งไปให้ คณะกรรมาธิการว่าพิจารณาใหม่เถอะ ถอดตําแหน่งประธานรัฐสภาที่จะต้องเข้ามา รับผิดชอบในส่วนของการกําหนดหลักเกณฑ์ กําหนดคุณสมบัติต่าง ๆ นั้นให้ไปอยู่กับองค์กร หรือสถาบันนั้นเสีย ผมว่าถ้าหากทําอย่างนั้นได้การพิจารณามันก็จะรวบรัด การใช้เวลา ก็จะสั้นลง

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่จะทางรัฐสภาพิจารณา ถ้าใช้เสียงส่วนมาก หรือส่วนใหญ่นี้เห็นชอบนะครับ ตรงนี้ที่ผมได้สดับตรับฟังจากบุคคลภายนอกส่วนใหญ่ ก็ไม่มีความไว้วางใจถ้าหากว่าพิจารณาเป็นเดือนเป็นปีออกมาแล้วเมื่อเสนอชื่อไป แน่นอนครับ เข้าสู่ในสภาแห่งนี้เราก็ทราบอยู่แล้ว ถ้าหากว่าหวังเสียงส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นผลต่อการได้มา ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แน่นอนที่สุดก็คือว่าสมาชิกในซีกของรัฐบาลนั้นเป็นสมาชิกที่อยู่ใน เสียงส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็จะไปตามความต้องการของรัฐบาล จะเป็นตาม ความต้องการของบุคคลใดหรือกลุ่มใดก็สามารถที่จะกําหนดได้ เพราะฉะนั้นผมถึงได้ แปรญัตติตัดวรรคสามทั้งวรรค แล้วก็ให้พิจารณาในประเด็นที่ผมได้เสนอเกี่ยวในเรื่องของ อํานาจของประธานรัฐสภาและการให้อํานาจกับรัฐสภาพิจารณาโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ ที่จะพิจารณาตัวบุคคลที่เข้ามาเป็น สสร. ในครั้งนี้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ฝากท่านประธาน วิปรัฐบาลช่วยประสานกับทางทีวีด่วนเลยในเรื่องของการถ่ายทอดจะหาช่องไหนมาถ่ายทอด แทนช่อง ๑๑ ก็แล้วแต่นะครับ แต่ถ้าไม่มีช่องไหนถ่ายทอดจริง ๆ ช่อง ๑๑ ต้องถ่ายทอดครับ ฝากด้วยนะครับ คงไม่หารือแล้วกระมังครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วละครับ ไม่เป็นอะไรครับ ผมได้สั่งการไปแล้วไม่เป็นอะไร ท่านประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ประเด็นที่สําคัญก็คือประเด็นที่อํานาจประธานรัฐสภาเปิดเป็นผู้กําหนด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ ท่านสาธิตครับ ถ้าเป็นเรื่องทีวีผมได้สั่งการแล้วนะครับ เจตนาของผมผมสั่งอยู่แล้วว่าต้องมีการถ่ายทอด เพราะฉะนั้นให้เวลาเขาประสานหน่อยครับ เชิญท่านต่อครับ เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ต่อประเด็นที่ ร่างเดิมให้อํานาจทางประธานรัฐสภาได้กําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานสภากําหนดนะครับ ซึ่งผมกราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจํานวน ๙๙ คน ในส่วนของมาตรา๒๙๑/๑ นั้น มาจากการคัดเลือกโดยตรงของพี่น้องประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งผมกราบเรียนว่าที่จริง เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ติติงท่านประธานไปยังเสียงข้างมาก ของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าในจํานวน ๗๗ คนนั้น ทางรัฐบาลทางเสียงข้างมากนี้สามารถที่จะไปล็อกหรือไปกําหนดทําให้เกิดการเสียเปรียบ ได้เปรียบกันอย่างเห็นชัดเจน เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราควรจะ ขยายจํานวนให้มากกว่าเดิมได้หรือไม่ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเป็นการประกันที่มีความสําคัญว่า ถึงแม้ว่าฝ่ายเสียงข้างน้อยจะเสียเปรียบแต่คงเสียเปรียบไม่มาก อย่างไรก็ตามเสียงส่วนใหญ่ ก็ไม่ยอมครับ ยังคงยืนยันที่จะเอาจังหวัดละ ๑ คน ไม่คํานวณถึงสัดส่วนของพี่น้องประชาชน จากจังหวัดเล็กหรือจังหวัดใหญ่นะครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับในเมื่อเสียงข้างมากลากไป เสียงข้างน้อย ก็ต้องทําใจ ต้องยอมรับ แต่ทีนี้ท่านประธานครับในมาตรา ๒๙๑ (๒) เป็น สสร.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประกอบครับ เข้ามาตรา ๒๙๑/๖ เลยครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

เข้าแล้วครับ ที่จริงเข้าแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มาถึงตรงนี้ครับ บรรทัดเดียว บรรทัดเศษ ๆ เอาตรงนี้เลยครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

เข้าใจครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านประธานทําเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อีกนะครับ ที่จริงบทเรียนท่านประธาน ท่านไม่จําเลยนะครับ ท่านมีบทเรียนทุกวัน ทุกครั้งเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านเข้าประเด็น ของท่านเถอะครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมกําลังเข้าประเด็น ท่านประธานเช็กดูนะครับว่าผมเคยพูดมาตราไหนบ้าง ผมพูดครั้งแรก และเป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ ขออภัยท่านประธานอย่าใช้นิสัยอย่างนี้บ่อย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต้องถอนคําว่า อย่าใช้นิสัยแบบนี้ ท่านต้องถอนครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมถอนใช่ไหมครับ ไม่เป็นอะไรครับ ถอนได้ครับ แต่ขอร้องท่านเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านเถอะครับ ท่านต่อของท่านเถอะครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านครับ กราบเรียนว่าท่านคือตัวปัญหาของสภาแห่งนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ถอนได้ครับ แต่ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน อยากให้ท่านประธานเห็นว่าผมไม่เล่นเกม ผมไม่เคยอภิปรายมาตราอื่นก่อนมาตรานี้นะครับ

(นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ ท่านชมภูครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วงผู้กําลังอภิปราย ไม่เคารพท่านประธานแล้วก็เสียดสีให้ประธานเสียหาย ข้อ ๔๓ ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันฟังมา ตั้งแต่เช้านะคะ มีท่าน ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านรังสิมา รอดรัศมี ก็มากล่าวถึงท่านประธานว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าไปเอ่ยถึงคนอื่น เลยครับ เอาในประเด็นตรงนี้ครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

ก็โยงค่ะ ท่านประธานคะ คือการที่เราประชุมร่วมกันของรัฐสภา เราประชุมไม่ว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราไม่ให้เกียรติสมาชิกด้วยกันแล้วใครจะมาให้เกียรติเราคะ ก็กราบท่านประธานได้พิจารณาตักเตือนผู้อภิปรายด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมได้ตักเตือน แล้วครับ ท่านต่อครับ เข้าประเด็นเลยนะครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าประเด็นนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเองไม่ได้เป็นคนที่ไม่เคารพท่านประธานนะครับ แต่สิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานคือเรื่องที่ผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเลยครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

นั่นสิครับ ก็อย่างนี้ละครับ อย่างนี้ละครับ คือท่านไม่เป็นบทเรียนเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ครับ เข้าประเด็นแล้วครับ คือในมาตรา ๒๙๑ (๒) ในร่างเดิมให้อํานาจท่านประธานรัฐสภา เป็นคนกําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม และองค์กรภาคเอกชนจํานวน ๑๐ คนนะครับ จํานวน ๑๐ คนในการวางกรอบเพื่อที่จะเอาใครหรือไม่เอาใครมาเป็น สสร. ซึ่งเราทราบดีว่า สสร. นั้นมีบทบาทมากในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทีนี้ท่านประธานรัฐสภา เป็นใคร พวกเรารู้ทั้งในสภาว่าท่านเป็นใคร ทําอย่างไรนะครับ แล้วก็อนาคตในการคัดเลือก สสร. นั้นท่านคิดอย่างไรก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุอย่างนี้ล่ะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าไม่มีความจําเป็นอะไรเลยที่เราต้องเสี่ยงให้อํานาจ ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนวางกรอบในการคัดเลือก สสร. ที่มาจากภาคเศรษฐกิจสังคม และภาคเอกชน ๑๐ คน ครึ่งหนึ่งของ ๒๒ คน เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งผมกราบเรียนว่าไม่มีความเหมาะสม และการให้อํานาจตรงนี้ให้แบบกว้างเลยนะครับ ท่านจะกําหนดองค์กรไหน อย่างไร เป็นหน้าที่ของท่าน ผมกราบเรียนว่าผมไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจท่านประธานรัฐสภา แต่เราคิดว่า หนทางอื่นมันน่าจะดีกว่า มีมากมาย ทําไมไม่กระทํา ท่านประธานครับ เมื่อตอนเช้า ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านกรุณาชี้แนะว่าถ้าเกิดว่าต้องการรับประกัน ความมั่นใจว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือกที่อํานาจท่านประธานรัฐสภาเป็นคนคัดเลือกนั้น ให้มีความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนมากขึ้นนั้นน่าจะทํา ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ทําไมเราไม่โยนอํานาจนี้ให้สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและเราคิดว่าน่าจะมีความเป็นกลางในการคัดเลือก สสร. ในส่วนนี้ ส่วนที่ ๒ ถ้าเกิดท่านประธานรัฐสภายังหวงอํานาจ อยากจะคัดเลือกคนดี ท่านต้องการจะให้เป็น สสร. ก็ควรจะวางหลักเกณฑ์เพิ่มเติมอย่างชัดเจนที่เป็นรูปธรรมนะครับ ไม่ใช่ว่าปล่อยอย่างนี้ ให้อํานาจอย่างนี้ ให้อํานาจลอย ๆ อย่างนี้ ผมคิดว่านอกจากพวกผมไม่ไว้วางใจ นอกจาก พวกผมไม่เชื่อถือแล้ว พี่น้องประชาชนก็ไม่เชื่อถือ และไม่เป็นหลักประกันอะไรเลย และที่สําคัญที่สุดท่านประธานรัฐสภาควรกําหนด กรอบหลักเกณฑ์ก็จะรับกรรมเพราะว่า ถ้าพลาดพลั้งไปไม่มีความเป็นกลางหรือถ้าเกิดว่าท่านกําหนดคุณสมบัติที่เข้าข้างหรือสามารถที่จะ กําหนดเลือกคนหนึ่งคนใดตามที่ท่านต้องการได้ ผมคิดว่าท่านจะไม่สง่างาม ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน คงจะตําหนิแล้วก็คงจะเหยียดหยามดูถูกท่านประธานสภาผู้มีอํานาจในการคัดเลือกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าด้วยเหตุผลตรงนี้ล่ะครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นด้วย ที่จะคงให้อํานาจประธานรัฐสภา ควรกําหนดคุณสมบัติกฎเกณฑ์องค์กรต่าง ๆ ที่เป็น องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ในการกําหนดตัว สสร. ตัวบุคคลที่จะมาเป็น สสร. จํานวน ๑๐ คน ผมอยากให้ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ ท่านประธาน พิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเสียงติติงของ เสียงข้างน้อยในสภา เสียงติติงของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา เสียงติติงจากพี่น้องประชาชน ภายนอกที่สะท้อนผ่านสื่อต่าง ๆ ท่านไม่รู้ร้อนรู้หนาวบ้างหรือครับ หรือท่านคงจะดื้อตาใส เหมือนที่ทําขณะนี้อยู่ ผมคิดว่าท่านควรที่จะรับฟังวิเคราะห์ พิเคราะห์แล้วก็เป็นบทสรุปของท่าน ถ้าเกิดท่านยังยืนกระต่ายขาเดียวที่จะไม่เชื่อใครเอาแต่อําเภอใจตัวเอง คิดเป้าหมายอย่างชัดเจน ก็คือเอาคนแดนไทยกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ผมคิดว่าบ้านเมืองคงจะไม่เรียบร้อยแน่นอน แล้วก็เป็นปัญหากับท่านประธานรัฐสภา เป็นปัญหากับสภาแห่งนี้ ผมไม่อยากให้พี่น้องประชาชน ทั้งในและต่างประเทศดูถูกเหยียดหยามสภาของเราที่เป็นสภาสามารถชี้ได้ สั่งได้นะครับ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ผมขอฝากท่านประธาน ในที่สุดผมกราบเรียนว่าผมเสนอตัด การให้อํานาจ ในวรรคสามของมาตรา ๒๙๑ (๒) ในวรรคสามออกทั้งหมดครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณรงค์ ดูดิง ครับ เชิญครับท่านชื่นชอบครับให้เวลาเขาได้ประสานหน่อยครับ สักระยะหนึ่งให้มันพอสมควรครับ เชิญท่านณรงค์ครับ ท่านชื่นชอบมีอะไร เชิญครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม ชื่นชอบ คงอุดม ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณท่านประธานครับที่แสดงความตั้งใจ แล้วก็จริงใจในการที่จะเร่งแก้ไขปัญหาในการรับรู้ของพี่น้องประชาชนผ่านทางสื่อ แต่ก็ขออนุญาต ท่านประธานช่วยกําหนดเวลาสักนิดหนึ่งก็ดีว่าให้ท่านประธานวิปช่วยเร่งให้สักนิดหนึ่งครับ เพราะว่าตอนนี้ก็เลยเวลาถ่ายทอดมานานแล้วพอสมควร ผมก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ท่านประธาน นะครับ ผมเห็นใจท่านครับแต่ว่าก็เป็นเรื่องสําคัญจริง ๆ ครับ พี่น้องประชาชนจําเป็น ต้องรับรู้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ฝากเมื่อสักครู่นี้กําชับกับ ประธานวิปเห็นเดินโทรศัพท์ประสานอยู่นะครับ ก็น่าจะใช้เวลาอีกสัก ๑๐ นาทีนะครับ สัก ๑๐ นาทีน่าจะต้องได้คําตอบ เชิญท่านต่อเถอะครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับอะไร ท่านนั่งเถอะครับ สรุปท่านประท้วงหรือหารือ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วง ท่านประธาน นิดเดียวครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วใครผิดข้อบังคับอะไร

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมาแล้วครับ แล้วก็รอที่จะอภิปรายไม่ว่าจะมีการถ่ายทอดหรือไม่ถ่ายทอดไม่ใช่ประเด็นครับ ผมอยากจะอภิปรายจึงอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่าจะลําดับที่เท่าไรแล้วถ้ามี การถ่ายทอดก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ของท่านอยู่หน้า ๑๕๖ ตอนนี้อยู่ที่หน้า ๑๔๔ รอสักพักหนึ่งครับ เชิญต่อครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าถ้าเหลือ ๑๐ นาที ผมพูดไปพี่น้องประชาชน ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง จะรอสัก ๑๐ นาทีได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อเถอะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ให้ผมพูดเลยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เดี๋ยวท่านต้องให้เวลา พิเศษกับผมได้ไหมครับ ๑๐ นาที ผมเสียเปรียบไม่ได้ถ่ายทอด แต่ไม่เป็นอะไรท่านประธานครับ เพราะว่าสาระสําคัญที่ผมจะพูดก็คงมีไม่มากเพราะผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ก็เหมือนกับ หลาย ๆ ท่านที่ได้แปรญัตติไว้ ผมอยากจะเรียนกับท่านอย่างนี้ว่าในเบื้องต้นนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมได้คัดค้านตั้งแต่เบื้องต้นอยู่แล้วที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมมองในเบื้องต้นก็คือการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ เข้าประเด็น ของท่านเลยครับ อันนั้นมันผ่านหลักการมาแล้ว มันจบไปแล้วครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติมาตรานี้มาตรา ๒๙๑/๖ ผมอยากจะเรียนว่าผมแปรญัตติในเบื้องต้นก็คือ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา ตรงนี้ผมไม่ได้ติดใจเพราะผมเห็นว่าสภาของสถาบันอุดมศึกษานั้น ผมเชื่อมั่น ด้วยศักยภาพ คุณภาพ แล้วก็ความรู้ความสามารถนั้นคงไม่มีปัญหา ที่สถาบันอุดมศึกษา ผมมีความเชื่อถือว่าเป็นบุคลากรที่ชั้นเยี่ยมชั้นยอด ในการที่จะสามารถมาเขียนแล้วก็คงไม่มีใคร ที่จะสั่งก็ได้เรื่องนี้ผมไม่มีปัญหา ผมคิดว่าอย่างไรก็แล้วแต่ผมอยากจะพูดให้กับท่านผู้ที่ มีอํานาจที่จะคัดเลือกที่จะกําหนดกฎเกณฑ์นั้น ในเบื้องต้นนั้นอยากจะฝากกับท่านประธานว่า สภาสถาบันอุดมศึกษานั้นคงจะต้องคํานึงถึงคุณสมบัติพอสมควรเหมือนกัน นั่นก็คือจะต้องเป็น คนที่มีวุฒิภาวะมีประสบการณ์เพียงพอ เพราะว่าการเขียนรัฐธรรมนูญนั้นผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกติกาของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญนั้นเป็นของปวงชนชาวไทย เป็นของประเทศไทยและเป็นอนาคต เป็นของประเทศไทยตั้งแต่วันนี้ รัฐธรรมนูญนั้น เราไม่ทราบว่าจะมีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่มีการแก้ไขจะอยู่ไปชั่วกัลปาวสานจนกว่าจะสิ้นประเทศ จะไม่มีประเทศไทย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นกติกาที่สําคัญ ผมอยากจะฝากกับ สภาสถาบันอุดมศึกษาว่าท่านควรจะคํานึงถึงประสบการณ์ความรู้ความสามารถเหมือนกัน ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีความรู้ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ก็คือที่ผมแปรญัตติ บรรทัดเดียวกันต่อไป คือองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม ตรงนี้อยากจะฝากกับท่านประธานว่า องค์กรที่ระบุถึงนี้คงจะไม่ผ่านไปลอย ๆ ว่าเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ หรือเป็น ภารกิจเฉพาะรัฐธรรมนูญ สิ่งที่น่าจะคํานึงตรงนี้ก็คือนอกจากประสบการณ์ความสามารถแล้ว องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ผมอยากจะฝากกับที่ประชุมแห่งนี้ ฝากกับท่านประธานไปยังบุคคลที่จะเป็นคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมาก็คือน่าจะเป็นองค์กรที่ อย่างน้อยต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่ใช่จัดตั้งขึ้นมาทันทีทันใด เพื่อภารกิจเฉพาะหรือเพื่อการงาน เฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าสิ่งนี้เนื่องจากว่าท่านประธานทราบไหมครับ รัฐธรรมนูญนั้น ผมลงในพื้นที่ ผมไปในพื้นที่และประชาชนส่วนมากยังถามว่าแก้รัฐธรรมนูญทําอะไร ในขณะที่ ปัญหาอีกมากมายนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ ท่านสงวนเอาไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๖ (๓) องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนอะไรของท่านที่ว่า บรรทัดเศษ ๆ ท่านเข้าประเด็นนี้เถอะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าเป็นความเป็นห่วงของเจ้าของประเทศเช่นกันนะครับว่า อยากได้องค์กรที่ดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเลยครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ต่อไปท่านประธานครับ ก็คือองค์กรภาคเอกชน อันนี้ยิ่งน่ากลัวท่านประธานครับ ผมถึงอยากจะฝากความเป็นห่วง ไว้ตรงนี้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ในฐานะที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย องค์กรภาคเอกชนนั้นเมื่อไม่ได้ระบุในรัฐธรรมนูญในหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนแล้วว่า องค์กรภาคเอกชนนั้นเป็นอย่างไร ก็ควรจะเพิ่มเติมท่านก็ควรจะรับฟังสมาชิกในที่นี้นะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีสิทธิ มีเสียง แล้วก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะเสนอเพิ่มเติมในการแปรญัตติในครั้งนี้ว่าองค์กรภาคเอกชนนั้นมีมากมายนะครับ องค์กรต่าง ๆ ทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกกลุ่มก็อ้างเป็นองค์กร ทีนี้ท่านจะเอาหลักเกณฑ์อะไรในการกําหนดขึ้นมา ผมคิดว่าอยู่ที่ท่านนั่นล่ะครับ อยู่ที่ท่านประธานรัฐสภาจะเป็นคนตั้งผู้ที่ตั้งคณะกรรมการแล้วก็ ๑๕ คน แล้วก็ท่านจะเป็นผู้กําหนดว่าจะเอาอย่างไร ภาคเอกชนที่ท่านพูดถึงจะเอาอย่างไร ถึงแม้ว่าผมจะมั่นใจที่ประธานคณะกรรมาธิการได้พูดว่าคงจะไม่เลือกอย่างสะเปะสะปะ คงจะไม่เลือกในลักษณะที่บุคคลที่ไร้ความสามารถหรือไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ แต่ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมถึงขอฝากกับท่านประธานนะครับไปยังประธาน คณะกรรมาธิการก็ดี ท่านประธานก็ดีเพื่อที่จะกําหนดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ในการแปรญัตติของมาตรานี้ มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นผมจะไม่พูดมาก เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดถึง เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไว้มากมายแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอ นะครับ ในการที่ท่านจะรับฟังไปปฏิบัติ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นแม้จะเป็นเพื่อนทาง วุฒิสมาชิกก็ดี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมถึงขอสรุปด้วยในฐานะที่ผมนั้นเป็นตัวแทนจากเสียงส่วนน้อย ก็ว่าได้ แล้วก็จากคนส่วนน้อยของประเทศไทย ในฐานะที่ผมคนหนึ่งที่เป็นผู้แทนผู้ที่เลือก ส่วนใหญ่ก็เป็นมุสลิมที่อยู่ทางภาคใต้ ผมก็อยากจะสรุปโดยคัมภีร์อัลกุรอานที่กล่าวไว้ว่า อยากจะฝากกับท่านประธานไปยังกรรมาธิการก็ดีนะครับว่าอัลกุรอานได้พูดไว้ว่า ทําไมสูเจ้า พูดในสิ่งที่สูเจ้าไม่ได้ทํา น่าเกลียดที่สุดก็คือสิ่งที่สูเจ้าพูดแล้วสูเจ้าไม่ได้ทําครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เมื่อสักครู่ท่านประธานได้พูดในเรื่องของการถ่ายทอดว่า ท่านได้มีคําสั่งและผมก็เคารพนะครับว่า คําสั่งของท่านประธานถือว่าเป็นคําสั่งที่เด็ดขาด และทุกคนก็เชื่อถือในคําสั่งของท่าน แล้วก็ได้ข่าวมาว่ามีการประสานไปแล้วว่าทางไทยพีบีเอส ไม่สะดวกที่จะถ่ายทอดแทนช่อง ๑๑ แล้วก็ช่อง ๑๑ ก็ยังมีภารกิจในการถ่ายทอดในภารกิจอื่น ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่จะรับในการถ่ายทอดในครั้งนี้ ก็อยากจะเรียนท่านประธาน เพื่อให้คําสั่งของท่านประธานได้มีความศักดิ์สิทธิ์ต่อไปนะครับว่าจะดําเนินการอย่างไร ก็คงเป็นดุลยพินิจของท่านประธาน แต่ว่าขณะนี้จนถึงในอนาคตก็ยังไม่มีใครที่รับว่า จะถ่ายทอดแล้วก็ทําตามคําสั่งของท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้เวลาสัก ๑๐ นาที ให้ทางท่านตัวแทนวิปรัฐบาลประสานกับท่านรัฐมนตรีกําชับให้ช่อง ๑๑ ถ่ายทอดภายใน ๑๐ นาทีนี้ ถ้าไม่ถ่ายทอดผมจะพักการประชุม ผมต่อเลยครับ ท่านชื่นชอบ คงอุดม เชิญครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน ที่ให้ความกระจ่างในเรื่องของการถ่ายทอดสด ก็ถือว่าท่านประธานแสดงความตั้งใจจริง ที่จะถ่ายทอดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าสําคัญมาก เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศไทยให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ ในส่วนที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๖ นะครับ ก็คือผมได้ขอตัดในส่วนของวรรคสามออกทั้งวรรคนะครับ แล้วก็ ใช้ข้อความตามที่กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ กล่าวก็คือมาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการ คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้ จริง ๆ ในส่วนที่ ผมได้ขอเสนอแปรญัตติไว้ จริง ๆ คงต้องเรียนท่านประธานว่าการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้ว ทางพรรคฝ่ายค้านก็ไม่เห็นด้วย ทีนี้ในส่วนที่ได้มีการเสนอไว้ในครั้งนี้ผมก็เห็นว่าในส่วนที่ตอนแรก ทางร่างของรัฐบาลได้เสนอมาที่ ๗๕ วัน ผมมีความเห็นว่าจริง ๆ แล้วมีเวลาที่น้อยเกินไป ในการที่จะสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ในส่วนนี้จริง ๆ ผมมีความตั้งใจว่า อยากให้รัฐบาล ถ้ามีความจริงใจ มีความมั่นใจนะครับว่าส่วนที่จะทําเป็นส่วนที่ถูกต้องอยู่แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อพี่น้องประชาชนแล้วก็พี่น้องประชาชน ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจริง ๆ นะครับ ก็อยากให้มีการทําประชามติพี่น้องประชาชนก่อน นะครับ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะครับว่าจะเอาหรือไม่เอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นะครับ ซึ่งแน่นอนครับก็ต้องอาศัยระยะเวลาที่นานกว่า ๗๕ วันอยู่แล้ว แล้วก็เสียงที่รัฐบาล มีข้างมากก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมไม่มั่นใจว่าจะได้ ส.ส. ที่เป็นกลางในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับนี้จริง ๆ นะครับ อีกส่วนหนึ่งที่ผมได้เสนอคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในครั้งนี้ก็มีส่วนหนึ่งเลยที่ผมได้ตัดทิ้งไปก็คือ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ที่ให้ไปเป็นตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ผมได้เสนอขอให้ตัดทิ้ง ทั้งวรรคนะครับ ด้วยเหตุที่ว่าผมไม่มั่นใจนะครับว่า คือผมเชื่อใจนะครับว่าท่านประธาน เป็นท่านประธานที่ดีนะครับ แต่โดยตําแหน่งผมคิดว่าไม่ว่าใครจะเป็นประธานก็ยังมี ความเป็นคนเช่นผมนะครับ ความเป็นคนเช่นผมก็มีทั้งดีและไม่ดีนะครับ มีอารมณ์ดีบ้าง ร้ายบ้าง บางครั้งก็มีความจําเป็นในการทําหรือไม่ทําอะไรบางอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าอาจจะไม่เป็นกลางมากนักที่จะให้ท่านประธานทําหน้าที่ตรงนี้ คนเดียวนะครับ ผมก็เลยคิดว่าถ้าเกิดจะให้เป็นประโยชน์จริง ๆ ก็อยากให้ท่านประธาน การที่จะตั้งหรือกําหนดกฎเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนนะครับ ถ้าจะให้เป็นกลางจริง ๆ ผมคิดว่าน่าจะผ่านจากทางสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งก็มีความเป็นกลาง อยู่แล้วแน่นอนนะครับ แล้วก็หรือสถาบันสื่อต่าง ๆ เช่น สมาคมผู้สื่อข่าวต่าง ๆ นี่นะครับ ผมคิดว่าน่าจะได้กฎเกณฑ์ที่ตายตัวชัดเจนนะครับ แล้วก็เป็นกลางกับทุก ๆ ฝ่ายนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่จะให้ท่านประธานรัฐสภา ทํางานตรงนี้เพียงท่านเดียวนะครับ ถึงแม้ท่านจะมีกรรมการช่วยท่าน ๑๕ ท่านด้วยกัน แต่ผมก็ยังคิดว่ายังมีการบล็อกโหวตได้นะครับ ยังมีการล็อกสเปกได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าท่านจะหลุดออกมาจากคําครหาที่พวกเราไม่อยากให้ท่านถูกกล่าวหานะครับ ผมคิดว่า ตรงนี้ตัวท่านเองถ้าเกิดอยากให้ตัวท่านเองสบายใจด้วยผมคิดว่าถ้าเกิด สสร. ที่จะมีการคัดสรร ทั้งหมด ทั้ง ๒๒ คน เมื่อมีการส่งชื่อมาแล้วนะครับ ถ้าจะให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จริง ๆ เราก็ทํากันอยู่แล้วในรัฐสภา ก็คือการที่ตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการต่าง ๆ แต่ละชุด ไม่ว่าจะเป็นวิสามัญ หรือว่าสามัญนะครับ อันนี้ก็แบ่งไปตามสัดส่วนของรัฐสภาในแต่ละหน่วย ที่อยู่ในรัฐสภา เช่น พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล แล้วก็มีของท่านวุฒิสภาด้วยนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าแบ่งสัดส่วนกําหนดชัดเจนนะครับ ตัว สสร. ที่จะมาจากการคัดสรร ผมก็มีความมั่นใจว่าจะได้ สสร. ที่เป็นกลางมากขึ้นนะครับทั้ง ๒๒ คน ก็จะลบข้อครหาต่าง ๆ ที่ได้มีการกล่าวกันในทั้งข้างนอกและข้างในสภานะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ตัวท่านประธานเอง ก็จะมีความโปร่งใสมากขึ้นนะครับ แล้วผมคิดว่าตําแหน่งของประธานก็จะไม่เป็นที่กล่าวหา นะครับ แล้วก็ท่านก็จะได้หลุดพ้นจากบ่วงนี้ไปนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนที่ผมได้ขอเสนอไว้นะครับ ก็มีเท่านี้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านคํานูณ สิทธิสมาน เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเสนอตัดออกทั้งมาตรา เพื่อให้สอดคล้องกับที่ กระผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้มี สสร. ประเภทเดียว แต่เมื่อกระผมแพ้มติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ เฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องอภิปราย ให้มากความไปนะครับเนื่องจากว่าเป็นการแปรญัตติให้สอดคล้อง แต่ถ้าท่านประธานจะกรุณา ผมจะขออนุญาตฝากข้อสังเกตไว้ใช้เวลาคงจะไม่เกิน ๓ นาที จะกรุณาอนุญาตไหมครับ ถ้าจะอนุญาตกระผมขออนุญาตครับ คือประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๖ นี่นะครับ ประเด็นที่ เป็นที่ถกเถียงกันมาก แล้วก็ทําให้เรื่องยืดเยื้อนี่นะครับ ก็เห็นจะเป็น ๒ ประเด็นคือ ๑. วิธีการเลือกที่จะให้สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนเลือก สสร. ประเภทนี้ได้ ๒๒ คน หรือว่าจะให้ เลือกได้ ๑ คน ๓ คน เพื่อป้องกันการบล็อกโหวต นี่ประเด็นที่ ๑

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหามาก ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาก็คือประเด็นเรื่อง องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ในประเด็นนี้ก็มี ๒ ประเด็นย่อยก็คือว่า จําเป็นจะต้องเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และที่สําคัญก็คือระยะเวลาการจดทะเบียนก่อนที่จะส่ง ผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะเป็น สสร. ท่านประธานครับ ในประเด็นวิธีการเลือกนั้นคงจะไม่พูดซ้ํา เพราะดูเหมือนว่าทางคณะกรรมาธิการจะยืนยัน ฟังจากคําชี้แจงเมื่อสัปดาห์ก่อนนะครับ แต่ในประเด็นองค์กรนี่นะครับ ไม่ว่าคณะกรรมาธิการจะยืนยันหรือไม่ก็ตามแต่ แต่ผมขออนุญาต ฝากไว้ตรงนี้ว่าถ้าท่านยังยืนยันกระผมก็เห็นว่าคงเป็นภาระของท่านประธานรัฐสภาในการ กําหนดกฎเกณฑ์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบอยู่เสมอว่าองค์กรจะต้องเป็นองค์กรนิติบุคคล จะต้องจดทะเบียนถูกต้อง อันที่จริงเรื่องนี้ถ้าในชั้นการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าจะได้ยึดถือตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๘ เขียนเติมไว้ตรงนี้จะเกิดความชัดเจนขึ้น ขออนุญาตนะครับ องค์กรที่มีสิทธิ เสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นองค์กรในภาคต่าง ๆ ก็ว่ากันไป นะครับ แต่ประเด็นสําคัญก็คือเขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ โดยตั้งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น โดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักร มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี และต้องมิใช่องค์กรที่แสวงหาผลกําไรหรือดําเนินกิจการ ทางการเมือง

และวรรคต่อไปบอกว่าองค์กรตามวรรคหนึ่งต้องลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อว่าคณะกรรมาธิการปรับโดยยึดหลักกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘ ไว้ดังนี้ปัญหาก็จะหมดไปเยอะ แต่ในเมื่อท่านไม่ปรับกระผมก็เข้าใจนะครับ ก็จึงเป็นภาระที่ถ้าเผื่อท่านประธานจะได้รับฟังข้อเสนอแนะของผมแล้วในขั้นตอนกําหนด หลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ซึ่งเป็นอํานาจของท่านประธาน ถ้าท่านประธาน จะกรุณากําหนดหลักเกณฑ์ให้ล้อกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็จะหมดคําถามไปเปลาะหนึ่ง แล้วก็จะทําให้การใช้อํานาจของ ท่านประธาน ซึ่งตามมาตรานี้แล้วก็ย้อนไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑ มีอํานาจในการกําหนด กฎเกณฑ์ถึง ๔ ประการด้วยกัน ก็คือ

๑. กําหนดกฎเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน

๒. กําหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คน

๓. กําหนดหลักเกณฑ์ในการวิธีพิจารณาเพื่อวินิจฉัยกรณีที่มีปัญหา

และย้อนไปมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ค) กําหนดหลักเกณฑ์สําหรับผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในเมื่อทางกรรมาธิการคงจะไม่แก้ไขแล้วก็ไม่มีการประชุม ๔ ฝ่ายแล้วนี่นะครับ กระผมจึงขออนุญาตใช้เวทีนี้ฝากท่านประธานว่า ในการกําหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม หากท่านประธานจะกรุณากําหนดหลักเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนให้เป็นไปล้อกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๘ ก็คือ ให้เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักร และที่สําคัญก็คือล็อกว่าให้จัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี

อีกประการหนึ่งก็คือ ต้องมิใช่องค์กรที่แสวงหาผลกําไรหรือดําเนินกิจกรรม ทางการเมือง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์แก่การเสนอชื่อ แล้วก็เป็นภาระต่อท่านประธาน ให้ลดน้อยลงไป กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านคํานูณมากนะครับ เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ครับ เมื่อกี้เห็นวิปรัฐบาลยกมือจะชี้แจงเรื่องถ่ายทอด ไปไหนแล้วไม่ทราบ ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวท่านวัชระเชิญก่อนครับ เดี๋ยววิปเมื่อกี้เห็นยกมือแล้วครับ จะชี้แจง เราเห็นแว็บออกไป เดี๋ยวคงมาครับ ท่านวัชระ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ มีสมาชิกประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชื่นชอบเดี๋ยวเขาคงเข้ามา ถ้าหากท่านวัชระพูดจบยังไม่มีคําตอบ เดี๋ยวผมจะพักการประชุม ท่านวัชระ เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอวิงวอนท่านประธานว่า เราใช้เวลามา ๗ วัน ๗ คืนสําหรับรัฐธรรมนูญ เราเว้นการถ่ายทอดสดสัก ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาชาวบ้านเขาฟังวิทยุก็ได้ ผมไม่อยากให้ท่านประธาน พักการประชุมครับ เราเว้นการถ่ายทอดสดสัก ๒-๓ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาชาวบ้านเขา ฟังวิทยุก็ได้ ผมไม่อยากให้ท่านประธานพักการประชุมครับ คือมีช่องอื่นที่เขาถ่ายทอดอยู่ อย่างไรขอท่านประธานอย่าพักการประชุมครับ ขอร้องท่านประธานครับ อย่างไร ท่านประธานต้องถามสมาชิกส่วนใหญ่ด้วยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องการถ่ายทอดตั้งแต่ท่านประธาน ได้เปิดการประชุม ผมนี้เป็นคนลุกถามท่านประธานว่าเวลาอย่างนี้ที่จะไปถ่ายทอดกีฬา เราจะทําอย่างไรได้ ท่านประธานก็บอกว่าให้ไปหารือกับวิป ๓ ฝ่าย เวลาหลังจากนั้น ๑๐.๐๐ นาฬิกาเศษ ๆ พวกผมก็มีโอกาสไปร่วมประชุมหารือกับวิปรัฐบาล แล้วก็วิปของ วุฒิสภา จนปัจจุบันท่านประธานดูครับ ๕ โมงแล้วครับ ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ผมคิดว่า ไม่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้มีการถ่ายทอด ถ้ารัฐบาลสั่งให้ถ่ายทอดทีวีอย่างนี้ไม่ได้ ผมว่างานอื่นทําไม่ได้ครับ งานอื่นต้องหยุดเหมือนกัน แล้วที่ท่านประธานพูดผมเห็นด้วย เป็นความตั้งใจของท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เสียเวลาผมให้

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

จงพักการประชุม สักพักครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าให้ท่านวิปรัฐบาล ชี้แจงครับ เชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลําภู

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามบัญชาของท่านประธานเราได้ประสานไปทางช่อง ๑๑ แล้วพบว่า ขณะนี้ช่อง ๑๑ กําลังถ่ายทอดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๓๙ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผมได้ประสานกับช่อง ๑๑ ทราบว่ารายการนี้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เช่ารายการไว้เป็นวงเงิน ๑๖๒,๐๐๐ กว่าบาท เช่ามาเป็นเวลาหลายวันแล้ว ร่วมเดือนก็ว่าได้ กราบเรียนท่านประธานว่าวิปรัฐบาลเอง ก็พยายามที่จะประสานกับทางไทยพีบีเอส ก็ได้คําตอบมาว่าถ้าหากว่าจะถ่ายทอดงานของเรา จะต้องแจ้งอย่างน้อย ๓-๔ วัน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้สื่อในการที่จะ รับข้อมูลข่าวสารจากสภาผู้แทนราษฎรเองก็ไม่ได้ปิด แม้ว่าช่อง ๑๑ จะไม่ได้ถ่ายทอดสด แต่ขณะนี้ก็มีทีวีรัฐสภา มีระบบพีเอสไอ (PSI) ถ่ายทอดอยู่ ๒๔ ชั่วโมงท่านประธานครับ มีระบบอินเทอร์เน็ต ออนไลน์ (Internet online) เหมือนกัน ถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟังวิทยุอยู่ หรือว่าดูอินเทอร์เน็ตอยู่ก็สามารถดูได้ตลอด แล้วก็มีวิทยุรัฐสภาคลื่น ๘๗.๕ เมกะเฮิรตซ์ ถ่ายทอดตลอดไม่เคยหยุด กราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้เราเดินมาไกลพอสมควรแล้ว แล้วก็เหลือสมาชิกอีกเพียงเล็กน้อยก็อยากจะขอท่านประธานผ่านไปยังซีกฝ่ายค้านว่า อภิปรายวงเล็บนี้ให้เสร็จ แล้วก็ส่วนจะพักไม่พักก็อยู่ในดุลยพินิจท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงโดยความเห็นส่วนตัว ของผม ผมเห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญควรที่จะต้องมีการถ่ายทอดและถ่ายทอดมา ตั้งแต่ต้นแล้วก็ควรต้องถ่ายทอดต่อ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ แต่ทีนี้มาฟัง เหตุผลของฝ่ายรัฐบาลก็มีเหตุผล แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านจะว่าอย่างไร ถ้าฝ่ายค้านเห็นด้วย ก็จะดําเนินการต่อ ถ้าฝ่ายค้านยังยืนยันผมก็ต้องพักการประชุม เชิญท่านประเสริฐ แล้วก็ท่านวรชัยครับ เชิญท่านประเสริฐก่อนครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ที่ท่านประธานดําริไว้ถูกครับ ฝ่ายค้านคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสําคัญสูงสุดของประเทศกับเงินแค่แสนกว่าบาท ที่ไปรับเขามามันไม่คุ้มค่ากันนะครับ ประเทศต้องเดินหน้าไปได้ครับ ประชาชนต้องรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร คนที่เขาดูทีวี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐ ผมขัดจังหวะ นิดเดียวขออภัย แล้วอย่างที่เมื่อสักครู่ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงเราถ่ายทอดสดมานี่วันที่ ๙ แล้ว ไม่ใช่ วันที่ ๗ ทีนี้ถ้าเราจะพักสักระยะหนึ่งด้วยเหตุผลที่ว่าฝ่ายค้านพอจะได้ไหม หมายถึงว่า ไม่มีการถ่ายทอดในช่วงระยะสั้น ๆ ตรงนี้ฝ่ายค้านจะพอรับได้ไหม เอาเป็นรัฐบาลขอตรงนี้ ฝ่ายค้านพออนุโลมได้ไหม ถ้าได้จะได้ประชุมต่อ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เดี๋ยวให้ ท่านจุติพูดครับ เชิญครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ แป๊บหนึ่งครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าฝ่ายรัฐบาลขอ ตรงนี้ฝ่ายค้านพอจะอนุโลมได้ไหม ถ้าได้จะได้ประชุมต่อ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เดี๋ยวให้ ท่านจุติพูด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ เดี๋ยวแป๊บหนึ่งครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่มีความคิดอันประเสริฐมากว่า ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายสําคัญสูงสุดของประเทศในครั้งนี้ และอยากจะกราบเรียนทางฝ่ายวิปรัฐบาลด้วยว่าที่ท่านบอกสถานีวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาถ่ายทอดสดอยู่ ก็อยากจะถามว่าชาวบ้านสักกี่คนครับที่จะดูทาง อินเทอร์เน็ตได้ อินเทอร์เน็ตวันนี้ท่านก็ทราบครับว่ามีไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่คนจะสามารถดูได้ เพราะฉะนั้นอย่าเอาตัวเลขนี้มาบอกพวกผม ถ้าเผื่อเป็นไปได้ ผมว่าพักการประชุมดีกว่าครับ ท่านประธาน เพื่อถ่ายทอดใหม่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียวครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า ผมเห็นด้วยกับท่าน เพียงแต่ทีนี้ทางฝ่ายรัฐบาลก็มีเหตุผล ทางฝ่ายรัฐบาลขอความร่วมมือ ในช่วงนี้พอจะอนุโลมได้ไหม ถ้ายังยืนยันว่าต้องถ่ายทอดสด

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมยืนยันตาม ท่านประธานครับว่าควรจะพักการประชุมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอฟังความเห็นท่านวรชัย เพราะพูดค้างไว้นิดหนึ่ง

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราได้พูดมาตรา ๒๙๑/๖ มา ๒-๓ วันแล้วครับท่านประธาน และมาตรานี้มีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้แล้วก็ซ้ํา ๆ กันทั้งนั้น ท่านประธาน ซ้ําซากตลอด และเหลือไม่กี่ท่าน เพราะฉะนั้นในมาตรานี้พี่น้องประชาชน เขาทราบแล้วว่าเนื้อหาสาระมันเป็นอย่างไร ผู้สงวนคําแปรญัตติแต่ละท่านเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านดําเนินการประชุมต่อเถอะครับ เวลาอันมีค่า ของสภา ถ้าหยุด ๓ ชั่วโมงครับ ทําไมต้องหยุดด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกเอาอย่างนี้ครับ ท่านประธานวิปรัฐบาลยกมือ เชิญ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ทางคุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ได้มีโอกาสชี้แจงให้ท่านประธานได้ทราบว่า ผลของการประสานงานกับทางไทยพีบีเอสเป็นอย่างไร เราก็ได้มีความพยายามประสานงาน กับทางผู้อํานวยการไป ทางเลขานุการของผู้อํานวยการก็บอกมาว่าการที่เราประสานงานไป เนื่องจากว่ากระชั้นชิดจนเกินไป ไทยพีบีเอสบอกว่าไม่สามารถที่จะถ่ายทอดให้ได้ ในขณะเดียวกันทางช่อง ๑๑ เอง ก็ได้รับงานเอาไว้คือการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๓๙ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งขณะนี้ก็กําลัง ดําเนินการอยู่ ประเด็นไม่ได้หมายความว่าทางช่อง ๑๑ จะเสียดายเงิน ๑๖๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่ได้นะครับ ประเด็นก็คือว่าจะทําให้งานที่เขาได้ตั้งใจที่จะจัดเอาไว้เสียหายไปด้วยกับการที่จะ งดถ่ายทอดของช่อง ๑๑ เขา เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านประธานมีดําริที่จะให้ท่านสมาชิก ในการที่จะอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์กับการอภิปรายถึงแม้ว่า เราได้มีการถ่ายทอดไปบ้างแล้ว มันจะมีอยู่เพียงบางช่วงเท่านั้นเอง ซึ่งขณะนี้ก็ถ่ายไป ๑ ชั่วโมงแล้ว คิดว่าในส่วนที่ยังจะต้องถ่ายอยู่อีกเพียง ๑ ชั่วโมง ที่ทาง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เช่าเวลาไว้คือ ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา นี่คือสิ่งที่ได้ผ่านมา ๑ ชั่วโมงแล้ว ถ้าท่านประธานเห็นว่าสภาแห่งนี้จะต้องมีการถ่ายทอดตลอดในการที่จะ อภิปรายก็อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานครับใน ๑ ชั่วโมงนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอยากให้การประชุม ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพเจตนาผมอย่างนั้นมีเท่านั้นเอง ทีนี้มีการถ่ายทอดมาตลอด แล้วอยู่ ๆ มาหยุดการถ่ายทอด ผมเชื่อว่าถ้าผมสั่งให้ดําเนินการประชุมต่อ บรรยากาศ จะเปลี่ยนทันที แล้วมันก็จะเดินหน้าไปไม่ได้ ผมไม่อยากให้บรรยากาศมันเสีย มันกําลังมาดีครับ ผมขอพักประชุม จนกว่ามีการถ่ายทอดสดครับ

