อัญชลี วานิช เทพบุตร หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายในเก้าสิบวัน และเรียกร้องให้ใช้วิธีการที่มีความหลากหลายและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง ร่างมาตรา ๒๙๑/๖ ไว้ ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างจากที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ได้นําเสนอร่างนี้ต่อสมาชิกรัฐสภานะคะ ที่ดิฉันได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๖ มีดังนี้ค่ะ
ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ
ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสิบคน ไม่ใช่สองคนนะคะ โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสามสิบวัน นับแต่วันพ้นกําหนดวันรับสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)
ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ที่ ประธานรัฐสภากําหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดําเนินการของ คณะกรรมการเงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดําเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันและส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการ ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม
ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาอย่างนี้ว่าการยกร่าง มาตรา ๒๙๑/๖ นั้นมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะว่าทั้ง ๒ มาตรานั้น ได้เป็นมาตราที่กําหนดประเภท กําหนดจํานวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้นได้กําหนดประเภทและจํานวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้อย่างที่พวกเรา ได้ทราบกันดีว่าได้กําหนดจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ทั้งสิ้นจํานวนประมาณ ๙๙ คน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกก็คือมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๗๗ คน มาจาก ๗๗ จังหวัด อาศัยจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนะคะ แล้วอีก ๒๒ คนก็จะมาจากการคัดสรร หรือที่เราเรียกกันอย่างสุภาพหน่อยก็คือมาจากการแต่งตั้ง ทั้งนี้โดยระเบียบทั้งหลาย ก็ให้ทางท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนให้ความเห็นชอบ ดิฉันคงจะต้องเรียนว่าการได้มาด้วยวิธีการใดของ สสร. เองก็ตามจะมีจํานวนเท่าไร ดิฉันคิดว่า ตรงนั้นยังไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ค่ะ สสร. ที่จะมีจํานวน ๙๙ คนนี้จะต้องเป็นบุคคลที่สําคัญ เพราะจะมาทําหน้าที่ในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกติกาสังคมที่พวกเราทุกคนประชาชนทั้ง ๖๓ ล้านคน ต้องปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นผู้ที่ส่งผลของโครงสร้างในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ นอกนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญเองก็จะส่งผลโดยตรงต่อการบริหาร การใช้อํานาจสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร หรือว่าอํานาจตุลาการ และนอกจากนั้น แน่นอนคะว่าจะก่อให้เกิดความผูกพันเชิงอํานาจและหน้าที่โดยตรงของผู้ปกครองประเทศ ต่อพี่น้องประชาชนทั้ง ๖๓ ล้านคนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจากที่ดิฉันลงไปพบปะ พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนได้ให้ดิฉันมาเรียนต่อประธานรัฐสภาค่ะ และพวกเรา เพื่อนสมาชิกทั้งหมดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พึงจะเกิดขึ้นนั้นควรจะต้องเป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องเขียนโดยประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ และเพื่อประโยชน์อันแท้จริง ของพี่น้องประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถือได้ว่าพวกเราทั้งหมดได้ทําหน้าที่ อย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านประธานคะ ได้เรียนแล้วค่ะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นี้ได้กําหนดประเภท และที่มาของ สสร. ประเภทที่ ๒ ก็คือประเภทแต่งตั้งหรือว่าคัดสรรค่ะ ในมาตรา ๒๙๑/๑ มาจากการเลือกตั้ง แต่ดิฉันได้เรียนท่านประธานว่าเจตนารมณ์ที่สําคัญของการได้มา สสร. สิ่งที่สําคัญก็คือความหลากหลายของ สสร. ที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน แต่ครั้นเรากลับมาดูสิคะว่าทั้ง ๒ ประเภท ไม่ว่าประเภท มาตรา ๒๙๑/๑ ที่มาจาก การเลือกตั้ง ซึ่งดิฉันเองนั้นแพ้โหวตไปแล้วละคะในสภา แต่ดิฉันได้เรียนแล้วว่า