พักประชุมเวลา ๑๖.๕๙ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๘.๐๖ นาฬิกา

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอประชุมต่อเลยนะครับ ตอนนี้เราอยู่ในหน้า ๑๕๖ นะครับ เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ตามที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ นะครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภา ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ได้บอกว่าจะมีการถ่ายทอดทางช่อง ๑๑ ในเวลาที่กระผม กําลังจะพูดนี้ จึงอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังเลขาธิการว่าได้มีการถ่ายทอดทางช่อง ๑๑ ตามคําบัญชาของท่านประธานรัฐสภาแล้วหรือยัง เพราะโดยส่วนตัวกระผมนั้นไม่ว่าจะมีถ่ายทอด หรือไม่ถ่ายทอด กระผมมุ่งมั่นในการทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ เพราะถือว่า การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นภาระหน้าที่ของ ส.ส. ที่ต้องรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชน ทั้งชาติ ไม่ได้รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ท่านประธานครับ จึงอยากกราบเรียนถาม ท่านประธานเพื่อถามท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าบัดนี้มีการถ่ายทอดทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ แล้วหรือยัง ขอกราบขอบพระคุณ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้เริ่มถ่ายทอดแล้วครับ เชิญท่านเข้าเรื่องที่ท่านสงวนคําแปรญัตติเลยนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานวุฒิสภาผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันกรรมกร เป็นวันผู้ใช้แรงงานแห่งชาติ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของพวกเขา เหล่านั้น ท่านประธานครับ เสียงครวญของมวลกรรมกรใช่เสียงอ้อนวอนขอความปราณี แต่เป็นเสียงเพื่อสิทธิเสรีที่ถูกย่ํายีเหยียบย่ํามานาน ท่านประธานรัฐบาลนี้ได้บริหารประเทศ จนแผ่นดินลุกเป็นไฟ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอประทานโทษนะท่านครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมพูดข้อเท็จจริงครับ ลุกเป็นไฟที่จังหวัดพิษณุโลกครับแผ่นดินลุกเป็นไฟจริง ๆ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ประท้วง ให้อยู่ในข้อบังคับนะครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงผู้อภิปราย ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น กล่าวหาว่าการบริหารของรัฐบาลทําให้ แผ่นดินลุกเป็นไฟ ญัตติที่ผู้อภิปรายได้สงวนญัตติไว้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ คุณสงวนไว้ตรงไหน คุณแปรญัตติตรงไหนคุณก็ว่าตรงนั้น มันไม่เกี่ยวอะไรเลย กับจังหวัดพิษณุโลก ไม่ไหวจริง ๆ ครับ ให้ท่านประธานดูแลการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยแล้วก็กําชับผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ขอความร่วมมือ นะครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ๒๒ คน แล้วก็ของท่านสงวนคําแปรญัตติไว้มันจะอยู่ในหน้า ๑๕๖-๑๕๗

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขออภัยไปท่านประธานที่วันนี้ผมอาจจะผิวคล้ําไปสักหน่อย เพราะเพิ่งกลับมาจาก การปราศรัยที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดตรัง ท่านประธานครับ เนคไท (Necktie) ที่ผมผูกนี้ ก็ไม่ใช่เนคไทสีแดงแต่เป็นสีม่วง ผมเกรงว่าสถานีโทรทัศน์บางช่องนําไปออกแล้วจะทําให้เป็น สีแดง จะทําให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเข้าใจผิดได้ จึงกราบเรียนท่านประธานว่าเนคไท ของผมเส้นนี้เป็นสีม่วง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรุณาเข้าประเด็น เถอะครับ กล่าวนํานานไปหน่อย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ถ้า ส.ส. พรรครัฐบาลบางคนจะกลับบ้านไปก็จะเป็นพระคุณยิ่ง กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมได้อภิปรายกราบเรียนท่านประธานถึงวันนี้เป็นวันกรรมกร

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วผมไม่อยากจะประท้วง แต่เมื่อผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับผมก็ต้องใช้สิทธิในการประท้วงตามสิทธิข้อบังคับ ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านประธานก็ได้ติงกล่าวเตือนว่าให้ผู้อภิปรายเข้าประเด็นได้แล้ว แต่ผู้อภิปรายก็ยังอยู่นอกประเด็น ดังนั้นท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ แล้วว่า ผู้อภิปรายไม่อยู่ในประเด็นตามที่ประธานวินิจฉัยก็สมควรที่จะให้ยุติการอภิปรายได้แล้วครับ เพราะยังมีผู้อภิปรายอีกเยอะแยะเลยที่เขามีน้ํายากว่านี้ ไม่ใช่ลุกขึ้นมาแล้วพูดนอกประเด็น อย่างนี้ ไม่ได้นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระนะครับ กรุณา เข้าเรื่องที่เรากําลังปรึกษาหารือกัน

(นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านผู้ประท้วงครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอประท้วงท่านผู้ประท้วง ในข้อ ๔๓ พูดจาเสียดสี มาหาว่าท่านวัชระ เพชรทอง ไม่มีน้ํายา อันนี้ผมว่าไม่ถูกต้อง ต้องถอนนะครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คงยังไม่ถึงกับเสียหายนะครับ เชิญท่านวัชระต่อนะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับว่าที่ประธานวินิจฉัยนั้น ผมคิดว่าดุลยพินิจของท่านประธานนั้นบางครั้งเพื่อนสมาชิกพูดคําว่า ไม่มีสมอง ท่านประธานให้ถอน ผมนั่งฟังท่านประธานมาตลอด แต่ว่าพอสมาชิกที่ลุกขึ้นมาประท้วงแล้วใช้วิธีการอย่างนี้ตลอดทุกครั้งที่มีการประท้วงจะต้องมาว่า ฝ่ายค้านหรือว่าฝ่ายคนที่กําลังอภิปรายทุกครั้งเหมือนกับจะอบรมสั่งสอนไปทุกครั้งเวลาที่ ลุกขึ้นมาพูดแล้วท่านประธานบอกว่ายังไม่เสียหายดุลยพินิจท่านประธานอย่างนี้ผมคิดว่า มันไม่เป็นธรรมจริง ๆ ครับด้วยความเคารพท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าพูดอย่างนี้ไม่เสียหาย พวกผมก็พูดออกไปด้วยมันจะไปกันใหญ่ครับ ท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านโปรดวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอไม่ทบทวนนะครับ คําวินิจฉัยเมื่อกี้ผมขอไม่ทบทวน ถ้าหากว่าไม่ถูกต้องไม่ถูกใจผมก็ขอรับผิด เชิญท่านวัชระต่อครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับผมนิดเดียวครับ ผมเกรงว่าต่อไปจะเอาคํานี้ไปใช้กัน ผมไม่อยากจะใช้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะย้อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับผมวินิจฉัยแล้ว ถ้าหากว่าไม่ถูกต้องก็รับผิดไม่เปลี่ยนคําวินิจฉัยครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมมีนิดเดียวครับท่านประธานครับ ผมทราบว่าคําวินิจฉัยของท่านประธานต้องถึงที่สุดแต่ว่าผมอยากให้ท่านประธานได้กําชับ ให้ตักเตือนครับว่าจะต้องไม่ใช้ลักษณะอย่างนี้อีก ถ้าหากว่าคราวต่อไปลุกขึ้นมาประท้วง แล้วยังมาใช้นิสัยอย่างนี้อยู่ท่านประธานไม่อนุญาตให้ประท้วงหรือว่าท่านต้องมีมาตรการครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านวัชระครับ ท่านวัชระกรุณาให้ความร่วมมือผมนิดนะครับ เชิญเข้าตามหน้า ๑๕๖ กับหน้า ๑๕๗ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับแทนที่ท่านประธานจะตักเตือนรัฐบาลท่านประธาน กลับมาตักเตือนฝ่ายค้านผมก็ขอน้อมรับ และกราบเรียนท่านประธานว่าต่อไปในภายภาคหน้า ถ้ามีสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้กล่าวหาว่าท่านประธานไม่มีน้ํายาท่านประธานจะรู้สึกอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมให้ความร่วมมือ กับท่านประธานเต็มที่โดยเฉพาะท่านประธานวุฒิสภาซึ่งมานั่งเป็นประธานในรัฐสภาแห่งนี้ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล้วนให้การเคารพและเชื่อถือว่าท่านนั้นเป็นกลาง ท่านประธานครับผมพูดว่าแผ่นดินลุกเป็นไฟ ท่านประธานครับเป็นข้อเท็จจริงเป็นความจริง ที่ประจักษ์และปรากฏ หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับพาดหัวกันโดยถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์อื่น ๆ และหลายฉบับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ขอความกรุณา ให้อยู่ในเรื่องที่ผมได้เรียนท่านแล้วนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่ล่ะครับ อยู่ในประเด็นครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านต้องเลี้ยวเข้ามา ตอนนี้ล่ะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเลี้ยวให้ ท่านประธานเห็นเลยครับว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

หน้า ๑๕๖ กับหน้า ๑๕๗ ครับท่าน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แน่นอนครับ ท่านประธานผมแปรญัตติเอาไว้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่านช้าผมไม่อนุญาต ให้พูดต่อนะครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพผมจะอ่านให้ท่านประธานฟังว่าผมได้แปรญัตติเอาไว้อย่างไร แล้วเมื่อผมพูดถึง ท่านประธานทําไมทนฟังไม่ได้ล่ะครับว่าแผ่นดินลุกเป็นไฟ ทนฟังไม่ได้ได้อย่างไร และการเสนอ ล้มล้างรัฐธรรมนูญแผ่นดินก็กําลังจะลุกเป็นไฟ ท่านประธานครับผมจึงกราบเรียน ท่านประธานในฐานะเป็นผู้แปรญัตติ ผมคงไม่ใช้เวลามากหรอกครับท่านประธาน คงไม่เกิน ๒ ชั่วโมง เพราะว่าท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และกระผม วัชระ เพชรทอง

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๕ และข้อ ๙๙ ครับ ท่านประธานครับเรื่องนี้เมื่อกี้ท่านประธานได้พูดแล้วครับท่านประธานครับ ท่านได้บอกว่า การอภิปรายนั้นให้อยู่ในประเด็นครับ ถ้าสมมุติว่านอกประเด็นท่านจะสั่งให้หยุดตามข้อ ๔๔ ครับ ขอให้ท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินในครั้งนี้ด้วยครับ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นแบบอย่างนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธานครับ ขอให้เคร่งครัดตามวาระ ตามระเบียบของการประชุมด้วยครับ ตามข้อบังคับครับท่านประธานครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ก็ไม่สิ้นสุดหรอกครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานทําถูกต้องทําดีแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ มันมีข้อบังคับอยู่นะครับท่าน แล้วก็ผมพยายามที่จะให้โอกาสท่านแล้วก็ได้เรียนท่านแล้ว ผมขอความร่วมมือขอให้อยู่ในประเด็นที่เรากําลังพูดจากัน ท่านสงวนคําแปรญัตติอะไรไว้ โปรดพูดตรงนั้นนะครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้สมาชิกพรรครัฐบาลได้ลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานไม่มองบ้าง หรือครับว่าข้างหลังสมาชิกพรรครัฐบาลมีสมาชิกยืนอยู่อีก ๒ ท่าน เป็นยืนรวมแล้ว ๓ ท่าน มายืนอยู่ในห้องประชุมอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ท่านต้องควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ เพราะถ้ามีผู้ประท้วงต้องพูดได้คนเดียวครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมจบไปแล้วนะครับ ตรงนั้น เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กระผม อธิบายให้ท่านประธานฟังครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานต้องมีหน้าที่ควบคุมการประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเข้าใจสิ่งที่ ท่านพูดแล้วครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมาจาก มหาวิทยาลัยรามคําแหง มหาวิทยาลัยของประชาชน และมหาวิทยาลัยของผมสอนให้มี ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับแม้ว่าในขณะที่ ผมกําลังอภิปรายอยู่นี้จะมีเพื่อนสมาชิกหลายคนพูดคุยกันเสียงดัง รบกวนสมาธิผม แต่ไม่เป็นประเด็นครับท่านประธานฝากกราบเรียนท่านประธานว่ามาจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง มีความอดทน และเมื่อสักครู่นี้ท่านสุนัย จุลพงศธร ขอประทานโทษที่เอ่ยนามซึ่งเป็นแกนนํา ฝ่ายรัฐบาลเดินมาบอกกับผมว่าต่อไปนี้จะไปขอร้องไม่ให้มีการประท้วงแล้ว ขอให้ที่ประชุม เป็นพยาน ท่านประธานครับ ขอขอบคุณท่านสุนัย จุลพงศธร ที่ไปขอร้องพรรครัฐบาล ไม่ให้ประท้วงผมนับจากผมอภิปรายต่อจากนี้ไป ท่านประธานครับ มีการกล่าวหาว่าผมไม่มีน้ํายา แต่ผมจะอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล ให้เห็นถึงน้ํายาว่ามีอะไรบ้าง และขอใช้เวลาไม่มากครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นสุภาพสตรีถามสวนขึ้นมาว่า กี่ชั่วโมง ผมคงตอบเธอไม่ได้เพราะว่าสมาชิกต้องอภิปรายกับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในหน้า ๑๕๖ ครับ ท่านภริยารัฐมนตรีครับ หน้า ๑๕๖ ครับ มีกระผม ส.ส. วัชระ เพชรทอง และท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ได้สงวนคําแปรญัตติ ร่วมกัน ท่านประธานอาจจะสงสัยว่าทําไมแปรญัตติเหมือนกันทุกตัวอักษร ก็เพราะว่า นั่งติดกันครับท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนตอนต้นว่าบ้านเมืองกําลังจะเกิดวิกฤติ ข้าวยากมะนาวแพง ท่านประธานครับแม้แต่วันนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ค่าแรง ๓๐๐ บาท ก็ยังได้ไม่ทุกคน ไม่ทุกที่ ไหนบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้กินได้ รัฐธรรมนูญนี้รับประทานได้ แต่ทําไมค่าแรง ๓๐๐ บาท พี่น้องกรรมกรถึงได้ไม่ทุกคน ไม่ทุกที่ ไม่ทุกบริษัท ไม่ทุกภูมิภาค ไม่ทุกจังหวัด ถามว่าความเป็นธรรมนั้นอยู่ที่ไหน ในเมื่อทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกัน ท่านประธานครับผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้เพื่อโยงให้ ท่านประธานเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศนี้ และพี่น้องประชาชนที่กําลังติดตามการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ซึ่งมีท่านประธาน ทําหน้าที่เป็นประธาน ประชาชนก็จับจ้องมองดูอยู่ว่าใครปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ใครพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนหรือใครจะล้มล้างรัฐธรรมนูญของประชาชน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกศาสนา ทุกจังหวัด ทุกอําเภอ ทุกตําบล ทุกหมู่บ้าน ท่านประธานครับไม่ว่าอยู่หมู่ไหน เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ทุกคน และไม่ว่าใส่เสื้อสีอะไรก็เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญทุกคนด้วยเช่นเดียวกัน แต่มีบางคน กําลังแอบรับประทานรัฐธรรมนูญเพียงคนเดียว ท่านประธานครับ ผมพูดอุปมาอุปไมยอย่างนี้ท่านประธานนึกออกไหมครับ นึกได้ไหมครับ เพราะผมต้องการบอกกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าบัดนี้นั้นผมในฐานะ ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน กําลังต่อสู้ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ท่านได้ลงประชามติจํานวน ๑๕ ล้านเสียง ให้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติในประเด็นของมาตรา ๒๙๑/๖ ร่วมกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะอ่านคําแปรญัตติให้ท่านประธานฟัง เพราะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องอธิบายว่าทําไม ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปนั่งแปรญัตติต่อหน้าท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย เป็นเวลาถึง ๓ ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ ๑๖.๓๐-๒๐.๐๐ นาฬิกา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติและปรากฏว่าองค์ประชุมก็ไม่ครบ ท่านประธานสามารถท่านพูดได้ว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านประธานพูดแล้วท่านประธานสามารถ ก็บอกว่า เรามาแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครสามารถที่จะบงการให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตาม ความประสงค์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ ผมจดเอาไว้ เพราะท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย พูดเป็นสัจธรรม แต่ว่าเป็นความเท็จ เพราะจริง ๆ แล้วมีคนบงการรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ไหนว่าคุณสุนัยบอกว่าจะไม่มี ส.ส. พรรครัฐบาลประท้วงแล้ว

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมไม่บังอาจประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายละครับ ตามอัธยาศัยเลยครับ แต่ผมต้องคุยกับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะปล่อยให้มีการอภิปรายในสภาแบบนี้โดยผิดข้อบังคับ การประชุมสภา ผมว่าท่านประธานต้องทบทวนตัวเองครับ ผมด้วยความเคารพท่าน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กล่าวหา ท่านประธานผิดข้อบังคับนี่ไม่ได้ครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอย่างไร ก็ว่าประเด็นที่ท่านจะประท้วงครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็นนะครับ เรากําลังประชุมกันในวาระที่สอง ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานทําหน้าที่ตรงนี้ เมื่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี่เมื่อผู้สงวนคําแปรญัตติอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านประท้วง ข้อ ๙๙

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนฟังอยู่ทางบ้านอาจไม่เข้าใจว่าข้อ ๙๙ มันว่าอย่างไร ขออนุญาตอ่านให้ฟัง สักนิดหนึ่งท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรเดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ ข้อ ๙๙ ผมกําลังจะวินิจฉัยครับ ท่านหมดหรือยังครับ ว่าอย่างไรนะครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านขอความกรุณาฟัง สักนิดเถอะครับท่านประธาน ผมไม่ลุกมาพร่ําเพรื่อละครับ ไม่ได้ใช้เวทีประท้วงเพื่อจะ ออกหน้าออกตาตรงนี้ละครับ แต่ว่าความจําเป็นครับต้องพูดกับท่านประธานตรงนี้ด้วยความเคารพ พี่น้องประชาชนฟังอยู่ครับ ต้องเรียนท่านประธานว่าในเวลาที่สงวนคําแปรญัตตินั้น ในข้อ ๙๙ บอกไว้ว่า ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไข เพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติที่มีการสงวนความเห็นไว้ ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมสภาลงมติ เป็นอย่างอื่น ถ้าท่านประธานจะกรุณาควบคุมการประชุมสภาให้เป็นไปตามการสงวนคําแปรญัตติ ก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชน ส่วนเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของ อุปนิสัยของท่านผมก็อยากฟังท่านเหมือนกันนะครับกรุณาครับท่านประธานว่าปฏิบัติตามนี้ ด้วยครับ อีกครั้งหนึ่งครับ ช่วยปฏิบัติตามนี้ด้วย ขอขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านวัชระครับ ผมคงไม่ต้องอ่านข้อ ๙๙ ซ้ํานะครับ ท่านวัชระครับ เชิญท่านเข้าเรื่องที่ท่าน สงวนคําแปรญัตติไว้ ขณะนี้เรามีคณะผู้ร่วมสัมมนาประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ จํานวน ๖๐ ท่าน มาชมการประชุมของเรานะครับ เชิญท่านวัชระต่อครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมและ ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ได้ขอแปรญัตติไว้ในหน้า ๑๕๖ ผมจะอ่านให้ท่านประธานได้ฟัง มาตรา ๒๙๑/๖ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ ที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ท่านประธานก็อาจจะเข้าใจว่า (ก) (ข) (ค) คืออะไร แต่พี่น้องประชาชนที่ดูโทรทัศน์อยู่ทางบ้าน อาจจะไม่ทราบ ท่านประธานครับ ตอนนี้คุณสุนัย จุลพงศธร ยกมือประท้วงด้วยตนเอง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร เพื่อนสมาชิกก็กล่าวพาดพิงผมหลายครั้ง ผมเองอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ แล้วก็ขอร้องไปถึงท่านผู้อภิปรายคือคุณวัชระที่เรารักกันเหมือนน้อง ผมว่าวันนี้ผมได้เห็นทิศทางที่ดีมากครับท่านประธานตั้งแต่เช้ามาว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ท่านก็ได้ให้ความร่วมมือทุกอย่าง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านสุนัย ท่านประท้วง หรืออย่างไรกัน

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายนี้ ทําผิดข้อบังคับตามที่ท่านประธานก็กล่าวหลายครั้ง และอยากจะขอร้องน้องวัชระว่าขณะนี้ สายตาข้างนอกเขาจับตาอยู่ว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวอย่างนี้นะครับ ท่านสุนัย ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ประท้วงข้อ ๙๙ นี้ล่ะครับว่า การอภิปรายมันอยู่ในวาระที่สอง แล้วก็ต้องมีเจตนาที่จะอภิปรายตามเนื้อหาของมัน แต่ทีนี้ท่านประธานครับผมก็เห็นใจท่านประธานผมรู้ว่าท่านประธานใช้ความอดทนมากที่สุด แล้วก็ใครจะกล่าวกับท่านประธานอย่างไรผมก็อยากจะขอกล่าวแทนรับผิดแทนก็ได้ว่า ท่านได้พยายามแล้ว แต่ว่าบางคนแสดงเจตนาจนชัดเจน สายตาของคนข้างนอก เขาก็พยายามจะจับตาดูว่าใครหนอที่ทําการตีรวนการอภิปรายให้ยืดยาวเสียเวลามา ๘ วัน ดังนั้นผมก็อยากจะขอประท้วงน้องวัชระว่าน้องเอ๊ยเข้าที่เข้าทางเสียเถอะ เรื่องอะไร ที่จะยืดยาดเกินไปนั้นนะมันจะเสียหายต่อน้องเอง ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านสุนัย เมื่อสักครู่ความจริงผมก็ได้เรียนท่านวัชระไปหลายครั้งแล้วนะครับ แล้วท่านกําลัง เข้าประเด็นนะครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่วินิจฉัยด้วยความเที่ยงธรรม และกระผมก็เพิ่งเห็นสัจธรรมที่ว่าการพูดกลับดําเป็นขาว กลับขาวเป็นดําเป็นอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่านครับ ท่านวัชระครับคืออย่างนี้ถ้าเผื่อว่าวิจารณ์กันไปวิจารณ์กันมาก็ไม่จบสิ้น

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อท่านสุนัยเลย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจครับ แต่ว่า มันนอกประเด็นแล้วครับตอนนี้ นอกประเด็นแล้วครับ พูดตะกี้นอกประเด็นครับ ขอเชิญท่าน เข้าตามประเด็นเถอะครับ ข้อ ๙๙ นะครับ ผมหลายรอบแล้วที่พูดนี้นะครับ เชิญท่านเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ข้อบังคับมีมากกว่า ๙๙ ข้อ ท่านดูเลยไปจากนั้นก็ได้ครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นไม่ได้เกินเลยไปเลยครับ เพราะว่ามีการประกาศว่า จะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยให้ประชาชนลงประชามติว่า จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นฐานในการยกร่าง เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง นี่ครับ ประกาศไว้อย่างนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ ประกาศโดย พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาเถอะครับ คือว่ามันเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิด แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดหรือเปล่า โปรดอย่าพูดถึงตรงนั้นครับ เอาเฉพาะหน้า ๑๕๖ กับหน้า ๑๕๗ ของท่าน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่ล่ะครับ ท่านประธานครับ ผมนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่ได้เถียงท่านประธาน ผมอยู่ในประเด็นนะครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

(นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันเลยประเด็นไปหน่อยครับ ข้างหลังมีประท้วงอีกแล้วครับ มันไม่จบครับ มันเดินไปไม่ได้ครับ เชิญข้างหลังครับ เชิญครับ

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้ที่อภิปราย กระทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใช้กิริยาวาจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายเสียดสี แล้วก็อภิปรายฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก ท่านประธานที่เคารพคะ รวมทั้งข้อ ๙๙ สมาชิกท่านนี้ไม่ได้อภิปรายเฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีการสงวนคําแปรญัตติไว้ รวมถึงพูดจาเสียดสี ใส่ร้าย ท่านสมาชิกท่านนี้ก็มีพฤติกรรมแบบนี้หลายครั้งนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเป็นห่วงว่าคนทั่วไป จะเข้าใจผิดถึงวัฒนธรรมองค์กรของท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอเถอะครับ เชิญท่านวัชระต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานที่วินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม จริง ๆ เพราะเราต้องเสียเวลาจากการที่ท่านประธานก็คงทราบว่าถ้ามีมูลท่านประธาน ก็วินิจฉัยไปแล้ว เมื่อไม่มีมูลท่านประธานก็ได้ให้อภิปรายต่อ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ และที่ผมยกตัวอย่างเรื่องกลับดําเป็นขาว กลับขาวเป็นดํา ก็ชี้ให้เห็นว่าคนที่ประกาศบอกว่า จะมีประชามติก่อน แล้วมีประชามติไหมครับ จนถึงวาระนี้ วาระที่สองแล้ว นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ ความจริง

เรื่องที่ ๒ เมื่อผมมาแปรญัตติในมาตรานี้ผมก็จะกล่าวให้ท่านประธานฟังว่า กระผม วัชระ เพชรทอง และท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ได้แปรญัตติเอาไว้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติเอาไว้ตามหนังสือที่ได้ส่งถึงท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานที่เคารพ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคล ที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสามคน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของ แต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน สิบห้าวันนับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ท่านประธานครับ ในวรรคนี้กระผมมีความประสงค์ที่จะให้สภาของ มหาวิทยาลัยอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชนได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือจะเรียกโดยย่นย่อว่า สสร. ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยรามคําแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มหาวิทยาลัยธนบุรี ที่อยู่ในฝั่งธนบุรี รวมทั้งมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และทุก ๆ มหาวิทยาลัยในประเทศนี้ ได้คัดเลือกบุคคลเข้ามา ท่านประธานครับแต่บางมหาวิทยาลัยก็เป็นที่น่าสงสัยในเรื่องของ คุณสมบัติความรู้ความสามารถ เช่น มหาวิทยาลัยอีสานที่ซึ่งมีข่าวว่าพี่น้องประชาชน ถูกหลอกลวงไปลงทะเบียน แล้วปรากฏว่าไม่ได้ปริญญาซึ่งข้าราชการครูจังหวัดอุดรธานี ร้องเรียนมา ท่านประธานครับนี่ก็อยู่ในประเด็นที่ซึ่งเราต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาคัดเลือกมา แต่สถาบันอุดมศึกษาบางแห่งก็ไม่มีมาตรฐานเรียกว่าเป็นข่าวในแง่ลบและยังไม่สามารถที่จะ ให้ปริญญากับพี่น้องข้าราชการครูที่จังหวัดอุดรธานีซึ่งได้เสียเงินไปแล้วนับแสนบาท ท่านประธานครับ ท่านประธานอย่าสงสัยว่าทําไมผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วทําไมพี่น้องข้าราชการครูจังหวัดอุดรธานีถึงร้องเรียนมาก็เพราะว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาพึ่งใครไม่ได้ ข้าราชการครูเหล่านั้นก็ต้องมาพึ่ง ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพแม้ว่าในขณะที่ผมกําลังอภิปรายอยู่นี้ ท่านประธานครับ มีการเปิดโทรศัพท์เสียงดัง มีการพูดคุยกันเสียงดัง แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานไว้เพื่อรับทราบว่าเพราะท่านประธานต้องดําเนินการตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานครับสําหรับผมไม่มีปัญหา ผมอภิปรายได้และกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมได้พูดมาเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านทั่วประเทศให้ท่านได้รับทราบว่า ในสภาแห่งนี้ใครพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ใครจะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับนั่นคือ วรรคแรกที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ ท่านประธานที่เคารพในวรรคต่อมาท่านประธานครับ ผมและท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ขอประทานโทษ ส.ส. พรรครัฐบาลที่ต้องอ่านให้ท่านฟัง ผมแปรญัตติว่าให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจํานวน ๑๕ คน ซึ่งมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๙ คน และสมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๖ คน ท่านประธานครับ ผมและ ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ เห็นความสําคัญของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่ที่จะมีการรวบอํานาจ ที่มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านและสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านได้อภิปราย มาโดยตลอดว่าประธานรัฐสภาท่านนี้ ท่านประธานครับประธานรัฐสภาท่านนี้วางตนไม่เป็นกลาง และไม่เชื่อว่าจะเป็นกลาง พฤติกรรม พฤติการณ์ที่ผ่านมาไม่เป็นกลาง วินิจฉัยด้วยความลําเอียง ถ้าหากท่านประธานไม่เชื่อผม ท่านประธานถามพี่น้องประชาชนที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ดูก็ได้ว่า ประธานได้เป็นกลางจริงหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับท่านประธานวุฒิสภาซึ่งทําหน้าที่ เป็นประธาน ณ ตรงนี้ ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้สรรเสริญเยินยอยกย่องท่านแต่ท่านวินิจฉัย เป็นกลางและรับได้ สมาชิกทั้งสภารับได้ แต่ท่านประธานวุฒิสภา ท่าน พลเอก ธีรเดช มีเพียร เมื่อท่านมาทําหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมในการพิจารณาที่จะแก้ไขหรือที่ฝ่ายค้านบอกว่า ล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านสังเกตไหมครับว่าสมาชิกรัฐสภาจะให้ความร่วมมือกับท่าน เป็นอย่างดี นั่นเพราะว่าท่านมีท่วงทํานองที่เป็นธรรม เป็นกลางและเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ ท่านประธานครับ แต่เมื่อประธานรัฐสภาซึ่งมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร และกล่าวให้ถึงที่สุด มาจาก ส.ส. พรรคเพื่อไทยมาทําหน้าที่เป็นประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ท่านวัชระครับ พอดีท่านประธานรัฐสภาที่ท่านพูดถึงท่านก็ไม่มีโอกาสที่จะชี้แจง ผมเข้าใจว่าเท่าที่ท่านพูดมานี่ ก็อธิบายเหตุผลเกี่ยวกับในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เชิญท่านต่อประเด็นต่อไปเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบขอบคุณ ท่านประธานวุฒิสภาผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านประธานครับ ผมเพิ่งอภิปรายถึง คําแปรญัตติในย่อหน้าที่ ๒ ผมก็เสียดายว่าท่านประธานรัฐสภาซึ่งมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ขึ้นมาทําหน้าที่ในขณะที่ผมอภิปราย ความจริงแล้วผมต้องการที่จะกราบเรียนกับท่าน โดยตรง ว่าท่านไม่รู้สึกรู้สาบ้างหรืออย่างไร ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายให้เห็นว่าท่านนั้นมีพฤติการณ์ พฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางมาโดยตลอด ท่านประธานครับ แล้วอย่างนี้จะยกอํานาจให้กับประธานรัฐสภาในการเลือกสรร สสร. ทั้ง ๒๒ คนได้อย่างไร ท่านประธานเคยบอกเพื่อนสมาชิกให้ถอนคําพูดคําว่า กินรวบ คือไม่กินแบ่ง กินรวบ ท่านประธานครับ ท่านประธานบอกให้เพื่อนสมาชิกถอนคําพูดนี้ ผมได้นั่งฟังการอภิปรายอยู่ สิ่งที่ผมพูดอยู่นี่เป็นประเด็นแน่นอน เพราะเราไม่เชื่อมั่นว่า ประธานรัฐสภาคือนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จะเป็นกลางเป็นธรรม ยุติธรรมเพียงพอ ในการที่จะสรรหาบุคคลมาดํารงตําแหน่ง สสร. ทั้ง ๒๒ คน ผมพูดท่านประธานอาจจะสงสัยว่า มีหลักฐานอย่างไร ขออนุญาตท่านประธาน คําสั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่ ๓๕/๒๕๕๕ ลงนามโดย ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานครับ คําสั่งนี้แต่งตั้ง คณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เดิมเป็น คําสั่งที่ ๕๔/๒๕๕๔ ท่านประธานครับ แต่งตั้งคณะกรรมการนี้มาปรับปรุงพัฒนากฎหมาย ไม่ใช่กฎหมายของพรรครัฐบาลแต่เป็นกฎหมายของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้ง แต่คนเสื้อแดงทั้งนั้นมาเป็นกรรมการนี่คือตัวอย่าง

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นหน้าที่ ของเขาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายซึ่งใส่ร้ายเสียดสีอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ จะทําอย่างไรกันดีครับข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว ขอให้ท่านประธาน ใช้ข้อ ๕ หรือข้อ ๔๔ คือว่าท่านผู้นี้ใช้เวลามามากเกือบชั่วโมงแล้ว แล้วก็หาสาระก็ยังไม่ได้ เสียดสีคนนั้นทีคนนี้ที ขอให้ท่านประธานช่วยใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดด้วย ขอบคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ก็คงมาเยอะแล้ว นะครับตอนนี้ เวลาก็ผ่านไปเยอะท่านก็มาได้ไกลพอสมควรแล้ว คราวนี้อย่างที่ผมได้เรียนแล้ว ก็ขอเรียนอีกครั้งหนึ่งว่ากรุณาอย่าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกเลยครับ ขอให้หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง คนภายนอกเชิญท่านเดินต่อในหน้า ๑๕๗ เถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน เราต้องเดินหน้าต่อไปอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คําสั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่ ๓๕/๒๕๕๕ เป็นเอกสารทางราชการ ลงนามโดย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานครับ ถ้าประธานรัฐสภา เป็นกลาง เป็นธรรม ผมถามว่าคําสั่งที่ปรับปรุงพัฒนากฎหมายเหล่านี้ทําไมถึงมีแต่ทนายความของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมีผู้ประท้วง ๒ ท่านเลยครับ เชิญท่านประสิทธิ์ก่อนนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซ้ําแล้วซ้ําเล่า อภิปรายวกวน ซ้ําซาก ทั้งที่ท่านประธานได้เตือนว่าให้อภิปรายอยู่ในประเด็น หลายครั้ง แต่ผู้อภิปรายไม่เคยปฏิบัติตามเลย ดังนั้นประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ เด็ดขาดว่าให้ผู้อภิปรายท่านนี้หยุดการอภิปรายได้แล้วครับท่านประธาน เพราะไม่เช่นนั้น ก็เสียเวลาวกวนอยู่นี่ ตรงนี้สมาชิกในสภาก็ได้ท้วงติงหลายครั้ง ได้ประท้วงหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่าก็ยังมีนิสัยเหมือนเดิมอย่างนี้ ท่านประธานต้องใช้อํานาจของท่านประธานนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้แล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านพูดกับผมนะ ผมเข้าใจแล้ว ทําผิดข้อบังคับนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านประท้วงอย่างนั้น ท่านวัชระ ท่านอย่าบังคับให้ผมต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ กับ ข้อ ๑๑๔ นะครับ ผมไม่อยากใช้จริง ๆ ขอความกรุณาท่านเถอะครับ เป็นครั้งสุดท้ายนะครับท่าน ขอให้ท่านเข้าประเด็นแล้วก็กรุณา สรุปด้วยครับ ขณะนี้ท่านพูดมาประมาณ ๔๕ นาทีแล้วครับ เชิญครับ

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับท่าน ถ้าเรื่องเดียวกันผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๕ เนื่องจาก คําวินิจฉัยของประธานยังไม่เด็ดขาด ที่ผู้อภิปรายนํามาอ่านนี้ผมจําได้เป็นรอบที่ ๓ แล้ว คําสั่งนี้ตั้งแต่คราวที่แล้วแล้วครับ แล้วก็นํามาอ่านอีก แล้วผมคิดว่ากําลังจะอ่านต่อไป เพราะฉะนั้นท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอท่านไม่อ่านอีกแล้วนะครับ เรื่องเมื่อสักครู่ เชิญต่อเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องเป็นกลางในการประชุม และดําเนินการประชุมด้วยความเรียบร้อย ท่านประธานกรุณาฟังเหตุผลของผม ผมมีเหตุผลที่อธิบายท่านประธานดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมสังเกตว่าทุกครั้งที่สมาชิกพรรครัฐบาลลุกขึ้นมาประท้วง ประท้วงอย่างไรท่านประธานก็จะให้ผมทําอย่างนั้น ท่านประธานครับ แม้ว่าท่านประธาน บอกว่าบางเรื่อง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระว่าผมผิดอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาประเด็นที่ผมทําผิดครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญอธิบาย ข้อ ๕

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน อ่านไปพร้อมกับผมอีกก็ได้นะครับ ผมจะอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่นะครับ ท่านวัชระ กําลังประท้วงผมอยู่ครับ ท่านกําลังประท้วงผมอยู่ครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ข้อ ๕ ประธานรัฐสภามีอํานาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑. เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา

๒. กําหนดการประชุมรัฐสภา

๓. ควบคุมและดําเนินกิจการของรัฐสภา

๔. รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภาตลอดถึงบริเวณรัฐสภา

ผมขอยกตัวอย่างเพียง ๔ ข้อครับท่านประธานครับ ท่านประธานต้องควบคุม รักษาความสงบเรียบร้อยในขณะที่ผมอภิปรายสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ข้างล่างคุยกันเสียงดังมาก รบกวนสมาธิผม ท่านประธานไม่เคยตักเตือน และเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลคนล่าสุด ลุกขึ้นมาประท้วง ก็ประท้วงผมบอกว่าไม่ให้อ่านคําสั่งของประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานครับ คําสั่งนี้เป็นคําสั่งของทางราชการลงนามโดย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และผมไม่เคยอ่านมาก่อน เป็นคําสั่งขึ้นมาใหม่ คําสั่งที่ ๓๕/๒๕๕๕ ที่ผมเคยอภิปรายใน สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้คือคําสั่งที่ ๕๔/๒๕๕๕

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านอ่านไปแล้วครับ เมื่อกี้ท่านอ่านไปแล้วใช่ไหมครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อ่านวันนี้ครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เข้าใจผม ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า นี่คือตัวอย่าง ตัวอย่างของความอัปยศ ตัวอย่างของความที่ไม่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างของความที่ไม่มีความเป็นกลาง ทางการเมือง ท่านประธานครับ ถ้าแต่งตั้งกรรมการเหล่านี้มาปรับปรุงพัฒนากฎหมายของสภา โดยใช้นามของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าจะแต่งตั้งบุคคลก็ต้องแต่งตั้งจากบุคคลที่เป็นธรรมเป็นกลางจากทุกฝ่าย ถ้าจะให้มีทนายความของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ควรมีทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย ถ้าจะให้คนเสื้อแดง ผมไม่เอ่ยชื่อเลยนะครับ ก็คงมีคนเสื้อเหลืองด้วย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้แล้วครับท่าน ถ้าเผื่ออย่างนี้ ผมอาจจะต้องใช้ข้อบังคับให้ท่านยุติการอภิปรายนะครับ ถ้าหากว่าคุณวัชระไม่ให้ความร่วมมือกับผม ผมก็จําเป็นนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ผมไม่อ่านครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้หรอกครับ ท่านมีวิธี หลายวิธี ไม่เป็นอะไร ผมไม่ให้อีกแล้วนะครับถ้าเผื่ออย่างนั้น ผมขอความกรุณาให้ท่านสรุปครับ ขณะนี้ผ่านไป ๕๐ กว่านาทีแล้วนะครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ มีสมาชิกประท้วงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานครับ คือเท่าที่ผมนั่งฟังมาตลอด เพราะว่าผมก็พยายามกํากับดูแลเรื่องการอภิปรายอยู่ แต่เท่าที่ ผมฟังมาคุณวัชระไม่ได้เข้าข้างเพราะอยู่ซีกเดียวกัน อยู่พรรคเดียวกันและพูดอย่างนี้นะครับ ท่านก็กําลังอภิปราย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ เชิญครับ เอาประเด็นเลยครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เรื่องคําวินิจฉัย ของท่านครับ ผมก็จะกราบเรียนท่านประธานว่า คุณวัชระกําลังแสดงเหตุผลว่าคุณวัชระ แปรญัตติไม่เห็นด้วยกับร่างของรัฐบาลอย่างไรนะครับ ท่านก็ต้องแสดงเหตุผลสิครับ ถ้าท่าน ไปปิดกั้นไม่ให้แสดงเหตุผล แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรครับว่าเขาแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ ด้วยเหตุผลอะไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ผมได้ให้โอกาสแล้วนะครับ แล้วท่านได้แสดงเหตุผลมาโดยตลอด แต่ว่าถ้าพอจะออกข้างนอก ผมก็ต้องขอให้ท่านเข้ามา แล้วผมได้พูดซ้ําซากนะครับ ที่จริงผมผิดข้อบังคับนะครับ ผมเตือนซ้ําซาก ขอความกรุณาท่านด้วยนะครับ ท่านประเสริฐผมคิดว่าผมได้พยายามวินิจฉัยอย่างที่ยุติธรรม แล้วละครับท่าน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ด้วยความเคารพท่านประธาน ขออนุญาตอธิบายท่านอีกนิดเดียวครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ท่านประเสริฐ ถ้าเผื่อเป็นเรื่องเมื่อกี้ ผมพอแล้วครับ ผมเข้าใจแล้วครับ เชิญท่านไพจิตต่อครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ขออนุญาตอีกนิดเดียว ผมยังอธิบายไม่สิ้นความเลย แค่ครึ่งนาที

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กระผมเข้าใจครับท่าน ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ถ้าเผื่อท่านว่าผมวินิจฉัยอย่างที่ท่านอธิบายมานี้ เดี๋ยวก็ไม่จบนะครับ จบแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านไพจิตประท้วงอะไรครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านรองประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านประเสริฐ มงคลศิริ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยชื่อ ที่ไม่ให้ความเคารพต่อคําวินิจฉัยของท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านประธาน ได้วินิจฉัยแล้วว่าขอให้ท่านผู้อภิปรายท่านได้ตักเตือน ผมเขียนมาประมาณ ๘ ครั้งครับ ท่านประธานครับ อภิปรายเสียดสี ขัดข้อบังคับ แล้วก็เป็นการที่ฝ่าฝืน ท่านประธานกรุณาอยู่แล้ว ความจริงได้หารือกันไว้ว่าไม่ควรจะเกินครั้ง ๒ ครั้งในการเตือน แล้วท่านประธานก็ไม่อยากจะใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ แล้ว ข้อ ๑๑๔ ซึ่งแปลว่าต้องให้ยุติการอภิปราย แต่ท่านประธานก็ให้ความกรุณาว่า ให้สรุปเสีย ซึ่งเป็นวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้วครับท่านประธาน ผมว่าต้องเคารพท่านตามที่ท่าน วินิจฉัยครับ

(นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านครับ เข้าใจกันดีแล้วนะครับทุกท่าน ผมขอเชิญท่านวัชระต่อนะครับ เชิญครับท่านประท้วงอะไรครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงสมาชิกที่ลุกขึ้นประท้วงเมื่อตะกี้นะครับ

ประเด็นแรกก็คือว่าสมาชิกได้วินิจฉัยแทนท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซึ่งผมคิดว่ากรณีเช่นนี้มีผู้ประท้วงในลักษณะดังกล่าวนี้ของฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นหลายคนครับ ด้วยเหตุผลเช่นนี้ผมจึงกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วท่านประธานก็พยายามที่จะใช้ดุลยพินิจ ซึ่งผมก็เคารพในดุลยพินิจของท่านประธานตลอดมาแล้วก็ไม่เคยประท้วงครับ แต่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าการที่สมาชิกหลายท่านขึ้นมาในช่วงนี้ ๒-๓ คน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านชินวรณ์ครับ กรุณา เอาเรื่องที่ท่านคิดที่ท่านประท้วงเถอะครับว่าผิดข้อบังคับข้อไหน ใครผิดอะไรอย่างไรครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ก็นี่ผมกําลังจะประท้วงว่าผิดข้อบังคับนะครับ โดยการที่สมาชิกรัฐสภาที่ได้ขึ้นประท้วง คนหลังสุดนี่นะครับ โดยใช้คําอภิปรายเปรียบเสมือนหนึ่งว่าใช้ดุลยพินิจแทนท่านประธาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง นี่เป็นประการแรกครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่ามีบางคนที่ลุกขึ้นประท้วง ประท้วงเสร็จแล้วก็ไป กล่าวหาว่าคนอื่นอีกครั้งหนึ่งซึ่งก็เป็นการดําเนินการโดยมิชอบโดยข้อบังคับของการประท้วง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าท่านประธานต้องเปลี่ยนครับว่าฝ่ายรัฐบาล ต้องอดทนฟังหน่อยครับ ตอนที่คุณเป็นฝ่ายค้านพวกผมก็อดทนฟังคุณได้ แล้ววันนี้ผมอยากเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานก็ใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องแล้วในการตักเตือน แต่ว่าเมื่อเขาไม่ได้ผิดข้อบังคับ ที่มีความสําคัญนี่ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกต้องมีโอกาสที่จะอภิปราย เพราะเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ ต้องให้โอกาสกับเพื่อนสมาชิก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ทุกท่านได้อธิบายชี้แจงแล้ว แล้วผมก็ได้วินิจฉัยสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมดโดยต่อเนื่องเป็นลําดับนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอดําเนินการประชุมต่อเถอะครับ เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ รัฐบาลประท้วงอีกแล้วครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงหรือครับ เรื่องข้อไหน อย่างไร

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ไม่เคารพคําตัดสินของท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาใช้ข้อ ๕ แล้วก็ใช้ข้อ ๔๔ แล้วก็ข้อ ๑๑๔ นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านไพจิตได้อธิบายชัดเจน แล้วก็ท่านประธานก็วินิจฉัยแล้ว ท่านชินวรณ์ ก็ประท้วงประธานบอกว่าท่านไพจิตอภิปราย แต่ตัวท่านเองทําผิดข้อบังคับ ผมขอประท้วง ท่านสมาชิกตามข้อ ๔๓ คือท่านวัชระ เพชรทอง ท่านอภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็น โดยเฉพาะวรรคสองครับท่านประธาน ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย เสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึง อันนี้ผมไม่อ่านนะครับ เดี๋ยวนะครับท่านประธาน ขออนุญาตแป๊บเดียว ท่านวัชระตั้งแต่อารัมภบทก็ ๒๐ นาที ก็ให้ร้ายผู้อื่น ท่านประธานก็เตือน ก็ไม่ได้เข้ามาในประเด็น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านชี้แจงแล้วครับ เข้าใจแล้วท่าน ไม่เอาแล้วครับ ท่านครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมเคารพท่านประธานขอให้วินิจฉัยด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือบังเอิญสิ่งที่ท่านพูดมา เราก็ได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ผมได้บอกท่านวัชระแล้วนะครับว่า ผมขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย นะครับ ก็เป็นอันว่าจบทางนี้ ท่านประเสริฐจะเรื่องเดิมหรือเปล่าครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมใช้สิทธิ พาดพิงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พาดพิงอะไรครับ ท่านเสียหายอะไรครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านรองประธานวิปรัฐบาล เหมือนกันครับ คุณไพจิต ศรีวรขาน ขึ้นมากล่าวชื่อผมว่ารองประธานวิปฝ่ายค้าน คุณประเสริฐ มงคลศิริ แล้วก็กล่าวหาว่าผมไม่เคารพคําวินิจฉัยของประธาน ผมเสียหายครับ เสียหาย ๒ อย่างครับ อย่างที่ ๑ ก็คือบอกนามสกุลผมผิดครับ ผมชื่อ ประเสริฐ นามสกุล พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส. จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ เดี๋ยวคนจังหวัดยะลาเข้าใจว่า ผมเปลี่ยนนามสกุล แล้วก็

ประการที่ ๒ ครับ ประเสริฐ มงคลศิริ เขาย้ายพรรคครับ จากพรรคประชาธิปัตย์ ไปพรรคอื่น แต่ผมไม่เคยย้ายพรรคครับ ตั้งแต่เข้ามาเป็นนักการเมืองก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์ครับ แล้วก็อยู่จนปัจจุบันครับ แล้วก็คิดว่าอยู่ไปจนถึงอนาคตครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านได้ชี้แจงสิ่งที่ท่าน เสียหายแล้ว

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

อันนี้เรื่องชื่อ นามสกุล อีกเรื่องหนึ่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเสียหายอะไรอีก

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านบอกว่า ผมไม่เคารพคําวินิจฉัยของท่านประธาน ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ครับ ผมเพียงแต่บอกว่า ควรให้โอกาสคุณวัชระอธิบายความ อภิปรายว่าท่านแปรญัตติตัดเรื่องนี้อย่างไร ท่านประธานดูสิครับ คุณวัชระพูดยังไม่ได้ ๑๐ นาทีเลย คนประท้วงเยอะแยะไปหมด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เดี๋ยวนะครับ ฟังนิดเดียวครับ จะจบแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะอภิปรายหรือว่า

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ชี้แจง เรื่องความเสียหาย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ชี้แจงสั้น ๆ หน่อยนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

รับรองครับผม แล้วก็คุณวัชระก็ได้กราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่าเวลาที่คุณวัชระกําลังอภิปรายอยู่นั้นมีสมาชิก จํานวนหนึ่งส่งเสียงรบกวนสมาธิแล้วก็พูดเสียงดัง เปิดโทรศัพท์โทรกันเสียงดัง ท่านประธาน ก็เข้าใจว่าเขารบกวน ผมก็เพียงแต่บอกว่าควรให้โอกาสคุณวัชระอธิบายความ ท่านประธาน อย่ารวบรัดครับ ใจเย็น ๆ ครับ เราให้ความร่วมมือ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ ท่านประเสริฐ ผมฟังเยอะแล้ว ก็ฟังท่านชี้แจงกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมเข้าใจดีหมดแล้ว

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมเคารพ ท่านประธานครับ ให้คุณวัชระอธิบายความให้หมด ผมก็อยากฟังครับว่าคุณวัชระอธิบาย ว่าอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมให้โอกาสนะครับ ผมให้โอกาส ท่านวัชระอภิปรายต่อละครับ เชิญนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่ยังมีใจเป็นธรรม ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเคารพท่านประธาน จะไม่พูดถึงคําสั่งสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เซ็นเอาไว้นี้อีกต่อไป แต่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าแม้แต่อํานาจที่มีอยู่แล้วท่านยังใช้ ไม่ยุติธรรม ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นกลาง พี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่อยู่ทางบ้านตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงจังหวัดนราธิวาส คือตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จนถึง จังหวัดสุพรรณบุรีก็ได้เห็นกันถ้วนทั่วว่าพฤติการณ์ พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นธรรมเป็นกลาง และยุติธรรมจริงหรือไม่ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ เรากําลังให้อํานาจบุคคลบุคคลหนึ่งที่มีตําแหน่งเป็น ประธานรัฐสภา บังเอิญท่านประธานรัฐสภาท่านนี้เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ถ้าพูดตรง ๆ ถ้าเป็นท่านประธานผมเชื่อว่าสมาชิกในที่ประชุมยอมรับและเชื่อว่า ท่านประธานเป็นธรรม เป็นกลาง แม้ว่าการวินิจฉัยบางครั้งอาจจะหมิ่นเหม่ก็ตาม ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในเนื้อหาขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ท่าน ส.ส. ไพจิต ศรีวรขาน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามและท่าน ส.ส. เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามเช่นเดียวกัน ที่ได้อภิปรายกล่าวหากระผมว่าพูดจาเสียดสี ท่านประธานครับ ผมลูกศิษย์อาจารย์สุขุม นวลสกุล มาจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง พูดจาตรงไปตรงมาครับ ถ้าเสียดสีท่านประธานต้องสั่งให้ผมถอนคําพูดดังกล่าวแล้ว แต่ไม่มีแม้แต่สักถ้อยคําหนึ่งที่ท่านประธานสั่งให้ผมถอน เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานวินิจฉัย ให้ผมอภิปรายต่อเป็นการชอบแล้ว ท่านประธานครับ ในวรรคสองกระผมได้แปรญัตติ ร่วมกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ เพื่อให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญคืออะไรครับ พี่น้องประชาชน คุณลุงคุณป้าที่นั่งอยู่ทางบ้านอาจจะ ไม่ทราบ คณะกรรมาธิการวิสามัญก็คือคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เสร็จสิ้นแล้วไป แล้วรายงานต่อที่ประชุมของรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่าน ส.ส. วิลาศและกระผมกําลังจะมอบอํานาจให้กับสภาแห่งนี้ ซึ่งท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย อาจจะไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิของท่าน เพราะท่านรับมาอย่างไร ท่านก็ต้องทําตามนั้น ท่านประธานครับ ผมและ ส.ส. วิลาศ แปรญัตติว่าให้ ส.ว. คือฝั่งทางโน้น ก็ผมเห็นนั่งยิ้มหลายท่านครับ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นด้วยกับผมก็จะมีตัวแทนของสมาชิก วุฒิสภาเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญในการเลือกสรรบุคคลที่มาเป็น สสร. ในส่วนของ การแต่งตั้ง ๒๒ คน ท่านประธานครับ และ ส.ส. ๙ ท่าน แน่นอนก็ต้องมีของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายที่ไม่เป็นฝ่ายค้าน ไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลเข้ามาร่วมด้วย ท่านประธานครับ การที่เรา จะให้อํานาจกับประธานรัฐสภานั้นเราก็ต้องดู พิจารณาและใคร่ครวญ และการแต่งตั้งบุคคล ที่จะมาพิจารณาถ้าให้อํานาจคนคนเดียวคือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประชาชน ทั้งประเทศก็ร้องคําเดียวกันครับว่าไม่เป็นกลาง เชื่อถือไม่ได้ และท่านประธานครับ ไม่ใช่ผมฝ่ายค้าน พูดคนเดียว ท่านประธานก็คงได้ยินเต็มที่แล้วหลายวันที่ผ่านมา และได้ยินจากฝั่งวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงด้วยหูของท่านเอง ท่านประธานครับ โบราณว่าจิ้งจกร้องทักคนยังฟัง แล้วนี่ ส.ว. ส.ส. ผู้มีเกียรติบางท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี บางท่านเป็นถึงอดีตรัฐมนตรี บางท่านเป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ ท่านประธานครับ เป็นนักปราชญ์ คนเหล่านี้ ทักท้วงแล้วทําไมผมไม่เข้าใจว่าทําไมประธานคณะกรรมาธิการอย่างท่านสามารถ แก้วมีชัย ถึงไม่ฟัง ถึงไม่เรียกประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านฟังแล้วนําไปพูดคุยกัน กลุ่มย่อยที่เรียกว่าประชุม ๔ ฝ่าย ท่านประธานครับ การประชุมในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภาแห่งนี้ก็จะไม่ยืดเยื้อแต่ถามว่าทําไมท่านสามารถ แก้วมีชัย ถึงไม่เรียกประชุม ๔ ฝ่าย

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่อยาก ประท้วงเลย เพราะว่าผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับตั้งแต่ข้อ ๙๙ ข้อ ๔๓ และฝืนข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ท่านประธานได้ให้ความกรุณามากแล้ว เตือนหลายครั้งแล้วยังไม่ฟังท่านประธานเลยครับ ข้อ ๑๑๔ ท่านประธานมีอํานาจห้ามปราม ตักเตือน แล้วก็สามารถให้หยุดอภิปราย โดยให้ออกจากรัฐสภาได้ครับ แล้วก็คําสั่งของท่านประธานถือว่าเป็นคําสั่งที่ชัดเจน แล้วก็ถูกต้องครับ แล้วก็ชอบธรรมครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจว่า การอภิปรายยืดเยื้อยาวนานซ้ําซากวกวน ซึ่งท่านก็ได้เตือน ๖-๗ ครั้งแล้ว ท่านได้กรุณา หลายครั้งแล้วครับ นี่คือท่านได้แสดงเจตนาแล้วว่าอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นครับ อย่าพาดพิงถึงคนอื่น และท่านมีเจตนาที่ดีครับ แต่ผู้อภิปรายไม่ฟังครับ เจตนาที่จะดึงเวลา พูดวกวนซ้ําซากอยู่อย่างนี้มานานแล้วครับ ขอให้ท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอดีส่วนท่อนหลังผมกําลังจะชม ผู้อภิปรายทีเดียวว่าเป็นเหตุผลที่ทําไมถึงได้สงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ ท่านวัชระ เริ่มอภิปรายอยู่ในประเด็นแล้วครับ ขอได้โปรดรักษาตรงนี้ไว้ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ท่านใช้เวลา ประมาณชั่วโมงกว่าแล้วครับ เชิญครับ ท่านประเสริฐ มีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงผู้ประท้วงครับ ท่านประธานวินิจฉัยถูกครับ เพราะกําลังพูดอยู่ในประเด็นทั้งหมดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประเสริฐ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ขอความกรุณาจบเถอะครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ขอบคุณมากเลยครับ เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่คิดประการอื่นใด กับเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลที่ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ เพราะผมเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานได้ชมผมออกอากาศไปนั้นผมรู้สึกเป็นเกียรติ ผมขออภัยครับ อาจารย์ผม อาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ผู้สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญผมนั่งอยู่บนบัลลังก์ครับ คือสอนผมมา และได้แนะนําว่าควรอภิปรายอย่างไรในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อาจารย์ผมหลายท่านได้สอนผมให้ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี เคารพท่านประธาน และเป็น ส.ส. ที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมได้กล่าวถึงกรณีถ้าท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านได้ประชุมกลุ่มย่อย ด้วยความเคารพครับ ถ้าท่านประชุมกลุ่มย่อย สภาใหญ่แห่งนี้ก็จะไม่ยืดเยื้อ และการพิจารณาก็จะสั้นเข้าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของท่านที่ต้องการไว้ทุกประการ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติเอาไว้ตรงนี้ ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าต้องการให้มี ส.ส. ๙ ท่าน และ ส.ว. ๖ ท่านเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน แล้วส่งผลการตรวจสอบให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากบัญชีรายชื่อซึ่งประธานรัฐสภาจัดทําขึ้น จากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมาธิการส่งมาแยกเป็นประเภทแต่ละบัญชี การลงคะแนนดังกล่าวให้ลงคะแนนลับ

วรรคถัดมาท่านประธานที่เคารพ ท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และกระผม วัชระ เพชรทอง ได้แปรญัตติไว้ว่าให้ผู้ได้รับการเลือกตั้งซึ่งได้คะแนนสูงสุดตามลําดับ ตามจํานวนที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ผู้ได้คะแนนเท่ากันในลําดับใดอันเป็นเหตุให้จะมีจํานวนผู้ได้รับ คะแนนสูงสุดเกินจํานวนดังกล่าว ให้ดําเนินการลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ได้รับคะแนนเท่ากันนั้น ถ้ายังมีคะแนนเท่ากันอีกให้ประธานรัฐสภาทําการจับฉลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานเห็นในการจับฉลากเรายังให้สิทธิต่อประธานรัฐสภา ก็ต้องจับฉลากคนใดคนหนึ่งใน ๒ คนที่ได้คะแนนเท่ากัน และเราเชื่อว่าประธานรัฐสภา ก็คงจับฉลากด้วยความเป็นธรรม ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมได้อภิปรายกราบเรียน ท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ซึ่งพวกเราทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ กําลังทํากฎหมายที่สําคัญยิ่งของประเทศ กล่าวคือ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ท่านประธานครับกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศย่อมให้ความสนใจ และติดตามฟัง ติดตามชม และวิพากษ์วิจารณ์ ประชาชนคือเสียงสวรรค์อย่างแน่นอนครับ ถ้าเราเชื่อว่าประชาชน คือเสียงสวรรค์ คือผู้กําหนดอนาคตของประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ถามว่า ๑๕ ล้านเสียง ที่ลงประชามติให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย จะไม่รับฟังเลยหรืออะไร ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็น ส.ส. พรรครัฐบาล และรัฐบาล มีเสียงข้างมากอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า การใด ๆ ก็แล้วแต่ท่านต้องฟังเสียงประชาชน ท่านอย่าคิดว่าจํานวนมือของท่านในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภามีมากกว่าพรรคฝ่ายค้าน มีมากกว่า ส.ว. ที่ไม่เห็นด้วยกับท่าน แล้วท่านจะข่มขืนจิตใจพวกเราให้ออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ครับท่านประธาน เพราะอํานาจอธิปไตยสูงสุดอยู่ที่ประชาชน และการใช้อํานาจอธิปไตย ทั้ง ๓ อํานาจนั้น ใช้ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในขณะนี้ ท่านประธานก็ได้ใช้อํานาจพระปรมาภิไธยในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ สูงส่ง สูงเกียรติ และเป็นที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ การออกกฎหมายใด ๆ ก็ต้องออกเพื่อประชาชนทั้งประเทศ แต่ในขณะนี้ท่านประธานครับ เสียงครหาหนักแน่นทั้งแผ่นดินว่ากําลังจะแก้ไขไปเพื่อคนคนเดียว ซึ่งผมไม่ได้เอ่ยชื่อเลยครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ท่านก็ได้อภิปราย ชัดเจนแล้วนะครับ เยอะแล้วนะครับท่าน ท่านใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงกับสิบกว่านาทีแล้ว

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ด้วยความเคารพ ท่านประธานเวลาประท้วงก็ครึ่งหนึ่งแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร คือขอความกรุณา ท่านสรุปเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะกล่าวโดยสรุป ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าจริงอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีสมาชิกพรรครัฐบาล เป็นเสียงข้างมาก บวกกับสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน แต่ท่านประธานครับมันมีข้อเสนอในการที่จะเลือก สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๒๒ ท่าน ซึ่งบางท่านอาจจะเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายมหาชน หรือเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราได้ติดตามข่าวสารข้อมูลในบทนําของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๘ เมษายนที่ผ่านมาได้เสนอทางออกเอาไว้ให้กับรัฐสภาแห่งนี้ เสนอทางออกเอาไว้ให้กับท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ถ้าท่านจะพินิจและพิจารณา ท่านประธานครับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้เขียนบทบรรณาธิการ ผมเป็นอดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์แนวหน้ารายวัน บทบรรณาธิการคือเข็มทิศของหนังสือพิมพ์ ผมจึงขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ว่าพวกเราฟังข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชนสักนิดได้ไหม โดยบทนํา ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เสนอทางออกให้กับท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ดังนี้ วิธีที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดในการเลือก สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ควรเป็นหลักการเลือกคณะกรรมาธิการของสภา คือคณะกรรมาธิการสามัญชุดใหญ่ว่า ไปตามสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ คือให้ทุกฝ่ายหรือทุกพรรคเลือก สสร. ตามสัดส่วนของจํานวน ส.ส. หรือ ส.ว. แม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาก็มีสิทธิ เพื่อให้ ส.ว. และทุกพรรคที่มีสมาชิกในสภาได้มีตัวแทนในสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช้เสียงข้างมากกินรวบ สวนทางประชาธิปไตย การเลือกคณะกรรมาธิการของสภาตามสัดส่วนของ ส.ส. ของแต่ละพรรค

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ กรุณา อย่าอ่านเลยครับ สรุป ๆ เอา ความจริงมันตรงกับที่ท่านอภิปรายเมื่อกี้ด้วย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับผม สรุปสุดท้ายในบทนําของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบรรทัดสุดท้าย ถ้ารัฐบาลคือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังยืนยันว่าจะใช้เสียงข้างมากกินรวบผ่านทางประธานสภา แม้ประธานสภาก็อาจถูกถอดถอน ฐานจงใจใช้อํานาจขัดต่อรัฐธรรมนูญได้

(นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ ท่านผู้ประท้วงเชิญครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ท่านประธานต้องทําหน้าที่ของท่านประธาน ท่านเตือนหลายครั้งแล้ว และดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายด้วยว่า ข้อ ๙๙ ท่านต้องอยู่ในถ้อยคํา ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติม นี่ท่านพูดนอกประเด็นแล้วท่านประธานก็เตือนแล้ว ขอประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ ให้ทําหน้าที่เถอะค่ะ วกวนซ้ําซากอยู่นั่น ข้อ ๔๓ ก็เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ท่านประธานให้ยุติบอกว่าอย่าอ่านเลย ผู้อภิปรายก็ยังอ่าน ขอให้ท่านประธานโปรดพิจารณาด้วยค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ท่านสรุปได้เลยนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็จะไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับท่านสมาชิกสุภาพสตรี ก็ขออภิปรายต่อซึ่งกําลังจะจบ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

นี่ละครับ เชิญท่านมุกดาครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพนะคะ ดิฉัน มุกดา พงษ์สมบัติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่านพูดได้อย่างไรว่า ไม่ขอต่อล้อต่อเถียง มันไม่ใช่นะคะ ทุกคนต้องมีเหตุผล ดิฉันประท้วงท่านประธาน และประท้วงท่านผู้อภิปราย ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านวัชระ ในข้อบังคับนะคะ ไม่ได้ ต่อล้อต่อเถียง ท่านประธานโปรดวินิจฉัยในข้อ ๕ ด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นดิฉันขอเสนอ ท่านประธานวินิจฉัยในข้อ ๔๔ ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมุกดาก็ได้ชี้แจงแล้วนะครับ ท่านวัชระก็กรุณานะครับ ท่านวัชระครับ ไม่พูดต่อแล้วนะครับ เชิญอภิปรายสรุปครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน และเคารพจริง ๆ ก็ยังไม่พูดถึงอดีตที่ผ่านมา ๒-๓ นาที แต่อยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ครับว่า ถ้าผมอภิปรายผิดข้อบังคับ เสียดสี ท่านประธานก็ต้องวินิจฉัย แล้วก็ให้ผมถอนคําพูด แต่ที่ผ่านมาไม่มีเลยแม้แต่คําเดียว นั่นแสดงว่าผมไม่เคยเสียดสี จึงกราบเรียนท่านประธาน ให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจ ท่านประธานครับ เรากําลังทํากฎหมาย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของชาติเพื่อที่จะก้าว จะก้าวข้ามอะไรก็สุดแท้แต่ ท่านประธานครับ ก้าวไปเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๙ เลขดีครับ แต่ผมก็ไม่ทราบว่าจะไปถึงหรือไม่ เพราะในขณะนี้ท่านประธานก็คงทราบว่ามีพี่น้องประชาชนได้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด และ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีว่า จงใจขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันเลย มาตรา ๒๙๑/๖ แล้วท่าน ช่วยเถอะครับ ท่านดูนาฬิกานิดหนึ่ง เห็นใจเพื่อนสมาชิก ที่รออภิปรายด้วยนะครับผมไม่อยากกําหนดเวลา มันชั่วโมง ๑๕ นาที ๑๗ นาทีแล้ว เชิญนะครับ กรุณาสรุปครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมก็ต้องรีบจบครับ เพราะผมจะรีบไปดูข่าวในพระราชสํานักซึ่งกําลังจะเปิดในเวลา ๒ ทุ่ม ผมรีบจบแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมและท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ได้สงวนคําแปรญัตติ เอาไว้ และกราบเรียนท่านประธานว่าผมและท่าน ส.ส. วิลาศสงวนคําแปรญัตติไว้เหมือนกัน เมื่อผมพูดผมจําเป็นต้องเอ่ยชื่อท่านเพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจ เพราะไม่เช่นนั้นถ้าผมเอ่ยชื่อผมคนเดียวก็เท่ากับว่าผมกินรวบ ไม่กินแบ่ง คือผมต้องแบ่งให้กับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ด้วย ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานครับ ผมให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้จับฉลาก คือยังให้เกียรติว่าอย่างน้อยที่สุด ในการจับฉลากคน ๒ คนนั้น ท่านคงจะไม่ลําเอียง คงจะจับฉลาก ๑ ใน ๒ คนนั้น ไม่เอาบุคคลที่ ๓ ขึ้นมาเป็นกรรมการ และวรรคถัดมาในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการสมัคร รับการคัดเลือก และการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภากําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ท่านประธานครับ นี่คือวรรคก่อน รองสุดท้าย แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการที่ให้ประธานรัฐสภากําหนดหลักเกณฑ์ เพราะว่า ผมไม่ค่อยเชื่อมั่น แต่เมื่อผมแปรญัตติตามท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ผมก็จําเป็นที่จะต้อง อ่านตามที่ได้แปรญัตติเอาไว้ แต่ถึงนาทีนี้ครับท่านประธานครับ ความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อ ประธานรัฐสภาสูงสุดตามลําดับ เพราะไม่เชื่อว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จะเป็นธรรม เป็นกลางอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ถ้าประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะเลือก

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วละครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ และต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เนื่องจากอภิปรายวกวน ซ้ําซาก แล้วก็เสียดสีบุคคลอื่น โดยเฉพาะ ท่านประธานสมศักดิ์ และพูดอยู่หลายครั้งซ้ําซากจริง ๆ ดังนั้นท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ตามที่สมาชิกได้ขอร้องหลายครั้งแล้ว ท่านประธานสั่งให้สรุป ๆ ผมเขียนไว้ได้ ๑๑ ครั้งแล้วครับ ที่ว่าให้สรุปเถอะครับ สรุปเถอะครับ สรุปแล้วก็ไม่จบ พอจะจบก็ด่าคนอื่น อย่างนี้มันไม่ไหวละครับท่านประธาน ท่านประธานต้องเด็ดขาดในข้อ ๔๔ นะครับ ขอบคุณครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ อีกไม่ช้าไม่นานครับ นิดเดียวครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้ท่านใช้เวลา ๑ ชั่วโมง กับ ๒๓ นาที

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ให้ท่านประธาน เป็นผู้กําหนดครับ เพราะว่าผมเคารพท่านประธาน ท่านประธานให้พูดกี่นาทีก็เท่านั้นละครับ กําหนดเฉพาะผมนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สัก ๒ นาทีนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน กําหนดน้อยไปครับ ๒ นาที ไม่เกิน ๕ นาทีครับ ท่านประธานอย่าคิดว่าเป็นบรรยากาศ การประชุมรายงานการปรองดองแห่งชาติในคืนนั้นสิครับ ที่ท่านประธานสมศักดิ์อนุญาตให้ผมแค่ ๓ นาที ผมก็พูด ๓ นาที เพราะผมไม่เคยพูดมาเลย ๒ วัน แต่วันนี้ผมกราบเรียนท่านประธาน

(นายทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญผู้ประท้วงข้างหลังครับ

นายทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ข้อ ๔๕ ประธาน วินิจฉัยชี้ขาดมาสมควรแล้วแก่การอภิปราย ข้อ ๔๔ การอภิปรายพอสมควรแล้ว ท่านประธานบอกให้ผู้นั้นสามารถหยุดการอภิปรายได้ ข้อ ๔๕ คําวินิจฉัยของท่านประธาน ถือเป็นเด็ดขาด ข้อ ๔๓ วกวน ซ้ําซากอยู่ตรงนี้ตลอด เพราะฉะนั้นอย่าเอาประเด็น การอภิปรายมาเพื่อทําลายทางการเมืองของคนอื่นเลยครับคุณวัชระ เพชรทอง ขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ท่านใช้เวลาไปแล้ว ๑ ชั่วโมง ๒๔ นาที ผมขอให้ท่านใช้อีก ๒ นาทีนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอ ๕ นาทีนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมให้ ๒ นาทีครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เราพบกันตรงกลางได้ไหมครับ ผมขอ ๔ นาที

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเสียเวลา เชิญเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ๔ นาทีนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ครับ กรุณาสรุปเถอะครับ ผมมีข้อบังคับตั้งหลายข้อผมไม่เคยใช้เลยนะครับ ขอความกรุณา ขอความร่วมมือท่านวัชระ เถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพื่อท่านประธาน ท่านประธานอนุญาตให้ ๒ นาทีก็ให้นาฬิกาจับเวลาเลยนะครับ ๒ นาที ท่านประธานที่เคารพ ผมเคารพท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัย ๒ นาทีก็ ๒ นาที ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ทั้งหลายทั้งปวงการล้มล้างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการล้มล้างตามใบสั่งของคนคนเดียว ผมไม่ได้เอ่ยชื่อใครแล้วผมไม่ได้เสียดสี ท่านประธานครับ ผมพูดว่าล้มล้างรัฐธรรมนูญ ตามใบสั่งของคนคนเดียวแล้วคนคนนั้นได้ประโยชน์ ท่านประธานอย่าวินิจฉัย ถ้าท่านประธานวินิจฉัยท่านประธานต้องค้างเวลาให้ผมถ้าท่านประธานวินิจฉัยครับ

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ผู้อภิปรายขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายใส่ร้ายท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดผมในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภาผมเป็นผู้เสียหาย ความจริงเราพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การล้มล้าง รัฐธรรมนูญตามใบสั่งของผู้ใด ผู้สั่งผมคือประชาชน ไม่ใช่ใครหรอกครับ อย่าไปใส่ร้ายคนอื่น ท่านประธานได้เตือนอยู่ ๓ รอบแล้ว ประโยคนี้ได้พูด ผมขอความกรุณาเถอะครับ ขอให้ ผู้อภิปรายถอนคําว่า ทําตามใบสั่งของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียหาย ครับ คนฟังทั้งประเทศ ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องมาใส่ร้ายกัน มีวุฒิภาวะอยู่พอสมควรในการทําหน้าที่ ท่านประธานครับ เตือนเฉย ๆ คงไม่พอแล้วครับรอบนี้เพราะพูดหลายครั้งแล้วขอให้ถอนเถอะครับ เพราะเขาบอกว่าถ้าท่านเตือนเหมือนไม่ได้ฝ่าฝืนเพราะฉะนั้นขอให้ถอน ผมขอความกรุณาเถอะครับ ท่านประธานด้วยความเคารพครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ถึงแม้ว่า สิ่งที่ท่านพูดจะไม่ได้เอ่ยนามแต่ว่าผู้ฟังคําพูดของท่านทําให้ผู้ฟังอาจจะแปลความหมาย หรือเข้าใจเป็นบุคคลภายนอกนะครับ ผมไม่อยากที่จะให้ใช้คํานั้นท่านอย่าใช้เลยนะครับ ท่านไม่พูดถึงอันนั้นนะครับ ไม่ต้องถอนครับแต่ว่าไม่ต้องพูดให้หลีกเลี่ยงให้ระมัดระวัง ที่จะใช้คําพูดที่อาจจะทําให้คนฟังเข้าใจเป็นไม่ดีนะครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานเมื่อสักครู่ ผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงใช้ข้อประท้วง ข้อ ๔๓ ท่านใช้ข้อ ๔๓ วรรคสอง ก็คือบอกว่า ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด จริง ๆ ท่านวัชระ ไม่ได้พูดถึงชื่อบุคคล เพราะฉะนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ท่านประเสริฐ ผมเข้าใจแล้วผมถึงได้วินิจฉัยอย่างที่ผมได้วินิจฉัยไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นถ้าท่าน จะอภิปรายต่อก็เชิญครับ ถ้าไม่อภิปรายต่อผมก็จะได้ปิดอภิปรายหรือหยุดอภิปราย เพราะฉะนั้นท่านประเสริฐไม่เกี่ยวข้องแล้วครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมจะเรียน ท่านประธานว่าเหลือเวลาคุณวัชระอีก ๑ นาที

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ผมทราบครับ อยู่ข้างบนครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ให้เขา อภิปรายให้จบเถอะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ใช่ครับ เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๑ นาทีครึ่งของผมเป็น ๑ นาที ที่มีความหมายเพราะผมพูดแทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่ได้เลือกผมมา ผมไม่อาจที่จะ ทรยศต่อพี่น้องประชาชนได้ แล้วผมก็ไม่อาจที่จะใช้ตําแหน่งหน้าที่ของผมซึ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ไปรับใช้คนบางคนได้ ท่านประธานครับแล้วที่ผมได้อภิปรายมา ขอบคุณท่านประธานครับที่ไม่ได้ให้ผมถอนคําพูด ก็ผมพูดความจริงให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ฟัง ได้เห็นว่าจากในสภาผู้แทนราษฎร สู่ท้องทุ่งท้องนาสู่โรงงานต่าง ๆ ผมพูดความจริงเหมือนกันครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดท่านประธานไม่ให้ถอนก็บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าเป็นการล้มล้าง รัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมให้ท่านหลีกเลี่ยงที่จะใช้นะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าหลีกเลี่ยง ท่านประธานกรุณาแนะนําว่าใช้คําไหนดีครับ ท่านประธานแนะนําผมหน่อยครับ หยุดเวลา ให้ผมด้วย ๓๐ วินาทีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านไม่พูดดีกว่านะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้น ผมไม่พูดในประเด็นนี้แล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่พูดได้ไหมครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเหลือ ๓๐ วินาที มีผู้ประท้วงครับท่านประธานครับ ประท้วงอีก ๒ คน ๓ คน

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากจะให้ผู้อภิปราย ได้ถอนคําว่า ล้มล้างรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาอยู่ที่นี่ไม่มีใครคิดล้มล้างรัฐธรรมนูญนะครับ อันนี้ล้มล้างรัฐธรรมนูญไม่ดีแน่นอน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับเหลืออีกนิดเดียว จะจบแล้ว อีก ๒๕ วินาทีเอง เชิญท่านวัชระครับ เห็นกับความสงบนะครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอให้ ส.ส. รัฐบาลเห็นแก่ความสงบด้วยครับ

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านผู้อภิปราย อีกครั้งหนึ่งนะครับเป็นครั้งที่ ๒ ที่ต้องลุกขึ้นในประเด็นเดิมก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ เราทําเพื่อพี่น้องประชาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตย แต่ว่าผู้อภิปรายยังใช้ถ้อยคําเดิมว่า ล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว ท่านประธานเตือนแล้วไม่ให้ใช้นะครับ ผมเคารพ ท่านประธานตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วยังฝ่าฝืนมาพูดอีก ซ้ําแล้วซ้ําอีกท่านประธานครับ ท่านให้ถอนเถอะครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตครับ ผมได้บอกไปแล้ว นะครับ ได้ขอร้องแล้วว่าไม่ให้พูดคํานี้

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

เขาไม่ฟังหรอกครับท่าน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านไพจิตครับ เพราะว่าท่านประธานวินิจฉัยไปแล้ว คําวินิจฉัยของท่านถือว่าสิ้นสุด ทีนี้ผมขออนุญาต ท่านประธานครับว่าถ้าท่านจะประคับประคองการประชุมนี้นะครับ วิธีการหนึ่งที่ประธาน หลายท่านทําก็คือว่าให้ผู้อภิปรายอภิปรายจนจบ ถ้าใครจะประท้วงมาประท้วงทีหลัง แล้วก็มาเก็บตกกันรอบเดียว ไม่อย่างนั้นมันจะประท้วงตรงกลางมันก็จะเสียเวลาไปเรื่อย ๆ แล้วท่านประธานเองก็บอกว่าท่านวัชระใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๒๔ นาที ถ้ามันรวมประท้วง หรือตัดประท้วงไปนี้ ท่านก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขานะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ขอบคุณมากเลยนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาต แนะนําว่าให้ท่านนําเอาการประท้วงไปไว้ตอนท้ายครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับที่จริงถ้า ส.ส. รัฐบาลไม่ลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่องผมอภิปรายจบไปแล้วครับ กราบเรียนท่านประธานว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฝากให้พี่น้องประชาชนได้ติดตาม และผมพูดความจริงให้พี่น้องประชาชนได้ฟังครับว่าประชาชนคือเสียงสวรรค์ ประชาชน ต้องติดตามและอย่าให้ใครมาปล้นรัฐธรรมนูญจากพี่น้องประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเชื่อว่าวันนี้ผมพูดหลายทีแล้ว ประโยคนี้ แต่ผมเชื่อมั่นว่าผู้ฟัง ผู้ชมทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่บ้านทุกคนเข้าใจ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ฝ่ายท่านได้อธิบายชี้แจงกันแล้วผมก็คิดว่าพอสมควรนะครับ ก็ขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ ต่อไปจะเป็นท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ แล้วก็จะมีเรียงไปเลยนะครับ จะมีท่านเธียรชัย ท่านอลงกรณ์ ท่านกุลเดช ท่านนราพัฒน์ ท่านสาธิตครับ เชิญครับ

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา ผมมีชื่ออยู่ในผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ อยู่ในหน้า ๑๔๘ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องมีสิทธิอภิปรายนะครับ แล้วการอภิปรายมันก็ต้องเรียงตาม รายชื่อ ทีนี้คิวต่อไปจะต้องเป็นคิวผมนะครับ หน้า ๑๔๘ ก็มีชื่อผมด้วย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่าน ผมก็ไม่ทราบว่า ท่านทราบหรือเปล่าข้อตกลงของพวกเรา ข้อตกลงของพวกเราที่เราทํามากันตลอด ๘ วันนี้ นะครับ เราก็จะเรียงตามกรรมาธิการก่อนใช่ไหมครับ แล้วก็ผู้สงวนคําแปรญัตติ แล้วเมื่อท่านไม่อยู่เราก็จะผ่านไป ทีนี้การที่ท่านอยู่หรือไม่อยู่เราได้ตกลงกันอย่างนี้นะครับว่า เมื่อท่านอยู่ขอให้ท่านได้มาบอกตรงนี้เพราะว่ามันจะมีทั้งบวกและลบครับ สมมุติเราอ่านชื่อไปแล้ว บังเอิญท่านไม่อยู่ในห้องท่านก็จะเสียหาย ข้อตกลงอันนี้มีใช้มาตลอดจนถึงวันนี้นะครับ ทีนี้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดอย่างนี้ประเดี๋ยวก็ต้องวนกลับไปอีกทีหนึ่งครับท่านครับมันอย่างนี้ล่ะครับ เราปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด ๘ วันแล้วครับตกลงท่านจะอภิปรายใช่ไหมครับเดี๋ยวจะได้ให้เขา ขึ้นอันนี้ไว้

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจะอภิปรายครับ แต่ว่าผมไม่ได้ไปแจ้งชื่อ เพราะผมดูในรายชื่อ เวลาถึงคิวผมนี้ผมยกมือขึ้นท่านประธานต้องชี้ผม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

นี่ล่ะครับ คือถ้าผมอธิบายตรงนี้ เดี๋ยวก็จะเสียหายกันแต่ว่าเป็นข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันอย่างนั้น เชิญท่านนิพนธ์ครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวเอาอย่างนี้ก็ได้ ให้ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อภิปรายจบ แล้วก็ต่อด้วยซีกรัฐบาล ท่านวิเชียร จะได้ไปกันได้นะครับ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยต่อด้วย ซีกของฝ่ายค้านต่อไปนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนี่เป็นกฎหมายสูงสุด ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งของประเทศนะครับ ในการที่มีการแก้ไขนี่ผมถือว่ามีความสําคัญ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริงนั้น ที่มาที่ไปนี่เป็นเรื่องสําคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ให้รัฐสภาดําเนินการ คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๒๒ ท่าน ถ้าดูในมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วทั้งร่าง จะเห็นว่าจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๒ ท่านนั้นเป็นการล็อกสเปกเบ็ดเสร็จ เรียบร้อย ไม่มีข้อสงสัยเลยครับ เพราะอะไรครับ

ประเด็นแรก ก็คือว่าให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นผู้ตั้งกรรมาธิการ จํานวน ๑๕ คนเพื่อมาดําเนินการตามเงื่อนไขวิธีการต่าง ๆ ที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดนะครับ ประเด็นแรกตรงนี้เราก็มองเห็นชัดแล้วครับ โดยส่วนตัวผมเคารพท่านประธานรัฐสภา แต่ท่านประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองนะครับ ก็ไม่มีละครับที่จะเชื่อใจว่าประธานรัฐสภา จะเป็นกลางในการดําเนินการในเรื่องนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ เลยครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ การสรรหาบุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลายนั้น มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ ความไม่เป็นธรรม การล็อกสเปกนี่เกิดขึ้น อย่างชัดเจน คือให้พรรคการเมืองมีอํานาจในการที่จะร่วมสรรหาร่วมกับคณะกรรมการ จากหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ โดยให้พรรคการเมืองไปเลือกกันเองเพื่อเป็นตัวแทน ในคณะกรรมการสรรหา ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่มีการเลือกตั้งนั้น พรรคใหญ่ที่สุดได้เป็นตัวแทน พรรคมีคะแนนระดับ ๒ นี่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนในการสรรหา แต่พรรคที่มีสมาชิก ๓ คน ๒ คนได้รับเลือกเป็นตัวแทน อันนี้อันหนึ่งนะครับ ก็เป็นการชี้นําในคณะกรรมการสรรหา ที่จะเอาบุคคลไปให้วุฒิสภาเลือก นี่เป็นเบื้องต้นนะครับ ผมจะยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้น เมื่อมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือกคณะกรรมการสรรหา แล้วนี่ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้ประธานรัฐสภา มีอํานาจเบ็ดเสร็จเลย ในการที่จะตั้งกรรมการ ๑๕ คน และวิธีการต่าง ๆ นี่ประธานรัฐสภา เป็นคนกําหนดเองหมด แล้วก็มาให้รัฐสภาเป็นคนเลือก เราเอาความจริงมาพูดกัน ผมนี่ไม่เห็นด้วยกับประธานคณะกรรมาธิการที่วันนั้นได้ชี้แจงว่าโวยนี่ดีที่สุดแล้วนะครับ สภาเป็นคนเลือกนี่ดีที่สุด มีวุฒิสภาด้วย มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล แต่ความเป็นจริงนี่เสียงข้างมากนั้น มันอยู่ที่รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในรัฐสภานี่ผมว่าความเป็นจริงนี่แทบจะมองกันออกเลยครับว่า ใครเป็นฝ่ายไหน ถึงจะเป็นกลางก็เถอะ ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ใครเห็นด้วยทางฝ่ายไหน ในการลงมติต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นเป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนนะครับว่าเสียงข้างมากนั้นอยู่กับใคร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าให้รัฐสภาเป็นคนเลือก ๒๒ ท่านนี่ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าเป็นไปตาม ความต้องการของฝ่ายเสียงข้างมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นประเด็นแรกนะครับ เพราะฉะนั้นที่ประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงมานั้นว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร และความเป็นจริง ก็ปรากฏครับ จากการอภิปรายของสมาชิกหลายท่านในสภาแห่งนี้ว่า บางคนนี่ไปประกาศตัวแล้ว ประกาศตัวแล้วครับว่า ผมเป็น สสร. ในจํานวน ๒๒ ท่านนั้นแน่นอน หลายท่านด้วย แล้วก็ความจริงคงจะปรากฏให้ชัดนะครับ ถ้ามาเขียนมันปิดไว้นะครับ แล้วถึงวันนั้นมาเปิดดูกันนี่ คงจะรู้ความจริงอันนี้คงจะแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นผมทําไมถึงพูดว่าล็อกสเปกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมมีตัวอย่างในวุฒิสภาครับ สมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งชุดแรก ของประเทศไทย ๒๐๐ คนนะครับ ไม่สังกัดพรรค เป็นกลางทางการเมือง แต่เชื่อไหมครับ สามารถล็อกได้ องค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญล็อกได้จริง ๆ ครับ คะแนนที่ออกมาเป็นไปตามความต้องการโดยมีโผ ทําไมทําได้ละครับ ๒๐๐ คนยังทําได้เลย เป็นกลางนะครับ อิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง นี่สังกัดพรรคการเมืองนะครับ รัฐสภาชุดนี้เป็นเสียงข้างมาก ๓๐๐ กว่าคนแล้ว แทบจะถึงครึ่งหนึ่ง ของสมาชิกรัฐสภาแล้ว นั่นขนาดอิสระนะครับ ๒๐๐ คน แต่ว่ารัฐสภายุคผมนี่ ความจริง ผมภูมิใจนะครับว่า ผมนี่เป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งชุดแรกของประเทศไทย แต่มันมีข้อครหามาว่า ผมไม่สบายใจเลย แล้วทุกวันนี้ผมนึกถึงภาพตอนนั้นผมไม่สบายใจว่า เขาเรียกว่าสภาทาส ทําไมละครับ ถึงเรียกว่าสภาทาส มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านครับ รับเงินเดือนประจําจํานวนประมาณ ๖๘ ท่าน อันนี้ผมยืนยันได้ครับ ผมนี่เป็นคนพูดความจริง ในสภาแห่งนี้ไม่เคยโกหก ยืนยันได้เลยว่ามีสมาชิกกินเงินเดือนประจําประมาณ ๖๘ ท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ด้วยความเคารพนะครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่ครับ เดี๋ยวจะพูดให้ฟังว่าบล็อกอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่าน มันพิสูจน์ยาก พิสูจน์ไม่ได้ กรุณาอย่าพูดถึงเถอะครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่ครับ คืออย่างนี้ครับ คือมันมีคนมายืนยันต่อหน้าผม ต่อหน้าท่านชวน หลีกภัย ในเรื่องนี้ แล้วก็เวลามีการลงมติในการตั้งองค์กรอิสระ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แค่มีเสียงจริง ๆ ประจํานี่ ๖๘ แต่สามารถหาเพิ่มได้ครับ แล้วก็สามารถล็อกได้อย่างนั้นจริง ๆ ผลมันปรากฏมีรายงาน การประชุมชัดเจนในเรื่องนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียนว่าออกมาอย่างนี้นี่ ประธาน คณะกรรมาธิการจะปฏิเสธอย่างไรว่าไม่มีการล็อก ล็อกไม่ได้อย่างไรนี่ ผมว่ามาพูดความจริง ให้พี่น้องประชาชนเถอะครับ ท่านจะล็อกได้ก็ล็อกไปเมื่อท่านมีเสียงข้างมาก บอกประชาชน ไปเลยครับที่เขียนอย่างนี้นี่เพื่อล็อกสเปกจริง ๆ ให้ประชาชนรับรู้ เพราะท่านมีเสียงข้างมาก ชอบธรรมอยู่แล้ว ผมไม่ว่ากันตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากบอกว่าอย่างไรก็ตาม ให้คํานึงว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่กําหนดวิถีทางปกครองประเทศ กําหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน รูปแบบการปกครองต่าง ๆ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ท่านที่อภิปรายอยู่นี้คือท่านนิพนธ์ ขอเรียกพี่นิพนธ์นะครับ ท่านประธานครับ การอภิปราย ของท่านก็ซ้ํากับครั้งก่อน ๆ ก็พูดกันอย่างนี้ครับ แต่เฉพาะวันนี้ถ้าท่านจะพูดซ้ําอีกก็ไม่เป็นอะไร แต่อยากจะขอประท้วงท่านด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่การที่จะใส่ร้ายป้ายสี ถ้าเป็นคนอื่น ๆ อย่างที่เสร็จ ๆ ไปนี่บางทีก็อภัยกันไปครับ แต่ถ้าท่านเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้ ผมว่ามันจะไม่เหมาะ ดังนั้นผมเองก็ไม่เรียกร้องให้ท่านถอนคําพูดหรอกครับ แต่ผมคิดว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ในสภาอย่างนี้การที่จะมองในทางร้ายใส่ร้ายผู้คน ผมคิดว่าถ้าหลีกเลี่ยงได้ ขอความกรุณาเถอะครับ พี่นิพนธ์ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ เข้าใจครับ เชิญท่านนิพนธ์ แต่ว่ากรุณาไม่พาดพิงไปถึงข้างนอกนะครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านสุนัยครับ คือผมไม่ได้ใส่ร้าย ผมนี่รับผิดชอบ ผมอยู่ในสถานการณ์ ผมอยู่ในวุฒิสภา ผมรับผิดชอบคําพูดของผมทุกคําครับ แม้แต่ตอนผมนั่งอยู่บนบัลลังก์ในฐานะรองประธาน ผมก็พูดคํานี้ออกไป เพราะฉะนั้นผมก็เลยถึงพูดว่าในสภาแห่งนี้เรามาพูดความจริงกันเถอะครับ จริง ๆ มันทําอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็พูดความจริงให้พี่น้องประชาชนทราบเพราะฉะนั้น จากข้อเท็จจริงในมาตรา ๒๙๑/๖ มันปรากฏอย่างนั้นจริง ๆ ว่าสามารถล็อกได้จริง ๆ ฉะนั้นผมก็อภิปรายเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ตกลงกันไว้ว่าหลังจากท่านนิพนธ์อภิปรายเสร็จก็จะสลับไปให้ ท่านวิเชียรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ตกลงยินดีให้ ท่านวิเชียร ขาวขํา ใช่ไหมครับ เชิญท่านวิเชียรครับ