มาตรา ๒๙๑/๑ ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพวกเราคิดว่าการใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มันเป็นการใช้ การเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนแบบทฤษฎีระบบคะแนนนํากําชัยนะคะ นั่นก็คือ ใครชนะเลิศในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ ได้มาเป็นที่ ๑ คนนั้นก็มาเป็น สสร. เลย ซึ่งตรงนี้อาจจะสะท้อนความเป็นตัวตนของพี่น้องประชาชนไม่ชัดเจน คนที่ชนะ ในเขตเลือกตั้งอาจจะได้เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ได้ที่ ๒ อาจจะได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ อาจจะได้อีก ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันต้องการให้ยืดโยงว่าในเมื่อเราพลาด ๗๗ คนแล้ว ที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวตนของพี่น้องประชาชน เรามาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ การได้ สสร. ในจํานวน ๒๒ คนนี้ค่ะ ก็จะยังยืนยันว่าจะให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดกฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ เพื่อให้มีการนําเสนอชื่อ สสร. ขึ้นมาให้พวกเราซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นคนให้คํารับรองแล้วให้ความเห็นชอบ ตรงนี้ก็จะยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามันจะไม่ได้ ความหลากหลายจากการเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองได้นําเสนอต่อที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ค่ะว่า ดิฉันเห็นด้วยจากที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้นําเสนอไป ก็คือให้ทางสภาของสถาบันอุดมศึกษาซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่มีความเป็นกลางมากที่สุด แล้วก็มีเครือข่าย ของสถาบันอุดมศึกษาอยู่ทั่วประเทศ มีกฎ ระเบียบ กติการองรับ การที่เขาต้องรับผิดชอบ ในฐานะเป็นนิติบุคคลในการนําเสนอชื่อผู้ที่สมควรจะมาเป็นผู้รู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง ๓ ประเภทของ สสร. ประเภทที่ ๒ นี้ ให้พวกเราได้มีการเลือกสรรอีก ๒๒ คน ดิฉันคิดว่า ตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าค่ะท่านประธาน ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ดิฉันคิดว่าท่านประธานรัฐสภา ของเราเองก็จะปลอดภัยจากข้อครหา และปลอดภัยจากเหตุที่จะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต อันใกล้นี้ค่ะ ดิฉันได้เรียนแล้วค่ะว่ามันไม่มีความยุติธรรมเลยกับการที่จะให้ประธานรัฐสภา ท่านหนึ่ง แล้วก็เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนคัดเลือกคน ๒๒ คน เราใช้วิธีคณิตคิดในใจ เร็ว ๆ นี่ค่ะ ประชาชน ๖๓ ล้านคน ท่านประธานคะ มีสิทธิเลือก สสร. ได้ ๗๗ คนที่มาจาก การเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ปรากฏว่าถ้าคิดเร็ว ๆ ก็คือหมายความว่า ประชากร ๘๑๘,๐๐๐ คน มี สสร. ได้คนหนึ่งค่ะ แต่ถ้าใช้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเวลาโหวตไปทีไรได้โดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๓๕๔ คนอย่างนี้ค่ะ ปรากฏว่า สสร. ได้ ๑๖ คน อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันคิดว่าถ้าเป็นระบบตรรกความคิดแบบนี้แล้ว การเป็นกลางหรือการเป็นตัวแทน ในสาขาอาชีพและความถนัด ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริงของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ในประเภทที่ ๒ ก็จะยิ่งย่ําแย่หนักเข้าไปใหญ่ค่ะ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าถ้าเราปล่อยให้ มาตรา ๒๙๑/๖ เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ทั้ง สสร. ที่มาจากมาตรา ๒๙๑/๑ กับมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นตัวตนซึ่งไม่สามารถ สะท้อนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน อย่างแท้จริง ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนฝากมาถามคะว่าครั้งนี้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสําคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยค่ะ สิ่งที่พี่น้องประชาชน เขาเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด แล้วฝากดิฉันมาถามท่านประธานรัฐสภาก็คือว่า ครั้งนี้ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนได้สําเร็จเรียบร้อยแล้วประเทศไทยของเราจะเปลี่ยนเป็น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงก็คือ สถานภาพของประชาชน