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณท่านประเสริฐนะครับ แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วขณะนี้ทีวีก็เข้าสู่การถ่ายทอดข่าวในพระราชสํานักซึ่งผมไม่ค่อยกังวล เรื่องนั้นเท่าไร เพราะว่าการอภิปรายนั้นเราอภิปรายกันด้วยเหตุด้วยผลในสภาแห่งนี้ และอีกประการสําคัญก็คือขณะนี้มีข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตมากมาย สามารถสื่อสารถึง พี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ เรื่อยมา แต่ว่าผมก็ได้นั่งฟังท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปราย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้เสนอให้ตัดออกทั้งหมด นั่นเพราะ มีเหตุผลหลายเหตุผล แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าหลายวันมานี้พวกผมได้ถูกกล่าวหา จากหลายคน หลายท่านที่อภิปราย หาว่าพวกผมจะล้มล้างรัฐธรรมนูญและจะทํารัฐธรรมนูญ เพื่อคนคนเดียวบ้างอะไรอย่างนั้น แต่กราบเรียนท่านประธานว่าพวกเราสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ มีเกียรติยศพอ และพวกเราพูดแทนพี่น้องประชาชนเหมือนกัน ระบอบประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่าเราต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน เมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิดต้องใช้ เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน แต่ไม่ละเลยการเคารพเสียงส่วนน้อย ถ้าไม่ใช้กติกานี้เราก็คงไม่ใช้ วิธีการเลือกตั้ง ถ้าอย่างนั้นก็ให้เสียงข้างน้อยมาบริหารประเทศเหมือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ซีกรัฐบาล ทั้ง ส.ว. ที่สรรหาและเลือกตั้งมา ล้วนแล้วแต่มีเกียรติยศทุกคน มีเกียรติยศศักดิ์ศรีเท่าทาง ส.ส. ฝ่ายค้านเหมือนกัน แต่พวกเรา ก็ไม่ได้ดูถูกดูแคลนท่านทั้งหลายเหล่านั้นว่าท่านทําเพื่อใคร แม้กระทั่งการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านมานั้น จากเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขต มาเป็น ๓๗๕ เขต บัญชีรายชื่อจาก ๑๐๐ คน เป็น ๑๒๕ คน เราก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกผมเป็นฝ่ายค้านแพ้มติ พวกผมก็ยอมรับ แต่ไม่ได้ ขึงพืดรัฐธรรมนูญในการอภิปราย ๘ วัน ๙ วันแล้วจะยืดเยื้อไปเป็นเดือนอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ การที่พวกเราเห็นว่ากฎหมายบ้านเมืองจะเดินหน้าไปอย่างไร แล้วเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่มาจากคณะปฏิวัติ พวกผมจึงตัดสินใจยกมือให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งมาตรา ๒๙๑/๑ ผมได้แปรญัตติ เอาไว้ว่าการเลือกตั้ง สสร. นั้นให้มาจาก ๒ ส่วน คือ ๑. คุณสมบัติเหมือน ส.ส. ทั่วไป คุณสมบัติอันที่ ๒ คือเหมือนต้องการที่สรรหานั้น

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น )
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวิเชียรครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาครับ ผมจะลุกประท้วงท่านวิเชียร ครั้งเดียวนะครับ ด้วยคําพูดที่ท่านวิเชียรประท้วงพวกเรามาตลอด ๘ วันที่ผ่านมาคือ นอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับวาระที่สองที่ส่วนนี้มีการแก้ไขไว้หรือว่าเปลี่ยนแปลง หรือแปรญัตติไว้ ขอให้ท่านวิเชียรได้กรุณาทําตามคําพูดของตัวเองด้วยนะครับ ผมจะประท้วงครั้งเดียวครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คิดว่าท่านวิเชียร กล่าวนําอยู่ เชิญครับ

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมก็พยายามนั่งฟังมา ๘ วัน ๙ วันก็อดทนเหมือนกัน อยากจะให้การแปรญัตติครั้งนี้ อยู่ในวาระที่สองจริง ๆ แต่ทุกครั้งทุกคนที่ลุกขึ้นมาท่านก็เกริ่นนําอย่างนี้เหมือนผมทุกครั้ง บางคนก็กล่าวหาด่าทอคนอื่นพวกเราก็ทนมาทนฟังเหมือนกัน แต่ผมเองก็จะพยายาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุที่ผมได้เสนอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ออกทั้งมาตรา เพราะอะไร สาระสําคัญก็คือว่ามาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีการเลือกตั้งและสรรหา สสร. ๒ ประเภท แล้วมาตรา ๒๙๑/๒ เป็นคุณสมบัติของ สสร. ถ้าเป็นไปดั่งที่ผมแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๒ นั้น มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่จําเป็นต้องมี นี่คือเหตุผลที่ต้องตัดออก คืออะไรครับ คือมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น กําหนดให้มีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๑ คน แล้วให้สรรหาจาก ผู้มีประสบการณ์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จํานวน ๒๒ คน แล้วผมก็แปรญัตติว่าให้มีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๒ คนโดยคนที่ ๑ ให้มีคุณสมบัติเหมือน ส.ส. หรือ สสร. ทั่ว ๆ ไป แต่อีกคนหนึ่ง ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ (ก) (ข) (ค) (ง) ตามที่เราต้องการสรรหานั้นแล้วแยกหีบบัตรออกจากกัน คือคุณสมบัติที่เราต้องการจริง ๆ ก็มาเข้าหีบอีกหีบหนึ่ง ส่วนคุณสมบัติทั่วไปก็อีกหีบหนึ่ง แล้วผมก็มากําหนดในมาตรา ๒๙๑/๒ ว่าคุณสมบัติของผู้จะเลือกตั้ง ผู้จะลงสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา ๒๙๑/๑ คือใคร มีคุณสมบัติอย่างไร แล้ววรรคสองมีคุณสมบัติอย่างไร วรรคสอง เป็นคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญด้านโน้น ด้านนี้ตามที่เราจะสรรหานี้ล่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการสรรหา ตามที่ผมแปรญัตติไว้ทั้ง ๒ มาตรานั้น มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่จําเป็นต้องมี ผมจึงเสนอแปรญัตติ ตัดออกทั้งมาตรา นี่คือเหตุผลที่กราบเรียนท่านประธาน แต่สิ่งที่เกริ่นนําไปนั้นขอยืนยัน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าพวกผมซีกรัฐบาลและ ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งและสรรหา พวกเรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนเหมือนกัน มีเกียรติยศเหมือนกันแล้ว สสร. ที่จะ เลือกตั้งเข้ามาผมเชื่อว่าเขาก็มีเกียรติยศมีศักดิ์ศรีเหมือนกับพวกท่านทั้งหลายเหมือนกัน การทําร้ายบ้านเมือง การเขียนกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองนั้น ผมเชื่อว่า สสร. เหล่านั้นไม่กระทําแน่นอน แล้วเราอย่าคิดว่าคนอื่นจะเลวแล้วตัวเองจะดี ถ้าคิดอย่างนี้ บ้านเมืองไปไม่ได้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ ญ สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ตาก 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้เป็นผู้ที่แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในเรื่องของวัน เวลา มาตรา ๒๙๑/๖ นี้ผมให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ และวรรคสอง ผมจะอ่านย่อ ๆ ก็แล้วกันนะครับว่า ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ประเภทต่าง ๆ นี้นะครับ (ก) (ข) (ค) ผมแปรญัตติไว้ให้เป็น ๓๐ วัน จากที่คณะกรรมาธิการให้ ๑๕ วัน ท่านประธานครับผมจําเป็นจะต้องใช้เวลาในการอธิบายนี้ พอสมควรว่ามาตรา ๕ ที่เพิ่งผ่านมานี้ครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ผมก็ให้ ๑๒๐ วันเช่นเดียวกันนะครับ ด้วยเหตุผลที่ผมเคยอภิปรายไปครั้งก่อน แต่ครั้งนี้มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นหัวกะทิของการที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะเกิดขึ้นมาจาก สสร. มันจะไปทิศทางใด เรียกว่าเป็นกลุ่มที่สําคัญที่สุด สําคัญแม้ว่าจะมาก ก็ถือว่ามากกว่า สสร. ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ คือ ๗๗ จังหวัด ซึ่งมีความสําคัญเท่ากันจริง ๆ แล้ว เพราะ ๑ สิทธิก็คือ ๑ เสียง แต่พวกนี้เป็นพวกนักวิชาการตามที่เรากําหนดสเปกไว้แล้ว ท่านประธานครับ ในวาระที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ ผมคือผู้แปรญัตติที่อยากจะ ให้มีการเลือกมาจากสัดส่วนจังหวัดต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากเพื่อนสมาชิก คือโหวตแพ้ไปแล้วนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนที่เรียกว่าสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภา ๒๒ คน ผมเห็นด้วยผมไม่ตัดทิ้ง เพราะผมเชื่อมั่นในกลุ่มคนเหล่านี้ เพียงแต่ในวันนั้น ผมได้อภิปรายว่า ถ้ามันเป็นอํานาจของประธานรัฐสภามันมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะได้มาอาจจะ ไม่ยุติธรรม คือมีการคัดเลือกคนที่เป็นพวกของตัวเองได้ ผมจึงเสนอให้ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้มีสิทธิในการเสนอชื่อหรือเรียกว่าเรามาล็อบบี้ (Lobby) กันก็ได้ว่าแบ่งกันไปเลย เมื่อได้เกิดปัญหา ในการพิจารณามาตรา ๒๙๑/๕ ผมก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่าใน ๒๒ คน น่าจะมาจาก เพื่อนสมาชิกฝ่ายวุฒิสภา คือฝ่ายวุฒิสภาก็จะมี ๒ พวก พวกแรกก็คือพวกที่ลงมติรับรอง มาตรา ๒๙๑/๑ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือไม่รับรอง ในส่วนของซีก ส.ส. ก็เช่นเดียวกันมีทั้งรับรอง และไม่รับรอง ผมก็มาคิดง่าย ๆ ว่าถ้ามี ๒๒ คนเราก็แบ่งออกเป็น ๔ ฝ่าย ๔ หาร ๒๒ ก็ได้ ๕ เหลือเศษ ๒ ถ้าจะให้เกิดความยุติธรรมและทําให้สังคมได้เกิดการเรียนรู้จากความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน ผมก็คิดว่าให้วุฒิสภาเขาไปเป็นฝ่ายละ ๖ คน ก็คือฝ่ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย คือมีคู่ขัดแย้งกันก็เป็นฝ่ายละ ๖ คนก็เป็น ๑๒ คน ส.ส. เราฝ่ายละ ๕ คน ทําไมผมถึงต้องการ ให้มีการแบ่งกลุ่มกันแบบนี้ ก็เพื่อที่อยากจะให้เกิดความหลากหลายในการที่จะคิดสร้าง รัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ผมมีความเชื่อท่านประธานครับ ผมมีความเชื่อ เหมือนกับนักชีววิทยาหลาย ๆ คนที่เชื่อว่า ความหลากหลายก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และแข็งแรง ถ้าท่านประธานได้ศึกษาดูแม้แต่ขณะนี้มีการผสมวัวพันธุ์ต่าง ๆ หรือ ผสมหมาพันธุ์ต่าง ๆ ก็เหมือนกัน เขาจะไม่เอาหมาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน เขาจะต้องเอาวัวก็ดี สุนัขก็ดี ที่คนละตระกูลแต่ว่าเป็นแชมป์ (Champ) ด้วยกันทั้งอันเอามาผสมพันธุ์กัน เพื่อให้เกิดลูกที่แข็งแรงเข้มแข็ง เฉกเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญถ้าเรามอบให้อํานาจเป็นของ ประธานรัฐสภาแห่งเดียว ความสุ่มเสี่ยงมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเลย คนจะไปทิศทางเดียวกัน ไปหมด ความหลากหลายก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็นลูก ที่จะเป็นผลผลิตจาก สสร. ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่อ่อนหรือไม่แข็งแรง ก็จะเป็น รัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างยั่งยืนได้ ผมคิดอย่างนี้ว่าหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่โดย สสร. หนีไม่พ้นที่เราจะต้องจับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมันใช้ได้กับ ทุกระบบเลย ในระบบการเมืองที่เราจะตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นมา ถ้าเราให้คนร่างหรือหลายฝ่าย อาจจะเป็นฝ่ายสุดขั้วเลย ซ้ายจัด ขวาจัด ถ้าเรามาจากหลายฝ่ายจะได้อยู่ตรงกลาง ๆ ผมหวังไว้เช่นนั้นนะครับ นี่คือประเด็นแรก

อันที่ ๒ เป็นเรื่องของเหตุผล มันจะหักล้างกันเองครับระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย

อันที่ ๓ เมื่อเราได้คู่ตัดสิน คู่แข่งที่เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ ลูกที่ออกมา ก็จะแข็งแรง มันก็จะเกิดความยั่งยืนครับ รัฐธรรมนูญก็ไม่จําเป็นที่เราจะต้องไปแก้ไขบ่อย ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ โดยทั่วไปในต่างประเทศหรือแม้แต่ประเทศไทยเรา คนร่างก็พยายามอยากที่จะให้เกิดการแก้ไขได้ยากที่สุดได้มีการวิวัฒนาการการจัดทํา รัฐธรรมนูญทั่วโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ หลักคิดก็เป็นแบบเดียวกันครับ ก็คือว่าแก้ไขยากแต่ต้อง ทําให้ดีที่สุด ดีในลักษณะที่ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าเพลโต้บอกว่าต้องสร้าง รัฐธรรมนูญให้เหมือนกับแม่ ให้เราเคารพเหมือนกับแม่ เป็นคุณแม่เราที่เข้มแข็งและแข็งแรง เมื่อใช้ไปนาน ๆ แม่เราป่วย เราอาจจะแก้ไขไปบางมาตราเพื่อให้แม่เรากลับมาแข็งแรงขึ้นอีกครับ นี่คือเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยากจะให้เห็นความหลากหลายในการที่ได้มาซึ่ง สสร. ประเภทนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะนะครับ ท่านประธานครับ บรรยากาศ เมื่อสักครู่ก็ค่อนข้างจะเครียดไปนิดหนึ่ง ผมก็ไม่ได้กล่าวเกริ่นนํา เพราะผมอยากจะมาถาม ท่านประธาน เมื่อครั้งก่อนผมได้เรียนถามท่านประธานท่านที่หนึ่งไปแล้วนะครับ ก็คือว่า ขณะนี้เราประชุมกันในลักษณะที่มันผิดปกติ ผิดปกติจริง ๆ ทุกคนวินิจฉัยได้ แม้แต่ตัวท่านประธาน ก็ยังรู้สึกว่ามันผิดปกติ ผมก็ไม่ได้รับคําตอบว่าทําไมเราต้องเร่งรีบไปขนาดนี้ แล้วก็มีคําตอบครับ ผมเชื่อว่าถ้ามีคําตอบดี ๆ เช่น ที่เรานั่งแก้รัฐธรรมนูญกันเร่งรีบ แล้วอดทนกันมา ๑๐ คืน ถ้าทําเสร็จแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทําให้ภาพพจน์ของประเทศไทย เศรษฐกิจเดินหน้า อย่างรวดเร็ว มีนักลงทุนแย่งกันมาลงทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องจัดทํา งบประมาณสร้างคลังเก็บเงินเพื่อมีเงินที่จากต่างประเทศจะไหลมา เทมา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ นะครับ ธนาคารเอกชนอาจจะต้องล้ม เพราะประชาชนจะร่ํารวย ไม่มีเงินไปฝากอย่างนี้เป็นต้น ถ้าภาพพจน์ออกมาเป็นอย่างนี้นะครับ เราก็สมควรที่จะเร่งกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เร็วกว่าเป็นปัจจุบันนี้อีกด้วย ผมมีความเชื่อมั่นอันนี้ แต่ไม่มีคําตอบครับในสิ่งเหล่านี้

(นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่ว่าสมาชิกต้องอภิปรายเฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะว่าท่านได้ แปรญัตติไว้ที่หน้า ๑๖๗ เกี่ยวกับเรื่องวัน แต่ทีนี้ท่านอภิปรายไปออกทะเลไปเยอะแล้ว ก็อยากจะให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยที่ท่านได้อภิปรายด้วยนะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอดีผมก็กําลังฟัง ท่านเธียรชัยอภิปรายอยู่นะครับ ผมคิดว่าประเดี๋ยวท่านคงจะเลี้ยวเข้ามาหน้า ๑๖๗ ท้าย ๆ หน้านะครับ ดูเหมือนท่านจะแปรญัตติไว้ในเรื่องวัน ๑๒๐ วัน กับ ๓๐ วันอะไรนี่นะครับ ขอความกรุณาท่านแสดงเหตุผลด้วยครับใน ๒ เรื่องนี้นะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมส่วนใหญ่ จะแปรญัตติเรื่องวัน เวลา เพราะผมให้ความสําคัญสูงสุดนะครับ เพราะว่ายิ่งวัน เวลา ยาวนานเราก็ยังมีการพิจารณาได้อย่างละเอียด รอบคอบอย่างไรครับ ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ ก็คือว่าคนที่จะมาเป็น สสร. ที่มาจากคนที่เก่ง สุดยอด นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ องค์กรต่าง ๆ ตามที่กําหนดในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) จะต้องรู้ปัญหาครับ ปัญหาการเมืองของบ้านเรา มันจะมีปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ ๓ เรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องของการที่ต้องใช้เงินในการหาเสียง ซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างไรครับ ที่ทุกคนรู้ดีนะครับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และนํามาซึ่ง การคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร แล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนี้ละครับท่านครับ อยากจะขอให้ท่านเข้าเรื่องเหตุผลที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านครับ เหตุผลที่จะเป็นอย่างนี้ครับว่ามันจะต้องใช้เวลาในการที่ว่าจะบอกเพื่อนสมาชิกจากองค์กร ต่าง ๆ ว่าจะต้องเลือกผมด้วยเหตุผลอย่างไร ผมจะต้องแสดงอธิบายหรือจะต้องมีการอธิบายเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้พอสังเขป ซึ่งผมคิดว่า พวกนี้มันเรื่องใช้เวลานะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะให้ผมพูดเพียงแค่ว่า จาก ๗๕ วัน เป็น ๑๒๐ วันครับ ผมก็ไม่รู้จะไปแปรญัตติในมาตรานี้อย่างไร เพราะผมต้องแสดงเหตุผลสิครับว่า มันจะต้องใช้เวลาอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ มันก็อยู่ใน ข้อบังคับทั้งนั้นที่ผมพูด ถ้าหากว่าท่านจะกล่าวนําหรือว่าวนมาหรือชี้แจงแสดงเหตุผล ก็กรุณากระชับนะครับท่าน เชิญเถอะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ประเด็นก็คือ ๑. การซื้อสิทธิขายเสียงซึ่งยังแก้ไขไม่ได้ แม้จะมียาแรง เช่น มาตรการยุบพรรค มาตรการ หยุดนักการเมือง มันก็ทําไม่ได้ อันนี้คือเรื่องหนึ่ง ผมจะพูดย่อที่สุดครับ ในเรื่องที่ ๒ ก็คือ ระบบการตรวจสอบที่อ่อนแอ พวกเราทราบดีครับ ถ้าพรรคฝ่ายค้านในช่วงหนึ่งมีเสียงไม่ถึง มันก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากทําอะไรก็ได้ อันนี้ก็คือความเสี่ยง และที่ ๓ ก็คือ พรรคการเมืองต่าง ๆ มักจะไม่มีสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง คือไม่ค่อยได้มีความรู้เท่าไร นี่คือเรื่อง ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นประเด็นในเรื่องของการที่จะต้องแก้ปัญหาให้ได้เมื่อเราจะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความท้าทายในการแก้ไขปัญหา ของบ้านเมือง ผมยกตัวอย่างนะครับว่า ถ้าเราจะไม่ให้การซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้น ก็ต้องพยายามที่จะตั้งระบบอย่างไรก็ตามที่ให้อํานาจของนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ไม่จําเป็นต้องมาจากสมาชิก ส.ส. มาก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ด้วยความเคารพเลยนะครับ คือท่านออกไปไกลนิดหนึ่งครับท่าน อยากจะให้อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ ถ้าท่านออกไปไกลขนาดนั้น ผมคงรอไม่ไหวนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอขอบคุณครับ ท่านประธานนําร่องให้ผมนิดหนึ่ง เดี๋ยวผมจะต่อได้ ท่านอยากจะให้ผมพูดในลักษณะไหน เพราะมันพูดยากจริง ๆ ที่จะให้ถูกใจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านพูดในเรื่องเหตุผล ที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ครับ ว่าท่านสงวนเพราะเหตุใด

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ก็อย่างนี้ อย่างไรครับ ว่ามันเป็นเรื่องของความที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถเอามาประดิษฐ์ รัฐธรรมนูญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนี้มันเป็นเรื่องของเวลา และเราอยู่ในเรื่องของที่มาของ ๒๒ คน

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านครับ ผมเข้าใจท่านประธานครับ ท่านประธานให้ผมยกตัวอย่างได้ไหมครับ มีความผิดพลาด อย่างใหญ่หลวงมาแล้ว เกิดขึ้นในประเทศไทยเรา ก็คือเมื่อมีการพิจารณาในเรื่องของ การแต่งตั้ง ป.ป.ช. เมื่อปี ๒๕๔๘ ก็มาจาก สสร. นี่ครับที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาจาก สสร. สสร. ที่ว่าพิจารณากันอย่างสุดยอดแล้ว มาจากนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ดีแล้ว แต่พอออกมาแล้ว มันก็ทําให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่สามารถจัดสรรหา ป.ป.ช. ได้ ท่านประธานเคยได้รับฟังเรื่องไหมครับ เรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ผมขออธิบายสั้น ๆ ท่านครับ ป.ป.ช. นี่นะครับ เมื่อปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ได้เกิดมีการลาออกกันหมดครับ ผลจากการลาออกของ ป.ป.ช. ทั้งคณะทําให้ ต้องมีการจัดสรรหา ป.ป.ช. ชุดใหม่ขึ้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเธียรชัยครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ คือว่ามันไกลมาก ถ้าท่านไม่อธิบายเรื่องท่านแก้เรื่องวัน จากของเดิมเป็น ๑๒๐ วันนี่ครับ กับของเดิมเป็น ๓๐ วัน ผมก็ว่าไม่ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นผมเองผมก็ต้อง ผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ หรือผิดข้ออะไรที่พูดกัน ข้อ ๕ ข้ออะไรนี่ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ท่านต้องอยู่ตรงนี้ครับ ไม่อย่างนั้นเดินไปไม่ได้ครับท่าน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานนะครับ ผมก็ฟังคุณหมอเธียรชัยกําลังพยายามอธิบายในประเด็นของท่าน ทําไมท่านต้องขยายเวลาจากเดิม เหตุผลแรกก็คือว่ามันมีงานที่ต้องไปอธิบายใช่ไหมครับ ท่านก็กําลังอธิบายของท่าน ท่านก็บอกอธิบายอย่างนี้ไม่ได้ ท่านก็เปลี่ยนวิธีการอธิบาย ท่านก็จะเทียบเคียงกับองค์กรอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งผมก็เข้าใจว่ากําลังจะเป็นเรื่องของระยะเวลา ที่ไปจัดสรรองค์กรนั้นมาอย่างเร็วเกินไป แล้วมีปัญหา เห็นไหมครับ ผมถึงจับประเด็นได้ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอให้ท่านเธียรชัยกรุณา รวบรัดหน่อยนะครับ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ เมื่อ ป.ป.ช. ลาออกก็ต้องสรรหา ป.ป.ช. ใหม่ ในรัฐธรรมนูญที่เขาร่างออกมา สสร. ปี ๒๕๔๐ ที่ออกรัฐธรรมนูญมามันเกิดปัญหาครับ คือร่างรัฐธรรมนูญแล้วมันทําไม่ได้ ก็คือในรัฐธรรมนูญนั้นบอกว่าการสรรหา ป.ป.ช. จะต้องมาจากพรรคการเมือง ๕ พรรค ปรากฏว่าในปี ๒๕๔๘ พรรคการเมืองมีอยู่ ๔ พรรคครับ วุ่นไหมครับท่านประธานครับ ตัวเลขแค่นี้ครับ วุ่นสิครับ จะสรรหาอย่างไร รัฐธรรมนูญบอกว่าต้องมาจากพรรคการเมือง ๕ พรรค ขณะนั้นมีพรรคการเมืองอยู่เพียง ๔ พรรค มีพรรคอะไรบ้างครับ พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน สรรหา ป.ป.ช. ไม่ได้ ในที่สุด คณะรัฐมนตรีสมัยนั้นได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นฉบับแรกนะครับที่แก้ไข เพราะอย่างนี้ละครับมันบกพร่องอย่างนี้ละครับ ก็เลยต้องแก้ไขด้วยการขอแก้ไขโดยรัฐบาล รัฐบาลสมัยนั้นท่านก็ทราบดีนะครับ ปี ๒๕๔๘ ก็ได้เสนอผ่านทางรัฐสภาเพราะมีเสียงข้างมาก นะครับ ก็ให้มีการแก้ไขได้ ในการแก้ไขครั้งนั้นนะครับก็เกิดติดปัญหาอีกครับ เพราะว่าการสรรหา ต้องมี ๑๕ คน แต่ใน ๑๕ คนจะให้ผ่านได้มันจะต้อง ๓ ใน ๔ ของ ๑๕ มันอย่างน้อยต้องได้ ๑๒ ความคิดเห็นในการแก้ไขเขาบอกว่าถ้าเอาพรรคการเมือง ๔ พรรค หรือ ๕ พรรค ตัวเลขเท่าเดิม มันโอกาสเกิดบล็อกโหวตได้ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่าถ้าเกิดพรรคการเมือง ๕ พรรค เป็นเหมือนเดิม หรือ ๔ พรรคก็ได้ แล้ว ๔ พรรคนั้นเกิดจับมือกันมันก็ไม่ถึง ๑๒ เสียง จาก ๑๕ ลบ ๔ ก็เหลือ ๑๑ มันก็สรรหาไม่ได้อีก ท่านประธานเข้าประเด็นได้แล้วนะครับ จับได้นะครับว่ามันสําคัญตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็เกิดมีการลงให้แก้ไขแน่ ๆ หลักการแก้ไข มาอย่างนี้ครับ หลักการแก้ไขก็อิงมาจากของเดิมอีก ๕ พรรคก็คือตัวแทนของภาคประชาชน เพราะฉะนั้นความคิดในการแก้ไขก็บอกเอาเพื่อให้อิงกับภาคประชาชนเป็นประชาธิปไตย ก็ให้ ๑ เสียงจาก ๕ เสียง ๑๒ นะครับ ๑๕ เสียงทั้งหมดเดิมเป็นของพรรคการเมือง ๕ ก็ยังให้คงมี ๑๕ ต่อไป แต่ ๕ เสียงจากพรรคที่มาจากพรรคการเมือง ๑ เสียงให้กับพรรคผู้นําฝ่ายค้าน อีก ๑ เสียง ก็จะมอบให้กับทางฝ่ายรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นเสนอว่าให้เป็นประธานสภานิติบัญญัติอีก เมื่อเสนอเข้าไปเสียงวุ่นวายทางสังคมก็ดังลั่นเลยมันบอกคนละเรื่องกันนะ รัฐบาลก็ต้อง เอาคนของรัฐบาลมา ไม่ใช่เอาสภานิติบัญญัติหรือประธานมา เพราะประธานต้องเป็นกลาง จะเอามาพิจารณาเรื่องสรรหา ป.ป.ช. ได้อย่างไร นี่ละครับมันติดล็อกกันอย่างนี้ละครับ ในที่สุดทางออกก็เลยบอกว่า ทางฝ่ายรัฐบาลก็เสนอว่าอย่างนี้มันต้องหาตัวแทน ภาคประชาชนก็คือตัวแทนของพรรครัฐบาล เกิดมีการตั้งระบบใหม่ขึ้นมาครับ เป็นระบบ ที่ตั้งขึ้นมาโดยที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีกฎหมายรองรับครับท่านประธานครับ เขาเรียกว่า เป็นผู้นําฝ่ายข้างมากซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มะจอริตี้ ลีดเดอร์ (Majority leader) กับผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไมนอริตี้ ลีดเดอร์ (Minority leader) แล้วนอกนั้นที่เหลือ ก็เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ๑ คน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน ๑ คน ประธานกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ๑ คน ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ๑ คน อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลเลือกกันเองให้เหลือ ๖ คน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายซึ่งเป็นวาระที่สองท่านประธานครับ ท่านแปรญัตติในเรื่องของ วัน เวลา จากวัน เวลาที่ต้องเลือก สสร. จากเดิมที่คณะกรรมาธิการกําหนดไว้ ๗๕ วัน ท่านบอก ๑๒๐ วัน นี่ครับสาระอันที่ ๑ นะครับ ท่านผู้อภิปรายจะต้องแสดงเหตุแสดงผลว่า ที่ขอสงวนไว้ไม่เอาตามกรรมาธิการด้วยเหตุใดเท่านั้นนะครับ แล้วก็ประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่า จะต้องส่งบัญชีของผู้มีสิทธิไปแล้ว เดิมกรรมาธิการบอกไว้ให้ส่ง ๑๕ วัน ท่านบอก ๓๐ วัน ท่านต้องบอกเหตุบอกผลมาก็จบแล้วครับ นี่คือประเด็นการที่จะต้องทําการพิจารณาในวาระที่สอง ตามข้อบังคับตามที่ท่านประธานได้ทักท้วงไปแล้วนะครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ ให้ใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัดเพื่อใช้สิทธิของท่านในการสงวนคําแปรญัตติครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณา รวบรัดนะครับ ให้เข้าประเด็นที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมพยายามเต็มที่แล้วครับ แต่ถ้าให้ผมเปิดประเด็นท่านประธานครับ ผลจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ที่มาจาก สสร.

(นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวิทยาประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าผมก็พยายามนั่งฟัง แล้วก็ผู้อภิปรายยังไม่ได้ผิดข้อบังคับครับ ท่านกําลังอธิบายความว่ากรณีการกําหนดตัวเลขเป็นเรื่องสาระสําคัญและท่านกําลัง ยกตัวอย่าง ผมเข้าใจว่าท่านประธาน ขอประทานโทษนะครับ ท่านอาจจะเครียดแล้วก็คิดว่า เป็นการอภิปรายถ่วงเวลา ผมรับรองได้นะครับว่าโดยอุปนิสัยของคุณหมอไม่ใช่คนอย่างนั้น นะครับ แล้วประเด็นที่ท่านอภิปรายเดี๋ยวถ้าท่านฟังให้จบนะครับ ก็จะได้สาระใจความ เหตุผลของการสงวนคําแปรญัตติ แต่ถ้าใจร้อนว่าแปรญัตติอย่างนี้เพราะอะไร อย่างนี้ ใครก็อภิปรายไม่จบครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่าน ผมก็ฟังครับ ผมไม่ได้มีอะไรเครียดเลย ผมฟังโดยต่อเนื่อง แล้วผมได้เรียนเตือนคุณหมอเธียรชัยไปแล้ว หลายหน ๒-๓ หนแล้วท่านครับ ผมฟังอยู่ครับ ผมฟังทุกคําพูดเลยนะครับ ขอความกรุณา ท่านกระชับหน่อยนะครับ แล้วก็เข้าสู่ประเด็นนะครับ เชิญท่านเถอะครับ มีท่านผู้ใด จะประท้วงอีก ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านวิทยา ผมวินิจฉัยแล้วครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านกรุณาฟังต่ออีกสักนิดให้จบได้ไหมครับ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันอย่างนี้ครับท่าน มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

คือผมอธิบายความยังไม่จบ ท่านประธานก็พูดเสียก่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

แต่ผมเข้าใจครับที่ท่านพูด ผมเข้าใจแล้ว ขอเถอะครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเข้าใจท่านดี ท่านก็พยายามจะบอกทุกคนว่าท่านเข้าใจครับ แต่ท่านให้โอกาสคนเขาอธิบายความครับ พวกผมไม่ใช่คนดื้อและไร้สาระครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านใจเย็นฟังการอธิบายความสักนิด เมื่อจบท่านก็ได้ใจความทั้งหมด แต่ถ้าท่าน ส่ายสายตาหาคนประท้วงตลอดเวลาทุกอย่างมันจะไม่เดินหน้าครับ ใจเย็นนิดท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานจะเห็นว่า ผมไม่ค่อยลุกขึ้นมาง่าย ๆ นะครับ ถึงไม่เคยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนี้ แต่ว่าผมกําลัง จะบอกกับท่านประธานว่าท่านประธานได้กระทําถูกแล้ว ท่านประธานต้องฟังผมก่อนนะครับ อย่าเพิ่งปิดไมโครโฟน ท่านประธานอย่าหลงประเด็นนะครับ ประเด็นที่ผู้ขึ้นประท้วงประธาน ขอประทานโทษครับ อดีตรัฐมนตรีวิทยาบอกว่าเรื่องเดียวกัน มันคนละเรื่อง เรื่องจํานวนวัน กับเรื่องอดีตของจํานวนบุคคลใน ป.ป.ช. ผมก็เป็นผู้แทนอยู่วันนั้น อันนี้ขอให้ผู้ที่กําลัง อภิปรายหรือแปรญัตติแสดงมาให้เห็นว่าจํานวนวันที่มันต้องต่างกันเป็นเพราะด้วยเหตุผล อะไร อ้ายโน้นมันจํานวนตัวบุคคล มันคนละเรื่องกัน อ้ายนั่นรถมันเดินช้าหรือว่าระยะทาง ในการพิจารณาตัวบุคคลไม่พอ เพราะอย่างไรมันก็ ๒๒ คนละครับท่านประธาน มันต่างกันกับวันนั้น ข้อเท็จจริงมันต่างกัน แล้วท่านประธานไม่ต้องกลัว ผมไม่จําเป็นจะไม่ลุกครับ แต่อยากแสดงให้เห็นว่า ท่านประธานอย่าหลงประเด็นครับ ไม่อย่างนั้นก็ยืดเยื้ออยู่อย่างนี้ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ขอให้คุณหมอกรุณาเลี้ยวเข้ามาตรงประเด็นที่เราคุยกันนะครับ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็พยายามเต็มที่แต่อาจจะไม่ถูกใจ ผมต้องการ แย้งแบบมีเหตุผลจริง ๆ ครับ แล้วก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ผมเปิดประเด็นเลยก็ได้ครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็คือการนําเอาระบบประธานาธิบดีเข้ามาใช้ และเป็นฝ่ายชนะด้วยครับ นี่เป็นสิ่งเรียกว่าเสียงข้างมากลากไป

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมว่าไม่ใช่แล้ว เราคุยกันเรื่องนี้ ของท่านอยู่หน้า ๑๖๗ ผมเรียนหลายรอบแล้วนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ พูดเรื่องที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ผมคงต้องทบทวนตัวเองอีกครั้งหนึ่ง มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ ข้อนี้ผมเห็นว่าการที่จะให้รัฐสภาดําเนินการ คัดเลือกสมาชิก สสร. ใน (๒) ให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน ผมไม่เห็นด้วย ผมเสนอให้เป็น ๑๒๐ วัน เท่ากับที่ผมเสนอในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่มาจาก ๗๗ จังหวัด จังหวัดละคน เพราะผมเห็นว่า มันมีความจําเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็คือผมแปรญัตติ ๑๒๐ วัน เท่ากันนะครับ แล้วก็กําลังจะอธิบายว่า ๑๒๐ วัน การที่จะให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ (ก) (ข) (ค) นี้ไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียด ผมเห็นว่าตรงส่วนนี้การจัดทํา แต่ละประเภทให้สําเร็จ พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ผมว่าทําไม่ได้ ภายใน ๗๕ วัน ผมบอกว่าต้อง ๑๒๐ วัน ก็กําลังจะให้เหตุผลว่าเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มันบกพร่องก็เพราะว่าแบบนี้มันเร่งรีบกันอย่างไรท่านครับ ท่านพอเข้าใจไหมความรู้สึก ความคิดผม เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปอีกครับ ท่านจะให้ผมอภิปรายอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่านอภิปรายไม่ได้ ก็ไม่ต้องอภิปรายครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่ได้ครับ เรื่องใหญ่นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมจําเป็นต้อง รักษาข้อบังคับ กฎระเบียบ ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถอภิปรายได้ตามที่ท่านสงวนไว้ ผมก็ไม่ทราบจะว่าอย่างไรครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมต่อนะครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานข้อ ๕ (๓) ครับ ผมพยายามฟัง เพื่อนสมาชิกคือคุณหมอเธียรชัย จากจังหวัดตากได้อภิปรายถึงเหตุผลในการที่จะแปรญัตติจาก ๗๕ วัน มาเป็น ๑๒๐ วัน ซึ่งผมฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผล แต่ผมเข้าใจว่าท่านประธานอาจจะ ถูกกดดันในการทําหน้าที่ครับ อยากจะให้ท่านประธานอดทนนิดหนึ่งในการฟังคําชี้แจงของ เพื่อนสมาชิก ผมเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน ได้อดทนนิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมไม่ได้ปฏิเสธที่ท่านเธียรชัยจะอภิปราย ผมก็ให้โอกาสท่านอภิปรายแล้วก็ตามสิทธิ ทีนี้ขอความกรุณาให้ท่านรวบรัดเข้ามาสู่ประเด็นที่เราคุยกันเท่านั้นละครับ เชิญท่านครับ

(นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๕ ประธานจะต้องควบคุมการประชุมอยู่ในสภาพที่ เรียบร้อย มิใช่ประธานกําลังทําหน้าที่เกินเลยครับ ประธานกําลังจะทําหน้าที่พยายามจะบีบบังคับ ไม่ให้สมาชิกที่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นอภิปรายได้ ที่จริงกําหนดเวลาก็ไม่ได้ในการอภิปราย ของผู้แปรญัตติตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะให้ประธานควบคุม อย่างเคร่งครัดแล้วก็ภายใต้ระเบียบและกฎหมายด้วยนะครับ รัฐธรรมนูญด้วยครับ ขอบคุณครับ

(นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจว่าผมได้อธิบายไป ครบถ้วนแล้วนะครับ ขอบคุณท่านณรงค์ครับ เชิญคุณหมอครับ มีอะไรเชิญครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ขอให้ท่านประธาน ควบคุม ส.ส. แมลงป่องด้วยค่ะ ขออธิบายนะคะ ท่านประธานนั้นเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย เกินไป คําที่ดิฉันเขียนมาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ เชื่อผมเถอะครับ ผมขอเถอะครับ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะพิจารณาหามาตรการครับ โปรดไม่พูดถึงได้ไหมครับ เข้าเนื้อหาได้แล้วครับ แต่ว่า สุภาพบุรุษลูกผู้ชายอย่าง พลเอก ธีรเดช มีเพียร ยังไม่พอที่จะควบคุม ส.ส. แมลงป่อง เพราะว่านาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย เลื้อยบ่ทําเดโชแซ่มช้า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาละครับกําลังจะต่อกันแล้ว นะครับ ท่านประท้วงผมใช่ไหมว่ายังไม่ได้วินิจฉัย เชิญครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

คือท่านต้อง ควบคุม ส.ส. แมลงป่อง เลื้อยบ่ทําเดโชแซ่มช้า ท่านค่ะ พิษน้อยหยิ่งโยโส แมลงป่อง ชูแต่หางเองอ้า

(นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมกําลังทําหน้าที่อยู่นะครับ ท่านณรงค์มีอะไรครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านที่กําลังประท้วงสักครู่เป็นการกระทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เป็นการเสียดสี แล้วก็กล่าวใส่ร้ายสมาชิกรัฐสภาว่าเป็น ส.ส. แมลงป่อง ผมไม่ขอเป็นแมลงป่องด้วย ถ้าจะเป็น ก็เป็นเพียงคนเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ถอนคําพูดพูดถึง ๒ ครั้ง ๒ คราว ท่านประธาน ปล่อยให้พูดได้อย่างไรครับ ทั้งข้อ ๔๓ และข้อ ๕ ด้วยครับ ชูแต่หางด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์เสียหายหรือครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เสียหายครับ เพราะพูดถึง ส.ส. แมลงป่อง ผมเป็นคนนะครับท่าน ท่านไม่ใช่คนหรือครับ หรือว่าใครไม่ใช่คนล่ะครับ พูดอย่างนี้ หมายความว่าอย่างไร ผมขอให้ถอนทั้ง ๒ ครั้ง ๒ คราว ท่านทนฟังพูดได้อย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถอนแมลงป่อง ได้ไหมครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธานสภา ที่เคารพคะ มันต้องมีที่มาที่ไปของคําว่า แมลงป่อง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมเรียนอย่างนี้ เพราะว่า ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ความจริงมันก็ไม่ดี แต่ว่าที่ท่านยกคําโคลงขึ้นมาทําให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ท่านผู้เสียหายนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะขอกรุณาท่านถอนคําว่า แมลงป่อง นะครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานยังไม่เข้าใจโคลงเมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา จะให้ดิฉันถอนคําว่า แมลงป่อง ได้อย่างไร ดิฉันจะทบทวนให้ท่านประธานฟังอีกครั้ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันไม่ได้แล้วครับ คือคําพูดนี้ อย่าให้ผมตําหนิได้ไหม คือมันพูดแล้วผู้ฟังเข้าใจว่ามีเสียดสีว่ากล่าวกัน ถ้าเผื่ออยากจะเห็น ความปรองดองให้ผ่านไปได้ ผมว่าถอนเถอะครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉันอยากให้ฟังทั้งหมดไม่ได้เสียดสีสมาชิก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรท่านทําให้ผมไม่ได้ ใช่ไหมครับ ผมขอให้ถอนคําว่า แมลงป่อง อย่างไรครับ ไม่ต้องอธิบายแล้วครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉันไม่เสียดสีสมาชิกแม้แต่นิดเดียว ดิฉันยกสุภาษิตนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ท่าน ใช้ดุลยพินิจพิจารณาวินิจฉัยแค่นี้เอง ท่านประธานคะ มิได้มีการเสียดสี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมขอว่าถอนเถอะครับ แมลงป่องเมื่อสักครู่นี้ สุภาษิตเมื่อสักครู่นะครับ ขอเถอะครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านจะให้ดิฉัน ถอนคําว่า แมลงป่อง ออกไป ท่านประธานคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เสียเวลามากเลยครับ สุภาษิตเมื่อสักครู่ผมอยากจะให้ถอนทั้งหมดเลยนะครับ แต่บังเอิญผู้ประท้วงก็ขอให้ท่านถอน คําว่า แมลงป่อง ก็ขอตรงนั้นนะครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ถ้าเป็นไปโดยที่ ท่านประธานร้องขอ ดิฉันจะขอโคลงโลกนิติทั้งบท ถอนทั้งหมดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ การควบคุมการดําเนินการกิจการของรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นสุภาพบุรุษที่ผมนั่งอยู่ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมงตรงนี้ ขนาดผมนั่งในสภาแห่งนี้ ผมยังเครียด ผมเชื่อว่าการประชุมรัฐสภาครั้งนี้ประชาชนทางบ้านคงจะเฝ้าดูเรามานานแสนนาน การที่ท่านประธานไม่ได้ควบคุมหรือดูแล หรือการปล่อยปละละเลยอาจจะด้วยความปรารถนาดี ก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อว่านั่นท่านประธานกําลังทําลายรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่า ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านนั้นใครจะประท้วงผมก็ไม่ได้มีปัญหานะครับ นี่เป็นความเชื่อ ส่วนตัว ผมเชื่อว่าประชาชนกําลังเฝ้ามอง เฝ้าฟังเราอยู่นะครับ อยากให้ท่านประธานครับ กรุณาครับ ท่านอย่าปล่อยปละละเลย มิฉะนั้นแล้วก็จะมีการประท้วง มีการเย้ยหยัน มีการถากถาง ผมอายประชาชนครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอต่อครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านครับในสิ่งที่ผมพูดไป เมื่อสักครู่ ผมจะต่อเนื่อง เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ๑๕ คนแล้ว มันก็เกิด มีปัญหาว่าตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมันมีกําหนดวิธีการในการได้มา ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๐ แต่ตําแหน่งฝ่ายค้านมาก ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยังไม่ปรากฏชัดว่าจะมีวิธีการได้มาอย่างไร คณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญก็ชี้แจงว่า วิธีการเลือกอาจ ใช้คําว่า อาจ นะครับ วิธีการเลือกอาจมีการ ขอการรับรองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งวิธีการเลือกอาจจะ ลงมติในสภาหรือนอกสภา หรือทําบัญชีหางว่าวก็ได้ แต่ต้องมีรายชื่อให้ประธานสภา ตรวจสอบได้ อย่างนี้ครับ คือการที่เราจะหา สสร. ที่มีความรอบคอบ มีความรู้ มันต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้วครับว่ารัฐบาลเสนออย่างนี้เลย แล้วในที่สุด รวบรัดก็คือว่า รัฐธรรมนูญแก้ไข ปี ๒๕๔๐ ผ่าน ด้วยเสียงข้างมาก เนื่องจากในขณะนั้น พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรค ๓๗๗ คน พรรคไทยรักไทยครับ ขออภัยครับ มีสมาชิก ๓๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง และมีคณะ ส.ส. รวมทั้งสิ้น ๕๐๐ คน คือได้ ๓๗๗ คน ใน ๕๐๐ คน และมี ส.ว. อีก ๒๐๐ คน โหวตก็ชนะ เป็นที่มาของคําว่า พวกมากลากไป และเป็นที่มาของ คําว่า เผด็จการรัฐสภา เหตุที่มีคําพูดว่าเผด็จการรัฐสภาก็เพราะว่าทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีกฎหมายรองรับ นี่อย่างไรครับคือที่มา

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วผมต้องขอประทานอภัย พี่น้องประชาชนคนสุรินทร์เลือกผมให้มาทําหน้าที่อย่างนี้จริง ๆ ผมต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ทําผิดหลายครั้งทั้งที่ประธาน ได้กล่าวตักเตือนแล้วก็ให้อภิปรายอยู่ในประเด็น แต่ปรากฏว่าผู้อภิปรายก็ไม่ปฏิบัติตาม คําวินิจฉัยของท่านประธาน ซึ่งข้อเท็จจริงผู้อภิปรายสงวนคําแปรญัตติไว้นิดเดียวเรื่องวัน เวลา และจํานวนคนแค่นั้นเอง แต่นี่นอกประเด็นไปไกลถึงปี ๒๕๔๐ ท่านประธานต้องวินิจฉัย ถ้าไม่ปฏิบัติตามท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้แล้วครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพยายามอยู่ครับ คุณหมอ คงเข้าใจนะครับ ช่วยกรุณาเข้าประเด็นครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เข้าใจครับ ท่านประธาน ผมพยายามครับ ๗๕ วัน ๑๒๐ วัน ผมคิดของผมนะครับว่าบางครั้งผมจะเลือก นิติศาสตร์มหาชน ถ้าสมมุติผมเป็นผู้มีสิทธิเลือกผมจะคิดเลือกอย่างไร นักรัฐศาสตร์อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ใน (ก) (ข) (ค) ผมจะเลือกอย่างไร บางครั้งผมก็นึกถึงการทดลอง พฤติกรรมมนุษย์กับสาขาวิชาการต่าง ๆ ที่เรากําลังจะเลือกมา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์หรืออะไรก็แล้วแต่ มันมีการทดลองพฤติกรรมมนุษย์กับสาขาวิชาที่เรียนมา ซึ่งต้องใช้เวลา ผมอธิบายให้ท่านสั้น ๆ ว่ามันเป็นนิทานเรื่องที่พวกเรารู้จักกันดีก็คือว่า เกมผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ จับแมว นิทานเรื่องนี้ผมฟังมาจากท่านอาจารย์ดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร ที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลให้ความเคารพนับถือท่าน ท่านเป็น อาจารย์ผมแต่ผมเป็นลูกศิษย์นิรนาม มันต้องใช้เวลาในการทดลองพฤติกรรมก็คืออย่างนี้ครับ การทดลองก็คืออยากจะรู้ว่านิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือคนอื่น ๆ ที่เราจะเลือกเขามีความเป็นอิสระ มีศักดิ์ศรีหรือเปล่าที่มาเป็น สสร. เรียกว่าเป็นหัวกะทิร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกมก็คือเกิดขึ้น อย่างนี้ครับ เขาเลือกเอาคน ๔ คนมา กลุ่มนักฟิสิกส์ กลุ่มรัฐศาสตร์ กลุ่มนิติศาสตร์ แล้วก็นักเศรษฐศาสตร์เข้าไปทดลองว่าจะมีความคิดอย่างไรกับการจับแมวตัวนี้ เริ่มต้นก็คือ นักฟิสิกส์เข้าไปในห้องทดลองก่อน แล้วมีคนปล่อยแมวแล้วก็ดับไฟ สักครู่หนึ่งเสียงไชโยโห่หิ้ว จากนักฟิสิกส์บอกมาว่าเขาจับแมวได้แล้วช่วยเปิดไฟด้วยเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนรอบ ๆ ดูเห็นว่านี่คือแมว กลุ่มที่ ๒ นักเศรษฐศาสตร์เข้าไปไล่จับแมว พอไปจับอยู่พักหนึ่งก็ตะโกน เสียงโหวกเหวกอะไรไปตามเรื่อง จนกระทั่งคนดูเขาบอกว่าเบื่อแล้วพวกนี้เขาก็เลยโห่ พอแล้ว ๆ เลิกแล้วไม่ไหว ให้นักเศรษฐศาสตร์หยุด นักเศรษฐศาสตร์ก็หยุดครับ ปล่อยกลุ่มที่ ๓ ต่อไปเป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์แล้วมีความเก่งเข้าไปจับแมว เหมือนกัน ในที่สุดเกมก็เริ่มขึ้น นักรัฐศาสตร์เข้าไปห้องมืดจับแมว ช่วงอึดใจเดียวได้ยินเสียงตะโกน ขึ้นมาว่าจับแมวได้แล้ว ๆ คนปล่อยแมวก็ตกใจ เฮ้ยแมวเรายังกอดอยู่เลย ยังไม่ทันปล่อยเลย นักรัฐศาสตร์คนนั้นพูดแล้วว่าจับแมวได้แล้ว ๆ ก็จบกัน เอากลุ่มที่ ๔ เข้าไป กลุ่มที่ ๔ เข้าไป ปรากฏว่าเป็นนักนิติศาสตร์เข้าไปจับแมวเหมือนกัน ปรากฏว่าเมื่อดับไฟนักนิติศาสตร์ก็ไล่จับแมว หลังจากนั้นก็มีการเคาะประตู เปิดประตูห้อง นักนิติศาสตร์ออกมาบอกว่าผมขอกระดาษ กับปากกาหน่อย คนที่เปิดประตูก็ถามว่าท่านจะเอาไปทําไม นักนิติศาสตร์ก็บอกว่าผมจะ ร่างกฎหมายให้แมวมันมามอบตัว นี่ละครับการทดลองต่าง ๆ มันต้องเสียเวลา ผมถึงบอกว่า ๗๕ วันไม่ได้หรอก ผมต้องทดลองพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อจะมาร่างเป็นนิติศาสตร์

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ครับ ใช้คําพูดที่ฟุ่มเฟือย แล้วก็ไม่ตรงประเด็น แล้วก็ฟังดูน่าเบื่อหน่ายจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมได้ทนฟังมาเป็น ระยะเวลาพอสมควรแล้วก็เห็นว่าเวลามันเนิ่นนานเกินกว่าที่คําแปรญัตติที่ท่านแปรญัตติ ไว้เพียงเรื่องของวัน เวลาการสรรหา สสร. ซึ่งจาก ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วัน แล้วท่านก็พูด แต่เรื่องอื่นไป ท่านประธานขออย่างนี้นะครับท่านครับ ท่านประธานขอให้ท่านช่วยกรุณาสรุปครับ จะ ๓ นาที ๒ นาที ๕ นาที ไม่ใช่ปล่อยให้พูดเรื่อยเปื่อยอย่างนี้ขอความกรุณาท่านประธานด้วยครับ ให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ด้วยครับเพราะว่าเมื่อท่านประธานเห็นว่าสมาชิกอภิปราย พอสมควรแล้วจะให้หยุดการอภิปรายก็ได้ ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอใกล้จะจบแล้ว ใช่ไหมครับ ขอให้สรุปครับ คุณหมอวรงค์เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ประท้วงท่านผู้ประท้วงครับ จริง ๆ แล้วผมไม่อยากที่จะประท้วงครับท่านประธานแต่บังเอิญ ผมเห็นคุณหมอเธียรชัยถูกประท้วงหลายครั้งผมจึงตั้งสมาธิในการฟังครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าเหตุผลในการชี้แจงของเขามันเป็นเหตุผลที่ดีแต่การที่เพื่อนสมาชิกมาประท้วง ซ้ําแล้วซ้ําอีกวนเวียนซ้ําซากของการประท้วงทําให้ผมฟังแล้วมันไม่ประติดประต่อท่านประธาน คือผมเชื่อว่าถ้าทุกคนใช้สมาธิในการฟังเหตุผลที่คุณหมอเธียรชัยพูดมันมีเหตุผลถึง ความจําเป็นที่ต้องขยายเวลาจาก ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วัน ยกเว้นเพื่อนสมาชิกทําตามใบสั่ง เท่านั้นที่จะต้อง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังอยู่นะครับผมถึงได้เรียน ท่านเธียรชัยอย่างที่ผมได้เตือนไปแล้ว ผมฟังอยู่เหมือนกัน ก็พอแล้วกระมังครับจะได้ต่อ หรือท่านไม่อยากต่อ ท่านอยากให้ต่อให้จบไหมครับ ผมว่าต่อให้จบเถอะครับอีกนิดเดียว อันที่จริงเมื่อสักครู่ผมชอบนะนิทานเมื่อกี้ มันทําให้บรรยากาศเราดีขึ้นนะครับ แล้วก็ฟังท่านแล้ว ก็เพลิน ผมอยากจะวาด ถ้าเผื่อเราไม่ประท้วงกันได้ผมว่ามันไปได้นะครับ ถ้าไม่จําเป็น ผมว่าอย่าประท้วง ถ้าเผื่อท่านประท้วงก็นั่นล่ะครับ เชิญท่านประเสริฐก่อน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ประเสริฐ จันทรรวงทอง คือผมไม่ได้มีเจตนาที่จะไปขัดขวางการอภิปรายของท่านนะครับ แต่ผมประท้วงในข้อ ๔๓ ท่านใช้คําพูดที่ฟุ่มเฟือยเกินไปนะครับ แล้วก็อยากให้ท่าน สรุปประเด็น ท่านเล่าเรื่อยเปื่อยเกินไป

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับเมื่อสักครู่นี้ผมบอกให้ ท่านเธียรชัยได้สรุปแล้วนะครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานบอกแต่ท่านสมาชิกผู้นี้ ไม่หยุดนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

อยากจะขอความกรุณาท่าน ท่านอาจจะกําหนดเวลาเอาสัก ๒ นาที ๓ นาทีให้ท่านช่วยสรุป ผมจะคอยนะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงกันบ่อย ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ท่านใช้เวลาไป ประมาณ ๔๕ นาทีนะครับ อย่างไรก็ช่วยสรุปนะครับ

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ ผมเสียหายครับ ท่านประธาน ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายเสียดสี บอกว่าที่สมาชิกประท้วงเพราะทําตามใบสั่ง อันนี้ต้อง ถอนคําพูดนะครับ พวกผมไม่ได้ทําตามใบสั่งครับ ผมนั่งฟังอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ไม่ได้ทําตาม ใบสั่งครับแน่นอน ท่านประท้วงต้องถอนนะครับ เพื่อนสมาชิกทําตามใบสั่งต้องถอนครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ คุณหมอวรงค์ เดี๋ยวก่อน เมื่อสักครู่คุณหมอวรงค์พูดว่า

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกําลังจะขออนุญาตทวนคําพูดผม ให้ฟังครับท่านประธานเพราะผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงไม่ได้ตั้งใจฟังคําพูดผมครับ ตอนที่ ผมลุกขึ้นมาครั้งแรก ผมลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่บอกว่าเป็นการประท้วงที่ วนเวียนซ้ําซากเพราะผมถือว่าคําชี้แจงของคุณหมอเธียรชัย ผมฟังดูแล้วมันเป็นตรรก ด้วยเหตุและผลเหมือนกันในการที่จะขยายเวลาจาก ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วัน แม้แต่ท่านประธาน ก็ยังชอบในการฟังเหตุผลเพื่อโน้มน้าวให้เห็นว่าการขยายจาก ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วันนั้นผมคิดว่า มีเหตุมีผล มันจึงมีความจําเป็นซึ่งต้องใช้เวลา ผมก็เลยบอกว่ายกเว้นคนที่จะต้องทําตามใบสั่งเท่านั้น ที่จะไม่ต้องใช้เวลา ผมไม่ได้ระบุว่าเป็นใครนะครับ ผมพูดถึงหลักการ เป็นเหตุผลทั่ว ๆ ไป ท่านประธานครับ เพราะผมดูแล้วการขยายเวลามันมีความจําเป็นกับเหตุผลที่คุณหมอเธียรชัย โน้มน้าวมา แต่ถ้าคนคิดว่าอะไรก็ได้ อย่างนี้ ๓๐ วันก็ได้ ๑๐ วันก็พอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เหตุผลที่คุณหมอเธียรชัยพูดนั้นเป็นเหตุผลครับท่านประธาน ขณะเดียวกันประโยชน์ที่ผมบอกว่า ยกเว้นคนที่ทําตามใบสั่ง อันนี้อาจจะไม่จําเป็นต้องใช้เวลามาก ผมพูดในหลักการกว้าง ๆ ครับ ผมไม่ได้บอกว่ายกเว้น ส.ส. พรรคเพื่อไทยเพราะทําตามใบสั่ง อันนั้นผมต้องถอนคําพูด แต่ผมพูดในหลักการทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าเพื่อนผมเอง เพื่อนพวกเราเองอาจจะกินปูนร้อนท้องก็ได้ ท่านประธานครับถ้าอย่างนี้ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิยม

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับเมื่อสักครู่นี้ที่ผมนั่งฟังอย่างดี ไม่ใช่ตั้งใจไม่ฟังนะครับ ที่ท่านกล่าวหานั้นบอกว่าเพื่อนสมาชิกที่ประท้วงนอกจากไปทําตาม ใบสั่ง คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ท่านประธานครับ ประชาชนฟังอยู่ที่บ้านเข้าใจแล้วว่า ส.ส. กลุ่มนี้ ประท้วงเพราะได้รับใบสั่งครับ ไม่ใช่ครับ เสียหายท่านประธานครับ ทําตามใบสั่งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเสียหายท่านประธาน ต้องถอนครับ เสียหายครับผมเสียหาย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ผมขอวินิจฉัยว่าอย่างนี้ คําพูดของคุณหมอวรงค์ก็อย่างที่ได้อธิบายแล้ว คําพูดของท่านนิยม ท่านก็อธิบายแล้ว ผมขอใช้คําว่าได้ชี้แจงให้กับผู้ฟังได้เข้าใจทั้ง ๒ ด้านแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอวินิจฉัยว่าเรื่องนี้จบครับ จบแค่นี้นะครับ คุณหมอพอแล้วครับจบแล้วครับ เรื่องเก่าหรือเรื่องใหม่ท่านมีหลายเรื่องนะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ เพราะผมเคารพท่านประธานอย่างสูงนะครับ ท่านสังเกตว่าวันนี้ทั้งวัน ผมไม่ลุกประท้วงนะครับ เพราะว่าต้องการให้บรรยากาศทุกอย่างเป็นไปด้วยเหตุและผล แต่ผมมีความรู้สึกว่าเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลวันนี้สังเกตดูแล้วประท้วงซ้ําซากมากเกินไป ผมจึงต้องย้ําว่าผมขออนุญาตประท้วงตามข้อ ๔๓ เหมือนเดิมครับ เพราะต้องเรียนนะครับว่า การประท้วงวนเวียนซ้ําซาก อยากจะเรียกร้องว่าให้อดทน ความเป็นรัฐบาลต้องอดทนนะครับ ท่านประธาน เพราะว่าพวกผมเรียนรู้จากเพื่อนสมาชิกเหมือนกัน ตอนพวกผมเป็นรัฐบาล ผมเคยถูกเรียกร้องให้อดทนนะท่านประธาน วันนี้รัฐบาลต้องอดทนนะครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอถ้าเผื่อพูดกันไป พูดกันมาอย่างนี้มันเหมือนอะไรล่ะ ไม่จบครับท่าน ผมนะออกอากาศก็ไม่อยากพูดอะไรมาก จบแล้วนะครับถ้าเผื่อว่าเป็นเรื่องเหมือนเดิม ท่านประสิทธิ์ไม่นะครับ เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เมื่อสักครู่นี้ผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็น พูดเรื่องแมวไล่จับหนูและท่านประธาน วินิจฉัยว่าผมชอบเรื่องนี้สนุกดี เพลินบรรยากาศดี เอาอย่างนี้ถ้าจะเอาบรรยากาศเดี๋ยวผมจะ ร้องเพลงให้ฟัง ใช่ไหมท่านประธาน ผมร้องได้ด้วย ผมร้องเพราะด้วยท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มันอย่างนี้ ที่ผมพูดหมายถึงว่าอย่างนี้ หมายถึงว่าบรรยากาศเรานี้มันก็ไม่ค่อยดี ท่านก็เอานิทานมาเล่า ก็ฟังอยู่นะครับก็แค่นั้นเองนะครับ เป็นการสลับฉากนิดหน่อยแค่นั้นเองนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ก็ท่านประธานวินิจฉัยอย่างนั้นผมก็เห็นว่าท่านประธานชอบอย่างนั้นผมจะได้ร้องเพลง และรําให้ฟังเลยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ ท่านรอตอนเครียดก่อน นะครับ แล้วผมจะเชิญท่านร้องเพลง ขอบคุณครับเชิญคุณหมอเธียรชัยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่มีอารมณ์ขัน ร่วมด้วยนะครับ ผมก็เพียงแต่ต้องการดึงเรื่องนี้ให้มาสอดคล้องกับเรื่องที่เราจะพิจารณา ผู้เชี่ยวชาญนี่นะครับ ซึ่งผมถือว่าพฤติกรรมเป็นเรื่องสําคัญนะครับท่านประธาน พฤติกรรม มาจากอะไรครับ มาจากความคิด ถ้าความคิดดีพฤติกรรมมันจะดี พฤติกรรมที่ดีซ้ํา ๆ กันนี่ มันจะเกิดเป็นความเคยชิน ความเคยชินที่ซ้ํา ๆ กันนี่จะเกิดเป็นอุปนิสัย และอุปนิสัย เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าใครอุปนิสัยดี ชะตาชีวิตก็จะดี ถ้าใครอุปนิสัยไม่ค่อยดี ชะตากรรมของชีวิต ก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ เป็นครั้งแรกที่ผมเล่านิทานในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ผมมีความทุกข์ใจเป็นที่สุด ไม่ได้เกิดความสนุกเลยครับ เพราะมันมีผู้ประท้วงแล้วก็มีอะไร แล้วผมก็เล่าไม่สนุกจริง ๆ ไม่มีจังหวะจะโคนที่เหมาะสมกว่านี้นะครับ ผมเรียนให้ ท่านประธานทราบอย่างนี้ครับว่า การทดลองพฤติกรรมมนุษย์ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ต้องมีการคัดเลือกนะครับ แมวนี่ไม่ใช่เป็นแมวธรรมดานะครับ ไม่ใช่เป็นแมวบ้านที่ร้องเรียก เหมียว ๆ ประเดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู ไม่ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเธียรชัยครับ ผมให้โอกาสท่านใช้เวลาไปมากพอสมควรแล้วนะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาท่านอีกสัก ๒ นาทีนะครับ ขอบคุณครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

คือการทดลอง พฤติกรรมนะครับใช้เวลานาน แมวก็ไม่ใช่เอาแมวบ้าน ต้องเอาแมวป่าที่ไม่คุ้นเคยนะครับ ที่ไม่ใช่ว่าร้องเรียกเหมียว ๆ ประเดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เอามา ทดลอง

อันที่ ๒ คณะบุคคลที่เป็นนิติศาสตร์ก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดี หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เราจะเลือกเข้ามาเป็นหัวกะทินี่ครับ ต้องเป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่ร้องเพลงหรือตะโกนก้องท้องฟ้าว่า ฟรีดอม (Freedom) ไม่ใช่ว่าร้องเพลงเล็ทอิทบี(Let it be) ครับ ๒ นาที ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนราพัฒน์ แก้วทองครับ

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายพูดถึงเนื้อหาสาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้สงวนคําแปรญัตติ เอาไว้นะครับ แต่ก่อนอื่นที่จะเข้าประเด็นก็แน่นอนครับ มีพี่น้องประชาชนทางบ้าน ก็ฝากกระผมมาถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ฝากไปถึงทางรัฐบาลว่าจําเป็นมากน้อย แค่ไหนนะครับ เพื่อนสมาชิกอาจจะถามไปแล้วหลายครั้ง แต่วันนี้ก็ต้องถามอีกละครับว่า จําเป็นแค่ไหนครับในการเร่งรีบ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องในวันนี้ ในเรื่องข้าวของที่ราคาแพง ในเรื่องของค่าไฟฟ้าที่จะขึ้น ท่านรัฐบาล ไปยกเลิกจาก ๙๐ หน่วย เหลือ ๕๐ หน่วย ที่ให้ใช้ไฟฟ้าฟรี และแถมว่าจะเพิ่มอีก ๓๐ สตางค์ ถามว่าตรงนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านแน่ใจแล้วหรือครับว่าพี่น้องเขาอยากให้ แก้รัฐธรรมนูญ วันนี้ประเด็นที่ผมต้องสงวนคําแปรญัตติ มันเป็นเรื่องของอํานาจครับ ท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ที่ผมได้ตัดคําว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด มันเป็นเรื่องของ อํานาจที่จะมอบให้กับท่านประธานรัฐสภา ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดถึงความเป็นกลาง เป็นธรรมเสมอในเวลาที่พวกเราประชุมร่วมกัน ว่าท่านมีความเป็นกลางหรือยุติธรรมแค่ไหน เราจะได้สมาชิก สสร. มาจากการเลือกตั้ง ก็ดูแนวโน้มอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคงจะได้เสียงข้างมากก็เป็นฝ่ายรัฐบาล วันนี้เราจะ สรรหาอีก ๒๒ ท่าน แล้วยังให้อํานาจกับประธานรัฐสภาซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นสมาชิกของ ฝ่ายรัฐบาลในการกําหนดสิ่งต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามานั่นก็คือการล็อกสเปก พูดง่าย ๆ ถ้าผลักดันเอาคนของตัวเอง เอาทีมงานของตัวเองเข้ามาทั้ง ๒๒ คนก็คงหนีไม่พ้น จึงเป็นข้อครหา ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านรวมถึงสังคมข้างนอกเขาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการล็อกสเปก และเป็นการแก้รัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมากลากไป แล้วท้ายที่สุดคําถามที่เพื่อนสมาชิกได้พูด แล้วก็ถูกเพื่อนสมาชิกต่อว่าก็คือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใครคนใดคนหนึ่งมันก็จะตามมา เพราะท่านล็อกสเปก แล้วที่สําคัญครับท่านประธาน เรามีอํานาจอยู่ ๓ อํานาจ อํานาจตุลาการ อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ เราถูกออกแบบมาเพื่อให้คานอํานาจซึ่งกันและกัน แต่ในขณะนี้ที่เรากําลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราลืมนึกถึงเสียงข้างน้อย เราลืมนึกถึง สมาชิกอีกหลาย ๆ ท่าน เราลืมนึกถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนอีกหลายคน ที่มีความรู้ความเข้าใจอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาของบ้านของเมือง ในวันนี้ แน่นอนครับ มันมาจากอํานาจคนที่จะเข้ามาแสวงหาอํานาจ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าย้อนกันไปจุดเริ่มต้นของบ้านของเมืองนี้ที่เกิดปัญหาจนทุกวันนี้คืออะไร รู้ไหมครับ คําว่าบกพร่องโดยสุจริตอย่างไรครับ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าบกพร่อง การซุกหุ้น หรือการแสดงบัญชีทรัพย์สินครั้งนั้นบกพร่องโดยสุจริตอย่างไรครับ เราจึงเกิด กําเนิดผู้นําซึ่งมีการใช้อํานาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครั้งแรกเราก็เชื่อว่าการที่มีผู้นําที่มีความเข้มแข็ง เด็ดขาดจะเป็นผู้นําที่ดีและสามารถพาประเทศเดินก้าวไปข้างหน้าได้ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ใช่ไหมครับท่านประธาน วันที่ผู้นํามีอํานาจแล้วลืมตัวกระทําการอันมิควรในหลาย ๆ ข้อ จึงเกิดปัญหาตามมาจากที่ท่านเคยถูกพิพากษาว่าบกพร่องโดยสุจริตแล้วรอดคดี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนราพัฒน์ครับ ขอความกรุณา นะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านอย่าออกไปไกลนัก

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

ผมเข้าใจครับ ท่านประธาน แต่ผมกําลังชี้แจงท่านประธานว่าที่ผมกําลังพูดนี่ ผมกําลังพูดถึงเรื่องอํานาจ คือความมีอํานาจหรือได้อํานาจ เพราะฉะนั้นตรงที่ผมตัดนี่มันชัดเจนครับ ว่าเรากําลัง ให้อํานาจกับท่านประธานรัฐสภาในการที่จะกําหนดองค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผมยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อที่จะให้ประธานได้เห็นว่า ถ้าอํานาจที่ได้มาอยู่ในมือของคนที่ใช้อํานาจแล้วเป็นกลางเป็นธรรม บ้านเมืองไม่วิกฤติ แบบนี้หรอกครับ แต่ที่มันวิกฤติแล้วไม่เป็นธรรมเพราะว่าอะไรครับ พอมีอํานาจแล้ว ท่านใช้อํานาจกับคนอื่นแต่เวลาคนอื่นใช้อํานาจกับท่าน ท่านก็บอกว่ามันไม่ถูกต้อง ครั้งหนึ่ง เคยรอดพ้นท่านก็ชื่นชมว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินดี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะท่าน เอาเรื่อง ประธานรัฐสภาดีกว่าครับ

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

ครับท่านประธาน มันเป็นตัวอย่าง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๖ นี่ เรารู้สึกจะพูดเรื่องเกี่ยวกับประธานทั้งนั้นเลยใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

พูดถึงเรื่องของ อํานาจครับ การให้อํานาจท่านประธาน ผมจึงอยากจะขออนุญาตท่านประธานเล็ก ๆ ครับ ไม่ถึงกับเสียหาย แล้วก็ไม่ถึงกับที่ท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาลจะรับไม่ได้ แต่ผมจะพูดในประเด็น ข้อเท็จจริงนะครับ วันที่ตัดสินถูกท่านแฮปปี้ (Happy) วันที่ตัดสินว่าผิดท่านไม่แฮปปี้ นี่อย่างไรครับ มันถึงเกิดปัญหา พอมันเกิดปัญหาแล้วการให้อํานาจตรงนี้ละครับ มันจะเป็นปัญหาอีกเช่นเดียวกัน ถ้าท่านให้อํานาจกับท่านประธานรัฐสภาในการที่จะล็อกสเปก ผู้ที่จะมาเป็น สสร. ท้ายที่สุดเขาก็ต้องอ้างละครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นรัฐธรรมนูญ เผด็จการรัฐสภา เหมือนที่ท่านกําลังกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญของ เผด็จการทหาร เช่นเดียวกันครับ ขณะที่รัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการของทหารที่ท่านว่า ยังผ่านการลงมติครับ ยังมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนครับ แต่วันนี้มาตราที่ผ่านมา เรื่องจังหวัดละ ๑ คน ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าท่านไม่ยอม วันนี้ ๒๒ ท่าน ท่านก็จะล็อกไว้ครับ แล้วท่านก็จะดําเนินการแก้ไขในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเอื้อประโยชน์ เมื่อล็อกเอาไว้ ทําให้ท่านได้รับประโยชน์ เดี๋ยวปัญหาของบ้านของเมืองก็จะตามมา ผมฝากประเด็น ซึ่งอาจจะ ก็แล้วแต่ดุลยพินิจนะครับ แต่ว่าอาจจะเป็นข้อเสนอแนะของผมต่อท่านประธาน แล้วก็ฝากเสียงตรงนี้เก็บเอาไว้ บันทึกไว้ให้ สสร. ที่จะเข้ามาปฏิรูปหรือเข้ามาแก้ไข รัฐธรรมนูญและปฏิรูปประเทศชาติ ผมบอกว่าวันนี้ปัญหาของบ้านของเมืองเกิดจากผู้มีอํานาจ ใช้อํานาจไม่ถูกต้อง กับอีกสิ่งหนึ่งครับท่านประธาน เรื่องของการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ขออนุญาตนอกเรื่องนิดเดียวครับ แต่ว่ามันเป็นประโยชน์นะครับในมุมมองของผม วันนี้ทุกคนที่เข้ามาเพื่อจะมีอํานาจแล้วก็เข้ามาจัดสรรเรื่องของงบประมาณ ผมอยากนะครับ ไหน ๆ จะแก้รัฐธรรมนูญแล้วครับ เอาเรื่องการใช้งบประมาณไปด้วยได้ไหมครับท่านประธาน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ๘ นาที ๑๕ วินาที ท่านประธานครับ ท่านเกริ่นนําเยอะครับ แล้วก็ที่สําคัญยังไม่ได้เข้าตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เลย ท่านประธานครับ อ้อมไป เดี๋ยวไปแตะคนโน้นที เดี๋ยวไปแตะคนนี้ที ฟังมา ๘-๙ วัน ก็ลักษณะเดียวกันหมดทุกคนครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนเขาอยากฟังว่าที่ท่านแปรญัตติไว้นี่ มันเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยให้ปัญญากับประชาชนด้วยครับ เรื่องที่ท่านไปพูดมานี่หนังสือพิมพ์ เขาเขียนกันมาหลายปีแล้วครับท่านประธาน คนเขาก็รู้กันหมดแล้วละ เอาเรื่องเลยครับ ท่านประธาน เข้าเนื้อ ๆ ครับ รออยู่ครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงนะครับ ถ้าท่านฟังผมให้ดีและมีสมาธินะครับ ผมก็บอกแล้วอย่างไรครับว่า ผมกําลังพูดถึงอํานาจ คราวนี้เมื่อผมตัด ผมก็ต้องอธิบายว่าทําไมผมถึงตัด ไม่ให้ท่านประธานรัฐสภา มีอํานาจในการล็อกสเปก ไม่ทราบท่านเพิ่งเข้ามาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าอยากจะพูดถึงเรื่องอํานาจแล้ว มันมีเรื่องของผลประโยชน์หรือเรื่องงบประมาณ อยากจะฝากตรงนี้ละครับว่าถ้าเราสามารถเอางบประมาณออกไปจากมือผู้มีอํานาจ ผมเคยพูด ในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ เวทีกับกรรมาธิการว่าเราควรจะมีกรรมาธิการงบประมาณที่เป็น กรรมาธิการงบประมาณประจําปี หมายความว่าเป็นงบประมาณสามัญนะครับ คือมีไปตลอด เพื่ออะไรครับ เพื่อไปทํางานควบคู่กับประธานสภาที่ปรึกษา หรือไปทําควบคู่กับแผนพัฒนา เศรษฐกิจแห่งชาติ แล้วตรงนี้ละครับ ประเทศนี้ บ้านเมืองนี้จะแก้ได้ คืออย่าให้คนที่เข้ามา มีอํานาจแล้วได้ใช้เงินงบประมาณโดยตามอําเภอใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมตัดตรงนี้ยังยืนยัน นะครับว่าถ้าท่านให้อํานาจตรงนี้กับท่านประธานรัฐสภาในการที่จะล็อกองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามา ผมไม่เห็นด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เห็นด้วยอีกหลายมาตราแต่ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะมาอภิปราย แล้วท้ายที่สุดก็คงจะต้องบอกท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนเขาก็ผิดหวังในหลาย ๆ เรื่อง วันนี้ยังมีโอกาส ยังมีเวลานะครับ พวกเราพูดกันในหลาย ๆ มาตรา ในหลาย ๆ คน เวลาอาจจะต้อง เนิ่นนานออกไป ท่านก็ยังมีเวลาทบทวนในการคิด เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับ ผมขอตัดในวงเล็บที่ผมตัดเอาไว้ เพื่อให้ประธานรัฐสภาไม่มีอํานาจในการล็อกสเปก สสร. ๒๒ ท่าน ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้เสนอคําแปรญัตติและสงวนความเห็น เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยก่อนที่กระผมจะแสดงเหตุผลในการขอให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวนและขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาในที่ประชุมแห่งนี้ กระผมใคร่ขอให้ท่านประธานได้ให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขึ้นมารับฟังคําอภิปราย และให้ความสําคัญต่อคําแถลงของกระผม ที่เรียกร้องอย่างนี้เพราะว่าจะมีส่วนสําคัญ ต่อการพิจารณามาตรานี้ อาจจะกล่าวได้ว่ามาตรา ๒๙๑/๖ กระผมได้ตัดทุกวรรคทั้งมาตราครับ มาตรานี้มีความสําคัญเสมือนหนึ่งเป็นหัวใจ เป็นแก่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเป็นเรื่องของที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ คือผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมกันนั้นก็ให้อํานาจของรัฐสภาในการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์วิธีการ ที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด กระผมเรียนท่านประธานว่าการสงวนความเห็นและไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยังคงไว้ตามร่างเดิมทุกประการนั้น เพราะกระผมไม่ไว้วางใจ นั่นคือเหตุผลหลัก สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่สําหรับกระผมนั้นเห็นว่าเมื่อตอนที่เราได้รับหลักการ และในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เราก็ใช้เวลาพอสมควรในการรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเราใช้เหตุผลใช้จุดยืนโดยเห็นประโยชน์เป็นที่ตั้งและเชื่อมั่น ตรงกันว่าเมื่อเราทําคลอด สสร. สสร. นั้นจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่ม แต่ถ้าเรา สร้างความเคลือบแคลงใจบนพื้นฐานความไม่ไว้วางใจ ผมไม่ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของการสร้างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพื่ออนาคต แต่เพื่ออดีตและจะเป็นชนวนความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ผมจึงตัดทั้งมาตราครับ

ผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานที่จะเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ในวรรคหนึ่งที่กําหนดว่า ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ กระผมไม่เห็นด้วยทั้งที่ความจริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่านทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ทั้งจากซีกรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา คงจําได้ว่าในเบื้องต้นกระผมได้เสนอความเห็นแตกต่างไป นั่นก็คือว่า กระผมได้เสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่ ๒ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ คือการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน กับ ๒. คือผู้ทรงคุณวุฒิ อีก ๒๐ คน แต่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อผมได้รับฟังความคิดเห็นจากในส่วนของเพื่อนกรรมาธิการก็ดี จากที่ปรึกษากรรมาธิการก็ดี หรือแม้แต่ในส่วนของประชาชนผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา แต่ว่าร่างของประชาชนนั้นก็ไม่มีโอกาสได้รับการพิจารณาเพราะว่าต้องยอมรับว่า คณะรัฐมนตรีได้เร่งรัดในการนําร่างของคณะรัฐมนตรีแล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่างเข้ามาสู่ รัฐสภา แต่ท่านประธานก็ได้ให้โอกาส กรรมาธิการก็ได้ให้โอกาสในการที่จะรับฟังความเห็น ของผู้เสนอร่างยกตัวอย่าง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของ นปช. ซึ่งปรากฏว่าต้องการให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ ๒. ก็คือว่าเขาเรียกร้อง ให้พวกเรากรรมาธิการในขณะนั้นเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของประชาชนอย่าดูถูกประชาชน เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อเปิดรับสมัคร สสร. แล้ว ก็จะมีประชาชนทั้งที่มีความรู้ตามเกณฑ์คุณสมบัติ ทางการศึกษา หรือมีประสบการณ์มากพอ และรวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่จะใช้สิทธิในการ สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อผมได้ฟังเหตุผลเช่นนี้กระผมฟังและได้ยิน แต่เสียดายว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากฟังแต่ไม่ได้ยิน กรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงเสมอตั้งแต่มาตรา ๒๙๑ เป็นต้นมานั้น ก็บอกเสมอว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เชื่อมั่นประชาชน แต่การกระทํากับคําพูด ของกรรมาธิการเสียงข้างมากตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ท่านกลับปฏิเสธการเลือกตั้งโดยตรง ท่านกลับดูแคลนประชาชน ผมได้เปลี่ยนแปลงและท่านกรรมาธิการทุกคนยืนยันได้ พอกระผมได้เปลี่ยนแปลงคําแปรญัตติข้อเสนอกลับมาสู่การเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ๒๐๐ คน จากประชาชน กระผมตัดในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิออกไป ผมได้ให้เหตุผลต่อกรรมาธิการ และจําเป็นต้องให้เหตุผลตรงนี้อีกครั้งหนึ่งต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอการสนับสนุน เผื่อว่า ท่านจะเห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกระผม และไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก กระผมให้เหตุผลว่าเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เรายอมรับว่ามี สสร. ๒ ประเภท ๑ ใน ๒ ประเภทนั้นคือผู้ทรงคุณวุฒิ จําเป็นที่จะต้องมี ในส่วนของผู้ที่มีความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมายมหาชน การมีส่วนร่วม เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเราได้ผ่าน กระบวนการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งนํามาสู่การเกิด สสร. และการเกิดรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ยังยึดในแนวทางเรื่องของการต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ปีนี้เมื่อเรารับหลักการผมจําได้ดีว่า กรรมาธิการซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งนั้นได้รับการมอบหมายจากรัฐสภา ที่รับหลักการในวาระที่หนึ่ง ท่านยืนยันว่านี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ ของความเป็นประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ทําเพื่อคนใดคนหนึ่งแต่ต้องเป็น รัฐธรรมนูญของทุกคน แต่รัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตไม่ใช่เพื่ออดีต ผมก็รับมอบหมายมา เช่นเดียวกับท่านประธานคณะกรรมาธิการที่กําลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับผม แต่กรรมาธิการ เสียงข้างมากกลับไม่นําเหตุผลแม้แต่ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของ นปช. และในส่วนของสถาบันของมหิดล แล้วก็ร่างของประชาชนอีก ๒-๓ ร่างที่นํามาเสนอวันนั้น ทุกคนยืนยันตรงกันหมดว่า ๑. เราต้องยืนยันตรงกันว่าขอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และ ๒. คือประชาชนมีภูมิปัญญาเพียงพอในการที่จะเป็น สสร. ไม่จําเป็นที่จะต้อง แยกเป็น ๒ ประเภทอีกต่อไป นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑ ว่าทําไมกระผมจึงจําเป็นที่จะต้อง ตัดในส่วนของวรรคหนึ่ง

วรรคหนึ่งนํามาซึ่งวรรคสองซึ่งกําหนดว่า ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์การ ภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ(ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วันพ้นกําหนด วันรับสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าที่มาของ สสร. ประเภทที่ ๒ ได้กําหนดให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก โดยให้ ๓ ส่วน เป็นผู้เสนอ คือสถาบันการศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า ๒ คน ตามคุณสมบัติในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราได้ถกแถลงกันในส่วนกรรมาธิการ ซึ่งท่านประธาน ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมครับ แต่ว่ากรรมาธิการที่อยู่ในห้องประชุมนี้ทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อย โดยเฉพาะตัวท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอยู่ในห้องประชุม แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ได้ซึมซับต่อความกังวลของพวกเราว่าความไม่ไว้วางใจในคําพูด ที่บอกว่า สสร. ร่างทรงก็ดี สสร. ล็อกสเปกก็ดี ตรงนี้เองคือประเด็นที่เราพูดกันมา ไม่ใช่เฉพาะในการประชุม ๘ วัน ๘ คืน อย่างที่ประชุมรัฐสภาในวาระที่สอง ในชั้นกรรมาธิการ พูดกันมาก แม้แต่นอกรัฐสภา ในหน้าหนังสือพิมพ์ ในบทวิจารณ์ต่าง ๆ นานา มันไม่ใช่เป็นประเด็น ของการเมืองว่าฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยทั้งในส่วนสมาชิกวุฒิสภาจะตีตนไปก่อนไข้ หรือกลัวเกินเหตุ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเหตุผลของการรัฐประหาร หรือเหตุผลของการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และการที่มีการริเริ่มที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้เพิ่มหมวดว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตรงนี้เองครับ ที่ท่านประธาน คงทราบว่าเหตุแห่งความไม่ไว้วางใจจึงนํามาซึ่งการอธิบายซ้ําแล้วซ้ําเล่า ย้ําแล้วย้ําอีก ในทุกมาตรา ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้รู้ว่าเราไม่ไว้วางใจ เรากังวลใจว่า จะมี สสร. ร่างทรงเกิดขึ้น เพราะวิธีการของการกําหนดโดยโยงเอาในส่วนของการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ นั้น มันขาดความละเอียดรอบคอบและเปิดช่องว่างอย่างมาก ผมถาม ท่านประธานว่าในประเด็นนี้องค์กรเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนเป็นนิติบุคคล หรือไม่ หรือเป็นองค์กรอั้งยี่อะไรก็ได้ เป็นชมรมอะไรก็ได้ที่มีชื่อตั้งขึ้นมา ท่านเชื่อไหมครับว่า เรามีสมาคมภายใต้กฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลนี่ ๘๐๐ กว่าสมาคม นั่นเป็นนิติบุคคล นะครับ ในส่วนที่กฎหมายกระทรวงมหาดไทยดูแลเป็นมูลนิธิและสมาคมอื่น ๆ อีกจํานวน นับไม่ถ้วน และที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากปล่อยปละละเลย หละหลวมให้มาบัญญัติเช่นนี้นี่เราจะมีสมาคมอั้งยี่เข้ามาก็ได้ครับ ผมไม่ประสงค์ที่จะ ร่างกฎหมายหรือว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศด้วยความไม่รอบคอบเช่นนี้ ผมจึงต้อง ตัดวรรคนี้ทั้งหมดครับท่านประธาน

ในวรรคสามที่กําหนดว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด เห็นไหมครับท่านประธาน วรรคสาม กับวรรคสองจะโยงต่อเนื่องกัน วรรคสามนั้นกําหนดให้ ๑. สภาของสถาบันอุดมศึกษา ๒. องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและ ๓. องค์กรภาคเอกชน แต่พอมาถึงวรรคสาม ท่านประธานแปลกใจไหมครับว่าทําไมเหลือเพียงแค่ ๒ องค์กร ๒ ประเภท ที่ให้ประธานรัฐสภา กําหนด คําตอบง่าย ๆ ก็คือว่า องค์กรที่ ๑ คือสภาของสถาบันอุดมศึกษานั้นเป็นนิติบุคคลครับ เช่น สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ สภามหาวิทยาลัยมหิดล สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สภามหาวิทยาลัยรามคําแหง เป็นต้น มีเกือบ ๒๐๐ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนครับ แต่ว่าภาวะ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองมันหลวมมากครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักที่สําคัญที่เราวิตกกันก็คือว่าภายใต้บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจ ผมไม่ต้องการให้ เรานําสถาบันประธานรัฐสภาไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อความเสื่อมเสีย การอภิปรายของสมาชิก จํานวนไม่น้อยได้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลดังกล่าว และแน่นอนเรายอมรับความจริงนะครับว่า ท่านประธานรัฐสภาถึงแม้โดยตําแหน่งจะเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของอํานาจในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร มาจาก เสียงข้างมาก มาจากฝ่ายรัฐบาล ประกอบกับความไม่ไว้วางใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะที่มาของ สสร. นั้นจะมีการล็อกสเปก จะมี สสร. ร่างทรง ตรงนี้กระผมไม่ประสงค์ ที่จะปล่อยให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียของประธานรัฐสภา เกียรติภูมิของประธานรัฐสภาก็ดี ความมัวหมองถ้าหากว่าการกําหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ไปเข้าทางต่อความต้องการในการที่จะล็อกสเปก ท่านประธานก็คงจะเล็งเห็นได้เช่นเดียวกับ กระผมว่า ความเสื่อมเสียจะเกิดขึ้น แล้วใครรับผิดชอบ ถึงวันนั้นท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านจะรับผิดชอบได้อย่างไร กรรมาธิการเสียงข้างมากจะรับผิดชอบ ได้อย่างไร ผมจึงต้องตัดวรรคนี้ทั้งวรรคครับ

วรรคสี่กําหนดว่า ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวนสิบห้าคน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดําเนินการของคณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันและส่งผลการตรวจสอบต่อ ประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นําบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตาม มาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วรรคสี่ก็เป็นอนุมาตราต่อเนื่องจากวรรคสาม เป็นการที่กําหนดมอบอํานาจให้ ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการขึ้นมา ๑๕ คน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานกําหนด ความจริงถ้าดูในส่วนของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ๑ คนดังกล่าวนั้น ท่านประธาน ก็จะเห็นว่าจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร. เท่านั้น กระผมแปลกใจเหลือเกินว่าทําไมจะต้องมีเรื่องของเอกสิทธิ์ ทําไมจะต้องมีเรื่องของการคุ้มกัน ประหนึ่งเสมอเหมือนเท่าเทียมกับสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุม แต่ว่าประเด็นนี้ก็คงเป็น เหตุผลเดียวกันซึ่งกระผมไม่ประสงค์จะใช้เวลามากนัก ก็คือว่าไม่ต้องการให้ประธานรัฐสภา เข้ามาเกี่ยวข้องเลยกับเรื่องของการสรรหาหรือการได้มาซึ่ง สสร. ในวรรคถัดมาได้กําหนดให้ ซึ่งผมค่อนข้างกังวลครับท่านประธาน ตรงนี้ยอมรับว่าอยากเรียกร้องไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากทบทวนเถอะครับ กระผมให้ตัดทั้งวรรคเลย นะครับ เพราะว่าในร่างที่เสนอเข้าสู่การพิจารณารัฐสภาในวาระที่สองนั้นเขียนไว้อย่างนี้ครับ

ให้ประธานรัฐสภาจัดทําบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภทแต่ละบัญชีโดยให้เรียงรายชื่อตามลําดับอักษร และให้ประธานรัฐสภา เรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภา ลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ผมต่อวรรคถัดไปนะครับ ในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภา จัดทําตามวรรคห้าตามจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) การลงคะแนนดังกล่าวให้กระทําเป็นการลับ

ใน ๒-๓ วรรคดังกล่าวนั้นกระผมต้องขออนุญาตย้อนไปสู่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นั่นคือสมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจํานวน ๒๒ คน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จํานวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จํานวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกําหนด จํานวนสิบคน

ตรงนี้เองคือที่มาของมาตรา ๒๙๑/๖ (๖) กระผมมีความเชื่อและวันนี้ก็ยังเชื่อว่า ประธานรัฐสภานั้นไม่ควรเกี่ยวข้องและการกําหนดเช่นนี้เป็นภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการที่ ฝ่ายนิติบัญญัติของเรานั้นจะได้รับผลกระทบถ้าหากว่าความวิตกกังวลที่เรากริ่งเกรงกัน มันเกิดขึ้นจริง การได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าความเห็นที่ ต่างกันราวขาวกับดําระหว่างผมกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น นั่นคือหลักการในเรื่องของ ความเป็นประชาธิปไตย กระผมใคร่ขอให้เหตุผลเพียงสั้น ๆ ประกอบกับการแปรญัตติ และสงวนความเห็นว่าเราไม่ควรจะมี สสร. ประเภทที่ ๒ จึงต้องตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งหมด แล้วผมไม่ประสงค์ที่จะให้ประธานรัฐสภาและรัฐสภามีส่วนในการคัดเลือก สสร. ประเภทที่ ๒ เพราะผมเชื่อว่าการจะเริ่มต้นประชาธิปไตย การจะเริ่มต้นก้าวใหม่ของการปฏิรูปการเมือง ควรที่จะเชื่อมั่นประชาชน ควรจะเชื่อมั่นระบบเลือกตั้งและควรจะเชื่อมั่นผลของการเลือกตั้ง ที่ประชาชนได้ใช้สิทธิทั้งการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. และการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ด้วยดุลยพินิจที่ไม่มีภาระผูกพันต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมเชื่อมั่นว่า สสร. ที่จะเกิดจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะเป็นผู้ที่ทําการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกแบบประเทศไทย จะต้องทําพิมพ์เขียวประเทศไทยโดยกฎหมายสูงสุดของประเทศ มันหมดเวลาแล้วสําหรับ ความไม่เชื่อมั่นประชาชน มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ความจริงใจในการที่จะก้าวสู่ การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ผมเองเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้แสดงให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้เห็นว่าผมได้สละซึ่งอัตราตัวเอง สละซึ่งความคิด ยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ซึ่งแต่เดิม ท่านทราบดีครับ ผมเสนอให้มี สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน และ สสร. ที่มาจาก ผู้เชี่ยวชาญ ๒๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเสมือนคล้าย ๆ ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) แต่เป็นบัญชีรายชื่อที่มีการกําหนดคุณสมบัติแตกต่างออกไปแต่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานกําลังเข้าทําหน้าที่นะครับ ผมได้อธิบายเหตุผลในการที่ผมเสนอคําแปรญัตติ ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากกรรมาธิการเสียงข้างมากและกําลังให้เหตุผลที่สําคัญ และโดยเฉพาะท่านประธานเองท่านเป็นประธานรัฐสภาตัวจริงครับ ผมไม่ได้คํานึงว่า เป็นท่านประธานสมศักดิ์หรือท่านประธานชื่อใด แต่ผมคํานึงในฐานะความเป็นประธานรัฐสภา เป็นสถาบันและไม่อยากให้เข้าไปเกี่ยวข้องต่อเรื่องการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นท่านประธานรัฐสภาทําหน้าที่เหมือนคนสวนที่จะปลูกต้นไม้พิษ ได้รัฐธรรมนูญ ได้ สสร. ที่เป็นผลไม้พิษ ผมต้องการปกป้องคุ้มครองสถาบันนิติบัญญัติของเรา คุ้มครองสถาบันประธานรัฐสภา ท้ายที่สุดต้องเรียนท่านประธานว่าผมได้ใช้เวลาในการ อภิปรายหลายครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเจตนาของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา นั่นก็คือการใช้สิทธิที่จะโน้มน้าวให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เปลี่ยนความเห็นมายอมรับ ในคําแปรญัตติของกระผม กระผมต้องเรียนท่านประธานว่ากระผมไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น กระผมเชื่อมั่นอย่างเดียวว่าเมื่อเราได้รับมอบหมายจากรัฐสภาเราต้องทําหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทําหน้าที่ให้ดีที่สุด นั่นคือการเขียนรัฐธรรมนูญออกมาโดยไม่สร้างปัญหา ในอนาคต เขียนรัฐธรรมนูญโดยจะต้องกําจัดความเคลือบแคลงไม่ไว้วางใจออกไปให้มากที่สุด วันนี้ผมเรียกร้องท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบผมในที่ประชุม เมื่อผมได้จบ คําอภิปรายว่าทําไมท่านถึงยังยืนยันที่จะต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การคัดเลือกโดยได้มาตามประกาศหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด ทําไมท่านไม่ไว้ใจ ประชาชนอย่างนั้นหรือ อย่างที่ท่านชี้แจงท่านให้เหตุผลกับพวกเราในการประชุมกรรมาธิการ ตลอดมา ทําไมท่านจะต้องมี ๒ ประเภท และถูกกล่าวหาว่าประเภทที่ ๒ นี้คือร่างทรง คือการล็อกสเปก สสร. ท่านตอบให้ชัดเจนนะครับ

๒. ก็คือว่าทําไมท่านถึงนําประธานรัฐสภาซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติ ของเราไปอยู่ในจุดเสี่ยงของความขัดแย้ง ของความไม่ไว้วางใจอันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ๒ ประเด็นนี้เป็นเหตุผลหลักที่กระผมได้ขออนุญาตท่านประธานได้เสนอความเห็นในคําแปรญัตติ แล้วหวังว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจะฟังและได้ยิน และใช้เหตุผลชี้แจงผม อย่างตรงไปตรงมา ขอบพระคุณท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกุลเดช พัวพัฒนกุล ครับ ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ตรงหน้า ๑๔๔ ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม เชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผมกลับบ้านพี่น้องประชาชนก็บ่นให้ผมฟัง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกุลเดชครับ ท่านเข้าประเด็นเลยดีกว่า

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ผมเกริ่นเข้า นิดหนึ่งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ต้องเกริ่นครับ เอาเข้าประเด็นเลยดีกว่า

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ไม่เข้าประเด็นเลยผมพูดไม่ได้ครับ ท่านครับ จะกําหนดให้ผมพูดเหมือนท่านก็คงไม่ได้ ถ้าท่านเถียงกับผมอย่างนี้ก็เสียเวลาอีก ๑๐ นาทีละครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกุลเดชครับ เราพิจารณาในวาระที่สอง

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เข้าใจครับ ผมนิดเดียวเท่านั้นละครับ ผมตัดวรรคสามออกเท่านั้นละครับ ท่านครับ เพียงแต่ขอผม เกริ่นนําหน่อย ถ้าพูดแล้วไม่เกริ่นนําไปไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สักนาทีนะครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ได้ครับ คือผมกลับบ้านวันเสาร์ วันอาทิตย์นี่นะครับ พี่น้องประชาชนฝากผมมาถึงท่านประธานด้วยครับว่า วันนี้รัฐธรรมนูญไม่จําเป็นกินไม่ได้ครับ ไม่กินไม่เผ็ดก็ไม่ตายครับ แต่พี่น้องประชาชนกําลังจะตาย อยู่แล้วครับ เพราะว่าสินค้าแพงทุกชนิด ท่านอย่าเพิ่งปิดไมโครโฟนครับ อันนี้เรื่องสําคัญครับ ไม่พูดคงไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันคนละประเด็นแล้วครับ มันนอกประเด็นแล้วครับ ผมเห็นพูดอย่างนี้มาทั้งวันแล้วครับ ท่านอย่าแย้งเลย ท่านเข้าประเด็นเลยดีกว่า

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่แย้งท่านหรอกนะครับ แต่วันนี้ผมยังไม่ได้พูดสักคําเดียว เพิ่งได้ยืนขึ้นพูดไมโครโฟนนะครับ เพราะท่านบอกว่าพูดอย่างนี้ทั้งวัน ผมคงต้องพูดคําที่ พี่น้องประชาชนฝากผมมาพูดในสภาครับ วันนี้พี่น้องเดือดร้อนกันจะเป็นจะตายครับ ค่าครองชีพจะอยู่กันไม่ไหวแล้วครับ รวมทั้งภัยแล้งครับ จังหวัดอุทัยธานี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ตกลงท่านจะพูด ในส่วนที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้หรือเปล่า เราต้องยึดข้อบังคับไม่อย่างนั้นการประชุม ดําเนินการไปไม่ได้ ผมให้เกียรตินะครับ เพราะฉะนั้นสมควรครับ เราต้องให้เกียรติสถาบัน ของเราที่นี่ เพราะฉะนั้นเข้าสู่ประเด็นเถอะครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ก็เพราะผมให้เกียรติอย่างไรครับ ผมถึงเอามาพูดต่อท่านประธาน เพราะว่าพี่น้องประชาชนผมฝากให้ผมมาพูดผมไม่พูดก็คงไม่ได้เพราะผมก็เสียทางโน้น พอมาพูดทางนี้ท่านประธานก็ว่าผมไม่ตรงประเด็น ก็ขอบคุณท่านประธานครับคราวนี้ จะเข้าประเด็นแล้วครับ ร่างที่รัฐบาลเขียนนะครับ

มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้

ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียด ตามที่ประธานรัฐสภากําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ ประธานรัฐสภากําหนด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกุลเดชครับ สงวนไว้เฉพาะ วรรคสาม

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ตรงนี้ละครับ ก็กําลังจะเข้านี่อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นตรงนี้เลย นะครับ ผมอยากฟังสาระครับ ผมตั้งใจอยากฟังท่านเชิญได้เลยนะครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ถ้าท่าน ตั้งใจฟังท่านเถียงผมอย่างนี้ก็ไม่ได้สาระหรอกครับ ก็ต้องเริ่มใหม่ เดี๋ยวผมก็กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ นี่ละครับก่อนที่จะบอกเหตุผลของการตัดในวรรคนี้ก็ต้องเรียนครับท่านคณะกรรมาธิการทุกท่าน ชื่นชมท่านจริง ๆ ท่านเขียนได้เก่งมากครับมาตรานี้ ชงเอง ตบเอง กินเอง ครบสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่องค์กรที่ผมตัดทิ้งให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ได้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดําเนินการของคณะกรรมการและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของคณะกรรมการด้วย เพื่อดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกุลเดชครับ ผมไม่อยากขัดจังหวะจริง ๆ ครับ ท่านเข้าประเด็นที่ท่านสงวนเลยดีไหมครับ ท่านไม่ได้สงวน ประเด็นที่ท่านพูดอยู่นี้นะครับ ท่านเข้าประเด็นเลย ผมตั้งใจอยากฟังสาระของท่านที่ท่าน ตัดประเด็นนี้ออกบรรทัดกว่าท่านมีเหตุผลอย่างไรผมอยากฟังครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ก็อย่างที่ผมเรียน ท่านประธานอย่างไรครับ ผมบอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นที่ท่านพูด ท่านไม่ได้สงวนครับ เอาประเด็นที่ท่านสงวน

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ก็ผมจะบอกว่า ทําไมผมถึงจะตัดตรงนี้อย่างไรครับ เพราะผมบอกว่าคณะกรรมาธิการยกร่างอันนี้สุดยอด คือชงเอง ตบเอง กินเอง ผมจะชี้ให้ท่านประธานดูว่ามีประธานรัฐสภาอยู่กี่ที่ในมาตรานี้ เห็นไหมครับ มาตรานี้ท่านตั้งคณะกรรมการโดยอํานาจประธานรัฐสภาใช่ไหมครับ ขึ้นมา ตรวจสอบบุคคลคณะนี้ ๒๒ คน ถูกไหมครับ เห็นไหมครับ นอกจากนั้นแล้วยังให้ประธานรัฐสภา จัดทําบัญชีอีก พอวรรคต่อมาอีกก็ให้ประธานรัฐสภาอีก ในมาตรานี้มีแต่ให้ประธานรัฐสภา ทั้งนั้นเลย อํานาจท่านเขียนเอง ชงเอง ผมถามหน่อยเถอะครับ สาเหตุที่ผมตัด องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ออกไปเพราะ ฟังดี ๆ นะครับท่านประธาน ถ้าจากสภาคณาจารย์ไม่มีปัญหา แต่จากองค์กรภาคเอกชน องค์กรธุรกิจไม่มีใครกล้ากับท่านหรอกครับ ถ้าท่านคัดเลือกมาไม่เป็นไปตามที่พิมพ์เขียวกําหนดเดี๋ยวก็กรมสรรพากรลงไปตรวจ เดี๋ยวก็ตํารวจลงไปค้น เดี๋ยวก็สนุกหรอกครับ สสร. กราบเรียนท่านครับ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่สบายใจ แล้วอยากตั้งข้อสังเกตกับมาตรานี้นะครับ ซึ่งจะมีอีกหลายมาตราที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้ จริง ๆ แล้วผมก็ไม่อยากรบกวนเวลาสภานี้หรอกครับ แต่ด้วยรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจําเป็นที่จะต้อง ลงในรายละเอียดกับพวกท่านมาก ๆ หน่อย เพราะว่าดูแล้วตั้งแต่มาตราแรกเป็นต้นมา มันมีหลายอย่าง หมกมาเรื่อย ๆ ทั้งความเร่งรีบ รีบร้อน ร้อนรน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เราว่ากันมา ๙ วัน ๙ คืนแล้วครับ เพราะฉะนั้นกรุณาเข้าประเด็นเถอะครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ใกล้จะจบแล้ว ท่านประธานครับ อย่างที่บอกมันก็มีประเด็นอยู่แค่บรรทัดเดียว สิ่งที่ผมไม่สบายก็คือ ไม่สบายใจว่าเมื่อท่านตั้งองค์กรเอกชนเข้ามาแล้วครับ เขาจะถูกรังควานหรือไม่ถ้าเขาไม่ทําตาม พิมพ์เขียวที่ท่านกําหนด แล้วก็อย่างที่บอกครับวันนี้รัฐธรรมนูญยังไม่จําเป็นหรอกครับ กลับไปดูของแพงทั้งแผ่นดินเถอะครับ น้ํามันก็แพง น้ําแล้งทั้งแผ่นดิน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขึ้นต้นก็อย่างนี้ จบก็อย่างนี้ สรุปว่าจบแล้วใช่ไหม ขอบคุณครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นหนึ่งในบรรดาเพื่อนสมาชิกนับร้อยคนที่ได้ขอแปรญัตติร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในการขอให้มีการแปรญัตตินั้น วัตถุประสงค์ของผมกับคณะก็คงจะไม่แตกต่างกัน นั่นคือประสงค์ที่จะให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้รับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ท่านประธานจะเห็นว่าในคราวที่ คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมกันนั้น พวกเราที่มีการขอแปรญัตติก็ได้มีการไปชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ปรากฏปัญหาอย่างที่ท่านประธานทราบ นั่นก็คือบางครั้ง คณะกรรมาธิการเองก็ไม่ได้ครบองค์ประชุม แต่ในการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดายครับที่ข้อคิดความเห็นของเพื่อนสมาชิกจํานวนมากนั้นไม่ได้อยู่ในการรับฟัง ของทางกรรมาธิการเสียงข้างมากเลย ท่านกลับใช้เสียงของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น รองรับเอาบรรดาความคิดหรือบทบัญญัติที่ผู้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีการเสนอเข้าสู่สภา ความจริงแล้วในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ น่าจะเป็นมาตราหนึ่งที่มีเพื่อนสมาชิกขอแปรญัตติมากที่สุด ตัวผมเองนั้นแปรญัตติเอาไว้มีประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของวันเวลาในทางปฏิบัติ หลังจากที่มีการดําเนินการตามมาตราต่าง ๆ ไปแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ผมแปรญัตติเอาไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของที่มาของ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกของรัฐสภาจํานวน ๒๒ คนนั้น ในมาตราก่อนหน้านี้ผมเองได้แปรญัตติ ให้มีจํานวนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเห็นว่าถ้าเกิดเป็นไปตามร่างของรัฐบาลแล้ว ก็อาจจะมีปัญหา เรื่องความไม่ครอบคลุม

แต่เรื่องสําคัญที่สุดในประการที่ ๓ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้มีการแปรญัตติเอาไว้ หลากหลายรูปนั้น ผมเองก็แปรญัตติไว้ครับ ในประการที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องของความเป็นห่วง ในแนวทางปฏิบัติที่มาตรานี้ให้อํานาจกับประธานรัฐสภาเอาไว้ค่อนข้างที่จะมาก และเพื่อนสมาชิก ใช้คําว่า ชงเอง ตบเอง กินเอง ซึ่งน่าจะเป็นคําจํากัดความที่ดีที่สุด ผมเรียนท่านประธานก่อนครับว่า ในการขอแปรญัตตินั้นก็แปลว่าไม่เห็นด้วยกับร่างที่เป็นร่างซึ่ง คณะกรรมาธิการมีการพิจารณากันอยู่ และในที่สุดแล้วเมื่อชี้แจงกรรมาธิการไม่รับฟังอะไร ก็จําเป็นต้องสงวนคําแปรญัตติ คําถามก็มีว่าทําไมผมจึงไม่เห็นด้วย ก่อนที่กระผมจะได้บอกว่า ทําไมผมจึงขอแปรญัตตินั้น ก็อยากจะบอกก่อนว่าที่ไม่เห็นด้วยเพราะมันมีจุดอ่อนครับ

จุดอ่อนประการแรกในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๙๑/๖ ได้เขียนไว้ว่า รัฐสภา ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน เจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ ผมแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วันครับ คําถามก็คือ ๗๕ วัน มีปัญหาอะไร ความจริงแล้วมีเพื่อนสมาชิกหลายคนนะครับ ที่แปรญัตติเอาไว้ให้มีการขยายเวลาออกจาก ๗๕ วันนี้ไป ถ้าเราย้อนกลับไปดูระยะเวลาที่ กฎหมายที่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นคนรับรอง เอาไว้นั้น ลองไปรวมวัน เวลาดูครับ แต่ละอย่างเป็นไปด้วยความเร่งรีบทั้งสิ้นครับ ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานของเพื่อนสมาชิกตั้งแต่ต้นว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น เป็นการขอแก้ไขซึ่งมีเหตุผลที่มาที่ไปที่ค่อนข้างที่จะไม่เหมือนกับนานาอารยประเทศเขาทํากัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาจึงมีการกําหนดให้มีการเร่งรัด หรือเร่งรีบ จนอาจจะ นําไปสู่ปัญหาในทางการปฏิบัติได้ครับ ผมก็ยังเห็นว่าถ้าขั้นตอนที่กฤษฎีกาประกาศแล้ว แล้วไปเลือก ๒๒ คน ซึ่งผมแปรญัตติเป็น ๒๗ คน ๗๕ วันนั้นมีปัญหาแน่ครับ ระยะเวลาที่ เร่งรีบนี้มันมีปัญหามาตั้งแต่แนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว มีกรรมาธิการเสียงข้างมาก บางท่านลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมนี้ยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ว่าเขามีการตั้ง สสร. ขึ้นมา แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคนซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน แต่ถ้าไปดูมูลเหตุ ของแต่ละที่นั้นมันต่างกันครับ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นย้อนกลับไปถึงตอนที่เขาตั้งประเทศ เป็นสหพันธ์ หรือเป็นสาธารณรัฐ เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาใหม่ ๆ ประเทศออสเตรเลีย ก็เช่นเดียวกัน ยามเมื่อแยกออกจากประเทศอังกฤษ ประเทศอื่น อย่างประเทศอินเดีย หรือประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกัน หรือทางประเทศแอฟริกาใต้ก็ดี ก็มีมูลเหตุมาจากการแยกตัวเอง มาเป็นเอกราช หรือจากความขัดแย้งที่สะสมลึกในเรื่องชาติพันธุ์ที่ยาวนาน แต่มูลเหตุ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าการแก้ไขแบบนี้สุดท้ายแล้ว จะนําไปสู่การแก้ไขในเนื้อหาอะไร แล้วก็มีความหวาดระแวงเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นยิ่งเร่ง กระบวนการเท่าไรก็ตาม ยิ่งกําหนดวันให้สั้นลงเท่าไรก็ตาม ปัญหาก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะเสียงที่ไม่เห็นด้วยก็จะมีการคัดค้าน และยิ่งท่านรวบอํานาจเอาไว้ในมือของประธานรัฐสภา อย่างเจตจํานงของบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๖ โดยไม่มีองค์กรใด หรือกลไกใดสามารถที่จะไป คานอํานาจประธานรัฐสภาได้ แน่นอนครับ การปฏิบัติเช่นนั้นย่อมมีปัญหาแน่ ๗๕ วัน หลังจากประกาศพระราชกฤษฎีกา หมายความว่ามีเวลาเพียงแค่ ๒ เดือน กับ ๑๕ วัน ถ้าย้อนกลับไปดูตามกฎหมายบางฉบับครับ อย่าง กสทช. ที่ผ่านไปให้ทางด้านวุฒิสภา ได้ดําเนินการคัดเลือกกันนั้นก็เป็นปัญหาครับ การกําหนดที่มาขององค์กรต่าง ๆ ก็ดี กระบวนการในการคัดเลือกต่าง ๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น การกําหนดเวลาเร็วแบบนี้ นอกเหนือจากมีปัญหาทางการปฏิบัติแล้วก็เป็นไปได้ว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการเตรียมคน เอาไว้แล้ว ล็อกกันเอาไว้แล้ว และเชื่อว่าในเวลาอันสั้นสามารถที่จะดําเนินการได้ ดังนั้น ถ้าหากต้องการให้เห็นความโปร่งใส และลดความหวาดระแวงที่มีต่อนโยบายของรัฐบาล ในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าไม่ใช่เป็นการเตรียมเอาพรรคพวกเข้ามาเพื่อมาถอดรื้อรัฐธรรมนูญ ครั้งใหญ่ และนําไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วยกร่างตามที่กลุ่มคนบางกลุ่ม คิดกันเอาไว้แล้ว หรือคนบางคนคิดเอาไว้แล้ว การขยายเวลาออกไปจาก ๗๕ วัน ผมเสนอเป็น ๑๒๐ วัน ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เสนอไว้ที่ ๙๐ วันนั้น ความจริงเป็นเรื่องที่กรรมาธิการน่าจะรับฟังได้ แต่ปรากฏว่า จากการพูดจากันมาตลอด ๘-๙ วัน มาตรานี้พูดกันมา ๒ วัน ๓ วันแล้ว ซีกของกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังไม่ฟังอะไร ๗๕ วันนี้มีปัญหาแน่นอนครับ การขยายออกไป ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ วัน ความจริงไม่น่าเป็นเรื่องที่เกินกว่าเรื่องที่กรรมาธิการสามารถที่จะไปปรับปรุงแก้ไขได้ แต่พอ ๗๕ วันมันเหมือนกับว่ามีการเตรียมการอะไร เตรียมคนเอาไว้แล้ว แล้วล็อกกันเอาไว้ แล้วว่าจะต้องเป็นไปตามนั้น

ยิ่งมาดูในวรรคสอง วรรคสองท่านกําหนดให้แต่ละองค์กรที่จะเข้ามาจะเลือกกันเอง แล้วกําหนดระยะเวลาในการที่จะไปดําเนินการต่าง ๆ ในระยะเวลาที่ท่านกําหนดเอาไว้ ส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน ตรงนี้ก็มีการตั้งข้อสังเกตครับว่าการกําหนดไว้เพียง ๑๕ วันนั้นเป็นระยะเวลาที่เร็วมาก องค์กรบางองค์กรอย่างที่ท่านใช้คําว่า องค์กร ภาคเศรษฐกิจและองค์กรภาคเอกชน ท่านไปเขียนเอาไว้ในบทบัญญัติ มาตรา ๓ ซึ่งผมเอง ก็ผิดพลาดในส่วนตัวเองที่ไม่ได้แปรญัตติตัดตรงนี้ออกไปหมด แต่ถ้าฟังตามเจตนารมณ์ ของเพื่อนสมาชิกเสียงข้างที่เป็นเสียงข้างน้อยจํานวนมากที่แปรญัตติเอาไว้ประสงค์จะให้ ตัดตรงนี้เพราะไปให้อํานาจประธานรัฐสภาไว้ในการกําหนด พอกําหนดว่า ๑๕ วันต้องส่ง องค์กรพวกนี้ไม่มีใครตอบได้ ณ ปัจจุบันนี้ว่ามาจากไหน มีคนเคยขอว่ากําหนดเอาไว้ว่า เป็นองค์กรนิติบุคคลได้ไหม หรือว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับ หรือต้องมีกลไก หรือวิธีการอื่น ในการรองรับมากกว่าที่จะให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดตามบทบัญญัติในวรรคสาม ซึ่งจะเกี่ยวโยงถึงเวลาของการเลือกในวรรคสองตามที่ผมแปรญัตติไว้ ปรากฏว่าเป็นการเขียนเอาไว้ ให้อํานาจประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าองค์กรเศรษฐกิจ และองค์กรภาคเอกชนจะเป็นไปโดยดุลยพินิจของประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น ๑๕ วันนี้ ถ้าเกิดมีองค์กรต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะส่งคนเข้ามาสู่กระบวนการในการคัดเลือกต่าง ๆ ซึ่งจะดําเนินการต่อไปนั้น ประเด็นคือ ๑๕ วันนี้การดําเนินการจะต้องเร่งรีบมาก ๆ แล้วจะกลายเป็นว่าองค์กรใดหรือภาคส่วนใดที่มีการเตรียมการดีก็สามารถดําเนินการได้ เหตุการณ์จะย้อนกลับว่าถ้า ๑๕ วันไม่เสร็จจะทําอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปเกี่ยวโยงกับเรื่องของ ๗๕ วันอย่างที่ท่านกําหนดเอาไว้ด้วย ผมแปรญัตติให้มีการ ขยายเวลาในส่วนนี้ออกไปสอดคล้องกับในวรรคหนึ่งครับ ประเด็นตรงนี้ก็จะพิสูจน์ ทางกรรมาธิการเหมือนกันว่าถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากประสงค์จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความโปร่งใสพ้นจากข้อครหาว่าล็อกเอาไว้แล้วว่าเอาคนของกลุ่มตัวเอง พวกของตัวเอง มีความคิดที่เหมือนกับคนซึ่งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้มาก็ต้องขยายเวลาและสร้างกลไก ที่จะสร้างความโปร่งใสมากขึ้น แต่ถ้ายังยืนหยัดในมาตรานี้ซึ่งผมฟังดูกรรมาธิการเสียงแข็งมาก ในมาตราที่แล้ว มาตรา ๒๙๑/๕ ท่านยอมแก้เรื่องของกฎหมายที่จะมาใช้ ซึ่งเดิมทีนั้นผมเอง แปรญัตติไว้ว่าควรจะต้องไปยกร่างกฎหมายต่างหาก ท่านยอมกลับมาที่จะใช้กฎหมาย การเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่มาตรานี้ซึ่งมีคนสงวนไว้เยอะ ท่านไม่เปลี่ยนใจเลย กรรมาธิการ ไม่ได้ฟังใครเลย อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งว่าระยะเวลาที่กําหนดเอาไว้ รวมกับตัวองค์กร ที่ให้อํานาจประธานรัฐสภานั้นไว้ท่านมีคนในใจแล้ว มีหลายคนพยายามที่จะทํารายชื่อ เหมือนกับเกร็งเอาไว้เลยว่าคนนั้นคนนี้จะเข้ามา แล้วก็เดาได้เลยว่าถ้ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เข้ามา แกนความคิดทั้งหลายในการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ก็จะปรากฏในรัฐธรรมนูญซึ่งนั่นจะนําไปสู่ ความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน เช่น กลุ่มที่พูดถึงเรื่องของการแก้ไขอํานาจหรือการคานอํานาจ ของศาลยุติธรรม กลุ่มที่พูดถึงเรื่องขององค์กรอิสระซึ่งจะต้องมีการยุบไป อย่าง ป.ป.ช. หรือ กกต. เหล่านี้เป็นต้น หรือการพูดถึงการคัดเลือกบุคคลบางระดับซึ่งเป็นระดับสูง ในองค์กรตุลาการ โดยคนซึ่งมีกลุ่มความคิดที่เห็นว่าควรจะไปทิศทางนั้น การกําหนดระยะเวลาไว้อย่างนี้เร่งรัด การกําหนดอํานาจไว้ที่ประธานรัฐสภาจะนําไปสู่การนําเอาคนกลุ่มนั้นเข้ามาแล้วตรงนั้น ที่สมาชิกที่เขาแปรญัตติเขามีความวิตกกังวล กรรมาธิการไม่ฟังสักนิดหรือครับว่า การกําหนดให้ประธานรัฐสภาแต่ฝ่ายเดียวนั้นจะนําไปสู่ปัญหาเรื่องของความขัดแย้ง และความไม่โปร่งใส ผมก็แปลกใจนะครับท่านประธานครับที่ตัวท่านประธานเองก็แทบไม่เคย แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้เลยทั้ง ๆ ที่ท่านตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งจะสอดคล้องกับ ในวรรคถัดมาที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้ ความจริงแล้วในบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อนสมาชิกบางคนตัดออกทั้งหมดนะครับ แปลว่าไม่ยอมรับกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเขาตัดออกหมด แต่กรรมาธิการชุดนี้ก็ไปยืนตาม หลักการเดิมซึ่งมีการเขียนเอาไว้แล้วทั้งโดยร่าง ครม. และร่างที่มาจากพรรคเพื่อไทยว่า จะต้องเขียนไว้ในหลักการว่าจะต้องมี สสร. ประเภทที่รัฐสภาเลือกด้วย เพราะฉะนั้น การดําเนินการใด ๆ ของพวกเราถ้าดําเนินการเช่นที่ว่านั้นก็ขัดกับหลักการจนกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยบางคนต้องสงวนเอาไว้ แต่การเขียนเอาไว้ให้มี สสร. แบบนี้มันก็ไปสนับสนุน แนวคิดที่เพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่าจะนํามาสู่การกินรวบ เพราะ ๗๗ บวก ๒๒ ถ้า ๗๗ ฐานเสียงรัฐบาลบวกพรรคร่วมประมาณ ๕๔ ๒๒ นี่ท่านกินรวบหมด ท่านปาเข้าไป ๗๖ ท่าน ใน ๙๙ ท่าน นั่นก็หมายความว่ากินรวบทั้งหมดและตัวบุคคลที่มีการเตรียมเข้าไป ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะที่มีกลุ่มความคิดเดียวไม่ได้สะท้อนความหลากหลาย ในสังคม ประเด็นที่กระผมได้มีการสงวนคําแปรญัตติเอาไว้และกรรมาธิการไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องการสร้างกลไกขึ้นมาครับเพื่อจะมาคานอํานาจประธานรัฐสภา ผมเสนอให้มีการ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งครับซึ่งเป็นคณะกรรมการสรรหาจํานวน ๑๕ คน ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายศาลยุติธรรม ตัวแทนจากศาลปกครอง ตัวแทนจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ตัวแทนจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตัวแทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วไปดําเนินกระบวนการสรรหา ความจริงแล้วโดยเจตนาผมประสงค์จะตัดอํานาจของ รัฐสภาออกด้วยซ้ําไป เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่ามันฟังดูดี เวลาเขียนในร่างรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกที่มาจากการคัดเลือกทั้งหมด ซึ่งความจริงนั้นประธานรัฐสภาเป็นคนเขียนไปเลยบอกว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ องค์กรภาคเอกชนนั้นเป็นใครก็ชี้ได้ เวลาเราพูดถึงประธานรัฐสภา มันมี ๒ ส่วนที่ซ้ํากันอยู่ ๑. พูดถึงประธานรัฐสภาในฐานะตําแหน่ง กับ ๒. พูดถึงประธานรัฐสภา ในฐานะที่เป็นตัวบุคคลแน่นอนถ้าเป็นตัวตําแหน่งรัฐธรรมนูญเขาเขียนเอาไว้ว่าต้องทําหน้าที่ อย่างเป็นกลาง แต่ถ้าพูดถึงตัวบุคคลหนีไม่พ้นครับที่จะต้องเกี่ยวพันกับตัวท่านประธาน โดยตรง ซึ่งก็ถูกครหามากเรื่องความเป็นกลางอันนี้ผมก็เรียนท่านประธานตรง ๆ แม้แต่กระทั่งฉายาที่สื่อมวลชนตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมไม่จําเป็นต้องกล่าวซ้ําตรงนั้น แต่มันสะท้อนความคิดเห็นของหลายฝ่าย ว่าฉายาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเสียงสะท้อนหนึ่งของ สื่อมวลชนที่เขาทํางานอยู่ในรัฐสภา เขาพูดถึงคนซึ่งเป็นนายใหญ่จากประเทศเมืองไกล กับพูดถึงการทํางานของท่านที่เสมือนกับว่าดูดีแต่แท้จริงแล้วไม่ได้ทําหน้าที่ที่เป็นกลาง อย่างเคร่งครัด เราต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นครับ แต่เวลาวิพากษ์วิจารณ์ถึงในแง่ของ ตัวประธานรัฐสภาในฐานะที่เป็นตําแหน่งนั้นก็มีจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นี้เช่นเดียวกันว่า คําว่า ประธานรัฐสภา นั้นหมายถึงตัวบุคคลเพียงคนเดียวครับ เป็นคนที่ไปวางว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น จะเป็นใครมาจากไหน เป็นคนไปกําหนดคณะกรรมการมา เป็นคนไปกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาต่าง ๆ จนกระทั่งคัดกลุ่มคนแล้วก็นํามาสู่การเลือกของรัฐสภา ไม่มีกลไกใด ค้านเลยครับ ถ้าวันนี้ประธานรัฐสภาไม่ได้มาจากเสียงข้างมากในสภานี้ เสียงนี้อาจจะเบาลงครับ แต่ขอประทานโทษข้อเท็จจริงก็คือท่านประธานมาจากพรรคเพื่อไทย เสียงข้างมากในรัฐสภานี้ ก็เป็นของพรรคเพื่อไทยบวกกับพรรคร่วมรัฐบาล และถ้าดูเสียงโหวตจากกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา อีกจํานวนหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่าเสียงข้างมากนั้นก็เป็นไปตามเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่การหาคน สรรหาคนไปร่างรัฐธรรมนูญนั้น

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ขอประทานโทษที่ต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปรายซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี ขอประทานโทษ เอ่ยนามท่าน ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านครับผมเองก็คาดหวังจริง ๆ ว่าท่านอภิปรายมา ดีหมดตลอด แต่ว่าท่านก็ไปวิจารณ์ท่านประธานสภาแล้วก็มาวิจารณ์ทําให้สมาชิกพรรคเพื่อไทย เสียหาย ท่านประธานครับจะเห็นนะครับว่า ๘ วันมานี้ ๙ วันมานี้พวกเราพยายามเวลาประท้วง ก็ไม่ก้าวล่วงพรรคประชาธิปัตย์เลยนะครับ ไม่เอ่ยชื่อพรรคประชาธิปัตย์เลยครับ ด้วยวินัย ซึ่งกันและกันเรารักองค์กรกัน ผมเองยังอยากจะเห็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ผมเอง คงไม่ต้องอ้างข้อบังคับเพราะอ้างกันจนเบื่อแล้ว ไม่มีคนจะฟัง คือข้อ ๙๙ นี่เป็นวาระที่สอง ท่านครับขอยกย่องท่านสมาชิกวุฒิสภาสักหน่อยเถอะครับเป็นแบบอย่างการอภิปรายที่ดีที่สุด หลายท่านครับไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาอภิปรายตรงประเด็น ไม่ใช้เวลานาน ถ้าจะกรุณาจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านจะอภิปรายโดยเนื้อหาก็อย่ามาพาดพิง พรรคเพื่อไทย ถ้าท่านจะบอกว่าประธานเป็นพรรคเพื่อไทยผมก็ไม่ได้ก้าวล่วง แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านก็พูดขัดแย้งว่าท่านประธานโดยตําแหน่งถึงขนาดละลาบละล้วง ท่านประธานว่าว่าท่านประธานมาไม่เคยโต้แย้ง ความจริงการไม่โต้แย้งของท่านนั้นกลับต้องชื่นชม ท่านประธานที่ท่านอดทนไม่อยากโต้แย้ง ผมว่าท่านโต้แย้งได้ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมขอความกรุณาจริง ๆ ครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อ ๙๙ นี้ ถ้าท่านประธาน จะกรุณาก็ขอให้ช่วยกําชับให้อยู่ในวาระที่สอง และอย่าก้าวล่วงมาถึงพรรคผม อย่าเอ่ยชื่อ ถ้าไม่อย่างนั้นเรารักษากติกาตรงนี้กันดีกว่ามันจะได้ราบรื่นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ไม่เป็นอะไรครับ สีทนได้อยู่แล้ว เชิญท่านต่อเถอะครับ ใกล้จะจบแล้วกระมังครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมกราบเรียน ท่านประธานก่อนนะครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องสีทนได้หรือสีทนไม่ได้นะครับ มันเป็นเรื่อง ข้อเท็จจริงครับ เพียงแต่ผมเรียนท่านประธานเท่านั้นเองว่าถ้าจะมีคนประท้วงบอกสิครับว่า ผมผิดข้อบังคับตรงไหน แต่ไม่ใช่กล่าวแย้งในลักษณะเช่นนี้ครับ อันนี้มันไมใช่ประท้วงหรอกครับ แล้วก็ใช้วิธีนี้บ่อย เราก็อยู่สภานี้มานานฟังออกครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ผมว่าท่านต่อเลย ดีกว่า

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ครับ แต่ผมก็ จําเป็นจะต้องพูดเอาไว้นะครับ อันนี้อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ชัดครับเขาก็เพียงแต่ ไม่ได้เอ่ยข้อบังคับข้อไหนเท่านั้นเองครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

อันนี้เลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านต่อเถอะครับ ท่านต่อดีกว่า

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

อันนี้เลยครับ ท่านประธานครับที่จะนํามาสู่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับพอแล้ว กระมังครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ คุณสาทิตย์กับผมเป็น ส.ส. พอฟัดพอเหวี่ยงกันแต่ผมยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเท่านั้นเอง แต่ผมว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีแล้วอย่ากล่าวเท็จมาว่ากันอย่างนี้ บอกว่าผมไม่ได้อ้างได้อย่างไร ผมก็อ้างไป ไม่เชื่อดูบันทึกเทปสิครับ เขาบอกข้อ ๙๙ เพียงแต่อ้างกันจนเบื่อแล้ว แล้วผมก็อยากจะเห็น ท่านอภิปรายได้ในคุณภาพเดียวกับ ส.ว. แต่อันนี้มันเป็นการอภิปรายที่ดูจะขาดคุณภาพ รัฐมนตรีเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมว่าท่านจะ วินิจฉัยอย่างไรผมก็ฟังอยู่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ผมว่าท่านต่อดีกว่า

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แต่ว่าท่านฟังออก ใช่ไหมครับว่าคําพูดที่ไปดูหมิ่นเขานี้เป็นอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าอย่าต่อล้อต่อเถียงเลย ขอกันกินมากกว่านี้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงครับ แต่ผมจะบอกท่านประธานว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับขอกันกินมากกว่านี้ ท่านต่อของท่านดีกว่า

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมไม่ได้ ขอใครกินนะครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมจะต่อครับ แต่ว่าผมจําเป็นต้องปกป้องความเสียหายผมก่อน เขาบอกว่าไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีพูดเท็จ ผมไม่ได้พูดเท็จเลยนะครับ ผมเพียงแต่ถามว่าที่ประท้วงผมผิดข้อบังคับข้อไหน แล้วจุดตรงไหนที่ผมผิด แต่ไม่ได้ฉวยจังหวะจากการบอกมาตราแล้วก็มาบอกว่าผมควรจะ ทําอย่างนั้น อย่างนี้ ควรจะเอามาตรฐานใคร ผมก็อภิปรายของผมไปครับ ผมผิดข้อบังคับ ท่านท้วงติงได้ ผมไม่ได้มีปัญหาเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ ท่านต่อเลยครับ ขอบคุณครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

เพราะฉะนั้น ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่าที่ผมแปรญัตติในส่วนที่ ๓ นี้มันเป็นประเด็นที่ต้องการ สร้างกลไกขึ้นมาคานอํานาจของประธานรัฐสภาตามเจตจํานงของตัวกฎหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ แล้วก็พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ ผมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่า ถ้าไม่สร้างกลไกขึ้นมาคานอํานาจนี่ปัญหาจะเกิดครับ นี่คือข้อกังวลของเพื่อนสมาชิก ที่พูดกันมาตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมาว่า ตัวรัฐธรรมนูญนั้นที่มาก็พิลึกพิลั่นอยู่แล้ว การนําเข้ามาวาระที่หนึ่งก็เป็นปัญหาสร้างความขัดแย้ง ยิ่งไปดูในตัวบทในแต่ละบทมาตรา ก็ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะสร้างปัญหาทั้งสิ้น ซึ่งจะนําไปสู่สมมุติฐานที่หลายคนบอกว่า เป็นการกินรวบ ผมคิดว่าผมอภิปรายน่าจะเป็นคนสุดท้ายแล้วในบรรดาผู้ที่แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๖ ผมก็อยากฟังท่านประธานเหมือนกันนะครับว่า ข้อกังวลเพื่อนสมาชิกที่บอกว่า การกําหนดให้ประธานรัฐสภาดําเนินการฝ่ายเดียว ใช้ดุลยพินิจฝ่ายเดียวตั้งแต่เขียนเรื่อง องค์กรที่มาต่าง ๆ ท่านรับรองใครก็ได้ นิติบุคคล อาคารชุดที่ไหนก็ไม่รู้ ไปซุกชื่อใครไว้ แล้วสุดท้ายพอมาเลือกจริงในสภา อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจจะแทบไม่ได้เลย ยกเว้น คนที่เป็นกลุ่มเดียวกับพรรคพวกเสียงข้างมาก แต่ยังมีคนที่ไปซุกไว้ในนิติบุคคลอาคารชุดโน่น นี่ นั่น นี่ท่านเป็นคนเดียวครับที่สามารถจะกําหนดได้ แล้วไปกําหนดคณะกรรมการคัดเลือกกันก่อน ที่จะกลั่นกรองชื่อมาเสนอรัฐสภา ซึ่งก็เป็นกลุ่มทางภาคเดียวกับท่านอีก ท่านประธาน มองไม่เห็นถึงจุดนี้หรือครับว่านี่คือจุดซึ่งจะเป็นปัญหา ผมก็เลยเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ มันเกี่ยวพันกับท่านโดยตรง ทั้งในฐานะตําแหน่งและในฐานะส่วนบุคคล ผมไม่อยากให้ เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ใครทนได้หรือทนไม่ได้ ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเชิงหลักการด้วย แต่มันเป็นปัญหาทางปฏิบัติ แล้วมันเป็นปัญหาที่สร้างความระแวง มันเป็นปัญหาที่สร้าง ความแตกแยก มันเป็นปัญหาที่สร้างความขัดแย้ง ถ้าท่านประธานจะได้กล่าวกับสภานี้เสียว่า ถ้าข้อกังวลเป็นอย่างนี้นี่คณะกรรมาธิการก็ชอบที่จะไปทบทวนแล้วก็มีกลไกในการที่จะ ป้องกันเรื่องของการถูกกล่าวหาว่าประธานก็ดี เสียงข้างมากก็ดีในสภานี้กินรวบด้วยกัน ความจริงมีข้อเสนอเยอะท่านประธานครับ ข้อเสนอผมที่แปรญัตติก็เป็นข้อเสนอหนึ่ง ข้อเสนออื่นก็มีอย่างเช่น ไปกําหนดเรื่องคุณสมบัติขององค์กรต่าง ๆ ก่อนประธาน จะเป็นคนกําหนดว่าเป็นใครนี่เสียให้ชัดเจนว่าต้องมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งก็มีกรอบที่ชัด หรือแม้แต่กระทั่ง ๒๒ คนที่เข้ามาในสภานี้ก็แทนที่จะเลือกทั้ง ๒๒ คน ก็กําหนดให้ มีการเลือกในระดับที่ไม่ครบทั้ง ๒๒ คน เช่น ๕ คน ๖ คน หรือ ๑๐ คนเหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นทางออกครับ แต่ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ถ้าดันกันไปด้วยวิธีการอย่างนี้นะครับ ท่านอาจจะมีเสียงข้างมากในสภาดันกันไปได้ วันก็เอาตามนี้เร่งกันไปนี่ผมนับวัน เวลา ทั้งหมดแล้วนะครับ แล้วก็มีตารางของมันในแต่ละเรื่อง ๆ ปรากฏว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมาก นะครับ เร่งรัดมาก แล้วแถมยังเขียนอํานาจไว้ที่ดุลยพินิจของประธานรัฐสภาคนเดียว ถ้าเป็น ตัวบุคคลก็คนเดียว ตัวตําแหน่งก็คนเดียวอีก มันยิ่งตอกย้ําความหวาดระแวงให้มากขึ้นอีก ในมาตรานี้ ถ้าดันกันไปอย่างนี้นะครับปัญหามันเกิดแน่ท่านประธานครับ เรามีระยะเวลา ที่จะพิจารณาในสภานี้อีกไม่เยอะครับ มาตราอื่น ๆ ถัดไปก็อภิปรายกัน ถัดจากนี้ มาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๘ นี่ผู้อภิปราย ผู้สงวนก็ค่อนข้างน้อย ไปมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือทับอื่นอาจจะเยอะขึ้น แต่มาตรานี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๖ นี่ผมเรียนท่านประธานจริง ๆ ครับว่า มันเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาแน่ ท่านประธานก็เป็นคนเดียวครับ กระทั่งกรรมาธิการท่านฟังอยู่ ตลอดระยะเวลาหลายวันก็น่าจะทบทวนเรื่องนี้หน่อย เราพาวิธีการคัดเลือกตรงนี้มีกลไก ให้พ้นไปเสียจากตัวประธานรัฐสภา มีกลไกขึ้นมาในการที่จะป้องกันการกินรวบอย่างที่ หลายฝ่ายพยายามที่จะตั้งสมมุติฐานแล้วก็ตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลนี้ ตรงนี้มันก็สามารถ จะไปได้ครับ แต่ถ้าท่านดันไปอย่างนี้มันหนีไม่พ้นละครับ มันก็ตรงกับสมมุติฐานที่หลายคน บอกไว้ว่า ก็ชงเอง กินเอง ตบเองทั้งหมด แล้วสุดท้ายก็จะเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไปร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตอบสนองแนวความคิดกลุ่มเดียว แล้วสุดท้ายก็จะเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไปร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ตอบสนองแนวความคิดกลุ่มเดียว ซึ่งที่สุดก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อคนคนเดียว หรือเอื้อคนกลุ่มเดียว ซึ่งผมว่า ไม่เป็นประโยชน์เลยกับสถานการณ์ของประเทศเท่าที่เป็นอยู่ในระยะหลายปีมานี้ หรือแม้กระทั่งอีกหลายปีข้างหน้า ผมก็จะพูดในตอนจบเท่านั้นละครับว่า รัฐธรรมนูญ มันไม่ควรที่จะเขียนอย่างนี้ครับ ไม่ควรที่จะเขียนให้มีโครงสร้างที่ไปผูกไว้กับกลุ่มซึ่งเป็น กลุ่มเดียวเท่านั้นโดยไม่มีกลไกที่คานอํานาจแล้วไม่สร้างความโปร่งใส เพราะสุดท้าย รัฐธรรมนูญมันก็จะกลายเป็นการสถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะแล้วเอาความเป็นผู้ชนะ ไปกําหนด ที่น่ากังวลที่สุดก็คือการไปล้างแค้นกับองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญคือการสถาปนาความสัมพันธ์เชิงอํานาจขององค์กรทั้งหลายในสังคม ที่ใช้อํานาจ ผมก็เรียนท่านประธานครับว่าผมก็พูดเป็นคนท้ายสุดของฝ่ายค้านที่สงวนคําแปรญัตติ ยังหวังนะครับว่าท่านประธานจะยอมรับฟัง หรือกรรมาธิการจะรับฟัง เข้าใจว่าหลังผม อาจจะมีเหลือไม่กี่ท่านที่จะอภิปรายก็หวังว่าท่านประธานจะได้รับฟังแล้วก็นําไปสู่ การเปลี่ยนแปลง ไม่อย่างนั้นบทบัญญัติมาตรานี้จะนําไปสู่ความขัดแย้งในสังคมของเราครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คงน่าจะเป็น ๒ ท่านสุดท้ายแล้วนะครับ ก็มีท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ แล้วก็ท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน เชิญท่านองอาจครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานคงได้ยินสมาชิกเกริ่นนําเรื่องว่าทําไมเรา มาสนใจแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องข้าวของแพงมาหลายวันหลายครั้งแล้ว แล้วท่านประธาน ก็คงไม่อยากฟัง ผมเพียงแต่อยากจะย้ําท่านประธานว่าอันนั้นเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่สมาชิก โดยเฉพาะที่อยู่ ณ พื้นที่ต่างจังหวัดจํานวนมากนั้น มีความไม่สบายใจในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งท่านประธาน หลายครั้งก็เปิดโอกาสให้เขาพูด บางครั้งท่านประธานก็อาจจะไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด แต่ผมคิดว่า ให้เขาได้พูดบ้างเล็กน้อย ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ท่านประธานครับ เราให้สมาชิกรัฐสภาแปรญัตติ แล้วเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยส่วนหนึ่งสงวนคําแปรญัตติ แล้วสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่ง ซึ่งขอแปรญัตติก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ถ้าท่านประธานลองลําดับความตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีหลายมาตราที่สมาชิกได้ลุกขึ้นมาอภิปรายในสิ่งที่เขาได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ถ้าท่านประธาน สังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วมีไม่กี่มาตราที่สมาชิกจํานวนมากซึ่งลงชื่อในการสงวนคําแปรญัตติ ไว้มากกว่า ๑๐๐ ท่าน แต่ถึงเวลาอภิปรายจริง ๆ แล้วหลายท่านไม่ได้ฟังเหตุฟังผล ของสมาชิกรัฐสภาท่านอื่นแล้ว ก็ไม่ได้อภิปรายในสิ่งที่ตัวเองสงวนคําแปรญัตติไว้ อย่างไรก็ดี ท่านประธานก็ยังเห็นว่ามีอยู่หลายมาตราที่ถึงแม้สมาชิกรัฐสภาที่สงวนคําแปรญัตติไว้ จะไม่ได้อภิปรายทั้งหมดทุก ๆ ท่านที่สงวนคําแปรญัตติไว้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าสมาชิก ที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ไม่ได้ต้องการที่จะสงวนคําแปรญัตติไว้เพื่อจะมาทําให้การประชุมนี้ ยืดเยื้อแต่อย่างใด ท่านประธานลองนึกภาพดูว่าถ้าสมาชิกทุกคนนับร้อยคนนี่ที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ มาอภิปรายทุก ๆ คนมาพูดในจุดยืนของเขา ในเหตุผลของเขาทุกคนนี่ ตรงนั้นละครับท่านประธาน อาจจะกล่าวหาได้ว่า หรือสมาชิกบางท่านอาจจะกล่าวหาได้ว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งนั้น พยายามทําให้การประชุมยืดเยื้อ แต่ความจริงไม่ใช่ มีสมาชิกจํานวนมากซึ่งสงวนไว้แต่ว่า ไม่ได้มาพูดในที่นี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านองอาจครับ เอาพอสมควรนะครับ แล้วเข้าประเด็นได้แล้วครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ผมอยากจะชี้ให้ท่านเห็นตรงนี้ก็เพื่อที่จะบอกกับท่านประธานว่า ถ้าท่านประธานนึกย้อนไป ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีบางมาตราครับที่เราอภิปรายกันจํานวนมาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาพอสมควร ก็พอครับ อยากให้เข้าประเด็นเลยครับ เราใช้เวลามา ๙ วัน ๙ คืนแล้วครับ ท่านสงวนเอาไว้ คือวรรคสามครับ บรรทัดกว่าตรงนี้ครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าท่านประธานได้ฟังแล้วท่านประธานก็จะทราบว่าการสงวนคําแปรญัตติ แม้แต่เขาจะสงวนบรรทัดหนึ่งหรือเขาสงวนคําหนึ่ง ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าเขาสงวนคําหนึ่ง หรือบรรทัดหนึ่ง หรือประโยคหนึ่ง ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเหตุผลที่เขานํามากล่าวในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อให้กรรมาธิการเสียงข้างมากรับฟังนั้นมีเหตุผลหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะกล่าว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านองอาจครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ สิ่งที่ผมจะกล่าวกับท่านประธานในวันนี้ก็คือเหตุและผลในสิ่งที่ผมได้สงวนไว้ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ คือจะต้องเป็นเหตุและผลที่พยายามจะโน้มน้าวให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมทั้ง สมาชิกรัฐสภาส่วนมากในห้องประชุมนี้เห็นด้วยคล้อยตามตามไปด้วย เพราะฉะนั้นปัญหา จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสงวน ๑ คํา ๑ ประโยค ๑ บรรทัด ท่านประธานที่เคารพรักครับ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าใจความที่สงวนหรือข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ส่วนมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของอํานาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ท่านประธานลองนึกดูไหมครับว่าทําไมสมาชิกรัฐสภาส่วนมากที่ลุกขึ้นมาอภิปรายในเรื่องนี้ จึงมีบุคคลมาอภิปรายจํานวนมาก ถ้าท่านประธานลองนึกย้อนดูจะเห็นได้ว่าคนที่อภิปราย จํานวนมาก ส่วนมาก ไม่ว่าเขาจะมีเหตุผลอย่างไรก็ตาม เหตุผลสําคัญรวบยอดสิ่งที่ คนจํานวนมากลุกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้ก็คือเรื่องของความไม่ไว้วางใจตําแหน่งประธานรัฐสภา ในการที่จะต้องมาทําหน้าที่มีส่วนในการไปกําหนดสรรหาบุคคลจํานวนหนึ่งซึ่งจะต้องมาเป็น สสร. มีรายละเอียดในมาตรา ๒๙๑/๖ จํานวนมากว่าคนจํานวนหนึ่งที่ผมกล่าวถึงนี้มีที่มาที่ไป อย่างไร โดยท่านประธานรัฐสภา ผมจะไม่กล่าวในส่วนนี้อีกเพื่อให้เป็นไปอย่างที่ ท่านประธานต้องการ ความไม่ไว้วางใจอยู่ตรงนี้ล่ะครับท่านประธาน ที่ทําให้สมาชิกส่วนมาก ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายในเรื่องนี้ ในส่วนของผมเองนั้นผมอยากจะชี้ให้ท่านเห็นถึง ความไม่ไว้วางใจจํานวนหนึ่ง ๓-๔ ประการ ท่านประธานครับ

ประการแรกที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ก็คือว่าความไม่ไว้วางใจ ที่จะให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาทําหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานก็คงทราบดี นะครับว่ารัฐธรรมนูญนั้นก็สามารถแก้ไขโดยสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้อยู่แล้ว โดยที่ไม่จําเป็นต้องมี สสร. แต่เหตุผลที่เราฟังมาตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา หรือแม้แต่เหตุผลตั้งแต่ในวาระแรกก็ตาม ที่สมาชิกรัฐสภาจํานวนมากหรือแม้แต่ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากลุกขึ้นมาชี้แจงต่อที่ประชุมแห่งนี้ คืออะไรท่านประธานทราบไหมครับ สิ่งที่เราพยายามหยิบยกขึ้นมาชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่าทําไมเราถึงมีความจําเป็นต้องมี สสร. กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี สมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ก็ดี พยายามอธิบายในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราจําเป็นต้องมี สสร. ส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุผล ส่วนหนึ่งนะครับ ไม่ใช่หมายถึงว่ามี สสร. ส่วนหนึ่ง เหตุผลส่วนหนึ่งในการมี สสร. ก็คือ เราไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองหรือนักการเมืองมาเป็นผู้เกี่ยวข้อง มาเป็นผู้กําหนด มาเป็น ผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาเกี่ยวพันกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ แล้วนั่นคือเหตุผลทําไมเราจึงได้มี สสร. เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เพราะเหตุนี้นี่เองผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อมาตรา ๒๙๑/๖ มาบัญญัติโดยกรรมาธิการเสียงข้างมากให้ประธานรัฐสภามาเกี่ยวข้อง ผมใช้คําว่า เกี่ยวข้อง นะครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องอภิปรายรายละเอียดมาก มาเกี่ยวข้องกับเรื่องของ การมี สสร. นี่เพราะอะไรครับ นั่นคือคําถามที่กรรมาธิการอาจจะตอบไปแล้วหลายครั้ง ในการอภิปรายเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนมาก ประชาชนส่วนหนึ่งที่ติดตาม การอภิปรายอยู่ก็มีความข้องใจสงสัย ในเมื่อเราพยายามไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้โดยตรง โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทในการกําหนดเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการมีบทบาทมากําหนด สสร. แต่เราไปบัญญัติให้ประธานรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผู้คนจํานวนมากที่ติดตามการอภิปรายเรื่องของวาระที่สองในเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีความไม่เข้าใจ รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาในห้องนี้ส่วนหนึ่งและแน่นอนที่สุดรวมทั้งกระผมด้วยในฐานะ ผู้อภิปรายที่สงวนคําแปรญัตติไว้ว่าทําไมจึงจะต้องบัญญัติถ้อยคําในลักษณะนี้เอาไว้ ทําไมจึงจะต้องบัญญัติภาระหน้าที่ของประธานรัฐสภาเอาไว้ตรงนี้ แล้วนั่นคือเหตุผลครับว่า นี่คือความไม่ไว้วางใจข้อแรก ในเมื่อหลักการเราไม่อยากให้การเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่เราก็ยัง ใส่คนที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองเข้ามาในส่วนนี้ด้วย ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ความไม่ไว้วางใจล่ะครับที่จะนําไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมาในอนาคต นั่นคือความไม่ไว้วางใจ ประการแรก

ความไม่ไว้วางใจประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตลอดระยะเวลา ตั้งแต่วันแรกที่เรื่องนี้เข้ามาสู่ที่ประชุมรัฐสภาของเราจนกระทั่งมาถึงวาระที่สองนี้ ท่านประธานก็คงเห็นนะครับว่ากระบวนการในการดําเนินการจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ดี หรือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ผมเชื่อว่าท่านประธานเองก็คงไม่ปฏิเสธความจริงนะครับว่า ผู้คนที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดก็คงจะเห็นถึงความรีบร้อน ลุกลี้ลุกลนและความไม่พร้อม จนกระทั่งเราต้องมีการแก้ไขเอกสารหรืออะไรต่าง ๆ ไปมากมายหลายครั้งหลายหน เราต้อง มีการขยายเวลาการประชุมออกไปโดยไม่มีกําหนดทั้ง ๆ ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปิดสมัยประชุม ไปเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้ก็ทําให้เห็นถึงความไม่น่าไว้วางใจอีกส่วนหนึ่งว่าทําไมจึงเกิดสภาวการณ์ ในการเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นสภาวการณ์ในการเข้ามาแก้ไข รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้เองครับท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเรายังปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ต่อไป โดยไม่มีการแก้ไขผมเชื่อว่าปัญหาจากความไม่ไว้วางใจนี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความไม่ไว้วางใจอีกประการหนึ่งครับท่านประธาน มีสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน อภิปรายเมื่อเห็นชื่อ เมื่อเห็นตําแหน่งประธานรัฐสภาปรากฏขึ้นมาในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ว่า มีตําแหน่งประธานรัฐสภาหลายท่านในห้องประชุมนี้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้าให้ตําแหน่ง ประธานรัฐสภามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มีความไม่ไว้วางใจ หลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ท่านประธาน ซึ่งนั่งทําหน้าที่เป็นประธานในขณะนี้ ในฐานะตัวบุคคลอย่างมาก สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน วิจารณ์ต่อหน้าท่านเองก็มีหลายคน ตรงนี้ครับผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า เสียงวิจารณ์ของท่านสมาชิกรัฐสภาเหล่านี้เองทําให้ผมเห็นว่านี่คือความไม่ไว้วางใจในตัวท่านประธาน ถึงแม้โดยส่วนตัวของผมเอง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้มองเรื่องนี้ในเรื่องของ ตัวบุคคลเลยครับ ไม่ว่าประธานรัฐสภาจะชื่อท่านสมศักดิ์ ชื่อสมชาย หรือจะชื่ออะไรก็ตาม ผมไม่ได้มองในเรื่องของตัวบุคคลครับ ท่านอาจจะวางตัวเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางก็ขึ้นอยู่กับ มุมมอง ดุลยพินิจของแต่ละท่านแต่ละคนได้ ผมให้ความเป็นธรรมกับท่าน แต่สิ่งที่ ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาในขณะนี้ก็คือว่าความไม่ไว้วางใจประการที่ ๓ ที่ผมหยิบยกขึ้นมานี้ คือความไม่ไว้วางใจต่อตําแหน่งประธานรัฐสภาครับ ผมเชื่อว่าพวกเราที่อยู่ในห้องนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประธานรัฐสภานั้นลอยมาจากที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ประธานรัฐสภา ไม่ใช่ลอยมาครับ ประธานรัฐสภามีกระบวนการในการมาและผมก็ไม่ได้กล่าวหาหรือตําหนิ ท่านประธานรัฐสภาครับว่ากระบวนการหรือการมาของท่านนั้นผิดปกติ กระบวนการ ของการได้มาประธานรัฐสภานั้นก็มาตามปกติถูกต้องทุกอย่างครับ แต่แน่นอนที่สุดครับ เมื่อเราไปบัญญัติให้มีตําแหน่งประธานรัฐสภามาเกี่ยวข้องกับการสรรหา สสร. จํานวนหนึ่ง ท่านประธานก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าไปก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับความไม่ไว้วางใจที่ผมกล่าวถึงนี้คือความไม่ไว้วางใจในฐานะตําแหน่งของ ประธานรัฐสภา ถามว่าถ้าเราไม่ใช้ตําแหน่งประธานรัฐสภานี้ในการมาส่วนหนึ่งของ กระบวนการในการสรรหา สสร. ซึ่งสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคเอกชน องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคมต่าง ๆ หลายคนก็อภิปรายไป ในส่วนของสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภา พรรคฝ่ายค้าน เราพยายามชี้ให้เห็นนะครับว่าท่านประธานรัฐสภาก็อาจจะพยายามออกแบบ ให้กลไกต่าง ๆ นั้นเอื้อประโยชน์ที่จะทําให้คนซึ่งใกล้ชิดสนิทสนมกับท่าน หรือกับกลุ่มของท่าน พวกของท่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สสร. กรรมาธิการเสียงข้างมากบางท่านก็ลุกขึ้นมา ชี้แจงบอกว่าสมาชิกรัฐสภาพรรคฝ่ายค้าน หรือสมาชิกรัฐสภาที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จินตนาการไปเอง มองโลกในแง่ร้ายบ้าง จินตนาการไปเองบ้าง คิดเอาเองบ้าง ไม่ให้เกียรติ ท่านประธานรัฐสภาบ้าง และท่านก็พยายามอธิบายครับว่าจริง ๆ แล้วท่านประธานรัฐสภา จะออกแบบอย่างไร คนประเภทไหนจะเข้ามา ผมจึงอยากเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าผมบอกว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจินตนาการไปเองบ้างได้ไหมครับ กรรมาธิการ เสียงข้างมากมองในแง่ดีเกินไปได้ไหมครับ ก็ได้อีกเช่นกัน ซึ่งมันก็ทําให้การถกเถียง ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่จบสิ้นว่าใครจินตนากรไปในทางที่ถูก ใครจินตนาการไปในทางที่ผิด ใครคิดเอาเอง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับสิ่งเหล่านี้ผมจึงได้กราบเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าเรามีวิธีการอื่นที่ไม่ให้ประธานรัฐสภาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ถามว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ทําไมเราจะต้องมาสร้างความไม่ไว้วางใจให้เกิดขึ้นต่อ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามเมื่อเกิดความไม่ไว้วางใจขึ้นมาแล้ว ไม่น่าจะเกิดผลดี หรอกครับท่านประธาน แล้วความไม่ไว้วางใจต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นปัญหา ถึงแม้ท่านประธานจะบอกผมว่ารัฐธรรมนูญที่จะคลอดออกมาถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง เป็นความชอบด้วยกฎหมาย แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ยกให้ท่านประธาน ได้เห็นว่าอย่าคิดแต่เฉพาะเรื่องความชอบด้วยกฎหมายครับ เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๖ อาจจะ เป็นประเด็นที่ทําให้มีปัญหาในบ้านเมืองนี้เกิดขึ้นมาก็ได้ ทําไมผมถึงกล่าวเช่นนี้ครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นความชอบด้วยกฎหมาย ผมเชื่อว่าวันนี้เดี๋ยวยกมือเสียงข้างมากในสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็คงยกมือให้มาตรา ๒๙๑/๖ นี้ผ่านไป และแน่นอนที่สุดไปถึงวาระที่สามก็อาจจะ ยกมือให้ผ่านไปอีก เหมือนกับวันหนึ่งผมอยากจะยกให้ท่านประธานเห็นครับ มีการลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งมียศเป็นพลเอกนําหน้า ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อท่าน ที่ประชุมแห่งนี้ เลือกยกมือให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งชอบด้วยกฎหมายทุกอย่างครับ สภาแห่งนี้ เป็นคนเลือกไปเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านประธานครับ เป็นได้ไม่เกิน ๓ เดือนครับ เกิดความไม่เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป พี่น้องประชาชน สมาชิกรัฐสภาจํานวนมากที่นั่งอยู่ในที่นี้ สมาชิกรัฐสภาที่อาจจะไม่ได้นั่งอยู่ในที่นี้ก็ตาม จํานวนหนึ่งเป็นผู้มีส่วนในการออกมาคัดค้านท่านนายกรัฐมนตรีท่านนั้น เพียงเพราะว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกว่าท่านจะไม่ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านองอาจครับ ขอให้ กระชับหน่อยครับ อย่าไปไกลถึงขนาดนั้นเลยครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจะยกตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่าความชอบด้วยกฎหมายบางทีมันทําให้เกิดปัญหาด้วย เช่นเดียวกัน จึงอยากจะให้สติ ให้ข้อคิดกับพวกเราครับ ให้กับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธานครับ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีที่มีพลเอกนําหน้าท่านนั้น ท่านเคยนั่งแถลงข่าว มีข้าราชการระดับสูงนั่งกับท่านเต็มไปหมดครับ แล้วบอกว่า ท่านไม่ขอรับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่วันหนึ่งพอสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้มอบตําแหน่งนี้ ให้กับท่านถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ผมกราบเรียนท่านประธานชอบด้วยกฎหมายครับ แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ไม่เกิน ๓ เดือนครับ ประชาชนจํานวนมาก ส.ส. ของเราจํานวนมาก ออกมาเป็นผู้นํา ออกมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการคัดค้าน เพราะอะไรครับ เพราะถึงแม้ท่านจะมา โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านมาด้วยความไม่ชอบธรรมครับ ท่านตระบัดสัตย์ เพราะท่านเคยบอกว่า ท่านจะไม่รับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า อะไรก็ตามที่มันก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ อะไรก็ตามที่มันก่อให้เกิดความรู้สึกว่า มีความเคลือบแคลงสงสัย อะไรก็ตามที่มันก่อให้เกิดความรู้สึกว่ากําลังจะมีการใช้อํานาจโดยไม่ชอบธรรม ถึงแม้ว่า อํานาจนั้นจะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ท่านประธานก็คงเห็นแล้วนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ในบ้านเมืองนี้ หลังจากนั้นท่านก็อยู่ไม่ได้ครับ ไม่กี่เดือนเองครับท่านก็อยู่ไม่ได้ ท่านก็ต้อง ออกจากตําแหน่งไป เพราะถึงแม้จะมาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อประชาชนส่วนมาก เกิดความรู้สึกไม่ชอบธรรม ก็ลําบากที่จะอยู่ในตําแหน่ง เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ ผมจึงอยากจะชี้ตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับ นั่นคือความไม่ไว้วางใจ ๓ ประการที่ผมยกมาให้ท่านประธานเห็น

แต่ความไม่ไว้วางใจประการที่ ๔ ผมเชื่อว่าเป็นความไม่ไว้วางใจที่ทําให้ มันสะสมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวันนี้ ทําไมการอภิปรายในสภาแห่งนี้สมาชิกรัฐสภา จึงมีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ทําไมสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยอย่างพวกผม จึงมีความเห็นจํานวนหนึ่ง ในขณะที่แน่นอนครับสมาชิกรัฐสภาที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากอาจจะมีความเห็นแตกต่างกัน แต่ที่ส่วนของพวกผม ที่มีความรู้สึกไม่ไว้วางใจในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้นั่นก็คือความไม่ไว้วางใจสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะนับตั้งแต่มีรัฐบาลที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงขณะนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสภาพแวดล้อม ทางการเมืองนั้นทําให้พวกเรามีความรู้สึกไม่ไว้วางใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะออกมาแล้ว สามารถใช้บังคับได้ตามปกติเหมือนรัฐธรรมนูญที่เคยออกมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยการมี สสร. ทําไมผมถึงพูดเช่นนั้นครับ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีความพยายามเรื่องของ การอภัยโทษ เสร็จแล้วก็มีคําออกมาอธิบายในเรื่องการสับขาหลอก หลังจากนั้นก็มามีความพยายาม ในเรื่องของกรรมาธิการปรองดอง ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น แต่เห็นได้ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันไกลไปแล้วครับ ท่านกระชับหน่อยเถอะครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้พูดอะไรเลยครับเรื่องอภัยโทษหรือเรื่องปรองดอง เพราะผมกําลังจะมาถึงเรื่อง รัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เรื่องอภัยโทษจนกระทั่งมาถึงเรื่องปรองดอง กรรมาธิการปรองดอง ซึ่งท่านประธานก็คงเห็นภาพอยู่แล้วครับ อย่าว่าแต่ไปปรองดองกันที่ไหนเลยครับ ในที่ประชุมสภาการพิจารณากันของกรรมาธิการปรองดอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมพยายามนั่งฟัง นะครับ และผมให้เกียรติท่านมาก แต่ทีนี้ต้องย้ํานะครับ นี่คือวาระที่สอง ท่านสงวนไว้แค่ บรรทัดเศษ ๆ ตรงนี้ แล้วก็พูดเสียจนผมไม่อยากให้มันไปไกลถึงขนาดนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเอาพอสมควรก็พอท่านครับ ให้กระชับเถอะครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมจะทําตามคําแนะนําของท่านประธานนะครับ ผมชี้ตรงนี้ให้ท่านประธาน เห็นว่าเรื่องอภัยโทษก็ดี เรื่องปรองดองก็ดีจนกระทั่งขณะนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ กระบวนการวิธีการที่ทําให้ผู้คนในบ้านเมืองนี้หรือทําให้สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งมีความเข้าใจ ถึงความเคลื่อนไหวถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองนั้น ท่านประธานก็คงนึกภาพออกครับว่า มันก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจอย่างที่ผมบอก เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงแม้ว่าประธานรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานครับ จะไปออกแบบ สสร. มาให้ดีอย่างไรก็ตาม ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด เท่าที่ท่านมีอยู่ และท่านก็หวังว่าจะได้คนที่ดีที่สุดเข้ามาด้วยความตั้งใจดีจริง ๆ นะครับ ผมถามว่าผู้คนก็ยังมีความไม่ไว้วางใจอยู่ดี สมมุติยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับท่านประธานครับ มีคนเข้ามาเป็น สสร. ที่ผ่านจากการสรรหาเข้ามา ที่ผ่านจากการพิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภา ขั้นสุดท้ายถ้าเป็นไปตามร่างที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ สมมุติว่าคน ๒๐ กว่าคนที่เข้ามา เราเลือกเข้าไป ด้วยความเจตนาดีนะครับ กรรมการที่ท่านไปตั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเตือน หลายรอบแล้วนะครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกําลังจะชี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่าผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เราอยู่สภาด้วยกัน มานานพอสมควร เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านสงวนไว้ ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด ท่านขอตัดตรงนี้ ท่านอธิบายเหตุผลทําไมถึงตัดตรงนี้ แต่ทีนี้ท่านก็จะโต้ผมว่า ท่านอธิบายเหตุผลตรงนี้ แต่มันไกลไป มันไกลเกิน เพราะฉะนั้นผมให้เกียรติเอาพอสมควร ผมย้ําหลายทีแล้ว เอาพอสมควรก็พอ อย่าถึงขั้นอภิปรายเหมือนวาระที่หนึ่งเลยครับ เราอยู่ด้วยกัน มานานแล้วครับ ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม ก็จบครับ เอาพอสมควรครับ กระชับด้วยครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมจะเอาพอสมควรครับ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างตรงนี้ ให้ท่านประธานเห็น และท่านประธานก็จะเห็นชัดครับว่าสิ่งที่ผมยก ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมว่าเป็นปัญหานะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ท่านประธาน หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากคงไม่คิดว่าผมจินตนาการจนเกินไปหรือคิดมากไป ผมกําลังบอกว่า ท่านประธานรัฐสภามีหลักเกณฑ์ มอบให้คนทําหลักเกณฑ์มาก็ดี คนที่ท่านส่งรายชื่อมาทั้งหมด มาให้รัฐสภาเลือกก็ดีนะครับ แต่สมมุติว่าในรายชื่อที่ท่านส่งมาทั้งหมด มีคนไปพบว่าคนคนหนึ่ง ที่ได้รับเลือกไปเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับพรรคการเมืองหนึ่ง หรือไม่ต้องไปบริจาครายใหญ่ หรอกครับ บริจาครายนิด ๆ หน่อย ๆ ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้ก็ถูกไปวิพากษ์วิจารณ์ ผมถามว่า เสียหายไหมครับ มันก็เกิดความเสียหายทั้ง ๆ ที่ท่านประธานตั้งใจจะทํา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านเล่นไปสมมุติ มั่วไปหมดเลย มันไม่ได้ครับ ผมพยายามเตือน ถ้าผมสมมุติว่าท่านองอาจอย่างโน้น อย่างนี้ มันก็ไม่เหมาะเหมือนกัน ผมให้เกียรติท่าน ผมย้ําหลายทีครับ เราอยู่สภาด้วยกันมานานครับ ผมให้เกียรติท่านเอาพอสมควรก็พอ และท่านก็ให้เกียรติผม

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสุนัย เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านผู้อภิปรายในข้อ ๙๙ และข้อ ๔๓ นี่ครับ แต่ก็ด้วยความเห็นใจในฐานะเป็นเพื่อนเก่ากัน แล้วก็เห็นใจที่ท่านกว่าจะได้อภิปรายที ท่านหาสถานที่อยู่พักใหญ่ ได้จุดเดียว เพราะตรงนั้น ไมโครโฟนมันยาวที่สุดก็เห็นใจมากเรื่องนี้ ท่านประธานครับ และผมดูนะครับ ปรากฏว่า ที่ท่านอภิปรายอยู่นี่ผมค้นแทบแย่ที่ท่านประธานบอกอยู่ตรงไหน ได้อยู่หน้า ๑๔๔ ครับ ที่ท่านแปรญัตติ ซึ่งเลยไปแล้วถึงหน้า ๑๗๕ ครับ ก็ไม่ทราบว่าท่านถอยหลังกลับมาหรือว่า บังเอิญท่านเป็นพ่อบ้านอาจจะกําลังไปดูแลบ้านอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบ นี่เพิ่งกลับมา แล้วก็มาอภิปราย ผมจับดูได้ครับเป็นความไม่ไว้วางใจเสียส่วนใหญ่ถึง ๔ ข้อ ผมกําลังจะรอฟังว่า ประการที่ ๕ ว่าอย่างไรต่อ ถ้าจะเป็นไปได้ ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปว่าขอความเห็นใจ เพื่อนสมาชิกและ ส.ว. เถอะครับ อภิปรายมา ๓ วันแล้วยังไม่ได้โหวตสักมาตรา เอาสักอนุหนึ่ง ก็จะกราบขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ ไม่ประท้วงให้เรียบร้อย ให้รวบรัดครับ แต่มาครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ถ้าจะกรุณาพวกเราทั้งหมดที่นั่ง ขอโหวตสักครั้งเถอะครับ สักหนึ่งอนุมาตราก็ยังดีครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านองอาจครับ ด้วยความเคารพ ผมรักท่านนะครับ ขอสัก ๑ นาทีครับ เชิญครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกรัฐสภาครับ ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมยกตัวอย่างวันนี้เพื่อจะชี้ให้ ท่านทั้งหลายเห็นว่า ถ้าไม่อย่างที่ผมบอก จะเป็นอะไรก็ตามที่ทําให้คนมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เกิดขึ้น ท่านประธานลองนึกดูเถอะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น แค่คนมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการพิจารณาจากสภาถูกต้องทุกอย่าง ชอบด้วยกฎหมายทุกอย่าง คนยังไปไล่ออกจาก ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะรู้สึกว่าเขามาโดยความไม่ชอบธรรม แล้วถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้คนมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ผู้คนมีความรู้สึกว่ามันไม่ชอบธรรม จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และเหตุผลที่ท่านประธานรัฐสภา อย่างที่ผมบอกนะครับว่าท่านเจตนาดีทุกอย่างเลย แต่มันเกิดออกมาแล้วมันไม่ดีอย่างที่ท่านเจตนา ซึ่งท่านก็ไม่ได้มีเจตนาเลยที่จะทําให้มันออกมาไม่ดีนะท่านก็อยากให้มันออกมาดีนะครับ ผมถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นครับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทําไมสิ่งที่เราพูดมาทั้งหมด ท่านมองไม่เห็น ทําไมเราต้องปล่อยให้สิ่งที่มันเกิดความไม่ไว้วางใจจนมันยาวออกไปแล้ว อาจจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขอความกรุณา ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ท่านอาจจะรู้สึกว่าพวกสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยฝ่ายค้านพูดไปก็นั่งฟังไปอย่างนั้นละครับ แต่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรืออีกปีข้างหน้าเมื่อวันที่รัฐธรรมนูญออกมา หรือดีไม่ได้อาจจะ ยังไม่ถึงรัฐธรรมนูญคลอดออกมา ขณะที่ สสร. กําลังทําหน้าที่อยู่ แล้วไม่สามารถ คลอดออกมาได้ ผมคิดว่าวันนั้นพวกเราสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภา ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะนึกถึงคําที่พวกผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี ในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยก็ดี ได้ท้วงติง ได้ให้ข้อคิดเห็นเหล่านี้ไว้แล้วว่ามันจะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านได้กรุณาช่วยกันทบทวนสิ่งเหล่านี้ว่า เราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์อะไรครับ เพื่อประโยชน์ของใครครับ ผมคิดว่ามันไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อใครเลยครับ ขณะเดียวกันมันกลับตรงกันข้ามมันจะเกิด ผลเสียหายต่อบ้านเมืองของเรา ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ทุกคนก็ไม่อยากเห็น ผลเสียหายเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นสิ่งที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ผมคิดว่าเราช่วยกันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข สิ่งที่เราพูดกันมาหลายวันนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าท่านประธานรัฐสภาก็ดี ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้นําไปทบทวน ได้นําไปคิด เหมือนที่ท่านได้มีส่วนในการแก้ไขบางมาตราไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็ต้องขอขอบคุณท่านครับ ที่ท่านได้ไปแก้ไข แต่สิ่งเหล่านี้ที่พวกผมได้พูดโดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๖ มันเกี่ยวข้องกับ ตําแหน่งประธานรัฐสภา ผมไม่ได้หมายถึงว่าประธานรัฐสภาชื่อสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เลยนะครับ ผมหมายถึงตําแหน่งประธานรัฐสภาว่าท่านเจตนาดีอย่างไรก็ตาม ตั้งใจดีอย่างไรก็ตาม ถ้ามันออกมาผิดพลาด บกพร่อง ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นปัญหาของ บ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้และหลาย ๆ ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้แล้ว ก็ได้มีการพูดจาไปก่อนหน้านี้นั้น ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนก็ดี สมาชิกรัฐสภาได้บันทึกไว้ ในความทรงจําว่าสิ่งที่พวกผมได้ท้วงติงไว้ แล้ววันหนึ่งก็จะเกิดปัญหาขึ้นนะครับ ก็ไม่ใช่ปัญหา ที่ผมนี่นะครับ ก็จะเกิดปัญหาต่อบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธาน คงจะช่วยกันไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งเหล่านี้นะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คง ๒ ท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน แล้วก็ตามด้วยท่าน ส.ว. ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ผมได้พูดไว้ถึงที่มาของ สสร. ทั้ง ๒ ประเภทแล้ว จนมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ก็ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายอีกครั้งหนึ่งครับ เพราะว่าอีกประเด็นที่ผมยังติดใจแล้วก็คิดว่าอยากจะกราบเรียนไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าประเด็นที่ผมได้พูดไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ประเภทนั้น ผมให้เหตุผลไว้ ๒ ประการ ที่มาของสมาชิก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณัฏฐ์ครับ ท่านนักการเมืองหนุ่มมีอนาคตครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นดีกว่า

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

นี่ครับ ก็ต้องอธิบายที่มาของเหตุผลที่จะเข้าประเด็นนี่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าประเด็นเลยครับ เข้าประเด็นแล้วอธิบายเหตุผลมาก่อน

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

จริง ๆ อยู่ในประเด็นอยู่ครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าประเด็นแล้วอธิบาย เหตุผลประกอบได้เลยครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

จริง ๆ อยู่ในประเด็นเลยครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านบุญยอด ไม่มีอะไร นั่งเถอะครับ เชิญท่านณัฏฐ์ครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือท่านประธานครับ ผมต้องเรียนท่านประธานนิดหนึ่งนะครับว่ามันมีเหตุและผล เข้าสู่เหตุผลของประเด็นนะครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมเห็นการทํางานของท่านนะครับ ผมประท้วงท่านตามข้อ ๕ ผมคิดว่าท่านร้อนรนพอสมควรนะครับ ท่านต้องเก็บอาการหน่อย นะครับ ผมคิดว่าถ้าท่านเป็นกลาง ท่านต้องไม่รีบร้อนครับ ท่านมีเป้าหมายของการทํารัฐธรรมนูญ กี่วันละครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ สรุปแล้วประท้วง ใช่ไหม

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วง ท่านตามข้อ ๕

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมอธิบายท่านอย่างไรครับว่า ท่านกําลังควบคุมการประชุมอย่างรีบร้อน ร้อนรน จนออกอาการครับ ท่านจี้ทุกคน ทุกประโยค ทุกประเด็น ๑ นาที ๒ นาที ๑ นาที ๒ นาที ทั้งหัวทั้งท้ายหลายคนแล้วนะครับ เพราะผมก็ไม่ใช่ว่าไม่ดูท่านนะครับ เพราะว่าหมวดนี้ มันหมวดประธานรัฐสภานะครับ มีอํานาจอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็ดูท่าน ท่านก็จะให้มัน ผ่านไปเร็ว ๆ หรือว่าท่านต้องการผลประโยชน์ตรงนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประท้วง ผมอ้างข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้ดําเนินไปด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ประธานจะควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพก็ต้องยึดข้อบังคับ ผมกําลังยึดข้อบังคับ ผมไม่ได้ร้อนรนอะไร แล้วเรื่องนี้ประชุมกันมา ๙ วัน ๙ คืน ไม่เห็นตรงไหนชี้ว่าร้อนรนเลยครับ ประวัติศาสตร์ประเทศไทยผมยังไม่เคยเห็นพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญยืดยาวถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรร้อนรน และผมกําลังใช้ข้อ ๕ ที่ท่านประท้วงผมนั่นละควบคุมการประชุม ฉะนั้นท่านเข้าสู่ประเด็นนะครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คงไม่ประท้วงแล้วกระมัง ท่านประสิทธิ์

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ประท้วงท่านประธานหรอก พวกผมให้กําลังใจท่านประธานครับ ท่านประธานทําหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วครับทําหน้าที่ต่อไปครับ ให้กําลังใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านณัฏฐ์ครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ต้องเรียนขอความกรุณาท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ เพราะผมเข้าใจว่าท่านก็ทราบดี ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ทราบดี เพื่อนสมาชิกก็ทราบดีครับว่าทุกครั้งที่ผมลุกขึ้น อภิปรายนั้นผมไม่เคยนอกประเด็นครับ และที่ผมกล่าวถึงมาตรา ๒๙๑/๑ เมื่อสักครู่นี้ เพื่อที่จะบอกเหตุผลให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทราบครับว่าเหตุใดผมต้องลุกขึ้น อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๖ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ตอนที่ผมอภิปรายมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ที่มาของสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทนั้น ผมระบุไว้ชัดครับว่าสมาชิกประเภทแรกที่มาจาก การเลือกตั้งนั้นผมอยากให้มีจํานวน ๒ คน เนื่องจากต้องการให้ฟังเสียงข้างน้อย ในขณะที่ สมาชิกประเภทที่ ๒ นั้น ผมระบุไว้ชัดเจนครับว่าจาก ๖ คน ๖ คน และ ๑๐ คนของท่านนั้น ในร่างของรัฐบาลนั้นผมต้องการให้เป็น ๑๒ คน ๑๒ คน และ ๒๐ คน จึงมีจํานวนสมาชิก ทั้งหมดไม่ใช่ ๒๒ คน แต่เป็น ๔๔ คน เพราะฉะนั้นที่มาของสมาชิกในประเภทที่ ๒ นั้นซึ่งมาจาก สถาบันอุดมศึกษา มาจากองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม แล้วก็มาจากองค์กรภาคเอกชนนั้น ผมไม่ได้เห็นเหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านกังวล เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายไป มีท่าทีกังวลชัดเจนครับว่าที่มาของสมาชิกที่มาจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมนั้น จะมีมาตรฐานในการวัดที่มาที่ไปอย่างไร กําหนดอายุขององค์กรเหล่านั้นอย่างไร องค์กรประเภทไหน มาตรฐานขนาดไหน อย่างไร ถึงจะถือได้ว่าเข้าข่ายของผู้ที่มาเป็นสมาชิก ผมไม่ได้กังวลประเด็นนั้นหรอกครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าถ้าเรามั่นใจว่าสมาชิกที่มาจาก สถาบันอุดมศึกษา มาจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมนั้นเป็นบุคคล ที่มีคุณภาพ เป็นที่น่าเชื่อถือ และเป็นบุคคลที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่พร้อมที่จะเข้ามา ทํางานในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจําเป็นที่เราจะนําสมาชิกมาจาก กลุ่มคนเหล่านั้นแค่ ๒ คน จากแต่ละสถาบัน แต่ละองค์กร ทําไมเราไม่ขยายจํานวนละครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมแปรญัตติไว้ว่าประเภทละ ๔ คน แทนที่จะเป็น ๒ คนตามร่างที่รัฐบาล ได้แปรญัตติไว้ เหตุผลที่ผมเสนอให้เป็น ๔ คนนั้น เนื่องมาจากว่าอย่างน้อยที่สุด วันนี้ ผมไม่แน่ใจครับว่ากระบวนการที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ จะมองอย่างไร แต่ถ้ามองว่าอํานาจยังอยู่ที่ประธานรัฐสภาในการเลือกกําหนดตัวบุคคล เหล่านี้ จากการเลือกบุคคลจากองค์กรละ ๒ คนเข้ามาทั้ง ๓ ประเภท ไม่ว่าจะจาก ภาคอุดมศึกษา จากภาคเศรษฐกิจสังคม แล้วก็ภาคเอกชนนั้นอย่างน้อยถ้าท่านประธาน จะเป็นคนเลือกก็น่าจะใช้งานท่านให้เต็มที่ครับ แทนที่จะเลือกจาก ๒ คน ก็เลือกจาก ๔ คนเสีย แต่ว่าถ้าท่านไม่เลือกแล้วใช้วิธีที่ผมกําลังจะเสนอต่อไปนี้ในการเลือกอย่างน้อยที่สุดเราจะได้ กลุ่มบุคคลที่เป็นบุคคลที่มีคุณภาพมากขึ้น เราจะไม่ได้ฟังเสียงคนแค่ ๒ คน เราจะฟังเสียงคนจาก ๔ คนเป็นอย่างน้อยในการคัดเลือกเข้ามา และท้ายที่สุด ๒๒ คน ก็ควรจะเป็น ๔๔ คน อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วข้างต้นแม้ว่าประเด็นนี้จะตกไปแล้วในมาตรา ๒๙๑/๒ ก็ตาม มาถึงประเด็นในเรื่องของกรอบเวลานั้นกระผมไม่ได้ติดใจอะไรครับ เพียงแต่ว่ากระบวนการ ในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ๒๒ คนนั้นอย่างที่เราทราบกันครับ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนได้พูดไปแล้วนั้นว่ากระบวนการในการคัดเลือกถ้ามาจาก ประธานรัฐสภานั้นดูจะไม่สง่างาม ผมเองได้พูดไว้แล้วในข้างต้นว่าไม่อยากให้กระบวนการ ของการเมืองนั้นเข้ามาแทรกแซง หรือถ้าเข้ามาแทรกแซงแล้วเราห้ามไม่ได้ก็ควรจะมีการ คานอํานาจ ฉะนั้นในท้ายที่สุดผมมีความเห็นว่ากระบวนการในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทหลัง ๒๒ คน อย่างน้อยที่สุดสภาควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ๑ ชุด เพราะว่าอํานาจจากประธานรัฐสภาคนเดียวแน่นอนครับว่าเป็นอํานาจเด็ดขาดจากคนคนเดียว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกันครับกับที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญว่าเอื้อเพื่อคนคนเดียว หรืออะไรก็ตามแต่ ไม่ใช่ครับ ประเด็นที่ผมพูดถึงนี้เป็นประเด็นว่าที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มาจากคนคนเดียวแทนที่จะเป็นที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน เบื้องต้นในแนวคิดของผมนั้นผมไม่เห็นด้วยกับจํานวน ๒๒ คน ซึ่งเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทหลังนี้ด้วยซ้ําไป เนื่องมาจากว่ามีเสียงพูดกันมาก ในเวลาที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้นไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านกําลังจะร่างกันเป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านต้องการให้มีส่วนร่วมจาก ประชาชนมากที่สุด ซึ่งถ้าตามเจตนารมณ์ที่ได้พูดกันไว้ว่าต้องการให้มีประชาชนมีส่วนร่วม มากที่สุดนั้น จริง ๆ สมาชิกประเภทนี้ไม่สมควรมีเสียด้วยซ้ําไป สมควรมีเฉพาะประเภทแรก ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนเท่านั้น แต่เอาเถอะครับ วันนี้ถ้าเราจะระบุกันให้ชัดเจนไปแล้วว่า ควรจะมีสมาชิกมาจากทั้ง ๒ ส่วน คือส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วมีจากการแต่งตั้งอีก ๒๒ คนนั้นผมจึงเห็นว่าสมาชิกประเภทนี้ควรจะมาจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมาธิการ ซึ่งอาจจะมาจากสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ๙ คน มาจากวุฒิสภาอีก ๖ คนเข้ามาทําการ คัดเลือกสมาชิกที่ผมได้บอกไว้ข้างต้นว่าควรจะมาจากสถาบันอุดมศึกษา องค์กรเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนอย่างละ ๔ คน เพราะอย่างน้อยที่สุดคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะได้เลือก กลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้นไม่จํากัดกรอบแค่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาในการคัดเลือก ในการตรวจสอบคุณสมบัติใช้เวลา ๓๐ วัน อีก ๔๕ วัน ในการคัดเลือกก็ได้ครับ ตามกรอบที่ท่านได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้นคือ ๗๕ วัน ไม่ขัดข้องครับ เพียงแต่บอกแล้วว่าที่มาที่ไปนั้นควรจะมีที่มาที่ชัดเจนอย่างที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ทราบ ผมไม่ได้ห่วงครับว่าประเด็นของความเหมาะสม ของท่านประธานรัฐสภานั้นจะไม่มีความเป็นกลาง เพราะผมเชื่อครับว่าด้วยตําแหน่งของ ประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินั้นท่านเป็นกลางแน่ ๆ แต่อย่างน้อยอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคน ได้บอกไปเราปฏิเสธไม่ได้แม้ว่าท่านจะเป็นกลางขนาดไหนก็ตามยังมีเสียงที่ไม่พอใจ เสียงที่ ไม่เห็นด้วยกับท่านอีกหลายเสียงที่เขามองว่าท่านไม่เป็นกลาง ซึ่งแบบเดียวกับที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดไป คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ใช่ตัวบุคคลนะครับ เป็นเรื่องของตําแหน่ง เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสง่างามกับสภานิติบัญญัติของเรา กับรัฐสภาของเราผมเห็นควรว่าท่านประธานรัฐสภาไม่ควรจะต้องเป็นผู้กําหนด คณะกรรมการหรือเป็นผู้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง เพียงแต่ว่า ให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนครับว่า ๙ คน ก็มาจากเสียงของพี่น้องประชาชน ตัวแทนของพี่น้องประชาชน และอีก ๖ คน ก็มาจากวุฒิสภาซึ่งน่าจะทําให้กระบวนการ ของการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น คืออย่างน้อยแม้จะมีส่วนที่มาจากฝ่ายการเมือง แต่ก็สามารถบอกให้ชัดเจนว่าฝ่ายการเมือง ที่มานั้นไม่ได้มีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มาจากตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท้ายที่สุด ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการทุกท่านและเพื่อนสมาชิกครับ หลาย ๆ วันที่ผ่านมาเราพูดกันเยอะในเรื่องของความวนเวียนซ้ําซาก ในเรื่องของประเด็นที่พูด ในแต่ละมาตรา แล้ววันนี้มันทําให้ผมกังวลครับ ถ้าท่านประธานรัฐสภาและเพื่อนสมาชิก ยังมองอย่างนี้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าเรามองไม่เห็นเสียงของพี่น้องประชาชน แน่นอนครับว่า สมาชิกจํานวนไม่น้อยได้พูดในประเด็นคล้าย ๆ กัน ประเด็นเดียวกัน หรือประเด็นที่เกือบจะ เหมือนกัน แต่อย่างน้อยผมคิดว่าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกต้องทราบครับว่าสมาชิกทุกท่าน ที่ลุกขึ้นพูดนั้นมาจากต่างที่ มาจากต่างถิ่น ต่างคนต่างก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ว่าประเด็นจะซ้ําซากวนเวียนสักแค่ไหนก็ตามครับ แต่เสียง ไม่เหมือนกันหรอกครับ เสียงที่ผมพูดก็มาจากพี่น้องที่มาจากพื้นที่ของผม เสียงที่เพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ได้พูด คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ ได้พูดไปก็มาจากพื้นที่ของคุณองอาจ และเสียงของ สมาชิกท่านอื่นๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้ากระบวนการในการที่เราอภิปรายกันอยู่ ณ เวลานี้ ยังมีข้อถกเถียงเรื่องของการวนเวียนซ้ําซาก นั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าท่านประธานรัฐสภา และเพื่อนสมาชิกไม่ได้เข้าใจกระบวนการของการรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และท้ายที่สุดจะทําให้เราเห็นครับว่า กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต้องมีสิ่งที่ มันเหนือกว่าเรื่องของเสียงข้างมาก หรือข้างน้อยนั้นจะเดินไปด้วยความลําบาก ฝากท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการไว้เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ จบแล้วครับ ขอกันกินมากกว่านี้ไม่เป็นอะไร ขอท่านสุดท้ายครับ ท่าน ส.ว. ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดขอนแก่น ด้วยความเห็นใจท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง และเพื่อนสมาชิกอีก ๖๐๐ กว่าท่าน ที่ต้องมานั่งอดหลับอดนอนกันนะครับ ผมเองเห็นใจท่านประธานที่ต้องอดทน ไม่ใช่เพราะว่า ท่านประธานเป็นคนจังหวัดขอนแก่นร่วมกับผมนะครับ แต่จริง ๆ แล้ววันเสาร์ที่ผ่านมา ผมก็ลงพื้นที่ครับ ผมเองก่อนที่จะคุยวันนี้ที่จะหารือ ที่จะสงวนคําแปรญัตตินี้ ก็พี่น้องชาวขอนแก่น ก็คุยกับผมในเรื่องของเศรษฐกิจก็ดี ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าเขาบอกว่าสมมุติว่า ท่านประธานไม่ใช่ท่านประธานสมศักดิ์ ถ้าบอกว่าท่านประธานเป็นซีกอีกฝั่งหนึ่ง ถามว่า จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ นั่นพี่น้องชาวขอนแก่นก็ให้ความเห็นว่าต้องใช้สิ่งที่ได้บัญญัตินี้ไว้ ก็ขออนุญาตว่าในเมื่อเราเลือกระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ ก็ขอให้ทุกฝ่าย โปรดเคารพในมติ ของเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ประชาชนเลือกมาแล้วนะครับ ท่านประธานเอง ผมก็ด้วยความเคารพว่าท่านประธานก็คงจะเป็นผู้ที่ให้ความเป็นธรรมกับสิ่งที่ฝ่ายค้าน เรียกร้อง ผมก็เชื่อในศรัทธาของท่านและเชื่อในดุลยพินิจของท่านว่าท่านจะพิจารณาบุคคล ที่แต่งตั้งเข้ามาเพื่อสรรหาคุณสมบัติ และข้อห้ามของ สสร. ให้ได้ไปเป็นตามที่ท่านประธาน ต้องรักษา เพราะว่าเกียรติยศของท่านยังสําคัญ มิใช่ท่านทําเพื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง จุดนี้ผมเอง ก็ขออนุญาตว่าท่านเองได้ทําหน้าที่ที่สมบูรณ์ แล้วก็เห็นใจที่ท่านมีความอดทน มีความเข้มแข็ง และรับฟังมาโดยตลอด ในส่วนของที่กระผมขอสงวนคําแปรญัตติไว้ ก็คงไม่อยากทําให้ คณะกรรมาธิการเสียเวลา ไม่อยากให้สมาชิกเสียเวลา ก็คิดว่าคงไม่อยากใช้คําพูดอะไรมากมาย ในเรื่องที่กรรมาธิการหรือผู้สงวนคําแปรญัตติได้พูดไปหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องของว่า ทําไมต้องเร่งรัดในการแก้ปัญหาครับ ก็ขออนุญาตเสียงสะท้อนจากพี่น้องชาวจังหวัดขอนแก่น นะครับ เขาก็มีความเห็นอาจจะแตกต่างจากที่หลายท่าน ท่านก็บอกว่านายกรัฐมนตรีที่เก่ง ๆ หรือผู้นําที่เก่ง ๆ เขาสามารถที่จะทํางานในหลายอย่าง ที่ไปพร้อมกัน ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เดินทางไปประเทศจีน เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ท่านก็พยายามที่จะมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจีน นักลงทุนญี่ปุ่น มาทํางาน มาลงทุนในประเทศไทยเรา ท่านก็เดินทางไปแก้ปัญหาต่าง ๆ เรื่องของเศรษฐกิจ ก็เข้าใจนะครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่ประเทศชาติเราไม่สามารถคอนโทรล(Control) ได้ น้ํามันที่แพงขึ้น น้ําที่ไม่มี ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ พี่น้องประชาชนชาวอีสานยังเห็นใจ ยังเข้าใจปัญหานี้ครับ ๓๐๐ บาทที่ขึ้นไปแล้ว ผมเพิ่งลงมาวันเสาร์นี้ วันอาทิตย์เช้าผมถึงที่นี่ ท่านก็ยังบอกนะครับว่า ๓๐๐ บาทที่ขึ้นไปเขาก็ขอบคุณ แล้วก็พอใจที่รัฐบาลขึ้นให้ ก็หวังว่า สิ่งเหล่านี้เมื่อรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาในสิ่งที่ไม่อาจคอนโทรล ตั้งแต่น้ําไม่มี ตั้งแต่เรื่องของ ภัยธรรมชาติ ของน้ําท่วมเมื่อปีที่แล้ว หรือแม้แต่น้ํามันที่ขึ้นราคา ท่านก็พยายามช่วยให้ รถไฟฟรีแล้ว เรื่องของรถเมล์ฟรี แล้วทุกอย่างก็พยายามช่วยพี่น้องชาวจังหวัดขอนแก่น ผมฟังเขาพูดนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่านั่นคือเสียงสะท้อนจากพี่น้องนะครับ ดังนั้นญัตติที่ผมขอสงวนคําแปรญัตตินี้ ผมคิดว่าสั้น ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เพราะว่า ท่านสมาชิกหลายท่าน ส.ว. ก็โทรศัพท์บอกผมว่าง่วงนอนกันแล้วนะครับ ขออนุญาตครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้เหตุผลประกอบคําแปรญัตติของท่านนะครับ ผมและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็รับฟังด้วยความเคารพนะครับ แต่อยากกราบเรียน ท่านสมาชิกที่เคารพว่าจริง ๆ แล้วมาตรา ๒๙๑/๖ ไม่ได้มีอะไรมากมาย ไม่ได้ไปรวบรัด ไม่ได้ไปชงเอง ตบเอง กินเองนะครับ อยากกราบเรียนว่ามันเป็นเพียงกระบวนการที่เราจะ คัดเลือก สสร. ประเภทสรรหา ซึ่งสรุปสั้น ๆ ว่า สภาสถาบันทั้งหลาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนองค์กรภาคเอกชน เขาจะเป็นผู้เสนอบุคคลที่เขาสรรหามา องค์กรและสถาบันละ ๖ คน มาให้ท่านประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาไม่ได้ไปเป็นผู้เลือก อยากกราบเรียนว่าประธานรัฐสภาจะเป็นคนตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ของบรรดาผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวผมก็ย้ําแล้วนะครับว่าก็บัญญัติอยู่ใน รัฐธรรมนูญที่เราเห็นชอบผ่านมาแล้ว ก็คือมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ท่านก็ไปเปิดดูได้ ก็ตรวจสอบคุณสมบัติทั้งนั้นล่ะครับ เสร็จแล้วประธานรัฐสภาก็เอารายชื่อทั้งหมดมาส่งให้ รัฐสภาเรียกประชุม แล้วก็คัดเลือกกันในรัฐสภา แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ ทีนี้ประเด็นที่ท่านเป็นห่วงกันว่าอํานาจประธานรัฐสภาจะมาก ก็คือให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้กําหนดว่ามีองค์กรเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนไหนบ้างที่จะเป็นผู้เสนอรายชื่อของ สสร. ประเภทสรรหาเข้ามาได้ ก็กราบเรียนย้ํานะครับว่าต้องเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคล และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งท่านประธานจะเป็นผู้เพียงแต่รวบรวม และประกาศ รายชื่อองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ ท่านสมาชิกครับ วิธีการแบบนี้คือการสรรหาเพื่อนํามาให้ รัฐสภาเลือก ฉะนั้นประธานรัฐสภาไม่ได้เป็นผู้คัดเลือกนะครับ เป็นผู้ดําเนินการกระบวนการต่าง ๆ ให้นํามาสู่การคัดเลือกในรัฐสภาเท่านั้น ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ตรงไปตรงมา กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขร่างเดิมที่รับไปจากรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ยังคงยืนตาม ร่างเดิม แล้วก็ขอยืนยันตามร่างเดิมครับท่านประธานรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอมติเลยกระมังครับ ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอทวงถามเป็นครั้งที่ ๒ คําถามที่ผมถามท่านหลายคําถามท่านไม่ได้ตอบนะครับ ผมขอทวนคําถามท่านเร็ว ๆ ๑ นาที นะครับ ๑. กรรมการ ๑๕ คน มีรายได้เท่าไร ๒. หมดอายุของกรรมการชุดนี้เมื่อไร ๓. คุณสมบัติเป็นอย่างไร ใครกําหนด เป็นนักโทษเพิ่งจะพ้นคุกมาเป็นได้หรือไม่ ๔. ความคุ้มกัน ตามมาตรา ๑๓๑ ทําไมต้องให้ ท่านเองบอกว่าก็มาเพียงแค่การเตรียมคัดเลือกดูว่า คนมีคุณสมบัติหรือไม่มีคุณสมบัติเท่านั้นเอง ประเด็นของวันสภาเราจะมีเวลา ๑๕ วัน เท่านั้นเอง ท่านก็ยังไม่ได้อธิบายนะครับว่าจํานวนประมาณ ๒,๐๐๐ คน จะให้เลือกมาเหลือ ๒๒ คน ท่านจะให้เราเลือกคน ๒๒ คนได้อย่างไรภายใน ๑๕ วัน เพราะถ้าดูตามตารางท่านมี ๗๕ วัน ดูตามวันสมัครวันอะไรต่าง ๆ ที่เลือกมา ทําการคัดตัวมานี่มันจะเหลือ ๑๕ วัน ให้รัฐสภา รัฐสภาจะเลือกได้อย่างไร นอกจากนั้นมีคนถามว่าลงคะแนนลับจะเป็นการบล็อกโหวต หรือไม่ ท่านยังไม่ได้ตอบนะครับ การคัดค้าน สสร. ประเภทนี้ทําได้หรือไม่ จะทําได้ภายในกี่วัน ใครจะเป็นคนตัดสินครับว่าเมื่อบอกว่าได้เข้ามาแล้ว ระบุว่าเป็นแล้วเราจะคัดค้านอย่างไร แล้วใครจะตัดสิน สุดท้ายคือประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผมถามว่าท่านจะประกาศ ๒๒ คนในราชกิจจานุเบกษา แล้ว ๗๗ คน อยู่ตรงไหนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์มีอะไรครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้ใช้สิทธิในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตั้งคําถามท่านประธานและตั้งคําถามท่านประธานคณะกรรมาธิการไปหลายประเด็น เฉพาะที่ไม่ซ้ํากับท่านบุญยอดก็คือกรณีที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านสามารถยืนยันว่า ภาคเศรษฐกิจและสังคมจะต้องเป็นนิติบุคคล ถ้าชัดอย่างนี้ท่านแก้และเขียนให้ชัดว่าเป็น นิติบุคคลจะได้จบ เพราะว่าถ้าพูดแล้วและไม่เขียนไว้ ถึงวันวันหนึ่งก็บอกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้กําหนด ปัญหาก็จะเกิดครับ เพราะฉะนั้นถ้าเขียนให้ชัดคําว่า นิติบุคคล ใส่เข้าไป จบเลยครับ ปัญหามันก็จบ นั่นคือมุมที่ ๑

มุมต่อไป ในคณะกรรมการ ๑๕ คนที่เป็นอํานาจของท่านประธานสมศักดิ์ เพราะคงจะไม่มีการเปลี่ยนประธานรัฐสภาในช่วงนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามาจากฝ่ายเสียงข้างมาก เท่าไร มาจากเสียงข้างน้อยเท่าไร และมาจากฝ่ายวุฒิสภาเท่าไร หรือท่านประธานมีคนในใจ ที่จะตั้ง ๑ ๒ ๓ ๔ จนถึงครบ ๑๕ ก็อยากจะฟังเสียงให้ชัด เพราะเมื่อท่านประกาศ ๑๕ ชื่อแล้ว ไม่มีช่องทางใดเลยที่พวกกระผม หรือสมาชิกรัฐสภาจะบอกว่ารายชื่อนั้นไม่สมควร เพราะเป็นคนขับรถ รายชื่อนี้ไม่สมควรเพราะเป็นคนสวน เราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปท้วงติง

ปัญหาต่อไปท่านประธานสามารถคงจะได้จดประเด็นไว้ด้วยความเคารพ กฎระเบียบที่บัญญัติไว้ว่าประธานรัฐสภาจะได้กําหนด ผมถามว่ากฎระเบียบเหล่านี้ ท่านประธานสามารถกับกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถามท่านประธานรัฐสภาแล้วหรือยังว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เขียน พวกเราจะได้รู้ เพราะมิฉะนั้นแล้วรัฐธรรมนูญผ่านไปเรียบร้อย แล้วกฎระเบียบออกมาทีหลัง แล้วเผอิญว่าไม่สอดคล้องกับความรู้สึก ไม่สอดคล้องกับ ความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่จะแก้อย่างไร เช่นเดียวกันครับกรณีเงิน และค่าตอบแทนน่าจะบอกได้ครับว่าท่านประธานจะกําหนดให้ สสร. เท่ากัน ต่างกัน หรือมากกว่า ส.ส. ส.ว. รวมถึงสิทธิ รวมถึงภาระหน้าที่ รวมถึงเอกสิทธิ์ทั้งหลายมีหรือไม่มี อย่างไร แค่ไหน เพียงใด ผมอภิปรายไว้ตั้งแต่วันแรกเลยว่ากรณีเกิดปัญหาประธานรัฐสภา คือท่านสมศักดิ์เป็นคนวินิจฉัยคนเดียว ผมยังมีความเห็นว่าอํานาจเกี่ยวกับข้อขัดข้องถูกหรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านกําลังจะโยกอํานาจศาลรัฐธรรมนูญมาไว้ที่คนคนเดียว ชอบหรือไม่ชอบ อันนี้อยากจะฟังคําตอบด้วย

เช่นเดียวกันอีกประเด็นสุดท้าย กรณีท่านประธานสภาประกาศรายชื่อไปแล้ว ถ้าเป็นการประกาศรายชื่อไม่ชอบองค์กรใดจะมีสิทธิแก้ ถอดถอนได้ไหม จะทําอย่างไร อยากจะฟังเสียงของท่านประธานรัฐสภา อยากจะฟังเสียงคําตอบของท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็ขอตอบสั้น ๆ ในประเด็นเอาตั้งแต่ของท่านบุญยอดย้อนขึ้นมานะครับ คือประเด็น สสร. ที่คัดเลือกจากรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็นํารายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหลังเลือกตั้ง ๑๕ วัน กกต. เขาก็ประกาศ รับรองผล ประกาศรายชื่อ ทีนี้ส่วนที่ท่านไปถามว่าเงินเดือนก็ดี ปัญหาในระหว่างการทํางาน ของคณะกรรมการที่ประธานรัฐสภาตั้งขึ้น ๑๕ คน ผมอยากกราบเรียนด้วยนะครับว่าภารกิจ ของกรรมการ ๑๕ คนไม่ได้มีอะไรมากนะครับถ้าท่านอ่านในตัวร่างให้ชัดเจน บอกว่า ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คน เพื่อดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตรวจสอบ คุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ คือตรวจอะไรครับ ตรวจว่า ๑. เขามีสัญชาติไทยในการเกิดไหม ๒. ตรวจว่าอายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งไหม ส่วนลักษณะต้องห้ามท่านไปอ่านดูนะครับ ก็มีอยู่ ๒ ข้อ ว่า ๑. ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๒ (๑๑) ไหม ๒. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ เท่านั้นเองนะครับ ถามว่าทําไมต้องตั้ง ๑๕ คนมาช่วยตรวจ ก็เพราะทางสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเอกชน องค์กรเศรษฐกิจสังคมที่จะเสนอชื่อเข้ามา สถาบันและองค์กรละ ๖ ท่าน คงเสนอมาเป็น ๑,๐๐๐ ชื่อเป็นอย่างน้อยนะครับ ก็อย่าง สถาบันอุดมศึกษาทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชนก็มี ๑๘๐ แห่งแล้วนะครับ อันนี้ยังไม่รวมองค์กรอื่น ๆ ฉะนั้นก็จําเป็นจะต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติช่วยท่านประธาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ ใครที่ไม่ผ่านคุณสมบัติก็ตกไป ท่านประธานก็ใช้อํานาจที่เราให้ ท่านประธานว่าอาจจะมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการเสนอชื่อในการคัดเลือก ก็อาจจะแจ้งกลับไปสถาบันหรือองค์กรนั้นว่ามีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติก็ให้ท่านเสนอชื่อคนใหม่ เข้ามาแทนให้มันครบ ๖ ชื่อนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นกระบวนการดําเนินการไม่ได้ซับซ้อน ยุ่งยากอะไร ส่วนเงินเดือนเท่าไรผมคงตอบไม่ได้คงเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายใน

ทีนี้สําหรับท่านวิรัตน์นะครับ ก็เช่นเดียวกันครับท่านครับ ประเด็นต่าง ๆ เป็นประเด็นในการบริหารจัดการภายในที่ประธานรัฐสภาท่านก็คงต้องไปออกกฎระเบียบ และผมกราบเรียนนะครับว่ามันไม่ได้มีสาระสําคัญที่จะไปกระทบต่อการคัดเลือกของสมาชิก ในรัฐสภา และอยากกราบเรียนท่านว่าผู้ได้รับการสรรหามาจากสถาบันและองค์กรก็ต้องถือว่า สถาบันและองค์กรเขามีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่จะเลือกคนที่ดีที่สุดเข้ามาให้รัฐสภาเลือกอยู่แล้ว ฉะนั้นผมคิดว่ากรรมาธิการก็คงยืนยันตามร่างของกรรมาธิการนะครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต่อเนื่องประเด็นสุดท้าย ประเด็นเดียวครับคือเรื่องของกรรมการชุดนี้ครับ ท่านก็พูด ๒ ครั้งนะครับว่าท่านไม่มีอะไรมาก ภารกิจไม่มีอะไรมากแล้วทําไมให้สิทธิประโยชน์เขาเยอะอย่างนี้ครับ สิทธิประโยชน์ในรัฐธรรมนูญ ๒ มาตราครับ ผมไม่ต้องทบทวนเลยนะครับ นั่นคือเอกสิทธิ์คุ้มครอง เรื่องของคดีความต่าง ๆ คุ้มครองเรื่องของการประชุมด้วย ถ้าท่านบอกว่าไม่มีอะไรมาก ผมเสนอท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้สํานักงานเลขาธิการเป็นคนทํา ภาษีอากรก็ไม่ต้องไปเสียในเรื่องของเงินเดือน ไม่ต้องไปให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่อย่างใด กรรมการ องค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่ให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นคนทําให้ เป็นการคัดเลือกให้ได้ เขาทําได้ครับ ทําไมท่านต้องสร้างกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาล่ะครับ ผมขออนุญาตตอบในที่ประชุมเลยครับว่าทําไมท่านจึงต้องทํากรรมการชุดใหม่ขึ้นมาครับ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรมากอย่างที่ท่านยืนยันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ แล้วก็เดี๋ยวตามด้วย ท่านธนา

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกรัฐสภาในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต้องกราบเรียน ท่านประธานและท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่า ข้อแนะนําที่บอกว่าถ้าคําตอบของ ท่านประธานสามารถพูดว่าองค์กรเอกชนจะต้องเป็นนิติบุคคลนั้นแล้วไม่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข และเมื่อถึงวันท่านตัดสิทธิคนที่เป็นองค์กรเอกชน ถ้าเขาบอกว่า ตามรัฐธรรมนูญนี้เขามีสิทธิ รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องเป็นนิติบุคคล เกิดปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าให้ชัดถ้าเป็นอย่างนี้ผมเอาชมรมนกกรงหัวจุก บ้านโคกเมาที่บ้านผม ชมรมแข่งเรือยาวบางหยี บางกล่ํา มันก็มาได้ครับ อาจจะมาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ แต่ถ้าเขียนให้ชัดเมื่อประธานคณะกรรมาธิการก็แถลงหลายครั้งว่าต้องเป็นนิติบุคคล แค่เขียนคําว่า น หนู สระอิ ต เต่า สระอิ บุคคลใส่เข้าไปจบได้ ผมกังวลปัญหามันจะเกิดครับ ท่านประธานครับ ลองฟังเสียงสะท้อนดูสิครับเพราะว่าเมื่อท่านตั้งใจว่าจะต้องเป็นนิติบุคคล ทําไมไม่เขียนให้ชัด อยากได้คําตอบในที่ประชุมแห่งนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีแค่ ๒ ประเด็นครับท่านประธานซึ่งได้ซักถามกรรมาธิการ แต่ยังไม่ตอบ ในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้นะครับ ได้แบ่งแยกผู้เชี่ยวชาญออก ๓ สาขา คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จํานวน ๖ คน แล้วอันสุดท้ายครับผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามที่หลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด จํานวน ๑๐ คน ซึ่งท่านประธานจะเห็นได้ว่า (ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองนั้น) ปรากฏ หลักเกณฑ์ตามที่ประธานรัฐสภากําหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๖ แต่ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสอง กลับให้องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ไปมีสิทธิที่จะคัดเลือก ตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาด้วย ซึ่งผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย ในมาตรา ๒๙๑/๑ ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาซึ่งแน่นอนครับในเรื่องของกฎหมายมหาชน และสาขารัฐศาสตร์นั้น เข้าใจว่าต้องการให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้คัดเลือกเพราะในวงเล็บสุดท้าย ท่านได้กําหนดว่าผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด นั่นหมายถึงท่านแยกประเภทของ ผู้เชี่ยวชาญ ๓ ประเภทแล้ว แต่พอมาเป็นมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านกลับเขียนคละเลยครับ ให้สถาบัน ให้องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน สามารถคัดเลือกบุคคล ที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คนเข้าไป นั่นแสดงว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่ขัดกันนะท่านประธาน นั่นประเด็นที่ ๑ กรรมาธิการ ต้องตอบว่าทําไมในมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านเขียนแยกประเภท แล้วท่านเขียนไว้ด้วยว่าใน (ค) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เศรษฐกิจ สังคม ตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด นั่นคือท่านแยกประเภท แสดงว่าคนที่จะกําหนดนั้นน่าจะเป็นประเภทที่ ๓ ก็คือเศรษฐกิจสังคมและภาคเอกชน แต่พอมาเขียนมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านให้องค์กรเอกชน กับภาคเศรษฐกิจสังคมไปคัดเลือกสถาบันอุดมศึกษาด้วย นั่นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะให้ตอบ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง ขออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านกระชับสักนิดหนึ่ง อย่าประท้วงเลยครับ จะจบอยู่แล้วครับ ช่วยกระชับนิดหนึ่งครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๒ ประธาน คณะกรรมาธิการตอบที่ประชุมนี้ชัดเจนว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนนั้น ให้เป็นองค์กรตามกฎหมายหรือเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อท่านไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างที่ ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านได้พูดไว้ว่าท้ายที่สุดสมมุติว่าท่านไปกําหนดหลักเกณฑ์ ประธาน กําหนดหลักเกณฑ์แล้วขัด ในประเด็นที่ ๑ นะครับ เนื่องจากมีบุคคลอ้างว่าในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนไว้ว่าหลักเกณฑ์นั้นจะเป็นอย่างไร การที่ไปออกหลักเกณฑ์ขัดกับรัฐธรรมนูญทําให้ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และภาคเอกชนเขาเสียหาย เขาไม่ได้เป็นตัวแทนได้ อาจจะมีการ ดําเนินการเพื่อฟ้อง เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เป็นคําพูดของท่านเท่านั้น ท่านยืนยันต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ได้ไหมครับว่า สมมุติว่าท่านประธานรัฐสภาไม่ได้กําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และภาคเอกชน ให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลท่านจะมีความรับผิดชอบอย่างไร และ

ประเด็นที่ ๓ การกําหนดนิติบุคคลนั้นเริ่มนับตั้งแต่เมื่อไรอันนี้สําคัญครับ เพราะถ้าท่านเป็นคนกําหนดหลักเกณฑ์ซึ่งพวกเราจะมีความ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

นิดเดียวจบแล้วครับท่านประธาน ใจเย็นนิดนะครับ พวกเราระแวงว่าท่านจะรู้กันมาก่อน แล้วท่านก็ให้นิติบุคคลรีบไปจดเสีย เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่ทราบหลักเกณฑ์นี้มาก่อนเขาก็จะเสียเปรียบ ผมถึงกราบเรียนถามท่านว่า นิติบุคคลที่จดนั้นจะต้องเป็นนิติบุคคลที่ต้องจดก่อนประธานรัฐสภากําหนดหลักเกณฑ์นี้ นานเท่าไรเพื่อที่จะไม่ให้คนได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากคนที่เป็นประธานรัฐสภาอาจจะ แพร่งพรายประเด็นเรื่องนี้ให้กับบุคคลภายนอกทราบได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัย เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองเป็นกรรมาธิการท่านหนึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นเจ้าของร่าง แต่ผมเองก็พยายามที่ไม่รบกวนเวลาเพื่อนสมาชิกรัฐสภามากนัก ท่านครับ มาตรา ๒๙๑/๖ นี้เราใช้เวลาเข้าใจว่า ๓๐ กว่าชั่วโมง ผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้ตอบหลายครั้ง ท่านประธานก็ได้ให้ความกรุณามากในการถามไถ่กันมากพอสมควร แล้วก็ผมเท่าที่เดินสํารวจเพื่อนรัฐสภาทั้งหมดนี่เป็นความหวังร่วมกันจริง ๆ ว่าน่าจะโหวตได้ก่อน เที่ยงคืน ผมคิดว่าท่านประธานครับ ต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยนะครับ ที่ท่านก็ได้ให้ความขยันขันแข็งในการไถ่ถามมากเหลือเกินนี่นะครับ ผมอยากจะขอให้จบ ได้แล้วครับ คือทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันนะครับว่าเราควรจะได้เวลาสักครั้งเถอะครับ ๓ วันแล้วครับ เฉพาะมาตรานี้ แล้วก็ประธานนิดหนึ่งนะครับ ผมมีตั้งข้อสังเกตว่าผมไม่ได้พบกับ ท่านประธานเลยนะครับ ท่านประธานก็ไม่ได้ไปประชุมที่พรรคเลยตามที่ท่านได้กราบเรียน สภาไปแล้ว เวลาท่านประธานกดออดแล้วจะถามมตินี่ทุกครั้งเวลามันก็ใกล้ดึกอย่างนี้ ท่านก็ไม่บอกให้ชัดเจนว่า เห็นด้วยกดเบอร์อะไร ไม่เห็นด้วยกดเบอร์อะไร มันสั้นเหลือเกินครับ ผมก็อยากจะขอความกรุณาทําตามประเพณีที่เราบอกกันยาว ๆ ว่าใครเห็นด้วยกดอะไร ไม่เห็นด้วยกดอะไรครับ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ขอความกรุณาเถอะครับ ทุกคนพร้อมจะโหวตแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ เดี๋ยวจะยาว ขอบคุณครับ เอาตอบสักสั้น ๆ ครับ กระชับ ๆ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ที่จริงอยากจะถาม ท่านประธานครับ เพราะว่าดูแล้วสิ่งที่ถามท่านประธานและกรรมาธิการไปนี่ท่านไม่ค่อยตอบ หรือตอบในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการจะถามนะครับ ประเด็นเป็นอย่างนี้ครับ ความจริง เมื่อเช้าผมมีโอกาสพบกับท่านประธาน เพราะว่าไปร่วมกันของไอปา คอร์คัส ด้วยกัน วันนี้ชัดเจน นะครับ ตอนต้นของมาตรานี้ผมลุกขึ้นถามท่านประธาน บอกท่านประธานจะกรุณาเราได้ไหมว่า เมื่อกรรมาธิการมอบอํานาจให้กับท่านมากเหลือเกิน บอกกับพวกเราหน่อยว่าท่านมีแนวคิด อย่างไร วันนั้นท่านตอบผมว่าในความเห็นส่วนตัวของท่านนี่ ท่านต้องการจะมายุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด เอาง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ นั่นคือสาระที่ท่านตอบ ผมก็ถามกรรมาธิการไปว่าไม่ฟังเสียง ท่านประธานบ้างหรือ ท่านประธานบอกอย่างนี้แล้วนี่ไม่คิดจะฟังแล้วไปปรับปรุงบ้างหรือว่า อะไรที่ไม่ต้องไปเป็นภาระท่านประธานนี่เขียนให้ชัดเจนเสีย เพราะฉะนั้นวันนี้ เมื่อกรรมาธิการยืนยันถามกี่ครั้งก็ตอบว่าองค์กรต่าง ๆ ต้องเป็นนิติบุคคล แต่ว่าพอให้เขียนนี่ ไม่ยอมเขียน ผมก็ต้องถามท่านประธานนะครับว่าท่านประธานยืนยันไหมครับ ว่าหลักเกณฑ์ ที่ท่านจะไปกําหนดองค์กรต่าง ๆ จะเป็นนิติบุคคล และเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนมาแล้ว เป็นระยะเวลาหนึ่งไม่ใช่องค์กรซึ่งอาจจะทราบล่วงหน้าว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างนี้ ก็ไปจัดตั้งกันขึ้นมา นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เมื่อเช้าผมก็ได้กราบเรียนท่านประธาน มาตรานี้มันจะเป็น บทพิสูจน์ว่าอยากจะกินรวบหรือไม่ เมื่อกรรมาธิการไม่ยอมขยับผมก็ถามว่าท่านประธาน มีแนวคิดไหมครับ ในการกําหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกว่าจะใช้ระบบการเลือกตั้งซึ่งทําให้ เกิดหลักประกันว่าจะมีการกระจาย หมายความว่าไม่ใช่ว่าสามารถที่จะทําให้เกิดการที่ เราเรียกว่าบล็อกโหวตได้ง่าย ๆ ๒๒ คน จะมีมาตรการอะไรที่ท่านประธานจะไปกําหนด เป็นหลักเกณฑ์ได้บ้าง ท่านประธานมีสิทธิที่จะไม่ตอบครับ ผมเข้าใจดี ท่านอาจจะบอกว่า ท่านก็ยังไม่ทราบว่าจะลงมติกันอย่างไร แต่ผมกราบเรียนว่าการที่กรรมาธิการไม่ยอมเขียน ไม่ยอมปรับ ไม่ยอมแก้ในสิ่งเหล่านี้ เวลานี้ก็เหลือแต่ท่านประธานที่เป็นอํานาจของท่าน ที่จะให้ความมั่นใจกับสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติมขึ้นก็อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานครับ ก่อนที่เราจะได้ลงมติ ลงมติวันนี้แน่ครับ ไม่ต้องกังวลหรอกครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เหตุผลที่ ผมไม่ได้ตอบคําถาม แล้วก็มีการอภิปรายพาดพิงมาถึงผมนี่ ๒-๓ วัน ผมถือว่าผมได้ตอบไป ตั้งแต่วันแรกที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ถาม แล้วผมตอบไม่ยาว ผมตอบสั้น ๆ แต่คลุมประเด็นทั้งหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงไม่ตอบอะไร แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่ ที่ผมจะต้องไปตอบ เพราะผมไม่ใช่เป็นผู้ไปกําหนด เป็นเรื่องของรัฐสภากําหนดมาให้ผม แล้วเป็นหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการ หน้าที่ของกรรมาธิการที่จะต้องชี้แจง ไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมก็เลยไม่ชี้แจงทั้งที่พาดพิงมาถึงผม อาจจะเติมสีบ้าง แล้วก็จะทําให้ ผมเสียหาย ผมก็ทนฟัง ไม่ตอบโต้ ไม่อะไรเลย แต่จะขัดจังหวะเฉพาะเวลาท่านอภิปราย นอกประเด็นเท่านั้น แต่ถ้าอภิปรายพูดถึงผมแล้วทําให้ผมเสียหายนี่ ผมจะนิ่งฟังไม่ตอบโต้ แต่ในเมื่อท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ลุกขึ้นมาตอกย้ําถามอีกครั้งหนึ่งนี่ ก็จะให้เกียรติท่านแล้วจะตอบนะครับ ผมก็ยังยืนยันว่าผมจะพยายาม มีหลายท่านได้พูด ได้ชี้แจง จริง ๆ ก็ไม่มีอะไร เปรียบเทียบเขียนภาพได้ชัดเจน ผมก็ทําหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ เท่านั้นเอง แต่เพื่อให้ความสบายใจกับสมาชิก ภาระของหน้าที่ของความเป็นบุรุษไปรษณีย์ ผมก็จะไม่ทําเองครับ ผมก็จะมอบหมายให้ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็น เลขาธิการรัฐสภาตั้งคณะทํางานขึ้นมาทําหน้าที่บุรุษไปรษณีย์แทนผม เพื่อให้ทุกท่านได้สบายใจ แล้วก็มีอะไรที่เป็นความคิดเห็นของสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นไว้น่าฟัง มีเหตุมีผล อย่างกรณีเช่นท่านคํานูณ สิทธิสมาน อะไรทํานองนี้ หลายท่านนะครับ ผมก็ฝากท่านเลขาธิการ เพราะผมจะไม่เข้าไปยุ่งอะไร จะฝากให้ท่าน ช่วยเอาแนวคิด ข้อคิดดี ๆ เหล่านี้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นกรณีที่ท่านย้ําแล้วย้ําอีกว่า องค์กรอะไรต่าง ๆ จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ นี่ครับ ผมรับรองด้วยเกียรติครับว่าคณะทํางาน ที่ท่านเลขาธิการรัฐสภาจะตั้งไปทําหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์แทนผมนี่ครับ คงไม่แตกแถวครับ ต้องเป็นนิติบุคคลแน่นอน อย่าห่วงเลยครับ ผมว่าเราลงมติเลยดีไหมครับ ขอมติเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาครับ คือผมก็เหนื่อยนะครับ ก็ป่วย ไม่สบายเหมือนกับหลายคน โห่กันเข้าไปครับ พี่น้องครับ โห่เข้าไปครับ พวกท่านได้ของที่ท่าน อยากได้อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ช้ารอสัก ๕ นาทีคงไม่ตายกระมังครับ คือพวกผม ก็เครียดนะครับท่านประธาน ผมก็อยากได้คําตอบครับ ผมอยากได้คําตอบจริง ๆ ครับว่า ทําไมต้องให้เอกสิทธิ์กับกรรมการชุดนี้ ๑๕ คน ขนาดเท่ากับ ส.ส. ส.ว. ครับ ทําไมต้องให้ ขนาดนั้นครับ กรรมการไม่มีอะไร ไม่มีอะไรมาก ผมเขียนตามประโยคที่ท่านพูด ๒ ครั้งครับ กรรมการชุดนี้ไม่มีอะไรมาก ให้ทําไมครับ มาตรา ๑๓๐ กับมาตรา ๑๓๑ ครับ ตอบคําถามสิครับ ผมขอให้ตัดทิ้ง ท่านก็ไม่ตัดครับ สุดท้ายก็รวบจะลงคะแนนอย่างนี้ครับ เผด็จการรัฐสภาไหมครับ อย่างนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพิชิตครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกล่าวหาพวกท่านครับ เผด็จการรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านบุญยอดครับ ผมเรียนตรง ๆ นะครับ ผมอยู่ในสภานี้มา ๒๙ ปี นี่ย่างเข้าปีที่ ๓๐ แล้วครับ ผมยังไม่เคยเห็น การพิจารณากฎหมายฉบับไหนที่มีเนื้อหาอยู่แค่ ๗ หน้ากระดาษ มา ๙ วัน ๙ คืนแล้ว ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยครับ ไม่เคยเห็นจริง ๆ ครับ แล้วมันรวบรัดตรงไหนครับ มันรวบรัด ตรงไหน ผมก็ยังไม่เข้าใจ เอาล่ะครับ บรรยากาศกําลังดีครับ ผมว่าท่านกรรมาธิการ ตอบสักเล็กน้อยครับ ท่านบุญยอดจะได้สบายใจ เอาเฉพาะในประเด็นเลยนะครับ เชิญครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ผม พิชิต ชื่นบาน ครับ ในฐานะกรรมาธิการ สั้น ๆ ครับ เอกสิทธิ์นี่มันเป็นเฉพาะโดยในการประชุมเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วครับ คุณบุญยอดครับ ขอมติเถอะครับ ผมขอมติเลยครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานเป็นกลางสิครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านไม่เป็นกลางเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ พอเถอะครับ ท่านบุญยอดครับ สมควรพอแล้วครับ ก่อนที่ผมจะขอมตินะครับ ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอด ผมว่า มันสมควรแล้วนะ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กรรมาธิการกล่าวคําเท็จในสภาท่านยอมได้อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ สมควรแล้วครับ พอแล้วครับ จํานวนผู้เข้าประชุมนะครับ ๓๔๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ผมขอมติเลยครับ ท่านเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ เห็นด้วยกดคําว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกดคําว่า ไม่เห็นด้วย ครับ ลงมติได้เลยครับ เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านไม่เหนื่อยหรืออย่างไรครับ เรียบร้อยหรือยังครับ เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๐ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ

ผมขอปิดการประชุมครับ พรุ่งนี้ต่อเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วอย่าลืมลงชื่อด้วย นะครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๓.๕๕ นาฬิกา